เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732150

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 13.50 น.

เปิดปฏิทินรับสมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ปี66 เตือนทุจริตโทษหนัก ตัดสิทธิสอบตลอดชีวิต

21 พฤษภาคม 2566 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศวันรับสมัครสอบครูผู้ช่วย ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 6 มิถุนายน 2566 เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด จึงได้กำหนดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2566 ดังนี้

1. ประกาศรับสมัคร / ภายในวันพุธที่ 24 พฤษภาคม 2566

2. รับสมัคร / วันพุธที่ 31 พฤษภาคม – วันอังคารที่ 6 มิถุนายน 2566 (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)

3. ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ ภาค ก และ ภาค ข / ภายในวันอังคารที่ 13 มิถุนายน 2566

4. ประเมินจากการสอบข้อเขียน

ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป / วันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน 2566

ภาค ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ / วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2566

5. ประกาศรายชื่อผู้ผ่าน ภาค ก และ ภาค ข เพื่อมีสิทธิเข้ารับการประเมิน ภาค ค / ภายในวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2566

6. ประเมินจากการสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการนำเสนอที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอน ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง วิชาชีพและการปฏิบัติงานในสถานศึกษา / ตามวันและเวลาที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาหรือ อ.ก.ค.ศ. สศศ. กำหนด (ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2566)

7. ประกาศผลการสอบแข่งขัน / ตามวันและเวลาที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาหรือ อ.ก.ค.ศ. สศศ. กำหนด (ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2566)

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://www.obec.go.th หรือโทร. 02 2885511 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลห่วงใยผู้สมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตําแหน่งครูผู้ช่วย ให้ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่จะฉวยโอกาสหลอกลวงเรียกรับเงิน หรือผลประโยชน์โดยแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้สอบผ่าน หรือเข้ารับการบรรจุในตำแหน่งครูผู้ช่วยได้  หากพบเห็นผู้ที่มีพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวให้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ให้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบทันที หากพบมีการหลอกลวงจริงจะดำเนินคดีตามกฎหมายในทันที

“ที่สำคัญกระบวนการรับสมัครและจัดสอบครูผู้ช่วยต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม เพราะหากผู้สมัครเข้ามาสอบรับราชการด้วยวิธีการทุจริต ย่อมกระทบจรรยาบรรณวิชาชีพ อาจถูกตัดสิทธิสอบครูผู้ช่วยตลอดชีวิตและไม่มีสิทธิสอบเป็นข้าราชการได้อีก” น.ส.ทิพานัน กล่าว

‘เปิดเทอม’แล้ว!กางกฎเหล็ก‘รถรับส่งนักเรียน’ สิ่งที่ต้องมี-ข้อห้าม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732122

‘เปิดเทอม’แล้ว!กางกฎเหล็ก‘รถรับส่งนักเรียน’ สิ่งที่ต้องมี-ข้อห้าม

‘เปิดเทอม’แล้ว!กางกฎเหล็ก‘รถรับส่งนักเรียน’ สิ่งที่ต้องมี-ข้อห้าม

วันอาทิตย์ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 09.05 น.

‘เปิดเทอม’แล้ว!กางกฎเหล็ก‘รถรับส่งนักเรียน’ สิ่งที่ต้องมี-ข้อห้าม

21 พฤษภาคม 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ห่วงใยความปลอดภัยของนักเรียนในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ภายหลังกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นกับรถรับส่งนักเรียน ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ปี 2563-2565 เกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น 27 ครั้ง บาดเจ็บและต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 485 ราย เสียชีวิต 2 ราย โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้โรงเรียน สถานศึกษา กรมการขนส่งทางบก กำกับดูแลรถที่ให้บริการรับส่งนักเรียน ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถรับส่งนักเรียน

นายอนุชา กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน โดยอนุญาตให้นำรถที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 12 คน ทั้งรถสองแถวและรถตู้มาใช้เป็นรถรับส่งนักเรียนได้ โดยต้องมีการรับรองการใช้รถดังกล่าวจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา ซึ่งต้องได้มาตรฐานตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด อาทิ ห้ามติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกรอบคัน ที่นั่งผู้โดยสารต้องยึดแน่นอย่างมั่นคงแข็งแรง และต้องไม่มีพื้นที่สำหรับนักเรียนยืนในห้องโดยสารเด็ดขาด

กรณีเป็นรถสองแถว ต้องมีประตูและที่กั้นป้องกันนักเรียนตก

ส่วนรถตู้ต้องจัดวางที่นั่งเป็นแถวตอนตามความกว้างของตัวรถเท่านั้นโดยต้องนำรถเข้าตรวจสอบ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ซึ่งจะได้รับอนุญาตเป็นครั้งคราว คือครั้งละ 1 ภาคการศึกษาเท่านั้น 

นอกจากนี้ รถรับส่งนักเรียนทุกคันที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกต้องติดแผ่นป้ายพื้นสีส้ม มีข้อความตัวอักษรสีดำว่า “รถโรงเรียน” ติดอยู่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถให้เห็นชัดเจน มีไฟสัญญาณสีเหลืองอำพันหรือสีแดงเปิดปิดเป็นระยะติดไว้ที่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถ เพื่อให้รถคันอื่นมองเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน พร้อมมีอุปกรณ์ส่วนควบตามที่กำหนด ต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นกรณีฉุกเฉิน เช่น เครื่องดับเพลิง ค้อนทุบกระจก วัสดุภายในรถส่วนของผู้โดยสารต้องไม่มีส่วนแหลมคม

ทางประตูทางขึ้นลงหรือเป็นช่องเปิดต้องมีความปลอดภัย ห้ามมีที่ยืนบนรถ โครงสร้างหลังคามั่นคงแข็งแรง และที่สำคัญผู้ขับรถโรงเรียนต้องได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ หรือเป็นผู้ขับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ซึ่งต้องไม่เคยมีประวัติเสียหายอันเกิดจากการขับรถมาก่อน รวมถึงต้องมีผู้ควบคุมดูแลนักเรียน ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า18 ปี ประจำอยู่ในรถตลอดเวลาที่ใช้รับส่งนักเรียน เพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักเรียนตลอดการรับส่ง หากพบการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดสั่งเพิกถอนหนังสืออนุญาตให้ใช้รถทันที และไม่สามารถขออนุญาตได้อีกจนกว่าจะพ้น1 ปีไปแล้ว

นายอนุชา ระบุว่า นายกฯ เป็นห่วงความปลอดภัยของนักเรียนที่โดยสารรถรับส่งนักเรียน กำชับให้กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศประสานความร่วมมือกับสถานศึกษาในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลรถโรงเรียนและรถรับส่งนักเรียนร่วมกันอย่างเข้มงวด คุมเข้มมาตรการควบคุมดูแลคนขับรถและสภาพรถ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุให้ได้มากที่สุด รวมทั้งขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่ให้บุตรหลานขึ้นรถรับส่งนักเรียน ได้ช่วยกันสังเกตตรวจดูรถทุกคันว่าได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากพบไม่ได้มาตรฐานให้แจ้งกับทางโรงเรียน หรือกรมการขนส่งทางบกเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

“นอกจากการตรวจสอบความปลอดภัยของตัวรถและพนักงานขับรถแล้ว ขอเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 สำหรับรถรับส่งนักเรียนอย่างต่อเนื่อง พนักงานขับรถ ผู้ควบคุมนักเรียน และนักเรียน ควรสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดการเดินทาง จัดให้มีแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือไว้ประจำรถทำความสะอาดรถรับส่งนักเรียนก่อนและหลังการให้บริการ โดยเฉพาะจุดที่มีการสัมผัสบ่อย ๆ เช่น ราวจับ ที่เปิดประตู เบาะนั่ง ที่วางแขน เป็นต้น เปิดหน้าต่างและประตูเพื่อถ่ายเทระบายอากาศภายในตัวรถ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นใจในการใช้บริการรถรับส่งนักเรียนของนักเรียนและผู้ปกครอง” นายอนุชา กล่าว

ชาวเน็ตแห่ชื่นชม’ผอ.รร.’ให้งดแต่งชุดลูกเสือ-เนตรนารี หลังได้ยิน นร.ถามแบบนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/732086

ชาวเน็ตแห่ชื่นชม'ผอ.รร.'ให้งดแต่งชุดลูกเสือ-เนตรนารี หลังได้ยิน นร.ถามแบบนี้

ชาวเน็ตแห่ชื่นชม’ผอ.รร.’ให้งดแต่งชุดลูกเสือ-เนตรนารี หลังได้ยิน นร.ถามแบบนี้

วันเสาร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 18.49 น.

20 พ.ค.66 หลังเกิดกระแสในประเด็นยกเลิกการแต่งชุดลูกเสือ-เนตรนารีเพื่อช่วยลดภาระผู้ปกครอง จนกระทั่งล่าสุด น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ ว่าที่ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล ทำหนังสือเปิดผนึกถึงผู้อำนวยการโรงเรียนใน กทม. เขต 28 ขอยกเว้นแต่งชุดลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด โดยแนะให้สวมใส่เพียงผ้าผูกคอ และวอกเกิ้ลนั้น

พบว่า บนเฟซบุ๊ก ผอ.บอล อนุสรณ์ เสระศาสตร์  ของนายอนุสรณ์ เสระศาสตร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนถนอมราษฏร์บำรุง จ.ตาก ได้โพสต์ข้อความไว้เมื่อวานนี้ว่า ผมเป็นคนรักและศรัทธาในกิจการลูกเสือมากกกก…แต่เมื่อเจอคำถามนักเรียนแบบนี้…..

นักเรียน: ผอ.ครับ เงินค่าชุดนักเรียน 500 บาท ที่โรงเรียนให้ ผมขอเอาไปซื้อที่จำเป็นก่อนได้มั๊ยครับ ชุดลูกเสือยังไม่ซื้อได้มั๊ยครับมันแพงมาก และค่าอาหารพักนอนพวกผมก็ถูกตัดอีก ได้ไม่เท่าเดิม เนื่องจากไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่พิเศษ เงินกินข้าวยังไม่พอเลยครับ

ผอ.เอ้า....ก็ได้ เงินกินข้าวยังไม่มี..ชุดลูกเสือ เนตรนารีก็ยังไม่จำเป็น

เอายังงี้ก่อนละกันเนาะ……แต่การเรียนยังเต็มที่เหมือนเดิมนะ..ผอ.กับครูแต่งเครื่องแบบเต็มยศ..เพราะมีทุกคนแล้ว…#ชุดไม่ครบแต่สอนครบนะ#

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวมีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก พร้อมทั้งถูกแชร์ในโซเซียลมากกว่า 4 พันครั้ง ส่วนใหญ่ชื่นชมทัศนคติของ ผอ.บอล อนุสรณ์ เสระศาสตร์ ว่า ทัศนคติดีมากครับที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์,ปรบมือให้เลยครับ,ดีค่ะชุดร้อนมาก​ จุกจิกด้วย​ลืมนั่นลืมนี่,​ดีมากค่ะ..เพราะว่าทุกวันนี้ชุดๆนึงแพงมาก,ประกาศข่าวนี้ ให้ทั่วเเผ่นดินจะดีมาก ค่อยๆปรับกัน ชุดตอนนี้ เเพงมา,ดีครับ ถือว่าลดรายจ่ายช่วยผู้ปกครอง ได้ส่วนหนึ่งครับ,ผอ.น่ารัก เข้าใจ หัวอก ผปค.อย่างดี เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลเฟซบุ๊ก ผอ.บอล อนุสรณ์ เสระศาสตร์ 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3Dpfbid0vs7HtFhrdMi8UiA6hoDCuaHhZGHKPkezxPZxeFz32R6p6mBTqaZ5yFgFn71ipJ1il%26id%3D100001439782871&show_text=true&width=500

รำลึก 133 ปีคล้ายวันเกิด’ลุงโฮ’วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 สานสัมพันธ์ไทยเวียดนามแน่นแฟ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731993

รำลึก 133 ปีคล้ายวันเกิด'ลุงโฮ'วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 สานสัมพันธ์ไทยเวียดนามแน่นแฟ้น

รำลึก 133 ปีคล้ายวันเกิด’ลุงโฮ’วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 สานสัมพันธ์ไทยเวียดนามแน่นแฟ้น

วันเสาร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 11.02 น.

‘บิดาแห่งชาติเวียดนาม’ รำลึก 133 ปีคล้ายวันเกิดลุงโฮ วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 สานสัมพันธ์ไทยเวียดนามแน่นแฟ้น

ที่หมู่บ้านมิตรภาพไทย – เวียดนาม บ้านนาจอก หมู่ 5 ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.66 นายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยนายฟาน จี๊ ทัญ เอกราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำประเทศไทย และนายจู ดึ๊ก สุง กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประจำจังหวัดขอนแก่น ดร.มนพร เจริญศรี ว่าที่ ส.ส.นครพนม เขต 2 พรรคเพื่อไทย ตลอดจนประชาชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในพื้นที่ จ.นครพนม และ จังหวัดใกล้เคียง รวมถึงข้าราชการ เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ร่วมพิธีทำบุญรำลึกวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 133 ปีลุงโฮหรืออดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 ซึ่งตรงกับวันที่ 19 พฤษภาคม 2433 โดยท่านเป็นผู้ปลดแอกจากการปกครองของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) ซึ่งชาวเวียดนามเคารพนับถือท่านเสมือนบิดาแห่งชาติ

นอกจากนี้ในวันดังกล่าวยังเป็นวันครบรอบ 20 ปีในการก่อสร้างหมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนาม ที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม โดยจัดสร้างขึ้นเมื่อปี 2546 ในช่วงรัฐบาลอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ให้เป็นสถานที่สำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

ในครั้งนี้มีการร่วมพิธีวางพวงมาลา พร้อมวางช่อดอกไม้แสดงความเคารพรูปหล่อประธานโฮจิมินห์ ณ อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ มีพิธีการมอบทุนการศึกษาแก่ลูกหลานเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และการแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม เพื่อเป็นการรำลึกถึงความสัมพันธ์ และเล่าถึงความเป็นมาจากอดีตถึงปัจจุบัน

ประวัติหมู่บ้านมิตรภาพไทยเวียดนาม เกิดขึ้นเมื่อปี 2559  โดยทาง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้สนับสนุนงบประมาณเป็นเงินจำนวน 45 ล้านบาท เพื่อดำเนินการก่อสร้างอนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์  หรือ  ลุงโฮ ขึ้นที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม บนเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ในความดูแลของกรมธนารักษ์ ภายในได้จัดสร้างอาคารที่ประดิษฐานรูปเหมือนประธานโฮจิมินห์ และอาคารพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของเส้นทางการต่อสู้กอบกู้เอกราชของ อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ที่เคยมาพำนักในพื้นที่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม ในช่วงปี 2471-2473 พร้อมมีการก่อสร้างหุ่นขี้ผึ้ง จำลองสภาพความเป็นอยู่ วิถีชีวิตของอดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวศึกษาเส้นทาง ความเป็นมาของประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับเวียดนาม จากอดีตมาถึงปัจจุบัน ซึ่งทุกปีได้ร่วมจัดงานรำลึกขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม ประเทศไทยรวมถึง จ.นครพนม จึงมีความสัมพันธ์ อันดีกับเวียดนามตลอดมา   

อีกทั้งยังได้สร้างความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยวชายแดน  ทำให้ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่สำคัญ ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และสร้างความแน่นแฟ้น ระหว่าง ไทย ลาว เวียดนาม มากยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยวของ จ.นครพนม คึกคักมากขึ้น – 003

เปิดผลวิจัยดุษฏีบัณฑิต‘มจร.’ ชี้‘อนาคตเผยแผ่พุทธศาสนา’เน้นโอวาทปาฏิโมกข์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731984

เปิดผลวิจัยดุษฏีบัณฑิต‘มจร.’ ชี้‘อนาคตเผยแผ่พุทธศาสนา’เน้นโอวาทปาฏิโมกข์

เปิดผลวิจัยดุษฏีบัณฑิต‘มจร.’ ชี้‘อนาคตเผยแผ่พุทธศาสนา’เน้นโอวาทปาฏิโมกข์

วันเสาร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 10.03 น.

เปิดผลวิจัยดุษฏีบัณฑิต‘มจร.’ ชี้‘อนาคตเผยแผ่พุทธศาสนา’เน้นโอวาทปาฏิโมกข์

ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารเรียน มจร. วังน้อย อยุธยา วันที่ 19 พฤษภาคม 2566 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา นำเสนอผลงานวิจัยดุษฎีนิพนธ์ หัวข้อ “อนาคตภาพการขับเคลื่อนเครือข่ายองค์กรพุทธนานาชาติเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน” (THE SCENARIO OF INTERNATIONAL BUDDHIST ORGANIZATION NETWORK’S MOTION FOR THE SUSTAINABLE PROPAGATION OF BUDDHISM) โดยมี พระเดชพระคุณพระธรรมวัชรบัณฑิต, ศ. ดร. เป็นประธานกรรมการ และ ผศ. ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ เป็นกรรมการควบคุมดุษฎีนิพนธ์ และมีกรรมการคุมสอบป้องกันดุษฏีนิพนธ์ มีพระเดชพระคุณพระเมธาวินัยรส, รศ.ดร. เป็นประธานกรรมการ, ศ.ร.ท.ดร.บรรณจบ บรรณรุจิ และ แม่ชี ดร.นฤมล  จิวัฒนาสุข เป็นกรรมการสอบ

ดุษฎีนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพบริบท ปัญหาและปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาขององค์กรพุทธนานาชาติ ใน 10 ปี ข้างหน้า (พ.ศ. 2566-2575) และแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 2) เพื่อวิเคราะห์หลักพุทธสันติวิธีที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาขององค์กรพุทธนานาชาติ และ3) เพื่อนำเสนออนาคตภาพการขับเคลื่อนเครือข่ายองค์กรพุทธนานาชาติเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน ใช้เทคนิคการวิจัยอนาคตแบบ EDFR (Ethnographic Delphi Futures Research) เป็นเทคนิควิจัยเชิงอนาคต กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญองค์กรพุทธนานาชาติ ในประเทศไทย 6 ท่าน องค์กรพุทธนานาชาติ ในต่างประเทศ 12 ท่าน และคณะกรรมการมหาเถรสมาคมแต่ละประเทศ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา 7 รูป/คน รวมผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูล จำนวน 25 รูป/คน

ผลการศึกษาพบว่า  การขับเคลื่อนเครือข่ายองค์กรพุทธนานาชาติ เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืนในอนาคตนั้น  มีองค์ประกอบ 8 ฉากทัศน์ 40 แนวโน้ม ได้แก่ 1.กำหนดวิสัยทัศน์เผยแผ่เชิงรุก (Vision & Mission), 2.ใช้หลักธรรมเพื่อเผยแผ่เชิงรุก (Dhamma Cultivation), 3.เผยแผ่สอดคล้องบริบททางสังคม (Engage Buddhism), 4.พัฒนาสันติภายใน (Inner Peace), 5.พัฒนาจิตสำนึกและศักยภาพบุคลากร (Soul Development), 6.นวัตกรรมสื่อสารและเทคโนโลยี (Innovation & Communication), 7.ความร่วมมือเครือข่ายองค์กรพุทธ (Network Collaboration), และ 8.พัฒนาองค์กรเครือข่าย (Organization Development) โดยสรุปเป็นองค์ความรู้จากการวิจัยได้เป็น “Visioned of Buddhist Scenario”

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าวว่า “ขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมการบริหารงานวัดพระธรรมกาย ที่อนุมัติให้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและเอก และขอกราบขอบพระคุณหลักสูตรสันติศึกษา มจร. ที่เปิดรับให้เข้ามาศึกษาดังกล่าว ทำให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และทำผลงานวิจัย ทั้งนี้ได้มีโอกาสศึกษาสภาพการณ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน พบว่าจำนวนพระภิกษุสามเณร ลดลงจาก 3.3 แสน ในปี 2561 เหลือ 2.5 แสน ในปี 2563 ประกอบกับภัยศาสนาที่เจอทั้งข่าวร้าย (Bad News) และข่าวเท็จ (Fake News) รวมทั้งสถานการณ์โลกที่ต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บ ภัยสงคราม” ภัยธรรมชาติ ส่งผลทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ กระทบต่องานเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งโลก ให้ชะลอตัว หรือหยุดชะงัก” และในอนาคตองค์กรพุทธของแต่ละประเทศ จะทำงานเผยแผ่เชิงรุกมีแนวโน้มเป็นอย่างไร”

“จากการสัมภาษณ์เชิงลึกและเก็บข้อมูล กับผู้เชี่ยวชาญพระพุทธศาสนาและผู้บริหารองค์กรพุทธ ทั้งมหายาน วัชรยาน และเถรวาท จำนวน 25 รูป/คน จาก 13 ประเทศ โดยใช้เทคนิควิจัยเชิงอนาคต EDFR พบว่า องค์กรพุทธฯต้องมีวิสัยทัศน์ในการเผยแผ่เชิงรุกร่วมกัน ดำเนินตามหลักโอวาทปาติโมกข์ อปริหานิยธรรม เมตตา กรุณา ให้อภัย สามัคคีทำงานเครือข่ายเป็นทีม เรียกว่า “ทีมพระพุทธศาสนา” โดยคำนึงบริบททางสังคม “รู้ร้อนรู้หนาวกับโลก” ใช้ธรรมะแก้ปัญหาชีวิตประจำวันได้ พูดภาษาเดียวกับเขา และพัฒนาบุคคลากร ทั้งศึกษาและปฏิบัติ พัฒนาศักยภาพด้านภาษา เทคโนโลยี IT ใช้แพลตฟอร์มสื่อสังคมในการเผยแผ่ เพื่อให้ตนเองเกิดสันติภายใน และสามารถนำธรรมะของพระพุทธเจ้าไปสู่ใจชาวโลก สอดคล้องกับคำขวัญที่ว่า “สันติภาพภายนอก เริ่มต้นจากสันติสุขภายใน” หรือ World Peace through Inner Peace นั่นเอง ถ้าเป็นเช่นนี้ พระพุทธศาสนาก็ยังคงที่พึ่งให้กับชาวโลกต่อไปได้”

พระเดชพระคุณพระเมธาวินัยรส กรรมการคุมสอบกล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ ผู้วิจัยทุ่มเทตั้งใจในการทำอย่างดี ขอชื่นชมและขอเชิดชูผลงานนี้เป็นประโยชน์กับพระพุทธศาสนา ด้าน ศ.ร.ท.ดร.บรรณจบ บรรณรุจิ กรรมการคุมสอบดุษฏีนิพนธ์ กล่าวชื่นชมงานดุษฎีนิพนธ์นี้ว่า ทำด้วยความวิริยะอุตสาหะ ตัวผู้วิจัยถือว่าเป็นจุดแข็งในการวิจัยสามารถประสานเครือข่ายต่างๆ ได้ ผลวิจัยสามารถทำให้องค์กรพุทธสามารถทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย ทั้งในและต่างประเทศ และจะเป็นแรงบันดาลให้วัดต่างๆ ทำงานเผยแผ่เชิงรุกเช่นเดียวกัน และ ผศ. ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ กรรมการควบคุมดุษฎีนิพนธ์ กล่าวว่า งานดุษฎีนิพนธ์นี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของหลักสูตร เนื่องจากพระครูสมุห์สนิทวงศ์ เป็นนิสิตตั้งแต่ปริญญาโทของสันติศึกษา และมาต่อยอดศึกษาในระดับปริญญาเอก เป็นนิสิตที่สามารถปรับตัวและขยายโลกทัศน์ของตนเอง เพื่อรองรับสิ่งใหม่ๆ สำหรับดุษฎีนิพนธ์ หัวข้อ อนาคตภาพการเผยแผ่ฯ ถือเป็นแนวโน้มและแนวทางความร่วมมือของเครือข่ายองค์กรที่ทำงานเชิงรุกเพื่องานเผยแผ่อย่างมีนัยสำคัญต่อวงการพระพุทธศาสนา

กมว.อนุมัติการออก-ต่ออายุ ตั๋วครูให้ผู้ยื่นคำขอที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีลักษณะต้องห้าม รวม 8,474 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731833

กมว.อนุมัติการออก-ต่ออายุ ตั๋วครูให้ผู้ยื่นคำขอที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีลักษณะต้องห้าม รวม 8,474 ราย

กมว.อนุมัติการออก-ต่ออายุ ตั๋วครูให้ผู้ยื่นคำขอที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีลักษณะต้องห้าม รวม 8,474 ราย

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.14 น.

“กมว.” อนุมัติการออก-ต่ออายุ ตั๋วครูให้ผู้ยื่นคำขอที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม รวม 8,474 ราย  ยืนยันออกใบรับรองให้ผู้ยื่นสอบครูผู้ช่วยทันแน่ 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2566 ที่ห้องประชุมมาลากุล ชั้น 3 อาคาร 1 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา  นายศิริเดช สุชีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (ประธาน กมว.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ  กมว. ครั้งที่ 6 /2566 ว่า คณะกรรมการ กมว. ได้อนุมัติการออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตและขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้   ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 3,412 ราย  แบ่งเป็น ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จำนวน 3,089  ราย  ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน   267 ราย  ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา จำนวน  18  ราย  ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ จำนวน  38  ราย

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 5,062 ราย แบ่งเป็น ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จำนวน  4,460 ราย  ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน  502  ราย ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา จำนวน  41  ราย ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ จำนวน  59  ราย

“สำหรับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในปีนี้ และต้องการใบรับรองอนุญาตประกอบวิชาชีพ ฯ เพื่อใช้ในการสมัครสอบแข่งขัน ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ที่จะเปิดรับสมัคร ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 6 มิถุนายน 2566 นี้นั้น ทางคุรุสภา ก็จะดำเนินการเร่งรัดการออกใบรับรองเพื่อให้ผู้สมัครนำไปยื่นสมัครสอบครูผู้ช่วยได้ทันอย่างแน่นอน  แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่ติดขัดนั้น เนื่องจากบางสถาบันที่ผู้เรียนยังไม่ผ่านการอนุมัติผู้สำเร็จการศึกษาจากสภามหาวิทยาลัย เพราะถ้าผู้จบไม่มีใบอนุมัติสำเร็จการศึกษามายื่นให้คุรุสภา ทางคุรุสภาก็ไม่สามารถออกใบอนุญาติประกอบวิชาชีพ หรือใบรับรองสอบให้ได้” นายศิริเดช กล่าว 

นายศิริเดช  กล่าวด้วยว่า กมว.จะจัดสัมนากรรมการ กมว. เพื่อพิจารณาประเด็นเชิงรุก ในการยกระดับมาตรฐานจรรยาบรรณประกอบวิชาชีพครู อย่างไรได้บ้าง เนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป นักเรียน ผู้เรียนที่เปลี่ยนไป และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น บทบาทและหน้าที่ของครูจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เพราะหากครูไม่ปรับตัวและบทบาทหน้าที่ใหม่ที่ควรจะเป็น ครูก็จะมีที่ยืนในระบบการศึกษาได้ยาก  เพราะนักเรียนอาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งครูมากแล้วในวันหน้า 

“ครูมีบทบาทและหน้าที่ในสังคมใหม่ภายใต้เทคโนโลยีที่ก้าวไปไวมาก ผู้เรียนก็มีบทบาทหน้าที่ใหม่  เดิมนักเรียนอาจจะต้องรับการถ่ายทอดความรู้จากครู แต่ขณะนี้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงความรู้ได้ด้วยตนเองได้แทบทุกคนหากสนใจหาแหล่งเรียนรู้สาธารณะหรือจากอินเทอเน็ตได้ ซึ่งตรงนี้สามารถลดความเหลื่อมล้ำลงได้มาก  แต่ครูก็ถือว่ายังมีบทบาทและหน้าที่ของตนเองที่ต้องทำบางอย่างภายใต้ยุคใหม่ที่ยังคงสถานภาพของการมีคุณค่าของการศึกษาได้ ดังนั้น ในยุคสังคมใหม่เราก็ต้องมาดูกันว่านักเรียนมีสิทธิและหน้าที่อะไรที่ควรจะได้รับการพิจารณา และครูเองก็ต้องเข้าใจตรงกันในเรื่องเหล่านี้  คงไม่ใช่สังคมอำนาจแบบเดิม ไม่ใช้เพราะกระแสพรรคการเมืองที่สนใจเรื่องการศึกษา แต่แนวโนมก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างนั้น ที่ทุกคนจะมีสถานภาพใกล้เคียงกันมากขึ้นไปเลื่อย ๆ ความเป็นมนุษย์เท่ากัน ทำอย่างไรจึงจะอยู่ร่วมกันได้ ทุกคนมีบทบาทและมีหน้าที่ที่จะช่วยกันสร้างสรรสังคมไปด้วยดี มากกว่าที่จะขัดแย้งกัน“  นายศิริเดช กล่าว

ประธาน กมว. กล่าวต่อว่า ขณะนี้ กมว.ได้เร่งเคลียร์คดีที่ค้างไปได้เยอะแล้ว จากที่เหลืออยู่ประมาณ 800 คดี ก็จะเร่งสะสรางให้หมดในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง  ทราบว่าคณะอนุกรรมการได้เร่งปิดคดีไปได้พอสมควรแล้ว เรื่องใดที่ความผิดชัดแจ้งและมีข้อมูลชัดเจนก็ดำเนินการได้รวดเร็ว  แต่บางเรื่องที่ช้าเพราะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจึงต้องหาข้อมูลชัดเจนมากที่สุดก่อน ไม่ได้ทำประเด็นที่สังคมสนใจจึงดำเนินการเสร็จไว้ แต่ทุกคดีต้องมีข้อมูลชัดเจนจึงจะสามารถสรุปได้อย่างรวดเร็ว
            

กศน.ยกระดับเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ตั้งศูนย์การเรียนรู้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ดูแลปชช.ทุกช่วงวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731635

กศน.ยกระดับเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ตั้งศูนย์การเรียนรู้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ดูแลปชช.ทุกช่วงวัย

กศน.ยกระดับเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ตั้งศูนย์การเรียนรู้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ดูแลปชช.ทุกช่วงวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 15.21 น.

“กศน.” ยกระดับเป็น “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” ตั้งศูนย์การเรียนรู้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ดูแลประชาชนทุกช่วงวัย

วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 ที่กระทรวงศึกษาธิการ  มีการโอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ และภาระผูกพันทั้งปวง ระหว่าง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ( กศน.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ให้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ โดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวผ่านระบบออนไลน์จากประเทศฝรั่งเศส ว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งกับพี่น้องชาว กศน. ในการยกระดับจาก “สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย” หรือ “กศน.” สู่การเป็น “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 มีหน้าที่จัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ 3 รูปแบบ คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่งการส่งเสริมการเรียนรู้ ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ มุ่งพัฒนาบุคคลให้มีทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิตที่สอดคล้องและเท่าทันพัฒนาการของโลก มีโอกาสพัฒนาหรือเพิ่มพูนทักษะของตนให้สูงขึ้นหรือปรับเปลี่ยนทักษะของตนตามความถนัดหรือความจำเป็น ผ่านการมีส่วนร่วมของ 3 เสาหลัก ได้แก่ รัฐ  เอกชน และท้องถิ่น

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ฉบับนี้ ถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาใหม่  ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนคนไทยทุกช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนเสียชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส จะสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทุกรูปแบบ ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งจุดเด่นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ คือ การเชื่อมโยงเครือข่ายการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเดิม จัดตั้งเป็น “ศูนย์การเรียนรู้” ที่จะขยายตัวรองรับทุกพื้นที่ ตอบโจทย์ความต้องการของคนยุคใหม่ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มทักษะชีวิต เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตามแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆในรูปแบบที่หลากหลาย โดยมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากหน่วยงานในระดับพื้นที่และระดับประเทศ ดังนั้น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ จึงเป็นหน่วยงานที่ต้องมีการปรับตัวให้ตอบสนองความต้องการทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 

“เมื่อกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นกรมใหม่ล่าสุดของประเทศไทย ที่มีภารกิจสำคัญอย่างยิ่ง และมีความคาดหวังว่าจะเป็นกำลังสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษาของประเทศไทย รูปแบบการทำงานจึงต้องเป็นแบบบูรณาการทั้งแนวระนาบเดียวกัน และแนวตั้ง ทั้งในกระทรวง และระหว่างกระทรวง ที่สำคัญ คือ ต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการร่วมจัดและส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งจะนำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง ดิฉันเชื่อว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ไปสู่การเรียนรู้ของคนไทยตลอดช่วงชีวิต เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับประชาชนทุกคนได้”  นางสาวตรีนุช กล่าว

ด้าน นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรางศึกษาธิการ(ปลัด ศธ.) กล่าวว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับชาว กศน. กับการก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงในบ้านหลังใหม่ ซึ่งเป็นการยกระดับ จากสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัยาศัย ( กศน.) ให้เป็น “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” ซึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2546 ได้มีการปฏิรูประบบราชการ และมีการยุบรวมกรมต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ จากเดิม 14 กรม เหลือเพียง 5 สำนักงาน ทำให้ กรมการศึกษานอกโรงเรียนถูกยุบรวมเป็น “สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน” สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง
ศึกษาธิการ ต่อมาเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถรองรับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายในทุกพื้นที่ จึงได้มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พุทธศักราช 2551” เมื่อวันที่ 4 มีนาคมพ.ศ. 255 1 จึงทำให้สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน ถูกปรับเปลี่ยนเป็น “สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย” หรือ “สำนักงาน กศน.” เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดการศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิตในประเทศไทย จนกระทั่งวันที่ 18 มีนาคม พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 โดยมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันประกาศในราซกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 โดยยกระดับจากสำนักงาน กศน. เป็น “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” มีหน้าที่จัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ 3 รูปแบบ 

ปลัดศธ. กล่าวว่า สำนักงานปลัด ศธ. ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานกศน. จึงขอส่งมอบและโอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ และภาระผูกพันทั้งปวง รวมถึงข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสำนักงาน กศน. ไปเป็นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ “ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้
พ.ศ.2566″

“ผมเชื่อมั่นว่าการยกฐานะเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ถือเป็นโอกาสดีในการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่ประชาชนทุกเพศทุกวัย มีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียมและเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ” ปลัด ศธ. กล่าว

 ขณะที่ นายคมกฤช จันทร์ขจร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า การจัดการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ได้เริ่มมีอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2483 โดยรัฐบาลได้จัดตั้ง “กองการศึกษาผู้ใหญ่” สังกัด สป.ศธ. เพื่อรับผิดชอบงานการศึกษาผู้ใหญ่โดยตรง ก่อนจะเกิดการปรับเปลี่ยนอีกหลายครั้ง เป็น “กรมการศึกษานอกโรงเรียน” ต่อมาเป็น “สำนักงานบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน” จนล่าสุดเป็น “สำนักงาน กศน.” ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 และเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2566 ได้มีการเผยแพร่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ยกเลิก พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 โดยยกระดับจาก สำนักงาน กศน. เป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้

“การโอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ และภาระผูกพันต่างๆ ให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ในวันนี้ เป็นการเปลี่ยนสถานะสู่ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ อย่างเต็มตัว ตามมาตรา 28 ที่จะช่วยให้ขับเคลื่อนภารกิจต่อไปได้ และในขณะที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงของ สำนักงาน กศน. ไปสู่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ว่าเมื่อเปลี่ยนแปลงแล้วประชาชนจะได้อะไรบ้าง ซึ่งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบุคลากรของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ทุกคน ขอยืนยันว่าจะมุ่งดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม เต็มสรรพกำลังความสามารถ ผลักดันให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นหน่วยงานที่มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา และนำไปสู่การเรียนรู้ของคนไทยตลอดช่วงชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย และยกระดับสังคมในภาพรวมของประเทศต่อไป ” นายคมกฤช กล่าว

อาจารย์ ม.ศรีปทุม คว้าเหรียญเงิน ด้านนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731467

อาจารย์ ม.ศรีปทุม คว้าเหรียญเงิน ด้านนวัตกรรม

อาจารย์ ม.ศรีปทุม คว้าเหรียญเงิน ด้านนวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เกียรติศักดิ์ สกุลพันธ์ อาจารย์สาขาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้รับรางวัล เหรียญเงิน Class A จากผลงาน ชื่อ Pump as Impulse Turbine จากการเข้าร่วมประกวดผลงานนวัตกรรมทางด้าน Mechanics, Engines, Machinery, Tools, Industrial Processes, Metallurgy ในงาน The 48th International Exhibition of Inventintions Geneva ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

คณะทำงาน ‘หนังสือทิศทางกีฬาไทย’ สัมมนาความคืบหน้า ครั้งที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731475

คณะทำงาน ‘หนังสือทิศทางกีฬาไทย’  สัมมนาความคืบหน้า ครั้งที่ 3

คณะทำงาน ‘หนังสือทิศทางกีฬาไทย’ สัมมนาความคืบหน้า ครั้งที่ 3

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา นำโดย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธานจัดการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การจัดทำหนังสือทิศทางกีฬาไทย” (ครั้งที่ 3) เพื่อติดตามความคืบหน้าและทบทวนข้อมูลผลการดำเนินงาน ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานครเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา

ผู้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ประกอบด้วย คณะกรรมาธิการคณะอนุกรรมาธิการ คณะทำงาน และหน่วยงานด้านกีฬาที่เกี่ยวข้อง จากผลการสัมมนาในครั้งนี้ได้ทราบถึงความคืบหน้าตามลำดับและเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่ตั้งไว้ โดยเบื้องต้นคณะทำงานได้มีการยกร่างหนังสือทิศทางกีฬาไทยเป็นรูปเล่มเสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา และเพื่อให้หนังสือมีเนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ คณะทำงานจะนำข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมสัมมนาไปปรับปรุงแก้ไขและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ม.เกษตรฯ ฉลองครบรอบ 80 ปี สร้างหนังสั้นแนะนำ‘KUniverse’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731472

ม.เกษตรฯ ฉลองครบรอบ 80 ปี  สร้างหนังสั้นแนะนำ‘KUniverse’

ม.เกษตรฯ ฉลองครบรอบ 80 ปี สร้างหนังสั้นแนะนำ‘KUniverse’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยได้รับการสถาปนาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2486 เริ่มจาก 4 คณะได้แก่ คณะเกษตรศาสตร์ คณะการประมงคณะสหกรณ์ และคณะวนศาสตร์ ปีนี้ครบรอบ 80 ปีและในอีก 20 ปี จะครบ 1 ศตวรรษ จึงได้พลิกโฉมการเรียนรู้แบบใหม่ ผ่านโครงการ “KUniverse” โดยการให้เกษตรกรและนิสิตมาเรียนรู้ร่วมกัน สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่ นำงานวิจัยและนวัตกรรมมาผนวกร่วมกัน ใช้สินค้าและบริการเป็นฐานในการเรียนรู้ พัฒนาคนไทยให้เป็นผู้ประกอบการและนักนวัตกรรม นำพื้นฐานทางการเกษตร อาหารการแปรรูปมาต่อยอด สร้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้เป็น University at a marketplace หรือแหล่งการตลาดสินค้าพรีเมียมที่จะทำให้ทั้งโลกรู้จักประเทศไทย

โครงการที่ 2 จะมีการนำองค์ความรู้จากการเกษตรมาต่อยอดและถ่ายทอดไปที่การเรียนการสอนด้านสุขภาพอย่างสมบูรณ์ในทุกมิติ โดยได้จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มุ่งให้ทันสมัยและโดดเด่นในเรื่องของเวชศาสตร์การเกษตรและชีวนวัตกรรม และการก่อตั้งโรงพยาบาลได้ผ่านความเห็นชอบในวงเงินกว่า 8,000 ล้านบาท โดยจะมีการเปิดรับนิสิตรุ่นแรกในปี 2567 และโรงพยาบาลแห่งนี้ก็จะตั้งที่บางเขนมีพื้นที่ติดถนนวิภาวดีรังสิต ประมาณ 50 ไร่ ซึ่งก็จะเรียกโครงการนี้ว่าอุทยานการแพทย์ โดยจะสร้างความร่มรื่นให้เป็นพื้นที่สีเขียวในบริเวณอุทยานการแพทย์ ตั้งเป้าภายใน 20 ปี ว่าจะมีการขับเคลื่อนให้โดดเด่นในภูมิภาค

ดร.จงรักกล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสครบรอบ 80 ปี แห่งการสถาปนา ได้จัดสร้างภาพยนตร์สั้นในชื่อ “KUniverse” เพื่อเล่าเรื่องราวความกินอยู่ดีของคนในชาติ นำเสนอตัวตนของความเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้สร้างสรรค์ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ผ่านการเดินทางไกลของกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมปลาย ทั้ง 4 คน ที่มีวิถีชีวิตและความฝันที่แตกต่างกัน แต่จำเป็นต้องมาเดินทางร่วมกันเพื่อแข่งขันทำภาพยนตร์สั้น เพื่อค้นหาความหมายของคำว่า จักรวาลเคยู หรือ KUniverse นำพาให้ไปพบกับผู้คนมากมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกลุ่มเด็กวัยรุ่นเหล่านี้ จะค้นพบแก่นสารสำคัญที่อยู่ในศาสตร์แห่งแผ่นดิน ซึ่งเป็นศาสตร์ของคนไทยที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ร่วมแสดงโดยนิสิตปัจจุบัน และนิสิตเก่าชื่อดัง อาทิ แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ KU 66, นุนิว-ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์ KU 79 ต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว KU 76 พร้อมด้วยนักแสดงสมทบกิตติมศักดิ์

ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอทีเซอร์ “KUniverse” ผ่านช่องทาง Youtube KU Channel และเผยแพร่หนัง
ฉบับเต็มในเดือนมิถุนายนนี้ ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.ku.ac.th