จุฬาฯ หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัย ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วย ‘พลังงานหมุนเวียน’

จุฬาฯ หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัย ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วย ‘พลังงานหมุนเวียน’

จุฬาฯ หนุนนโยบายพลังงานยั่งยืนผ่านงานวิจัย ฝ่าวิกฤติพลังงานไทยด้วย ‘พลังงานหมุนเวียน’

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ และ Biorefinery Hub of Knowledge ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “ฝ่าวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานหมุนเวียน โอกาสหรือภาพลวง?” เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์พลังงานและศักยภาพของพลังงานสะอาดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้รับเกียรติจาก นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิดงานและแสดงปาฐกถาพิเศษ

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เน้นย้ำถึงบทบาทของสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้เป็นแหล่งให้ความรู้เท่านั้นแต่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสังคม จุฬาฯ มุ่งมั่นสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศสู่ความยั่งยืน การเสวนาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้าใจ และนำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในระยะยาว”

อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI และเผชิญความท้าทายด้านพลังงาน จุฬาฯ จึงมีบทบาทในการระดมองค์ความรู้จากหลายหน่วยงาน อาทิ คณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี และสถาบันวิจัยพลังงาน เพื่อร่วมกันหาแนวทางรับมือทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยใช้ “พลังคน” และ “พลังจากงานวิจัย” เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ พร้อมเปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญแลกเปลี่ยนแนวคิด ทั้งนี้ หากสามารถขยายผลต้นแบบและองค์ความรู้ด้านพลังงานไปสู่ภาครัฐและเอกชนได้ จะช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก และก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พน. ได้ปาฐกถาโดยกล่าวถึงทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาพลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือทางรอดของเศรษฐกิจไทยที่เราต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน

ในส่วนของพลังงานทดแทน คุณเอกนัฏกล่าวว่า  Solar Cell ซึ่งเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้ป็นพลังงานไฟฟ้า ประเทศไทยมีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ประเทศไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 30% เราควรส่งเสริมให้ติดแผงโซลาร์เซลล์และลดการนำเข้า LNG

ศ.ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาฯ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่ผันผวนและความมั่นคงของระบบ การจัดงานครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพและข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียนอย่างรอบด้าน เพื่อตอบโจทย์ว่าพลังงานสะอาดจะสามารถทดแทนพลังงานหลักและขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ ความก้าวหน้าของงานวิจัยด้านพลังงานทดแทนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี โดยมีผลงานที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้จริง เช่น การผลิตเอทานอลจากวัสดุทางการเกษตรทั้งที่บริโภคได้และไม่ได้ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของภาคการศึกษาในการพัฒนาเทคโนโลยีและพร้อมผลักดันสู่ภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงการพัฒนาพลังงานทางเลือกที่ครอบคลุมทั้งไบโอดีเซล พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบไมโครกริด เพื่อสร้างระบบพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน โดยคณะฯ ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์วิจัยเพื่อทดสอบและพัฒนานวัตกรรม รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและต้นแบบเทคโนโลยีที่สามารถขยายผลสู่ระดับจังหวัดและประเทศได้

ศ.ดร.วิบูลย์ ศรีเจริญชัยกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาฯ กล่าวถึงบทบาทของสถาบันในการสนับสนุนเชิงนโยบาย โดยวิเคราะห์แนวโน้มพลังงานในอนาคตและเสนอแนวทางการผสมผสานพลังงานทดแทนเข้ากับระบบพลังงานของประเทศ พร้อมยกตัวอย่างการพัฒนา “Smart Campus” ภายในจุฬาฯ ที่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์และบริหารจัดการพลังงานระหว่างอาคาร ซึ่งองค์ความรู้ดังกล่าวสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาในระดับสังคมได้

ในหลวง พระราชทานเครื่องราช ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร สละชีวิตปกป้องนักเรียน

ในหลวง พระราชทานเครื่องราช ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร สละชีวิตปกป้องนักเรียน

ในหลวง พระราชทานเครื่องราช ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร สละชีวิตปกป้องนักเรียน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.52 น.

19 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้วายชนม์ ความว่า

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย ให้แก่ นางศศิพัชร สินสโมสร อดีตผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสงขลา สตูล สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน

เนื่องจากขณะที่ยังมีชีวิตได้ปฏิบัติหน้าที่ให้ลักษณะเป็นการเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตจนได้รับอันตรายถึงแก่อันตราย โดยได้ปกป้อง ดูแลให้ความช่วยเหลือ ไม่ทอดทิ้งครูและนักเรียนที่อยู่ในความดูแลของตน และยอมเสียสละตนเป็นตัวประกันแทนครูและนักเรียน เป็นเหตุให้ถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต จากเหตุการณ์คนร้ายก่อเหตุจับครูและนักเรียนเป็นตัวประกันภายใน โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 12 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

สพฐ.ระดมสมองทำแผนเคลื่อน 4 นโยบายเสมา 1

สพฐ.ระดมสมองทำแผนเคลื่อน 4 นโยบายเสมา 1

สพฐ.ระดมสมองทำแผนเคลื่อน 4 นโยบายเสมา 1

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.31 น.

สพฐ.จัดประชุมเวิร์กช็อป ระดมสมองผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ความเห็น 4 นโยบายหลัก รมว.ศธ. เล็งบรรจุทำแผน 3 ระยะ สั้น-กลาง-ยาว สู่การปฏิบัติจริง

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  ประจำปีงบประมาณ 2569-2570 โดยมีนายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายการเมือง พร้อมด้วยคณะทำงานของ รมว.ศธ., ผู้บริหาร สพฐ.ส่วนกลาง, ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา, ผู้บริหารสถานศึกษา, ครู ผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายนอก ผู้แทนภาคีเครือข่ายจากองค์กรภาครัฐและเอกชน รวมจำนวน 250 คน เข้าร่วม

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า กระทรวงศึกษาธิการ ( ศธ.)ได้ประกาศนโยบายการศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 ซึ่งมี 4 นโยบายหลัก ที่เกี่ยวข้องกับ สพฐ. ได้แก่ 1.คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก 2.รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส 3.ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง และ 4.โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม วันที่ 19-20 พ.ค.นี้ สพฐ.จึงประชุมระดมสมองจากทุกภาคส่วน เพื่อนำประสบการณ์ นำปัญหาที่พบเจอมาแชร์ ให้ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และนำมาสังเคราะห์ สรุป เพื่อทำแผนสู่การปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนนโยบาย 5 ภารกิจหลัก ของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

“การเวิร์กช็อป แบ่งกลุ่มหารือ 8 ประเด็นย่อยที่เกี่ยวกับครู นักเรียน และงบประมาณภายใต้กรอบนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ข้อ 1 ถึง ข้อ 4 ดังนี้ กลุ่มที่ 1.ลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนของครู กลุ่มที่ 2 Cloud Kitchen นำร่องระบบครัวกลาง กลุ่มที่ 3. การปรับเกณฑ์การประเมินผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มที่ 4. การปรับสูตรการจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและบริบทของพื้นที่เป็นสำคัญ กลุ่มที่ 5 ผลักดันหลักสูตรฐานสมรรถนะ กลุ่มที่ 6 ยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล (Global Partnerships) และผลักดันการบูรณาการสมรรถนะด้านการรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มที่ 7 การจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ 24 ชั่วโมง” และ กลุ่มที่ 8 ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา สำหรับนโยบายหลักภารกิจที่ 5 การสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ ยกเครื่อง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาตินั้น ทุกคนสามารถให้ข้อเสนอแนะไว้ได้

“ ทั้ง 8 กลุ่มจะระดมสมอง แชร์ประสบการณ์ ให้ข้อเสนอแนะ สรุป สังเคราะห์  เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา เช่น มีคำตอบว่าทำอย่างไรในการลดภาระครู มีการหาทางออกที่เหมาะสมในแต่ละเรื่อง ซึ่ง รมว.ศธ.พูดเสมอว่าจะไม่ตัดเสื้อโหลให้ทุกคนใส่ ทุกโรงเรียนทั้ง 29,005 แห่งไม่ต้องทำเหมือนกันทั้งหมด ทั้งนี้ การจัดการศึกษาต้องมีเอกภาพเชิงนโยบาย แต่หลากหลายปฏิบัติ หลังได้ข้อสรุปในแต่ละประเด็นแล้ว สพฐ.จะมาทำแผนกำหนดเป้าหมายระยะสั้น 3 เดือน ระยะกลาง และระยะยาว ” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ด้าน นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า สพฐ.จะคัดเลือกและวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของวิธีการแก้ปัญหาและวิธีการพัฒนา พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาดำเนินการในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 – กันยายน 2570

ตามประเด็นของแต่ละนโยบาย เพื่อนำไปจัดทำร่างแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 ของ สพฐ. และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการประชุมฯ ครั้งนี้ เพื่อนำไปจัดทำร่างนโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2571 เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการต่อไป.

เครือโรงเรียนชั้นนำจากสหราชอาณาจักรเตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติที่ภูเก็ต รับกระแสความต้องการที่เติบโตนอกกรุงเทพฯ

เครือโรงเรียนชั้นนำจากสหราชอาณาจักรเตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติที่ภูเก็ต รับกระแสความต้องการที่เติบโตนอกกรุงเทพฯ

เครือโรงเรียนชั้นนำจากสหราชอาณาจักรเตรียมเปิดโรงเรียนนานาชาติที่ภูเก็ต รับกระแสความต้องการที่เติบโตนอกกรุงเทพฯ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

NLCS ซึ่งได้รับรางวัล Independent Secondary School of the Year 2026 เตรียมเปิดโรงเรียนแห่งใหม่ทั้งในรูปแบบไป-กลับและแบบโรงเรียนประจำในย่านเชิงทะเล สำหรับครอบครัวในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย

ภูเก็ต ประเทศไทย, – NLCS International ได้ลงนามในข้อตกลงกับ VLC Group เจ้าของโรงแรมและรีสอร์ตระดับพรีเมียมหลายแห่งในภูเก็ตและเขาหลัก เพื่อพัฒนาโรงเรียนนานาชาติ NLCS Phuket โดยนำรูปแบบการศึกษาของหนึ่งในโรงเรียนเอกชนชั้นนำที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดในสหราชอาณาจักรมาสู่ตลาดการศึกษานานาชาติที่เติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศไทย

North London Collegiate School ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2393 โดย Frances Mary Buss ผู้บุกเบิกด้านการศึกษา และถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนเอกชนที่ได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งของสหราชอาณาจักรในการจัดอันดับ The Sunday Times Parent Power Guide 2026 โรงเรียน NLCS ได้รับรางวัล Independent Secondary School of the Year, Independent International Baccalaureate School of the Year และ Independent Secondary School of the Year in London อีกทั้งในตารางจัดอันดับ NLCS ได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงเรียนหญิงอันดับหนึ่งของสหราชอาณาจักร พร้อมคว้าอันดับสองในกลุ่มโรงเรียนทั้งหมดในลอนดอน และอันดับสามในระดับประเทศจากทุกโรงเรียนทั่วสหราชอาณาจักร

โรงเรียนนานาชาติ NLCS Phuket จะเปิดสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยได้รับการพัฒนาให้เป็นโรงเรียนพรีเมียมแบบสหศึกษาทั้งแบบไป-กลับและแบบประจำ โรงเรียนตั้งอยู่ในพื้นที่เชิงทะเล หนึ่งในย่านที่อยู่อาศัยที่เติบโตเร็วที่สุดของภูเก็ต โรงเรียนแห่งนี้มีเป้าหมายรองรับทั้งครอบครัวชาวไทย ชาวต่างชาติ และครอบครัวนานาชาติที่มองหาการศึกษาระบบอังกฤษที่มีมาตรฐานเข้มข้นในภูเก็ต พร้อมทั้งมีระบบโรงเรียนประจำสำหรับนักเรียนจากทั่วประเทศไทยและภูมิภาคโดยรอบ

พิธีลงนามข้อตกลงจัดขึ้นที่ Courtyard by Marriott Phuket, Patong Beach Resort โดยมี คุณ Daniel Lewis กรรมการผู้จัดการของ NLCS International และ คุณณรุจ จิรายุส กรรมการผู้จัดการของ VLC Group และ NLCS Phuket ร่วมลงนามในนามของทั้งสององค์กร

“หลายครอบครัวคิดว่า ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่โดดเด่นเรื่องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา ยังมีช่องว่างในตลาดสำหรับโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการสูง และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหราชอาณาจักร” คุณณรุจ จิรายุส กรรมการผู้จัดการของ VLC Group กล่าว “ในฐานะธุรกิจครอบครัวที่เติบโตมาจากภูเก็ต ทางเรามองว่าการศึกษาเป็นส่วนสำคัญของการเติบโตในก้าวต่อไปของเกาะนี้ เป้าหมายของเราคือการช่วยให้ภูเก็ตเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นสำหรับการใช้ชีวิต การเรียนรู้ และการสร้างชุมชน” คุณณรุจ กล่าวเสริม

NLCS International ร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลกในการพัฒนาโรงเรียนที่สะท้อนปรัชญาการศึกษาของโรงเรียนต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นความมุ่งมั่นด้านวิชาการ การดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล และกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่หลากหลาย ปัจจุบันเครือข่ายโรงเรียนของ NLCS ครอบคลุมทั้ง NLCS Jeju, NLCS Dubai, NLCS (Singapore), NLCS Kobe และ NLCS Hong Kong ซึ่งมีกำหนดเปิดในปี 2570

“NLCS Phuket ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของครอบครัวโรงเรียนนานาชาติของเรา” คุณ Daniel Lewis กรรมการผู้จัดการของ NLCS International กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการมอบการศึกษาที่ที่ส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความสุขและความตื่นเต้น ที่ให้คุณค่าด้านความเป็นตัวตนของนักเรียนทุกคน พร้อมปลูกฝังความรักในการเรียนรู้อย่างแท้จริง สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อที่มีชื่อเสียงติดอยู่หน้าโรงเรียนเท่านั้น แต่จุดแข็งของ NLCS อยู่ที่ความเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียนในเครือ คุณภาพและความลึกซึ้งของการสนับสนุนทางด้านวิชาการ และความเชื่อร่วมกันของเราที่ว่า นักเรียนที่มีความสุขและมั่นใจ คือผู้ที่พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จในอนาคต”

ระบบโรงเรียนประจำจะเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ NLCS Phuket ซึ่งเปิดโอกาสให้ครอบครัวสามารถเข้าถึงการศึกษาของ NLCS ได้ โดยไม่จำเป็นต้องส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมศักยภาพของภูเก็ตให้เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาระดับภูมิภาค เปิดโอกาสให้นักเรียนได้อยู่ใกล้ครอบครัว ประเทศบ้านเกิด และศูนย์กลางการเดินทางสำคัญของเอเชียมากยิ่งขึ้น

โรงเรียนแห่งนี้คาดว่าจะเปิดรับนักเรียนได้ประมาณ 1,000 คนในช่วงเริ่มต้น และมีศักยภาพในการขยายรองรับนักเรียนได้ถึงประมาณ 1,500 คนในอนาคต สิ่งอำนวยความสะดวกที่วางแผนไว้ประกอบด้วยหอพักนักเรียน พื้นที่แยกสำหรับระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา อาคารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สระว่ายน้ำขนาด 50 เมตร โรงยิมกีฬา สนามเทนนิสในร่ม และสนามฟุตบอล

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการศึกษานานาชาติในประเทศไทยที่เริ่มขยายตัวออกนอกกรุงเทพมหานคร โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย (Kasikorn Research Centre) คาดการณ์ว่า ในปี 2568 ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยจะเติบโต 9.7% ขณะที่จำนวนนักเรียนนานาชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8.3% รายงานดังกล่าวยังระบุว่า โรงเรียนนานาชาติมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มเติมไปยังต่างจังหวัด โดยภูเก็ตถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของภูมิภาคนี้

สำหรับภูเก็ต การเข้ามาของโรงเรียนชั้นนำทั้งแบบไป-กลับและแบบโรงเรียนประจำ ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับครอบครัวบนเกาะ โรงเรียนนานาชาติยังมีบทบาทในการดึงดูดผู้พำนักระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะ ผู้ประกอบการ และนักลงทุน พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนความต้องการในภาคที่อยู่อาศัย การท่องเที่ยวและโรงแรม ค้าปลีก การคมนาคม บริการท้องถิ่น และการจ้างงานอีกด้วย

คุณณรุจ กล่าวเพิ่มเติมว่า “โรงเรียนชั้นนำมักเป็นศูนย์กลางในการสร้างชุมชนรอบตัว เราได้เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นมาแล้วในสถานที่อย่างดูไบและเกาะเชจู ซึ่งภาคการศึกษามีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมให้พื้นที่เหล่านั้นกลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นนานาชาติ สำหรับ NLCS Phuket เราต้องการสนับสนุนการพัฒนาภูเก็ตให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาที่มีความเป็นเลิศของภูมิภาค”

NLCS Phuket จะยังคงมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายโรงเรียน NLCS ทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนจาก NLCS International ในด้านการออกแบบโรงเรียน การพัฒนาหลักสูตร การสรรหาบุคลากร การพัฒนาศักยภาพครู การวางแผนด้านวิชาการ และการประกันคุณภาพการศึกษา

อบจ.มหาสารคาม ส่งครูดูงาน ‘ดรุณาราชบุรี’ ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ปั้นเด็กคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมได้จริง

อบจ.มหาสารคาม ส่งครูดูงาน ‘ดรุณาราชบุรี’ ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ปั้นเด็กคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมได้จริง

อบจ.มหาสารคาม ส่งครูดูงาน ‘ดรุณาราชบุรี’ ต้นแบบโรงเรียนอนาคต ปั้นเด็กคิดวิเคราะห์ สร้างนวัตกรรมได้จริง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

19 พฤษภาคม 2569 ที่โรงเรียนกรุณาราชบุรี สถานศึกษาในสังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มหาสารคาม ได้เข้ามาศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และการพัฒนาผู้เรียนสู่การสร้างนวัตกรรมด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps

โดย นายพลพัฒน์ จรัสเสถียร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)มหาสารคาม กล่าวว่า โรงเรียนในสังกัด อบจ.มหาสารคาม มีอยู่ 21 โรง  ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีนักเรียน กว่า 4,500 คน เด็กส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เป็นเด็กด้อยโอกาส มีครูประมาณ 400 กว่าคน แต่โรงเรียนก็มีปัญหาขาดครูสอนภาษาอังกฤษ แต่ไม่สามารถรับเพิ่มได้ เพราะครูเกินอัตรานักเรียน จึงต้องแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีโดยเราจัดห้องสมาร์ทคาสรูมเพื่อช่วยให้การเรียนการสอนทั่วถึง ซึ่งก็สามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่เท่านั้นยังไม่พอ ตนอยากให้เด็กคิดเป็น มีทักษะการวางแผนที่ไม่ใช่การท่องจำผ่านกิจกรรมการเรียนการสอนที่เป็น Active  Learning เพราะเมื่อเด็กรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะเป็น ต่อไปเมื่อไปเรียนที่ไหนก็จะอยู่ได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่อยากให้เกิดขึ้นกับเด็กในสังกัด อบจ.มหาสารคาม

“ผมสนใจการเรียนการสอนแบบ Active Learning มานานแล้ว อยากให้เด็กสังกัด อบจ.มหาสารคาม ได้เรียนรู้แบบ Active  Learning วันนี้พาครูมาศึกษาดูงานก็อยากให้ครูนำไปพัฒนาการเรียนการสอนให้กับเด็ก ๆ ซึ่งไม่มีโอกาสไปเรียนพิเศษเหมือนเด็กในเมือง เราจึงใช้เทคโนโลยีใส่ในสิ่งที่เค้าขาดลงไปให้ โดยไม่ต้องเตรียมงบประมาณเพิ่มขึ้น ผมไม่ได้คาดหวังว่าเด็กจะต้องไปสอบแข่งขันหรือว่าต้องสอบติดหมอ แต่ขอให้เด็กมีภูมิต้านทานเพียงพอที่จะใช้ชีวิตแล้วทำงานในท้องถิ่นได้อย่างมีความสุขก็เพียงพอแล้ว”นายก อบจ.มหาสารคามกล่าว

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนดรุณาราชบุรี กล่าวว่า โรงเรียนยินดีช่วยเผยแพร่เรื่องของการเรียนรู้แบบActive Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพราะเราเห็นผลจากที่เด็กสามารถคิดเป็นระบบได้ ซึ่งความคิดชั้นสูงจะเป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ พัฒนาเด็ก เพราะเราเห็นว่าในสามปีที่เราใช้ Active Learning สามารถพัฒนาเด็กได้จริง อย่างไรก็ตามก่อนจะไปพัฒนาเด็กได้ เราต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีความคิด มีความเชี่ยวชาญจนสามารถมองได้ว่า บนเนื้อหาวิชาต่าง ๆ จะมาจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างไร เมื่อครูสามารถจัดได้ความเป็น Active Learning ก็จะออกมา ทำให้เด็กมีความสุขและผลสัมฤทธิ์ก็จะดี เพราะฉะนั้นในความคิดของพ่อคือ Active Learning ทำให้เด็กปฏิบัติได้ เด็กก็สนุกกับการเรียนและมีความสุข

“เวลาที่ทำการเรียนการสอนกลไกสำคัญ คือ ผู้บริหารจะให้นโยบายได้  แต่ผู้บริหารต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ขั้นตอนเป็นอย่างไร แต่คนที่ลงมือปฏิบัติจริง ๆ คือ ครู เพราะฉะนั้นครูต้องการกำลังใจ ต้องการการสนับสนุน ต้องการการช่วยเหลือ ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีให้ครู เพื่อครูจะได้มีพลังที่จะทำงาน เพราะฉะนั้นอะไรที่เป็นกลไกสำคัญ เครื่องมือใดที่สามารถช่วยให้ครูพัฒนาได้ ผู้บริหารต้องส่งเสริม เมื่อครูมีกำลังใจในการทำงาน ผลลัพธ์จะออกมาที่ตัวเด็ก ครูก็มีความสุข เด็กก็มีความสุขและสามารถไปต่อได้  เป็นการสร้างความภูมิใจให้ครู เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถพัฒนาเด็กให้สามารถคิดกระบวนการคิดชั้นสูงได้เขาก็สามารถต่อยอดได้ ถึงแม้ว่าจะจบจากโรงเรียนไปแล้ว ก็สามารถไปต่อยอดได้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นความยั่งยืนกับตัวเด็ก”บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กล่าว

คุณพ่ออภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า คนส่วนใหญ่จะมองการสร้างนวัตกรรมของเด็กในแบบผู้ใหญ่ ซึ่งจริง ๆ แล้ววัยของเด็กจะเป็นเรื่องของจินตนาการตามวัย โรงเรียนจึงให้ความสำคัญกับการสอนให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบตั้งแต่อนุบาล คิดจากง่าย ๆ ไปสู่ยาก จากที่ไม่สลับซับซ้อนไปสู่สลับซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเด็กจะมีความสุขกับการเรียน เพราะได้เรียนและได้ปฏิบัติไปพร้อมกัน ได้ลงมือทำ ไม่ใช่ฟังอย่างเดียว และเมื่อสร้างฐานได้แล้วเราก็จะสามารถขยับสร้างนวัตกรรมได้  ส่วนเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง AI กับ Active Learning ก็เป็นเรื่องธรรมชาติ คือ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการคิด เวลาเด็กต้องทำนวัตกรรมจะต้องคิดรวบรวมข้อมูล หาแหล่งข้อมูลซึ่งมาจากกระบวนการ เพราะฉะนั้นถ้าเด็กคิดเป็น ก็จะสั่งการออกมาได้ คือ คิดว่าจะทำอะไร ก็ย้อนกลับมาเอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง ถ้าต้องการแบบนี้จะต้องมีอะไรบ้าง ทำให้กระบวนการคิดเกิดขึ้นทันที  เช่นเดียวกันเวลาทำ AI  ต้องให้เราเขียน prompt ซึ่งการเขียนจะต้องรู้จักคิดว่าจะให้ AI ทำอะไร วิธีนี้ก็เป็นการเชื่อมโยงกันโดยธรรมชาติ ฉะนั้นถ้าเรามีกระบวนการคิดก็จะสามารถสั่งได้ตามที่เราต้องการ ไม่ใช่ AI เป็นนายเราแต่เราเป็นนาย AI ซึ่งโรงเรียนดรุณาราชบุรีวาดภาพว่า เราเป็นครีเอเตอร์ เราเป็นคนสร้างให้เด็กคิดจนเกิดเป็นผลงานนวัตกรรมมากมาย โดยปลูกฝังเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมลงไปด้วย เช่น เด็กคิดจะทำรถให้ครูที่เป็นสโตรก โดยมีโจทย์ว่า ครูสามารถมาสอนได้เพียงแค่เดินไม่สะดวก แสดงว่าพื้นฐานเด็กต้องมีจริยธรรมที่มองเห็นว่า การกระทำไหนเป็นการช่วยเหลือสังคม ซึ่งถ้าสังคมมีคนแบบนี้เยอะ ๆ สังคมก็จะมีความสุข 

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว.กล่าวว่า โลกยุคใหม่ทำให้ “ความรู้มีวันหมดอายุ” และ AI สามารถประมวลผลข้อมูลได้เหนือกว่ามนุษย์ การศึกษาที่เน้นท่องจำเพื่อสอบจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป พร้อมเตือนว่า วิกฤตสำคัญของไทยไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือ “ความล้าสมัยของกระบวนการเรียนรู้” ที่ทำให้ประเทศขาดนวัตกรและติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง

“การอบรมครั้งนี้เน้นการใช้ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ สร้าง Metacognition หรือ “การคิดถึงกระบวนการคิดของตนเอง” เพื่อให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ระยะยาว สามารถต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมได้จริงและโรงเรียนดรุณาราชบุรี ถือเป็นโมเดลความสำเร็จระดับประเทศ หลังนำ GPAS 5 Steps มาประยุกต์ใช้จนสามารถพัฒนานักเรียนสู่ “นวัตกรรุ่นเยาว์” ที่มีผลงานเป็นรูปธรรม โดย พว. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการมายาวนานกว่า 25 ปี” ดร.ศักดิ์สิน กล่าวและว่า ตนยังเชื่อมั่นว่า การปฏิรูปจาก “ล่างขึ้นบน” ที่เริ่มจากห้องเรียน จะเริ่มเห็นผลชัดภายใน 1-3 ปี โดยปีแรกจะเกิด “ครูนวัตกร” ปีที่สองเกิด “นวัตกรรมผู้เรียน” และปีที่สามจะสะท้อนผ่านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและทัศนคติของเด็กที่เปลี่ยนจาก “ผู้รอรับ” เป็น “ผู้สร้าง” พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ประเทศแห่งนวัตกร” อย่างยั่งยืนในอนาคต

กองทุนสื่อ จัดปัจฉิมนิเทศ ‘Young จะเล่า’ ปั้นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ สื่อสารอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์

กองทุนสื่อ จัดปัจฉิมนิเทศ ‘Young จะเล่า’ ปั้นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ สื่อสารอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์

กองทุนสื่อ จัดปัจฉิมนิเทศ ‘Young จะเล่า’ ปั้นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ สื่อสารอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานปัจฉิมนิเทศกิจกรรม “Young จะเล่า” พร้อมมอบประกาศนียบัตรเยาวชนผู้ผ่านการอบรมในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “มัคคุเทศก์น้อยแห่งสยาม” จำนวน 60 คน ซึ่งเป็นเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วประเทศ มุ่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่การเป็นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ ถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทยผ่านสื่ออย่างสร้างสรรค์และมีคุณภาพ

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กิจกรรม ‘Young จะเล่า’ จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่การเป็น ‘มัคคุเทศก์น้อยแห่งสยาม’ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือทำจริง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และค้นพบศักยภาพของตนเอง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การเป็นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ในอนาคต งานปัจฉิมนิเทศครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการมอบประกาศนียบัตร แต่ยังเป็นเวทีสะท้อนผลลัพธ์ของโครงการที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของเยาวชน ทั้งด้านทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในรากฐานทางวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วประเทศ โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมทั้งสิ้น 196 คน และผ่านการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 60 คน จากเดิมที่กำหนดไว้ 50 คน เพื่อเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการตลอดหลักสูตร โดยเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านการผลิตเนื้อหาและสร้างสรรค์คอนเทนต์ 2. ด้านองค์ความรู้พิพิธภัณฑ์ และ 3.ด้านการเป็นมัคคุเทศก์มืออาชีพ โดยมี นายศิลา พีรวัฒฑึก “พ่อมดติ๊กต๊อก” นักสร้างคอนเทนต์ชื่อดัง, นายยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, นายเทินพันธ์ แพนสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญจากกองทุนฯ และคณาจารย์จากคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

นอกจากการอบรมในห้องเรียน เยาวชนยังได้ฝึกปฏิบัติงานจริงในบทบาท “มัคคุเทศก์น้อย” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร รวมระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ตรงและความมั่นใจในการสื่อสารกับผู้เข้าชมโดยมอบประกาศนียบัตรแก่เยาวชนทั้ง 60 คน พร้อมมอบโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลแก่ผู้ที่มีผลงานคลิปวิดีโอโดดเด่น 3 รางวัล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสะท้อนศักยภาพของเยาวชนในการเป็นทั้ง “ผู้รู้เท่าทันสื่อ” และ “ผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์” ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมไทยมาสื่อสารสู่สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกิจกรรมประกวดคลิปวิดีโอในหัวข้อ “มัคคุเทศก์น้อยอาสา พาทัวร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร” ผลงานที่มียอดรับชมสูงสุด 3 อันดับ ได้รับโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลจากกองทุนฯ ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ : น.ส.ณิชา ไทยยิ่ง , รองชนะเลิศอันดับ 1: น.ส.ศรุตา คอยเอื้อชาติ และรองชนะเลิศอันดับ 2 น.ส.พนิตนันท์ จำเนียรเจริญกุล

ทั้งนี้ กองทุนพัฒนาสื่อฯยังคงมุ่งส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะรอบด้าน สอดคล้องกับบริบทสังคมในอนาคต โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และการสื่อสาร ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตและการใช้สื่ออย่างเหมาะสม ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อยกระดับศักยภาพเยาวชนสู่การเป็นนักสื่อสารและผู้ผลิตสื่อคุณภาพ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของประเทศ

​ศธ.ปักหมุดอุบลฯ ชู 3 แนวทาง ‘เข้าถึง-คุณภาพ-มีส่วนร่วม’ ยกระดับการศึกษาพิเศษทั่วไทย

​ศธ.ปักหมุดอุบลฯ ชู 3 แนวทาง ‘เข้าถึง-คุณภาพ-มีส่วนร่วม’ ยกระดับการศึกษาพิเศษทั่วไทย

​ศธ.ปักหมุดอุบลฯ ชู 3 แนวทาง ‘เข้าถึง-คุณภาพ-มีส่วนร่วม’ ยกระดับการศึกษาพิเศษทั่วไทย

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นตรวจเยี่ยมศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 10 จ.อุบลราชธานี ซึ่งมีบทบาทในลักษณะศูนย์บริการช่วยเหลือระยะเเรกเริ่ม และเตรียมความพร้อมของคนพิการ 7 ประเภท เพื่อเข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนเรียนร่วม โรงเรียนเฉพาะความพิการ ศูนย์เรียนเฉพาะความพิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีนักเรียน 1,088 คน แบบไป-กลับ และแบบอยู่ประจำ 7 ครอบครัว มีครู บุคลากร และพี่เลี้ยง รวม 204 คน ทั้งยังดูแลเด็กในหน่วยบริการนอกศูนย์ฯ ในเขต 1-5 รวม 27 หน่วย และเด็กที่รับบริการที่บ้าน ซึ่งมีความพิการรุนแรง ไม่สามารถเดินทางมารับบริการที่ศูนย์ฯได้อีกด้วย

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาที่นี่ เพื่อต้องการมาฟังเสียงของคนในพื้นที่ และพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้การศึกษา หรือการเรียนฟรีเกิดขึ้นจริงในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ภายใต้แนวทางการทำงานใน 3 เรื่อง คือ 1.การเข้าถึง เด็กทุกคนต้องได้รับการเข้าถึงบริการที่เป็นธรรม ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ส่วนเรื่องที่ 2.คุณภาพ การสนับสนุนครู เครื่องมือเครื่องใช้ รวมไปถึง แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล IEP (Individualized Education Program) ให้การเรียนรู้ตอบโจทย์เด็กแต่ละคนอย่างแท้จริง ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมาทำความเข้าใจร่วมกันต่อไป และ 3.การมีส่วนร่วม โดยพยายามที่จะบูรณากาารการทำงานให้เกิดประโยชน์กับการศึกษาและการเรียนรู้สูงสุด เพื่อสร้างการศึกษาเพื่อความเท่าเทียม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รายงานพิเศษ : เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้เด็กตาบอดมองเห็นอนาคต ก้าวใหม่ของการแนะแนวการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รายงานพิเศษ : เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้เด็กตาบอดมองเห็นอนาคต ก้าวใหม่ของการแนะแนวการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รายงานพิเศษ : เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้เด็กตาบอดมองเห็นอนาคต ก้าวใหม่ของการแนะแนวการศึกษาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำหรับเด็กตาบอด คำว่า “อนาคต” มักมาพร้อมคำถามว่า พวกเขาจะสามารถเดินไปในเส้นทางใดได้บ้างในโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ทักษะ และอาชีพใหม่อย่างต่อเนื่อง

แต่ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ วันนี้เด็กหลายคนกำลังเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ของชีวิต ผ่านการทดลองใช้ Edu-Career Intelligence System ระบบสนับสนุนการวางแผนการศึกษาและเส้นทางอาชีพยุคใหม่ ที่พัฒนาโดย บจก.โซเชียลสวิชซ์ ร่วมกับเครื่องมือประเมินด้านอาชีพและศักยภาพจาก Pearson องค์กรด้านการศึกษาชั้นนำระดับโลกจากสหราชอาณาจักร

แนวทางดังกล่าวสะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกการศึกษาในปัจจุบัน ที่การแนะแนวไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเสริมในห้องเรียนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของการช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจตนเอง มองเห็นโอกาส และวางแผนอนาคตได้อย่างเหมาะสมท่ามกลางโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยระบบดังกล่าวใช้แบบประเมินทางจิตวิทยาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อช่วยสะท้อนความสนใจ ความถนัด แรงจูงใจ และแนวโน้มด้านอาชีพของผู้เรียน ก่อนนำข้อมูลมาประมวลผลร่วมกับแนวโน้มของโลกการทำงานยุคใหม่ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นเส้นทางการศึกษาและอาชีพที่สอดคล้องกับตัวตนของตัวเองมากยิ่งขึ้น

สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ระบบได้รับการออกแบบให้รองรับการใช้งานผ่านระบบเสียงอย่างครบถ้วน เพื่อให้สามารถเข้าถึงกระบวนการประเมินและการใช้งานได้ด้วยตนเองในทุกขั้นตอน สิ่งสำคัญคือ แนวทางการแนะนำอาชีพของระบบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทหรือสายงานที่สังคมมักคุ้นชินกับผู้พิการทางสายตาเท่านั้น แต่ยังเปิดมุมมองไปสู่อาชีพร่วมสมัยที่สอดคล้องกับความสามารถ ความสนใจ และศักยภาพเฉพาะบุคคลของผู้เรียนแต่ละคน

“ก่อนหน้านี้หนูคิดว่าเด็กตาบอดมีงานให้เลือกไม่กี่อย่าง แต่พอฟังผลลัพธ์ หนูได้รู้ว่ายังมีอีกหลายอาชีพที่ทำได้เหมือนคนทั่วไป ขึ้นอยู่กับว่าเราถนัดอะไร” นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ กล่าว

ในโลกการทำงานยุคใหม่ โอกาสไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงสถานที่หรือข้อจำกัดทางกายภาพเหมือนในอดีตอีกต่อไป หลายอาชีพสามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้ผ่านเทคโนโลยี ทำให้สิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ คือการที่ผู้เรียนได้เข้าใจตัวเองเร็วพอที่จะพัฒนาทักษะและวางเส้นทางอนาคตได้อย่างเหมาะสม

นายประสงค์ สุบรรณพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ เล่าว่า สิ่งที่น่าประทับใจไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของแบบประเมิน แต่คือบรรยากาศระหว่างที่เด็กๆ ได้ทดลองใช้งานระบบด้วยตัวเอง เสียงหัวเราะ ความตื่นเต้น และการพูดคุยกันถึงอาชีพที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปถึงได้ กลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญว่า เด็กทุกคนต่างต้องการโอกาสในการทำความเข้าใจตัวเอง และมีสิทธิ์ในการออกแบบอนาคตของตัวเองไม่ต่างจากคนอื่น

“การศึกษาพิเศษไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในกรอบเดิมๆ เด็กของเราควรมีโอกาสค้นพบเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเอง และเติบโตในแบบที่เขาเป็น” ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ระบุ

นอกจากการใช้งานในบริบทของการศึกษาพิเศษแล้ว Edu-Career Intelligence System ยังถูกออกแบบให้สามารถต่อยอดการใช้งานได้ในหลากหลายบริบท ทั้งระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย องค์กร และหน่วยงานด้านการพัฒนากำลังคน เพื่อช่วยสนับสนุนการวางแผนด้านการศึกษา ทักษะ และเส้นทางอาชีพบนพื้นฐานของข้อมูลและความเข้าใจรายบุคคลมากยิ่งขึ้น

แนวทางดังกล่าวสะท้อนทิศทางใหม่ของการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่เริ่มผสานข้อมูล เทคโนโลยี และความเข้าใจมนุษย์เข้าด้วยกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถมองเห็นศักยภาพของตัวเอง และเตรียมความพร้อมสำหรับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ปัจจุบัน Social Switch ขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและภาคส่วนต่างๆ เพื่อพัฒนาแนวทางการแนะแนวและการเตรียมทักษะสำหรับโลกการทำงานยุคใหม่ให้เข้าถึงผู้เรียนได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยโครงการที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีและความเข้าใจด้านมนุษย์มาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน

เสริมแกร่งระบบเฝ้าระวังภัยพิบัติไทย GISTDA – ICEYE รับความท้าทาย ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เสริมแกร่งระบบเฝ้าระวังภัยพิบัติไทย GISTDA – ICEYE รับความท้าทาย ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เสริมแกร่งระบบเฝ้าระวังภัยพิบัติไทย GISTDA – ICEYE รับความท้าทาย ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้เปิดฉากความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์กับ ICEYE ผู้นำเทคโนโลยีดาวเทียมเรดาร์ระดับโลกจากฟินแลนด์ ในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ GISTDA – ICEYE EO Satellite Joint Development Workshop” เพื่อเดินหน้ายกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอวกาศของไทยสู่ระดับสากล เพื่อตอบรับต่อความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมี H.E. Kristiina Kuvaja-Xanthopoulos  เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย Mr.Dylan Monaghan รองประธานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก  ทีมผู้บริหารจาก ICEYE และดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA เข้าร่วมงาน ณ ห้องแอทธินี คริสตัล ฮอลล์ ชั้น 3 โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก

ในอดีต ประเทศไทยมักประสบปัญหาในการติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติในช่วงฤดูฝน เนื่องจากดาวเทียมระบบ Optical (ภาพถ่ายเชิงแสง) ไม่สามารถมองทะลุเมฆหรือฝนที่ปกคลุมหนาแน่นได้ แต่เทคโนโลยี SAR (Synthetic Aperture Radar) ได้เข้ามาเป็นคำตอบที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในครั้งนี้ เทคโนโลยี SAR มีความสำคัญต่อเราอย่างมหาศาล เพราะสามารถมองทะลุเมฆและทำงานได้แม้ในความมืดมิด และเทคโนโลยีนี้คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราเฝ้าระวังภัยพิบัติที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ทั้งอุทกภัย การทรุดตัวของแผ่นดิน และการกัดเซาะชายฝั่ง ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง

การร่วมมือกับ ICEYE ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการให้บริการข้อมูล แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “แผนที่นำทาง (Roadmap) การพัฒนาดาวเทียม” ที่ GISTDA วางไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อเป้าหมายในทศวรรษหน้า ซึ่งจะประกอบไปด้วย 1.การสร้างและควบคุมดาวเทียม ประเทศไทยตั้งเป้าดำเนินการสร้างและควบคุมดาวเทียมสำรวจโลกที่หลากหลาย รวมถึงดาวเทียมระบบ SAR ของตนเองในอนาคต 2.อธิปไตยทางอวกาศ จะลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางข้อมูลที่เป็นอิสระ 3.ศูนย์กลางภูมิภาค ก้าวสู่การเป็น Hub ของอาเซียนที่มีศักยภาพครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การประมวลผล ไปจนถึงการส่งต่อข้อมูลอัจฉริยะ และ  4.ตอบโจทย์ National Agenda ไปจนถึงเศรษฐกิจดิจิทัลอีกด้วย

นอกจากการจัดการภัยพิบัติแล้ว ข้อมูลจากดาวเทียม SAR ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “ภาคการเกษตร” ที่สามารถประเมินความชื้นในดินได้อย่างแม่นยำแม้ในฤดูฝน รวมถึงการเสริมสร้าง “ความมั่นคงทางทะเล” ในการติดตามการเคลื่อนที่ของเรือเพื่อป้องกันการทำประมงผิดกฎหมายและการรุกล้ำน่านน้ำ รวมทั้งในเรื่องความมั่นคงของประเทศ การประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนี้คือการผสานความเชี่ยวชาญระดับโลกเข้ากับโครงการดาวเทียมของไทย เพื่อสร้างโซลูชันที่นำไปใช้งานได้จริงและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป ความร่วมมือดังกล่าวได้รับการสนับสนุนของ จาก ฯพณฯ เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่มุ่งเน้นนวัตกรรมขั้นสูง โดย ICEYE พร้อมจะถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมพัฒนานวัตกรรมกับหน่วยงานไทย เพื่อออกแบบการบริการข้อมูลที่ตอบโจทย์บริบทของประเทศไทยมากที่สุด

การรวมพลังระหว่าง GISTDA และ ICEYE ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่คือการสร้างฐานรากที่แข็งแกร่งให้กับ “อุตสาหกรรมอวกาศไทย” เพื่อให้ “ดวงตาแห่งฟากฟ้า” ดวงใหม่นี้ ปกป้องและสร้างโอกาสให้แก่คนไทยอย่างเต็มภาคภูมิในโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจากอวกาศ

‘ยศชนัน-ประเสริฐ’เดินหน้าปรับใหญ่ ‘ท้องฟ้าจำลอง’ไม่ใช่แค่ที่ดูดาวสำหรับเด็ก

'ยศชนัน-ประเสริฐ'เดินหน้าปรับใหญ่ 'ท้องฟ้าจำลอง'ไม่ใช่แค่ที่ดูดาวสำหรับเด็ก

‘ยศชนัน-ประเสริฐ’เดินหน้าปรับใหญ่ ‘ท้องฟ้าจำลอง’ไม่ใช่แค่ที่ดูดาวสำหรับเด็ก

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.58 น.

“ยศชนัน-ประเสริฐ”เดินหน้าปรับใหญ่ “ท้องฟ้าจำลอง”ไม่ใช่แค่ที่ดูดาวสำหรับเด็ก ปรับเป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ทุกช่วงวัย

18 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick off “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกศธ.,นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ., นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) รวมทั้งผู้บริหารองค์กรหลักและองค์กรในกำกับ ศธ. และเครือข่ายการเรียนรู้จากหลากหลายภาคส่วนร่วมในพิธีเปิด

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีเป็นสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้น ขอชื่นชมรมว.ศธ. และรมช.ศธ. รวมถึงทีมงาน การก้าวผ่านกรอบแนวคิดเดิมของ “พิพิธภัณฑ์” ไปสู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Ecosystem) ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ โดยมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ (Outcome-based) ว่าผู้เรียนที่จบออกมาจะมีศักยภาพและทิศทางอย่างไร ซึ่งการขับเคลื่อนตรงนี้ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของหลายภาคส่วน ตนเชื่อว่าท้องฟ้าจำลองเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยเกินครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศ จึงอยากเปลี่ยนนิยามของท้องฟ้าจำลองว่าเป็นพื้นที่การศึกษาที่ดีสำหรับสร้างความหวังให้กับทุกคนเห็นว่าความฝันนั้นเป็นจริงได้เพื่อเป็นแรงผลักดันให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ได้

“ปัจจุบันบริบและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราเรียนอาจจะไม่มีความหมายเลยก็ได้ แรงบันดาลใจจึงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสำหรับเด็กอย่างเดียว ทำให้เราต้องเปลี่ยนนิยามของท้องฟ้าจำลองใหม่ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงพื้นที่สำหรับเด็กเท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับพี่น้องแรงงาน ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ที่สูญเสียงาน ให้สามารถเข้ามาค้นหาแรงบันดาลใจ เพื่อเริ่มต้นชีวิตหรืออาชีพใหม่ได้ในทุกช่วงวัย และด้วยประชากรที่มีเป็นจำนวนมาก พื้นที่ท้องฟ้าจำลองแห่งเดียงคงไม่เพียงพอที่จะเป็นปัจจัยความสำเร็จในการขับเคลื่อน Lifelong Learning Ecosystemได้ จึงต้องเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เช่น อุทยานการเรียนรู้ (TK Park) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ห้องสมุดโรงเรียน และศูนย์การเรียนรู้ของภาคเอกชน เข้ามาเป็นเครือข่ายเพื่อกระจายโอกาสการเรียนรู้ให้ครอบคลุมไปทั่วประเทศ“ รองนายฯ และ รมว.อว.กล่าว

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ปัจจุบันการเรียนรู้ในแต่ละอาชีพมีความหลากหลายมาก จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของ สกร.ในการแยกย่อยแก่นความรู้ที่หลากหลายในแต่ละสายอาชีพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนให้กับคนทุกช่วงวัยได้นำองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริงได้ โดย สกร.สามารถเชื่อมโยงเรื่องนี้ไปสู่การศึกษาทุกระดับ ทั้งอาชีวศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐาน กทม.และสถาบันอุดมศึกษา เชื่อมโยงในเรื่องของอุตสาหกรรม พลังงาน เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น การเรียนรู้ของแต่ละคนและของแต่ละพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสและสร้างความเท่าเทียมให้กับเด็กในพื้นที่ห่างไกลและเป็นความหวังให้กับทุกคนได้

ด้าน นายประเสริฐ กล่าวรายงาน ว่า กระทรวงศึกษาธิการ มีแนวนโยบายยกระดับบทบาทศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ โครงการพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้สู่ระบบนิเวศแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ

ท้องฟ้าจําลองกรุงเทพ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2507 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรด้วยพระราชประสงค์ที่จะเปิดโลกวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ให้กับเยาวชนไทย มาวันนี้ผ่านมากว่า 60 ปี สถานที่แห่งนี้ยังคงฝังอยู่ในความทรงจําของคนหลายรุ่น เชื่อว่าหลายคนเคยมาที่นี่ ตอนเป็นเด็กได้เงยหน้ามองดาวบนโดมอันยิ่งใหญ่ และรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล นั่นคือพลังของสถานที่แห่งการเรียนรู้ที่ดี และสามารถจุดประกายความฝันของหลายๆคนได้ ซึ่งโลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว “พิพิธภัณฑ์” ในความหมายเดิมไม่อาจตอบโจทย์การเรียนรู้ของคนยุคนี้ได้อีกต่อไป เราต้องพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์ให้เป็นพื้นที่ที่คนอยากมา รู้ว่าที่นี่สนุก ได้ความรู้ได้เปิดโลกเปิดประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากหน้าจอ ให้กลายเป็น Learning Landmark สําหรับการเรียนรู้ที่มีชีวิต

กระทรวงศึกษาธิการ กําหนดให้ท้องฟ้าจําลองกรุงเทพ เป็นศูนย์กลางต้นแบบระดับประเทศ เชื่อมโยงศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 20 แห่งทั่วประเทศ พร้อมขยายเครือข่ายไปสู่สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ “ทุกที่ ทุกเวลา และตลอดช่วงชีวิต” โดยนําเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ AI, Virtual Reality, Augmented Reality, Metaverse และ Immersive Learning มาผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และนวัตกรรม สร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาทักษะแห่งอนาคต สําหรับเด็ก เยาวชน และประชาชนทุกช่วงวัย

“นี่คือหนึ่งในช่องทางการลดความเหลื่อมลํ้าทางการศึกษาที่เป็นรูปธรรมที่สุด และเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ “All for Education” ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เชื่อว่าโอกาสในการเรียนรู้และการค้นพบตัวเอง ต้องเป็นสิทธิ์ของเด็กทุกคนไม่ว่าจะเกิดที่ใด” รมว.ศธ.กล่าว

ขณะที่ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (อธิบดี สกร.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สกร.เตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์สากล (International Museum Day) พร้อมพิธีเปิดงาน Kick Off “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” ในวันนี้ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สาธารณะสู่ “ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ” ที่ผสานองค์ความรู้การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ศิลปวัฒนธรรมและการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ศิลปวัฒนธรรมและการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “Digital & Future Technology Zone” และ “Co-Learning Space” ที่มุ่งสร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบ Immersive และ Hands-on Learning ให้ประชาชนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงและเทคโนโลยีสมัยใหม่  ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกิจกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมแห่งอนาคต อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) Metaverse นิทรรศการเสมือนจริง (Virtual Exhibition) หุ่นยนต์ เทคโนโลยี VR และ AR ท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่ เกม E-Sport และเทคโนโลยีโดรน ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ให้ทัน  ต่อโลกยุคดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ในรูปแบบ Co-Learning Space ที่เปิดโอกาส ให้เยาวชนและประชาชนได้ทดลองเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรม Interactive และการทดลองจริง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการดูดาวด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยาศาสตร์สุขภาพ พลังงาน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ด้านเซลล์เชื้อเพลิงเบื้องต้น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ กิจกรรมกลุ่ม STEM / Maker / Workshop ที่เน้นการพัฒนาทักษะ แห่งอนาคตและความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรม Hologram งานศิลปะสร้างภาพ 3 มิติ หุ่นยนต์สำรวจ ดวงจันทร์ หุ่นยนต์คัดแยกขยะ หุ่นยนต์เพื่อการเรียนรู้ และกิจกรรม STEAM ที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิด วิเคราะห์ และการสร้างนวัตกรรมองย่าสร้างสรรค์

ทั้งนี้ ภายหลังพิธีเปิด มีการประชุมคณะทำงานพัฒนายกระดับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ครั้งที่ 1 โดยมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ.เป็นประธานการประชุม เพื่อหารือแนวคิด กรอบระยะเวลา เป้าหมายสำคัญ และแนวทางการดำเนินงานในการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้แห่งนี้ให้เป็นต้นแบบระดับประเทศต่อไป

– 006