นวัตกรรมแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รับรางวัลเลิศรัฐประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737298

นวัตกรรมแพทยศาสตร์ จุฬาฯ  รับรางวัลเลิศรัฐประจำปี 2566

นวัตกรรมแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รับรางวัลเลิศรัฐประจำปี 2566

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผลงาน “นวัตกรรมเครื่องบำบัดโรคระบบทางเดินหายใจอัตราการไหลสูงในภาวะฉุกเฉิน การระบาด COVID- 19
ใน พ.ศ.2564” คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านเกณฑ์การประเมินจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้รับรางวัลเลิศรัฐ พ.ศ.2566 สาขาบริการภาครัฐ ประเภทนวัตกรรมการบริการ “ระดับดี”

นวัตกรรมดังกล่าว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ NIA และ บริษัท อินทรอนิคส์ จำกัด ได้ร่วมกันพัฒนาถือว่าเป็น “เครื่องแรกที่ผลิตได้โดยคนไทย” และได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สามารถลดการนำเข้าเครื่องมือทางการแพทย์ รวมทั้งได้เริ่มส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ แล้วกว่า 500 เครื่อง พร้อมเตรียมแผนขยายสู่สถานพยาบาลที่มีความพร้อมต่อไป

วันปลูกต้นไม้ประจำปีของชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737299

วันปลูกต้นไม้ประจำปีของชาติ

วันปลูกต้นไม้ประจำปีของชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 พร้อมผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดร่วมปลูกต้นไม้ เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2566 ณ สวนเศรษฐกิจพอเพียง สพป.พิษณุโลก เขต 2

มข. จับมือ ลิลลี่ ฟาร์มา ปฏิวัติอุตสาหกรรม Nanoemulsion technology อวดโฉม เครื่อง Nanoemulsion Homogenizer ครั้งแรกในอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737384

มข. จับมือ ลิลลี่ ฟาร์มา ปฏิวัติอุตสาหกรรม Nanoemulsion technology อวดโฉม เครื่อง Nanoemulsion Homogenizer ครั้งแรกในอาเซียน

มข. จับมือ ลิลลี่ ฟาร์มา ปฏิวัติอุตสาหกรรม Nanoemulsion technology อวดโฉม เครื่อง Nanoemulsion Homogenizer ครั้งแรกในอาเซียน

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 21.09 น.

มข. จับมือ ลิลลี่ ฟาร์มา ปฏิวัติอุตสาหกรรม Nanoemulsion technology อวดโฉม เครื่อง Nanoemulsion Homogenizer ครั้งแรกในอาเซียน

14 มิ.ย.2566 มหาวิทยาลัยขอนแก่นจับมือลิลลี่ ฟาร์มา ประกาศความสำเร็จอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Lily Nanoemulsion Homogenizer machine เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ปฏิวัติรูปแบบวงการอุตสาหกรรม ยกระดับคุณภาพอาหาร ยา และเครื่องสำอาง โดยการใช้เทคโนโลยีนาโนอิมัลชั่น ที่สามารถนำสารออกฤทธิ์มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึงนโยบายของมหาวิทยาลัย ขอนแก่น ในการสร้าง startup โดยร่วมทุนกับภาคเอกชน ซึ่งให้ภาคเอกชนเป็นผู้ริเริ่ม โดยเริ่มจากมุมมองความต้องการของตลาดในผลิตภัณฑ์นั้นๆ และย้อนกลับมาดูกระบวนการผลิตว่าสามารถแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีได้หรือไม่ หากเป็นไปได้ก็จะกลับมาค้นหากระบวนการวิจัยที่ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ ซึ่งเราเรียกแนวคิดนี้ว่า เป็นการวิจัยสู่ตลาด โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้ทำการวิจัย การผลิต และนำออกสู่ตลาด ส่วนบทบาทของมหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนอุปกรณ์ทางการวิจัยและการทดสอบผลิตภัณฑ์ รวมถึงจัดทีมอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละฝ่าย เพื่อ ให้คำปรึกษาแก่ภาคเอกชน ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีใหม่ในการทำ startup ของมหาวิทยาลัย โดยดำเนินการร่วมมือกับทางบริษัท มิส ลิลลี่  และได้ก่อตั้งบริษัทร่วมทุนในปี 2565 ซึ่งบริษัทร่วมทุนได้เน้นเทคโนโลยีทางด้านนาโนอิมัลชั่น ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น N-Dro care mouth spray

นอกจากนี้บริษัทร่วมทุนได้นำความรู้มาต่อยอดสู่การผลิตเครื่องจักรนาโนอิมัลชั่นจนประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ที่ต้องการให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยเพื่อนำความรู้จากงานวิจัยออกสู่ตลาด

ศ.ดร.มนต์ชัย ดวงจินดา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึง
ทิศทางของเทคโนโลยีนาโนอิมัลชั่น และงานวิจัยในหลายสาขาได้ให้ความสำคัญกับการนำส่งสารในรูปแบบ
นาโนอิมัลชั่น ซึ่งเป็นการนำสารออกฤทธิ์ให้อยู่ในส่วนของน้ำหรือน้ำมันที่มีขนาดอนุภาคนาโน โดยถูกผสานเข้าด้วยสารอิมัลซิไฟเออร์ ซึ่งเป็นการนำส่งสารที่มีประสิทธิภาพสูงสุดดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว และใช้สารในปริมาณน้อย
ลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม มนุษย์ และสัตว์ ซึ่งปัจจุบันในหลายอุตสาหกรรมได้พยายามที่จะผลิตผลิตภัณฑ์ในรูปแบบนาโนอิมัลชั่นออกสู่ท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมเกษตร เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมอาหารและยาสัตว์ และอื่นๆ แต่ประเทศไทยยังมีปัญหาในการผลิตเนื่องจากเครื่องจักรดังกล่าวมีราคาที่สูงมาก

มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ร่วมมือกับบริษัท ลิลลี่ ฟาร์มา จำกัด ในการสร้างกระบวนการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง
นาโนอิมัลชั่น โฮโมจีไนเซอร์ จากห้องปฏิบัติการสู่ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาโดยฝีมือ
คนไทย จากทีมงานนักวิจัยและวิศวกรของบริษัท ลิลลี่ ฟาร์มา จำกัด ที่สามารถนำข้อมูลและประสบการณ์จากห้องวิจัยที่มีข้อจำกัด มาพัฒนาใช้ในเชิงอุตสาหกรรม (Production Scale) มุ่งหมายเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับวงการอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีนาโนอิมัลชั่น ซึ่งสามารถนำสารออกฤทธิ์มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันเรากำลังทำการวิจัย ทั้งยาสัตว์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และยากำจัดวัชพืช รวมไปถึงอาหารเสริมที่อยู่ในรูปแบบนาโนอิมัลชั่น

นายเรวัต จินดาพล  CEO บริษัท เคเคยู มิสลิลลี่ โฮลดิ้ง จำกัด (KKU Miss Lily Holding Co.,Ltd.)  เปิด เผยว่า “จากการทํางานร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้มุ่งเน้นในการพัฒนาเทคโนโลยีนาโนอิมัลชั่น โดยเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้เราได้มี Technical know how ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในห้องปฏิบัติการ จนสามารถนำไปสู่การผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมนั้น จะต้องใช้เครื่องจักรที่สามารถทำให้สารแตกตัวเป็นอนุภาคระดับนาโน โดยทั่วไปในต่างประเทศจะใช้เครื่อง High pressure nano homogenizer ซึ่งจะมีราคาแพงมาก เช่น ขนาด 300-500 ลิตร จะมีราคาหลักร้อยล้านบาท ทำให้อุตสาหกรรมทั่วไปมีข้อจำกัดในการลงทุนเครื่องจักรเหล่านี้ ทางทีมวิศวกรของบริษัท ลิลลี่ ฟาร์มา ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ KKU Miss Lily Holding ได้พัฒนาเครื่องจักรในรูปแบบ High speed nano homogenizer และเครื่องจักรพ่วง จนทำให้เราเป็นผู้นำในการผลิตเครื่องจักรนาโนอิมัลชั่นในกลุ่มอาเซียน เรามีนโยบายที่จะนำเครื่องจักรนี้ไปร่วมมือกับภาคเอกชนในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ให้อยู่ในรูปแบบนาโนอิมัลชั่น โดยบริษัท ลิลลี่ ฟาร์มา จะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้อยู่ในรูปแบบนาโนอิมัลชั่นและนำไปสู่การผลิตในเชิงอุตสาหกรรม โดยการสนับสนุนของทางบริษัทและมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อให้ประเทศไทยได้กลาย เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีนี้ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในทางเศรษฐกิจ สำหรับองค์กรที่สนใจสามารถติดต่อ บริษัท ลิลลี่ ฟาร์มา จำกัด คุณศิรินทร์ ใต้ชัยภูมิ โทร. 086-319-0270

นายฐาปกรณ์ อุประ Chief of Technology officer บริษัท ลิลลี่ ฟาร์มา จำกัด  กล่าวว่า จุดเด่นของเครื่อง High speed nano homogenizer คือ เทคนิคการเฉือนอนุภาค (Shearing) ด้วยใบพัดปั่นที่มีความเร็วสูง และมีหัวปั่นพร้อมกัน 3 หัว (Vertical Multiple Rotor Stator Head) ซึ่งทำให้อนุภาคมีขนาดที่เล็กลงกว่า 100 นาโนเมตร และมีความสม่ำเสมอของขนาด เนื่องจากมีหัวปั่นที่เรียงตัวอยู่ 3 ระดับในถัง นอกจากนี้เครื่องจักรพ่วงอื่นๆ เช่น Oil mixer และ Water mixer ยังมีถังน้ำควบคุมอุณหภูมิในระหว่างกระบวนการผลิต ซึ่งสามารถผลิตในระบบสุญญากาศได้ ทำให้เครื่องจักรดังกล่าวสามารถผลิตสารนาโนอิมัลชั่นให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ห้องวิจัยได้กำหนดไว้ นอกจากนี้ เทคโนโลยี High speed nano homogenizer ยังช่วยให้ประหยัดเวลาและพลังงานในการผลิต รวมถึงประหยัดต้นทุนในการบำรุงรักษาน้อยลงกว่าระบบอื่นมาก

รอบนี้ชาวเน็ตไม่เข้าข้าง’หยก’ ชี้เอาแต่ใจเกินไปแล้ว แห่ให้กำลังใจครู-โรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737281

รอบนี้ชาวเน็ตไม่เข้าข้าง'หยก' ชี้เอาแต่ใจเกินไปแล้ว แห่ให้กำลังใจครู-โรงเรียน

รอบนี้ชาวเน็ตไม่เข้าข้าง’หยก’ ชี้เอาแต่ใจเกินไปแล้ว แห่ให้กำลังใจครู-โรงเรียน

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 16.42 น.

14 มิ.ย.66 ความคืบหน้ากรณี “หยก” เยาวชนหญิงวัย 15 ปี จำเลยคดีมาตรา 112 ที่มีอายุน้อยที่สุด นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งย่านพัฒนาการ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่าถูกโรงเรียนไล่ออกนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘หยก’เยาวชนหญิงอายุ 15 ปี ผู้ต้องหาคดี ม.112 โพสต์โรงเรียนไล่ออกแล้ว)

ขณะที่เมื่อเวลา 10.44 น. หยกไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เหตุการณ์หน้าโรงเรียน หลังจากทางโรงเรียนได้ปิดประตูรั้ว จึงเกิดการโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าประตูโรงเรียน ต่อมาหยกได้ปีนรั้วเข้าโรงเรียนได้สำเร็จ

ล่าสุด บนหน้าเพจของ“หยก” ปรากฏว่ากระแสตีกลับมีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยบางส่วนเข้ามาคอมเม้นท์ให้กำลังใจหยก แต่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย อาทิ  เราชื่นชมที่น้องต่อสู้อย่างทรหดเข้มแข็งนะ แต่อันนี้ไม่เห็นด้วยกับน้องเลย…”ประชาธิปไตย”กับ”เอาแต่ใจ”นี่แค่เส้นบางๆกั้นไว้เองนะ, นี่คือเหตุผลที่เยาวชนควรอยู่ในการดูแลของผู้ปกครอง เพราะมันแยกประชาธิปไตยกับความเอาแต่ใจยังไม่ออก,รอบนี้ไม่เข้าข้างนะน้อง รู้สึกน้องเริ่มเอาแต่ใจเยอะขึ้นจริงๆ บางอย่างให้อยู่ในขอบเขตบ้าง,เอาแต่ใจเกินไปไหมอะ มองโลกความเป็นจริงหน่อยค่ะน้อง,กฎมีไว้ปฎิบัติตามนะสาว แยกให้ออก,ไม่เคารพกฎระเบียบเลย,

เรียกร้องประชาธิปไตยแต่ไม่เคารพเสียงส่วนมาก,อันนี้ขอไม่เข้าข้าง เริ่มเอาแต่ใจแล้ว,พี่ว่าน้องต้องใจเย็น เเละอ่านคอมเม้นเยอะๆ เเละคิดให้เยอะกว่านี้นะคะ สิ่งที่น้องทำอยู่มันไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลง หรือไปในทางที่ดีขึ้นเลยค่ะ มันมีแต่จะแย่ลง, ปกติจะเข้าข้างน้องหยกนะครับ แต่เคสนี้ พี่ขอเข้าข้างโรงเรียนครับ เพื่อนส่วนใหญ่เค้าทำตามกฎของโรงเรียนน้องหยกก็ควรจะเคารพกฏของโรงเรียนเหมือนเพื่อนๆนะครับ (ประชาธิปไตย…เสียงส่วนมาก),สงสารบุคลากรในโรงเรียน เป็นกำลังใจให้คุณครู กับ บุคลากรโรงเรียนทุกคนค่ะ,ชื่นชมโรงเรียนค่ะ เป็นกำลังใจให้คณะครูทุกท่าน เป็นต้น ( อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ตรีนุช’เผย‘หยก’ยังไม่ถูกไล่ออก อบรมใส่ไปรเวตไปเรียน ต้องเคารพระเบียบองค์กร)

วิทยาลัยเทคนิคนครนายกจัดกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737282

วิทยาลัยเทคนิคนครนายกจัดกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา

วิทยาลัยเทคนิคนครนายกจัดกิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.26 น.

วันที่ 14 มิ.ย.66 ที่อาคารอเนกประสงค์วิทยาลัยเทคนิคนครนายกรมเย็น 77 ปี ดร.สุกัญญา สุขสถาน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคนครนายก ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดนครนายก จัดกิจกรรมการประชุมการสร้างภูมิคุ้มกันการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา วัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนและดำเนินการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา ให้เป็นไปตามนโยบายการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติด และแนวทางที่กำหนด โดยบูรณาการความร่วมมือดำเนินงานระหว่างหน่วยงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ให้นักเรียน นักศึกษา ตระหนักและปลุกจิตสำนึก ได้รู้ถึงโทษ และพิษภัยของยาเสพติด โดยมีนักเรียน นักศึกษา ระดับชั้น ปวช.ของวิทยาลัยเทคนิคนครนายก เข้าร่วมประชุมจำนวน 300 คน พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากเจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดนครนายก มาเป็นผู้แนะนำให้ความรู้ ในการป้องกัน และเฝ้าระวังยาเสพติดในสถานศึกษา ให้ความรู้เกี่ยวกับโทษพิษภัยของยาเสพติดให้มีทักษะชีวิต และมีจิตสำนึกที่ดีไม่ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

‘ในหลวง-ราชินี’เสด็จฯทอดพระเนตรกาชาดคอนเสิร์ต 28 มิ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737270

'ในหลวง-ราชินี'เสด็จฯทอดพระเนตรกาชาดคอนเสิร์ต 28 มิ.ย.นี้

‘ในหลวง-ราชินี’เสด็จฯทอดพระเนตรกาชาดคอนเสิร์ต 28 มิ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.56 น.

“ในหลวง-ราชินี”เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตวันที่ 28 มิ.ย.นี้  ทร.เตรียมงานยิ่งใหญ่ครบรอบ100ปีสิ้นพระชนม์กรมหลวงชุมพรฯ “เบิร์ด-ธงชัย  ก้อง -สหรัถ นำทีมนักร้องเสียงทรงพลังขับร้องร่วมกับวงออร์เคสต้าร์ราชนาวี

14 มิ.ย.66 ที่หอประชุมกองทัพเรือ พล.ร.อ.เชิงชาย  ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นประธานในการแถลงข่าวการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 49 “แสงทิพย์แห่งอาภากร เสียงทิพย์จากราชนาวี” เทิดพระเกียรติพระบิดาแห่งทหารเรือไทย พล.ร.อ. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ในวาระครบรอบ 100 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อกองทัพเรือ และเพื่อเผยแพร่ดนตรีแนวคลาสสิกให้นิยมแพร่หลาย รวมทั้งจัดหารายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่าย ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและสาธารณภัย โครงการศูนย์มะเร็งเต้านม กิจการอาสายุวกาชาด ศูนย์รับบริจาคอวัยวะต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ เป็นต้น ซึ่งได้มีการจัดแสดงเป็นประจำทุกปี 

ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ของการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ ว่ากองทัพเรือจะเป็นองค์กรกลางนำรายได้ทูลเกล้าฯ ถวาย โดยพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย เพื่อสนับสนุนภารกิจของสภากาชาดไทย โดยการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้ จะจัดขึ้นสองวัน คือวันที่ 27 มิ.ย. และ 28 มิ.ย. (รอบเสด็จพระราชดำเนิน) ในเวลา 19.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย การแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 49 “แสงทิพย์แห่งอาภากร เสียงทิพย์จากราชนาวี” จะบรรเลงเพลงคลาสสิคและเพลงร่วมสมัย โดยวง Symphony orchestra ดุริยางค์ราชนาวี กองดุริยางค์ทหารเรือ และขับร้องโดยนักร้องรับเชิญ ได้แก่ ธงไชย แมคอินไตย์ สหรัถ สังคปรีชา ปิยนุช เสือจงพรู (จิ๋ว นิวจิ๋ว) กิต The Voice อาร์ม กรกันต์ เป็นต้น โดย เบิร์ด ธงชัย ได้เลือกเพลง วอลซ์นาวี มาขับร้องด้วย 

ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย โดยไม่หักค่าใช้จ่าย ผ่านบัญชี ธนาคารไทยธนชาต บัญชีเลขที่ 115-1-07541-115 และบัญชีธนาคารกรุงไทย หมายเลขบัญชี 662-3-43960-9 ชื่อบัญชี “กาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 49” ทั้งนี้ ผู้บริจาคเงิน จะได้รับสิทธิประโยชน์จากสภากาชาดไทยและกองทัพเรือ นอกจากนั้น ใบเสร็จรับเงิน ยังสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ Facebook Fanpage : กองทัพเรือ Royal Thai Navy และกองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ และกรมการเงินทหารเรือ โทรศัพท์ 02-4755683

พล.ร.ท.ชาติชาย ทองสะอาด รองเสนาธิการทหารเรือ ประธานกรรมการเตรียมการจัดการแสดงฯ กล่าวว่า ในห้วง 8 เดือนได้จัดเตรียมการอย่างพิถีพิถันภายใต้กรอบแนวคิด ของ ผบ.ทร. ประธานจัดงานฯ ทำให้งานปีนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง อีกทั้งเป็นการจัดงานในโอกาสครบรอบ 100 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ ของพล.ร.อ. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตในครั้งนี้ สำหรับ ทร.ได้เตรียมวง Symphony orchestra ดุริยางค์ราชนาวี  นักดนตรี90 คน นักร้องประสานเสียง 40 คน มีนักร้องที่มีชื่อเสียง 7 คน และมีการนำเพลงที่ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ในบรรเพลงที่ทรงนิพนธ์ องค์อาภากร มาขับร้อง  ทั้งนี้ ทร.ได้ประชุมร่วมกับสำนักพระราชวังในการสำรวจ จัดเตรียมสถานที่ และกำหนดมาตรการถวายรักษษความปลอดภัย และการใช้มาตรการในการป้องการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข ย้ำการใส่หน้ากากอนามัยของผู้เข้าร่วมงานด้วย 

นายโกวิท  ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่กองทัพเรือใช้สถานที่ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จัดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 49 ปีพุทธศักราช 2566 ในครั้งนี้ ในปีนี้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ให้การสนับสนุนสถานที่หอประชุมใหญ่ อาคารอเนกประสงค์ และห้องประชุมต่างๆ ของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยกองทัพเรือ กำหนดเข้าใช้สถานที่ระหว่างวันที่ 25-29 มิถุนายน 2566  

หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มีความพร้อมของสถานที่ในการจัดการแสดงดนตรีรูปแบบต่างๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งภายในและภายนอกหอประชุม สามารถรองรับการจัดงานได้อย่างสมพระเกียรติ และมีความพร้อมในการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 49 ในวันพุธที่ 28 มิถุนายน 2566 เวลา 20.00 น. นี้

วัยรุ่นรักภาษาไทยได้เฮ วธ. เปิดพื้นเวทีให้เด็ก–เยาวชน แต่งเพลงแรปประชัน’มนต์รักษ์ภาษาไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737260

วัยรุ่นรักภาษาไทยได้เฮ วธ. เปิดพื้นเวทีให้เด็ก–เยาวชน แต่งเพลงแรปประชัน'มนต์รักษ์ภาษาไทย'

วัยรุ่นรักภาษาไทยได้เฮ วธ. เปิดพื้นเวทีให้เด็ก–เยาวชน แต่งเพลงแรปประชัน’มนต์รักษ์ภาษาไทย’

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.48 น.

วัยรุ่นรักภาษาไทยได้เฮ วธ. เปิดพื้นเวทีให้เด็ก –เยาวชน แต่งเพลงแรปประชัน “มนต์รักษ์ภาษาไทย” ปี 2 หนุนช่วยผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมอนุรักษ์และถ่ายทอดความงดงามของภาษาไทย ส่งผลงานได้ถึง 7 ก.ค.นี้   

14 มิ.ย.66 นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (ปลัด วธ.) กล่าวว่า เนื่องในวันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปีเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อให้คนไทยได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือกันสนับสนุน ส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทย สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม โดยกองเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ได้จัดกิจกรรมการประกวดสื่อสร้างสรรค์ เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2566 หัวข้อ “มนต์รักษ์ภาษาไทย” ในรูปแบบคลิปวิดีโอเพลงแรป ต่อเนื่องเป็นปีที่ ๒ เนื่องจากได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดีจากปีที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริม สนับสนุน ให้เด็กและเยาวชนได้ผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และถ่ายทอดความงดงามของภาษาไทยซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติผ่านสื่อสร้างสรรค์ 

ปลัด วธ. กล่าวต่อว่า ขอเชิญชวนเด็กและเยาวชน อายุไม่เกิน 25 ปี ส่งผลงานในนามบุคคล หรือทีม และหากเป็นทีม ๆ ละไม่เกิน 3 คน โดยส่งผลงานได้จำนวน 1 ผลงาน ต่อ 1 ท่าน หรือ 1 ทีม เท่านั้น ซึ่งจะต้องจัดทำเนื้อร้อง แนวเพลงแรปที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ “มนต์รักษ์ภาษาไทย” สื่อให้เห็นถึงคุณค่า ความสำคัญของภาษาไทย รวมถึงการส่งเสริม อนุรักษ์ สืบสานและถ่ายทอดภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ โดยสร้างทำนองและดนตรีตามความเหมาะสม แต่ต้องไม่ละเมิดกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา จากนั้นถ่ายทำคลิปวิดีโอ (Music Video) ความยาวไม่น้อยกว่า 2 นาที และไม่เกิน 3 นาที

สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไข การเข้าร่วมกิจกรรม อาทิ ผลงานที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมดจะต้องไม่มีลักษณะลบหลู่ ดูหมิ่น หมิ่นประมาทต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่สร้างความแตกแยก รวมถึงต้องไม่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง และผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยผลงานที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมดจะต้องผลิตขึ้นใหม่ และไม่เคยเผยแพร่ ส่งประกวด หรือได้รับรางวัลใด ๆ มาก่อน เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถส่งผลงานคลิปวิดีโอและใบสมัครการประกวดทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ culture.scm@gmail.com ภายในวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 เวลา 16.30 น. สอบถามข้อมูลและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนวัฒนธรรม 1765 และแฟนเพจเฟซบุ๊ก กองเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม เว็บไซต์ https://surveillance.m-culture.go.th และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ

เริ่มแล้ว! สอศ.จัดงานสุดยอดนวัตกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737180

เริ่มแล้ว! สอศ.จัดงานสุดยอดนวัตกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา

เริ่มแล้ว! สอศ.จัดงานสุดยอดนวัตกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 10.21 น.

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา ได้จัดงาน “สุดยอดนวัตกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา” การแข่งขันหุ่นยนต์อาชีวศึกษา ระดับชาติ ประจำปี พ.ศ.2566 โดยมีนายสง่า แต่เชื้อสาย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีเปิด ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา กล่าวรายงานการจัดงาน และผู้บริหาร ครู บุคลากรอาชีวศึกษา นักเรียนนักศึกษาเข้าร่วมงาน ณ ห้อง Grand Diamond Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต จังหวัดปทุมธานี

นายสง่า แต่เชื้อสาย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้เล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี ด้านหุ่นยนต์เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อต้องการให้นักเรียน นักศึกษาได้เรียนรู้การสร้างหุ่นยนต์ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งมีเวทีในการแสดงผลงานหุ่นยนต์อาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้กิจกรรมการแข่งขันหุ่นยนต์อาชีวศึกษา ซึ่งการจัดงาน สุดยอดนวัตกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา การแข่งขันหุ่นยนต์ ABU อาชีวศึกษา รอบคัดเลือก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 มิถุนายน 2566 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนของชาติ คิดเป็น ทำเป็น รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์ผลงานจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายสาขาด้วยตนเอง เน้นกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ และสามารถปฏิบัติงานได้จริง ซึ่งเป็นทางนำไปสู่รากฐานของการวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมหุ่นยนต์ นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่สามารถส่งเสริมการพัฒนาประเทศ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากลต่อไป

ด้าน ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้สำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา ได้จัดโครงการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีหุ่นยนต์ของผู้เรียนอาชีวศึกษา ด้วยกระบวนการแข่งขันหุ่นยนต์อาชีวศึกษา ประจำปีพ.ศ. 2566 ประกอบด้วยการแข่งขันหุ่นยนต์ยุวชนอาชีวศึกษา การแข่งขันหุ่นยนต์ ABU อาชีวศึกษา การแข่งขันหุ่นยนต์บริการทางการแพทย์อาชีวศึกษา การแข่งขันหุ่นยนต์อัตโนมัติอาชีวศึกษา และการแข่งขันหุ่นยนต์ส่งอาหารบริการอัจฉริยะอาชีวศึกษา เพื่อคัดเลือกหุ่นยนต์อาชีวศึกษาเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ส่งอาหารบริการอัจฉริยะอาชีวศึกษา เพื่อคัดเลือกหุ่นยนต์อาชีวศึกษาเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ รายการ Asia Pacific Robot Alliance (APRA) & Top International Robotic Tournament (TIRT)

สำหรับในวันนี้เป็นการแข่งขันหุ่นยนต์ ABU อาชีวศึกษา รอบคัดเลือก ภายใต้กติกา “โปรยบุบผา บนนภา เหนือนครวัด” มีทีมหุ่นยนต์ ABU อาชีวศึกษาจากสถานศึกษา รวมจำนวน 72 ทีม เข้าร่วมการแข่งขันเพื่อคัดเลือกทีมหุ่นยนต์ ABU อาชีวศึกษาให้เหลือ 40 ทีม เพื่อเข้าสู่การแข่งขันฯในระดับชาติ ซึ่งจะจัดในวันที่ 16 – 18 มิถุนายน 2566 ซึ่งจะมีทีมหุ่นยนต์ ABU อาชีวศึกษาที่เป็นผู้ชนะเลิศ 4 ทีมสุดท้ายที่จะเป็นตัวแทนระดับอาชีวศึกษา เพื่อไปแข่งขันกับทีมหุ่นยนต์ ABU ระดับอุดมศึกษาต่อไป

– 006

‘กินบ่หม่วน’ความฝันและชีวิตที่เสียไป โศกนาฏกรรมความจน‘เหมืองแร่หินดงมะไฟ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737054

‘กินบ่หม่วน’ความฝันและชีวิตที่เสียไป  โศกนาฏกรรมความจน‘เหมืองแร่หินดงมะไฟ’

‘กินบ่หม่วน’ความฝันและชีวิตที่เสียไป โศกนาฏกรรมความจน‘เหมืองแร่หินดงมะไฟ’

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.20 น.

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง “ความยากจนข้ามรุ่นในสังคมไทยภายใต้ความท้าทายเชิงโครงสร้าง” ภายใต้ทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย (เมธีวิจัยอาวุโส) ประจำปีงบประมาณ 2565 ของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยชื่อบุคคลที่ปรากฏในบทความเป็นชื่อสมมุติทั้งหมด ทั้งนี้บทความต้นฉบับมีชื่อว่า “กินบ่หม่วน : อารมณ์ความฝัน โศกนาฏกรรมความจนจากเหมืองแร่หินดงมะไฟ” เขียนโดย กิติมา ขุนทอง อาจารย์สอนสาขา วิชาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ก่อนได้รับการปรับปรุงเพื่อให้พอดีกับเนื้อที่ในฉบับหนังสือพิมพ์

“เสียงระเบิดวันแรกนี่ดังมากดังไปถึงหมู่บ้าน ดังจนสะเทือนไปถึงหัวใจแม่ ไทบ้านกะมาเว่ากันว่าใจหาย แม่กะพ่อหนักแฮง กำลังเฮ็ดนาที่นาแม่ติดผาฮวกเลย ได้ยินเสียง บูม! น้ำตาไหล ทำใจบ่ได้ อีโตนผาฮวก เบิ่งมาแต่เป็นเด็กน้อย มันพังต่อหน้าต่อตา” หญิงวัย 62 ปี “แม่ยาใจ” กล่าวกับเราอยากรู้ที่ไปที่มาของเหมืองหิน สายตามองไปยังทิศที่ตั้งของ “ผาฮวก” ที่ปัจจุบันมีสภาพเป็น “ภูเขายอดด้วน” มีแผลเหวอะหวะแหว่งเว้าเหลือเพียงครึ่งซีกจากแรงระเบิดลูกแล้วลูกเล่ายาวนานกว่า 20 ปี

แม้ไม่อาจจะมองเห็นได้เพราะต้นยางพาราและป่ากางกั้นภูผายอดด้วนนั้นอยู่ แต่แม่ยาใจเลือกส่งความรู้สึกทะลุผ่านป่าเหล่านั้นไปยังผาลูกนั้น ซึ่งย้อนกลับไปในปี 2536 มีบริษัทเอกชนขอประทานบัตร “ภูผายา” เพื่อทำเหมืองหินอุตสาหกรรม เมื่อได้ทราบข่าว ชาวบ้านเริ่มตื่นตัวและมีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน คือ จะไม่ให้มีการทำเหมืองหินเกิดขึ้น เพราะมีบทเรียนจาก “เหมืองหินผาน้อย” อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เป็นตัวอย่างให้เห็นความยับเยินของภูผา

ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1-3 มีแนวทางส่งเสริมให้ภาคเอกชนประกอบกิจการเหมืองแร่ เร่งรัดการพัฒนาผลผลิตแร่เพื่อเพิ่มรายได้และเงินตราต่างประเทศ โดยมีสโลแกนว่า “แร่คือทรัพยากรป้อนเศรษฐกิจ จงช่วยผลิตเพื่อพัฒนาประเทศ” แม้ช่วงแรก “หินอุตสาหกรรม” จะไม่ได้ถูกบรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ “แร่” ภายใต้ พ.ร.บ.แร่แห่งชาติปี 2510 แต่การทำเหมืองหินและโรงโม่ที่เรียกว่า “โรงโม่เถื่อน” เกิดขึ้นในหลายพื้นที่

ทว่าเมื่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและการก่อสร้างมีมากขึ้น ส่งผลให้ ช่วงต้นปี 2530 ความต้องการแร่หินอุตสาหกรรมมีเพิ่มมากขึ้น จนเกิดปัญหาขาดแคลนหินก่อสร้างอย่างรุนแรงในบางพื้นที่ ส่งผลให้ปี 2535 มีการปรับปรุง พ.ร.บ.แร่แห่งชาติฉบับดังกล่าวอีกครั้ง และมีการปรับแก้นิยามแร่ให้ครอบคลุม หินและทรายอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมและควบคุมการทำเหมืองหินและโรงโม่หิน นอกจากนี้ยังเร่งรัดอนุญาตประทานบัตรเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

มีมติ ครม.ให้สามารถกำหนดแหล่งหินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติได้แต่ต้องกำหนดให้ดำเนินการตามนัยทางกฎหมายของมติ ครม.และระเบียบที่เกี่ยวข้อง และนับตั้งแต่นั้นมา การขยายตัวของเหมืองและโรงโม่หินได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและชุมชน ในหลายพื้นที่เกิดการต่อต้านคัดค้านเหมืองหิน เช่น กรณีเหมืองหินและโรงโม่หินผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เหมืองหินเขาคูหา อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เป็นต้น และแม้ว่าจะสามารถปกป้องภูผายาไว้ได้ แต่ปี 2536 บริษัทเอกชนรายเดียวกันนั้นก็ได้ยื่นขอสัมปทานพื้นที่ใหม่ คือ “ภูผาฮวก” ที่อยู่ติดกันเนื้อที่ 175 ไร่ และโรงโม่หิน เนื้อที่อีก 50 ไร่ ตามประทานบัตรที่ 27221/15393

“นึกว่าเรื่องจะจบ พอรู้ข่าวอย่างนั้นไทบ้านก็พากันไปปิดถนน กลางเต็นท์ ไปนอนเฝ้า บ่ให้บริษัทเอาเครื่องจักรเข้ามาได้” นั่นคือปฏิบัติการชาวบ้านก่อนที่จะถูกกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 400 คน เข้าสลายการชุมนุมในค่ำคืนของวันที่ 10 มี.ค. 2544 ในเต็นท์ที่มีทั้งคนแก่และลูกเด็กเล็กแดงที่พ่อแม่กระเตงมาด้วย เสียงกรีดร้องด้วยความโกรธ เสียงเด็กร้องไห้ด้วยความกลัวดังระงมบนถนนของหมู่บ้านกลางป่า เพียงเพื่อเปิดทางให้บริษัทเหมืองนำเครื่องจักรเข้าไปในพื้นที่และเริ่มทำการระเบิดผาฮวก

นับตั้งแต่นั้น ชีวิตของชาวบ้านรอบผาฮวกกว่า 6 หมู่บ้านไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ บ้างต้องคอยระวังหินจะหล่นมาใส่ขณะกำลังทำนา พืชผล เสียหาย เพราะการระเบิดในช่วงหลังๆไม่แจ้งเวลาให้ทราบ ปัจจุบันหินก้อนใหญ่มหึมายังนอนนิ่งอยู่ในแปลงนา บ้างเสียงฝุ่นและแรงสั่นสะเทือนจากการระเบิด ทุบย่อย ตักและโม่ที่ทำทั้งช่วงกลางวันและกลางคืนส่งเสียงรบกวนช่วงเวลาพักผ่อนทำให้เกิดความเครียด และยังมีการปิดกั้นเส้นทางที่เข้าเหมืองหินซึ่งชาวบ้านใช้สัญจรไปนาและพื้นที่เกษตร ที่สำคัญต้องเผชิญกับความเสี่ยงอุบัติเหตุบนสองเลนสายเล็กๆ ยามรถบรรทุกหินขนาด 10 ล้อหรือรถพ่วงวิ่งเข้าออกเหมืองดังกล่าว

เกือบ 30 ปีที่ชาวบ้านรวมกลุ่มคัดค้าน เรี่ยไรเงินทอง บางคนยอมยกไร่มันสำปะหลังกว่า 10 ไร่เป็นทุนค่าน้ำมันเดินทาง บางคนใช้รถเป็นต้นทุนในการขนส่งคน ออกค่าอัดรูป ถ่ายเอกสาร หลายคนนำข้าวในเล้า ไก่ ปลาออกมาเรี่ยไรเป็นทุนรอน ในอดีตส่วนใหญ่ชาวบ้านมีฐานะยากจน ทำนาพอมีข้าวกิน บางคนไร้ที่นาต้องขายแรงงานรายวัน แต่เมื่อมีเหมืองทำให้ต้องหยุดงานทุกอย่างหอบลูกจูงหลานตระเวนออกจากหมู่บ้านกลางป่าไปนอนรอนแรมตามหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมขอนแก่น ศาลปกครองโคราช ทำเนียบรัฐบาล

“ผมต้องปล่อยลูกปล่อยเมียนอนนา แล้วก็ไปกับหลวงปู่ (พระสงฆ์ ที่จำวัดอยู่ที่ถ้ำภูผายา) แจ้งก็โงมา (เช้าก็กลับมา) ห่วงลูกก็ห่วง ห่วงหมู่ (ชาวบ้านที่ร่วมกันคัดค้าน) ก็ห่วง” หนุ่มใหญ่ วัย 64 ปี “พ่อลาย” ผู้มี ส่วนร่วมตลอด 30 ปี เล่าย้อนถึงความอนอัวในหัวใจ แม้ชาวบ้านจะต่อสู้เพื่อปกป้องอย่างเต็มที่แต่ก็ ไม่สามารถปกป้องผาฮวกไม่ให้ด้วนได้โดยเฉพาะความสูญเสียหนักสุด คือ “สูญเสีย 4 ชีวิต” คือ นายบุญรอด ด้วงโคตะ นายสนั่น สุวรรณ กำนันทองม้วน คำแจ่ม นายสม หอมพรมมา ถูกลอบยิงในปี 2538 และปี 2542 ตามลำดับ จนปัจจุบันก็ยังจับคนร้ายไม่ได้

กระทั่งวันที่ 25 ก.ย. 2563 หลังหมดอายุใบประทานบัตรเหมืองหินเพียง 1 วัน การรอคอยของชาวบ้านได้สิ้นสุดลง คาราวานชาวบ้านหลายร้อยคนเดินขึ้นไปปักธงบนยอดภูผาฮวก ประกาศ “26 ปี การต่อสู้ สู่ชัยชนะ : เปลี่ยนโรงโม่หินเป็นป่าชุมชน หยุดเหมืองหินถาวร” พร้อมหว่านโปรยเมล็ดพันธุ์และปลูกต้นไม้ เป็นสัญลักษณ์ยึดคืนและฟื้นฟูพื้นที่เหมืองหินปูนและโรงโม่

“หากบ่มีเหมืองฯ ตอนนี้คงไปหารับจ้าง คงพอมีเงินกินหม่วน กินแซบไปแล้ว” หญิงวัย 57 ปี “แม่งาม” เงยหน้าจากผ้าห่มกองใหญ่กว่า 30 ผืน ที่กำลังพับ เธอวางมือที่กำลังสะบัดเศษฝุ่นออกเบาๆ เพื่อเตรียมนำไปซักก่อนส่งคืนวัดแห่งหนึ่งลง ผ้าห่มเหล่านี้ถูกหยิบยืมมาจากวัดในหมู่บ้าน เพื่อนำมาให้คนต่างจังหวัดที่มาร่วมงาน “ชัยชนะที่ไม่หยุดนิ่ง2 ปีดงมะไฟยังไปต่อ เฉลิมฉลอง2 ปี ปิดเหมืองหินดงมะไฟ เพื่อฟื้นฟูเป็นแหล่งท่องเที่ยว” ได้นอนหลับอย่างอบอุ่น

ที่ผ่านมาเธอดำรงชีพด้วยเงินที่ลูกชายคนที่สอง ส่งมาให้เดือนละ 3,000 บาท หลังหักค่าน้ำค่าไฟ
ค่าฌาปนกิจ ค่าของใช้จิปาถะ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เครื่องปรุงอาหาร แป้งทาหน้าเหลือเพียงเดือนละ 1,100 บาท ที่ผ่านมาเธอไม่เคยขอเงินลูกเพราะรู้ว่าลูกลำบาก แต่เมื่อตัดสินใจปักหลักปิดเหมืองทำให้ไม่สามารถออกไปรับจ้างที่ไหนได้ เงินเพียงพันกว่าบาทที่เหลือทำให้ตกอยู่ในสภาวะ “กินบ่หม่วน” คือ ต้องยับยั้งความอยากกิน ซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องกิน

สองปีก่อนหน้า เธอมีอาชีพรับจ้าง ทั้งตัดอ้อย งานก่อสร้าง รับจ้างรายวัน มีรายได้เฉลี่ยอย่างต่ำเดือนละ 9,000-10,000 บาท บ้านไม่ต้องเช่าแต่ข้าวตัองซื้อกิน เพราะไม่มีที่นาอย่างใครเขา กระนั้น ยังมีเงินเหลือพอให้หาซื้อของอร่อยๆ กินตามใจปาก รวมถึงมีเก็บไว้ผ่อนชำระหนี้กองทุนหมู่บ้าน ค่าประกันเงินกองทุนเงินล้านหมู่บ้าน ปีละ 4,500 บาท หรือหากลูกคนไหนลำบากเธอก็ยังพอช่วยเหลือได้บ้าง

แต่ทว่าหลังปี 2563 เมื่อ “กลุ่มอนุรักษ์ป่าเขาเหล่าใหญ่ ผาจันได” หรือชื่อที่ถูกเรียกขานอย่างไม่เป็นทางการ ว่า “กลุ่มคัดค้านเหมืองแร่หินดงมะไฟ” ตัดสินใจมุ่งมั่นที่จะปิดเหมืองหินถาวร และตั้ง “แคมป์” หรือที่เรียกว่า “หมู่บ้านผาฮวกพัฒนาประชาสามัคคี” ขึ้นเพื่อปิดถนนสาธารณะเส้นทางเข้าสู่เหมืองหินและโรงโม่ นับตั้งแต่วันนั้นชีวิตของเธอก็ได้เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับสมาชิกกลุ่มฯ อีกจำนวนหลายสิบคนที่หันมาใช้เวลากว่าร้อยละ 90 ของชีวิตปักหลักต่อสู้กับเหมืองหิน

“แม่สำรวย” หญิงวัย 54 ปี เป็นอีกคนหนึ่งที่เผชิญภาวะ “กินบ่หม่วน” ไม่ต่างจากแม่งาม แต่ดูเหมือนว่าภาวะดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตัวเธอเท่านั้น แต่ “เตอร์” ลูกชายวัย 15 ปี ที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ได้รับผลกระทบนั้นเช่นกัน นับย้อนไปก่อนปี 2562 เธอมีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 9,414 บาท หรือราวปีละ 113,000 บาท จากการทำไร่มันสำปะหลัง (ยังไม่หักต้นทุน)

เงินที่ได้จากค่าทอดนางเล็ดและกล้วยทอดส่งตามร้านค้าในชุมชน 54,000 บาท ค่ารับจ้างช่วงหน้า
มันสำปะหลัง 18,000 บาท (ค่าจ้างวันละ 300 บาท) แต่ในปัจจุบัน เธอมีรายได้ปีประมาณ 20,000 บาทต่อปีหรือเฉลี่ยเดือนละ 1,667 บาท จากการขายมันสำปะหลัง บวกกับค่ารับจ้างช่วงหน้ามันสำปะหลัง 9,000 บาท (ระยะเวลา 2 เดือน วันละ 300 บาททำวันเว้นวัน) และเงินเดือนอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชนเดือนละ 1,000 บาท

“ปีที่แล้ว (2564) ไปตัดอ้อยรับจ้างได้แค่วันเว้นวัน และทำแค่เดือนเดียว คือ สิงหาคมถึงกันยายน เพราะว่าติดเฝ้าแคมป์ เป้าหมายของพวกเราคือปิดเหมืองให้ได้ ก็ต้องมาเฝ้าช่วยกัน ปีก่อนหน้านั้นยิ่งกว่านี้อีกเพราะเปิดแคมป์
ปีแรก ทำให้ไปรับจ้างได้เดือนละ2 ครั้ง ครั้งละ 300 บาท ส่วนสวนของแม่เองแทบจะไม่ได้ไป เพราะว่า
เอาเวลามาอยู่แคมป์ และฝนตกเยอะมัน (มันสำปะหลัง) เน่า ก็ปล่อยไป หญ้ารกไม่ได้ไปถอน นี่เตอร์มันก็บอกจะไม่เรียนต่อ อยากจะออกมาทำงานหาเงิน แม่ก็ได้แต่ร้องขอให้เรียนจนจบ ม.6 หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจอีกครั้ง” แม่สำรวย กล่าว

ครึ่งหนึ่งของชีวิตแม่งาม แม่รวยและอีกหลายๆ คนทุ่มเทเวลาในการต่อสู้ปกป้องภูผา เพื่อไม่ให้ดงมะไฟกลายเป็น “สุสานภูผายอดด้วน” แต่ต้องแลกมาด้วยความยากลำบากในชีวิตหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการที่ไม่คล่องตัวในการทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวตามภาวะปกติที่ควรจะเป็นได้ การกินอยู่หลับนอนที่ไม่เหมาะสมกับสุขภาพตามวัย เด็กๆ ในแคมป์ไม่ได้มีแค่เตอร์เท่านั้น ยังมีอีกหลายคนที่พ่อแม่ต้องแบ่งเวลามา
คัดค้านเหมืองและบวกเข้ากับปัจจัยอื่นของครอบครัว บางคนกำลังเผชิญสถานการณ์ร่วมกับเตอร์และบางคนผ่านพ้นชีวิตช่วงต้องเลือกว่าเรียนหรือออกมาทำงาน ทางเลือกหลังดูเหมือนเป็นทางเลือกหลักของคนรุ่นก่อนเตอร์

เรื่องราวของชาวบ้านกลุ่มคัดค้านเหมืองแร่หินดงมะไฟ ไม่ใช่แค่เรื่องการให้ความหมาย คุณค่าที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับภูผาป่าไม้เหล่านั้น หรือการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ แต่มันคือความทุกข์ยาก ทั้งทางเงินตรา อารมณ์และความฝันของคนจากรุ่นสู่รุ่นที่ถูกกัดเซาะ พอๆ กับภูผาฮวกยอดด้วนที่เว้าแหว่งเหลือเพียงครึ่งซีก!!!

‘พีคอค’ แพลตฟอร์มช่วยสถานพยาบาล บริหารจัดการ‘โลจิสติกส์-สินค้าคงคลัง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/737052

‘พีคอค’ แพลตฟอร์มช่วยสถานพยาบาล  บริหารจัดการ‘โลจิสติกส์-สินค้าคงคลัง’

‘พีคอค’ แพลตฟอร์มช่วยสถานพยาบาล บริหารจัดการ‘โลจิสติกส์-สินค้าคงคลัง’

วันพุธ ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้ทุนสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เผยความสำเร็จเฟสที่ 1 ระบบแพลตฟอร์ม “พีคอค (PCoC)” เพื่อสนับสนุนการจัดการสินค้าคงคลัง-โลจิสติกส์ในโรงพยาบาล และ
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) จนถึงมือผู้ใช้บริการ ช่วยลดภาระงาน (Workload) ของบุคลากรการแพทย์ อีกทั้งลดความเหลื่อมล้ำให้คนไทยเข้าถึงบริการสุขภาพทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึง

รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ รองผู้อำนวยการด้านบริหารงานวิจัย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า บพข.ในฐานะองค์กรให้ทุนวิจัย ภายใต้การกำกับของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ให้การสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

โดยผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้งานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์ ซึ่งโครงการการศึกษาและทดสอบรูปแบบ“โรงพยาบาลเสมือน” โดยการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ในระบบเครือข่ายปฐมภูมิพีคอค เป็นโครงการที่สามารถบริหารจัดการคลังสำหรับโลจิสติกส์ในโรงพยาบาลและ รพ.สต. ได้จริง และยังสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย

รศ.ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และการจัดการทุนมนุษย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า วิศวะมหิดล ให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา “ดิจิทัลเฮลท์แคร์” และ “เฮลท์เทค” ขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ โดยศูนย์ LogHealth ได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพข. ในการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มพีคอค (PCoC) เพื่อการจัดการสินค้าคงคลัง-โลจิสติกส์ในโรงพยาบาล และ รพ.สต. ต้นแบบเฟสที่ 1 แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

เนื่องด้วยการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทยในปัจจุบันยังไม่เน้นการดูแลแบบองค์รวม บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานซ้ำซ้อน ส่งผลให้ประสิทธิภาพลดลงและเกิดปัญหาความแออัดในการรับบริการ ดังนั้นแพลตฟอร์มพีคอค (PCoC) จะเชื่อมต่อระหว่างสถาบันการแพทย์ในเมืองใหญ่ กับสถาบันการแพทย์ในเมืองเล็กหรือชนบทในการบริหารจัดการเวชภัณฑ์คงคลังที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การจัดสรรและกระจายทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในบริการทางการแพทย์แก่ประชาชน

รศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย หัวหน้าศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความสำเร็จในการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มพีคอค หรือ Primary Care on Cloud (PCoC) เพื่อการจัดการสินค้าคงคลัง-โลจิสติกส์ ในโรงพยาบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เราใช้เวลากว่า 3 ปี ในการพัฒนาระบบและซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคลังยาระหว่างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (แม่ข่าย) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. (ลูกข่าย) เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพประชาชนอย่างทั่วถึง

โดยดำเนินการผ่านพีคอค ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้โรงพยาบาลแม่ข่ายสามารถบริหารจัดการคลังยาและเวชภัณฑ์ โดยมองเห็นตัวเลขเวชภัณฑ์ของ รพ.สต. ที่เป็นลูกข่าย หากยาตัวใดหมดสต๊อกก็สามารถเติมยาและขนส่งกระจายยาไปยังรพ.สต. ซึ่งเป็นลูกข่ายได้รวดเร็ว โดยมี บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการขนส่งกระจายยา (Supply Processing and Distribution -SPD) ไปยังรพ.สต. โดยในอนาคตแพลตฟอร์มนี้สามารถรองรับการส่งยาและเวชภัณฑ์ไปยังบ้านผู้ป่วยและผู้ป่วยติดตามตรวจสอบสถานะการจัดส่งได้อีกด้วย

ในการต่อยอดเฟสที่ 2 เป็นการผนึกความร่วมมือระหว่าง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับ บริษัท อินเทลลิจิสต์ จำกัด (มหาชน) ในการพัฒนาเชิงพาณิชย์ต่อยอดแพลตฟอร์มพีคอคนี้ให้พร้อมใช้กับเครือข่าย รพ.สต.ทั่วประเทศ โดย ชนะ สุพัฒสร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเทลลิจิสต์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้นำการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของประเทศไทย พร้อมด้วยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านบิ๊กดาต้าและเทคโนโลยีสารสนเทศ

มีความยินดีในความร่วมมือกับศูนย์ LogHealth คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาแพลตฟอร์ม“พีคอค” เฟสที่ 2 โดยจะคำนึงถึงคุณภาพ ประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย ตลอดจนการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ (Data Analytics) และปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการต้นแบบที่ดำเนินมาแล้วที่ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่ง อินเทลลิจิสต์ ยินดีสนับสนุน รพ.สต. ทั่วประเทศร่วมใช้บริการระบบแพลตฟอร์มเทคโนโลยี

โดยในปีนี้ เรายังมีนโยบายให้บริการ Digital Medical Platform สำหรับการจัดส่ง ยา เวชภัณฑ์ แบบอัตโนมัติทั่วประเทศภายใต้แพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่และมีระบบที่ปลอดภัย คำนึงถึงข้อกฎหมายต่างๆ เช่น PDPA เป็นต้น มั่นใจว่าความร่วมมือของอินเทลลิจิสต์ และศูนย์ LogHealth วิศวะมหิดลจะช่วยยกระดับ รพ.สต. และความก้าวหน้าระบบสาธารณสุขประเทศไทยอย่างยั่งยืน