‘จิตอาสาวิถีใหม่’ม.สวนดุสิต บริจาคอะลูมิเนียมทำขาเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731471

‘จิตอาสาวิถีใหม่’ม.สวนดุสิต  บริจาคอะลูมิเนียมทำขาเทียม

‘จิตอาสาวิถีใหม่’ม.สวนดุสิต บริจาคอะลูมิเนียมทำขาเทียม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.พัชรี สวนแก้ว รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา พร้อมด้วย ดร.นกุล ฤกษ์จริจุมพล ผู้อำนวยการกองพัฒนานักศึกษา สภานักศึกษา องค์การนักศึกษา และผู้ชนะการประกวด POPULAR VOTE @SDU Smart Idol 2023 บริจาควัสดุอะลูมิเนียมจากกระป๋องเครื่องดื่ม ห่วงและฝากระป๋อง รวมถึงวัสดุอะลูมิเนียมอื่นๆ ให้กับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีนายทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนขยะมูลฝอยชุมชน เป็นผู้แทนรับมอบณ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การบริจาควัสดุอะลูมิเนียมในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมภายใต้โครงการจิตอาสาวิถีใหม่“เปลี่ยนขยะอะลูมิเนียม เป็นต้นทุนขาเทียมแด่ผู้พิการ” เพื่อนำไปคัดแยก และเปลี่ยนเป็นต้นทุนในการจัดทำขาเทียมสำหรับผู้พิการ สมทบให้กับมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีต่อไป

ม.ศรีปทุม จิตอาสา ร่วมอนุรักษ์ป่าชายเลน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731466

ม.ศรีปทุม จิตอาสา ร่วมอนุรักษ์ป่าชายเลน

ม.ศรีปทุม จิตอาสา ร่วมอนุรักษ์ป่าชายเลน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์สุรศักดิ์ ทรัพย์เพิ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มงานกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยศรีปทุม นำทีมผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา บุคลากรพร้อมด้วยผู้นำนักศึกษา ทั้ง 10 คณะ 4 วิทยาลัย จำนวน 110 คน ร่วมปลูกป่าชายเลน “กิจกรรมจิตอาสา SRIPATUM USR ร่วมใส่ใจรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้โครงการ “ร่วมรักษ์โลก สร้างพันธุ์กล้า ปลูกป่าชายเลนอย่างยั่งยืน” ณ บ้านคลองโคนรีสอร์ท ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อต้นกลางเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบรางวัล โรงเรียนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731473

สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบรางวัล  โรงเรียนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบรางวัล โรงเรียนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 (สพป.พิษณุโลก เขต 2) มอบรางวัลแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ให้โรงเรียนในสังกัด ในการประชุมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
และมอบรางวัลเชิดชูเกียรติการจัดการเรียนรู้เชิกรุก (Active Learning) ปีการศึกษา 2565 ที่ สพป.พิษณุโลก เขต 2

ผู้ได้รับรางวัลโล่รางวัลแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ปีการศึกษา 2565 ระดับยอดเยี่ยม ได้แก่ ระดับปฐมวัย นายภิรัฐพงค์ จอมสิริ โรงเรียนบ้านปากยาง, ระดับ ป.1-3 น.ส.สายรุ้ง กิ่งสระแกราช โรงเรียนวัดวังพิกุล,ระดับ ป.4-6 นางวีนัส บุญโสภา โรงเรียนบ้านโป่งปะและระดับ ม.1-3 น.ส.เกวลี ยิ้มประเสริฐ โรงเรียนบ้านแก่งกุลาสามัคคี

นอกจากนี้ มีการมอบรางวัลเกียรติบัตรแก่ครูต้นแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก จำนวน 33 ราย, รางวัลแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ครูระดับปฐมวัย จำนวน 35 ราย, ครูระดับ ป.1-3 จำนวน 81 ราย,ครูระดับ ป.4-6 จำนวน 81 ราย และครูระดับ ม.1-3 จำนวน 33 ราย

ลอรีอัล มอบทุนนักวิจัยสตรีไทย พร้อมส่งเสริมเป็นนักวิจัยสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731469

ลอรีอัล มอบทุนนักวิจัยสตรีไทย  พร้อมส่งเสริมเป็นนักวิจัยสากล

ลอรีอัล มอบทุนนักวิจัยสตรีไทย พร้อมส่งเสริมเป็นนักวิจัยสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โครงการทุนวิจัย ลอรีอัล ประเทศไทย เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ ปีที่ 21 เปิดรับสมัครนักวิจัยสตรีไทย อายุไม่เกิน 40 ปี เจ้าของงานวิจัยอิสระในสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ หรือวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ที่ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ พร้อมมอบทุนสูงสุดจำนวน 5 ทุน ทุนละ 250,000 บาท และโล่เกียรติคุณ

นางสาวอรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล ประเทศไทย กล่าวว่า ลอรีอัลเดินหน้าสนับสนุนสตรีในแวดวงวิทยาศาสตร์เสมอมาผ่านกิจกรรมต่างๆโดยในปีนี้โครงการได้จัดงาน Conversations with the Fellows ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อกระชับมิตรครอบครัวนักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุน เสริมเครือข่ายนักวิจัยสตรีไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเชิดชูเกียรติสตรีในสายงานวิทยาศาสตร์และสนับสนุนงานด้านการค้นคว้าและวิจัย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย พร้อมเดินหน้าเปิดรับสมัครชิงทุนทุนวิจัยฯ เป็นปีที่ 21 เพื่อเฟ้นหาผลงานของนักวิจัยสตรีไทยที่สามารถสร้างผลกระทบในเชิงบวกในวงกว้าง และผลักดันผลงานวิจัยให้สามารถก้าวไปยังระดับโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ สอดคล้องกับแนวคิดของโครงการที่ว่า โลกต้องการวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ต้องการสตรี

นักวิจัยสตรีที่สนใจสามารถสมัครเข้าชิงทุนโครงการทุนวิจัยลอรีอัล ประเทศไทย เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์ สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2566 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการผ่านทางเว็บไซต์ http://www.FWISThailand.com หรือสอบถามเพิ่มเติมที่อีเมล FWISTH@loreal.com

ม.สวนดุสิตคว้า 8 รางวัลนานาชาติ ด้านผลงานวิจัยและนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731474

ม.สวนดุสิตคว้า 8 รางวัลนานาชาติ  ด้านผลงานวิจัยและนวัตกรรม

ม.สวนดุสิตคว้า 8 รางวัลนานาชาติ ด้านผลงานวิจัยและนวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.ชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาการศึกษา และ ผศ.ดร.ยุธยา อยู่เย็น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำทีมนักวิจัยและผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปร่วมจัดแสดงในงาน “The 48th International Exhibition of Invention Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ปรากฏว่าได้รับรางวัลถึง 8 รางวัล ได้แก่ รางวัลเชิดชูเกียรติ 2 รางวัล รางวัลเหรียญทอง 1 รางวัล รางวัลเหรียญเงิน 1 รางวัล และรางวัลเหรียญทองแดง 4 รางวัล จากผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่นำไปจัดแสดงทั้งสิ้น 6 ผลงาน

6 ผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ประกอบด้วย “สารดับเพลิงผงเคมีแห้งจากวัสดุชีวภาพเหลือใช้ทางการเกษตร” และผลงาน “นาโนเซลลูโลสอิมัลชันยืดอายุผักผลไม้ที่สามารถบริโภคได้ จากผลพลอยได้ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม” โดย ผศ.ดร.ณัฐบดี วิริยาวัฒน์ ผลงาน “สารสีชีวภาพจาก Monascus spp. สำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแต่งสี” และ
ผลงาน “นวัตกรรมการผลิตสารออกฤทธิ์เชิงหน้าที่จากเซลล์ว่านเพชรหึงสำหรับใช้ในเวชสำอาง” โดย ผศ.ฤทธิพันธ์ รุ่งเรือง ผลงาน “เคอคูมินอยด์จากขมิ้นชันที่เสถียรและละลายน้ำได้ด้วยการกักเก็บในอะไมโลสจากแป้งข้าว” และผลงาน “ครีมกันแดดสารธรรมชาตินาโนไฮบริดป้องกันรังสียูวียับยั้งการปลดปล่อยอนุมูลอิสระ” โดย ดร.วีรชน ภูหินกอง

รักเด็ก…แต่หมดไฟ! เผย 7 ข้อสุดเบื่อของครูไทย-คุณสมบัติ 5 ประการ‘เสมา 1’คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731388

รักเด็ก...แต่หมดไฟ! เผย 7 ข้อสุดเบื่อของครูไทย-คุณสมบัติ 5 ประการ‘เสมา 1’คนใหม่

รักเด็ก…แต่หมดไฟ! เผย 7 ข้อสุดเบื่อของครูไทย-คุณสมบัติ 5 ประการ‘เสมา 1’คนใหม่

วันพุธ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 11.24 น.

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2566 นายครรชิต มนูญผล ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โพสต์ข้อความพร้อมภาพ Infographic ประกอบผ่านเฟซบุ๊ก ดังนี้ 7 เบื่อของครูไทย รักเด็ก..แต่หมดไฟ เบื่อรัฐมนตรี มีก็เหมือนไม่มี แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ไม่ทันเหตุการณ์ , เบื่อ กคศ. พูดแต่ปาก บอกว่าเน้นสภาพจริง ลดกระดาษ แต่กลับยิ่งมากกว่าเดิม , เบื่อ O-NET บอกว่าสอบตามความสมัครใจ สุดท้ายบังคับสอบทุกคน , เบื่อหลักสูตร มีรายวิชามากมาย แต่เอาไปใช้จริงในชีวิตได้น้อยมาก , เบื่อ ผอ. ทุก ผอ. เอาแต่ใจตนเอง ไม่ฟังเสียงใคร สั่งเอาโน้นเอานี่ทั้งวัน , เบื่อประเมินสารพัด ประเมินเกือบทุกวัน เน้นแต่ถ่ายภาพ จัดฉาก มากพิธี และ เบื่อ สมศ. ขยันผิดปกติ เน้นเอกสารเดิมๆ … การศึกษาไม่ใช่เรื่องของมือสมัครเล่น

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2566 นายครรชิต ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพ Infographic ระบุว่า 5 คุณลักษณะ รมว.ศึกษาธิการ คนใหม่ 1.มีประสบการณ์ตรง ทำงานได้ทันที ไม่ใช่มาเริ่มฝึกงานใหม่ ที่นี่ไม่ต้องการเด็กฝึกงาน 2.รู้ทันโลก ไม่ไร้เดียงสา รู้ทันข้าราชการประจำ ไม่เป็นเครื่องมือพ่อค้า 3.พูดจารู้เรื่อง รู้จริง รู้ชัด กล้าพูด กล้าตัดสินใจ กล้านำเสนอ 4.มีวิสัยทัศน์ด้านคุณภาพชัดเจน รู้ว่าสภาพจริงเป็นเช่นไร และจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร และ 5.ติดดิน ขยัน สู้งาน ออกตรวจสภาพจริง มากกว่านั่งสวยๆ บนหอคอย

– 006

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3Dpfbid02ZpMbgfpWX8GUYJpLDZoUj5cKw3howG1ZJV4i29wH4L5rcsjG9QgZaD66WyCVEc5Kl%26id%3D100057516997108&show_text=true&width=500 , 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3Dpfbid032L9GxSF2tmUQAgVJezmhbRLQcYmnS7Retp7vLH83A6DEXy9zib84yxWuBEWSyLANl%26id%3D100057516997108&show_text=true&width=500

‘เศรษฐศาสตร์การเมือง’ของการพัฒนา ‘ระบบคุ้มครองความยากจน’ผู้สูงอายุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731336

‘เศรษฐศาสตร์การเมือง’ของการพัฒนา  ‘ระบบคุ้มครองความยากจน’ผู้สูงอายุ

‘เศรษฐศาสตร์การเมือง’ของการพัฒนา ‘ระบบคุ้มครองความยากจน’ผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 07.10 น.

“รายจ่ายด้านสวัสดิการผู้สูงอายุกำลังจะเผชิญกับข้อจำกัดงบประมาณ”อันเนื่องจากผลกระทบของโควิด ปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลก และสงครามรัสเซียรุกรานยูเครน ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างภายในของเราเองที่ปรับตัวไม่ทันโลก จะส่งผลต่อความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยระยะยาว ทำให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บรายได้เข้าคลังตามเป้าหมาย ซ้ำยังมีภาระจ่ายคืนหนี้เงินกู้มหาศาลในอนาคต ดังนั้น “ประเทศไทยควรจะต้องหาทางออกสำหรับงบประมาณรายจ่ายที่เพียงพอและยั่งยืน” สำหรับระบบความคุ้มครองความยากจนสำหรับผู้สูงอายุในอนาคต

“แม้จะมีความพยายามโดยภาคประชาสังคมและภาคการเมือง เพื่อผลักดันทางกฎหมายและการเมืองในการขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติบำนาญผู้สูงอายุ แต่ทุกฉบับล้วนถูกตีตกด้วยเหตุผลหลักคือเป็นภาระงบประมาณ” ทั้งที่หากผู้กำหนดนโยบายมีเจตจำนงทางการเมืองที่จะให้ความคุ้มครองด้านสวัสดิการต่อประชาชน ก็ควรที่จะผลักดันให้สามารถเกิดขึ้นได้ เหมือนอย่างระบบบัตรทองหรือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

โดยหลักการพื้นฐานแล้ว แนวคิด“รัฐสวัสดิการ” หรือ สวัสดิการสังคมถ้วนหน้า ซึ่งครอบคลุมถึงระบบ “บำนาญแห่งชาติ” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการมีชีวิตที่มั่นคง และเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดสวัสดิการ โดยควรจะเป็นเป้าหมายทั้งทางเศรษฐศาสตร์และทางการเมืองที่เป็นฉันทามติของสังคมไทย สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยการลดความเหลื่อมล้ำจะช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และ ช่วยลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งรุนแรงทางการเมือง

“เราไม่สามารถจะนำตัวแปรความเหลื่อมล้ำออกจากสมการของการพัฒนาระบบสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย เพราะประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำทั้งด้านรายได้และด้านทรัพย์สิน เป็นปัญหาติดอันดับต้นๆ ในโลก โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตระกูลที่รวยที่สุด50 ตระกูล มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 20-30% หรือ เพิ่มขึ้น 6-8 เท่า มีทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้นจากประมาณ1 ใน 10 ของ GDP เพิ่มเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของ GDP

ซึ่งตระกูลที่รวยที่สุดตระกูลหนึ่งมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเพียงปีเดียวเกือบ 1 แสนล้านบาท ในปี 2563 ที่ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสจากปีแรกของโควิด หลายตระกูลบนยอดพีระมิดที่ความมั่งคั่งเติบโตรวดเร็วติดจรวด เพราะได้เปรียบจากการประกอบธุรกิจสัมปทาน หรือ ธุรกิจกึ่งผูกขาด เช่น โทรคมนาคม หรือ พลังงาน ตลอดจนกลไกภาครัฐเอื้อให้สามารถมีอำนาจเหนือตลาด และได้รับยกเว้นภาษีแบบที่ผู้ประกอบการ SME ไม่ได้รับโอกาส”

ในขณะที่ ช่องว่างระหว่างคนรวยที่สุด 10% และคนส่วนใหญ่ในประเทศ ยิ่งขยายกว้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนจนระดับล่าง 10% แทบจะไม่ได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ตามข้อมูลสำรวจสภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ คงไม่น่าแปลกใจที่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ตามที่ ศ.ดร.เมธี ครองแก้ว (2522) เคยระบุไว้ว่า “รัฐบาลไม่ต้องการใช้นโยบายการคลังเพื่อผลทางการกระจายรายได้ เพราะนโยบายดังกล่าวกระทบต่อฐานะของคนกลุ่มน้อยที่มีอิทธิพลหรือมีอำนาจ ซึ่งรัฐบาลต้องช่วยรักษาผลประโยชน์หรือมีประโยชน์ผูกพันอยู่ด้วย” ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ได้มีข้อเสนอมากมายในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน เช่น ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล (2556) ได้เสนอว่า การสร้างความเสมอภาคได้มากขึ้นวิธีหนึ่งก็คือ การกระจายการถือครองทรัพย์สินใหม่

ในขณะที่ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร (2560) ได้ระบุว่า การที่สินค้าและบริการสาธารณะของเรา รวมทั้งระบบรัฐสวัสดิการ มีไม่เพียงพอและคุณภาพย่ำแย่ ส่วนหนึ่งเพราะว่ารัฐมีงบประมาณจํากัด ซึ่งเกิดจากการเก็บภาษีได้น้อย ดังนั้น จึงควรที่จะพัฒนาประสิทธิภาพและความเป็นธรรมทางภาษี ซึ่งภาษีที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สินต่างๆ ประเทศไทยมีรายได้จากภาษีคิดเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะอัตราภาษีที่ต่ำเกินไป และเพราะการลดหย่อน/ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อส่งเสริมการลงทุน โดยในปี พ.ศ. 2558 ประมาณ 1 ใน 4 ของภาษีเงินได้นิติบุคคลได้รับการลดหย่อน (Pitidol, 2018)

ดร.สมชัย จิตสุชน และคณะ (2554) ได้เสนอว่า ประเทศไทยควรมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อยกระดับรายได้ภาษีให้ใกล้เคียงกับ “ศักยภาพในการเสียภาษี” และช่วยให้ระบบภาษีมีความเป็นธรรมและเสมอภาคมากขึ้น สอดคล้องกับ Kwaja and Iyer (2014) ซึ่งระบุว่า หากประเทศไทยสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีให้สูงขึ้น รายได้ภาษีจะเพิ่มได้ถึง 20-30% ของ GDP

Solt (2019) ได้แสดงให้เห็นว่า มาตรการภาษีและเงินสวัสดิการของไทย ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้ค่อนข้างน้อย ซึ่งแสดงถึงศักยภาพที่จำกัดของประเทศไทยในการใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ในขณะที่การใช้จ่ายด้านรัฐสวัสดิการของรัฐไทย สามารถช่วยลดความยากจน ตามที่ Sondergaard et al. (2016) ได้แสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายภาครัฐด้านสวัสดิการ มีบทบาทสูงขึ้นในการช่วยลดความยากจนของครัวเรือนไทย

“ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นที่สำคัญคือ คนจำนวนมากยังต้องทำงานทั้งชีวิตโดยที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพ ยิ่งทำงานก็ยิ่งจนลงเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยได้พัฒนาเศรษฐกิจโดยการกดค่าจ้างในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น” ดังที่ ดร.นพดล บูรณะธนัง และ พรเกียรติ ยั่งยืน (2556) ได้แสดงให้เห็นว่า ค่าจ้างขั้นต่ำและค่าจ้างทั่วไป เพิ่มขึ้นช้ากว่าผลิตภาพแรงงาน และ GDP ในช่วงปี พ.ศ. 2544-2553 (หรือ ค.ศ.2001-2010) ดังนั้น มูลค่า (แรงงาน) ส่วนเกินหรือ Surplus Value ที่เกิดจากผลิตภาพแรงงานที่เพิ่มขึ้น กลับหายไปอยู่ที่นายทุนที่ได้รับประโยชน์เหล่านั้นไป

“ดังนั้น ด้วยเหตุผลทั้งทางเศรษฐศาสตร์ (technical analysis) และทางศีลธรรม (ethical analysis)
จึงควรเร่งพิจารณาและผลักดันให้มีการหาทางแหล่งรายได้สำหรับระบบ
บำนาญแห่งชาติ รวมทั้งการจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณใหม่ (budget reprioritization) เพื่อมาสนับสนุนค่าใช้จ่ายบำนาญผู้สูงอายุที่จะเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการใช้จ่ายในทางที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนผู้เสียภาษี เช่น รัฐสวัสดิการ”

ดังที่ ศ.ดร.นพ.ศุภสิทธิ์ พรรณนา รุโณทัย ได้เสนอไว้ว่า บรรยากาศทั่วไปที่สังคมไทยพัฒนาถึงขั้นควรจัดระบบสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า มีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเพิ่มขึ้นเพิ่มการจัดบำนาญถ้วนหน้าเพื่อผู้สูงอายุ เงินชดเชยรายได้การตกงาน ฯลฯ นโยบายทั้งหมดนี้ต้องมาจากแหล่งเงินของรัฐที่มีขนาดใหญ่และยั่งยืนขึ้น การปฏิรูปภาษีโดยเฉพาะภาษีที่เกี่ยวกับรายได้และความมั่งคั่งต้องเพิ่มฐานจำนวนผู้เสียและขนาดของการจัดเก็บมากขึ้น ผสมผสานด้วยระบบการคลังอื่นๆ แบบมีส่วนร่วม (ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย, 2564)

ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ ดร.คริส เบเคอร์ (Phongpaichit and Baker, 2015) ได้ชี้แนะว่า การทำให้สังคมไทยมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่จะทำให้สังคมไทยมีสันติสุขและความปรองดองในระยะยาว ระบบบำนาญผู้สูงอายุ ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการเกื้อกูลกันแบบสมัยใหม่ที่ทุกคนมีส่วนร่วม โดยคนรวยจ่ายมากกว่าตามกำลังความสามารถ หรือ ability to pay ตามหลักพื้นฐานของ
ระบบภาษีอากร (ศ.ดร.เอื้อมพร พิชัยสนิธ,2557) ซึ่งเป็นการแสดงน้ำใจในการโอบอุ้มกันในสังคมไทยในลักษณะของการ “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงจากความยากจนผู้สูงอายุ

แน่นอนว่า “ระบบบำนาญแห่งชาติมีความท้าทายสำหรับประเทศในแง่ของทรัพยากรที่มีจำกัดสำหรับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน” ซึ่งถึงแม้งานวิจัยต่าง ๆ ก่อนหน้าได้แสดงให้เห็นแล้วว่า สามารถเป็นไปได้ในทางเศรษฐศาสตร์ (Suwanrada and Wesumperuma, 2012; Schmitt et al., 2013; และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 2558) แต่ก็ชัดเจนว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายในทางการเมือง

แม้กระนั้นก็ตาม “สมัยเริ่มต้นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ก็ได้มีการคัดค้านว่า ประเทศไทยไม่มีงบประมาณ แต่ความก้าวหน้าของประกันสุขภาพถ้วนหน้า ได้เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงในทิศทางบวกสำหรับประเทศไทยสามารถที่จะเกิดขี้นได้” ซึ่งสองทศวรรษต่อมา การดูแลสุขภาพถ้วนหน้าหรือ UHC ได้กลายเป็นเป้าหมายและเจตนารมณ์ร่วมกันของมนุษยชาติ

ดังนั้น หลังวิกฤตโควิด ประเทศไทยควรจะมี “ระบบบำนาญที่พึงปรารถนา” โดยกำหนดเป้าหมายทำให้ผู้สูงอายุทุกคนมีรายได้ยามชราภาพเพียงพอต่อการยังชีพ ซึ่ง ก. การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Increase),ข.การปฏิรูปภาษีทั้งระบบเพื่อระบบสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า (Tax Reform for Universal Welfare System) และ ค.การจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณใหม่ (Budget
Reprioritization)

เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศได้สนับสนุนมานานแล้ว และเป็นนโยบายปกติที่ทำกันในประเทศพัฒนาแล้ว!!!

ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย

คณะเศรษฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สกสว.ร่วมมือกับธนาคารโลกในการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731328

สกสว.ร่วมมือกับธนาคารโลกในการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย

สกสว.ร่วมมือกับธนาคารโลกในการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.02 น.

สกสว.ร่วมมือกับธนาคารโลกในการพัฒนานวัตกรรมในประเทศไทย

16 พฤษภาคม 2566 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมมือกับธนาคารโลกเพื่อส่งเสริมนโยบายการพัฒนานวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภาพการเติบโตของประเทศไทย โดยภายใต้ความร่วมมือนี้ ธนาคารโลกและ สกสว. จะจัดทำรายงาน Policy Effectiveness Review (PER) เกี่ยวกับนโยบายการพัฒนานวัตกรรมผ่านการลงทุนในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภาคเอกชน โดยรายงานฯ จะพิจารณาแนวทางการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทย เพื่อประเมินความสอดคล้องของนโยบายปัจจุบันกับความท้าทายและจำเป็นของประเทศไทยในด้านนี้

รายงานของธนาคารโลกเกี่ยวกับนวัตกรรมในการพัฒนาเอเชียตะวันออกเน้นย้ำถึงย้ำถึงความสำคัญของนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ดี หลายประเทศในภูมิภาคนี้ รวมถึงประเทศไทย ยังไม่สามารถพัฒนาให้เท่าทันกับประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมได้ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และจีน โดยประเทศไทยนั้นจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรองลงมาร่วมกับมาเลเซีย เวียดนาม และมองโกเลีย โดยมาเลเซียมีการพัฒนาด้านนวัตกรรมที่ใกล้กับประเทศผู้นำฯ มากที่สุด

“ความร่วมมือกับธนาคารโลกครั้งนี้ จะเป็นการทำงานแบบเป็นหุ้นส่วน รวมถึงการถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนแนวคิดต่างๆ ในการดำเนินโครงการทบทวนนโยบายประสิทธิผล (PER) ของนโยบายนวัตกรรมของประเทศไทย” รศ.ดร. ปัทมาวดี โพขนุกูล ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าว “ผลสัมฤทธิ์ของโครงการนี้คาดว่าจะช่วยให้รัฐไทยสามารถออกแบบกลไกมาตรการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทย ที่เหมาะสมกับการสร้างศักยภาพของภาคเอกชนไทยในวงกว้าง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจไทย” 

จากการวิจัยระบบนวัตกรรมของประเทศที่มีอยู่ การพัฒนาด้านนวัตกรรมของไทยมีข้อจำกัดในหลายด้านที่ควรพัฒนาให้เพียงพอเพื่อผลักดันให้งานด้านวิทยาศาสตร์และวิจัยก้าวหน้าทัดเทียมประเทศผู้นำฯในระดับนานาชาติ  ซึ่งรวมถึงช่องว่างด้านทักษะสำคัญอันจากการขาดแคลนบุคลากรด้านเทคนิค ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับศูนย์วิจัยต่าง ๆ นอกจากนี้ กฎระเบียบในการนำเข้าปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีที่สำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ นวัตกรรม (Science, Technology, and Innovation – STI) และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการ SME ก็เป็นข้อจำกัดสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจในการผลักดันการพัฒนาด้านนวัตกรรมนั้น ผู้มีอำนาจจำเป็นต้องจัดลำดับความเร่งด่วนของนโยบายที่สำคัญต่อการพัฒนาระดับความสามารถทางเทคโนโลยีของภาคเอกชนของประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างบริษัทที่เกี่ยวโยงกับบริษัทข้ามชาติและธุรกิจขนาดเล็กในประเทศคุณเซซิล เนียง ผู้จัดการสายงานการเงิน ความสามารถในการแข่งขัน และ นวัตกรรม ธนาคารโลกประจำภาคพื้นเอเซียและแปซิฟิค กล่าว “นวัตกรรมมีศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้สามารถพัฒนาเป็นประเทศรายได้สูงได้ และเราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้สามารถออกแบบนโยบายผลักดันนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของผลิตภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านส่งผลให้การพัฒนาด้านนวัตกรรมและการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้มีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตที่สะอาดและประหยัดพลังงานจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

โครงการความร่วมมือทางเทคนิคนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก สกสว. ภายใต้กรอบสัญญาการให้บริการที่ปรึกษา (Reimbursable Advisory Services: RAS) ของธนาคารโลก โดยธนาคารโลกทำงานร่วมกับประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูงภายใต้โครงการนี้ตามคำขอของประเทศสมาชิก โดยให้บริการด้านการให้คำปรึกษา การวิเคราะห์ และสนับสนุนการดำเนินการโครงการต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความท้าทายในการพัฒนาที่สำคัญในอนาคตได้ดีขึ้น

‘ตรีนุช’ ร่วมประชุมเวทีการศึกษายูเนสโก ชวนสร้างระบบนิเวศน์ทางการศึกษาทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731325

'ตรีนุช' ร่วมประชุมเวทีการศึกษายูเนสโก ชวนสร้างระบบนิเวศน์ทางการศึกษาทุกมิติ

‘ตรีนุช’ ร่วมประชุมเวทีการศึกษายูเนสโก ชวนสร้างระบบนิเวศน์ทางการศึกษาทุกมิติ

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 19.55 น.

วันที่ 16 พฤษภาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก ครั้งที่ 216 เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2566 ที่กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส พร้อมด้วย ดร.อรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโกในครั้งนี้ เป็นการหารือกำหนดแนวทางการดำเนินงานขององค์การยูเนสโกในการบริหารงานและการดำเนินกิจกรรมในสาขาต่าง ๆ ของยูเนสโก เช่น การศึกษา วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ฯลฯ 

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ตนได้นำเสนอการดำเนินงานของประเทศไทยในการสร้างโอกาสทางการศึกษาผ่าน “โครงการพาน้องกลับมาเรียน” และ “โครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” รวมถึงขอบคุณผู้นำทั่วโลกที่ยกให้ประเด็นเรื่องการศึกษาให้เป็นวาระของโลกและร่วมกันจัดกิจกรรม Transforming Education Summit ที่กรุง New York เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อให้คำมั่นว่าจะพลิกโฉมการศึกษาเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับประเด็นอุปสรรคและความท้าทายต่าง ๆ ที่จะเข้ามาส่งผลกระทบต่อการศึกษา เช่น การปรับตัวของประเทศต่าง ๆ ในยุค Post new normal, การพลิกโฉมทางดิจิทัล, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ความเสื่อมโทรมและอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องร่วมมือกันผลักดันให้เกิดระบบนิเวศน์ทางการศึกษาที่ดีขึ้นในทุกมิติ 

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยพร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานของยูเนสโก ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างใหม่ของยูเนสโกที่จะทำให้การทำงานสามารถครอบคลุมความร่วมมือข้ามสาขาที่จะช่วยให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย SDG ได้ โดยประเทศไทยได้แสดงความขอบคุณ UNESCO Global Geoparks Council ที่เสนอให้โคราชจีโอพาร์คให้ได้รับการรับรองเป็น UNESCO Global Geopark แห่งใหม่ ทั้งนี้ ตนได้เชิญให้ผู้เข้าร่วมประชุมร่วมเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานนิทรรศการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปีประสูติ ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 16 พ.ค. 66 ที่ ห้อง Ségur Hall สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก อีกด้วย
 

เอกชน-กองทัพบก จัดแข่งขันมวยไทย มุ่งสร้างนักชกมัธยมสู่สังเวียนอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/731054

เอกชน-กองทัพบก จัดแข่งขันมวยไทย  มุ่งสร้างนักชกมัธยมสู่สังเวียนอาชีพ

เอกชน-กองทัพบก จัดแข่งขันมวยไทย มุ่งสร้างนักชกมัธยมสู่สังเวียนอาชีพ

วันอังคาร ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พลตรีทวีศักดิ์ จันทราสินธ์ รองผู้อำนวยการศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบกสนามมวยเวทีลุมพินี เป็นประธานประชุมความคืบหน้า การจัดการแข่งขันชกมวย รายการ Kick New Gen การแข่งขันมวยไทยที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาของนักชกระดับมัธยมปลาย อายุ 15-19 ปี อีกทั้ง นายชัชวาลล์ คงอุดม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ได้มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย

พลตรีทวีศักดิ์ กล่าวถึงการแข่งขันรายการ Kick New Gen ว่า จากนโยบายของศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก
สนามมวยเวทีลุมพินี ในเรื่องของการพัฒนาและส่งเสริมมวยไทยให้เป็นกีฬาอาชีพและเป็นมรดกอย่างยั่งยืน ส่งเสริมนักกีฬาเยาวชนให้มีพื้นที่ในการแสดงความสามารถด้านการกีฬา โดยเฉพาะมวยไทย เป็นเรื่องสำคัญและสอดคล้องกับนโยบายของสนาม ตนเองเห็นด้วยและพร้อมส่งเสริมที่จะให้มีการจัดการแข่งขันการชกมวยไทยเยาวชน ซึ่งจะเป็นนักมวยไทยอาชีพในอนาคต

นายนนทวัชร ช่ำชอง กรรมการผู้จัดการ Kick Thailand ผู้จัดรายการ Kick New Gen กล่าวว่า การจัดชกมวยรายการดังกล่าว มีจุดมุ่งหมายเพื่อผสมผสานความทันสมัยเข้ากับประเพณีวัฒนธรรมไทย และเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากทั่วประเทศได้แสดงฝีมือและเป็นตัวแทนของโรงเรียนในเข้าสู่การชกมวยไทยในสนามมวยเวทีลุมพินี โดยกำหนดจัดวันที่ 18 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป มีการแข่งขันใน 4 รุ่นน้ำหนักในรูปแบบแพ้คัดออก ผู้เข้าแข่งขันรอบแรก จะมาจาก 8 โรงเรียนที่มีนักกีฬามวยไทยพร้อมแข่งขัน ได้แก่ โรงเรียนหนองกองพิทยาคม โรงเรียนนิภาศิริ โรงเรียนถนนหักพิทยาคม โรงเรียนกีฬาโคราช โรงเรียนวัดบวรมงคล โรงเรียนกีฬานครสวรรค์ โรงเรียนปทุมคงคา โรงเรียนจำนงวิทยา โรงเรียนสามโคก โดยจะใช้สนามมวยเวทีลุมพินี เป็นสังเวียนในการแข่งขันครั้งนี้

“Kick New Gen จะเป็นอีกสังเวียนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมและยกระดับมวยไทย ให้เป็นกีฬาอาชีพได้อีกทางหนึ่ง
เพราะเราเปิดโอกาสให้นักชกมวยไทยที่มีความสามารถ แต่ไม่มีเวทีชกได้มีโอกาส มาแสดงฝีมือในรายการนี้ ทั้งนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเอานักชกเยาวชนจาก Kick New Gen ไปต่อยอดในรายการอื่นๆ ของผู้จัดที่มีการแข่งขันที่สนามลุมพินีแห่งนี้อีกด้วย ” นายนนทวัชรกล่าวทิ้งท้าย