‘พิสูจน์ความจน’เพื่อขอรับ‘เบี้ยคนชรา’ นักวิชาการหวั่นปัญหา‘ตกหล่น-คอร์รัปชั่น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751662

‘พิสูจน์ความจน’เพื่อขอรับ‘เบี้ยคนชรา’  นักวิชาการหวั่นปัญหา‘ตกหล่น-คอร์รัปชั่น’

‘พิสูจน์ความจน’เพื่อขอรับ‘เบี้ยคนชรา’ นักวิชาการหวั่นปัญหา‘ตกหล่น-คอร์รัปชั่น’

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.37 น.

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงความพยายามในการใช้ระบบจ่ายเบี้ยยังชีพแบบมุ่งเป้าด้วยการพิสูจน์ความจนเพื่อลดภาระทางการคลัง ว่า จะสร้างปัญหาในการดำเนินการมากกว่าช่วยประหยัดงบประมาณ โดยมีการคาดการณ์ว่า อาจต้องใช้เงินงบประมาณ 9 หมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2567 ในการจ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงวัย และงบประมาณส่วนนี้จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนประชากรผู้สูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่เบี้ยยังชีพจ่ายในอัตราปัจจุบันที่ 600-1,000 บาทนั้น ก็ไม่เพียงพอต่อผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน ไม่มีรายได้จากการทำงานและไม่มีเงินออม ที่สำคัญเกณฑ์ใหม่เรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงวัยยังเปลี่ยนแนวคิดสวัสดิการสมัยใหม่ถือเป็นสิทธิที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นแนวคิดสวัสดิการอนุรักษ์นิยมแบบสงเคราะห์คนจนหรือผู้ด้อยโอกาสซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมว่า ผู้ที่จะรับเบี้ยยังชีพต้องเป็นผู้ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด

“เมื่อกำหนดเกณฑ์ใหม่เช่นนี้ก็จำเป็นที่ต้องมีกระบวนการในการพิสูจน์ความจนขึ้น ทำให้เกิดต้นทุนในการบริหารสวัสดิการเบี้ยยังชีพ หากต้นทุนส่วนเพิ่มนี้มากกว่า ผู้สูงอายุที่ไม่ได้ยากจนแต่ได้ใช้สิทธินี้ไป เกณฑ์ใหม่นี้จะไม่เกิดประโยชน์ในการประหยัดงบประมาณเพราะไม่คุ้มกับต้นทุนการบริหารจัดการพิสูจน์ความจนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในกระบวนการพิสูจน์ความจนนั้นยังก่อให้เกิดการรั่วไหลทุจริตคอร์รัปชั่นเอื้อประโยชน์กันผ่านการใช้อำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับปฏิบัติการได้ นอกจากนี้ อาจเกิดการตกหล่นตกสำรวจของผู้สูงวัยที่มีฐานะยากจนได้” รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อไปว่า “นอกจากไม่ควรลดสวัสดิการผู้สูงวัยจากเดิมซึ่งเป็นสิทธิให้ต้องไปพิสูจน์ความจนแล้ว ควรให้เป็นสิทธิถ้วนหน้าเหมือนเดิมและเพิ่มเบี้ยยังชีพจาก 600-1,000 บาท เป็น 2,000-3,000 บาทต่อเดือนแทน” ซึ่งต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นมาขั้นต่ำ 3-4 แสนล้านบาท โดยงบประมาณส่วนนี้ให้นำมาจากกองทุนหมุนเวียนนอกงบประมาณต่างๆ ที่ไม่จำเป็น มาจากการเบิกจ่ายสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลดการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่จำเป็นลดการดูงานต่างประเทศของผู้บริหารในองค์กรของรัฐที่ไม่จำเป็น รวมทั้งต้องมีการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้ามากขึ้น หากสามารถจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นพร้อมกับจัดเก็บภาษีทรัพย์สินได้เพิ่มขึ้น การจ่ายเบี้ยยังชีพหรือบำนาญผู้สูงอายุ 2,000-3,000 บาทต่อเดือน จะสามารถทำได้โดยไม่เกิดความเสี่ยงเรื่องฐานะการคลัง

ทั้งนี้ หากรัฐบาลใหม่วางเป้าหมายต้องการให้ประเทศไทยมีระบบสวัสดิการที่ดีขึ้นย่อมทำได้ แต่ต้องมีการปฏิรูประบบการคลังใหม่และต้องปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัยเป็นรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งประเทศรัฐสวัสดิการส่วนใหญ่ในยุโรปมักเป็นประเทศที่มีระบบราชการหรือระบบรัฐการที่ใหญ่ ต้องมีระบบราชการและระบบการเมืองที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ไม่เช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นรัฐสวัสดิการที่ล้มเหลวหรือประสบปัญหาความยั่งยืนทางการเงินการคลัง เกิดวิกฤตทางการคลังนำไปสู่การลดขนาดของระบบราชการและลดสวัสดิการของประชาชนในที่สุด

“ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในบางประเทศในยุโรปใต้และฝรั่งเศส และเมื่อมีการลดสวัสดิการก็จะเกิดการชุมนุมต่อต้านเกิดความไม่สงบขึ้นมาในสังคม เมื่อปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลใช้งบกว่า 3 แสนล้านบาท เพื่อเป็นเงินบำนาญข้าราชการ มีอดีตข้าราชการที่ได้รับสิทธิ์ 9.5 แสนคน หรือคิดเป็นเงินบำนาญเฉลี่ย 2.6 หมื่นบาท/คน/เดือน แต่ผู้สูงอายุไทย11 ล้านคน ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพียงเดือนละ 600-1,000 บาทต่อเดือน และจะใช้เงินงบประมาณในปี พ.ศ. 2567 ประมาณ 9 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ซึ่งสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำของผู้สูงอายุกลุ่มหนึ่งและผู้สูงอายุอีกกลุ่มหนึ่ง” รศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุ

รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ระบบรัฐสวัสดิการไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ แต่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้เลย คือ สังคมสวัสดิการที่ต้องทำให้สถาบันครอบครัวและระบบชุมชนมีความเข้มแข็ง การสร้างและการพัฒนาสังคมสวัสดิการซึ่งเป็นระบบสวัสดิการที่หลากหลายเปิดกว้างเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และมีการจัดการในหลายรูปแบบทั้งเอกภาคี ทวิภาคี ไตรภาคี และพหุภาคี ตามแต่ลักษณะของผู้จัดสวัสดิการ

ซึ่งสามารถดำเนินการเป็นขั้นตอนได้ดังนี้ 1.กำหนดการสร้างสังคมสวัสดิการให้เป็นวาระแห่งชาติ สังคมสวัสดิการ มีความหมายที่แตกต่างไปจากรัฐสวัสดิการ (Welfare State) เพราะรัฐสวัสดิการโดยทั่วไปเป็นหน้าที่ของรัฐ ภาครัฐต้องขยายใหญ่ขึ้น อาจไม่เหมาะกับไทยอย่างน้อยในระยะสั้นที่ยังไม่มีความพร้อมในเรื่องฐานะทางการคลัง รัฐสวัสดิการเป็นการจัดสวัสดิการทั่วหน้าและทั่วด้านโดยรัฐ แต่สังคมสวัสดิการมีสวัสดิการทางเลือกหลากหลายจากทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการถ้วนหน้า

2.สร้างภาคีสังคมสวัสดิการจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคมใน 3 รูปแบบ ได้แก่ สวัสดิการโดยรัฐถือเป็นสิทธิพื้นฐานของสังคมที่จะลดความแตกต่างทางสังคม และเศรษฐกิจและการลดช่องว่างความสัมพันธ์ไม่เสมอภาคอันเกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อไม่ได้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในสังคม สวัสดิการโดยรัฐประกอบด้วย 3 ส่วน คือ การบริการสังคม การประกันสังคม และการสงเคราะห์สังคม หรือการช่วยเหลือทางสังคม

แนวทางการสร้างสวัสดิการโดยรัฐให้กว้างขวางครอบคลุม สามารถดำเนินการได้โดยการจัดการงบประมาณโดยการกำหนดเป้าหมายในการจัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ให้ถึงมือคนจน การกระจายอำนาจจากราชการให้องค์กรประชาชนเพื่อทำให้องค์กรเหล่านี้สามารถจัดสวัสดิการในบางประเภท การพัฒนาฐานข้อมูลระดับพื้นที่ และข้อมูลจุลภาคในระดับชุมชน/ท้องถิ่น

การคลังเพื่อการกระจายรายได้โดยปรับปรุงการจัดเก็บภาษีทั้งอัตราภาษีและประเภทภาษี รวมถึงการกระจายระบบงบประมาณไปสู่ระบบการคลังท้องถิ่น การจัดให้มีระบบความมั่นคงทางสังคม (หรือระบบการประกันสังคม) เพื่อลดความเสี่ยงในชีวิตของคน เช่น ความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความเสี่ยงจากความไม่มั่นคงในอาชีพการงาน ซึ่งควรมีลักษณะถ้วนทั่ว

3.สวัสดิการโดยภาคธุรกิจ นอกจากสวัสดิการจากรัฐตามกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ภาคธุรกิจก็สามารถจัดสวัสดิการให้กับแรงงานลูกจ้างและแรงงานที่คล้ายลูกจ้าง (เช่น เกษตรกรภายใต้พันธสัญญา และผู้รับงานไปทำที่บ้าน) ได้โดยผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบของทางราชการใน 3 ด้าน คือ ขยายการคุ้มครองแรงงานทั่วหน้า การประกันสังคมถ้วนหน้าครอบคลุมทั้งแรงงานภายในและนอกระบบที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจโดยตรง และสวัสดิการแรงงานในลักษณะอื่นๆ เช่น ที่พัก อาหารกลางวันรถรับ-ส่ง เป็นต้น

และ 4.สวัสดิการโดยชุมชน รูปแบบการจัดสวัสดิการสำหรับกลุ่มนี้ ได้แก่ การที่รัฐส่งเสริมและสนับสนุนโครงการที่ชุมชนร่วมกันจัดทำขึ้น กล่าวคือ ขยายผลสวัสดิการบนฐานทรัพยากรและวัฒนธรรมให้กว้างขวาง และการมีส่วนร่วมจากภาคชุมชน ครัวเรือน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยส่วนกลางจัดทำกฎระเบียบที่เอื้อต่อการดำเนินการในระดับพื้นที่

สนับสนุนสถาบันแรงงานที่ไม่เป็นทางการเพื่อทำงานคู่ขนานไปกับระบบสหภาพแรงงานไม่ติดยึดเพียงกรอบการทำงานของระบบสหภาพ และส่งเสริมให้การจัดตั้งเครือข่ายแรงงานนอกระบบร่วมกับแรงงานในระบบภาคต่างๆ ส่งเสริมงบประมาณเพื่อการส่งเสริมสถาบันสวัสดิการชุมชน โดยสนับสนุนให้ภาคประชาชนทั้งในรูปแบบกลุ่ม องค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิ เป็นเจ้าภาพในการจัดสวัสดิการ โดยรัฐทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและจัดงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการที่กลุ่มและองค์กรเหล่านี้จัดทำขึ้นสวัสดิการอื่นๆ

“เช่น ปรับกระบวนการทำงานของสถาบันและระบบสถานสงเคราะห์ ไม่ให้เป็นกลายเป็น การกระทำแบบซ้ำซ้อน พร้อมกับส่งเสริมให้ผู้ด้อยโอกาสและด้อยสมรรถนะดำเนินชีวิตอิสระ เพื่อสร้างความมั่นใจในตนเองให้ยืนอยู่ได้ในสังคม โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้พิการ คนชรา เหยื่อผู้ถูกกระทำจากความรุนแรง เป็นต้น” กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มธ. กล่าวในตอนท้าย

‘ผิดกฎหมาย-เสี่ยงอุบัติเหตุ’แต่เปลี่ยนไม่ง่าย ‘ทักทายเพื่อนร่วมอาชีพ’วิถีโชเฟอร์รถโดยสาร‘ญี่ปุ่น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751661

‘ผิดกฎหมาย-เสี่ยงอุบัติเหตุ’แต่เปลี่ยนไม่ง่าย  ‘ทักทายเพื่อนร่วมอาชีพ’วิถีโชเฟอร์รถโดยสาร‘ญี่ปุ่น’

‘ผิดกฎหมาย-เสี่ยงอุบัติเหตุ’แต่เปลี่ยนไม่ง่าย ‘ทักทายเพื่อนร่วมอาชีพ’วิถีโชเฟอร์รถโดยสาร‘ญี่ปุ่น’

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ นสพ.The Mainichi ของญี่ปุ่น รายงานข่าว Half of Japan’s bus drivers greet each other via hand wave, defying rules ระบุว่า แม้จะเป็นข้อห้ามตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัย แต่วัฒนธรรมการมองหน้าหรือโบกมือเพื่อทักทายกันของคนขับรถบัสโดยสารที่พบเจอกันบนเส้นทางระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ถือปฏิบัติกันในญี่ปุ่น โดยข้อมูลการสำรวจของสถาบันวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุบนท้องถนน จากกลุ่มตัวอย่าง 612 คน ใน 9 จังหวัดพบ 292 คน หรือร้อยละ 47.7 พยักหน้าหรือยกมือโบกอย่างรวดเร็วเมื่อขับรถไปเจอเพื่อนร่วมอาชีพ

การสำรวจเริ่มขึ้นระหว่างเดือนส.ค. 2565-ก.พ. 2566 หลังจากเกิดอุบัติเหตุรถบัสโดยสารและมีผู้เสียชีวิตในเดือนส.ค. 2564 ในเมืองคิตะคิวชู จังหวัดฟุกุโอกะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นโดยคนขับรถบัสให้การว่า ตนพยักหน้าให้คนขับรถบัสอีกคันและมองดูเป็นเวลาสั้นๆ 2-3 วินาที ขณะที่ทางตำรวจนั้นย้ำว่า การปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากพวงมาลัยโดยไม่มีเหตุจำเป็นถือเป็นพฤติกรรมการขับขี่ที่ผิดกฎหมายของญี่ปุ่น ซึ่งกำหนดให้ผู้ขับขี่ต้องใช้งานล้อ เบรก และอุปกรณ์อื่นๆ ของยานพาหนะในลักษณะที่ปลอดภัย

วัฒนธรรมการทักทายกันของคนขับรถบัสหรือรถประจำทางเริ่มได้รับการแนะนำว่าไม่ควรทำ ตั้งแต่ปี 2546 โดยสมาคมรถบัสแห่งกรุงโตเกียว เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุรถชนคนเดินเท้า ต่อมาในปี 2555 สมาคมรถบัสแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้แนะนำให้ผู้ที่เป็นสมาชิกเลิกวัฒนธรรมดังกล่าว รวมถึงนิชิ-นิปปอน เรลโรด ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการรถประจำทางในเมืองคิตะคิวชู ก็แจกจ่ายคู่มือแนวปฏิบัติในการขับขี่ ซึ่งระบุว่าผู้ขับขี่จะต้องไม่โบกมือหรือพยักหน้า มาแล้วถึง 15 ปี

คาซูฮิโระ ซาไค (Kazuhiro Sakai) นักวิจัยจาก สถาบันวิทยาศาสตร์แรงงาน โอฮาระ เมโมเรียล ซึ่งดูแลการสืบสวนอุบัติเหตุ กล่าวว่า การละจากสมาธิระหว่างขับรถ แม้เพียง 2-3 วินาที อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้ ตัวอย่างเช่น รถบัสโดยสารที่แล่นด้วยความเร็ว 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจเคลื่อนที่ได้เร็วถึง 11 เมตรต่อวินาที หากไม่ระมัดระวังในการขับขี่

จุนอิชิ สุกิยามะ (Junichi Sugiyama) นักวิชาการอิสระด้านระบบคมนาคมขนส่ง เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้คำแนะนำอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่เพียงแต่จากผู้ให้บริการรถโดยสารเท่านั้น แต่ยังมาจากทางการด้วย หากการสร้างความตระหนักรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอก็จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น เซ็นเซอร์ที่สามารถตรวจจับวัตถุในเส้นทางของรถ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางจราจรที่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์

ไฟเขียวเพิ่มงบ‘กองทุนส่งเสริมวัฒนธรรม’ หนุน‘ศิลปิน-ทายาท’เผยแพร่ผลงานภูมิปัญญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751660

ไฟเขียวเพิ่มงบ‘กองทุนส่งเสริมวัฒนธรรม’  หนุน‘ศิลปิน-ทายาท’เผยแพร่ผลงานภูมิปัญญา

ไฟเขียวเพิ่มงบ‘กองทุนส่งเสริมวัฒนธรรม’ หนุน‘ศิลปิน-ทายาท’เผยแพร่ผลงานภูมิปัญญา

วันพุธ ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะเลขานุการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ครั้งที่ 2/2566 ที่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ที่ประชุมให้ความสำคัญในงบดุลในการดำเนินงานของกองทุน ประจำปี 2566 ซึ่งจะต่อเนื่องกับปี 2567 เนื่องจากคณะกรรมการชุดนี้ได้เข้ามาทำงานในช่วงกลางปี และแผนงานโครงการต่างๆ ได้มีการอนุมัติไปแล้ว

จึงได้รายงานความคืบหน้าในการดำเนินงานโครงการ และกิจกรรมด้านวัฒนธรรมทั้งที่ผ่านมาแล้วในช่วงปี 2566 และโครงการที่กำลังจะดำเนินการ นอกจากนี้ คณะกรรมการฯได้พิจารณาให้ความเห็นชอบการทบทวนการเสนอของบประมาณของกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งจะขออนุมัติเพิ่มขึ้น จาก ปี 2566 ซึ่งได้รับงบประมาณเพียง 70 ล้านบาท โดยแบ่งการจัดสรร ร้อยละ 70 เป็นค่าสวัสดิการ เงินช่วยเหลือ ค่าตอบแทน ค่ารักษาพยาบาลตามเกณฑ์

ส่วนอีกร้อยละ 30 เป็นงบประมาณที่น้อยมากสำหรับให้สร้างสรรค์และเผยแพร่ผลงาน ดังนั้น จึงจะขอรับการจัดสรร เพิ่มขึ้นอีก 100 ล้าน รวม 170 ล้านบาท สำหรับการสร้างผลงานมากขึ้น และใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ ได้อย่างคล่องตัว สำหรับแนวทางการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้ศิลปินหากได้รับการอนุมัติเพิ่มขึ้นนั้น จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาแผนงานโครงการต่างๆ ที่ได้นำเสนอมาเป็นรายบุคคล โดยทุกกระบวนการเน้นย้ำให้มีความโปร่งใส นอกจากนี้ ทางคณะกรรมการฯ มีความประสงค์ที่จะทำความรู้จักศิลปินแห่งชาติ

ศิลปินผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมและผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรม ให้มากยิ่งขึ้นสวธ. จึงเสนอให้คณะกรรมการฯ เข้าร่วมกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวอีกทั้งจะมีการเยี่ยมบ้าน เพื่อสร้างความรู้จักให้ใกล้ชิดมากขึ้น โดยจะนำร่องเข้าร่วมงานวันถวัลย์ ดัชนี ที่ จ.เชียงราย ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ ซึ่ง สวธ.จะสนับสนุนกิจกรรม และมีการทำบุญให้แก่ศิลปินแห่งชาติที่ล่วงลับไปแล้ว คาดว่าจะมีศิลปินแห่งชาติ หลายท่านมาร่วมงาน จึงเป็นโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกัน

นายโกวิท กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ สวธ. จะเปิดตัวโครงการทายาทศิลปินแห่งชาติ เป็นการให้ความสำคัญกับทายาทโดยธรรมผู้สืบทอด และต่อยอด มรดกภูมิปัญญาผลงานของศิลปินแห่งชาติที่เสียชีวิตไปแล้ว 170 คน เพื่ออนุรักษ์ เผยแพร่ และสร้างมูลค่าเพิ่มในงานสร้างสรรค์ ทุกสาขา ทั้งทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ ศิลปะการแสดง โดยจะให้การส่งเสริมการสืบทอดและต่อยอดในกิจกรรมโครงการต่างๆ ที่ทายาทเสนอมาทั้งด้านงบประมาณ องค์ความรู้เชิงวิชาการ การอำนวยความสะดวก

“ทั้งนี้ จะมีการเก็บข้อมูลของทายาทว่า มีจำนวนกี่คนที่ให้ความสนใจ จากนั้นจะชี้แจงทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ และเปิดให้แจ้งความประสงค์เสนอโครงการเข้ามา ก่อนที่จะพิจารณาโครงการที่ีมีคุณภาพเพื่อให้การสนับสนุนต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าว

ตรวจเยี่ยมรับสมัครสอบ ผอ. รอง ผอ.สถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751425

ตรวจเยี่ยมรับสมัครสอบ ผอ. รอง ผอ.สถานศึกษา

ตรวจเยี่ยมรับสมัครสอบ ผอ. รอง ผอ.สถานศึกษา

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายกิตติพงษ์ โปร่งเจริญ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 ตรวจเยี่ยม อำนวยการ การรับสมัครสอบคัดเลือก ผู้อำนวยการสถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษาวันแรก ที่สำนักงาน สพป.พิษณุโลก เขต 2

นักเรียนสรรพวิทยาคม จ.ตาก คว้าแชมป์ แข่งขันหุ่นยนต์ ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751429

นักเรียนสรรพวิทยาคม จ.ตาก คว้าแชมป์  แข่งขันหุ่นยนต์ ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

นักเรียนสรรพวิทยาคม จ.ตาก คว้าแชมป์ แข่งขันหุ่นยนต์ ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายกฤษณะ เครืออยู่ ผู้อำนวยการโรงเรียนสรรพวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก เปิดเผยว่า นักเรียนสรรพวิทยาคม ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ Robot Challenge 2023 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยมีผู้เข้าแข่งขันจาก 5 ทวีป ได้แก่ Oceania America Asia Africa และ Europe รวม 18 ประเทศ และเป็นที่น่ายินดีที่ทีมโรงเรียนสรรพวิทยาคมได้รับรางวัล ได้รับรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศอันดับ 1 ในครั้งนี้

ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ Mini Sumo 500g Adult 500g ได้แก่ นายกณวรรธน์ อินต๊ะนา นักเรียนชั้น ม.5/11 และ นายภูริพงษ์ ทองแก้ว นักเรียนชั้น ม.5/12 และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 Remote Mega Sumo Senior ได้แก่ นายธนรรณพ ชูเกียรติตกุล นักเรียนชั้น ม.5/11 นายกณวรรธน์ อินต๊ะนา นักเรียนชั้น ม.5/11 และนางสาวณัฐชยา ปาอ้าย นักเรียนชั้น ม.5/11 โดยมีผู้ฝึกสอนและควบคุมทีม ประกอบด้วย นายธนสิน ชูเกียรติตกุล นางสาวรุ่งทิพย์ จันดี และครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

‘สมหมาย’รอชงรัฐบาลใหม่ ให้มทร.ธัญบุรี เป็น ม.นอกระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751446

‘สมหมาย’รอชงรัฐบาลใหม่  ให้มทร.ธัญบุรี เป็น ม.นอกระบบ

‘สมหมาย’รอชงรัฐบาลใหม่ ให้มทร.ธัญบุรี เป็น ม.นอกระบบ

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการผลักดัน มทร.ธัญบุรี ออกสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อส่งร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ… ไปยังคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในลำดับต่อไป ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ มทร.ธัญบุรีได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมที่จะออกเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับขอรัฐนั้น มหาวิทยาลัยได้มีการปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ….ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอแนะจนขณะนี้มีความสมบูรณ์แบบเป็นอย่างมาก เป็นพระราชบัญญัติที่ตอบรับต่อการที่จะผลักดันให้ มทร.ธัญบุรี เป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่า หลังจาก มทร.ธัญบุรีออกสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้ว เชื่อว่าทุกภาคส่วนของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา อาจารย์ บุคลากรจะได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะการดำเนินการของ มทร.ธัญบุรี ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มหาวิทยาลัยในกลุ่มที่ 2 กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมจะมีความสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎ ระเบียบต่างๆ ที่เคยทำให้การดำเนินงานไม่สะดวก ไม่สอดคล้องกับการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมก็จะถูกปรับปรุงแก้ไขใหม่

“มทร.ธัญบุรี ได้มีการศึกษารายละเอียดการออกเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จากมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ
ที่ได้ดำเนินการออกไปก่อนหน้านี้มาใช้เป็นต้นแบบ ซึ่งทำให้ มทร.ธัญบุรี สามารถที่จะมุ่งเน้นไปสู่ความเป็นเลิศในศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญ ได้แก่ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ การออกนอกระบบจะทำให้งานวิจัย การสร้างนวัตกรรม นำมาขยายผลสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้น เป็นโอกาสที่ดีและความท้าทายก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัย ทำให้การทำงานมีเป้าหมายและสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้ ที่สำคัญทำให้เกิดการใช้องค์ความรู้เพื่อสร้างรายได้ให้กับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนา มทร.ธัญบุรีในอนาคต” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวทิ้งท้าย

โทรีเซน ชิปปิ้ง ร่วมกับ กอศ. ผลิตและพัฒนาบุคลากรพาณิชย์นาวี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751430

โทรีเซน ชิปปิ้ง ร่วมกับ กอศ.  ผลิตและพัฒนาบุคลากรพาณิชย์นาวี

โทรีเซน ชิปปิ้ง ร่วมกับ กอศ. ผลิตและพัฒนาบุคลากรพาณิชย์นาวี

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท โทรีเซไน (กรุงเทพ) จำกัด ดำเนินธุรกิจขนส่งทางเรือภายใต้ชื่อ“โทรีเซน ชิปปิ้ง” นำโดย นายเอกสิทธิ์ เหมวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการเรือ ร่วมกับสถานประกอบการเครือข่ายพาณิชย์นาวี อีก 11 แห่ง ได้ลงนามความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้านพาณิชย์นาวีระดับมืออาชีพให้กับประเทศไทย (MOU) กับ เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ทั้งนี้ โทรีเซน ชิปปิ้ง จะร่วมพัฒนาหลักสูตรธุรกิจพาณิชย์นาวีแบบทวิภาคี โดยตั้งเป้าหมายที่จะผลิตนิสิตนักศึกษาอาชีวศึกษาให้มีความรู้และทักษะสอดคล้องกับความต้องการของภาคอุสาหกรรมการขนส่งทางเรือ พร้อมเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษามาฝึกงานบนเรือของโทรีเซน ชิปปิ้ง และเมื่อจบการศึกษาสามารถพิจารณาทำงานได้ทันที

มทร.รัตนโกสินทร์ ร่วมพันธมิตร จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751431

มทร.รัตนโกสินทร์ ร่วมพันธมิตร  จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ

มทร.รัตนโกสินทร์ ร่วมพันธมิตร จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.รัตนโกสินทร์) โดยสถาบันวิจัยและพัฒนา เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการระดับชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ครั้งที่ 7, การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ครั้งที่ 4, การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ RICE ครั้งที่ 3 ร่วมกับ การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ พหุวิทยาการในการดำเนินชีวิตและธุรกิจอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 4 “มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยมี นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ อดีตประธานที่ประชุมนายกสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นายองครักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  และพลเอกจรัล กุลละวณิชย์ นายกสภา มทร.รัตนโกสินทร์ กล่าวต้อนรับอีกทั้ง Dr.Yen-Ting Lin Secretary General, Hsiuping University of Science and Technoloey, Taiwan เจ้าภาพร่วม กล่าวแสดงความยินดี และ รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดีกล่าวเปิดงาน ระหว่างวันที่ 16-18 สิงหาคม 2566 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

การประชุมวิชาการในปี 2566 นี้ ได้รับความร่วมมือจาก Hsiuping University of Science and Technology ไต้หวัน เป็น
เจ้าภาพร่วม ร่วมกับอีก 7 หน่วยงานนานาชาติจาก สาธารณรัฐฝรั่งเศส สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศอินเดีย และในปีนี้มีผู้ให้ความสนใจส่งงานวิจัยเข้าร่วมนำเสนอจำนวน 145 บทความ ประกอบด้วยภาคบรรยายและภาคโปสเตอร์โดยการนำเสนอผลงานวิจัยของการประชุมวิชาการระดับชาติจัดในรูปแบบ On-site ส่วนการประชุมวิชาการระดับนานาชาติจัดในรูปแบบ On-site และ Online

NSM เปิดตัวพิพิธภัณฑ์เสมือน เรียนรู้วิทยาศาสตร์รูปแบบใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751427

NSM เปิดตัวพิพิธภัณฑ์เสมือน  เรียนรู้วิทยาศาสตร์รูปแบบใหม่

NSM เปิดตัวพิพิธภัณฑ์เสมือน เรียนรู้วิทยาศาสตร์รูปแบบใหม่

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เป็นประธานในงานเปิดตัวพิพิธภัณฑ์เสมือนแห่งใหม่ “ScIAM Meta Museum (Beta)” โดยมี นายนิติ บุณยเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมและการผลิตสื่อ อพวช. พร้อมด้วย ดร.กรชนก สุตะพาหะ ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีบุณยานนท์ ร่วมงาน

ทั้งนี้ ได้มีการร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดในการพัฒนาพิพิธภัณฑ์เสมือนรูปแบบใหม่ขึ้นมาและการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้สำหรับการสอนในปัจจุบันพร้อมชวนทุกคนมาสัมผัสโลกแห่งการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านโลกเสมือน รองรับการพัฒนาเพื่อนำไปสู่ ระบบเมตาเวิร์ส (Metaverse) ในอนาคต ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ทดลองเรียนรู้กับพิพิธภัณฑ์เสมือน ScIAM Meta Museum (Beta) ได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านเว็บไซต์ sciam.nsm.or.th หรือ บนแอปพลิเคชั่น ScIAM Meta Museum”

ม.อ. ระดมสมอง เตรียมยกระดับ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/751449

ม.อ. ระดมสมอง เตรียมยกระดับ  เป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า

ม.อ. ระดมสมอง เตรียมยกระดับ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า

วันอังคาร ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ม.อ.มุ่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์
ครั้งใหม่ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ 4 ปี (2566-2570) ก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับแนวหน้าของโลก ภายใต้วัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ 5 ด้าน ได้แก่ การเกษตรอาหาร สุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องของสังคมพหุวัฒนธรรม และการสร้างนวัตกรรมและการท่องเที่ยว โดยทีมผู้บริหารและบุคลากรจะร่วมกันยกระดับการทำงาน พร้อมกับการเชื่อมโยงระบบ PSU System ซึ่งเป็นเครือข่ายของ 5 วิทยาเขตที่ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างบุคลากรที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ

ผศ.ดร.นิวัติ เผยต่อไปว่า เบื้องต้น ม.อ.ได้ จัดงาน “สมัชชามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” ภายใต้กรอบเรื่อง “การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สู่โลกแห่งอนาคต” ครั้งที่ 1 จัดขึ้นเพื่อระดมสมองและความคิดเห็นใน 3 มิติ ได้แก่ 1.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเป็นกำลังของชาติ 2.การสร้างและเพิ่มมูลค่าความรู้นวัตกรรมนำไปสู่การพัฒนาประเทศ และ 3.การพลิกโฉมรูปแบบทางวิชาการและความเป็นเลิศทางวิชาการ โดยมุ่งนำเสนอเชิงนโยบายหลากหลายด้าน ทั้งการปรับวิสัยทัศน์สู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่าเพื่อขับเคลื่อนและการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลก ด้วยการพัฒนาระบบการเรียนการศึกษาโดยการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน การพัฒนาระบบการลงทุนด้านนวัตกรรม การสร้างระบบนิเวศวิจัยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางวิชาสู่การพัฒนาประเทศ วางเป้าหมายในปี 2570 จะได้รับการจัดอันดับเป็น Top 500 โดยการจัดอันดับจาก QS Rankings เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยและนวัตกรรม มีความเป็นเลิศทางวิชาการ และเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ภาคใต้และประเทศ

ทั้งนี้ตามแผนยุทธศาสตร์ ม.อ. จะขับเคลื่อน 12 ด้าน ประกอบด้วย 1.การพัฒนาเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง 2.การท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน 3.ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก 4.การแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง 5.ประตูการค้าการลงทุนและโลจิสติกส์ 6.ศูนย์กลางดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 7.SMEs ที่เข้มแข็งศักยภาพสูง แข่งขันได้ 8.พื้นที่และเมืองอัจฉริยะ 9.ความยากจนข้ามรุ่นและความคุ้มครองทางสังคม 10.เศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ 11.การลดความเสี่ยงภัยธรรมชาติ และ 12.กำลังคนที่มีสมรรถนะสูง