Netflix เฟ้นหาคนรุ่นใหม่ร่วมงาน กับพันธมิตรการผลิตของ Netflix

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735801

Netflix เฟ้นหาคนรุ่นใหม่ร่วมงาน  กับพันธมิตรการผลิตของ Netflix

Netflix เฟ้นหาคนรุ่นใหม่ร่วมงาน กับพันธมิตรการผลิตของ Netflix

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Netflix รับสมัครบุคคลอายุ 20-26 ปี สัญชาติไทย ไม่จำกัดวุฒิการศึกษาและสาขาการศึกษาจากทั่วประเทศไทย จำนวน 50 คน เพื่อเข้าร่วมโครงการ REEL LIFE โดยจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 5-วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2566 ที่กรุงเทพมหานคร ผู้ที่ผ่านการเวิร์กช็อปตลอด 2 วัน 1 คืน และจะมีการคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมให้ร่วมฝึกงานแบบ On the Job Training กับ พันธมิตรด้านการผลิตของ Netflix เป็นระยะเวลา 5-10 เดือน

โครงการ REEL LIFE เป็นส่วนหนึ่งของ Netflix Fund for Creative Equity หรือ กองทุน Netflixเพื่อโอกาสแห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งก่อตั้งในปี 2564 ด้วยความมุ่งมั่นของ Netflix ที่จะลงทุนกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อพัฒนาบุคลากรฝ่ายสร้างสรรค์จากทั่วโลก จากกองทุนนี้ Netflix ได้ต่อยอดเป็นโครงการต่างๆ กว่า 100 โครงการในหลากหลายประเทศทั่วโลก สร้างโอกาสให้คนมากมายได้ก้าวเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิง และในปีนี้ โครงการนี้ได้ขยายโอกาสมายังคนรุ่นใหม่ในประเทศไทยที่มีความสนใจในเบื้องหลังการผลิตภาพยนตร์และซีรี่ส์ ให้ได้เข้ามาค้นหาและพัฒนาศักยภาพของตนเองในสายงาน Assistant Director,Post Production Supervisor, Script Supervisor, Production และ Production Accountant รวมถึงโอกาสในการทำงานร่วมกับพันธมิตรผู้ผลิตภาพยนตร์และซีรี่ส์ชั้นนำของ Netflix โดยจะได้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากทีมงานที่มากด้วยประสบการณ์ในแต่ละสายงานอย่างใกล้ชิด และได้ร่วมเวิร์กช็อปทดลองทำงานจริง

รับสมัครวันนี้-30 มิถุนายน 2566 ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.reellife.camp

มมส จัด‘อบรมสร้างมัคคุเทศก์น้อยฯ ให้บริการด้านการท่องเที่ยว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735804

มมส จัด‘อบรมสร้างมัคคุเทศก์น้อยฯ  ให้บริการด้านการท่องเที่ยว’

มมส จัด‘อบรมสร้างมัคคุเทศก์น้อยฯ ให้บริการด้านการท่องเที่ยว’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับ กองส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการสร้างมัคคุเทศก์น้อย/เยาวชนในการให้บริการด้านการท่องเที่ยว” โดยมี นายศุภชัย ศรีหาใต้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 เป็นประธานเปิดงาน พร้อมนำคณะครู และนักเรียนเข้าร่วมโครงการ ณ โรงเรียนบ้านเขวาสะดืออีสาน ตำบลเหล่า อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม

ดร.อัจฉรี จันทมูล รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หัวหน้าโครงการกล่าวว่าการอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการสร้างมัคคุเทศก์น้อย/เยาวชนในการให้บริการด้านการท่องเที่ยวในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้การทำงานในโครงการ การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อเตรียมเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานการท่องเที่ยว CBT Thailand โดยมีชุมชนบ้านหนองยาง ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เป็นพื้นที่ต้นแบบโดยมุ่งหวังให้นักเรียน เยาวชน ได้มีบทบาทในการเป็นเจ้าบ้านที่ดีและได้ฝึกเทคนิคของการเป็นมัคคุเทศก์น้อย การเป็นนักเล่าเรื่องท้องถิ่นที่ดี การเลือกพื้นที่โรงเรียนบ้านเขวาสะดืออีสาน เพราะใกล้กับอนุสรณ์สถานสะดืออีสาน ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยว สุขภาพดีเกษตรอินทรีย์ สะดืออีสาน ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามร่วมกับชุมชนบ้านหนองยาง และชุมชนใกล้เคียง ได้สร้างเส้นทางท่องเที่ยวขึ้นเมื่อปี 2565 และ ในปี 2566 จะพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวของอำเภอโกสุมพิสัยให้เชื่อมร้อยไปกับเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยชุมชน ด้วยแนวคิด BCG และโมเดลอารมณ์ดีของจังหวัดมหาสารคาม ในพื้นที่ของอำเภอนาดูน อำเภอกันทรวิชัย และอำเภอแกดำ

กิจกรรมในวันนี้ อาจารย์ ดร.ภัทรวิทย์ ธีรภัคสิริ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ คุณครูวรยุทธ จันทมูล ครูวิทยะฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ จากโรงเรียนผดุงนารีมหาสารคาม มาเป็นวิทยากร และมีนักเรียนเข้าร่วม ได้แก่ โรงเรียนศรีโกสุมวิทยามิตรภาพที่ 209, โรงเรียนบ้านหนองกุงวันดีประชาสรรค์, โรงเรียนบ้านดอนกลอยหนองยาง,โรงเรียนบ้านแพงหนองเหนือ, โรงเรียนบ้านทันดู่เหนือ, โรงเรียนบ้านแก้งขิงแคง, โรงเรียนบ้านเหล่าหนองแคน, โรงเรียนบ้านหมากมายโพธิ์ทอง, โรงเรียนบ้านโนนสูงวังขอนจิก,โรงเรียนบ้านแท่นโนนหนองคู,เยาวชนจากชุมชนบ้านหนองยาง, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเหล่า, เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ, ตัวแทนชุมชนใกล้เคียง และผู้สนใจ รวมกว่า 80 คน

ขอ‘สุนทรียสนทนา’เป็นวาระแห่งชาติ ทางออกคลายปัญหาสังคมไทยขัดแย้งต่างรุ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735883

ขอ‘สุนทรียสนทนา’เป็นวาระแห่งชาติ ทางออกคลายปัญหาสังคมไทยขัดแย้งต่างรุ่น

ขอ‘สุนทรียสนทนา’เป็นวาระแห่งชาติ ทางออกคลายปัญหาสังคมไทยขัดแย้งต่างรุ่น

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.11 น.

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2566 ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม จัดเสวนาหัวข้อ “เชื่อมคน เชื่อมโลก ด้วยพลังการสื่อสาร” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.ศูนย์คุณธรรมฯ เป็นประธานเปิดงาน ได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า ตนเคยได้รับเชิญไปหารือในรัฐสภา ในประเด็นความขัดแย้งจากทัศนคติที่ไม่ตรงกันระหว่างคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ และได้รับคำถามมาว่าจะมิวิธีจัดการอย่างไรบ้าง

ซึ่งตนก็ตอบไปว่า ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงและไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีการสั่งการได้ จากนั้นได้ตั้งคำถามย้อนกลับไปว่าเมื่อไรจะทำให้ “สุนทรียสนทนา (Dialogue)” เป็นวาระแห่งชาติ เพราะที่ผ่านมาเวลาจะยกอะไรเป็นวาระแห่งชาติก็มักจะยกสิ่งที่เป็นปัญหา เช่น เด็กติดเกม ความรุนแรง คำถามคือเหตุไดไม่นำประเด็นเชิงบวกมาเป็นวาระแห่งชาติบ้าง โดยสุนทรียสนทนาหมายถึงการสนทนาเชิงบวก ไม่ใช่สนทนาแบบพร้อมบวก

รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวต่อไปว่า วิธีการสร้างสุนทรียสนทนา ประกอบด้วย 1.ต้องมีพื้นที่ปลอดภัยของทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 2.เป็นผู้ฟังที่ดีต่อกัน ซึ่งจากประสบการณ์ที่ตนเป็นแพทย์ดูแลสุขภาพเด็กและวัยรุ่น เคยมีกรณีคนไข้วัยรุ่นหญิงมาปรึกษา ไม่อยากให้พี่เลี้ยงที่บ้านที่ดูแลมาตั้งแต่เกิดลาออกไป โดยบอกว่าชีวิตที่บ้านไม่มีความสุข เว้นก็แต่สิ่งดีๆ ที่มีอยู่บ้างคือพี่เลี้ยงคนนี้ ที่พอคนไข้เล่าให้ฟังแล้วตนก็ทึ่ง เพราะแม้พี่เลี้ยงจะเป็นชาวเมียนมาและไม่ได้มีการศึกษาสูง แต่กลับมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยม หนึ่งในนั้นคือการเป็นผู้ฟังที่ดี และมีการสะท้อนความรู้สึกที่ดี

3.กำหนดกติการ่วมกัน ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำหนดเพราะมีอำนาจเหนือกว่า 4.ควบคุมบรรยากาศในการพูดคุยกัน เมื่อบรรยากาศเริ่มตึงเครียดก็ต้องพัก หากพักชั่วคราวในวันเดียวไม่ได้ก็ต้องให้แยกย้ายไปก่อนแล้วค่อยมาคุยกันวันหลังเพื่อให้อารมณ์เย็นลง และ 5.ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตัดเรื่องอายุออกไป ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช่อคติตัดสิน หากทำได้ทั้งหมดนี้ก็จะทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการพูดคุยกัน

“อันหนึ่งที่หมอเสนอเขาไว้ก็คือ สุนทรียสนทนาถ้าเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อม เช่น อยู่ที่บ้าน บนโต๊ะอาหาร หรืออาจจะเป็นตรงจุดไหนก็ได้ที่แบบสบายๆ มีการกำหนดแล้วก็คุยกัน หรืออาจจะเกิดขึ้นในรั้วโรงเรียน สถาบันการศึกษา จะเป็น ผอ. กับครู หรือครูกับนักเรียน แล้วมีการคุยร่วมกัน หรือถ้าสามารถเกิดขึ้นในชุมชนได้ด้วย บ้าน ชุมชน โรงเรียน เกิดลักษณะของสุนทรียสนทนา แล้วเกิดขึ้นทั้งประเทศ กระบวนการสุนทรียสนทนาจะช่วยทำให้รับฟังซึ่งกันและกัน หาข้อสรุปร่วม และสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยสันติวิธี” รศ.นพ.สุริยเดว กล่าว

รศ.นพ.สุริยเดว ยังได้ขยายความเรื่องพี่เลี้ยงชาวเมียนมา ที่คนไข้วัยรุ่นหญิงมองว่าเป็นสิ่งดีๆ เพียงไม่กี่อย่างในบ้านและไม่อยากให้ลาออกไปไว้ว่า หลังได้มีโอกาสพูดคุยกันกับพี่เลี้ยงคนดังกล่าว สามารถเรียกได้ว่าเป็น “พี่เลี้ยง 5 ดาว” ด้วยคุณสมบัติ 5 ประการ คือ 1.ใช้ใจในการเลี้ยง เป็นคุณสมบัติที่สำคัญข้อแรก 2.เป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังในทุกเรื่องที่คนไข้วัยรุ่นหญิงรายนี้ ซึ่งพี่เลี้ยงเรียกว่าหลานมาเล่าให้ฟัง

3.สะท้อนความรู้สึกที่ดี บางครั้งเมื่อฟังเรื่องไม่สบายใจแล้วก็หันไปตบไหล่คนไข้เบาๆ แล้วบอกว่าเดี๋ยวเวลาผ่านไปก็ดีขึ้น 4.ไม่ด่วนตัดสิน มีบางครั้งที่ได้ยินว่าคนไข้วัยรุ่นหญิงรายดังกล่าวไปแกล้งคนอื่น แต่ตนก็ยังไม่ได้ตัดสินในทันทีว่าใครผิด-ใครถูก เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และ 5.สะท้อนความคิด แม้จะไมไดตำหนิโดยตรง แต่ใช้วิธีตั้งคำถามชวนคิด เช่น เมื่อเราไปแกล้งผู้อื่น หากลองคิดย้อนกลับบ้างว่ามีผู้อื่นมาแกล้งเราแล้วเราจะรู้สึกอย่างไร การทำแบบนี้จะกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดการเหลาความคิดขึ้นมา

อินโดนีเซีย-มูลนิธิธรรมกาย จัดงานวิสาขบูชาอินโดนีเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735862

อินโดนีเซีย-มูลนิธิธรรมกาย จัดงานวิสาขบูชาอินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย-มูลนิธิธรรมกาย จัดงานวิสาขบูชาอินโดนีเซีย

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 17.25 น.

อินโดนีเซีย-มูลนิธิธรรมกาย จัดงานวิสาขบูชาอินโดนีเซีย

การเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาของประเทศอินโดนีเซียนั้นถือได้ว่าเป็นงานใหญ่ประจำปีที่รัฐบาลอินโดนีเซียให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยประกาศยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดประจำชาติ (Waisak National Holiday) ซึ่งในปีนี้รัฐบาลอินโดนีเซียนำโดยประธานาธิบดี โจโก วิโดโด , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีนโยบายจัดงานเฉลิมฉลองวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อให้พระมหาเจดีย์เจดีย์บุโรพุทโธ (Borobudur) เป็นศูนย์รวมใจ ของชาวพุทธและนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยมอบหมายให้สมาคมชาวพุทธแห่งอินโดนีเซียหรือ วาลูบี (WALUBI) สหภาพพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซีย-แอฟริกา มูลนิธิธรรมกาย และสมาคมพุทธศาสนามหานิกาย แห่งประเทศอินโดนีเซีย หรือ MBMI รับหน้าที่ดูแลการจุดประทีปลอยโคมถวายเป็นพุทธบูชา

งานวันวิสาขบูชาของประเทศอินโดนีเซียเริ่มต้นขึ้นที่วัดเมินดุด ซึ่งอยู่ห่างจากพระมหาเจดีย์เจดีย์บรมพุทโธ (Borobudur-โบโรบูดูร์ ) ราว 5 กิโลเมตร เริ่มต้นด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ร่วมกันของคณะสงฆ์จำนวนกว่า 300 รูป จากทุกนิกายทั่วประเทศอินโดนีเซีย จากนั้นผู้นำองค์กรพุทธนานาชาติที่เดินทางมาจากประเทศทั่วโลก  ได้นำคณะสงฆ์ทุกนิกายเดินธรรมยาตราจากวัดเมินดุด ต่อด้วยขบวนรถบุปผชาติ อัญเชิญ น้ำและไฟศักดิ์สิทธิ เคลื่อนขบวนไปยังพระมหาเจดีย์เจดีย์บุโรพุทโธ เพื่อน้อมรำลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตลอดระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร เนืองแน่นไปด้วยประชาชนชาวเมืองยอกยากาตาร์ พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมากเปล่งเสียงสาธุการชื่นชมขบวนธรรมยาตรา บ้างก็พนมมือไหว้พุทธบุตรที่เดินผ่านไปด้วยความเลื่อมใส ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าชาวอินโดนีเซียมีส่วนร่วมและยินดีกับกับการเฉลิมฉลองวิสาขบูชานานาชาติครั้งนี้ สร้างความประทับใจให้กับคณะสงฆ์และชาวพุทธจากนานาชาติเป็นอย่างยิ่ง

เวลา 19.00 น. รอบพระมหาเจดีย์เจดีย์บุโรพุทโธ ฯพณฯ โจโก วีโดโด ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวต้อนรับและแสดงสุนทรพจน์ให้กับคณะทูตานุทูต และผู้แทนองค์กรพุทธนานาชาติ การแสดงสุนทรพจน์ของ ฯพณฯ โจโก วีโดโด ในค่ำคืนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายของรัฐบาลอินโดนีเซียที่เคารพในเสรีภาพการนับถือศาสนา และส่งเสริมการจัดกิจกรรมของพุทธศาสนิกชนชาวอินโดนีเซียได้อย่างชัดเจนที่สุด

จากนั้นผู้แทนสหภาพพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซีย-แอฟริกา สมาคมชาวพุทธแห่งอินโดนีเซีย ได้นำแขกผู้มีเกียรติ ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนาหยุดใจ ทำสมาธิภาวนาเพื่อสันติภาพพร้อมกัน และอธิษฐานให้โลกมีความสงบสุข ปลอดภัยจากโรคระบาดและ ภัยพิบัติทั้งปวง จากนั้นจึงเข้าสู่พิธีจุดประทีป ลอยโคม ด้านหน้าพระมหาเจดีย์เจดีย์บุโรพุทโธ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ท่ามกลางผู้ร่วมงานทั้งชาวพุทธและมุสลิมหลายหมื่นคน พิธีกรรมทั้งหมดดำเนินไปอย่างสงบศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้สื่อมวลชนอินโดนีเซียเข้าร่วมบันทึกภาพและถ่ายทอดสดตลอดงาน

พระครูสมุห์ สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส เปิดเผยว่าการจัดงานวิสาขบูชาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่และความปรารถนาสันติภาพร่วมกันของคนทุกเชื้อชาติทุกศาสนาทั่วโลก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภาพของงานบุญใหญ่ครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลให้กับชาวโลกที่จะร่วมกันสร้างสันติภาพภายนอก โดยเริ่มต้นจากสันติสุขภายในของทุกคน World Peace through inner peace ให้เกิดเป็นจริง

กองทุน ป.ป.ช. หนุนเรืองทอง สร้างละครเยาวชน Soft Power พร้อมสร้างเครือข่ายเยาวชนละคร 10 โรงเรียนต้นแบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735820

กองทุน ป.ป.ช. หนุนเรืองทอง สร้างละครเยาวชน Soft Power พร้อมสร้างเครือข่ายเยาวชนละคร 10 โรงเรียนต้นแบบ

กองทุน ป.ป.ช. หนุนเรืองทอง สร้างละครเยาวชน Soft Power พร้อมสร้างเครือข่ายเยาวชนละคร 10 โรงเรียนต้นแบบ

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.21 น.

กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ให้การสนับสนุน บริษัท เรืองทองกรุ๊ป จำกัด ดำเนินการโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชั่น”

นำร่อง 10 โรงเรียนต้นแบบ พร้อมนำทัพวิทยากรระดับครูและผู้กำกับชื่อดังในวงการบันเทิงมากมาย โดยมีนักเรียนเข้าร่วมโครงการมากกว่า 1,000 คน  จาก 10 โรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาชั้นนำของประเทศไทย การอบรมครั้งนี้นอกจากจะได้เรียนรู้ทักษะการแสดงละครให้กับเด็กๆ แล้ว ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์ให้ได้เรียนรู้ เช่น การเดินแบบ , ฝึกความกล้าแสดงออก , การฝึกสมาธิในการทำงาน, การพูดในที่สาธารณะ, การพัฒนาบุคลิกภาพ ,การสร้างตัวตนในแบบ influencer อีกด้วย

คุณจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชั่น”  กล่าวว่า โครงการนี้ นอกจากเด็กๆ จะได้เรียนรู้หลากหลายศาสตร์เพื่อเตรียมพร้อมการเป็นนักแสดงละคร และการพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองในหลากหลายด้านแล้ว เด็กๆ ยังจะได้ปฏิบัติจริง โดยมีการถ่ายทำละครสั้น สร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริต ร่วมแสดงละครกับนักแสดงมืออาชีพชื่อดังมากมาย โดยละครสั้นเชิงสร้างสรรค์ทั้ง 10 ตอน จาก 10 โรงเรียน จะได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์ เช่นสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และสื่อโซเซียลหลากหลายช่องทาง เพื่อเผยแพร่แนวคิดต่อต้านการทุจริตจากเด็กสู่เด็ก , จากเด็กสู่ครอบครัว และจากเด็กสู่คนทุกลุ่มในสังคมต่อไป การที่เราจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านการแสดงละครและให้เด็กๆ ได้ปฏิบัติ ได้มีส่วนร่วมในการแสดงละครจริง สื่อสาร“ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชั่น” โดยใช้ละคร เพราะศิลปะการแสดงเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งในงานด้านศิลปกรรม เป็นงานที่สร้างรากฐานของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ซึ่งในแต่ละสังคมจะขาดซึ่งงานทางด้านศิลปะการแสดงเสียมิได้ เนื่องจากงานศิลปะการแสดงเป็นตัวบ่งบอกถึงวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ ( soft power) ที่สะท้อนภาพวิถีการดำเนินชีวิตและยกระดับจิตใจของคนในสังคมและชุมชนนั้นๆ ละครหรือตัวละคร กลายเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ก็จะช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้เรื่องการต้านทุจริตอย่างสนุก เข้าใจ เข้าถึง และสามารถสะท้อนผ่านการแสดงละครสั้น เพื่อส่งต่อเสียงสะท้อนของเด็กเยาวชนสู่สายตาของประชาชนทั่วประเทศ ผ่านสื่อโซเซียลและสื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์   การผลิตละครสั้นเพื่อรณรงค์เสริมสร้างจิตสำนึกในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเด็กเยาวชนและนำไป สู่ทักษะเยาวชนต้นแบบ“เยาวชนไม่ทนคอรัปชั่น” ให้เด็กและเยาวชน ได้เป็นหู เป็นตา ในความไม่ถูกต้องของสังคมปัจจุบัน และยังมีทักษะกล้าพูด กล้าแสดงออก มีบุคลิกภาพที่ดี ทั้งในด้านพฤติกรรม ความรู้สึกในทางที่เหมาะสม และเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายและยังมีทักษะในการสื่อสารถ่ายทอดแสดงให้ผู้ชมได้เห็นสังคมในปัจจุบันอีกทั้งเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายการทำงานด้านการต้านทุจริตอีกด้วย”

ทั้งนี้ โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชั่น” ได้จัดอบรม ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนแม่พระฟาติมา กรุงเทพฯ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการต่างตื่นเต้นและสนุกไปกับโลกแห่งละคร สะท้อนมุมมองของการ“ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชั่น”  เพื่อสร้างนักต้านทุจริตรุ่นเยาว์ ผ่านการเล่นละครสั้นโดยการมีส่วนร่วมของเด็กในการคิดบท และร่วมแสดงกับนักแสดงชั้นนำ โครงการที่ทั้งสนุกและได้ประโยชน์ ทำให้นักเรียนสนุก เพลิดเพลินกับการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ และเห็นคุณค่าของตนเองในการที่จะสามารถทำประโยชน์ต่อสังคมโดยการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สื่อเพื่อกระตุ้นเตือนให้เพื่อนๆ และสังคมเห็นความสำคัญของการต่อต้านการทุจริตต่อไป ทั้งนี้ โครงการยังมีการอบรมให้กับโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาอีก 8 โรงเรียน ก่อนจะนำความคิดเห็นของเด็กๆ ไปสร้างสรรค์เป็นบทละคร และถ่ายทำละครจริงร่วมกับนักแสดง ผู้กำกับ และทีมงานมืออาชีพต่อไป

สำหรับทีมวิทยากรที่มาร่วมให้ความรู้กับเด็กนักเรียนในโครงการนี้ เป็นการระดมครูในวงการบันเทิง เพื่อมาให้ความรู้ที่หลากหลายกับเด็กๆ เช่น

ครูต้อ มารุต สาโรวาท ผู้กำกับการแสดงชื่อดังแห่งวงการบันเทิงของไทย ที่มีผลงานการกำกับภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ รวมถึงซีรี่ย์ชื่อดังมากมาย

ครูรัก ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ นักแสดง ครูสอนการแสดง อดีตครูใหญ่แห่งบ้าน AF

ครูกั๊ก วรรณศักดิ์ ศิริหล้า ครูสอนการแสดง เจ้าของรางวัลสุพรรณหงส์ นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และศิลปิน “ศิลปาธร” ประจำปี 2563 สาขาศิลปะการแสดง

ครูออม จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดละคร พิธีกร ครูสอนสื่อสร้างสรรค์ประสบการรณ์มากกว่า 25 ปี

ครูเบส ธัญพิสิษฐ์ ตั้งวงศ์ศิริ จบการศึกษาปริญญาโทสองใบจากมหาวิทยาลัย Royal central school of Speech and Drama ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในสาขาการแสดงการแสดงสำหรับหน้าจอภาพยนตร์และโทรทัศน์ และ สาขาศิลปะการตกแต่งเวที ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยดังทางด้านการแสดงอันดับต้นของโลก มีศิษย์เก่าเช่น Sir Laurence Olivier, Dame Judi Dench, Andrew Garfield และ Kit Harrington เป็นต้น และยังได้เรียนต่อการเขียนบทที่ The Clyde Bernardy Acting Studio กับนักเขียนชื่อดัง Marlana Hope ซึ่งมีเครดิตเขียนบท เช่น Grey’s Anatomy, เป็นต้น        

แห่สมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 171,954 คน อัตราว่าง‘บรรจุแต่งตั้ง’ได้ 7,813 อัตรา 63 กลุ่มวิชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735772

แห่สมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 171,954 คน อัตราว่าง‘บรรจุแต่งตั้ง’ได้ 7,813 อัตรา 63 กลุ่มวิชา

แห่สมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 171,954 คน อัตราว่าง‘บรรจุแต่งตั้ง’ได้ 7,813 อัตรา 63 กลุ่มวิชา

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.01 น.

แห่สมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 171,954 คน อัตราว่าง‘บรรจุแต่งตั้ง’ได้ 7,813 อัตรา 63 กลุ่มวิชา

7 มิถุนายน 2566 นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  เปิดเผยว่า ตามที่ สพฐ. เปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม ถึงวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมานั้น ข้อมูลเบื้องต้น มีผู้สมัคร จำนวน 171,954 คน  ใน 205 เขตพื้นที่ฯ อัตราว่างที่สามารถบรรจุแต่งตั้งได้จำนวน 7,813 อัตรา ใน 63 กลุ่มวิชา โดยมีเขตพื้นที่ฯ ที่ไม่เปิดรับสมัครสอบ 41 แห่ง

สำหรับ กลุ่มวิชา หรือทางหรือสาขาวิชาเอก ที่มีผู้สมัครมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ ปฐมวัย/การศึกษาปฐมวัย/อนุบาลศึกษา 21,530  คน สังคมศึกษา 19,771 คน ภาษาอังกฤษ 16,698 คน คณิตศาสตร์ 16,108 คน และพลศึกษา 15,741 คน  ส่วนกลุ่มสาขา หรือทาง หรือสาขาวิชาเอก ที่ไม่มีผู้สมัคร คือ อรรถบำบัด และภาษาอังกฤษธุรกิจ  สำหรับ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา /อ.ก.ค.ศ.สศศ.ที่มีผู้สมัครสอบมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ สศศ. 4,492 คน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สระแก้ว เขต1 จำนวน 3,135 คน  สพป.สงขลา เขต 3 จำนวน 3,019 คน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) นนทบุรี 2,808 คน และสพป.บึงกาฬ จำนวน 2,708 คน

นายสุรินทร์ กล่าวต่อว่า ส่วนภาพรวมการรับสมัครเป็นไปด้วยความเรียบร้อย  แต่พบปัญหาใน 3 ประเด็น คือ 1. ตัวผู้สมัครไม่มีความพร้อมเรื่องเอกสาร เช่น มหาวิทยาลัยออกใบรับรองการจบการศึกษาล่าช้า ทำให้ไม่สามารถไปขอหลักฐานที่คุรุสภาเพื่อออกให้สำหรับปฏิบัติหน้าที่สอน เพื่อใช้สมัครสอบได้ทัน  ใบรับรองแพทย์มีปัญหา บางคนไม่ยอมให้ตรวจปัสสาวะซึ่งเมื่อมาถึงเขตฯ ก็ต้องให้ไปตรวจเพื่อขอรับใบรับรองแพทย์ใหม่ ทำให้การสมัครเกิดความล่าช้า หรือบางรายก็ไม่ยอมตรวจเลย

2.  ปัญหาจากระบบการรับสมัคร ซึ่งกำหนด คำว่ากลุ่มวิชาเอก หรือทาง หรือสาขาวิชาเอก ไว้  ทำให้บางเขตพื้นที่ฯ ที่เปิดรับสมัครมีการตีความที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มวิชาคอมพิวเตอร์ บางเขตพื้นที่ฯ ตีความว่า ต้องจบสาขาวิชาเอกคอมพิวเตอร์โดยตรง  ขณะที่บางมหาวิทยาลัยสอนคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ทำให้ขาดคุณสมบัติในการสมัคร เป็นต้น ขณะที่บางสาขาวิชาเอก ได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ล่าช้า ทำให้สมัครเกือบไม่ทันวันสุดท้าย

“กรณีนี้มีผู้สมัครร้องเรียนมาที่ผมจำนวนหนึ่ง เบื้องต้นแก้ไขปัญหาโดย ประสานเขตพื้นที่ฯที่มีปัญหาให้ปลดล็อก สาขาวิชาเอก หรือกลุ่มวิชาเอก  หรือบางเขตพื้นที่ฯ แนะนำให้ไปสมัครในเขตพื้นที่ฯที่เปิดรับสาขาดังกล่าวแทน ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าว อาจจะกระทบกับการรับสมัครสอบครั้งนี้บ้าง เพราะเป็นการทำหน้าที่รับสมัครและจัดสอบแข่งขันครูผู้ช่วยครั้งแรก ของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่ฯ หลังโอนภารกิจงานบริหารบุคคล คืนมาจากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ทำให้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เชื่อว่า การจัดสอบครั้งต่อไป จะไม่มีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นอีก  และปัญหาที่ 3. ผู้สมัครรอดูว่าเขตพื้นที่ฯไหน มีผู้สมัครน้อย และตัดสินใจไปสมัครจนนาทีสุดท้าย ทำให้บางรายไม่สามารถสมัครสอบได้ทัน” นายสุรินทร์ กล่าว 

นายสุรินทนร์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สพฐ. จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป และ ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ภายในวันที่ 13 มิถุนายน สอบข้อเขียน ภาค ก วันที่ 24 มิถุนายน ภาค ข วันที่ 25 มิถุนายน ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก และ ข ภายในวันที่ 3 กรกฎาคม สอบภาค ค ประเมินจากการสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการนำเสนอที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการเรียนการสอน ตามวันและเวลาที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ หรือ อ.ก.ค.ศ.สศศ.กำหนด ทั้งนี้ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม การจัดสอบครั้งนี้มีการวางมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มข้น โดยห้ามมิให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) รองผู้อำนวยการสพท. ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เข้าสอบโดยเด็ดขาด สอดส่อง กำกับดูแล ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด และเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต รวมทั้งป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากการสอบ ขณะเดียวกัน ยังมีการกำหนดบุคคลในทางลับ เพื่อตรวจสอบติดตาม บุคคลที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต และมิให้แต่งตั้งเป็นกรรมการที่เกี่ยวกับการสอบ

ด้านดร.นิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1  (สพม.กท 1) กล่าวว่า ในส่วนของ สพม.กท 1 ไม่มีปัญหาการรับสมัครสอบครูผู้ช่วย  เนื่องจากได้แก้ไขประกาศมาใช้คำว่ากลุ่มวิชาเอก ซึ่งเป็นการเปิดกว้าง  เพราะแต่ละสถาบันการศึกษาจะเรียกชื่อวุฒิไม่เหมือนกัน ถ้าเรียกชื่อวุฒิอย่างอื่นไม่ตรงตามที่ประกาศของเขตนั้น ๆ เจ้าหน้าที่ก็จะไม่รับสมัคร แต่การประกาศเป็นกลุ่มวิชาจะเปิดโอกาสให้ชื่อวิชาที่ใกล้เคียงสมัครได้โดยให้นับหน่วยกิต 

ออท.อินเดีย เยี่ยมคารวะ ‘บิ๊กป้อม’ สานสัมพันธ์ ส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735701

ออท.อินเดีย เยี่ยมคารวะ 'บิ๊กป้อม' สานสัมพันธ์ ส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง

ออท.อินเดีย เยี่ยมคารวะ ‘บิ๊กป้อม’ สานสัมพันธ์ ส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 10.09 น.

ออท.อินเดีย เยี่ยมคารวะ พล.อ.ประวิตร  สานสัมพันธ์ไทย-อินเดีย โครงการธรรมยาตรา ครั้งประวัติศาสตร์ อินเดีย-ไทย-กัมพูชา-ลาว ส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง สืบไป

วันที่ 7 มิถุนายน 2566 ที่มูลนิธิอนุรักป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายอิทธิพล คุณปลื้มรมว.วัฒนธรรม  ได้ให้การต้อนรับนาย ราเคศ สิงห์ (H.E. Mr. Nagesh Singh) เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ เพื่อประสานสัมพันธ์โครงการธรรมยาตรา ในประเทศไทย โดยจะมีการอัญเชิญพระบรมมาสารีริกธาตุ จากประเทศอินเดีย มาประดิษฐานยังประเทศไทยเป็นเวลา 1 เดือน ห้วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.66  ต่อจากนั้น จะอัญเชิญเสด็จไป ประเทศกัมพูชา และประเทศลาว ตามลำดับ เพื่อส่งเสริม สืบต่อพระพุทธศาสนาร่วมกันให้มีความเจริญรุ่งเรือง และสานสัมพันธ์พุทธศาสนิกชนของไทย และภูมิภาคให้มีความแน่นแฟ้น มีศูนย์รวมจิตใจเป็นปึกแผ่นด้วยธรรม อย่างยั่งยืน สืบไป

พล.อ.ประวิตร ยังได้กล่าวขอบคุณ นายราเคศ สิงห์  ออท. และรัฐบาลประเทศอินเดีย ที่ได้ให้เกียรติประเทศไทย และคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ในการจัดกิจกรรม/โครงการที่มีความสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา มาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวจะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และในภูมิภาครวมถึงความเป็นสิริมงคล ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของไทย โดยจะมีการประสานงานร่วมกัน อย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอินเดีย ผ่านทางกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งจะมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวน คนไทยร่วมกิจกรรมรับเสด็จ อัญเชิญประดิษฐาน และสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ต่อไป

เสนอพระนามให้ยูเนสโก ยกย่อง‘ร.9’ ฉลองในวาระครบ100ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735665

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.30 น.

เสนอพระนามให้ยูเนสโก ยกย่อง‘ร.9’ ฉลองในวาระครบ100ปี วันพระบรมราชสมภพปี2570 ครม.ผ่านความเห็นชอบแล้ว

ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาฯเสนอพระนาม “ในหลวง ร.9” ให้องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพปี 2570

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ

เสนอพระนามพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบ 100ปี วันพระราชสมภพ ในปี 2470 ซึ่งตามกระบวนการพิจารณาต้องเสนอพระนามในปี 2567 เพื่อเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก และการประชุมสมัยสามัญขององค์การยูเนสโก ในปี2568 ทั้งนี้ เมื่อมีมติเห็นชอบ จะมีการประกาศยกย่องและจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง ในปี2570 ซึ่งเป็นปีพระบรมราชสมภพครบ100ปี

น.ส.ตรีนุชกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ศธ.จัดประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อยกร่างข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจฯปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการรวบรวมข้อมูลพระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำริด้านต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่เชื่อมโยงกับภากิจขององค์การยูเนสโกใน 4ด้าน ได้แก่ ด้านการศึกษา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์และสื่อสารมวลชน รวมทั้งรางวัลต่าง ๆที่พระองค์ท่านได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายจากองค์การสหประชาชาติและในระดับนานาชาติ เพื่อเตรียมการยกร่างข้อมูลเสนอพระนามฯ ตลอดจนขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานขอข้อมูลพระราชกรณียกิจ เพื่อเตรียมการยกร่างข้อมูลเสนอองค์การยูเนสโกในปี2567เพื่อพิจารณาต่อไป

“ที่ผ่านมา ศธ.ยื่นเรื่องเสนอ ครม.ไปแล้ว เมื่อวันที่ 15มีนาคม เพื่อพิจารณาใน 2ประเด็นคือ เห็นชอบในหลักการในการเสนอพระนาม พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอ ดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองในวาระ100 ปี วันพระราชสมภพในปี2570และเห็นชอบให้ศธ.ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำร่างเสนอพระนามต่อองค์การยูเนสโก” น.ส.ตรีนุช กล่าว

เรียนรู้วัฒนธรรมจากอาหาร เพิ่มค่ามรดกสำรับครอบครัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735615

เรียนรู้วัฒนธรรมจากอาหาร  เพิ่มค่ามรดกสำรับครอบครัว

เรียนรู้วัฒนธรรมจากอาหาร เพิ่มค่ามรดกสำรับครอบครัว

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมนูอาหารที่สืบทอดกันมาของครอบครัว เมื่อเวลาผ่านไปอาจกลายเป็น “ขุมทอง” สร้างรายได้ เพิ่มความมั่นคงให้กับชีวิตได้ซึ่ง ผศ.ดร.อภิลักษณ์ เกษมผลกูล อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้รับผิดชอบรายวิชา “คติชนวิทยา” (Folklore) ของสาขาวิชาภาษาไทยที่ว่าด้วยการศึกษาวัฒนธรรมจากรากเหง้า ได้ต่อยอดสู่รายวิชา “อาหารและวัฒนธรรม” ที่เปิดกว้างให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยมหิดลจากทุกคณะได้มีโอกาสลงทะเบียนเรียนร่วมกัน

เนื้อหาที่น่าสนใจของรายวิชาฯ ได้แก่ การบอกเล่าถึงที่มาของอาหารไทย ซึ่งอาจไม่ได้มาจากวัฒนธรรมไทยโดยตรง แต่เกิดจากการประยุกต์ดัดแปลงจนกลายมาเป็นอาหารไทย และเป็นที่นิยมจวบจนปัจจุบัน อาทิ ขนมที่น้อยคนนักจะทราบว่ามาจากวัฒนธรรมมลายู อย่างเช่น ขนมชั้น และขนมสังขยา เป็นต้น และการเปิดโอกาสให้นักศึกษาในชั้นเรียนรู้จักกับอาหารไทยที่มีชื่อเรียกจากการสังเกตสิ่งรอบตัว อาทิ ขนมถั่วแปบ ที่มีชื่อเรียกจากการทำให้ขนมมีรูปร่างคล้ายฝักถั่วแปบ และขนมกลีบลำดวน ที่มีชื่อและลักษณะตามดอกลำดวน เป็นต้น

เสน่ห์ของรายวิชา “อาหารและวัฒนธรรม” ที่ทำให้ได้รับความสนใจจากผู้เรียนอยู่ที่ การเปิดกว้างทางความคิดโดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้กลับไปลองรวบรวมสำรับอาหารของที่บ้านมาแลกเปลี่ยน “เคล็ดลับความอร่อย” กันในชั้นเรียน รวมทั้งได้มีการเปิดมุมมองทางด้านอาหารที่เรียนรู้และเชื่อมโยงกับศาสตร์ด้านต่างๆ ตามความถนัดของนักศึกษาจากแต่ละคณะฯ

อาทิ นักศึกษาจากคณะแพทย์เชื่อมโยงกับเรื่องสุขภาวะ นักศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์เชื่อมโยงกับการสร้างนวัตกรรม และนักศึกษาศาสนศึกษา เชื่อมโยงกับมุมมองทางด้านศาสนาและความเชื่อที่แตกต่างกันไปตามหลักคำสอนของแต่ละศาสนา เป็นต้น รวมทั้งการได้เพลิดเพลินกับกิจกรรมนอกห้องเรียน จากการลงพื้นที่จริงสัมผัสกับครัวไทยโบราณ และทดลองทำอาหารไทยพื้นบ้านด้วยตัวเองกับปราชญ์ชุมชนโดยตรง

ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า “อาหาร” มีความเกี่ยวข้องกับ “วัฒนธรรม” หรือวิถีชีวิตของมนุษย์เพียงใด ซึ่งอาหารชนิดเดียวกัน อาจมีรสชาติที่ไม่เหมือนกัน แต่สามารถทำให้เกิด “ความแตกต่าง” ได้ โดยไม่จำเป็นต้องหาความเป็นมาตรฐานของรสชาติ อนึ่ง รายวิชา “อาหารและวัฒนธรรม” ในอนาคตพร้อมขยายผลสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) ให้ประชาชนทั่วไปได้ศึกษาด้วยตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ MUx ของมหาวิทยาลัยมหิดล

ด้วยเคล็ดลับในการทำอาหารที่เป็นมรดกตกทอดกันมาของแต่ละครอบครัว อาจ “สร้างมูลค่า” ได้จากความสามารถในการสร้างสรรค์ทำให้อาหารชนิดเดียวกันมีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันตามแบบฉบับของแต่ละครอบครัว ต่อยอดสร้างเป็นธุรกิจอาหาร ลดการนำเข้าและความนิยมอาหารจากต่างประเทศ ตลอดจนลดมลพิษซึ่งเป็นผลกระทบจากการใช้เทคโนโลยี โดยการหันมาทำอาหารแบบดั้งเดิมที่ไม่เบียดเบียนต่อสิ่งแวดล้อม!!!

H.E.A.T International Anti-Aging Congress 2023 ‘มธบ.’ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735614

H.E.A.T International Anti-Aging Congress 2023  ‘มธบ.’ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม

H.E.A.T International Anti-Aging Congress 2023 ‘มธบ.’ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.นพ.พัฒนา เต็งอำนวย คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ (CIM) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.-DPU) เปิดเผยว่า กระแสรักสุขภาพของคนไทยนับจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้อุตสาหกรรมความงามและสุขภาพขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งธุรกิจอาหารเสริม สถานบริการด้านความงาม และศูนย์ให้บริการด้านสุขภาพ โดยเฉพาะในเทรนด์สุขภาพที่ว่าด้วยการป้องกันโรคเชิงรุกด้วยศาสตร์ชะลอวัย (Proactive Anti-Aging)

การดูแลสุขภาพเชิงรุกด้วยศาสตร์ชะลอวัย (Proactive Anti-Aging) เป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมและเติบโต เพราะเราทุกคนไม่มีใครอยากเจ็บป่วย โดยเริ่มต้นได้จากการให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพอย่างละเอียดตามศาสตร์ชะลอวัย เพื่อเห็นแนวโน้มและสามารถพยากรณ์ถึงโรคที่มีโอกาสเกิดได้ในอนาคต ซึ่งการนำผลตรวจเชิงรุกเหล่านี้มาใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ ที่แตกต่างจากที่ผ่านมา ได้แก่ การรับประทานอาหารให้ได้สัดส่วนตามหลักโภชนาการ การออกกำลังกาย การพักผ่อนนอนหลับ รวมไปถึงการมีสุขภาพจิตที่ดี

จากแนวคิดดังกล่าวนำมาสู่การประชุมวิชาการระดับชาติ DPU Wellness Summit 2023 H.E.A.T International Anti-Aging Congress Proactive Anti-Aging : Anticipate Health Risks to Promote Healthspan ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 7 โดยมีเป้าหมายเพื่อจุดประกายแนวคิดคนในสังคมให้ลุกขึ้นมาดูแลสุขภาพเชิงรุกด้วยการรู้ทันโรคก่อนเจ็บป่วย รวมถึงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามให้ขยายตัว

ตลอด 3 วันของการจัดงาน ระหว่างวันที่ 17-19 ส.ค. 2566 อัดแน่นไปด้วยความรู้ และประสบการณ์ใหม่ๆ ด้านสุขภาพและความงามที่จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค รวมทั้งความรู้ความก้าวหน้าในศาสตร์ทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพแบบ Wellness โดยมีนักวิชาการจากต่างประเทศ จำนวน 15 ท่านเข้าร่วมงาน ซึ่งหัวข้อบรรยายมีความน่าสนใจ เช่น ฮอร์โมน ความสำคัญของแร่ธาตุ วิถีชีวิต การตรวจสุขภาพเชิงรุก และการใช้เปปไทด์ในการป้องกันโรค

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามจากต่างประเทศตอบรับเข้าร่วมงานแล้วประมาณ 100 คน ในขณะที่การตอบรับเข้างานมากถึง 400 คน มาจากในประเทศ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยวิทยากรในประเทศ เช่น ผศ.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ วิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นพ.อรรถสิทธิ์ ศักดิ์สุธาพร เจ้าของเพจ “อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอ” และ Medical Director of Health Focus Clinic

ร่วมด้วย ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผศ.ดร.จุฑารพ เพชระบูรณิน ประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ฟีโน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ นพ.กุลธนิต วนรัตน์ ผู้อำนวยการกองการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข และนางสาวชวนัสก์ สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคม สปาแอนด์เวลเนสไทย

ยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยต่างๆ ในหัวข้อ Anti-aging, Spa and Healthcare, Nutrition and Supplementation, Hospital and Medical Care, Complementary and Alternative Medicine, Thai Traditional and Herbal Medicine, Hotel and Tourism, Science and Technology, Community and Social Enterprise และ Fine Art and Culture เป็นต้น เพื่อสร้างโอกาสที่จะได้แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของคนในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม

ผู้นำเสนอผลงานสามารถเข้าประกวดเพื่อชิงเงินรางวัล รางวัลที่ 1 มูลค่า 8,000 บาท รางวัลที่ 2 มูลค่า 5,000 บาทและ รางวัลที่ 3 มูลค่า 3,000 บาท เปิดรับบทความฉบับสมบูรณ์ตั้งแต่วันนี้-15 มิ.ย. 2566 โดยแจ้งผลการพิจารณาบทความวิชาการ ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2566 อีกทั้งยังได้มีการออกร้านจำนวน 35 ร้านค้า อาทิ รองเท้าวิ่งและชุดออกกำลังกายจากแบรนด์ Craft Sportswear, ผลิตภัณฑ์น้ำดื่ม ไอซ์แลนด์ดิก (Icelandic Glacial Sparkling Water) ซึ่งเจ้าของแบรนด์บินตรงเพื่อเข้าร่วมงานในครั้งนี้ และการออกร้านของหลักสูตรแพทย์แผนไทย มธบ.

“H.E.A.T เป็นงานประชุมวิชาการเดียวที่แบ่งปันความรู้พร้อมช้อปปิ้งสินค้าเพื่อสุขภาพ และมินิคอนเสิร์ต รวมไว้ในงานเดียว ด้วยความตั้งใจ และเป้าหมายหลักของงานในปีนี้ก็คือ ต้องการผลักดันให้เกิดการดูแลสุขภาพเชิงรุก เพื่อการรู้ทันโรคก่อนป่วย ที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพดีและอายุยืนยาว โดยไม่ต้องพึ่งแพทย์ รวมทั้งมีความเชื่อว่าความรู้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า ขณะที่ความบันเทิงก็สำคัญทางด้านสุขภาพจิตใจและส่งผลต่อการชะลอวัยได้ด้วย ซึ่งปีนี้เป็นมินิคอนเสิร์ตจาก มารีน่า-ศดานันท์ บาเล็นซิเอก้า และโต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” ผศ.ดร.นพ.พัฒนา กล่าว

จากการขยายตัวอย่างมากของอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามในไทย นี่จะเป็นอีกโอกาสสำคัญของการอัปเดตความรู้และเทรนด์ใหม่ๆ รวมทั้งค้นหาโอกาสทางธุรกิจที่มากกว่าเดิมได้จากงานประชุมวิชาการระดับชาติ DPU Wellness Summit 2023 H.E.A.T International Anti-Aging Congress Proactive Anti-Aging: Anticipate Health Risks to Promote Healthspan จัดวันที่ 17-19 ส.ค. 2566 เวลา 07.30-17.30 น. ที่ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก,อะ ลักซ์ซูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล ติดตามรายละเอียดได้ที่ https://cim.dpu.ac.th/conference-heat-congress/