‘โคราช’ยกระดับศักยภาพสินค้าเศรษฐกิจ GI ‘เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน’ สู่ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710551

‘โคราช’ยกระดับศักยภาพสินค้าเศรษฐกิจ GI ‘เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน’ สู่ระดับโลก

‘โคราช’ยกระดับศักยภาพสินค้าเศรษฐกิจ GI ‘เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน’ สู่ระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 10.55 น.

‘โคราช’ยกระดับศักยภาพสินค้าเศรษฐกิจ GI ‘เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน’ สู่ระดับโลก

12 กุมภาพันธ์ 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รับทราบถึงกิจกรรมลงนามบันทึกความร่วมมือภาคีเครือข่าย (MOU) ในการพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์และ ซัพพลายเชน สินค้าและบริการ GI “เครื่องปั้นดินเผา” ที่ผ่านมาและชื่นชมการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยส่งเสริมสินค้าชุมชนให้เกิดอัตลักษณ์ที่โดดเด่น เชื่อมั่นจะยกระดับเศรษฐกิจชุมชนได้

โฆษกประจำสำนักนายรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือภาคีเครือข่าย (MOU) ในการพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์และ ซัพพลายเชน สินค้าและบริการ GI “เครื่องปั้นดินเผา” ที่สำเร็จแล้วนั้น จะส่งเสริมการพัฒนาชุมชน พัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ ซึ่งจะรวมไปถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค และวิถีชุมชน ก่อให้เกิดการพัฒนาด้านโลจิสติกส์การท่องเที่ยว พัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมทั้งจะสนับสนุนภาคการผลิต และการจัดจำหน่ายสินค้าชุมชนสู่ระดับภูมิภาค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสุดท้ายประโยชน์จะเกิดที่ประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย และสร้างรายได้มวลรวมที่เพิ่มมากขึ้นให้กับจังหวัดนครราชสีมา

“นายกรัฐมนตรีชื่นชม และขอบคุณการทำงานของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ดำเนินการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ของชุมชน การสร้างรายได้ และการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้จะต่อยอดไปที่การพัฒนาชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นไปตามแนวทางนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ ในทุกพื้นที่จะสามารถต่อยอดเศรษฐกิจจากของดีในชุมชนได้ ขอให้กำลังใจทุกชุมชน ซึ่งสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของชุมชนที่ประสบความสำเร็จแล้วได้” นายอนุชาฯ กล่าว

เปิดมุมมอง‘ความรัก’ของคนไทย ‘ถนอม’ไว้อย่างไร ของขวัญ ‘วาเลนไทน์’?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710534

เปิดมุมมอง‘ความรัก’ของคนไทย ‘ถนอม’ไว้อย่างไร ของขวัญ ‘วาเลนไทน์’?

เปิดมุมมอง‘ความรัก’ของคนไทย ‘ถนอม’ไว้อย่างไร ของขวัญ ‘วาเลนไทน์’?

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 07.52 น.

เปิดมุมมอง‘ความรัก’ของคนไทย ‘ถนอม’ไว้อย่างไร ของขวัญ ‘วาเลนไทน์’?

12 กุมภาพันธ์ 2566 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมกับหลักสูตรจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศทั้งในกลุ่มผู้ใหญ่และกลุ่มวัยรุ่น จำนวนทั้งสิ้น 1,095 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 5-9 กุมภาพันธ์ 2566 หัวข้อ “มุมมองความรักของคนไทย ณ วันนี้” สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนคิดอย่างไร กับ “ความรัก” ณ วันนี้

อันดับ 1 ทัศนคติ มุมมองต่อความรักแตกต่างจากสมัยก่อน 72.48%

อันดับ 2 เปิดกว้างกับความรักของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ /ต่างเชื้อชาติมากขึ้น 70.46%

อันดับ 3 มีช่องทางในการสื่อสารเพื่อแสดงความรักต่อกันมากขึ้น 62.66%

2. ประชาชนคิดว่าการมี “ความรักแบบคนรัก” เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่

อันดับ 1 จำเป็นมาก 36.89%

อันดับ 2 จำเป็นมากที่สุด 28.77%

อันดับ 3 ค่อนข้างจำเป็น 22.92%

อันดับ 4 ไม่ค่อยจำเป็น 11.42%

3. ประสบการณ์หรือเคยเจอความสัมพันธ์แบบแย่ ๆ (Toxic relationship) เช่น กับครอบครัว คนรัก ที่ทำงาน เพื่อน ฯลฯ

อันดับ 1 เคย 67.58%

อันดับ 2 ไม่เคย 32.42%

4. โดยปกติแล้ว ประชาชนมักแสดงความรักอย่างไร

อันดับ 1 ใช้เวลาและทำกิจกรรมร่วมกัน 66.64%

อันดับ 2 อยู่เคียงข้าง เป็นกำลังใจให้กัน แสดงความห่วงใย  63.52%

อันดับ 3 ขอบคุณและชื่นชมกัน 62.33%

5. ประชาชนมีวิธีการรักษา/ถนอมความรักอย่างไร

อันดับ 1 เข้าใจกัน รับฟังอย่างมีเหตุผล 82.77%

อันดับ 2 ให้เกียรติกัน 71.68%

อันดับ 3 มั่นคง ซื่อสัตย์ ไม่นอกใจ  68.74%

6. ในวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักที่จะถึงนี้คาดว่าจะใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 1,528.95 บาท /ต่อคน

7. ของขวัญที่อยากได้ในวันวาเลนไทน์มากที่สุด คือ

อันดับ 1 ดอกไม้ ช่อดอกไม้ 48.07%

อันดับ 2 รับประทานอาหารด้วยกัน 31.93%

อันดับ 3 เงิน 23.86%

‘ตรีนุช’เปิดงานสุดยอดนวัตกรรมอาชีวะ เฟ้นหาผลงานฝีมือชนสร้างคุณค่ามชน-สถานศึกษา-ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710349

'ตรีนุช'เปิดงานสุดยอดนวัตกรรมอาชีวะ เฟ้นหาผลงานฝีมือชนสร้างคุณค่ามชน-สถานศึกษา-ประเทศ

‘ตรีนุช’เปิดงานสุดยอดนวัตกรรมอาชีวะ เฟ้นหาผลงานฝีมือชนสร้างคุณค่ามชน-สถานศึกษา-ประเทศ

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 18.53 น.

“ตรีนุช” เปิดงานสุดยอดนวัตกรรมอาชีวะ เฟ้นหาผลงานฝีมือชนสร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อชุมชน-สถานศึกษา-ประเทศ

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  เป็นประธานพิธีเปิดงาน “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” การประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2565 โดยมีว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เป็นผู้กล่าวรายงาน มีผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ผู้อำนวยการสถานศึกษา ประธานกรรมการสิ่งประดิษฐ์ระดับชาติ คณะกรรมการสิ่งประดิษฐ์ระดับภาค นักเรียนนักศึกษา เข้าร่วมงาน ณ ห้องไดมอนด์ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต จังหวัดปทุมธานี

มว.ศธ. กล่าวว่า การจัดงานประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ เป็นเวทีที่มีคุณค่า สร้างโอกาสให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิด การวางแผน ผ่านการลงมือปฏิบัติ โดยอาศัยความรู้และทักษะในหลายด้าน เป็นผู้กล้าริเริ่มสิ่งใหม่ คิดเป็น ทำเป็น และแก้ไขปัญหาอย่างมีเหตุผล และที่ผ่านมาผู้เรียนอาชีวะก็ได้แสดงฝีมือและความสามารถ สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมมาแล้วหลายผลงาน อาทิ อุปกรณ์เทคนิคด้านความปลอดภัยที่ติดตั้งในรถรับ-ส่งนักเรียน ของวิทยาลัยเทคนิคลำปาง เครื่องตรวจจับการเคลื่อนไหวการหายใจ และตรวจจับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรถยนต์ พร้อมส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังครู ผู้ปกครองเข้าช่วยเหลือ ของวิทยาลัยเทคนิคนครปฐม หุ่นยนต์ช่วยฝึกเดินสำหรับผู้ป่วยอัมพฤกษ์-อัมพาต ของวิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา เครื่องจักรแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ของวิทยาลัยเทคนิคสระแก้ว วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี และวิทยาลัยเทคนิคนครนายก เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการยกระดับผู้เรียนอาชีวะ ให้เกิดทักษะเฉพาะด้าน มีสมรรถนะสูง ตอบโจทย์กำลังคนที่พร้อมขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

“ผลงานการประกวดของน้อง ๆ ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมและน่าภาคภูมิใจมาก เพราะไม่เพียงเป็นผลงานสร้างชื่อเสียงระดับประเทศเท่านั้น ยังมีผลงานระดับนานาชาติในหลายด้านด้วย ซึ่งการจะประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ได้ ต้องอาศัยทั้งความรู้ ทักษะ และเทคนิคการคิดวิเคราะห์ต่าง ๆ ตามหลักการสอนของอาชีวะ ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์และกลไกต่าง ๆ จนสามารถจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสำเร็จในหลายผลงาน ทั้งนี้ ขอฝากผู้บริหารอาชีวะต่อยอดผลงานเหล่านี้ เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ในระดับมหาวิทยาลัย หรือตามความต้องการและความสามารถของน้อง ๆ ตลอดจนโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และต่อยอดการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไป

ในโอกาสนี้ ดิฉันขอขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมสนับสนุนและร่วมสร้างสรรค์ให้เกิดโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อเยาวชน สังคม ประเทศชาติ และหวังว่าจะเกิดประโยชน์ทางด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง” รมว.ศธ.กล่าว

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวว่า การจัดงาน “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” การประกวด/ประเมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2565  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านการวิจัย พัฒนานวัตกรรม และสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ อย่างต่อเนื่อง มีผลงานจากความสำเร็จในการในระดับชาติและนานาชาติ เป็นผลงานความสำเร็จมากกว่า 30,000 ผลงาน ผลงานที่สามารถจดสิทธิบัตร จำนวนมากว่า 30 ผลงาน และผลงานพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์มากว่า 400 ผลงาน ซึ่งการจัดงานในวันนี้ เพื่อวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกำลังคนอาชีวศึกษาเป็นนวัตกรสร้างนวัตกรรมพัฒนาประเทศ เกิดคุณภาพอาชีวศึกษา ยกระดับ เพิ่มสมรรถนะกำลังคนสมรรถนะสูง มีสมรรถนะทักษะทางอาชีพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สู่นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ สู่การจัดสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา และพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ การประกวด/ประเมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ แบ่งสิ่งประดิษฐ์ออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ประเภทที่ 1 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ประเภทที่ 2 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์ ประเภทที่ 3 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสิ่งแวดล้อม ประเภทที่ 4 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอาหาร ประเภทที่ 5 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (HEALTH CARE) และประเภทที่ 6 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ จำนวน 120 ผลงาน ซึ่งผลงานเข้าสู่ระดับชาตินั้น นับเป็นการพัฒนาทักษะของผู้เรียน จากการคิดค้น วิจัย และการมีส่วนร่วมในมิติต่างๆ และทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน และสังคม 

ทั้งนี้ งาน“สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” การประกวด/ประเมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2565 จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2565 ณ ชั้น 5 ศูนย์การค้า เซียร์ รังสิต จ.ปทุมธานี 
 

สุดปัง! โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิยะลา คว้ารางวัลชนะเลิศ เวที I-New Gen Award 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710287

สุดปัง! โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิยะลา คว้ารางวัลชนะเลิศ เวที I-New Gen Award 2023

สุดปัง! โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิยะลา คว้ารางวัลชนะเลิศ เวที I-New Gen Award 2023

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 16.21 น.

สุดปัง! โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิยะลา คว้ารางวัลชนะเลิศ เวที I-New Gen Award 2023 จากผลิตภัณฑ์ “Boega” ผงกำจัดพยาธิในอาหารจากใบข่าอ่อนธรรมชาติ

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มอบรางวัลสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน Thailand New Gen Inventors Award : I-New Gen Award 2023 ระดับมัธยมศึกษา รางวัลชนะเลิศ ด้านอาหาร ให้กับผลงาน “ผลิตภัณฑ์ผงกำจัดพยาธิในอาหารจากใบข่าอ่อนธรรมชาติ (Boega)” จากโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิยะลา จังหวัดยะลา ในพิธีปิดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2566 ณ ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค บางนา จังหวัดกรุงเทพมหานคร

นางสาวตัสนีม จะปะกิยา ตัวแทนทีมนักประดิษฐ์ กล่าวว่า ในปัจจุบัน บุคคลส่วนใหญ่มักชอบรับประทานอาหารประเภทสุกๆ ดิบๆ และของดอง โดยในอาหารเหล่านี้เป็นแหล่งที่มักพบพยาธิหลากหลายชนิด และยังเป็นสาเหตุของหลายๆโรค อีกทั้ง “ใบข่า” เป็นส่วนที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ซึ่งใบข่าอ่อนมีสรรพคุณในการกำจัดพยาธิ ทางคณะผู้ประดิษฐ์จึงคิดค้นผลิตภัณฑ์ผงกำจัดพยาธิในอาหารจากใบข่าอ่อนธรรมชาติ  จากการทดสอบผงใบข่า 5 กรัมต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร พบว่าสามารถกำจัดพยาธิได้ดีที่สุดภายในเวลาเฉลี่ย 5.94 นาทีเท่านั้น วิธีการใช้ผลิตภัณฑ์นี้ก็สามารถใช้ได้โดยง่าย เพียงแค่ใส่น้ำ และผง Boega ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ จากนั้นนำอาหารสดมาแช่ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ก็สามารถนำวัตถุดิบไปประกอบอาหาร หรือรับประทานได้ตามปกติ ซึ่งผลิตภัณฑ์ Boega สามารถกำจัดพยาธิได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และไม่มีสารตกค้าง และสารก่ออันตรายต่อร่างกาย อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการขอจดสิทธิบัตร

สำหรับผลงาน “ผลิตภัณฑ์ผงกำจัดพยาธิในอาหารจากใบข่าอ่อนธรรมชาติ (Boega)” จากโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิยะลา จังหวัดยะลา มีคณะผู้ประดิษฐ์คิดค้น ได้แก่ นางสาวตัสนีม จะปะกิยา นางสาวสูเฟียนี  บาโงปะแต นางสาวนุรฟาซีฬา ดือราแม และนางสาวมีรซา อาแด นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โดยมี นางสาวสุไวบะ บือราเฮง นางสาวนุรมา สะบือลา นางฮาร์ตีนี มะเซ็ง นางกูยาวาเฮร์ แซแร และนางสาวซูไมยะห์ สมูซอ เป็นคณะครูที่ปรึกษา สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ ด้านอาหาร ระดับมัธยมศึกษา จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน Thailand New Gen Inventors Award : I-New Gen Award 2023 ในงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2566 ที่ผ่านมาได้อย่างภาคภูมิใจ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีฉลองตราตั้ง พระราชวชิรโมลี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710130

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีฉลองตราตั้ง พระราชวชิรโมลี

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีฉลองตราตั้ง พระราชวชิรโมลี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 22.04 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีฉลองตราตั้ง พระราชวชิรโมลี รองเจ้าคณะภาค 14 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร

     วันที่ 9 กุมภาพันธ์ เวลา 16.00 น. ที่พระอุโบสถ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ พระเทพประสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร เป็นประธานสงฆ์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีฉลองตราตั้ง พระราชวชิรโมลี รองเจ้าคณะภาค 14 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร โดยมี พระพิมลภาวนาพิธาน วิ. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระเถรานุเถระ นายสุพจน์ ยศสิงห์คำ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นายประสพโชค อยู่สำราญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชน ร่วมในพิธี 

     โอกาสนี้ พระราชวชิรโมลี จุดธูปเทียนบูชาพระประธานยิ้มรับฟ้า พระพุทธปฏิมาประธานในพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร แล้วถวายสักการะ พระเทพประสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร และขึ้นนั่งบนอาสนะ จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วเข้าถวายสักการะพระเทพประสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ประธานสงฆ์ และอ่านตราตั้ง พระราชวชิรโมลี รองเจ้าคณะภาค 14 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร และพระฐานานุกรม จำนวน 4 รูป แล้วเข้าถวายสักการะพระราชวชิรโมลี พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์เจริญพระพุทธมนต์ เสร็จแล้ว ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชน ถวายเครื่องไทยธรรม นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กรวดน้ำรับพร กราบลาพระรัตนตรัย เป็นอันเสร็จพิธี

     นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อ่านสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ ให้ พระบวรรังษี วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระอารามหลวง เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามที่ พระราชวชิรโมลี ตรีปิฎกวราลงกรณ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร พระอารามหลวง มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือพระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1 ขอพระคุณจงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในพระอารามโดยสมควร จงเจริญสุขสวัสดิ์ในพระพุทธศาสนาเทอญ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2565 เป็นปีที่ 7 ในรัชกาลปัจจุบัน

     จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อ่านตราตั้งฐานานุกรมในพระราชวชิรโมลี ประกอบด้วย 1) พระครูปลัดไพโรจน์ ภทฺทิโย เจ้าอาวาสวัดป้อมแก้ว ตำบลบ้านกลึง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) พระครูสังฆรักษ์ณัฐชนน กิตฺติภทฺโท วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 3) พระครูสมุห์พงษ์วัฒน์ ธีรวฑฺฒโน วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร และ 4) พระครูใบฎีกาสมยศ อภิปาโล วัดศรีสำราญราษฎร์บำรุง ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2566

     นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระราชวชิรโมลี (สมชาย  พุทฺธญาโณ) รองเจ้าคณะภาค 14 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดวรมหาวิหาร สถานะเดิม ชื่อ สมชาย นามสกุล ทรงอารมย์ เกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2502 ที่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 6 ตำบลรางจระเข้  อำเภอเสนา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของนายชิต – นางจำรัส ทรงอารมย์ อุปสมบท เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2525 ที่วัดกระโดงทอง ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มี พระครูวิบูลธรรมศาสน์ วัดกระโดงทอง ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอุปัชฌาย์  พระปลัดวงษ์ สุธมฺโม วัดกระโดงทอง ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูสังฆวิจารณ์ (อนันต์) วัดกระโดงทอง ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ วิทยฐานะ ชั้นประถมปีที่ 7 จากโรงเรียนวัดกระโดงทอง (พิบูลประสิทธิ์) ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปรียญธรรม 7 ประโยค สำนักเรียนวัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพมหานคร นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยปทุมธานี พุทธศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ด้านงานปกครอง พ.ศ. 2537 เป็นกรรมการคัดเลือกพระภิกษุสามเณรเพื่อเข้าอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม พ.ศ. 2543 เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พ.ศ. 2546 เป็นกรรมการมูลนิธิอภิธรรมมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย วัดระฆังโฆสิตาราม พ.ศ. 2547 เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงวัดระฆังโฆสิตาราม พ.ศ. 2553 เป็นเลขานุการเจ้าคณะภาค 11 พ.ศ. 2560 เป็นเจ้าคณะแขวงศิริราช พ.ศ. 2561 เป็นพระอุปัชฌาย์ ด้านงานการศึกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นครูสอนปริยัติธรรม แผนกธรรม-แผนกบาลี จนถึงปัจจุบัน และเป็นพระอนุจรนำข้อสอบบาลีสนามหลวงไปเปิดสอบ ณ สำนักเรียนต่าง ๆ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ฝ่ายวิชาการสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง เป็นคณะอนุกรรมการพิจารณา และคณะทำงานยกร่างข้อสอบธรรมศึกษา เป็นคณะอนุจรแม่กองธรรมสนามหลวง และเป็นผู้แทนแม่กองธรรมสนามหลวง นำข้อสอบไปเปิดที่ต่างประเทศ ด้านสมณศักดิ์ พ.ศ. 2549 ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ ในราชทินนามที่ พระบวรรังษี และ พ.ศ. 2565  ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์ เป็นพระราชวชิรโมลี ตรีปิฎกวราลงกรณ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรองเจ้าคณะภาค 14 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม รักษาการผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง ประจำหนตะวันออก รักษาการผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ผู้ช่วยครูใหญ่ฝ่ายธุรการ สำนักเรียนวัดระฆังโฆสิตาราม และเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมและบาลี สำนักเรียนวัดระฆังโฆสิตาราม

‘บพข.’กองทุน’ววน.’ หนุนต่อเนื่อง’ท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิ ต้องเป็นศูนย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710129

'บพข.'กองทุน'ววน.' หนุนต่อเนื่อง'ท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิ ต้องเป็นศูนย์'

‘บพข.’กองทุน’ววน.’ หนุนต่อเนื่อง’ท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิ ต้องเป็นศูนย์’

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 22.00 น.

‘บพข.’กองทุน’ววน.’ หนุนต่อเนื่อง’ท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิ ต้องเป็นศูนย์’

เมื่อวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์ 2566 แผนงานกลุ่มท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ร่วมมือ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)จัดงานนิทรรศการและการประชุมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Carbon Neutral Tourism) “พัฒนาพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน บนฐานคิดการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์” ณ จ.พิษณุโลก ภายใต้รูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเข้าใจและทักษะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการขับเคลื่อนแผนการท่องเที่ยว คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ และพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในทุกมิติ หลังจากได้มีการดำเนินการในพื้นที่ภาคใต้ จ.สงขลา ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

นายพชรเสฏฐ์ ศิริสาริศา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยจำเป็นต้องเป็นการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกับการพัฒนาในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกที่เน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ลดผลกระทบที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ด้วยการหาแนวทางขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้น้อยที่สุดจนถึงการผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งงานการแสดงนิทรรศการและการประชุมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้ จะได้สร้างความเข้าใจและทักษะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนแผนการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย และยังเป็นการจัดนิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้อย่างบูรณาการเพื่อการท่องเที่ยวไทยไร้คาร์บอน ในปี 2564 และ ปี 2565 ร่วมกัน และยังเป็นแนวทางในการพัฒนางานและความคิดเกี่ยวกับการท่องเที่ยว รวมถึงสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว ชุมชนท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจต่อการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคต

ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาวอาวุโส สกสว. และประธานคณะอนุกรรมการแผนงานกลุ่มท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (บพข.) กล่าวว่า สกสว. และกองทุน ววน. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รวมทั้งเสนอของบประมาณจากรัฐบาลเพื่อนำมาจัดสรรให้กับหน่วยงานในระบบ ววน.ราว 190 แห่ง ประกอบด้วย หน่วยบริหารและจัดการทุน 9 แห่ง มหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่าง ๆ โดยมีระบบ การติดตามประเมินผลและการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างครบวงจร

แผนด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้รับสนับสนุนงบประมาณการวิจัยประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี โดยออกแบบแผนงานวิจัยเพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยว 2 กลุ่ม กลุ่มแรก “แผนการท่องเที่ยวมูลค่าสูง” เน้นการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนและคนในภาคการท่องเที่ยว คือ 1) การท่องเที่ยวบนฐานมรดกชาติการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ 2) การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ 3) การยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และกลุ่มที่ 2 “แผนงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์” มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

กลุ่มการท่องเที่ยวบนฐานมรดกธรรมชาติ การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ เป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง มีภาคีเครือข่ายในการทำงานตามกรอบความร่วมมือ (MOU) 8 องค์กรพันธมิตรจาก 3 กระทรวง บูรณาการ/ขับเคลื่อนการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวที่มีการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ช่วยลดโลกร้อน ระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษาฯ พร้อมด้วย 8 ภาคีเครือข่ายที่ร่วมมือกัน ประกอบด้วย สกสว. บพข. องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (สสปน.) หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) ที่มีกลไกการทำงานร่วมกัน โดย อบก. สนับสนุนให้เกิดการคํานวณการปล่อยคาร์บอนของบริการการท่องเที่ยว (Product Category Rules : PCR) ทั้งในการเดินทาง ที่พัก อาหาร การจัดการของเสีย ซึ่งในปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะมีการเพิ่มเติม PCR  ของกิจกรรม การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สปา เป็นต้น โดยเน้นการทำงานวิจัยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว

“จังหวัดพิษณุโลก จัดเป็น MICE City จังหวัดที่ 9 มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานมรดกทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์อันงดงาม การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ บพข. ได้สนับสนุนงานวิจัยให้ภาคเหนือตอนล่าง เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพ เช่น          กลุ่มที่ต้องการพักผ่อน ดูแลรักษาสุขภาพ กลุ่ม MICE นักเดินทางเพื่อเป็นรางวัล กลุ่มเป้าหมาย กลุ่ม Tourism for all กลุ่มท่องเที่ยวที่รักษ์ธรรมชาติเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ การท่องเที่ยวในสวนผลไม้ ที่มีการคิด การลด การชดเชยการปล่อยคาร์บอนและขยายผลบอกต่อให้นักท่องเที่ยวและชุมชนที่รองรับนักท่องเที่ยวได้เข้าใจกระบวนการ ที่มุ่งสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์” ผศ.สุภาวดี กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ในการออกบูธแสดงผลงานจากวิจัยจาก 4 หน่วยงานหลัก คือ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยพะเยา และบูธจากวิสาหกิจชุมชน ของดีในชุมชนภาคเหนือ จำนวน 13 บูธ คือ ชุมชนท่องเที่ยวบ้านวังส้มซ่า สมาคมการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดลำปาง หรือ จำปุยโฮมสเตย์ วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวโดยชุมชนไตลื้อเมืองลวงเหนือ วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์บัวกว๊านพะเยา กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนชมภู วิสาหกิจชุมชนบ้านเนินกระบาก วิสาหกิจชุมชน คนเอาถ่านบ้านเขาปรัง วิสาหกิจชุมชนเมืองหมักพิศโลก วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรบ้านบึงเวียน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองกุลา ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทยลื้อเชียงคำ จ.พะเยาโฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง และชมรมส่งเสริมท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านไร่กองขิง ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี

สกสว.ประสานพลัง สถาบันวิทยสิริเมธี ขับเคลื่อนงานวิจิยชั้นแนวหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710093

สกสว.ประสานพลัง สถาบันวิทยสิริเมธี ขับเคลื่อนงานวิจิยชั้นแนวหน้า

สกสว.ประสานพลัง สถาบันวิทยสิริเมธี ขับเคลื่อนงานวิจิยชั้นแนวหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 19.28 น.

สกสว. เยี่ยมชมผลดำเนินงาน สถาบันวิทยสิริเมธี พร้อมหารือแนวทางการส่งเสริมการขับเคลื่อนการวิจัยชั้นแนวหน้า และ แนวทางการพัฒนากำลังคนที่มีศักยภาพสูง เพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย รองศาสตราจารย์.ดร.คมกฤต เล็กสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนา ววน. ด้านกําลังคนและสถาบันความรู้ สกสว. เยี่ยมชม และติดตามผลการดําเนินงานโครงการวิจัยที่ได้รับงบประมาณ สนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund; FF) จากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.)ของสถาบันวิทยสิริเมธี หรือ VISTEC เพื่อรับทราบทิศทางการบริหารจัดการแผนงานและโครงการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของหน่วยงาน รวมถึงการจัดทำคำของบประมาณและการบริหารจัดการงบประมาณด้าน ววน. และการสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานให้มีศักยภาพในการนำส่งผลผลิต ผลลัพธ์ ผลกระทบ ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบ ววน. โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล อธิการบดีสถาบันวิทยสิริเมธี และนักวิจัย ให้การต้อนรับ ก่อนเยี่ยมชมโครงการเด่นของสถาบันฯ

โอกาสนี้ รองศาสตราจารย์.ดร.คมกฤต เล็กสกุล กล่าวว่า สกสว. เป็นหน่วยงานที่มีพันธกิจในการจัดทำนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และกรอบงบประมาณเพื่อการจัดสรรทุนวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ทั้งในส่วนของงบประมาณสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund) จำนวนร้อยละ 60-65 ที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของประเทศ ตามแผนด้าน ววน. แก่หน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ทั้ง 9 แห่ง และ งบประมาณสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) จำนวนร้อยละ 35-40 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานตามพันธกิจการพัฒนาประเทศ ทั้ง 188 หน่วยงาน ซึ่งสถาบันวิทยสิริเมธี และ มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็อยู่ในกลุ่ม FF นี้สำหรับในปี 2566 สกสว. ได้จัดสรรงบประมาณ ให้ดำเนินงานด้านการวิจัย รวมทั้งสิ้น 10 โครงการ อาทิ การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีและเคมีไฟฟ้าสำหรับกระบวนการเปลี่ยนสารอนุพันธ์จากอ้อยและน้ำตาลไปเป็นสารเคมีและวัสดุมูลค่าเพิ่มการศึกษาตัวเร่งปฏิกิริยาชีวภาพโครงการพัฒนาแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนพลังงานสูงขนาด 18,650 ชนิดเอ็นเอ็มซีสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และ วัสดุหน้าที่เฉพาะขั้นสูงเพื่อใช้ในการกักเก็บพลังงาน เป็นต้น

ทั้งนี้ สกสว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สกสว. จะช่วยกันพัฒนา และ ยกระดับการวิจัยของประเทศ โดยเฉพาะการวิจัยชั้นแนวหน้า หรือ Frontier Research การวิจัยที่จะช่วยนำไปสู่การค้นพบใหม่ทางวิทยาศาสตร์ เกิดองค์ความรู้ใหม่และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ก่อให้เกิดเทคโนโลยีต้นน้ำที่สามารถประยุกต์ใช้ในหลายด้าน หรือมีการต่อยอดทางเทคโนโลยีระหว่างทางนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพ และผู้เชี่ยวชาญระดับสูงต่อไป

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา VISTEC ยังคงให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะและสรรหาคณาจารย์เจ้าหน้าที่ และ นักศึกษาที่มีคุณสมบัติสูง ในการสร้างวิทยาศาสตร์แนวหน้าการคิดค้นวิธีการที่ทันสมัย ​​วัสดุที่ใช้งานได้ และผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ โดยมีเป้าหมายสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยใช้วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และนวัตกรรม โดยเน้นที่การวิจัยเมกะเทรนด์เกี่ยวกับพลังงาน วัสดุขั้นสูง วิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ และดิจิทัล ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไปในอนาคต โดยยกตัวอย่างโครงการสำคัญที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนจากกองทุน ววน. จากการพัฒนาตัวตรวจวัดชีวภาพสมัยใหม่

ซึ่งคณะผู้วิจัยคาดหวังว่าโครงการวิจัยนี้ จะให้ผลผลิตที่เป็นทั้งองค์ความรู้พื้นฐาน คือ ปฏิกิริยาเอนไซม์ที่สามารถใช้ในการตรวจวัดสารพันธุกรรมหรือโมเลกุลบ่งชี้โรค ณ จุดดูแลผู้ป่วย ที่มีความแม่นยำเทียบเท่าหรือดีกว่าวิธีมาตรฐานในห้องปฏิบัติการ และสามารถใช้ในการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อหรือโมเลกุลบ่งชี้โรคหลากหลายได้พร้อม ๆ กัน ที่เป็นนวัตกรรม คือ ผลิตภัณฑ์ชุดตรวจวัดสารพันธุกรรมเชื้อโรค และอุปกรณ์ต้นแบบผลิตภัณฑ์ตรวจวัดทางเคมีไฟฟ้าผสานกับปฏิกิริยาเอนไซม์และอุปกรณ์ไมโครฟลูอิดิกส์ ที่มีความเหมาะสมในการใช้งานทางคลินิก และที่เป็นเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างนักวิจัยผู้คิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีและนักวิจัยทางคลินิก ทั้งในประเทศไทยและนานาชาติ และ นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่จะนำไปสู่การพัฒนาและรองรับความต้องการของประเทศต่อไป

‘ธรรมศาสตร์’ยืนหนึ่งหนุนศักยภาพ’ผู้หญิง’มหา’ลัยแห่งเดียวในไทยที่เป็น Signatory ของ UN Women’s WEPs

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710091

'ธรรมศาสตร์'ยืนหนึ่งหนุนศักยภาพ'ผู้หญิง'มหา'ลัยแห่งเดียวในไทยที่เป็น Signatory ของ UN Women’s WEPs

‘ธรรมศาสตร์’ยืนหนึ่งหนุนศักยภาพ’ผู้หญิง’มหา’ลัยแห่งเดียวในไทยที่เป็น Signatory ของ UN Women’s WEPs

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 19.24 น.

คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. สร้างชื่อระดับโลก เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาแห่งแรกของไทย ที่ UN Women อนุมัติให้เป็น Signatory ของ UN Women’s WEPs เพื่อร่วมยืนหยัดกับองค์การสหประชาชาติที่จะยุติความไม่เท่าเทียมกันทางเพศในที่ทำงานและชุมชน

อ.ดร.สหวัชญ์ พลหาญ รองคณบดีฝ่ายบริหารและเครือข่ายสัมพันธ์ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า มธ. ได้รับการอนุมัติจากองค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women) เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2566  ให้คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ เป็นผู้ที่สามารถลงนาม (Signatory) คำแถลง CEO Statement of Support เพื่อร่วมยืนหยัดกับองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ที่จะยุติความไม่เท่าเทียมกันทางเพศในที่ทำงานและชุมชน และนำหลักการเสริมสร้างศักยภาพสตรี 7 ประการ หรือ the seven Women’s Empowerment Principles (WEPs) ไปใช้ประกอบการบริหารงานของหน่วยงาน

สำหรับการอนุมัติให้คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)  เป็นผู้ลงนาม (Signatory) ของ UN Women’s WEPs ทำให้ มธ. เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้เป็นผู้ลงนามนี้ และยังเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการให้โลกรู้ว่า สถาบันการศึกษาแห่งนี้สนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศในการปฏิบัติงาน การคัดเลือกบุคลากรอย่างไม่เลือกปฏิบัติ 

ด้าน ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. กล่าวว่า คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. รวมถึงโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เป็นหน่วยงานภายในคณะมีนโยบายที่ชัดเจนและให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เพราะความเท่าเทียมเป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างอาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษา และนักเรียนในบริบทของการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการสังคม เพื่อสร้างบุคลากรด้านการศึกษาและพลเมืองที่มีความสามารถและให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมด้วย

ผศ.ดร.อดิศร กล่าวอีกว่า คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. มีเจตนาชัดเจนที่ต้องการแก้ไขความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง ที่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงภายในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่มุ่งมั่นต้องการทำให้สังคมภายนอก โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาต่างๆ ได้ตระหนักในประเด็นเหล่านี้ เช่นเดียวกับการดำเนินการที่ผ่านมาของมธ. ที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาตัวอย่างในการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดสังคมแห่งความเท่าเทียมทางเพศมาโดยตลอด

“การให้ความสำคัญกับหลักการที่เป็นสากลในการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีบทบาทเท่าเทียมกับผู้ชายจะช่วยให้เราได้เห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม เพราะการลดความเหลื่อมล้ำทางเพศในที่ทำงานและส่งเสริมศักยภาพของคนทำงานทุกเพศจะช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพิ่มโอกาสของการพัฒนาประเทศ และส่งผลให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่เท่าเทียมและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้ดีมากยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.อดิศร กล่าว 

จะปฏิรูปการศึกษาไทย ต้องให้ ผอ.โรงเรียนเป็น’ตัวกลาง’ เชื่อมโยงนโยบายรัฐสู่เด็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710021

จะปฏิรูปการศึกษาไทย ต้องให้ ผอ.โรงเรียนเป็น'ตัวกลาง' เชื่อมโยงนโยบายรัฐสู่เด็ก

จะปฏิรูปการศึกษาไทย ต้องให้ ผอ.โรงเรียนเป็น’ตัวกลาง’ เชื่อมโยงนโยบายรัฐสู่เด็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 16.45 น.

จะปฏิรูปการศึกษาไทย ต้องให้ ผอ. โรงเรียนเป็น’ตัวกลาง’ เชื่อมโยงนโยบายรัฐสู่เด็ก 

กล่าวได้ว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจดูแลหลักสูตรการศึกษา ได้ให้อิสระกับโรงเรียนในการจัดการเรียนการสอนโดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และกลายเป็นหัวใจหลักของการปฏิรูปการศึกษาไทย ยังเป็นดัง “ภาพฝัน” เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงภาครัฐยังคงต้องดิ้นรนแสวงหาความมุ่งมั่นทางนโยบายการเมืองและงบประมาณก้อนใหญ่มาใช้เพื่อคงไว้ซึ่งคำว่า “ปฏิรูปการศึกษา” ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงปรากฏชัด ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่อยู่ในส่วนกลาง และโรงเรียนยังคงเน้นการเรียนการสอนแบบท่องจำ  

มูลนิธิเอเชีย ประเทศไทย และกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย (DFAT) เชื่อมั่นว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นหนทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากภาวะกับดักรายได้ปานกลาง การให้อำนาจและอิสระกับโรงเรียนจัดทำหลักสูตรที่ยืดหยุ่นตามความต้องการของเด็กจะช่วยพัฒนาเด็กไทยและประเทศไทยได้มากกว่า

ผู้อำนวยการ จากโรงเรียนต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการ

“ผู้อำนวยการโรงเรียน” หรือ “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” จึงมีบทบาทสำคัญ เป็นดัง “กล่องดำทางการศึกษา” หรือ “ตัวกลาง” ระหว่างความต้องการปฏิรูปการศึกษาของภาครัฐ ต้อง “รับ” และ “ตีความ” นโยบาย และ “แปลง” “ถ่ายทอด” เป็นแผนปฏิบัติการสำหรับจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน ผู้อำนวยการที่ “ประสบความสำเร็จ” จะต้องสามารถปรับแก้ไขและเสริมสร้างกระบวนการเรียนการสอนให้ได้ตามเป้าหมายการศึกษาของชาติและสอดรับกับความต้องการเรียนรู้ของเด็ก เรียกได้ว่าจะต้องมีบทบาทเป็น “ผู้นำทางวิชาการ” ตามทฤษฎีตั้งแต่ช่วงปี 2523 โดยศาสตราจารย์ ดร.ฟิลิป ฮาลิงเจอร์ (Professor Philip Hallinger) นักการศึกษาและที่ปรึกษาอาวุโสของโครงการวิจัย มูลนิธิเอเชีย ซึ่งต่อมาอีกราว 40 ปี ความคาดหวังให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาจะต้องมีบทบาทเป็นผู้นำทางวิชาการนี้จึงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ 

ความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้อำนวยการโรงเรียนเกิดขึ้นได้ ด้วยการกำหนดทิศทางของโรงเรียน จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ และปรับปรุงพัฒนากระบวนการเรียนการสอนให้ดีขึ้น ผู้นำทางวิชาการจะต้องกำหนดทิศทางวัฒนธรรมของโรงเรียน จัดระเบียบการดำเนินงาน และกำกับติดตามให้ความช่วยเหลือการศึกษาของเด็กให้มีความก้าวหน้า รวมทั้งปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างความสำเร็จ โดยยึดถือให้ความต้องการเรียนรู้ของเด็กเป็นศูนย์กลาง

จากโครงการวิจัยของมูลนิธิเอเชีย เรื่อง “จากความท้าทาย สู่คุณภาพการศึกษาของประเทศไทย : กฎระเบียบ การบริหารทรัพยากร และความเป็นผู้นำ” ที่มุ่งทำความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นผู้นำทางวิชาการและความสำเร็จของนักเรียน พบว่าโครงสร้างที่ฝังแน่นในระบบการศึกษาเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งการปฏิรูปการศึกษาไทย ทั้งการรวมศูนย์อำนาจที่ชัดเจน ทรัพยากรทางการศึกษาที่ถูกจำกัด รวมถึงแนวความคิดที่ผิดพลาดเกี่ยวกับภาวะผู้นำ มูลนิธิเอเชีย จึงเผยแพร่ผลการวิจัยนี้ออกสู่สาธารณชน ด้วยความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร มูลนิธิอานันทมหิดล และบริษัท อสมท (จำกัด) มหาชน ผ่านโครงการรณรงค์ “โรงเรียนดีมีทุกที่” เพื่อแสวงหาและนำเสนอ “ตัวอย่างผู้นำทางวิชาการ” จากโรงเรียนทั่วประเทศ ในรูปแบบสารคดีการศึกษา ออกอากาศผ่านทางรายการ “1 ในพระราชดำริ” ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 เอ็มคอตเอชดี ในช่วงค่ำคืนวันอาทิตย์ต่อเนื่องมาตลอดทั้งปี 2565

สารคดีนี้ช่วยผลักดันให้เกิดการทบทวนถึงบทบาทของผู้อำนวยการโรงเรียนอย่างรอบด้าน มูลนิธิเอเชีย เห็นสมควรจะนำ “เสียงสะท้อน” หรือ “ความคิดเห็น” โดยตรงจากเด็กนักเรียนมาร่วมพิจารณาด้วย จึงประสานความร่วมมือกับสถานทูตออสเตรเลียและสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย จัดทำโครงการประกวดเรียงความภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา ในหัวข้อ “ครูใหญ่ในใจเรา” ขึ้น ทำให้ได้รับเรียงความกว่า 3,300 ฉบับ จากเกือบ 270 โรงเรียนทั่วประเทศ ที่สามารถสรุปได้เป็น “5 สิ่งที่เด็กนักเรียนไทยอยากได้ จากผู้อำนวยการโรงเรียน” นั่นคือ

1. เด็กให้ความสำคัญกับผู้อำนวยการโรงเรียนเทียบเท่าพ่อแม่ เห็นว่า ผู้อำนวยการเป็นดัง “พ่อแม่คนที่สอง” และยกย่องให้โรงเรียนเป็น “บ้านหลังที่สอง” พบตัวอย่างการเปรียบเทียบระหว่างความรักในแบบพ่อแม่และผู้อำนวยการสถานศึกษา เช่น ใจดี ใจกว้าง มอบความรัก มองโลกแง่บวก จริงใจ อ่อนโยน มาหานักเรียนด้วยสายตาอ่อนโยนดังสายตาของแม่ที่มองลูก สร้างความรู้สึกปลอดภัยให้แก่เด็ก ความเปรียบที่เกิดขึ้นนี้มีลักษณะเฉพาะในบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทย แตกต่างจากงานวิจัยระดับนานาชาติ

2. เด็กต้องการให้ผู้อำนวยการใช้เวลาอยู่ที่โรงเรียนนานมากขึ้น นักเรียนจะประทับใจมากหากผู้อำนวยการยืนต้อนรับพวกเขา หน้าประตูโรงเรียนในยามเช้าก่อนเข้าเรียนและเดินตรวจตรารอบโรงเรียน มีเวลาปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ ในโรงเรียน ทั้งด้านการบริหารจัดการและปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก ตกแต่งห้องเรียนและปรับภูมิทัศน์ให้สวยงามยิ่งขึ้น ผู้อำนวยการที่เข้างานเช้า อยู่โรงเรียนนาน ร่วมกิจกรรมต่างๆ ย่อมได้รับความรัก ความประทับใจ 

3. ผู้อำนวยการจะต้องมีวิสัยทัศน์และเป็นแบบอย่างให้แก่ครูในโรงเรียน สมฐานะ “กัปตัน” คือหัวหน้าหรือผู้นำโรงเรียน นักเรียนเห็นว่าผู้อำนวยการเป็นดัง “หัวหน้าครู” สามารถแนะแนวและให้คำปรึกษาด้านการสอนแก่คณะครูได้ นอกจากนั้น ผู้อำนวยการจะต้องปฏิบัติตน “เป็นแบบอย่าง” ในฐานะผู้นำ จะต้องทำงานหนัก มีวินัย อดทนอดกลั้น เก่งรอบด้าน และทันสมัย จะต้องนำพาบุคลากรในโรงเรียน ทั้งครูและนักเรียนได้ ตัวอย่างเช่น 

“ครูใหญ่เปรียบเสมือน “นายท้ายเรือ” ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมเรือให้แล่นไปตามทิศทาง ไม่ให้ออกนอกลู่ทางตามกระแสน้ำแต่จะคอยควบคุมเรือให้แล่นไปข้างหน้าอย่างสง่างามและปลอดภัย” (จาก ด.ญ.พิชญา สาผิว โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม)

4. ผู้อำนวยการจะต้องสร้างโอกาส ส่งเสริมให้เกิดพื้นที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการศึกษาทั้งในและนอกห้องเรียน พบความกระตือรือร้นของเด็กในการเข้าร่วมกิจกรรมใหม่ๆ นอกเหนือไปจากกิจกรรมตามหลักสูตรการศึกษาปกติ เช่น กีฬา ดนตรี พวกเขาจึงพึงพอใจหากผู้อำนวยการเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าแข่งขันกับโรงเรียนอื่น ทั้งยังคาดหวังถึงทุนสำหรับศึกษาต่อในต่างประเทศหรือต่างจังหวัดด้วย ตัวอย่างเช่น 

“มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรและให้การสนับสนุนในกิจกรรมทุกด้านที่นักเรียนสนใจ และมีความสามารถในด้านนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ ด้านกีฬา ด้านศิลปะ หรือแม้แต่กิจกรรมอาสา ควรสนับสนุนทุกสิ่งที่นักเรียนสนใจและมีความสามารถในด้านนั้นๆ …เพราะมิได้ส่งผลดีต่อนักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ส่งผลประทบให้สถานศึกษานั้นเป็นสถานศึกษาที่มีนักเรียนที่เก่งและมีคุณภาพ” (จาก น.ส.วรรณวิษา ส่วยหาญ โรงเรียนขามแก่นนคร)

5. เด็กต้องการให้ผู้อำนวยการมีความยุติธรรม ไร้อคติ ช่วยยุติความรุนแรงและการกลั่นแกล้ง (Bullying) ภายในโรงเรียน การกลั่นแกล้งในโรงเรียนเป็นปัญหาสำคัญ ดังนั้น นักเรียนจึงคาดหวังให้ผู้อำนวยการเป็นผู้นำในการเคารพสิทธิ สร้างความเข้าใจ ยอมรับในความแตกต่างและมีมนุษยธรรมต่อกันภายในโรงเรียน ผู้อำนวยการต้องเป็นกลาง เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของเด็ก สนับสนุน สร้างความมั่นใจให้เด็กทุกคนเชื่อมั่นและ “เป็น” ตนเอง อีกทั้งยังต้องปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ให้ความเท่าเทียม และเป็นประชาธิปไตย รับผิดชอบและอุทิศตนเพื่อโรงเรียน ตัวอย่างเช่น

“ครูใหญ่ในใจของฉันคงเป็นคนที่เข้าถึงง่าย ไม่ยึดถือในตำแหน่งสูงๆ ของตนเอง ทำให้นักเรียนกล้าที่จะเข้าหาและพูดคุยด้วย ก็ได้แค่ยอมรับฟังในทุกๆความแตกต่างชองนักเรียนไม่ว่านักเรียนจะเป็นใคร เพศไหน ฐานะใดก็ตาม…ท่านไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกๆ คน แค่ท่านรับฟังและนำไปพิจารณา ก็เพียงพอแล้ว” (จาก น.ส.มนัสนันท์ ขานด่อน โรงเรียนสารคามพิทยาคม)

ข้อนี้แสดงให้เห็นความคาดหวังว่าผู้อำนวยการจะเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตบนพื้นฐานของการเคารพในความแตกต่างหลากหลาย พวกเขาต้องการการดูแลเอาใจใส่ด้วยความเท่าเทียมและเคารพในความต่างของเพศสภาพ ศาสนา เชื้อชาติ ชนชั้น และ “ตัวตนอันเป็นอัตลักษณ์” ของแต่ละบุคคล ผู้อำนวยการสถานศึกษาจึงควรเป็นผู้นำในการแสดงถึงการเคารพ และความเข้าใจในอัตลักษณ์และเสรีภาพของเด็ก นอกจากนั้น นักเรียนยังคาดหวังให้ผู้อำนวยการรับฟังปัญหาความทุกข์ของพวกเขา และเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดเมื่อเกิดกรณีพิพาทขึ้นในโรงเรียน 

เสียงความคิดความต้องการของเด็กๆ ทั้ง 5 ข้อนี้ดังชัดเจน สะท้อนถึงผู้อำนวยการ “ในฝัน” “ในอุดมคติ” ที่จะเป็นพลังสำคัญในโรงเรียนและในชีวิตของพวกเขา แต่การจะไปถึงฝั่งฝันนั้นกลับถูกขัดขวางด้วยหลายปัจจัย เช่น การขาดแคลนงบประมาณแม้กระทั่งสำหรับหลักสูตรการเรียนการสอนตามปกติ และโอกาสในการไต่เต้าเลื่อนขั้นทางวิชาชีพ บีบให้ผู้อำนวยการจำเป็นต้องใช้ความพยายามและเวลานอกโรงเรียนในการสร้างเครือข่ายระดมทุน พรากเวลาที่ผู้อำนวยการควรจะใช้พัฒนาโรงเรียนไปอย่างน่าเสียดาย 

ผลการศึกษานี้จึงช่วยให้เห็นภาพสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทย เด็กต้องการมีผู้อำนวยการที่ยุติธรรม มีภาวะผู้นำทางวิชาการ เป็นผู้นำโรงเรียน และสร้างพื้นที่สำหรับแสวงหาความรู้มากยิ่งขึ้น กลายเป็นความท้าทายของเหล่าผู้กำหนดนโยบายการศึกษาที่จะต้องทำความปรารถนาเหล่านี้ให้เป็นจริง ภาครัฐจะทำอย่างไรเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้? จะทำอย่างไรเพื่อกำกับดูแลโครงสร้างที่สนับสนุนให้เกิดภาวะผู้นำทางวิชาการ? และจะทำอย่างไรให้ระบบของโรงเรียนช่วยเหลือดูแลผู้นำเหล่านั้นได้? เริ่มต้นค้นหาคำตอบได้จากการรับฟังเสียงความคิดความต้องการของเด็กๆ ข้างต้น

เกี่ยวกับผู้เขียน

ดร.รัตนา แซ่เล้า เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและวิจัย มูลนิธิเอเชีย ประเทศไทย อีเมล rattana.lao@asiafoundation.org ผู้เขียนขอขอบคุณผู้ช่วยวิจัย วรจรรย์ เนียมทรัพย์ ศุภรัตน์ จีนสมทรง มนัสวี พรหมสุทธิรักษ์ และโกโก้ เทียมไสย์ 

อนึ่ง ข้อความและความคิดเห็นทั้งหมดในบทความชิ้นนี้นับเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียน มิใช่ของมูลนิธิเอเชีย ประเทศไทย 

วัฒนธรรมกาฬสินธุ์สร้างมิติใหม่ตั้งกลุ่มไลน์ขับเคลื่อนคุณธรรมนำสังคมอยู่เย็นเป็นสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/709977

วัฒนธรรมกาฬสินธุ์สร้างมิติใหม่ตั้งกลุ่มไลน์ขับเคลื่อนคุณธรรมนำสังคมอยู่เย็นเป็นสุข

วัฒนธรรมกาฬสินธุ์สร้างมิติใหม่ตั้งกลุ่มไลน์ขับเคลื่อนคุณธรรมนำสังคมอยู่เย็นเป็นสุข

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.27 น.

จังหวัดกาฬสินธุ์โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับจังหวัดหนองคาย สุรินทร์ ขอนแก่น มุกดาหาร มหาสารคาม และผู้นำศาสนาทุกศาสนา ผู้บริหารศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดฝึกอบรมวิทยากรส่งเสริมคุณธรรม เพื่อการส่งเสริมและขับเคลื่อนคุณธรรมประจำจังหวัด พร้อมจัดตั้งกลุ่มไลน์ ร่วมกันขับเคลื่อนคุณธรรม นำสังคมอยู่เย็นเป็นสุข สู่จังหวัดคุณธรรมระดับประเทศ

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ห้องประชุมโรงแรมชาร์ลอง-บูทรีค อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ นายสำเริง ม่วงสังข์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานฝึกอบรมวิทยากรส่งเสริมคุณธรรม เพื่อการส่งเสริมและขับเคลื่อนคุณธรรมประจำจังหวัด ภายใต้โครงการส่งเสริมเครือข่ายประชาสังคมต่อต้านการทุจริต ด้วยมิติทางวัฒนธรรม (กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) โดยมีนายขัตติยา ชัยมณี วัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ นายธีทัต พิมพา วัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี นายประมวล บุญมา หัวหน้ากลุ่มสมัชชาคุณธรรมและความร่วมมือนานาชาติ นายยงจิรายุ อุปเสน ผู้จัดการสำนักส่งเสริมและขับเคลื่อนเครือข่ายทางสังคม ศูนย์คุณธรรม รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) พร้อมด้วยผู้นำศาสนา และเครือข่ายคุณธรรมทุกสาขา 6 จังหวัด ร่วมฝึกอบรมอย่างพร้อมเพียง

นายขัตติยา ชัยมณี วัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า การฝึกอบรมวิทยากรส่งเสริมคุณธรรม เพื่อการส่งเสริมและขับเคลื่อนคุณธรรมประจำจังหวัดฯ ครั้งนี้ เป็นการบูรณาการของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 6 จังหวัด ประกอบด้วยเครือข่ายคุณธรรมจาก จ.กาฬสินธุ์ จ.หนองคาย จ.สุรินทร์ จ.ขอนแก่น จ.มุกดาหาร และ จ.มหาสารคาม ทั้งนี้เพื่อร่วมกันพัฒนากระบวนการสร้างความดีของคนในจังหวัด ตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน อำเภอ สู่ระดับจังหวัด ตามกลไกประชารัฐ โดยการบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมเชิงพื้นที่อย่างเป็นขบวนการ  และมีเป้าหมายทิศทางคือให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข รักษาผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน

นายขัตติยากล่าวอีกว่า การขับเคลื่อนคุณธรรม จะมีความแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละพื้นที่ แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือนำสังคมอยู่เย็นเป็นสุข สำหรับการจัดฝึกอบรมวิทยากรส่งเสริมคุณธรรมฯ ซึ่งเป็นบุคลากรเครือข่ายคุณธรรมจากหลายภาคส่วน เช่น ผู้นำทางศาสนาทักศาสนา ส่วนราชการ สื่อมวลชน ภาคประชาชน จะเป็นการพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างขีดความสามารถและพัฒนาองค์ความรู้แก่เครือข่ายทางสังคม ให้สามารถขับเคลื่อนคุณธรรมเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วม อีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายวิทยากรส่งเสริมคุณธรรมในจังหวัด (กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ได้เป็นอย่างดี

นายขัตติยากล่าวเพิ่มเติมว่า ในการขับเคลื่อนคุณธรรมนำสังคมอยู่เย็นเป็นสุข ในแต่ละจังหวัด จะมีคณะกรรมการจากศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ติดตามประเมินผลทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชน ตำบล อำเภอ และจังหวัด เพื่อรับรางวัลจังหวัดคุณธรรมระดับประเทศต่อไป อย่างไรก็ตาม ในการฝึกอบรมครั้งนี้ ยังได้มีการตั้งกลุ่มไลน์วิทยากร เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถประสานแนวทางการทำงาน ให้เหมาะสม สอดคล้อง รวดเร็ว ทันเหตุการณ์กับยุคสมัย ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนคุณธรรมเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วม มีการพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างขีดความสามารถและพัฒนาองค์ความรู้แก่เครือข่ายทางสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนคุณธรรมนำสังคมอยู่เย็นเป็นสุขดังกล่าว – 003