มหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ ‘เจ้าฟ้าทีปังกร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727554

มหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ ‘เจ้าฟ้าทีปังกร’

มหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล วันคล้ายวันประสูติ ‘เจ้าฟ้าทีปังกร’

วันเสาร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2566, 09.05 น.

กระทรวงมหาดไทย จัดพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร 29 เมษายน 2566

วันที่ 29 เมษายน 2566 เวลา 06.39 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร 29 เมษายน 2566 โดยมี นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายสมคิด จันทมฤก รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายชยาวุธ จันทร อธิบดีกรมที่ดิน นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายปรีชา เดชพันธุ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย นางจิรวรรณ เพ็ญพาส ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศศิธร จันทมฤก นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และพี่น้องประชาชน ร่วมพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 20 รูป เพื่อถวายเป็นพระกุศล โดยได้รับเมตตาจาก เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร นำพระภิกษุสงฆ์ สามเณร เดินบิณฑบาต เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติฯ เสร็จแล้ว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถวายธูปเทียนแพ เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และ ดร. วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร

จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีฯ กล่าวถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยมีใจความสำคัญว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ได้ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงสืบสานพระบรมราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามโครงการจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อเป็นแบบอย่างในการพัฒนาสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ของชุมชนให้ดีขึ้น ทรงเป็นแบบอย่างให้แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าในการสมัครใจช่วยเหลือผู้อื่น ทรงยอมเสียสละกำลังพระวรกาย เวลาส่วนพระองค์ และพระสติปัญญา ในการทรงงานที่เป็นสาธารณประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ก็ทรงมุ่งมั่นในการศึกษาในระบบอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อมีโอกาสก็ได้เสด็จมาทัศนศึกษาเรื่องราวของประเทศไทยในสถานที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ ทั้งยังทรงสนพระทัยในธรรม ด้วยการเสด็จไปยังวัดต่าง ๆ เพื่อทรงบำเพ็ญพระกุศล อีกทั้งยังได้ทรงสนทนาธรรมกับเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นการส่วนพระองค์ อยู่เป็นเนืองนิจ

“เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันถวายความจงรักภักดี ด้วยการปฏิบัติบูชาผ่านกิจกรรมจิตอาสาเราทำความ ดี ด้วยหัวใจ ในทุกจังหวัด ทั่วประเทศ และร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 29 เมษายน 2566 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ https://wellwishes.royaloffice.th/index.php/home/index/24 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2566 โดยพร้อมเพรียงกัน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย   

อว. นำงานวิจัยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พลิกฟื้น ตลาดร้อยปี คลอง 12

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727549

อว. นำงานวิจัยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พลิกฟื้น ตลาดร้อยปี คลอง 12

อว. นำงานวิจัยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พลิกฟื้น ตลาดร้อยปี คลอง 12

วันเสาร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2566, 08.00 น.

อว. นำงานวิจัยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก พลิกฟื้น “ตลาดร้อยปี คลอง 12” พร้อมพัฒนารูปแบบสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ลดความเหลื่อมล้ำในชุมชน

วันที่ 28 เมษายน 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำโดย ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตลาดร้อยปี คลอง 12 หกวา ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการวิจัยภายใต้แผนงานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community-Based Research : CBR) ประจำปี 2565 (ภาคกลาง) โดยมี ผศ.ดร.ดรุณศักดิ์ ตติยะลาภะ แห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินโครงการ “การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำของชุมชน ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ด้วยการพลิกฟื้นตลาดเก่าและย่านเมืองเก่า 100 ปี คลอง 12 หกวา ผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชน” และ ผศ.ดร.พิษณุ แก้วตระพาน แห่ง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ดำเนินการโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ 4 สายคลอง (คลอง 10-13) สู่การรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจของเกษตรกร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี” พร้อมนี้ ผศ.ดร.ภิศักดิ์ กัลยาณมิตร รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย รศ.ดร.สุชาดา พงศ์กิตติวิบูลย์ กลไกบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากภาคกลาง  คณะนักวิจัยและผู้นำชุมชน ประกอบด้วย นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลลำไทร  นายกสมาคมสภาองค์กรชุมชนคนปทุมธานี ผู้ประสานขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดปทุมธานี เจ้าของตลาด ผู้ประกอบการร้านค้า ให้การต้อนรับ

ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ เลขานุการ รมว.อว. กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้สนับสนุนงานวิจัยเพื่อชุมชนท้องถิ่น จากการวิจัยโดย วช. มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ภายใต้แผนงานการวิจัยเพื่อท้องถิ่น (Community-Based Research : CBR) ประจำปี 2565 (ภาคกลาง) ซึ่ง วช. ได้ให้ทุนวิจัยแก่ มรภ.วไลยอลงกรณ์ฯ ในการดำเนินโครงการ “การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำของชุมชน ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ด้วยการพลิกฟื้นตลาดเก่าและย่านเมืองเก่า 100 ปี คลอง 12 หกวา ผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชน” เพื่อช่วยเสริมสร้างศักยภาพ ความเข้มแข็งของคนในชุมชน ด้วยการพลิกฟื้นตลาดเก่าและย่านเมืองเก่า 100 ปี คลอง 12 หกวา ผ่านกระบวนการพัฒนาท่องเที่ยวโดยชุมชน ด้วยการพัฒนารูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวและสร้างระบบกลไกในด้านท่องเที่ยววิถีชุมชนย่านเมืองเก่า ตลาดดร้อยปี คลอง 12 แห่งนี้ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยการสนับสนุนการท่องเที่ยวในชุมชน ซึ่งมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน  และสำหรับโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ 4 สายคลอง (คลอง 10-13) สู่การรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจของเกษตรกร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี” และสนับสนุน สจล. นำองค์ความรู้มาจัดการรูปแบบของสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ 4 คลอง ตั้งแต่คลอง 10 ถึงคลอง 13 โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) ในการดำเนินงาน ซึ่งจะสร้างความร่วมมือกันระหว่างเกษตรกร ผ่านการร่วมคิดร่วมดำเนินการภายใต้กระบวนการวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

ผศ.ดร.ดรุณศักดิ์ ตติยะลาภะ แห่ง มรภ.วไลยอลงกรณ์ฯ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า ได้รับทุนสนับสนุนจาก วช. ให้ดำเนินการโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำของชุมชน ตำบลลำไทร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ด้วยการพลิกฟื้นตลาดเก่าและย่านเมืองเก่า 100 ปี คลอง 12 หกวา ผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT)” เป็นงานวิจัยที่เกิดจากการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ร่วมกับนักวิจัยชุมชน ในการพัฒนาพื้นที่ย่านเมืองเก่า ให้กับมาพลิกฟื้นโดยผ่านการพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชุมชนที่เป็นชุมชนที่มีทรัพยากรที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โครงการนี้จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนด้วยการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวและสร้างระบบกลไกในด้านท่องเที่ยววิถีชุมชนย่านเมืองเก่าบนฐานการมีส่วนร่วมชุมชน พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำบนฐานการมีส่วนร่วมชุมชน โดยมีกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี

ด้าน ผศ.ดร.พิษณุ แก้วตระพาน แห่ง สจล. หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า โครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบสภาผู้น าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ 4 สายคลอง (คลอง 10-13) สู่การรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของเกษตรกร อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี” ได้รับทุนจาก วช. เพื่อทำการศึกษาและวิเคราะห์ สถานการณ์ของการทำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ 4 สายคลอง ตั้งแต่คลอง 10 ถึงคลอง 13 โดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกร มีการพัฒนารูปแบบและกลไกสภาผู้นำเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ สู่การรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจของเกษตรกร และสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของเกษตรกร การวิจัยมีลักษณะเป็นงานวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) โดยการวิจัยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กลุ่ม การสังเกตการณ์ และมีการใช้เครื่องมือวิจัยชุมชนแบบมีส่วนร่วม เช่น timeline แผนที่เดินดิน โอ่งชีวิต และ ตุ๊กตาเกษตรกร เป็นต้น  งานวิจัยนี้ มีการขับเคลื่อนผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัย ชุมชน เกษตรต้นแบบ และภาคีเครือข่าย ผ่านการร่วมคิดร่วมดำเนินการภายใต้กระบวนการวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

ในการนี้ ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ เลขานุการ รมว.อว. และคณะ ได้เดินทางตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าของโครงการวิจัยทั้งสองโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช. พบว่า ตลาดร้อยปีแห่งนี้ มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาให้มีความเจริญรุ่งเรือง เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากได้ อีกทั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ยังได้ให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะแก่นักวิจัยเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
 

‘เอนก’ ย้ำชัดนักวิจัยไทยมีศักยภาพสูง และสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727420

'เอนก' ย้ำชัดนักวิจัยไทยมีศักยภาพสูง และสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้

‘เอนก’ ย้ำชัดนักวิจัยไทยมีศักยภาพสูง และสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้

วันศุกร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.52 น.

“เอนก เหล่าธรรมทัศน์ “ย้ำชัด”  นักวิจัยไทยมีศักยภาพสูง และสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้   ด้านซีอีโอชั้นนำของประเทศ “รับลูก” ความสำคัญของการวิจัยและนวัตกรรม เป็นกุญแจดอกสำคัญช่วยไขโจทย์ความท้าทายของภาคอุตสาหกรรม     

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)  ภายใต้สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ(สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “ บพข. สร้างสรรค์เศรษฐกิจไทย เชื่อมโลกด้วยวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2566  หรือ PMUC Research for Thailand’s Competitiveness 2023”  ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันก่อน  เพื่อเปิดชเวทีในการขับเคลื่อนให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานวิจัยภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถยกระดับพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ  โดยมี  “ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์”   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  เป็นประธานเปิดงานพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ  ในหัวข้อ  “อว. กับความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการผลักดันเศรษฐกิจไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก  กล่าวว่า   ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ยากจน ซึ่งจริง ๆ แล้วประเทศไทยเป็นประเทศมีรายได้ปานกลางระดับบน  และจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี 2580  ซึ่งหลายๆ หน่วยงานรวมถึง อว. จะร่วมขับเคลื่อนอย่างจริงจัง โดยปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยใหญ่ติดอันดับ 24 ของโลก และใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย ซึ่งไทยถือเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและยังเป็นจุดที่เชื่อมโยงไปยังเอเชียตะวันออก  ทำให้เมื่ออาเซียนรวมกับจีนและอินเดียแล้ว จะมีขนาดเศรษฐกิจถึง 1 ใน 3 ของโลก และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การที่ประเทศไทยอยู่ในภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็นเลิศ  จะเป็นแรงเสริมทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยสูงยิ่งขึ้น

“ จากการดำเนินงานของ บพข.ที่เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แสดงให้เห็นถึงความสามารถของนักวิจัยไทยในยามวิกฤติที่สามารถพัฒนางานวิจัยต่าง ๆ ได้ดี ทั้งการพัฒนาชุดตรวจ วัคซีนและห้องความดันลบต่าง ๆ  ซึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักการคิดจากเดิมที่เคยแต่ซื้อเทคโนโลยี มาเป็นการพัฒนาได้เอง เราไม่ได้ปฏิเสธความช่วยเหลือจากต่างประเทศที่จะทำให้บางจุดเกิดเร็วขึ้น  แต่มีข้อแม้ว่าหากเราจะรับความช่วยเหลือจากใครจะต้องเป็นความช่วยเหลือที่ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น และอยากให้คนไทยเชื่อว่า เราสามารถเป็นชาติวิทยาศาสตร์ได้  อย่างเช่น การสร้างยานอวกาศ ที่อยากให้ทุกคนรอดูความสำเร็จในอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า    ผมมองว่าประเทศไทยมีการเจริญเติบโตเยอะมาก  และค่อนข้างชัดเจนว่าความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยนับวันจะสูงขึ้น ทั้งความสามารถด้านยา เครื่องมือการแพทย์ ด้านการเกษตร การสร้างโรงงานต้นแบบ รวมถึงการสร้างศูนย์วิจัยร่วมกับ 8 มหาวิทยาลัย  คนไทยอาจไม่ใช่คนที่เก่งมากแต่เป็นคนที่ใครๆ ก็อยากทำงานด้วย”

5 ซีอีโอชั้นนำของประเทศ “มั่นใจ”การวิจัยและนวัตกรรมจะเป็นคำตอบสุดท้ายของทุกความท้าทายในภาคอุตสาหกรรม     

ทั้งนี้ภายในงาน ได้มีการเสวนาจุดประกายเศรษฐกิจในหัวข้อ “ The CEO views: Thailand Competitiveness, Achievement through Research and Innovation”  เพื่อนำเสนอมุมมองและวิสัยทัศน์ของ  ผู้นำองค์กรชั้นนำของประเทศในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศ  และการปรับตัวให้พร้อมรับกับสถานการณ์ของโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว   โดยผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล  นายสุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานนวัตกรรม บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)  นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)   และนายอราคิน รักษ์จิตตาโภค หัวหน้าทีมขับเคลื่อนนวัตกรรม AIS NEXT บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน)  โดยมี ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล    กล่าวถึงระบบนิเวศนวัตกรรมว่า ต้องเป็นนโยบายแห่งชาติ    โดยระบบนิเวศจะต้องเป็นการทำงานร่วมมือกันแบบไม่มีเงื่อนไข ไร้ขอบเขต ไม่มีข้อจำกัดและต้องอยากที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  เกิดความเชื่อมโยง และที่สำคัญต้องมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ  การสร้างระบบนิเวศจึงสำคัญมากโดยเฉพาะเรื่องงานวิจัยที่ต้องมองตลาดเป็นหลัก และเมื่อนักวิจัยทำสำเร็จแล้วไม่จำเป็นต้องรอเอกชนเข้ามาแต่ควรจะมีเวทีหรือแพลตฟอร์มให้ผู้วิจัยและผู้ใช้งานวิจัยได้มีพบกัน 

ทั้งนี้กลุ่มมิตรผลได้มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 และมีการวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยมีเป้าหมายคือ 1%  รายได้   ซึ่งเริ่มวิจัยตั้งแต่พันธุ์อ้อยไปจนถึงการนำไบโอเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และของเหลือในกระบวนการผลิต มีการขาย CO2  หรือคาร์บอนเครดิต  และปัจจุบันกำลังดูเรื่องพลังงานชีวภาพสำหรับอากาศยาน ซึ่งจำเป็นต้องใช้การศึกษาวิจัยอีกมาก  

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย    กล่าวว่า   การเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกทั้งเรื่องดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น  สงครามเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมระดับโลกที่มาจากภายนอกประเทศ ส่วนความท้าทายที่มาจากภายในประเทศเองคือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการที่ประเทศไทยอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน ซึ่งตัวเลขปี 2565 เป็นปีแรกที่อัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราผู้เสียชีวิต เรียกได้ว่าประเทศไทยย่างเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์  ซึ่งเป็นความท้าทาย เพราะสิ่งนี้ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศกำลังลดลง  ประกอบกับในปี 2565  ไอเอ็มดีได้จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง 5 อันดับ จากอันดับที่ 28 ( ปี2564 ) เป็นอันดับที่  33 ( ปี 2565 ) และนี่คือสิ่งที่ได้ชี้ชัดว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยควรที่จะรีบพัฒนา ซึ่งต้องชื่นชมกระทรวงอว.ที่ได้มีการพัฒนาและทลายกำแพงที่เคยขวางกั้นระหว่างภาครัฐและเอกชน ทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน  

“วันนี้เรามีโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมที่ชัดเจน โดยมุ่งไปที่อุตสาหกรรมใหม่ คือ เอสเคิร์ฟใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย  เศรษฐกิจบีซีจี  ซึ่งมีต้นแบบการนำไบโอเทคโนโลยีไปปรับใช้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ  และสุดท้ายคือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ภาคอุตสาหกรรมมีโจทย์ชัดเจนคือเรื่องความยั่งยืน พลังงานสีเขียว และพลังงานสะอาด ซึ่งภาคอุตสาหกรรมพร้อมที่จะทำงานกับนักวิจัย ขณะที่เอสเอ็มอี ที่ต้องการพัฒนาไปสู่การเป็นสมาร์ทเอสเอ็มอี  นั้นจะต้อง Go Digital , Go Innovation  และ Go Global” 

ขณะที่นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)    กล่าวว่าบริษัททำธุรกิจนี้มาเกือบ 50 ปี มีการแข่งขันในตลาดโลกทำให้ต้องพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่ตลอดเวลาต้องมีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โดยบริษัทตัดสินใจลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมเมื่อปี 2557 ปัจจุบันมีนักวิจัยกว่า 100 คนและมีแพลตฟอร์มให้นักวิจัยร่วมมือกันในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน  ซึ่งความท้าทายของอุตสาหกรรมนี้ ก็คือผลกระทบจากการเกิดสงครามที่ทำให้ต้นทุนการผลิตต่าง ๆ สูงขึ้น ซึ่งจะต้องดูว่าจะเอานวัตกรรมเข้ามาช่วยได้อย่างไร 

“สำหรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืน มองว่าเป็นเรื่องของการลดพลังงานและลดค่าใช้จ่าย  ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี  อยากให้ภาครัฐและสถาบันการศึกษาเข้าใจว่า วันนี้เราต้องมองถึงการไปแข่งขันในตลาดโลก เราจะช่วยเอกชนให้ออกไปต่อสู้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทั่วโลกได้อย่างไร ด้วยงบประมาณประเทศที่มีจำกัด ดังนั้นต้องจัดลำดับความสำคัญว่ายุทธศาสตร์ประเทศไทยจะไปทางไหน เพื่อให้สามารถใช้งบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ภาครัฐควรจะต้องเข้าใจบริบทของโลกและเข้าใจบทบาทของตัวเองว่าไม่ได้เป็นผู้กำกับกฎเกณฑ์ แต่ควรเป็นผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและควรปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐเองด้วยทั้งด้านความรวดเร็วและความต่อเนื่อง”

ขณะที่นายสุรชา อุดมศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานนวัตกรรม บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)   หรือเอสซีจี  กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของการทำนวัตกรรมคือจากเดิมบริษัทจะทำนวัตกรรมเพื่อใช้เองหรือตอบโจทย์สินค้า แต่ปัจจุบันสินค้าทุกอย่างในอนาคตต้องตอบโจทย์ใน 2 เรื่องคือ  Low  Waste  และ Low   Carbon ซึ่งเอสซีจีบุกเบิกเรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียนและพยายามทำอย่างเต็มที่ มีการเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็น Low   Carbon มากที่สุด จากฟอสซิลให้เป็นวัสดุชีวภาพ และที่ถือว่าเป็น นิวฟรอนเทียร์ สำหรับเอสซีจีก็คือการเอาคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้   ซึ่งในอนาคตสิ่งที่เราผลิตออกไปอาจจะเป็นสิ่งที่ GREEN ที่สุด

นายอราคิน รักษ์จิตตาโภค  หัวหน้าทีมขับเคลื่อนนวัตกรรม AIS NEXT บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน)    หรือเอไอเอส กล่าวว่า  เอไอเอสก็โดนดิสรัปเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่น  ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องมีพาร์ทเนอร์มาช่วย   มองว่าปัจจุบันทุกบริษัทจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคต และเมื่อเห็นเทรนด์ที่จะทำกับธุรกิจของตนเองแล้ว บางเทคโนโลยีอาจจะสร้างเองหรือถ้าต้องการอย่างรวดเร็วก็คือการซื้อมาใช้ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็คือ อย่าทำเองคนเดียวทั้งหมด ให้ใช้ความเป็นพาร์ทเนอร์ชิฟกับภาครัฐและภาคเอกชนให้มากที่สุด 

สำหรับการจัดงาน “ บพข. สร้างสรรค์เศรษฐกิจไทย เชื่อมโลกด้วยวิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2566  หรือ PMUC Research for Thailand’s Competitiveness 2023”   บพข. จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-26 เมษายน 2566 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์  เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยเด่น จาก บพข. สำหรับผู้ประกอบการหรือนักลงทุน ที่มองหางานวิจัยพร้อมใช้  ได้มีโอกาสพบปะกับนักวิจัยเจ้าของผลงานที่พร้อมก้าวเดินและร่วมผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ใช่สำหรับผู้ใช้ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม   โดยกิจกรรมที่น่าสนใจนอกจากการเสวนาวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ  การนำเสนอผลงานวิจัยเทคโนโลยีขั้นสูง  หรือ Research Pitching   กิจกรรม Hackathon    ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ประกอบการได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการและเขียนโครงการขอรับทุนวิจัย  ฯ   แล้วยังมีการนำเสนอนิทรรศการผลงานวิจัยไทย ที่ บพข. ให้การสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัยกับผู้ประกอบการ ใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงตัวอย่างผลงานวิจัยที่ได้รับการผลักดันจนสามารถออกสู่ตลาดได้สำเร็จอีกด้วย
 

‘ศธ.’ร่วมกับมูลนิธิ’สอวน.’ จัดงานการสัมมนานานาชาติ วาระครบรอบ100ปี วันประสูติ’กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727347

'ศธ.'ร่วมกับมูลนิธิ'สอวน.' จัดงานการสัมมนานานาชาติ วาระครบรอบ100ปี วันประสูติ'กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์'

‘ศธ.’ร่วมกับมูลนิธิ’สอวน.’ จัดงานการสัมมนานานาชาติ วาระครบรอบ100ปี วันประสูติ’กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’

วันศุกร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2566, 12.50 น.

ศธ.ร่วมกับมูลนิธิ สอวน. จัดงานการสัมมนานานาชาติว่าด้วยการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติ “กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์”

28 เมษายน 2566 กระทรวงศึกษาธิการ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวการจัดงาน “การสัมมนานานาชาติว่าด้วยการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ร่วมกับ รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการ และพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.)  ดร.อรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และ รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) 

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ตามที่องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศให้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม รัฐบาลจึงเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในวันที่ 6 พ.ค.2566 นั้น โดยคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลองวาระครบ 100 ปีวันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และมีแผนงานจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเป็น 3 ระยะ  คือ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว แบ่งเป็นภาคระดับกระทรวง  ภาคประชาชน ภาคเอกชนและมูลนิธิต่างๆในพระอุปถัมภ์  ซึ่งมูลนิธิ สอวน. กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จึงร่วมกันจัดการสัมมนานานาชาติ  ในประเด็นสำคัญต่ออนาคตการศึกษาของโลก ภายใต้หัวข้อ International Conference on Mathematics and Science Education in the Post COVID-19 Era: Global Issues Awareness ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2566 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ  

“ทั้งนี้เพื่อร่วมกันหาหนทางการก้าวผ่านผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือในปี พ.ศ.2563 ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งงผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาสำหรับเยาวชนทั่วโลก และค้นหาอุปสรรคแนวทางแก้ไขร่วมกันเพื่อต่อยอดพัฒนาการศึกษา สร้างคนคุณภาพ ขับเคลื่อนอนาคตโลกด้งยฐานความรู้วิทยาศาสตร์ศาสตร์ คณิตศาสตร์ต่อไป โดยการสัมมนานานาชาติครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบ on site โดยได้รับพระกรุณาจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุม พร้อมทั้งทรงปาฐกถาพิเศษ และทอดพระเนตรนิทรรศการทางวิชาการ นับเป็นนิมิตรหมายอันดีที่นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ไทยและนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก จะได้ตระหนักถึงความสำคัญของวาระเฉลิมฉลองนี้ และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาวงการศึกษาในระดับนานาชาติอย่างกว้างขวางทั่วกัน” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว 

ด้าน รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิ สอวน. กล่าวถึงงานสัมมนาในระดับนานาชาติครั้งนี้ว่า  จากการระบาดของโรคติดเชื้อ COVID -19 ได้สร้างผลกระทบต่อการศึกษาของเยาวชนทั่วโลก โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์ เนื่องจากไม่สามารถสร้างทักษะปฏิบัติให้ผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ มูลนิธิ สอวน.จึงได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานในสังกัดจัดงานสัมมนาในระดับนานาชาติครั้งนี้ขึ้นเพื่อให้นานาชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญและพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาอันนำประโยชน์มาสู่ประชาคมโลกจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งบทบาทของประเทศไทยในฐานะสมาชิกอันดีของสังคมโลกด้วย

ขณะที่ นายยศพล  เวณุโกเศศ รองปลัด ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนหน่วยงานในสังกัดทุกแห่ง มีความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสจัดงานอันทรงเกียรติครั้งนี้ร่วมกับมูลนิธิ สอวน. โดยได้ร่วมกันวางแผนงานและกิจกรรม
เฉลิมฉลอง 3 ระยะ คือ ระยะสั้น– กลาง -ยาว แบ่งเป็นการเฉลิมฉลองในระดับกระทรวง และระดับภาคประชาชน ภาคเอกชนและมูลนิธิต่าง ๆ ในพระอุปถัมภ์ โดยงานสัมมนานานาชาติครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบ on site นับเป็นกิจกรรมแม่เหล็กที่คาดว่าจะดึงดูดผู้ร่วมงานทั้งในประเทศและจากนานาประเทศได้ประมาณ 500 คน สามารถส่งต่อแนวทางในการเยียวยาระบบการศึกษาหลังวิกฤตการณ์ COVID-19 

ส่วน ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การสัมมนานานาชาติฯ ในครั้งนี้ จะเป็นเวทีที่ระดมความคิดของนักการศึกษา นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำที่มีต่อผลกระทบภายหลังการระบาดของโรค COVID -19 ใน 3 ประเด็นคือ  1. Talented Students ปัญหาของกลุ่มนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงแนวทางการแก้ปัญหาและการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนกลุ่มนี้ให้สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ 2. Inclusive Education ปัญหาของความเหลื่อมล้ำที่ทำให้การกระจายตัวของการศึกษาไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการระบาดของโรค COVID -19 ซึ่งนักเรียนบางกลุ่มไม่สามารถเรียนหนังสือได้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติการ เกิดช่องว่างของการเรียนรู้ในสังคม และ 3. Digital Transformation  การปิดสถานศึกษาเป็นระยะเวลานาน ทำให้สื่อการเรียนรู้ดิจิทัล เป็นอีกหนทางหนึ่งที่ช่วยบรรเทาปัญหาการเรียนการสอนในระหว่างและหลังการระบาด ซึ่งแนวทาง ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ที่ตกผลึกจากการสัมมนาครั้งนี้จะเป็นภูมิคุ้มกันเสริมความแข็งแรงให้ระบบการศึกษาวิทยาศาสตร์ของไทย สร้างเยาวชนคุณภาพรองรับอนาคตอีกด้วย

ส่วน รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผอ.สสวท. กล่าวเพิ่มเติม ว่า ตลอด 3 วันของงาน ได้จัดการบรรยายทางวิชาการในหัวข้อที่ทันสมัย ดึงดูดความสนใจ จากประสบการณ์ของนักวิชาการชั้นนำและนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก อาทิ  การบรรยายงานวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล, การบรรยายของนักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งเป็นผู้ที่พัฒนาวัคซีน mRNA ในภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19, รับฟังมุมมองอันแหลมคมจากนักการศึกษาที่มีชื่อเสียงในเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์, การเปลี่ยนผ่านระบบการศึกษาเข้าสู่ยุคดิจิทัล พร้อมชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติและการแสดงผลงานของบุคลากรทางการศึกษาอีกหลากหลาย จึงขอเชิญชวนสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปติดตามการสัมมนานานาชาติครั้งนี้ไปพร้อมกัน  -009
 

‘ธนกร’เผยรัฐบาลเตรียมจัดงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ’สมเด็จพระสังฆราช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727239

'ธนกร'เผยรัฐบาลเตรียมจัดงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ'สมเด็จพระสังฆราช'

‘ธนกร’เผยรัฐบาลเตรียมจัดงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ’สมเด็จพระสังฆราช’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2566, 19.03 น.

“ธนกร”เผยรัฐบาลเตรียมจัดงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” 26 มิถุนายน 2566

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2566 ที่ห้องประชุมชั้น 203 อาคารกรมประชาสัมพันธ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ การจัดงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จัดประชุมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมีกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐ และสื่อมวลชน ร่วมกันพิจารณาและดำเนินการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การจัดงานพระราชพิธี รัฐพิธี ศาสนพิธี งานพิธี โครงการและกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการตามพระดำริ และเชิญชวนประชาชนร่วมฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

นายธนกร กล่าวเพิ่มเติมว่า จะมีการถ่ายทอดสดการเสด็จพระราชดำเนินไปในงานบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2566 เวลา 17.00 น. ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และเครือข่าย TGN 170 ประเทศทั่วโลก และทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติ

“ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมช่วยกันประชาสัมพันธ์ผ่านทุกช่องทางที่มี เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่าน ซึ่งตนในฐานะประธานกรรมการคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯได้มีวางแผนและเตรียมความพร้อมแล้ว นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดทำช่องทางให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารและการจัดกิจกรรมต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ : https://www.prd.go.th/th/page/item/index/id/85 โดยลิงค์เข้าไปที่เว็บไซต์ กรมประชาสัมพันธ์ : www.prd.go.th และ Facebook 96 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่น่าเชื่อถือมาให้ประชาชนรับรู้ และเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” นายธนกร กล่าว

‘มุกดาหาร-มทร.ธัญบุรี’จับมือตั้งสถาบันการศึกษา สถานีสร้างงานสร้างอาชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727181

‘มุกดาหาร-มทร.ธัญบุรี’จับมือตั้งสถาบันการศึกษา สถานีสร้างงานสร้างอาชีพ

‘มุกดาหาร-มทร.ธัญบุรี’จับมือตั้งสถาบันการศึกษา สถานีสร้างงานสร้างอาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2566, 16.07 น.

‘มุกดาหาร-มทร.ธัญบุรี’จับมือตั้งสถาบันการศึกษา สถานีสร้างงานสร้างอาชีพ 

นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร และพ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะมุกดาธนพงศ์ นายก.อบจ มุกดาหาร ประชุมร่วมกับ สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ประกอบด้วย รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นายวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ นายกสภามหาวิทยาลัย พร้อมด้วย กรรมการฯ ที่ปรึกษา ฯ ร่วมประชุมที่ห้องประชุมแก้วกินรี ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร

ที่ประชุมพิจารณาจัดตั้งสถานีสร้างงานสร้างอาชีพ ที่จังหวัดมุกดาหารเพื่อใช้ในการตั้งวิทยาเขตแบบนวัตกรรมใหม่เพื่อเป็นโมเดลและขยายไปยังจังหวัดต่างๆ ให้ครบ 10 สถานีในประเทศไทยโดยมี concept ว่าไม่เน้นสิ่งก่อสร้างไม่ลงทุนขนาดใหญ่โดยที่จังหวัดมุกดาหารจะใช้อาคารรวมใจที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอยู่แล้วในการเริ่มต้นโดย อาคารรวมใจ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านดานคำ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร ภายในจะมีสำนักงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี สำนักงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารในส่วนของกองการศึกษาและสำนักงานของไบโอแลนด์ที่ได้รับความร่วมมือจากประเทศญี่ปุ่นและภายในอาคารประกอบด้วยห้องประชุมห้องทำงานห้องพักผู้ปฏิบัติงานโดยนายกการบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารใช้งบประมาณในการปรับปรุงอาคารจำนวน 5 ล้านบาท ปรับพื้นที่ให้สวยงามเพื่อทำโรงเรือนเกษตรปลอดภัยแบบพรีเมี่ยมเป็นศูนย์สาธิตเป็นโมเดลให้เกษตรกรใช้เป็นแบบอย่างเพื่อขยายพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารได้ใช้ที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ มห.506(บางส่วน) ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ  สำหรับเป็นที่ทำการกองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมของ อบจ.มุกดาหาร และรองรับการจัดการศึกษาร่วมบูรณาการกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งคาดว่าจะปรับปรุงอาคารเสร็จและเปิดทำการโดยเร็ว

คณะสงฆ์เวียดนามจับมือวัดพระธรรมกายจัดตักบาตรพระนานาชาติ 9 ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/727139

คณะสงฆ์เวียดนามจับมือวัดพระธรรมกายจัดตักบาตรพระนานาชาติ 9 ประเทศ

คณะสงฆ์เวียดนามจับมือวัดพระธรรมกายจัดตักบาตรพระนานาชาติ 9 ประเทศ

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 22.08 น.

คณะสงฆ์เวียดนามจับมือวัดพระธรรมกายจัดตักบาตรพระนานาชาติ 9 ประเทศ

26 เมษายน พ.ศ. 2566 เวลา 06.00 น. คณะสงฆ์กว่า 400 วัดจำนวนกว่า 3,000 รูปในเขตภูมิภาค Mekong Delta (13 จังหวัดภาคใต้ ของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม) พร้อมด้วยคณะสงฆ์จาก 9 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา เนปาล บังกลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย และอินโดนีเซีย นำโดยพระอาจารย์ด่าวยือ มหาเถระ รองประธานมหาสังฆนายกแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เจ้าคณะจังหวัดเกิ่นเทอ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์เขมรเถรวาทจังหวัดเกิ่นเทอ เป็นประธานสงฆ์ในพิธีตักบาตรพระ 3,000 รูป ณ มหาวิทยาลัยสงฆ์เขมรเถรวาท จ.เกิ่นเทอ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมตักบาตรในครั้งนี้นับหมื่นคน

พระครูสิทธิรัตนวิเทศ (จรินทร์ รตนวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดภาวนาโซล, ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หัวหน้าคณะทำงานจากประเทศไทย กล่าวว่า “กิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาในครั้งนี้ถือว่าเป็นการจัดตักบาตรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเวียดนาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูรักษา พระพุทธศาสนา กระชับความสัมพันธ์ของคณะสงฆ์เถรวาทนานาชาติ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาซึ่งกันและกันภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะสงฆ์เถรวาทเวียดนาม และวัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย ซึ่งการจัดตักบาตรพระ 3,000 รูปครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานเผยแผ่ร่วมกันในโอกาสต่อไป”

‘ปลัด มท.’บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี-ภาคีเครือข่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726971

'ปลัด มท.'บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี-ภาคีเครือข่าย

‘ปลัด มท.’บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี-ภาคีเครือข่าย

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 19.00 น.

“ความอยู่รอดของสังคมไทยเรามีพระ มีวัดเป็นหลักชัย” “ปลัดมหาดไทย”บรรยายถวายความรู้คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรีและภาคีเครือข่าย เน้นย้ำกลไก“1 พระสังฆาธิการ 1 ภาคราชการ” ขอพระสงฆ์เมตตานำภาคราชการลงพื้นที่ไปสงเคราะห์ดูแลประชาชนให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

วันนี้ (26 เม.ย. 66) เวลา 13.00 น.ที่ห้องประชุมดำรงธรรม อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นวิทยากรถวายความรู้พระสังฆาธิการ เรื่อง ข้อตกลงความร่วมมือวัดชุมชนสร้างสุขให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ผ่านระบบ Video Conference โดยได้รับเมตตาจาก พระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี พระราชวัชรบัณฑิต ผู้อำนวยการสถาบันโพธิยาลัย พระบุรเขตธรรมคณี เจ้าคณะจังหวัดตราด พระมหาชนก เขมะกาโม รองเจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี และคณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรี ร่วมรับฟังกว่า 300 รูป ณ วิทยาลัยมหาดไทย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี นายพิจิตร บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายวิสุทธิ์ ประกอบความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นายเปลี่ยน แก้วฤทธิ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะทำงาน Change for Good กระทรวงมหาดไทย ร่วมรับฟัง

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวว่า “สังคมไทยเป็นสังคมที่มีประวัติศาสตร์ผูกพันยึดโยงกับพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน โดยจะเห็นได้ว่าสังคมไทยมีความสุขความร่มเย็นอยู่ได้เพราะมีคณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาช่วยเป็นหลักชัยในการช่วยเหลือเกื้อกูลดูแลเพื่อให้ผู้คนในสังคมอยู่กันด้วยความสุข จนเรียกได้ว่า “วัดและพระสงฆ์ เป็น ครู คลัง ช่าง หมอ” โดยความเป็น “ครู” เมื่อลูกผู้ชายเติบโตเข้าสู่วัยที่บวชเรียน ก็มีพระสงฆ์เป็นพระอุปัชฌาย์ เทศนาสอนให้ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รวมถึงเป็นผู้อบรมสั่งสอนญาติโยมศิษยานุศิษย์ของวัดให้มีคุณธรรมจริยธรรม และในปัจจุบันยังช่วยเหลือเจือจานดูแลคนในสังคม ดูแลนักเรียน ด้วยการนำข้าวสารอาหารแห้ง กับข้าวกับปลาจากบาตรมอบให้กับโรงเรียน มอบให้กับคนยากไร้ ความเป็น “คลัง” คือ ในยามที่ชาวบ้านมีงานกิจกรรมที่บ้านเรือนหรือที่วัดก็ดี ก็จะมีวัดเป็นเหมือนคลังข้าวของเครื่องใช้ที่สามารถติดต่อหลวงพ่อเพื่อหยิบยืมไปใช้ในกิจกรรมงานการต่าง ๆ โดยไม่ต้องเสียเงินทอง ความเป็น “ช่าง” ที่พระสงฆ์จะเป็นผู้มีความสามารถในงานช่างอย่างหลากหลาย ทั้งช่างปูน ช่างปั้น ช่างแกะสลัก จนสามารถก่อร่างสร้างวัดวาอารามได้สวยงามวิจิตรบรรจง และความเป็น “หมอ” ที่เด่นชัด เพราะตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน พระสงฆ์คือผู้ทรงคุณวุฒิในด้านตำรับตำราแพทย์แผนไทย ยากวาด ยาสมุนไพร หรือแม้แต่เทคนิคการนวดแผนไทยก็ก่อเกิดกำเนิดจากวัด คือ วัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ที่สืบทอดสืบสานสืบต่อกันมาจวบจนถึงวันนี้ จนกล่าวได้ว่า “ความอยู่รอดของสังคมไทยเรามีพระสงฆ์ เรามีวัด เป็นหลัก”

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่มีภารกิจหลักในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เป็นผู้นำการบูรณาการข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ของทุกกระทรวง ทุกกรมในพื้นที่จังหวัด ซึ่งในการบูรณาการดังกล่าวมี “คณะสงฆ์” เป็นภาคีเครือข่ายผู้นำศาสนาที่มีความสำคัญต่อการหนุนเสริมบทบาทของคนมหาดไทย จึงเป็นที่มาของการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือบทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืนกับเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุขกับเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ เพื่อให้พระสงฆ์ได้ช่วยกระตุ้นปลุกเร้าข้าราชการได้ลงไปร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมปรึกษาหารือ ร่วมทำ ร่วมพัฒนา ร่วมทำกิจกรรมงานใดใดในพื้นที่ให้กับพี่น้องประชาชน และทำให้ได้รับประโยชน์จากการสงเคราะห์ อันได้แก่ 1) เชิงนามธรรม คือ ญาติโยมทุกครัวเรือนจะมีจิตใจอ่อนโยนโน้มหาพระคุณเจ้า เข้าหาพระศาสนาเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนได้ยึดมั่นในประเพณีวัฒนธรรมปฏิบัติตนอยู่ในศีลในธรรม ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นทำให้ลูกหลานมีความคุ้นชินกับศาสนกิจต่างๆ มีจิตใจโน้มหาความดี ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และ 2) เชิงรูปธรรม สามารถจำแนกได้ 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 1 มิติยาฝรั่ง ด้วยการสงเคราะห์ช่วยเหลือบำรุงจิตใจผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง คนที่ยากไร้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้ประทังชีวิตบรรเทาความทุกข์ในระดับหนึ่ง และลักษณะที่ 2 คือ มิติยาไทย เป็นการดำเนินการไปสู่ความยั่งยืน โดยพระสงฆ์เป็นผู้นำข้าราชการลงไปในพื้นที่ ไปกระตุ้นปลุกเร้าให้ลุกขึ้นมาน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและพระราชดำริต่างๆ เพื่อทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน โดยไม่รีรอให้คนช่วยอย่างเดียว ทำให้คนเป็นบัวพ้นน้ำ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ช่วยกันดูแลครอบครัว ขยายผลไปดูแลชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด ได้แก่ 1) ทุกครอบครัวมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง แข็งแรง ถูกสุขลักษณะ

2) ทุกครัวเรือนสามารถพึ่งพาตนเอง น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในด้านการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร “บ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง และ “ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน” ด้วยการปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพรเต็มพื้นที่บ้าน พื้นที่วัด รวมไปถึงสองฝั่งถนนสาธารณะ พื้นที่สาธารณะ เช่น ป่าชุมชน ทุ่งเลี้ยงสัตว์ หนอง คลอง บึง ลำห้วย ที่โรงเรียน ที่วัด ที่อนามัย ซึ่งถ้าที่บ้าน รอบบ้าน เต็มไปด้วยพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ ริมถนน ริมคลอง ในวัด ในโรงเรียน มีแปลงผัก แปลงไม้ยืนต้น ขนุน น้อยหน่า มะม่วง มะพร้าว กล้วย อ้อย บอระเพ็ด ก็มีนัยว่า สิ่งแวดล้อมก็จะดีขึ้น ความสวยงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพื้นที่ก็จะมีขึ้น 3) ทุกครัวเรือนมีความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อโลกของเรา ด้วยการช่วยเหลือกันดูแลบริหารจัดการขยะ ไม่ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง ช่วยกันคัดแยกขยะ และนำขยะเปียกไปใส่ถังขยะเปียกลดโลกร้อนเพื่อเป็นปุ๋ยหมัก และทำให้ขยะที่เก็บไว้บ้านไม่ได้ ให้ อปท. เก็บไป ไม่ส่งกลิ่นเหม็น 4) พี่น้องประชาชนรวมตัวกันในการช่วยเหลือดูแลทุกข์สุขซึ่งกันและกัน ที่เราเรียกว่า การสงเคราะห์ หรือจิตอาสา ช่วยสงเคราะห์เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงที่อ่อนแอ และ 5) ลูกหลานเหลนโหลนได้รับการศึกษา มีสุขภาพอนามัยที่ดี มีความร่าเริง มีความแข็งแรง และได้เห็นตัวอย่างที่ดีจากผู้ใหญ่ เช่น เห็นผู้ใหญ่ทำบุญใส่บาตร เห็นการแบ่งปันอาหารการกินกับเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ช่วยเหลือกันทำรั้วบ้าน ขุดดิน ทำหลุมถังขยะเปียกลดโลกร้อน โดยเมื่อเด็กเห็นเหล่านี้จากการถ่ายทอด อบรม กล่อมเกลา (Socialization) ให้รุ่นต่อรุ่นมีการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม ไม่มีใครยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อันจะก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความรักสามัคคี” ยึดถือการปฏิบัติตามประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อและศาสนา  และไม่ลืมรากเหง้าสิ่งที่ดีงามของคนไทย คือ เรื่องจิตใจเสียสละ ยึดสิ่งที่ดีงาม การทำบุญใส่บาตร การบวชเรียน พบปะพูดคุย มีการลงแขก เอามื้อสามัคคี ทำงานส่วนรวม ซึ่งในท้ายที่สุด ประโยชน์ที่เราทำเพื่อส่วนร่วมมันก็จะตกเป็นของทุกคนที่ช่วยกันทำ ซึ่งความสำเร็จของทุกเรื่องจะแนบแน่นได้ ก็โดยพระคุณเจ้าทุกรูปต้องเมตตาเป็นผู้กระตุ้นนำข้าราชการทำงานเชิงคุณภาพในพื้นที่ให้มากขึ้น

“เฉกเช่นที่จังหวัดจันทบุรี มีคณะสงฆ์ภายใต้การนำของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระราชธรรมเมธี เจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี เป็นต้นแบบในการทำให้พี่น้องคนจันทบุรีได้มีแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนผ่านความสำเร็จของ “กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์” อันเป็นแนวทางว่า พระสามารถทำให้โยมเป็นคนดี คือ มีสัจจะ รู้จักการบริหารชีวิต ทำงาน หารายได้ จัดสรรรายได้ที่ได้สำหรับสะสมหรือออมทรัพย์ไว้บางส่วน และหาแนวทางในการที่จะทำให้เงินที่สะสมนั้นไปเป็นต้นทุนสำหรับเอาไปใช้ในการลงทุน อันเป็น “ความเมตตาของพระ” ที่เกิดจากการพูดคุยให้สมาชิกกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์มีแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดี ที่ถูกต้อง และมีระบบระเบียบในการบริหารจัดการกลุ่มที่โปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้ต้นแบบความสำเร็จนี้เกิดความยั่งยืน คือ การขยายผลความสำเร็จไปสู่การขับเคลื่อนงานสาธารณสงเคราะห์ ลงพื้นที่ไปเยี่ยมเยียน ทำให้วัดเป็นศูนย์กลางการน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาดำเนินการให้เข้ากับหลักภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ ด้วย “ทีมอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน” ที่มีนายอำเภอทุกอำเภอเป็นผู้นำในการบูรณาการระดับอำเภอ และปลัดอำเภอเป็นผู้นำการบูรณาการระดับตำบล ด้วยแนวทาง 3 ประการ คือ 1. ต้องมี “ทีมพระ” ลุกขึ้นมายืนเคียงข้าง “1 พระสังฆาธิการ 1 ภาคราชการประจำตำบล ทุกตำบล” และให้ทุกอำเภอจัดทำบัญชีรายชื่อพระสงฆ์พร้อมข้อมูลเพื่อจัดทำฐานข้อมูลภาคีเครือข่าย 2. ต้องมีการ “พูดคุย-วางแผน” ร่วมกันของพระสงฆ์ ข้าราชการ และภาคีเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ และ 3. ต้องลงพื้นที่จริงร่วมกันอย่างน้อย 1 พื้นที่/เดือน เพื่อทำให้มีบรรยากาศของการที่ชาวบ้านได้ร่วมกันพบปะ พูดคุย ปรึกษาหารือ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์เกิดขึ้นเต็มผืนแผ่นดินไทย สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดที่ได้ลงนาม MOU ร่วมกับ UN ประจำประเทศไทย ประกาศเจตนารมณ์เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (Statement of Commitment to Sustainable Thailand) “76จังหวัด 76 คำมั่นสัญญา” เพื่อแสดงความมุ่งมั่นทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (UN SDGs) ทั้ง 17 ข้อ โดยเฉพาะข้อที่ 17 การเป็นหุ้นส่วน Partnership มีความช่วยเหลือร่วมมือกันโดยมีพระสงฆ์เป็นหลักชัย อันจะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ดีงาม ผู้คนมีความสุขทั้งกาย และใจ มีความปลอดภัย มั่นคงทางร่างกายและจิตใจ เป็นสังคมแห่งการให้ เป็นสังคมแห่งความรัก ความเมตตา เพราะมีคณะสงฆ์เป็นที่พึ่งหลัก มีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ทำให้สิ่งที่ดีงามได้กระจายความหวังของกระทรวงมหาดไทยที่อยากเห็นประชาชนทุกคนในประเทศไทยของเราได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน” ปลัด มท.กล่าวในช่วงท้าย

พระราชธรรมเมธี กล่าวว่า คณะสงฆ์จังหวัดจันทบุรีได้ร่วมกับส่วนราชการจังหวัดจันทบุรี ได้ขับเคลื่อนความร่วมมือตาม MOU ด้วยกลไก 5 กลไก 7 ภาคีเครือข่าย ในการบำบัดความทุกข์ บำรุงความสุขให้กับญาติโยม โดยคณะสงฆ์ร่วมกับส่วนราชการในจังหวัดจันทบุรี โดยได้ดำเนินกิจกรรม 3 โครงการด้วยกัน คือ 1) โครงการกองบุญพระภิกษุอาพาธจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมตั้งกองบุญดูแลพระภิกษุอาพาธเป็นจังหวัดแรก และเป็นจังหวัดนำร่องในการตั้งกองทุนนี้เพื่อดูแลสุขภาพให้พระสงฆ์ในจังหวัดจันทบุรี 2) กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ ทำให้ชุมชนตำบลหมู่บ้านมีความเข้มแข็งเรื่องเศรษฐกิจฐานราก ได้ช่วยเหลือสมาชิกไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบ มีสมาชิก 110,110 คน กองทุนรวม 3.3 พันล้าน และ 3) กองทุนสังฆประชานุเคราะห์ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล วัด โดยมีกองทุนการศึกษาสงเคราะห์สะสม 12,731,375 บาท เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ จิตอาสาของคณะสงฆ์ ที่ไม่งอมืองอเท้า เราเห็นชาวบ้านประสบภัย เดือดร้อน เราก็มีน้ำจิตน้ำใจ เพราะชาวบ้านทุกคนคือผู้อุปการะพระสงฆ์ทุกรูป ดังนั้นเวลาที่ญาติโยมเดือดร้อน มีความทุกข์ พระจะนิ่งดูดายไม่เข้าไปช่วยเหลือแบ่งเบาความทุกข์ไม่ได้ ด้วยพรหมวิหารธรรม พระสงฆ์จึงเป็นจิตอาสาเข้าไปช่วยเหลือ ทั้งวัตถุสิ่งของและการเยียวยาด้านจิตใจ รวมทั้งการบำรุงสุขที่ยั่งยืนร่วมกับภาคราชการโดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยบูรณาการขับเคลื่อนหลักตามเจตนารมณ์ของ MOU ที่ได้ร่วมลงนามกับมหาเถรสมาคม จึงขออนุโมทนา

– 006

‘สกสว.-สภาพัฒน์’ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ4ภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726865

'สกสว.-สภาพัฒน์'ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ4ภาค

‘สกสว.-สภาพัฒน์’ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. พัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ4ภาค

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.12 น.

สกสว.- สภาพัฒน์ ประสานพลัง ขับเคลื่อน ววน. ยกระดับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และ การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวย สกสว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และ เจ้าหน้าที่ ร่วมประชุมกับ นายบุญชัย ฉัตรประเทืองกุล ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อหารือ ถึงแนวทางการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยจะส่งผลให้เกิดฐานการผลิตและบริการโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และมีการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่พื้นที่อื่น ตามที่ สกสว. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยเฉพาะในมิติการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยยกระดับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้แก่ภาคการผลิต/บริการ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคีการพัฒนา ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม

โอกาสนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวย สกสว. กล่าวว่า สกสว. เป็นหน่วยงานกลางของประเทศ ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี กระทรวง อว. ตามพระราชบัญญัติสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พร้อมประสานความร่วมมือ และ ดำเนินการต่างๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการวิจัยและพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งในส่วนของ การยกระดับการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ภาคการผลิต/บริการของระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ โดยสนับสนุนการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือที่ใกล้ชิดในด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างภาคีการพัฒนา ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา ชุมชน และเอกชนในพื้นที่เพิ่มศักยภาพสถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ในพื้นที่ให้มีบทบาทนำและเชื่อมโยงภาคีการพัฒนาต่าง ๆ ในการวิจัยและพัฒนาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนระเบียงฯ ในแต่ละภาคตามแนวทาง BCG โดยเน้นการลงทุนในกิจการที่ใช้วัตถุดิบและจ้างแรงงานในพื้นที่ และการใช้เทคโนโลยีสีเขียว สนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมแก่ผู้ประกอบการและเกษตรกร ต่อยอดการวิจัยและพัฒนาให้เป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ จัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อม (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการดึงดูดบุคลากรในด้านการวิจัยและพัฒนา

รวมถึง การส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนข้อมูล/องค์ความรู้ ระหว่างภาครัฐ-ภาคเอกชน-สถาบันการศึกษา-ชุมชน โดยเฉพาะการถ่ายทอดฯ ให้แก่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs/MicroSMEs) และวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งสตาร์ทอัพ เพื่อเพิ่มโอกาส ให้แก่ภาคเอกชนที่กำลังเติบโตและเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ให้สามารถเชื่อมโยงและได้ประโยชน์จากการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าของระเบียงฯ ซึ่งจะส่งผลให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน ตามความต้องการ และแนวทางการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจแต่ละภาค อาทิ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC – Creative LANNA) ประกอบด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และลำปาง โดยมุ่งเน้นการ พัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์หลักของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติ พัฒนา Creative Ecosystem ให้เอื้อต่อการเป็นเมืองสร้างสรรค์ พัฒนาสินค้าและบริการสร้างสรรค์  สร้างแบรนด์และส่งเสริมการตลาดและการประชาสัมพันธ์ พัฒนาด้านการศึกษาและวิจัย และบุคลากรด้านสร้างสรรค์ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC – Bioeconomy) ประกอบด้วย นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมชีวภาพแห่งใหม่ของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ตลอดห่วงโซ่การผลิต ในมิติของ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพให้หลากหลาย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและปลอดภัย การส่งเสริมการลงทุนด้านเกษตร/อุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการพัฒนาบุคลากรด้านเกษตรและอุตสาหกรรมชีวภาพ

ท้ายสุดนี้ สกสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การหารือร่วมกันครั้งนี้ จะนำไปสู่การกำหนดแนวทาง และ ทิศทางการทำงานร่วมกัน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

ศธ.กางแผนช่วยเหลือ น.ศ.ไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/726862

ศธ.กางแผนช่วยเหลือ น.ศ.ไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

ศธ.กางแผนช่วยเหลือ น.ศ.ไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

วันพุธ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2566, 15.02 น.

กระทรวงศึกษาธิการกางแผนช่วยเหลือ นักศึกษาไทยจากเหตุการณ์ไม่สงบในซูดาน

เมื่อวันที่ 26 เมษายน นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในสาธารณรัฐซูดาน จากการปะทะกันระหว่างกองทัพซูดานกับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ Rapid Support Forces (RSF) ในกรุงคาร์ทูม เมื่อวันที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา  ซึ่งขณะนี้มีคนไทยอาศัยอยู่ในเมืองดังกล่าวประมาณ 220 คน สถานการณ์ปัจจุบัน คนไทยทั้งหมด ได้เดินทางออกจากเมืองคาร์ทูม ประเทศซูดาน ไปลงเรือของทางการซาอุดีอาระเบียต่อไปยังเมืองเจดดาห์ เพื่อรอการอพยพกลับประเทศไทยโดยกองทัพอากาศ   ซึ่งจะเดินทางถึงประเทศไทย ในวันที่ 27 เมษายน  เวลาประมาณ 22.00 น. จำนวน 1 เที่ยวบิน และวันที่ 28 เมษายน เวลาประมาณ 09.00 น. จำนวน 2 เที่ยวบิน

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกรับนักศึกษาไทยในประเทศซูดาน อยู่ในขั้นตอนของการเดินทางกลับประเทศไทยด้วยความปลอดภัย ซึ่ง  ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ประสานการเตรียมความพร้อมจากรัฐบาลในการเตรียมการอพยพนักศึกษา และประชาชนจากชูดานเดินทางกลับประเทศไทย โดยมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ศอ.บต.ซึ่งได้มีการประชุมอย่างต่อเนื่องและจัดตั้งเป็นศูนย์ประสานงาน นักเรียน นักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ศึกษาต่อในต่างประเทศ (ศป.นศ.จชต.) ภายใน ศอ.บต. ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานทั้งในส่วนกลางกับกระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพบก กองทัพอากาศ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ส่งข้อมูลประสานการติดต่อผ่านญาติและผู้ปกครองของนักศึกษา ซึ่งขณะนี้ได้มีการเตรียมการประสานที่พักใกล้ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อนักศึกษาเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย จะมีการรับนักศึกษาเดินทางกลับเข้ามาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ สนามบินบ่อทอง ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และอำนวยความสะดวกส่งนักศึกษาถึงบ้านอย่างปลอดภัยและเร็วที่สุด

“การดำเนินการภายหลังจากนักศึกษาเดินทางมาถึงภูมิลำเนา มีการวางแผนสำหรับการศึกษาต่อในประเทศ สำหรับนักศึกษาที่ประสงค์ที่จะกลับมาศึกษาในประเทศไทย จะต้องดำเนินการในส่วนของการเทียบโอนรายวิชา โดยจะประสานไปยังมหาวิทยาลัยในพื้นที่จังหวัดชายแนภาคใต้ โดยขณะนี้ ศอ.บต.กำลังเร่งดำเนินการสำรวจนักศึกษาที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศซูดานเพิ่มเติมจากระบบข้อมูล โดยให้บัณฑิตอาสาฯ ลงพื้นที่สำรวจตัวเลขที่ชัดเจน เมื่อนักศึกษาเดินทางกลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งเบื้องต้นข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศมีคนไทยประมาณ 220 คน เป็นนักศึกษาไทย 150 คน อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ 100 คน เนื่องจากเมื่อช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา มีนักศึกษาเดินทางกลับมาบางส่วนแล้ว จากข้อมูลของนักศึกษาที่ไปเรียนต่อในประเทศซูดานพบว่า ส่วนใหญ่ไปศึกษาต่อในสาขาแพทย์ กฎหมายอิสลาม และทางศาสนา” นายอรรถพล กล่าว

ปลัด ศธ.​กล่าวต่อว่า การวางแผนเตรียมการในส่วนของศธ. โดย ศค.จชต. ร่วมกับ ศอ.บต. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัฒกรรม (อว.) และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ได้เตรียมการ ในการรองรับกรณีนักศึกษาที่เดินทางกลับมาจากประเทศซูดาน และมีความประสงค์ที่จะกลับมาศึกษาต่อในประเทศ ดังนี้ 1.จัดเตรียมสถานศึกษารองรับกรณีนักศึกษาไทยที่ไม่กลับไปศึกษาต่อที่ประเทศซูดาน และประสงค์ศึกษาต่อในประเทศไทย โดยจะประสานกับทางมหาวิทยาลัยในพื้นที่ทั้งมหาวิทยาลัยสงขลานรินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหา วิทยาลัยนราธิวาสราชนรินทร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ในการเทียบโอนรายวิชา เพื่อรับเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่นักศึกษาประสงค์ที่จะกลับมาเข้าเรียน และ 2. อำนวยความสะดวกในการเทียบคุณวุฒิการศึกษาจากประเทศ สำหรับนักศึกษาซูดานที่สำเร็จการศึกษาเรียบร้อยแล้ว

“ศูนย์ขับเคลื่อนการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศค.จชต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนด้านการศึกษาต่อต่างประเทศ ของนักเรียนนักศึกษาไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะไปศึกษาต่อต่างประเทศ ในการเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้าใจก่อนเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานของสถาบันการศึกษาในต่างประเทศให้ กับนักเรียนและนักศึกษาที่จะไปศึกษาต่อ ซึ่งได้ประสานเกี่ยวกับการติดตามสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาไทยที่เดินทางกลับจากประเทศซูดาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ ศอ.บต. อย่างใกล้ชิด” นายอรรถพล กล่าว