‘พศ.’เอาจริงเตรียมตั้งศูนย์สอดส่องพระนอกรีต ล้อมคอกทำวงการศาสนาเสื่อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710794

'พศ.'เอาจริงเตรียมตั้งศูนย์สอดส่องพระนอกรีต ล้อมคอกทำวงการศาสนาเสื่อม

‘พศ.’เอาจริงเตรียมตั้งศูนย์สอดส่องพระนอกรีต ล้อมคอกทำวงการศาสนาเสื่อม

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 16.37 น.

“อนุชา”ประชุม พศจ.ทั่วประเทศหลังกำชับทำงานเชิงรุก หลังมีปัญหาข่าวสร้างความเสื่อมเสียในวงการพระสงฆ์ถี่ยิบในโซเซียล มีทั้งจริง-ไม่จริง แต่ทำให้สร้างความเสื่อมเสียทางพระพุทธศาสนา เตรียมตั้งศูนย์ปฏิบัติการสอดส่องพระนอกรีต หวังเข้าไปตรวจสอบและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว คาด 1-3 เดือนเห็นผลชัดเจน

13 ก.พ.66 ที่ห้องประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเพื่อติดตามการดำเนินงานภายหลังจากที่มอบนโยบายให้สำนักงานเร่งดำเนินงานเชิงรุก จากกรณีที่มีการนําเสนอข่าวพระพุทธศาสนาเชิงลบผ่านสื่อช่องทางต่างๆ โดยมีนายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอินทพร จั่นเอี่ยม รองผู้อำนวยการ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายสิปป์บวร แก้วงาม ที่ปรึกษาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เข้าร่วม

นายอนุชา กล่าวภายหลังการประชุมว่า ทุกวันนี้มีการเผยแพร่ข่าวสร้างความเสื่อมเสียทางพระพุทธศาสนา ทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางโซเชียลมีเดียมีการแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว บางเรื่องไม่เป็นความจริง และบางเรื่องยังไม่ได้รับการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง ส่งผลให้ความศรัทธาของชาวพุทธถดถอยและไม่เป็นที่ยอมรับดั่งในอดีต โดยได้เน้นย้ำให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทั่วประเทศเร่งติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่มีข่าวฉาวสร้างความเสื่อมเสีย โดยให้มีการประสานเครือข่ายที่มีความใกล้ชิดชุมชน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เพราะคนกลุ่มนี้มีความใกล้ชิดประชาชนและมีข้อมูลจริงของพื้นที่ พร้อมกับให้ตั้งวอร์รูม ในสำนักพระพุทธฯ และให้ พศจ. รายงานผลทุกวัน ในส่วนจังหวัดให้ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง และให้รายงานผลเป็นรูปธรรมชัดเจน

ด้านนายอินทพร ได้รายงานผลการดำเนินงานต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้นำประเด็นนี้ถวายรายงานที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยที่ประชุมได้รับทราบและจะติดตามดูแลพฤติกรรมของคณะสงฆ์อย่างใกล้ชิด  ด้านการประสานงานเครือข่าย ได้หารือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศเพื่อบูรณาการการดำเนินงานและติดตามตรวจสอบกรณีที่สร้างความเสื่อมเสียในทางพระพุทธศาสนา 

นอกจากนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยังได้เตรียมตั้งคณะกรรมการและจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อติดตามและสอดส่องกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำหรับกรณีพระสงฆ์ที่ปฏิบัติตนไม่เหมาะสม ไม่สำรวม  หากเกิดในพื้นที่ใดทาง พศจ. จะเร่งนำเรื่องนี้หารือเจ้าคณะปกครองพื้นที่ตามลำดับชั้น  และจะสนับสนุนการดำเนินงานเจ้าคณะผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด

“สำนักพุทธฯ จะต้องปรับรูปแบบการทำงานให้เป็นองค์กรที่ตอบสนองต่อการปกป้องและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเชิงรุก โดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ดีงาม  เพื่อดึงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนและประชาชนชาวไทยกลับมาเชื่อมั่นในความดีงามของพระพุทธศาสนาอีกครั้ง ศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักของชาติ เราทุกคนต้องปกป้องมิให้สิ่งใดมาสร้างความเสื่อมเสียและทำร้าย ในส่วนที่ไม่ดี ต้องมีการตรวจสอบและลบล้างออกไป เช่น พระสงฆ์ที่ปฏิบัติตนไม่เหมาะสม ขอให้ พศจ. เร่งประสานพืันที่และรายงานมายังส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่ดีต้องทำนุบำรุงไว้เพื่อให้รุ่นลูกหลานได้สืบทอดความดีงามนี้ไว้ต่อไป หากปฏิบัติต่อเนื่องเช่นนี้ คาดว่าภายใน 1-3 เดือนนี้ การดำเนินงานเชิงรุกของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน”นายอนุชา กล่าว.-001

เปิดภาพ! พื้นที่ป่ารูปหัวใจ กลางเชียงราย หวานรับวาเลนไทน์ (คลิป)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710798

เปิดภาพ! พื้นที่ป่ารูปหัวใจ กลางเชียงราย หวานรับวาเลนไทน์ (คลิป)

เปิดภาพ! พื้นที่ป่ารูปหัวใจ กลางเชียงราย หวานรับวาเลนไทน์ (คลิป)

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.43 น.

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดภาพถ่ายจากดาวเทียม spot-6 โชว์พื้นที่รูปหัวใจสุดโรแมนติก ซึ่งภาพที่ปรากฏเป็นพื้นที่ป่าเต็งรัง บริเวณตำบลเม็งราย อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย เมื่อมองจากมุมมองอวกาศจะเห็นพื้นที่ดังกล่าวเป็นรูปหัวใจ ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดดอยม่อนป่ายาง (วัดสันติธรรม) และสำนักสงฆ์สันติธรรม เป็นเสมือนหนึ่งหัวใจที่อยู่ใกล้ธรรมะ และธรรมชาติ

ดร.สยาม ลววิโรจน์วงศ์ โฆษก GISTDA และผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และบริหารภูมิสารสนเทศ กล่าวว่า ภาพที่เห็นเป็นพื้นที่ป่าในบริเวณพื้นที่ของหมู่บ้านสันติธรรม เป็นหัวใจสีเขียวเปรียบเสมือนหัวใจของชุมชนที่ตั้งโดดเด่นอยู่ใจกลางหมู่บ้าน สถานที่แห่งนี้ถือเป็นแหล่งฟอกอากาศชั้นดี พื้นที่รอบๆรายล้อมไปด้วยพื้นที่นาและพื้นที่เกษตรประเภทอื่นๆ เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าประชากรในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง และลำไย เป็นต้น

“ทั้งนี้ ด้วยลักษณะพื้นที่ของอำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลค่อนข้างมากทำให้มีสภาพอากาศค่อนข้างเย็นเกือบตลอดทั้งปี โดยอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 25.4 องศาเซลเซียส ลักษณะของภูมิอากาศจึงเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละฤดูกาลอย่างชัดเจน ทำให้เชียงรายเป็นจังหวัดในอันดับต้นๆของประเทศที่หลายคนนึกถึงและอยากไปสัมผัสอากาศดีๆช่วงหน้าหนาวกับคนที่คุณรัก รวมถึงวันวาเลนไทน์วันแห่งความรักเช่นกัน ที่ใครหลายๆคนอยากจะหาสถานที่สุดโรแมนติกในการแสดงออกถึงความรักกัน มุมมองจากอวกาศรูปหัวใจในครั้งรับรองว่าไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน”  โฆษก GISTDA กล่าว

https://www.facebook.com/plugins/video.php?height=314&href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fgistda%2Fvideos%2F879038619972323%2F&show_text=false&width=560&t=0

วัดราชบัณนะวิหาร วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย จัดบวชสามเณรบังกลาเทศ 500 รูป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710760

วัดราชบัณนะวิหาร วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย จัดบวชสามเณรบังกลาเทศ 500 รูป

วัดราชบัณนะวิหาร วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย จัดบวชสามเณรบังกลาเทศ 500 รูป

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 13.38 น.

วัดราชบัณนะวิหาร วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย จัดบวชสามเณรบังกลาเทศ 500 รูป

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 วัดราชบัณนะวิหาร ประเทศบังกลาเทศ วัดพระธรรมกาย และมูลนิธิธรรมกาย ประเทศไทย ร่วมกันจัดพิธีบรรพชาสามเณร 500 รูป  ในโครงการบรรพชาสามเณร ครัังที่ 3 ณ วัดปันชารี สันติปูร์ อรัญกุฏิ เมืองคาร์กาชารี ประเทศบังกลาเทศ โดยได้รับความเมตตาจากพระศาสนรักขิตตะ มหาเถโร เจ้าอาวาสวัดปันชารี สันติปูร์ อรัญกุฏิ เป็นพระอุปัชฌาย์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ในเครือวัดราชบัณนะวิหาร พระอาจารย์สมาน ฐานสโม และคณะสงฆ์จากวัดพระธรรมกาย ร่วมพิธีคล้องอังสะให้กับธรรมทายาท

พิธีเริ่มในภาคเช้า โดยธรรมทายาทประกอบพิธีเวียนประทักษิณ ต่อด้วย พิธีขอขมา มอบผ้าไตร และคล้องอังสะ จากนั้นภาคบ่าย เป็นพิธีบรรพชาสามเณร ซึ่งภายในพิธีมีคณะญาติผู้ปกครอง และพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีด้วยความศรัทธา และปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่ว่างเว้นการจัดโครงการบรรพชามานานกว่า 3 ปี การจัดบรรพชาครั้งนี้นับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ร่วมกันอีกครั้งหนึ่งระหว่างคณะสงฆ์ไทยกับบังกลาเทศ

“โครงการบรรพชาสามเณร ประเทศบังกลาเทศ จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างวัดราชบัณนะวิหาร ประเทศบังกลาเทศ วัดพระธรรมกาย และมูลนิธิธรรมกาย ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 8-22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ณ วัดปันชารี สันติปูร์ อรัญกุฏิ เมืองคาร์กาชารี ประเทศบังกลาเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อการฟื้นฟูและเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ ให้เจริญรุ่งเรื่อง นำพาสันติสุขให้แผ่ขยายไปทั่วทั้งบังกลาเทศ และทั่วโลกสืบต่อไป โดยสามเณร 500 รูปในโครงการดังกล่าว ได้มีโอกาสในการฝึกฝนอบรมตนเองด้วยหลักปฏิบัติความดีสากล UG5 ได้ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ฝึกจิตใจให้ผ่องใส และได้เรียนรู้พระพุทธศาสนาเพื่อเป็นหลักในการดำเนินชีวิต และฟื้นฟูเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ต่อไป” พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว

ม.รังสิต มอบรางวัล ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ ในฐานะผู้เป็นต้นแบบคุณธรรมความกล้าหาญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710741

ม.รังสิต มอบรางวัล ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ ในฐานะผู้เป็นต้นแบบคุณธรรมความกล้าหาญ

ม.รังสิต มอบรางวัล ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ ในฐานะผู้เป็นต้นแบบคุณธรรมความกล้าหาญ

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 12.38 น.

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตประธานรัฐสภา โพสต์เฟซบุ๊ก  Arthit Ourairat แชร์โพสต์มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า มหาวิทยาลัยรังสิตขอแสดงความยินดีแก่ คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ในโอกาสที่ มหาวิทยาลัยรังสิต มีมติมอบรางวัล ‘สุริยเทพ’ ในฐานะผู้เป็นต้นแบบคุณธรรมความกล้าหาญ ในการตีแผ่ความจริงเพื่อปราบปรามการทุจริตคอรัปชัน พิธีมอบรางวัล ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ณ มหาวิทยาลัยรังสิต

‘ลุงตู่’ติดโผผู้มีชื่อเสียง ที่ประชาชนยากมอบกุหลาบให้ ในวันแห่งความรัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710693

‘ลุงตู่’ติดโผผู้มีชื่อเสียง ที่ประชาชนยากมอบกุหลาบให้ ในวันแห่งความรัก

‘ลุงตู่’ติดโผผู้มีชื่อเสียง ที่ประชาชนยากมอบกุหลาบให้ ในวันแห่งความรัก

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 10.39 น.

กรุงเทพโพลล์ โดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ความรักของคนไทยในปี 2566” โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ จำนวน 1,150 คน พบว่า รูปแบบความรักที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้ในปัจจุบันคือ รักคือความเข้าใจคิดเป็นร้อยละ 53.8 รองลงมาร้อยละ 47.6 รักคือความห่วงใย และร้อยละ 38.9  รักคือการให้

เมื่อถามถึงคำคมเกี่ยวกับความรัก ที่นำมาใช้สอนชีวิตรักมากที่สุดคือ คู่แล้วไม่แคล้วกัน คิดเป็นร้อยละ 31.0 รองลงมาคือ รักคนที่เขารักเรา คิดเป็นร้อยละ 27.6 รักแท้มีอยู่จริง คิดเป็นร้อยละ 14.5 ที่ใดมีรักที่นั้นมีทุกข์ คิดเป็นร้อยละ 8.8 และความรักควรมีแค่ 2 คน คิดเป็นร้อยละ 5.3

สำหรับสิ่งที่ตั้งใจจะทำกับคนรักในวันวาเลนไทน์ปีนี้พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 57.8 จะทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน เช่น กินข้าว ไปเที่ยว  เข้าวัดทำบุญตักบาตร รองลงมาร้อยละ 19.4 จะบอก “รัก” ร้อยละ 10.9 จะซื้อของที่คนรักอยากได้   ร้อยละ 7.8 จะซื้อดอกกุหลาบให้ และร้อยละ 5.6 จะให้ของแทนใจ เช่น แหวน สร้อย 

สุดท้ายเมื่อถามถึงผู้มีชื่อเสียง ศิลปิน นักแสดงที่อยากมอบดอกกุหลาบให้ในวันวาเลนไทน์ปีนี้ 5 อันดับแรก พบว่า อันดับแรกคือ อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ คิดเป็นร้อยละ 7.4 อันดับรองลงมาคือ ลิซ่า Blackpink ลลิษา มโนบาล คิดเป็นร้อยละ 7.0 เบลล่า ราณี แคมเปน คิดเป็นร้อยละ 6.1 เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ คิดเป็นร้อยละ 5.8 และลุงตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คิดเป็นร้อยละ 5.7

‘ม.มหิดล’เตรียมเปิดอบรมออนไลน์ ‘ทักษะพร้อมใช้’ดูแลคนเจ็บนอกโรงพยาบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710601

‘ม.มหิดล’เตรียมเปิดอบรมออนไลน์  ‘ทักษะพร้อมใช้’ดูแลคนเจ็บนอกโรงพยาบาล

‘ม.มหิดล’เตรียมเปิดอบรมออนไลน์ ‘ทักษะพร้อมใช้’ดูแลคนเจ็บนอกโรงพยาบาล

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตามที่ได้ยินเสียงไซเรน(Siren) ต่างภาวนาให้ผู้ประสบเหตุที่กำลังรอคอยปาฏิหาริย์อยู่ในรถพยาบาลฉุกเฉิน (Ambulance)ผ่านพ้นนาทีวิกฤต กลับบ้านไปด้วยความปลอดภัยการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในโรงพยาบาล อาสาสมัครอาจมาจากสมาชิกในชุมชนหรือเคยเป็นผู้ป่วยมาก่อน เช่นเดียวกับ “อาสาสมัครกู้ชีพ” หากได้ฝึกฝนให้มี “ทักษะพร้อมใช้” จะทำให้โอกาสรอดชีวิตของผู้ประสบเหตุไม่เป็นเพียงแค่ปาฏิหาริย์

รศ.ดร.นพ.ไชยพร ยุกเซ็น หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุและมีผู้บาดเจ็บ หากรอคอยแต่การช่วยเหลือจากทีมแพทย์ฉุกเฉินอาจไม่ทันการณ์ วิธีที่ดีสุดที่จะไม่นำไปสู่การสูญเสียหรือบาดเจ็บรุนแรง คือ การฝึกทักษะเพื่อการดูแลตัวเอง และผู้ประสบเหตุ ตลอดจนเรียนรู้กลไลและวิธีป้องกันอุบัติเหตุ

เพราะนาทีแห่งวิกฤต ไม่ใช่ช่วงเวลาของการลองผิดลองถูกหากได้เรียนรู้วิธีการปฐมพยาบาล ห้ามเลือด ปั๊มหัวใจ การแจ้งเหตุฉุกเฉิน และเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บอย่างถูกวิธีก็จะสามารถช่วยชีวิตตัวเอง และผู้อื่นได้ไม่ยาก ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้ต่อยอดหลักสูตรปริญญาตรีสาขาวิชาฉุกเฉินทางการแพทย์ เพื่อขยายผลสู่ภาคประชาชนสู่รายวิชาออนไลน์เพื่อฝึกทักษะการดูแลผู้บาดเจ็บนอกโรงพยาบาลในระดับเบื้องต้น

“แม้จะไม่ถึงกับเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตจากสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเป็นใบเบิกทางสู่การปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มตัวในพื้นที่เกิดเหตุดังเช่นอาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ แต่รายวิชาออนไลน์ การดูแลผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล จะทำให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดความเชื่อมั่นที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ต่อไปในยามฉุกเฉิน” รศ.ดร.นพ.ไชยพรกล่าว

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.นพ.ไชยพร ฝากเตือนกรณีที่เข้าใจกันคลาดเคลื่อนว่าจะต้องเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บในทันทีที่เกิดเหตุ ซึ่งหากทำโดยไม่จำเป็นและไม่ถูกวิธี อาจยิ่งทำให้เป็นอันตราย ซึ่งในขณะที่หากมีการบาดเจ็บที่จะต้องมีการห้ามเลือด หรือปั๊มหัวใจจะต้องทำในทันทีโดยไม่ต้องรอทีมแพทย์โดยหากสามารถทำได้อย่างถูกวิธีอาจช่วยยื้อชีวิตผู้ประสบเหตุได้ระหว่างรอ

ในฐานะผู้ก่อตั้งรายวิชาออนไลน์ “การดูแลผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล” รศ.ดร.นพ.ไชยพรยุกเซ็น พร้อมทำหน้าที่ “ปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล มอบองค์ความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ดำเนินชีวิตด้วยความปลอดภัย ห่างไกลจากอุบัติเหตุ โดยจะเปิดให้ผู้สนใจทั่วไปลงทะเบียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมรับ E-Certificate จากมหาวิทยาลัยมหิดล และอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อใช้เทียบโอนเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรปกติ เมื่อผ่านการอบรมและทดสอบตามเกณฑ์ที่กำหนดทาง MUx ได้ในเร็วๆ นี้

ติดตามรายละเอียดได้ที่ https://mux.mahidol.ac.th

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘ซิตี้-EDF’เสริมทักษะ‘นศ.อาชีวะ’ รับตลาดแรงงาน-ร่วมขับเคลื่อนชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710600

‘ซิตี้-EDF’เสริมทักษะ‘นศ.อาชีวะ’  รับตลาดแรงงาน-ร่วมขับเคลื่อนชุมชน

‘ซิตี้-EDF’เสริมทักษะ‘นศ.อาชีวะ’ รับตลาดแรงงาน-ร่วมขับเคลื่อนชุมชน

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิซิตี้ (Citi Foundation) ร่วมมือกับมูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) จัดโครงการ “Skilling up Youths for Community Development Program”ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน เปิดพื้นที่ สร้างสังคมแห่งโอกาส จัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพสำหรับวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ 15 แห่ง และชุมชนอีก 15 ชุมชน ในจังหวัดนนทบุรี นครปฐม และสมุทรปราการ

ร่วมแสดงความสามารถจากทักษะความถนัดผ่านการนำเสนอผลงาน พร้อมฟังบรรยายเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 รวมไปถึงไฮไลท์จัดประกวดการนำเสนอผลงานของสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านอาชีพแก่นักศึกษาระดับอาชีวศึกษาสู่ระดับประเทศ สะท้อนภาพรวมตลาดแรงงานที่มีแนวโน้มความต้องการแรงงานระดับอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ผลสำรวจแนวโน้มการจ้างงานโดยบริษัทสรรหาบุคลากรชั้นนำพบว่า ในปี 2566 สายงาน“เทคโนโลยีดิจิทัล-การขาย-การตลาด” ยังเป็นอาชีพมาแรง พนักงานที่มีทักษะเหล่านี้จะเป็นที่ต้องการของธุรกิจในไทยเพิ่มมากขึ้น ด้วยประสบการณ์และความพร้อมในการเริ่มงานได้ทันทีโดยไม่ต้องฝึกอบรมใหม่เป็นคุณสมบัติที่หลายบริษัทมองหา ซึ่งนอกจากทักษะความเชี่ยวชาญในการทำงานแล้ว ผลการสำรวจยังชี้ว่าพนักงานที่มีความสามารถในการปรับตัวสูง มีความยืดหยุ่น และความฉลาดทางอารมณ์มีแนวโน้มเป็นที่ต้องการสูงมากขึ้นด้วย

ในขณะที่เทรนด์อาชีพและความต้องการบุคลากรที่มีทักษะพร้อมทำงาน พบว่าผู้เรียนสายอาชีวศึกษา ที่ผ่านการเรียนรู้ทักษะสายวิชาชีพอย่างเข้มข้น ประกอบกับมีโอกาสในการปฏิบัติงานจริงอย่างสม่ำเสมอ สามารถตอบโจทย์ตลาดแรงงานปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้หลายองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลจึงร่วมเสริมสร้างทักษะอาชีพที่เป็นที่ต้องการให้แก่นักศึกษาอาชีวะ เพื่อก้าวสู่การเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจไทย

เช่นเดียวกับมูลนิธิซิตี้ ซึ่งล่าสุดได้ร่วมกับมูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) จัดโครงการ “เสริมสร้างทักษะอาชีพแก่นักเรียนและนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา (Skilling up Youths for Community Development Program)” เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งอันเป็นหนึ่งในการสร้างความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

น.ส.วันวิสาข์ โคมินทร์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารซิตี้แบงก์ประเทศไทยและผู้แทนมูลนิธิซิตี้ (Citi Foundation)กล่าวว่า มูลนิธิซิตี้เชื่อว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนักศึกษาที่กำลังศึกษาในสถาบันการศึกษาระดับอาชีวะ คือกำลังสำคัญที่มีคุณภาพซึ่งจะมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมให้มีความมั่นคง รวมไปถึงมีส่วนร่วมกับชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างยั่งยืน

การจัดงานครั้งนี้นับเป็นปีที่ 2 ที่มูลนิธิซิตี้ได้ร่วมมือกับมูลนิธิ EDF สนับสนุนโครงการ Skillingup Youths for Community Development Program เพื่อพัฒนาศักยภาพทักษะนักศึกษาอาชีวะในจังหวัดนนทบุรี นครปฐม และสมุทรปราการสู่การพัฒนาชุมชนในเขตพื้นที่ของตนเอง หลังประสบความสำเร็จกับโครงการ Skilling Up Youth to Grow the EEC’s Growth Program สำหรับนักศึกษาอาชีวะในจังหวัดชลบุรีและระยองก่อนหน้านี้

“มูลนิธิซิตี้มั่นใจว่า ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่นักศึกษาระดับแกนนำจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั้ง 15 แห่ง ตลอดจน 15 ชุมชนที่ได้เข้าร่วมโครงการ จะสามารถแบ่งปันประสบการณ์จากการเข้าร่วมอบรมและการลงมือทำกิจกรรมที่ครอบคลุมทักษะอาชีพ ทักษะการเงิน และการพัฒนาธุรกิจร่วมกับชุมชนไปยังนักศึกษาคนอื่นๆตลอดจนถึงสมาชิกในชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป” น.ส.วันวิสาข์ กล่าว

ด้าน นางพลอยภัสสร์ พูลสวัสดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารมูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) ได้เปิดเผยว่า มูลนิธิ EDF มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มูลนิธิซิตี้เล็งเห็นความสำคัญของเยาวชน และร่วมกับมูลนิธิฯ ในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนนอกเหนือจากการเรียนในห้องเรียน เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป โดยโครงการ Skilling up Youths for Community Development Program มุ่งหวังให้เยาวชนและสมาชิกชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้เรียนรู้

ทั้งเรื่องอี-คอมเมิร์ช (E-commerce) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) การดีไซน์บรรจุภัณฑ์ (Packaging Design) การวิเคราะห์ธุรกิจ (Business Analysis) การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ตลอดจนถึงการนำทักษะสายอาชีพจากการเรียนในชั้นเรียนไปปรับใช้ในการทำงานร่วมกับชุมชน อีกทั้งยังเป็นโครงการนำร่องในสถาบันการศึกษาหรือชุมชนของตนเองเพื่อจัดทำโครงการเพื่อความยั่งยืนอื่นๆ ในอนาคต

โดยงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้ยังได้รับความร่วมมือจาก หรั่ง พระนคร (อัครินทร์ ปูรี) เจ้าของแบรนด์กีตาร์แฮนด์เมด ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 และยังมีกิจกรรมไฮไลท์กับการเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาทั้งหมดที่เข้าร่วมได้นำเสนอกิจกรรมผลงาน โดยได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงธุรกิจเป็นผู้ตัดสิน ซึ่ง “โครงการท่องเที่ยววิถีไทยตามสไตล์คนเมืองนนท์” ผลงานจาก วิทยาลัยวานิชบริหารธุรกิจ จ.นนทบุรี คว้ารางวัลชนะเลิศ สามารถตอบโจทย์หลักเกณฑ์การตัดสิน

“สถาบันการศึกษาและชุมชนที่เข้าร่วมในโครงการดังกล่าว ได้มีโอกาสนำผลงานของตนเองมาจัดแสดงในงานตลาดนัดแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ของเยาวชนและชุมชน และสร้างระบบนิเวศการพัฒนาอย่างยั่งยืน” นางพลอยภัสสร์ กล่าว

‘มข.’จับมือ‘บียอนด์ กรีน’ ผลิตแบตเตอรี่‘รถกอล์ฟไฟฟ้า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710599

‘มข.’จับมือ‘บียอนด์ กรีน’  ผลิตแบตเตอรี่‘รถกอล์ฟไฟฟ้า’

‘มข.’จับมือ‘บียอนด์ กรีน’ ผลิตแบตเตอรี่‘รถกอล์ฟไฟฟ้า’

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และ บริษัท บียอนด์ กรีน จำกัด จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “โครงการผลิตและประยุกต์ใช้แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนและโซเดียมไอออนสำหรับรถกอล์ฟไฟฟ้า” โดยบูรณาการความร่วมมือเพื่อนำผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนของโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ภายใต้แบรนด์ kkUVolts รวมถึง พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้แบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออน ขยายไปยังธุรกิจรถกอล์ฟไฟฟ้าและรถไฟฟ้าอเนกประสงค์ครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย ณ ห้องประชุมสารสิน ชั้น 2 อาคารสิริคุณากร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีองค์ความรู้ มีนักวิจัย เพื่อตอบสนองสังคมและประเทศชาติ โดยเฉพาะในด้านพลังงานทางเลือกอย่างแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออนและชนิดโซเดียมไอออน ซึ่งใช้ทรัพยากรหลักจากแกลบและแหล่งแร่ ที่มีมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นทรัพยากรที่มีในประเทศ ลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เมื่อผนวกกับนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่อย่าง รศ.นงลักษณ์ มีทอง ผู้อำนวยการโรงงานต้นแบบแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่

จึงทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ตอบโจทย์ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง อาทิ นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่ได้มีโอกาสลงนามบันทึกข้อตกลงกับ บริษัท บียอนด์ กรีน จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจรถกอล์ฟไฟฟ้าอันดับหนึ่งของไทยและรถไฟฟ้าอเนกประสงค์ครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย เชื่อว่าเมื่อร่วมมือกันจะสามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแบตเตอรี่จากพลังงานธรรมชาติของโลกได้ในอนาคต

“เบื้องต้นทางบริษัทต้องการแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน 2,000 ชุด รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมจากแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนร่วมกัน โดยได้รับเกียรติจากท่านอุตสาหกรรมจังหวัด และประธานหอการค้ามาเป็นสักขีพยาน ซึ่งเมื่อเอกชนกับนักวิจัยจากสถาบันการศึกษาในประเทศ ผนึกความร่วมมือกัน ผลดีจะเกิดแก่ประชาชนไทย ที่จะได้ใช้นวัตกรรมที่ดีมีคุณภาพ ราคาถูกหวังว่าความเชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายจะทำให้โครงการประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ” รศ.นพ.ชาญชัย กล่าว

ด้าน ศุภัสสร เชาว์วิศิษฐ์ กรรมการบริษัท บียอนด์ กรีน จำกัด กล่าวว่า บียอนด์กรีน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่ยุคใหม่ชั้นนำของประเทศ ไปใช้สำหรับรถกอล์ฟไฟฟ้าของบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจรถกอล์ฟไฟฟ้าอันดับหนึ่งของไทยและรถไฟฟ้าอเนกประสงค์ครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย มากกว่า 30 ปีบริษัทมีความต้องการแบตเตอรี่คุณภาพผลิตได้เองในประเทศ โดยนักวิจัยในประเทศจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่มีความปลอดภัยและมาตรฐานสูง พัฒนาศักยภาพ โดยใช้เทคโนโลยีของคนไทย

“เป็นปรากฏการณ์ของชาติไทยที่ผลิตแบตเตอรี่ชนิดกรีนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ประโยชน์กับรถกอล์ฟ สำหรับกรอบความร่วมมือนี้บริษัทต้องการแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน ราว 2,000 ชุดต่อปี รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้แบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนร่วมกัน บริษัทมีความยินดีที่ได้ร่วมบันทึกข้อตกลง กับมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อผลักดันธุรกิจแบตเตอรี่ไทยให้ไกลเข้าสู่ตลาดโลกในอนาคต” กรรมการบริษัท บียอนด์ กรีน จำกัด กล่าว

จบมาต้องมีงานทำ! ‘คุณหญิงกัลยา’จับมือรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ลงนาม MOU 8 ฝ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710587

จบมาต้องมีงานทำ! 'คุณหญิงกัลยา'จับมือรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ลงนาม MOU 8 ฝ่าย

จบมาต้องมีงานทำ! ‘คุณหญิงกัลยา’จับมือรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ลงนาม MOU 8 ฝ่าย

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.45 น.

“คุณหญิงกัลยา”จับมือรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ลงนาม MOU 8 ฝ่าย เร่งเครื่องขยายเครือข่าย พัฒนาองค์ความ รู้การจัดการน้ำสู่ชุมชน ตั้งเป้าเด็กจบมาต้องมีงานทำ

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (11 ก.พ.) ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข มาบตาพุด จ.ระยอง ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริหารทรัพยากรน้ำ ระหว่าง มูลนิธินโยบายสาธารณะไทย กับ เทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง และหน่วยงานส่วนท้องถิ่น 6 แห่ง พร้อมด้วย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายโชติ โสภณพนิช ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย โดยมีผู้บริหารเทศบาลเมืองมาบตาพุด ส่วนท้องถิ่น และผู้บริหารจากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับและนำลงพื้นที่ชมตัวอย่างธนาคารน้ำใต้ดินในพื้นที่การเกษตรของชุมชน จ.ระยอง

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในภารกิจและแผนการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงเป็นการสนองพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ทรงห่วงใยพสกนิกรเพื่อให้มีน้ำกินน้ำใช้และแก้ปัญหาความยากจน นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญที่จะสร้างคุณประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับประเทศชาติ

โดยความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบูรณาการความร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ นำศาสตร์พระราชามาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม แก้ปัญหาความยากจน และเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการสร้างศักยภาพ การผลิตชลกร การฝึกงานในหน่วยงานและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ท้องถิ่นและสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

“วันนี้ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ทำให้เกิดความร่วมมือในวันนี้ นับเป็นการขยายการมีส่วนร่วมของประชาชน และชุมชน ในการที่จะร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมพัฒนา องค์ความรู้ด้านบริหารทรัพยากรน้ำ ผ่านการวางรากฐานโดยสถานศึกษาเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่เป็นสากล และนำหลักวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ รวมถึงสามารถตอบโจทย์เรื่อง World Education ที่ทำให้เด็กมีรายได้ระหว่างเรียน จบมาแล้วมีงานทำ มีศักยภาพและแข่งขันได้” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ปัจจุบันโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ได้ขับเคลื่อนมาจนก้าวสู่ปีที่ 4 สามารถขยายองค์ความรู้ทั้งทางทฤษฎี และปฏิบัติ ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำในระดับสากล สู่วิทยาลัยเกษตรเทคโนโลยีและประมง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ให้สามารถพึ่งการจัดการน้ำโดยชุมชนเองได้ และภายใต้บันทึกความเข้าใจการพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริหารทรัพยากรน้ำที่ได้เริ่มต้นในวันนี้ คาดว่าจะทำให้นักศึกษาหลักสูตรชลกรที่สำเร็จการศึกษารุ่นแรกทั้งหมด จะมีงานทำและพึ่งพาตนเองได้แม้ในยามที่ประเทศมีวิกฤต

ดร.สาธิต กล่าวว่า โครงการบริหาจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ที่คุณหญิงกัลยาได้ขับเคลื่อนถือว่าเป็นโครงการสำคัญ และจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในวันนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับคนในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยเฉพาะเทศบาลเมืองมาบตาพุด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นนำร่องในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านบริหารทรัพยากรน้ำในพื้นที่ชุมชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อประชาชนในวงกว้าง และที่สำคัญโครงการฯ นี้ทำให้ก่อเกิดหลักสูตร “ชลกร” จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพออกมาพัฒนาประเทศต่อไป

“ต้องขอขอบคุณ คุณหญิงกัลยา และมูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ที่ได้เลือกเทศบาลเมืองมาบตาพุดจังหวัดระยอง มาเป็นหนึ่งในเครือข่ายความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำฯ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคนในชุมชน และจังหวัดระยองอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการอุปโภค บริโภค และการเกษตร ตรงนี้ถือเป็นโมเดลนำร่อง และคงขยายผลไปสู่ในพื้นที่อื่นๆในจังหวัดระยองต่อไป” ดร.สาธิต กล่าว

นายโชติ กล่าวว่า ในฐานะผู้สนับสนุนโครงการฯ เชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะส่งเสริม ประสาน และบูรณาการองค์ความรู้ด้านการบริหารทรัพยากรน้ำที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับท้องถิ่น โดยโครงการฯ จะนำองค์ความรู้ที่ได้ไปปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน และการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ต่อไป ซึ่งจะมีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชนของแต่ละพื้นที่ และมูลนิธิฯ จะสนับสนุนให้การขับเคลื่อนวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ประสบผลสำเร็จ ให้ประชาชนได้รู้ถึงคุณค่าของน้ำ ส่งต่อความรู้ไปยังผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้สามารถดูแลบริหารจัดการน้ำชุมชนด้วยตนเอง โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ มูลนิธินโยบายสาธารณะไทย ยังยืนยันเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังที่โครงการฯ ตั้งเป้าหมายไว้ รวมถึงสนับสนุนดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการทำงานครั้งนี้เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมต่อไป

สอศ.ประกาศแล้ว! 30 ผลงาน’สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา’ระดับชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710615

สอศ.ประกาศแล้ว! 30 ผลงาน'สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา'ระดับชาติ

สอศ.ประกาศแล้ว! 30 ผลงาน’สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา’ระดับชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.10 น.

สอศ.ประกาศแล้ว! 30 ผลงาน”สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา”ระดับชาติ ปีการศึกษา 2565 เน้นประดิษฐ์นวัตกรรม การลงมือทำ ขยายผลตอบโจทย์ประเทศ

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566 ณ ห้องไดมอนด์ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต จังหวัดปทุมธานี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดพิธีปิด “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” การประกวด/ประเมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2565 โดยมีเรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธี  โดยมี ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน นายอิทธิพล ภู่โกสีย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เซียร์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) นายบุญประเสริฐ พุฒิสรรค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทซีเทค ไดแด็คติค จำกัด ประธานคณะกรรมการสิ่งประดิษฐ์ระดับชาติ ระดับภาค คณะกรรมการ ผู้บริหาร สถานประกอบการ ผู้อำนวยการสถานศึกษานักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมงาน

เรืออากาศโท สมพร กล่าวว่า ขอชื่นชมและขอบคุณทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือ ร่วมแรงและร่วมใจ ดำเนินการจัดกิจกรรมงาน สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา การประกวด/เมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ จนสำเร็จลุล่วงมาด้วยดี และทำให้เห็นได้ว่า นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา รู้จักประยุกต์ใช้ทักษะความรู้ความสามารถ ทางด้านทักษะวิชาชีพ วิชาการ และประสบการณ์ในการเรียนรู้ นำมาซึ่งการคิดค้นนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม นับเป็นนิมิตหมายอันดีและถือว่าเป็นจุดเริ่มของเยาวชนไทยยุคประเทศไทย 4.0 ได้ใช้ความรู้ทางความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทางวิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ STEM ศึกษา มาพัฒนาผลงานนวัตกรรมขับเคลื่อนสู่ชุมชนให้ก้าวไกลและก้าวทันเทคโนโลยีที่ทันสมัย และให้ท่านผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูที่ปรึกษาทุกท่าน ร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน นักเรียน นักศึกษา ได้ประดิษฐ์คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย “การพัฒนาคุณภาพนักเรียน นักศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ” และเป็นการเตรียมพร้อมของกำลังคนอาชีวศึกษา เข้าสู่การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยนวัตกรรมตามนโยบายของรัฐบาล ประเทศไทย 4.0 และจุดเน้นของเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

รองเลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อไปว่า จากคณะกรรมการได้วิเคราะห์และสรุปผลการนำนวัตกรรมเพื่อเข้าสู่การใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ชุมชน และสังคม โดยวิเคราะห์สรุปผล ถอดบทเรียน และเพื่อประมวลผลองค์ความรู้สู่การพลิกโฉมภาพลักษณ์ สร้างโมเดล (Best practice) สกัดองค์ความรู้จากการลงมือทำ สู่การขยายผลตอบโจทย์ประเทศในมิติต่างๆ พร้อมพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยงาน “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” การประกวด/ประเมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2565 ระหว่างวันที่ 10-12 กุมภาพันธ์ 2566 มีผลงานของนักศึกษาอาชีวศึกษาได้รับรางวัลระดับชาติ จำนวน 30 รางวัล แบ่งสิ่งประดิษฐ์ออกเป็น 6 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรอุตสาหกรรมสมัยใหม่  รางวัลชนะเลิศ ผลงานเครื่องคัดขนาดปลาหมอความแม่นยําสูงระบบอัตโนมติ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงาน Thai-Aus Green House วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ  รองชนะเลิศอันดับ 2 ผลงาน รถตัดหญ้าตีนตะขาบบังคับด้วยสัญญาณวิทยุ วิทยาลัยเทคนิคนครปฐม รองชนะเลิศอันดับ 3 ผลงาน มินิสมาร์ทฟาร์มกบ วิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ และ Honor Awards ผลงาน เครื่องผสมเกสรดาวเรือง วิทยาลัยเทคนิคลําปาง

ประเภทที่ 2 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลปัญญาประดิษฐ์  รางวัลชนะเลิศ ผลงาน มิเตอร์ ไอโอที วิทยาลัยเทคนิคสระบุรี รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงาน ระบบช่วยเตือนระวังผู้ติดอยู่ภายในรถ วิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ รองชนะเลิศอันดับ 2 ผลงาน สัญญาณไฟจราจรที่คับขัน วิทยาลัยเทคนิคระนอง รองชนะเลิศอันดับ 3 ผลงาน ชุดรักษาความปลอดภัยด้วยกล้องอัจฉริยะ Smart Camera Security Kit วิทยาลัยการอาชีพสตึก และ Honor Awards ผลงาน มิเตอร์ ไอโอที วิทยาลัยเทคนิคสระบุรี

ประเภทที่ 3 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสิ่งแวดล้อม รางวัลชนะเลิศ ผลงาน เครื่องรีไซเคิลน้ำยาล้างระบบภายในเครื่องปรับอากาศ วิทยาลัยเทคนิคสงขลา รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงานวาล์วน้ำอัตโนมัติด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ วิทยาลัยการอาชีพแม่น้ำแคว รองชนะเลิศ อันดับ 2 ผลงาน เตาประหยัดพลังงานปลอดสารพิษ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก รองชนะเลิศอันดับ 3 ผลงาน เรือ EV รุ่น ECO – SHIP วิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือพระนครศรีอยุธยา และ Honor Awards ผลงาน เครื่องคั่วกาแฟด้วยโอ่งดินพลังงานร่วมชนิดไร้ควัน วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี

ประเภทที่ 4 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอาหาร รางวัลชนะเลิศ ผลงาน นาซิดาแฆ รองแง็ง บาร์ วิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงาน เครื่องดื่มฟังก์ชันชนิดผง อ้อยฟู่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาปัตตานี รองชนะเลิศอันดับ 2 ผลงาน ไข่ปลาแซลมอนเทียม วิทยาลัยประมงสมุทรสาคร รองชนะเลิศอันดับ 3 ผลงาน ผลิตภัณฑ์กึ่งสําเร็จรูปเส้นไข่ขาวจากไข่เค็มดิบไชยาพร้อมน้ำยาปู วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานีและ Honor Awards ผลงาน ยอหยา สควีซ (สังขยาใบยอ) วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี

ประเภทที่ 5 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (HEALTH CARE) รางวัลชนะเลิศ ผลงาน เครื่องวัดปริมาณการสูญเสียเลือดจากการผ่าตัด DTEC วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงาน เครื่องกายภาพบําบัดขาแสดงผลการนับด้วยระบบอัตโนมัติ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ รองชนะเลิศ อันดับ 2 ผลงาน อุปกรณ์ช่วยลงน้ำหนักเท้าสำหรับผู้ป่วยขาหัก วิทยาลัยเทคนิคสุวรรณภูมิ รองชนะเลิศอันดับ 3 ผลงาน เครื่องช่วยสื่อสารสําหรับผู้ป่วยติดเตียง วิทยาลัยการอาชีพแจ้ห่ม และ Honor Awards ผลงาน Lokomat เครื่องฝึกเดินสําหรับผู้ป่วย วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา

ประเภทที่ 6 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ รางวัลชนะเลิศ ผลงาน แว๊กซ์กําจัดขนอโลเวล่าพลัส วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง รองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงาน ผลิตภัณฑ์เครื่องสําอางธรรมชาติจากน้ำนมข้าว สารสกัดรังไหม และสารสกัดจากเปลือกกล้วย วิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด รองชนะเลิศ อันดับ 2 ผลงาน แว็กซ์ สตริปส์ นาโนเจล จากกากน้ำตาลโตนด วิทยาลัยอาชีวศึกษาปัตตานี รองชนะเลิศอันดับ 3 ผลงาน กล่องกันลืม (SmartBox) วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช และ Honor Awards ผลงาน ผลิตภัณฑ์จับยึดแคล้มก้ามปู PVC วิทยาลัยเทคนิคปากช่อง และรางวัลการเขียนโปรแกรมด้วย PLC ควบคุมหุ่นยนต์อุตสาหกรรม จำนวน 4 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ทีม วิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม วิทยาลัยเทคนิคสิงห์บุรี ทีมที่ 1 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี  รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ทีม วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี

ทั้งนี้ รองเลขาธิการ กอศ.ได้มอบโล่เกียรติคุณ ผู้ทรงคุณค่า ผู้ทำคุณประโยชน์ ด้านสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ จำนวน 1 ราย สถานศึกษาที่นำผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ ที่ได้รับรางวัลนานาชาติและด้านความปลอดภัย จำนวน 10 แห่ง สถานศึกษาที่ได้รับรางวัล “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” การประกวด/ประเมินสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 รางวัล และสถานศึกษาที่ได้รับรางวัลการเขียนโปรแกรมด้วย PLC ควบคุมหุ่นยนต์อุตสาหกรรม จำนวน 4 รางวัล

– 006