นายกฯสั่งคุมเข้ม รถรับ-ส่งนักเรียน ช่วงเปิดเทอมใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732243

นายกฯสั่งคุมเข้ม รถรับ-ส่งนักเรียน ช่วงเปิดเทอมใหม่

นายกฯสั่งคุมเข้ม รถรับ-ส่งนักเรียน ช่วงเปิดเทอมใหม่

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.15 น.

นายกฯสั่งคุมเข้ม รถรับ-ส่งนักเรียน ช่วงเปิดเทอมใหม่ ป้องกันอุบัติเหตุ

นายกรัฐมนตรีกำชับสถานศึกษา-ขนส่งฯ คุมเข้มความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียนให้ได้มาตรฐาน ป้องกันอุบัติเหตุ หลังสถิติชี้เกิดประจำช่วงเปิดเทอม

เมื่อวันที่ 21พ.ค. 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยความปลอดภัยของนักเรียนในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ภายหลังกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นกับรถรับ-ส่งนักเรียน ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ปี 2563-2565 เกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น 27 ครั้ง บาดเจ็บและต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 485 ราย เสียชีวิต 2 ราย

โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้สถานศึกษา กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กำกับดูแลรถที่ให้บริการรับ-ส่งนักเรียนต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุ ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก ได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียน โดยอนุญาตให้นำรถที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 12 คน ทั้งรถสองแถวและรถตู้ มาใช้เป็นรถรับ-ส่งนักเรียนได้ โดยต้องมีการรับรองการใช้รถดังกล่าวจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา ซึ่งต้องได้มาตรฐานตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด

อาทิ ห้ามติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกรอบคัน ที่นั่งผู้โดยสารต้องยึดแน่นอย่างมั่นคงแข็งแรง และต้องไม่มีพื้นที่สำหรับนักเรียนยืนในห้องโดยสารเด็ดขาด กรณีเป็นรถสองแถว ต้องมีประตูและที่กั้นป้องกันนักเรียนตก ส่วนรถตู้ต้องจัดวางที่นั่งเป็นแถวตอนตามความกว้างของตัวรถเท่านั้น โดยต้องนำรถเข้าตรวจสอบ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ ซึ่งจะได้รับอนุญาตเป็นครั้งคราว คือ ครั้งละ 1 ภาคการศึกษาเท่านั้น

นอกจากนี้ รถรับ-ส่งนักเรียนทุกคันที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก ต้องติดแผ่นป้ายพื้นสีส้ม มีข้อความตัวอักษรสีดำว่า “รถโรงเรียน” ติดอยู่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถให้เห็นชัดเจน มีไฟสัญญาณสีเหลืองอำพันหรือสีแดงเปิดปิดเป็นระยะติดไว้ที่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถ เพื่อให้รถคันอื่นมองเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน พร้อมมีอุปกรณ์ส่วนควบตามที่กำหนด ต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นกรณีฉุกเฉิน เช่น เครื่องดับเพลิง ค้อนทุบกระจก วัสดุภายในรถส่วนของผู้โดยสารต้องไม่มีส่วนแหลมคม

ทางประตูทางขึ้นลงหรือเป็นช่องเปิดต้องมีความปลอดภัย ห้ามมีที่ยืนบนรถ โครงสร้างหลังคามั่นคงแข็งแรง และที่สำคัญผู้ขับรถโรงเรียนต้องได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ หรือเป็นผู้ขับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ซึ่งต้องไม่เคยมีประวัติเสียหายอันเกิดจากการขับรถมาก่อน รวมถึงต้องมีผู้ควบคุมดูแลนักเรียน ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ประจำอยู่ในรถตลอดเวลาที่ใช้รับส่งนักเรียน เพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักเรียนตลอดการรับส่ง

โดยหากพบการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด สั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้ใช้รถทันที และไม่สามารถขออนุญาตได้อีก จนกว่าจะพ้น 1 ปีไปแล้ว ซึ่งนายกฯ เป็นห่วงความปลอดภัยของนักเรียนที่โดยสารรถรับ-ส่งนักเรียน กำชับให้กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ ประสานความร่วมมือกับสถานศึกษาในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลรถโรงเรียนและรถรับ-ส่งนักเรียนร่วมกันอย่างเข้มงวด คุมเข้มมาตรการควบคุมดูแลคนขับรถและสภาพรถ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุด

รวมทั้งขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่ให้บุตรหลานขึ้นรถรับ-ส่งนักเรียน ช่วยกันสังเกตตรวจดูรถทุกคันว่าได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากพบไม่ได้มาตรฐานให้แจ้งกับทางโรงเรียน หรือกรมการขนส่งทางบก เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น อนึ่ง นอกจากการตรวจสอบความปลอดภัยของตัวรถและพนักงานขับรถแล้ว ขอเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 สำหรับรถรับ-ส่งนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

“พนักงานขับรถ ผู้ควบคุมนักเรียน และนักเรียน ควรสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดการเดินทาง จัดให้มีแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือไว้ประจำรถ ทำความสะอาดรถรับ-ส่งนักเรียนก่อนและหลังการให้บริการ โดยเฉพาะจุดที่มีการสัมผัสบ่อยๆ เช่น ราวจับ ที่เปิดประตู เบาะนั่ง ที่วางแขน เป็นต้น เปิดหน้าต่างและประตูเพื่อถ่ายเทระบายอากาศภายในตัวรถ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจในการใช้บริการรถรับ-ส่งนักเรียนของนักเรียนและผู้ปกครอง” นายอนุชา กล่าว

‘มข.’จัดงานเปิดโลก‘AI for Autism’ สร้างนวัตกรรมเพื่อ‘ออทิสติก’ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732169

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายการศึกษาพิเศษ ร่วมกับภาคีเครือข่ายการดูแลบุคคลออทิสติกจังหวัดขอนแก่นได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ในการดำเนินการจัดการประชุมวิชาการ เปิดโลกออทิสติก ครั้งที่ 14 “AI for Autism : นวัตกรรม AI นำออทิสติกไทย ก้าวไกล สู่โลกดิจิทัล” โดยมี นายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิด ดร.สมพร หวานเสร็จ ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ ระดับ 9 อาจารย์ที่ปรึกษา ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ฝ่ายการศึกษาพิเศษ กล่าวต้อนรับ

อาจารย์ปริศนา อานจำปา รองผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตฯ ฝ่ายการศึกษาพิเศษ กล่าวรายงาน นายสุภวัฒน์ หนูพริก พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น กล่าววิสัยทัศน์การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จังหวัดขอนแก่น และมีพิธีมอบเกียรติบัตรประกาศเกียรติคุณ แก่หน่วยงานภาคีเครือข่ายผู้ดูแลบุคคลออทิสติก จังหวัดขอนแก่น และเยาวชนคนพิเศษตัวอย่าง โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ประมาณ 300 คน ณ ห้องแกรนด์พาวิลเลี่ยน ราชาวดี รีสอร์ท แอนด์ โฮเทล ขอนแก่น

ดร.สมพร หวานเสร็จ กล่าวว่า การจัดการประชุมวิชาการ เปิดโลกออทิสติก ครั้งที่ 14 “AI for Autism : นวัตกรรม AI นำออทิสติกไทย ก้าวไกล สู่โลกดิจิทัล” ในครั้งนี้ จัดขึ้นในธีมงาน “AI for Autism : นวัตกรรม AI นำออทิสติกไทยก้าวไกล สู่โลกดิจิทัล” ซึ่งนับว่าเป็นธีมงานที่มีความสำคัญและน่าสนใจมาก เพราะยุคปัจจุบัน AI นั้น มีความเกี่ยวข้อง ใกล้ชิดในชีวิตประจำวันของทุกคนมาก และในเกือบทุกวงการ ก็มีการนำ AI มาใช้งานมากขึ้น รวมไปถึงด้านออทิสติกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นการจัดการศึกษา หรือทางการแพทย์ ที่จะช่วยเหลือเด็กออทิสติกมากขึ้น เช่น มีการวิจัยโดยทีมผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีการนำ AI มาช่วยวินิจฉัยอาการออทิสติก ในเด็กตั้งแต่เนิ่นๆ ที่ช่วยวิเคราะห์อาการออทิสติกได้ทันท่วงที เทคโนโลยี AI นี้ก็ยังสามารถใช้กับการรักษาทางไกล หรือการเช็คอาการย้อนหลังได้ หรือการสร้างนวัตกรรมสุดอัจฉริยะ “เก้าอี้กอด OTO” ช่วยผู้ที่อยู่ในกลุ่มอาการออทิสติก สเปกตรัม ให้รู้สึกปลอดภัยจากการสัมผัสที่เหมาะสม

ซึ่งสิ่งประดิษฐ์นี้ ถูกออกแบบและพัฒนาโดย Alexia Audrain ช่างไม้ครุภัณฑ์ชาวฝรั่งเศส และมีการพัฒนางานด้าน AI อีกมากมาย และหวังว่า จะเป็นการเปิดโลกทัศน์อีกมุมมองหนึ่ง และได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการให้ความช่วยเหลือบุคคลที่มีภาวะออทิซึมที่เหมาะสม ตลอดจนเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ อันจะนำไปสู่การพัฒนาและขยายผล ทั้งด้านงานวิจัย บทความ สื่อ นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาบุคคลที่มีภาวะออทิซึม และบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษต่อไป”

อาจารย์ปริศนา อานจำปา กล่าวว่า การประชุมวิชาการ เปิดโลกออทิสติก ครั้งที่ 14 ขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้ เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ปกครอง ครู ผู้บริหารสหวิชาชีพ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในการให้ความช่วยเหลือและพัฒนาบุคคลที่มีภาวะออทิซึม และบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ แบบองค์รวมในทุกมิติ เป็นเวทีในการนำเสนอนวัตกรรม ผลการวิจัย

แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความคิดเห็น และแสดงความก้าวหน้าของงานวิจัย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในการพัฒนานวัตกรรม ผลงานวิจัย และการนำไปใช้ประโยชน์ ต่อการพัฒนาประเทศ และเป็นการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ผลงานกิจกรรม ของภาคีเครือข่ายการดูแลบุคคลออทิสติก และยกย่องเชิดชูเกียรติ แก่บุคคล หน่วยงานที่มีผลงานดีเด่น และทำคุณประโยชน์ด้านการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนา และช่วยเหลือบุคคลที่มีภาวะออทิซึม

การประชุม “AI for Autism : นวัตกรรม AI นำออทิสติกไทย ก้าวไกล สู่โลกดิจิทัล”ในครั้งนี้ได้เชิญผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมอภิปราย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และให้ความรู้ แก่ครู บุคลากรทางการศึกษา บุคลากรทางการแพทย์นักวิจัย ผู้ปกครอง และผู้ที่สนใจ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์ความรู้ และเป็นแนวทาง ในการให้ความช่วยเหลือบุคคลที่มีภาวะออทิซึม และบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ในจังหวัดขอนแก่น

‘สศร.’ส่งดีไซเนอร์‘เอก ทองประเสริฐ’ แนะเทคนิคต่อยอดอัตลักษณ์ผ้าไทย‘เชียงใหม่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732172

‘สศร.’ส่งดีไซเนอร์‘เอก ทองประเสริฐ’ แนะเทคนิคต่อยอดอัตลักษณ์ผ้าไทย‘เชียงใหม่’

‘สศร.’ส่งดีไซเนอร์‘เอก ทองประเสริฐ’ แนะเทคนิคต่อยอดอัตลักษณ์ผ้าไทย‘เชียงใหม่’

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กล่าวเปิดเผยว่า จากการที่ สศร.ดำเนินโครงการพัฒนาการออกแบบเครื่องแต่งกายผ้าไทยร่วมสมัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ล่าสุดได้ส่ง นายเอก ทองประเสริฐ ดีไซเนอร์ นักออกแบบแฟชั่นเครื่องแต่งกายผ้าไทย ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ให้ความรู้กลุ่มผ้าทอ นายใจดี หรือแบรนด์ Ninechaidee ยาจกไฮโซ และโครเชต์ใยกัญชง

ซึ่งตนได้เน้นย้ำให้นักออกแบบและผู้ประกอบการร่วมกันพัฒนาเครื่องแต่งกาย รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดการพัฒนาลวดลายใหม่และให้แปรรูปชุดเครื่องแต่งกายให้มีความร่วมสมัย โดดเด่น และสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน โดยให้ค้นหาหรือคิดค้นเรื่องราวที่เป็นทุนดั้งเดิมของแต่ละพื้นที่ และมีอัตลักษณ์มาปรับใช้ในการออกแบบเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ยังคงตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

และพยายามสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ ในชุมชน ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการรายย่อยๆ ให้เกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเครือข่ายที่เข้มแข็งมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังเน้นให้มีการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายภายใต้แนวคิด BCG and Sustainability การนำวัสดุสิ่งที่เหลือใช้ ในพื้นที่มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน รวมถึงใช้วัสดุที่ก่อให้เกิด Carbon Footprint น้อยที่สุด

ด้าน นายเอก ทองประเสริฐ ดีไซเนอร์ นักออกแบบแฟชั่นเครื่องแต่งกายผ้าไทย กล่าวว่า ตนได้ออกแบบชุดเครื่องแต่งกายร่วมสมัย สำหรับผู้ชาย ไว้ 8 ชุด โดยจะต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะของผู้ประกอบการ มีทั้งงานปัก งานตัดต่อ โครเชต์ โดยผสมผสานให้มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และต่อยอดให้ผลงานพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้ ซึ่งการดำเนินโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยตนและดีไซเนอร์ทุกคน พยายามพัฒนาทุนวัฒนธรรมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด รวมถึงสร้างมุมมองใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการในการออกแบบเครื่องแต่งกายทางวัฒนธรรม

ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ให้สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ กับเสื้อผ้าในปัจจุบันให้ได้ และยังจะต้องสร้างรายได้คืนสู่ชุมชนด้วย ซึ่งการผลักดันผ้าไทยให้คนไทยนิยมมากขึ้น จำเป็นต้องเข้าใจมุมมองของผู้บริโภคที่หลากหลายในปัจจุบัน ส่วนตัวยังเห็นว่าการรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของผ้าไทยยังยึดโยงกับกลุ่มประชากรในบางเจเนอเรชั่น ไม่กระจายไปถึงกลุ่มคนใหม่ๆ ทำให้ลูกค้ากระจุกตัวอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือสร้างความหลากหลาย เพื่อตอบสนองผู้บริโภคทุกกลุ่ม

ส่วนการก้าวสู่ตลาดโลกสามารถทำได้ 2 แบบ คือ การทำการตลาดในกลุ่มประเทศที่มีวัฒนธรรมร่วม อย่างกลุ่มประเทศในเอเชียหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกัน เนื่องจากเรามี Preperception ร่วมกัน แต่หากต้องการทำตลาดกับกลุ่มประเทศอื่น เราอาจต้องทำความเข้าใจวัฒนธรรม หัตถกรรมพื้นถิ่น แล้วทำการปรับงานออกแบบผ้าไทยให้สอดคล้องกับประเทศนั้นๆ

“ยกตัวอย่างที่เห็นในปัจจุบันคืองานเขียนผ้าบาติกเพื่อนำไปทำชุดกิโมโน โดยลายผ้าจะออกแบบจากญี่ปุ่น หรือเราขายผ้าคอตตอนออร์แกนิก ให้เขาไปทำต่อเองหรือทางตลาดยุโรปที่กำลังตระหนักถึง Sustainable Movement เราก็สามารถทำให้สอดคล้องได้ไม่ยาก เพราะเรามีความโดดเด่นเรื่องความละเอียดอ่อนในการผลิตผ้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว” นายเอก กล่าว

‘A day with Chef Kapom @DPU’ ปั้น‘เชฟทำอาหาร’สู่‘ซอฟต์ พาวเวอร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732171

‘A day with Chef Kapom @DPU’ ปั้น‘เชฟทำอาหาร’สู่‘ซอฟต์ พาวเวอร์’

‘A day with Chef Kapom @DPU’ ปั้น‘เชฟทำอาหาร’สู่‘ซอฟต์ พาวเวอร์’

วันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรม “A day with Chef Kapom @DPU” เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2566 ที่ผ่านมา โดยคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ได้เชิญ “เชฟกะปอม” แชมป์จากรายการ Master Chef Thailand Season 2 และ YouTuber ชื่อดังที่มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคนในเวลาเพียง 11 เดือน สาธิตการทำอาหารจากพืชผักสวนครัวที่นักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ มธบ.ได้ปลูกไว้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ต่อยอดจากความรู้วิชาการด้านการประกอบอาหารที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้ขั้นตอนและเทคนิคการทำอาหารจากผู้มีประสบการณ์จริง

นางวสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยและคณะให้ความสำคัญในการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง สถานที่จริง และผู้ประกอบการจริง ซึ่งการจัดกิจกรรม A day with Chef Kapom @DPU เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จะทำให้นักศึกษาหลักสูตร สาขาวิชาการโรงแรมและธุรกิจอาหาร ได้ลงมือปฏิบัติจริงกับเชฟผู้เชี่ยวชาญ

เพราะการได้ลงมือปฏิบัติพร้อมกัน ได้เห็นและได้รู้มากขึ้น ที่สำคัญการได้ชิมอาหาร ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากการทำอาหาร นอกจากการรู้สูตรทำอาหาร วิธีทำอาหารที่ถูกต้องแล้ว ต้องเข้าใจและรู้ถึงรสชาติ “อร่อย” ถูกปากผู้บริโภคด้วย โดยเชฟกะปอม ถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และมีการทำสื่อออนไลน์ เป็นที่รู้จักของคนจำนวนกว่าล้านคน รวมถึงมีการทำอาหารจากการใช้เครื่องปรุง วัตถุดิบในท้องถิ่นของไทย ซึ่งจะแสดงให้นักศึกษาได้เห็นอย่างชัดเจนว่า วัตถุดิบในชุมชนท้องถิ่น สามารถนำมาประกอบอาหารให้มีรสชาติที่หลากหลายและอร่อยถูกใจผู้บริโภค

“ขณะเดียวกันทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงจากผู้เชี่ยวชาญในสายอาชีพนี้ เป็นการจุดประกายความฝัน และความหวังของนักศึกษาในการเป็นเชฟที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพได้ เพราะอย่างเชฟกะปอมก็เริ่มต้นจากงานด้านอื่น แต่ด้วยความรัก ความพยายาม ใฝ่รู้ ตั้งใจ ทำให้เขาประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง ซึ่งนักศึกษาทุกคนมีโอกาสเป็นได้เหมือนกับเชฟกะปอม” คณบดีคณะการท่องเที่ยวฯ มธบ. กล่าว

ทั้งนี้ หลังจากเกิดสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เรื่องของอาหารการกิน และการบริการด้านอาหาร แตกต่างไปจากเดิม มี platform ให้สั่งซื้ออาหารออนไลน์มากขึ้น ผู้คนคุ้นเคยกับการสั่งอาหารกล่องมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน สามารถขายออนไลน์ได้ นอกจากนี้ยังมีอาชีพ YouTuber เกี่ยวกับอาหาร Food Design ฉะนั้น ธุรกิจอาหาร และเชฟ จึงเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่มีการปรับตัวและอยู่รอด

นางวสุกานต์ กล่าวต่อว่า อาหาร เป็นซอฟต์ พาวเวอร์ (Soft Power) ของประเทศ ที่จะนำความเป็นไทยไปสู่การเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ การพัฒนาอาหารให้มีเสน่ห์ น่าทาน ถูกปากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เป็นเรื่องที่นักศึกษาต้องรู้ ต้องเข้าใจ อย่างอาหารอร่อย ซึ่งต้องเข้าใจว่าลูกค้าอร่อยนั้นเป็นอย่างไร และทำอย่างไรให้อาหารอร่อย ต้องสนใจความต้องการของลูกค้า รวมถึงต้องสามารถสร้างจุดขาย การตลาด สร้างคอนเทนต์เพื่อนำเสนออาหารร่วมด้วย

ซึ่งการที่นักศึกษาได้สัมผัสกับเชฟเก่งผู้เชี่ยวชาญ ได้เห็นของจริง เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและได้เรียนรู้ วิธีการทำอาหารที่ถูกต้อง อร่อย สะอาด รวดเร็วนั้นต้องทำอย่างไร ซึ่งเชฟกะปอมมีจุดแข็งในการทำอาหารได้เร็วมาก นักศึกษาได้สัมผัสกับผู้ที่ประสบความสำเร็จก็จะเกิดแรงบันดาลใจกระตุ้นให้เกิดการฝึกฝนพัฒนาตนเอง เมื่อทำซ้ำๆ ด้วยใจรักก็จะเกิดความชำนาญ และทำอาหารได้ดี

อีกทั้งการร่วมทำ Work shop จะทำให้นักศึกษาเกิดความสนุก มีความสุขในการเรียน และการเกิดความกระตือรือร้นสนใจการเรียนมากขึ้น โดยเฉพาะคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม เป็นคณะที่ต้องเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติให้นักศึกษามีความสุข อยากเรียน อยากรู้และมีจิตใจบริการ Service mind ที่ดี อยากบริการอยากทำอาหาร ทำอาหารให้มีความอร่อยๆ และรวดเร็วให้แก่ลูกค้าได้ทาน

“หลังจากนี้ ทางคณะจะมีการจัดกิจกรรมอีก ให้ทั้งนักศึกษาหลักสูตรการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเวนต์ และสาขาวิชาการโรงแรมและธุรกิจอาหารได้เข้าร่วม เพื่อให้นักศึกษาได้ปฏิบัติจริง เช่น ทดลองเป็นไกด์ ต้องดูแลลูกทัวร์จริงๆ เพื่อให้ได้รู้จักการบริการ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เข้าสู่โลกของการทำงานจริงๆ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้ Service mind” นางวสุกานต์ กล่าว

ด้าน นายอิศรา ดรลีเคน หรือ เชฟกะปอมแชมป์จากรายการ Master Chef Thailand Season 2 กล่าวว่า ปกติแล้วไม่ค่อยได้รับงานสาธิตในการทำอาหารให้แก่มหาวิทยาลัยต่างๆ เนื่องจากงานประจำของตนเองก็มีจำนวนมาก ซึ่งผู้จัดการได้แนะนำให้นำความรู้ที่มีมาแบ่งปันให้แก่ผู้อื่น และการพบเจอผู้อื่น คนหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่จะทำให้ได้เห็นมุมมองความคิดและเปิดโลกของตนเองมากขึ้น เมื่อทางคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ.ติดต่อมา จึงตัดสินใจมาทำการสาธิตการทำอาหารให้แก่น้องๆ นักศึกษา

“การได้มาลงพื้นที่ปฏิบัติจริง สาธิตการทำอาหารให้แก่น้องๆ ทำให้ได้เห็นมุมมองความคิด วิธีทำอาหาร ความพยายามและวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ น้องๆ เป็นเชฟที่มีความคิดกล้าสอบถาม ยอมรับความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่างๆ และกล้าที่จะพูด ทำให้มุมมองของพวกเขาและผมเปลี่ยนแปลงไป น้องๆ ขยัน อดทน และพร้อมเรียนรู้ พยายามค้นหาวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งเหมาะกับอาชีพเชฟ ที่ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงทำอาหาร แต่ต้องนำวัตถุดิบที่มีมาใช้ให้มีคุณค่า และปรุงอาหารที่ถูกใจถูกปากผู้บริโภค” เชฟกะปอม กล่าว

เรื่องของอาหาร ใครๆ ก็สามารถทำได้เพียงแต่การทำอย่างถูกวิธี รู้จักเลือก ใช้วัตถุดิบที่เหมาะสม และทำอาหารให้อร่อย รวดเร็ว สะอาด ถูกปากผู้บริโภค การฝึกฝน ทำบ่อยๆ ซ้ำๆมีความจำเป็นอย่างมาก ยิ่งเมื่อได้มาเรียนรู้หลักการ ได้มาลองปฏิบัติจริงโดยมีประสบการณ์จากเชฟตัวจริง เชฟที่ประสบความสำเร็จ เสมือนเป็นช่องทางลัดที่ทำให้ทุกคนเป็นเชฟคุณภาพ เชฟที่ใครๆ ก็ต้องการได้มากกว่าการไปลองผิดลองถูกด้วยตนเอง

คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

คนไทยทั่วประเทศเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732246

คนไทยทั่วประเทศเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

คนไทยทั่วประเทศเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.43 น.

ประชาชนไทยทั่วประเทศร่วมประกอบพิธีทางศาสนา เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงในเร็ววัน

21 พฤษภาคม 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในห้วงวันที่ 19 – 21 พฤษภาคม 2566 ประชาชนไทยทั่วประเทศร่วมประกอบพิธีทางศาสนา เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ อาทิ

1. กรุงเทพมหานคร ที่วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร พระพรหมวัชรเมธี เจ้าคณะภาค 9 เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม เป็นประธานสงฆ์นำคณะสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา พุทธศาสนิกชน ร่วมกันสวดมนต์ทำวัตรเย็น เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน

2. จังหวัดร้อยเอ็ด ที่ลานสาเกตนคร สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ร้อยเอ็ด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด พระครูสุตธรรมวงศ์ เจ้าคณะตำบลขอนแก่น เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นางปราณี ประทุมมา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย นายประยูร จรเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการ และพุทธศาสนิกชนชาวร้อยเอ็ด ร่วมทำบุญตักบาตรวันอาทิตย์นอกเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน

3. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน นายวิจารณ์ จุนทวิจิตร นายอำเภอเกาะพะงัน พร้อมด้วยกรรมการและสมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอเกาะพะงัน ธนาคารเลือดโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 180 ราย มีผู้แสดงความจำนงบริจาคดวงตา 5 ราย และผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ 4 ราย

4. จังหวัดสระบุรี ที่หอประชุมอำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ นางณัฏฐนันท์ โล่ห์เงิน กรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี นำสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 49 ราย และมีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ 1 ราย

5. จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ห้างสรรพสินค้าโรบินสันฉะเชิงเทรา อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา เหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 64 ราย

6. จังหวัดแพร่ ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาแพร่ อำเภอเมืองแพร่ เหล่ากาชาดจังหวัดแพร่ ร่วมกับโรงพยาบาลแพร่ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาแพร่ ออกรับบริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 42 ราย

7. จังหวัดพิษณุโลก ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม อำเภอเมืองพิษณุโลก เหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก ร่วมกับโรงพยาบาลพุทธชินราชพิษณุโลก ออกหน่วยรับบริจาคโลหิต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 78 ราย

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันประกอบกิจกรรมทางศาสนาและทำกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ณ ศาสนสถานและสถานที่ต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัด เพื่อร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมถวายเป็นพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร และทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน

– 006

‘ยูเนสโก’รับรอง’คัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ’ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732189

'ยูเนสโก'รับรอง'คัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ' เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

‘ยูเนสโก’รับรอง’คัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ’ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 17.28 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2566 นายอรรพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการในฐานะรองประธานกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้การเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยโครงการและความร่วมมือกับองค์การอื่นๆ (Programme and External Relations Commission – PX) ในการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก ครั้งที่ 216 เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2566 ณ องค์การยูเนสโก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาวาระการขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลก (Nominations of new items of documentary heritage to be inscribed on the Memory of the World International Register) ซึ่งรวมถึงคัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ (National Collection of Palm-Leaf Manuscripts of Phra That Phanom Chronicle)

ทั้งนี้ คัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ จัดเป็นเอกสารโบราณสำคัญ เป็นของแท้ดั้งเดิมที่มีเพียงคัมภีร์เดียว เนื้อหาจัดเป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาฉบับพื้นถิ่นภาคอีสานที่ใช้สำนวนภาษาเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาค เป็นหนังสือใบลานจารด้วยอักษรธรรมอีสาน ภาษาไทย และภาษาบาลี ที่มีทำนองการแต่งเป็นภาษาโบราณแบบเฉพาะของท้องถิ่น มีความไพเราะ แทรกคติธรรม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี มีการใช้คำเป็นสำนวนภาษาให้เห็นภาพพจน์ ทำนองเปรียบเทียบ มีจำนวน 7 ผูก มีหลักฐานปรากฏอยู่ในลานหน้าสุดท้ายกล่าวไว้ชัดเจนว่าหนังสือฉบับนี้อาชญาเจ้าพระอุปราช พร้อมด้วยบุตร ภรรยา ให้สร้างขึ้นไว้เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2405 อีกทั้งรูปอักษรธรรมอีสานนี้ใช้จารเรื่องในคัมภีร์ก็เป็นอักษรโบราณที่ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว สภาพทั่วไปแข็งแรง เส้นอักษรยังเห็นได้ชัดเจน เนื้อเรื่อง เบื้องต้นเกริ่นนำด้วยนิทานตำนานเมืองต่างๆ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณริมฝั่งน้ำโขง สาระสำคัญของเรื่องอยู่ที่อุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) ได้มาประดิษฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ด้วยอำนาจบารมีขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้ ส่วนความสำคัญของเนื้อหา นอกจากจะสะท้อนให้เห็นสภาพสังคมของชุมชนในท้องถิ่นที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่งแล้ว ยังแสดงถึงความเป็นบทประพันธ์ประเภทวรรณกรรมพื้นบ้านที่แฝงไว้ด้วยคติธรรม ความเชื่อของชุมชนในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ธรรมชาติ ความเอื้ออาทรต่อกันของคนในหมู่ชนที่ร่วมสังคมเดียวกันประดุจคนในครอบครัว ซึ่งเป็นพื้นฐานอันสอดคล้องกับวัฒนธรรม อารยธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี นำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ที่แพร่กระจายอยู่โดยรอบภูมิภาคของพื้นถิ่น ซึ่งมีการอยู่อาศัยของผู้คนตลอดบริเวณพื้นที่แถบลุ่มน้ำโขงและใกล้เคียงอย่างยั่งยืน ยาวนานไม่ขาดช่วงจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าในทางการเมืองจะมีการแบ่งเขตบ้านแดนเมืองเป็นประเทศต่างๆ กันแล้วก็ตาม แต่ความเคารพนับถือศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา อันมีพระธาตุพนมเป็นหลักชัย ยังยืนหยัดอย่างมั่นคง หลอมรวมจิตใจชาวพุทธ สืบสานกันมาตลอดสองฝั่งแม่น้ำโขง เป็นความเชื่อมโยงที่เหนียวแน่นชัดเจนตราบถึงทุกวันนี้

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า การขึ้นทะเบียนเอกสารหรือเหตุการณ์สำคัญเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก มีกระบวนการการพิจารณาโดย International Advisory Committee (IAC) และรับรองโดยที่ประชุมคณะกรรมการบริหารฯ ในครั้งนี้ ซึ่งมีรายชื่อขึ้นทะเบียนทั้งหมด 64 รายการ ประเทศไทยเสนอขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก รอบปี ค.ศ.2022 – 2023 จำนวน 2 รายการ ได้แก่ หนังสือสมุดไทย เรื่อง นันโทปนันทสูตรคำหลวง และคัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการ (IAC) และที่ประชุมคณะกรรมการบริหารฯ ที่ได้พิจารณารับรองคัมภีร์ใบลานเรื่องอุรังคธาตุ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก อย่างไรก็ตาม หนังสือสมุดไทย เรื่อง นันโทปนันทสูตรคำหลวง ยังไม่ผ่านการพิจารณาโดยได้รับการแก้ไข 3 ครั้ง จึงขอให้ยูเนสโกมีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ เพื่อนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแก้ไขเอกสารให้ถูกต้องต่อไป

ตั้งแต่ปี’65 ‘ตรีนุช’ย้ำศธ.ไม่บังคับแต่งลูกเสือ-เนตรนารี-ยุวกาชาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732182

ตั้งแต่ปี'65 'ตรีนุช'ย้ำศธ.ไม่บังคับแต่งลูกเสือ-เนตรนารี-ยุวกาชาด

ตั้งแต่ปี’65 ‘ตรีนุช’ย้ำศธ.ไม่บังคับแต่งลูกเสือ-เนตรนารี-ยุวกาชาด

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 17.00 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ว่า ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2565 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีหนังสือสั่งการไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ให้สื่อสารซักซ้อมความเข้าใจการแต่งเครื่องแบบลูกเสือ ยุวกาชาด โดยให้โรงเรียนดำเนินการอย่างยืดหยุ่น ไม่เป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ปกครอง การเรียนวิชาวิชาลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ที่มีเครื่องแบบ ไม่จำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบครบชุด แต่ขอให้มีสัญลักษณ์เฉพาะบ่งบอกให้รู้ว่าเด็กได้เรียนวิชาลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด เช่น มีผ้าผูกคอผืนเดียวได้ เพราะเป้าหมายสำคัญของการเรียนวิชานี้อยู่ที่กิจกรรม จิตอาสา การบำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคม การเสียสละ มากกว่าการให้ความสำคัญกับชุดยูนิฟอร์ม และขณะนี้สถานศึกษาหลายแห่งก็ได้ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวอยู่แล้ว

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ได้เปิดภาคเรียนใหม่ ในปีการศึกษา 2566 แล้ว ซึ่งสถานศึกษาทุกแห่งได้รับเงินอุดหนุนรายหัวการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเงินอุดหนุนโครงการอาหารกลางวันในอัตราใหม่ที่รัฐบาลได้ปรับเพิ่มขึ้นให้ ดังนั้น ขอให้สถานศึกษาทุกแห่งใช้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมาอย่างคุ้มค่า โปร่งใส่ ตรวจสอบได้ ทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการศึกษา การจัดการเรียนการสอน การจัดเมนูอาหารกลางวันให้เด็กได้รับอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ตามช่วงวัย ความปลอดภัยในสถานศึกษา การเฝ่าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และที่สำคัญสิ่งใดที่ไม่จำเป็น และจะเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ปกครองขอให้สถานศึกษางด ยกเว้น และยืดหยุ่นให้มากที่สุด

น.ส.ตรีนุช กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการผ่อนคลายกฎ ระเบียบต่างๆ ให้สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการศึกษาได้อย่างคล่องตัว สอดรับกับบริบทของพื้นที่ที่มีความหลากหลายแตกต่างกัน รวมถึงมีการปรับปรุงกฎ ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับนักเรียน ให้มีความยืดหยุ่นขึ้น ไม่บังคับ เช่น เรื่องทรงผมของนักเรียน ก็ได้มีการยกเลิกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 แล้วให้สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดเป็นระเบียบ หรือข้อบังคับของสถานศึกษาแต่ละแห่งเอง โดยการออกระเบียบ หรือข้อบังคับต่างๆ ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามหลักการมีส่วนร่วม เช่น นักเรียน คณะกรรมการสภานักเรียน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครอง หรือ ผู้แทนผู้ปกครอง ชุมชน ท้องถิ่น บุคคล หรือกลุ่มบุคคลอื่นใดที่หัวหน้าสถานศึกษาเห็นสมควร เป็นต้น และเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา หรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนก่อนการประกาศใช้

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732150

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.50 น.

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

21 พฤษภาคม 2566 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศวันรับสมัครสอบครูผู้ช่วย ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 6 มิถุนายน 2566 เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด จึงได้กำหนดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2566 ดังนี้

1. ประกาศรับสมัคร / ภายในวันพุธที่ 24 พฤษภาคม 2566

2. รับสมัคร / วันพุธที่ 31 พฤษภาคม – วันอังคารที่ 6 มิถุนายน 2566 (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

3. ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ ภาค ก และ ภาค ข / ภายในวันอังคารที่ 13 มิถุนายน 2566

4. ประเมินจากการสอบข้อเขียน

ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป / วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน 2566

ภาค ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ / วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2566

5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่าน ภาค ก และ ภาค ข เพื่อมีสิทธิเข้ารับการประเมิน ภาค ค / ภายในวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2566

6. ประเมินจากการสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการนำเสนอที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอน ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง วิชาชีพและการปฏิบัติงานในสถานศึกษา / ตามวันและเวลาที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาหรือ อ.ก.ค.ศ. สศศ. กำหนด (ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2566)

7. ประกาศผลการสอบแข่งขัน / ตามวันและเวลาที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาหรือ อ.ก.ค.ศ. สศศ. กำหนด (ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2566)

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://www.obec.go.th หรือโทร. 02 2885511 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลห่วงใยผู้สมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตําแหน่งครูผู้ช่วย ให้ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่จะฉวยโอกาสหลอกลวงเรียกรับเงิน หรือผลประโยชน์โดยแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้สอบผ่าน หรือเข้ารับการบรรจุในตำแหน่งครูผู้ช่วยได้  หากพบเห็นผู้ที่มีพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบทันที หากพบมีการหลอกลวงจริงจะดำเนินคดีตามกฎหมายในทันที

“ที่สำคัญกระบวนการรับสมัครและจัดสอบครูผู้ช่วยต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม เพราะหากผู้สมัครเข้ามาสอบรับราชการด้วยวิธีการทุจริต ย่อมกระทบจรรยาบรรณวิชาชีพ อาจถูกตัดสิทธิสอบครูผู้ช่วยตลอดชีวิตและไม่มีสิทธิสอบเป็นข้าราชการได้อีก” น.ส.ทิพานัน กล่าว

‘เปิดเทอม’แล้ว!กางกฎเหล็ก‘รถรับส่งนักเรียน’ สิ่งที่ต้องมี-ข้อห้าม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732122

‘เปิดเทอม’แล้ว!กางกฎเหล็ก‘รถรับส่งนักเรียน’ สิ่งที่ต้องมี-ข้อห้าม

‘เปิดเทอม’แล้ว!กางกฎเหล็ก‘รถรับส่งนักเรียน’ สิ่งที่ต้องมี-ข้อห้าม

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 09.05 น.

‘เปิดเทอม’แล้ว!กางกฎเหล็ก‘รถรับส่งนักเรียน’ สิ่งที่ต้องมี-ข้อห้าม

21 พฤษภาคม 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยความปลอดภัยของนักเรียนในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ภายหลังกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นกับรถรับส่งนักเรียน ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ปี 2563-2565 เกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น 27 ครั้ง บาดเจ็บและต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 485 ราย เสียชีวิต 2 ราย โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้โรงเรียน สถานศึกษา กรมการขนส่งทางบก กำกับดูแลรถที่ให้บริการรับส่งนักเรียน ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถรับส่งนักเรียน

นายอนุชา กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน โดยอนุญาตให้นำรถที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 12 คน ทั้งรถสองแถวและรถตู้มาใช้เป็นรถรับส่งนักเรียนได้ โดยต้องมีการรับรองการใช้รถดังกล่าวจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา ซึ่งต้องได้มาตรฐานตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด อาทิ ห้ามติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกรอบคัน ที่นั่งผู้โดยสารต้องยึดแน่นอย่างมั่นคงแข็งแรง และต้องไม่มีพื้นที่สำหรับนักเรียนยืนในห้องโดยสารเด็ดขาด

กรณีเป็นรถสองแถว ต้องมีประตูและที่กั้นป้องกันนักเรียนตก

ส่วนรถตู้ต้องจัดวางที่นั่งเป็นแถวตอนตามความกว้างของตัวรถเท่านั้นโดยต้องนำรถเข้าตรวจสอบ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ซึ่งจะได้รับอนุญาตเป็นครั้งคราว คือครั้งละ 1 ภาคการศึกษาเท่านั้น 

นอกจากนี้ รถรับส่งนักเรียนทุกคันที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกต้องติดแผ่นป้ายพื้นสีส้ม มีข้อความตัวอักษรสีดำว่า “รถโรงเรียน” ติดอยู่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถให้เห็นชัดเจน มีไฟสัญญาณสีเหลืองอำพันหรือสีแดงเปิดปิดเป็นระยะติดไว้ที่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถ เพื่อให้รถคันอื่นมองเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน พร้อมมีอุปกรณ์ส่วนควบตามที่กำหนด ต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นกรณีฉุกเฉิน เช่น เครื่องดับเพลิง ค้อนทุบกระจก วัสดุภายในรถส่วนของผู้โดยสารต้องไม่มีส่วนแหลมคม

ทางประตูทางขึ้นลงหรือเป็นช่องเปิดต้องมีความปลอดภัย ห้ามมีที่ยืนบนรถ โครงสร้างหลังคามั่นคงแข็งแรง และที่สำคัญผู้ขับรถโรงเรียนต้องได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ หรือเป็นผู้ขับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ซึ่งต้องไม่เคยมีประวัติเสียหายอันเกิดจากการขับรถมาก่อน รวมถึงต้องมีผู้ควบคุมดูแลนักเรียน ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า18 ปี ประจำอยู่ในรถตลอดเวลาที่ใช้รับส่งนักเรียน เพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักเรียนตลอดการรับส่ง หากพบการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้ใช้รถทันที และไม่สามารถขออนุญาตได้อีกจนกว่าจะพ้น1 ปีไปแล้ว

นายอนุชา ระบุว่า นายกฯ เป็นห่วงความปลอดภัยของนักเรียนที่โดยสารรถรับส่งนักเรียน กำชับให้กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศประสานความร่วมมือกับสถานศึกษาในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลรถโรงเรียนและรถรับส่งนักเรียนร่วมกันอย่างเข้มงวด คุมเข้มมาตรการควบคุมดูแลคนขับรถและสภาพรถ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุด รวมทั้งขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่ให้บุตรหลานขึ้นรถรับส่งนักเรียน ได้ช่วยกันสังเกตตรวจดูรถทุกคันว่าได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากพบไม่ได้มาตรฐานให้แจ้งกับทางโรงเรียน หรือกรมการขนส่งทางบกเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

“นอกจากการตรวจสอบความปลอดภัยของตัวรถและพนักงานขับรถแล้ว ขอเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 สำหรับรถรับส่งนักเรียนอย่างต่อเนื่อง พนักงานขับรถ ผู้ควบคุมนักเรียน และนักเรียน ควรสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดการเดินทาง จัดให้มีแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือไว้ประจำรถทำความสะอาดรถรับส่งนักเรียนก่อนและหลังการให้บริการ โดยเฉพาะจุดที่มีการสัมผัสบ่อย ๆ เช่น ราวจับ ที่เปิดประตู เบาะนั่ง ที่วางแขน เป็นต้น เปิดหน้าต่างและประตูเพื่อถ่ายเทระบายอากาศภายในตัวรถ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจในการใช้บริการรถรับส่งนักเรียนของนักเรียนและผู้ปกครอง” นายอนุชา กล่าว

ชาวเน็ตแห่ชื่นชม’ผอ.รร.’ให้งดแต่งชุดลูกเสือ-เนตรนารี หลังได้ยิน นร.ถามแบบนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732086

ชาวเน็ตแห่ชื่นชม'ผอ.รร.'ให้งดแต่งชุดลูกเสือ-เนตรนารี หลังได้ยิน นร.ถามแบบนี้

ชาวเน็ตแห่ชื่นชม’ผอ.รร.’ให้งดแต่งชุดลูกเสือ-เนตรนารี หลังได้ยิน นร.ถามแบบนี้

วันเสาร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.49 น.

20 พ.ค.66 หลังเกิดกระแสในประเด็นยกเลิกการแต่งชุดลูกเสือ-เนตรนารีเพื่อช่วยลดภาระผู้ปกครอง จนกระทั่งล่าสุด น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ ว่าที่ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล ทำหนังสือเปิดผนึกถึงผู้อำนวยการโรงเรียนใน กทม. เขต 28 ขอยกเว้นแต่งชุดลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด โดยแนะให้สวมใส่เพียงผ้าผูกคอ และวอกเกิ้ลนั้น

พบว่า บนเฟซบุ๊ก ผอ.บอล อนุสรณ์ เสระศาสตร์  ของนายอนุสรณ์ เสระศาสตร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนถนอมราษฏร์บำรุง จ.ตาก ได้โพสต์ข้อความไว้เมื่อวานนี้ว่า ผมเป็นคนรักและศรัทธาในกิจการลูกเสือมากกกก…แต่เมื่อเจอคำถามนักเรียนแบบนี้…..

นักเรียน: ผอ.ครับ เงินค่าชุดนักเรียน 500 บาท ที่โรงเรียนให้ ผมขอเอาไปซื้อที่จำเป็นก่อนได้มั๊ยครับ ชุดลูกเสือยังไม่ซื้อได้มั๊ยครับมันแพงมาก และค่าอาหารพักนอนพวกผมก็ถูกตัดอีก ได้ไม่เท่าเดิม เนื่องจากไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่พิเศษ เงินกินข้าวยังไม่พอเลยครับ

ผอ.เอ้า....ก็ได้ เงินกินข้าวยังไม่มี..ชุดลูกเสือ เนตรนารีก็ยังไม่จำเป็น

เอายังงี้ก่อนละกันเนาะ……แต่การเรียนยังเต็มที่เหมือนเดิมนะ..ผอ.กับครูแต่งเครื่องแบบเต็มยศ..เพราะมีทุกคนแล้ว…#ชุดไม่ครบแต่สอนครบนะ#

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวมีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก พร้อมทั้งถูกแชร์ในโซเซียลมากกว่า 4 พันครั้ง ส่วนใหญ่ชื่นชมทัศนคติของ ผอ.บอล อนุสรณ์ เสระศาสตร์ ว่า ทัศนคติดีมากครับที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์,ปรบมือให้เลยครับ,ดีค่ะชุดร้อนมาก​ จุกจิกด้วย​ลืมนั่นลืมนี่,​ดีมากค่ะ..เพราะว่าทุกวันนี้ชุดๆนึงแพงมาก,ประกาศข่าวนี้ ให้ทั่วเเผ่นดินจะดีมาก ค่อยๆปรับกัน ชุดตอนนี้ เเพงมา,ดีครับ ถือว่าลดรายจ่ายช่วยผู้ปกครอง ได้ส่วนหนึ่งครับ,ผอ.น่ารัก เข้าใจ หัวอก ผปค.อย่างดี เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลเฟซบุ๊ก ผอ.บอล อนุสรณ์ เสระศาสตร์ 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3Dpfbid0vs7HtFhrdMi8UiA6hoDCuaHhZGHKPkezxPZxeFz32R6p6mBTqaZ5yFgFn71ipJ1il%26id%3D100001439782871&show_text=true&width=500