มมส NIA และ ม.เทคโนโลยีสุรนารี จัดงานด้านนวัตกรรมระดับภูมิภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694882

มมส NIA และ ม.เทคโนโลยีสุรนารี  จัดงานด้านนวัตกรรมระดับภูมิภาค

มมส NIA และ ม.เทคโนโลยีสุรนารี จัดงานด้านนวัตกรรมระดับภูมิภาค

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(องค์การมหาชน) (NIA) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดกิจกรรม “Open Innovation Roadshow ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”ครั้งที่ 2 โดยมี ผู้ประกอบการ นักวิจัยคณาจารย์ หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือเข้าร่วมกิจกรรม ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

กิจกรรม “Open Innovation Roadshow ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ครั้งที่ 2 จัดขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์กลไกการให้ทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรมของ NIA แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามและจังหวัดใกล้เคียง โดยมีการบรรยายพิเศษโดยผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ในเรื่องการสร้างนวัตกรรมใหม่และกลไกการให้ทุนสนับสนุนโครงการนวัตกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจ และมีมุมมองการสร้างธุรกิจด้วยนวัตกรรม เรียนรู้แนวทางการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกทั้งผู้ประกอบการได้รับพิจารณาและกลั่นกรองข้อเสนอโครงการเบื้องต้น สำหรับยื่นขอทุนสำนักงานนวัตกรรมภายในงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่มูลค่าอย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าและผลกระทบสูงกับประเทศ

สำหรับผู้ประกอบการที่มีความสนใจขอรับการสนับสนุนทุนนวัตกรรมแบบเปิด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://open.nia.or.th/

‘ม.วลัยลักษณ์’ ได้ 4.96 จากคะแนนเต็ม 5 ประเมินประกันคุณภาพการศึกษา ปี’64

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694883

‘ม.วลัยลักษณ์’ ได้ 4.96 จากคะแนนเต็ม 5  ประเมินประกันคุณภาพการศึกษา ปี’64

‘ม.วลัยลักษณ์’ ได้ 4.96 จากคะแนนเต็ม 5 ประเมินประกันคุณภาพการศึกษา ปี’64

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ รักษาการแทนรองอธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยถึงผลประเมินการประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับมหาวิทยาลัย ตามกรอบ WUQA โดยมีเกณฑ์พื้นฐานสากล AUN-QA (ASEAN University Network Quality Assurance) ปีการศึกษา 2564 ว่า ม.วลัยลักษณ์ได้รับผลประเมิน คะแนนเฉลี่ย 4.96 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 อยู่ในระดับดีมาก และถือเป็นคะแนนสูงที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัย และเป็นผลคะแนนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา หากพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบทั้ง 5 องค์ประกอบ พบว่า ม.วลัยลักษณ์ ได้คะแนนในองค์ประกอบที่ 1 การนำองค์กร 5.00 คะแนน องค์ประกอบที่ 2 การจัดการศึกษา 4.96 คะแนนองค์ประกอบที่ 3 การวิจัย 4.96 คะแนน องค์ประกอบที่ 4 การบริการวิชาการและการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม 5.00 คะแนน และองค์ประกอบที่ 5 การบริหารจัดการและการประกันคุณภาพ 4.93 คะแนน ตามลำดับ หากดูพัฒนาการคะแนนผลการประเมินดังกล่าว ในรอบ 5 ปี ย้อนหลัง พบว่า มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีการศึกษา 2560 ได้ 4.66 คะแนน ปี 2561 ได้ 4.75 คะแนน ปี 2562 ได้ 4.80 คะแนน ปี 2563 ได้ 4.93 คะแนน และล่าสุดปีการศึกษา 2564 ได้ 4.96 คะแนนอยู่ในระดับดีมาก

ปัจจัยที่ส่งผลให้ได้คะแนนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการพัฒนามหาวิทยาลัยในทุกด้าน ตั้งแต่ผลการรับ
นักศึกษาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบ 20 ปี การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของอาจารย์ให้มีคุณวุฒิสูงขึ้นและมีอาจารย์ดำรงตำแหน่งทางวิชาการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาศักยภาพอาจารย์ผู้สอนภายใต้กรอบ UKPSF 100% มีอาจารย์ได้รับประกาศนียบัตรรับรองคุณภาพการสอนภายใต้กรอบ UKPSF มากที่สุดในประเทศไทย จำนวน 573 คน และปีล่าสุดมีผลงานวิจัยมากกว่า 700 บทความ ผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Scopus Q1,Q2 อยู่ในอันดับ 3 ของประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของอาจารย์ผู้สอน และนักวิจัยของ ม.ลัยวลัยลักษณ์

“นอกจากนี้ ยังการส่งเสริมให้บุคลากรสายสนับสนุนมีความก้าวหน้าในอาชีพ ให้ความสำคัญกับการดูแลนักศึกษา การปรับปรุงห้องเรียนอัจฉริยะ จำนวน 150 ห้อง พร้อมห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย และการมุ่งมั่นพัฒนาให้ม.วลัยลักษณ์เป็นมหาวิทยาลัยคุณภาพ ที่วัดได้จากคุณภาพของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา โดยหลักสูตรที่มีสภาวิชาชีพ นักศึกษาต้องสอบผ่านใบประกอบวิชาชีพครั้งแรกไม่ต่ำกว่า 90% หลักสูตรที่ไม่มีสภาวิชาชีพ นักศึกษาต้องผ่านการสอบวัดความรู้ EXIT-EXAM ให้ได้ 90% ขึ้นไป และการพัฒนาในด้านอื่นๆ เป็นต้น” ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย กล่าว

นิสิตจุฬา ชนะเลิศแข่งขัน Hackathon พัฒนาโซลูชั่นทางการเงินของคนไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694884

นิสิตจุฬา ชนะเลิศแข่งขัน Hackathon  พัฒนาโซลูชั่นทางการเงินของคนไทย

นิสิตจุฬา ชนะเลิศแข่งขัน Hackathon พัฒนาโซลูชั่นทางการเงินของคนไทย

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหลักสูตรนวัตกรรมบูรณาการ (BASCii) ทีม 18 Eyes เจ้าของแนวคิด “ttb forward” คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขัน “Financial Well-being HACKATHON for Thais Powered by ttb” จัดโดยธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) โครงการพัฒนาโซลูชั่นในการนำ Tech & Data มาเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อยกระดับการเงินของคนไทยในทุกกลุ่มเป้าหมายให้ดีขึ้น โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สมาชิกทีม 18 Eyes เป็นนิสิต ชั้นปีที่ 3 หลักสูตร BASCii ประกอบด้วย นางสาวเกษรทิพย์ มานะจิระ นายสุขเกษม ธนะรุ่งรักษ์ นายธนภูมิ จึงพิพัฒนกุล นางสาวเจนจิรา กิจเวคิน และนายอกฤษณ์ วรนิธิพงศ์

จุดเด่นของแนวคิด “ttb forward” คือการนำเสนอวิธีการยกระดับคุณภาพทางการเงินอย่างยั่งยืนใน 4 ปัจจัย ประกอบด้วย “ฉลาดออม ฉลาดใช้ รอบรู้เรื่องกู้ยืม ลงทุนเพื่ออนาคต และมีความคุ้มครองที่อุ่นใจ” ด้วยฟังก์ชั่นที่น่าสนใจอย่าง Debt Lock ระบบตรวจสอบอัตโนมัติ จัดการการชำระ และแยกออกจากเงินที่จะใช้ได้ในแต่ละเดือน โดยไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายรายวัน Predict monthly expense ระบบคำนวณค่าใช้จ่ายจำเป็นอย่างเช่น ค่าไฟฟ้า ค่าเช่าห้อง ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ และ Refinance and Consolidate สำหรับคนที่เป็นหนี้ระบบนี้จะช่วยบริหารชีวิตให้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

นักเศรษฐศาสตร์โนเบล ชี้ ‘เด็กปฐมวัย’ คือช่วง ‘สมองทอง’ ด้านการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694885

นักเศรษฐศาสตร์โนเบล ชี้ ‘เด็กปฐมวัย’  คือช่วง ‘สมองทอง’ ด้านการศึกษา

นักเศรษฐศาสตร์โนเบล ชี้ ‘เด็กปฐมวัย’ คือช่วง ‘สมองทอง’ ด้านการศึกษา

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย(RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ และคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการประชุมวิชาการ “Early Childhood Development Series : First Starts” โดย ศ.ดร.เจมส์ เจ เฮคแมน อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิคาโก เจ้าของรางวัลโนเบล เป็นแขกพิเศษกล่าวบรรยายเรื่อง “Promoting Skills To Promote Successful Lives” และการเสวนาเรื่อง การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต : ปฐมวัยวัยแห่งโอกาสในการยกระดับคุณภาพ ความเสมอภาค และประสิทธิภาพ

ศ.ดร.เจมส์ เจ เฮคแมน กล่าวว่า การกระตุ้นให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการศึกษาทั่วโลกมุ่งลงทุนสนับสนุนส่งเสริมเด็กทุกคนให้เข้าถึงการศึกษาและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการศึกษาตั้งแต่ยังเล็ก (Early childhood) การมุ่งเน้นการเสริมทักษะชีวิตที่จำเป็นที่จะมีส่วนช่วยในการเลื่อนสถานะทางสังคมล้วนเป็นสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ด้านทักษะและบทบาทที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของลูกหลานแก่พ่อแม่ด้วย การพัฒนามนุษย์ที่สำคัญและจำเป็นที่สุดก็คือการให้การศึกษา เด็กปฐมวัยถือเป็นวัยที่คุ้มค่าต่อการลงทุนในเชิงเศรษฐศาสตร์
จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ จากการศึกษาในสหรัฐอเมริกา พบว่าการแก้ไขปัญหาภาษี รวมทั้งการให้สวัสดิการบางส่วนแก่ครอบครัวยากจนที่มีเด็กเล็กในวัยศึกษาเป็นการลงทุนในระยะยาว เพราะพวกเขามีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น จากการพัฒนาทักษะต่างๆ ผ่านต้นทุนดังกล่าวและหากพวกเขาได้รับโอกาสที่เหมาะสม ก็จะลดปัญหาการส่งต่อความจนจากรุ่นสู่รุ่นได้

ศ.ดร.เฮคแมน กล่าวต่อไปว่า หนึ่งในกุญแจหลักที่จะช่วยให้การพัฒนาทุนมนุษย์เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก็คือ Public Policy หรือ นโยบายสาธารณะ ที่ให้ความสำคัญในเชิงการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ควบคู่กับการจัดการระบบฐานข้อมูลเพื่อคาดการณ์ความเป็นไปได้ต่างๆ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคต ขณะเดียวกัน ในส่วนของการลงทุนพัฒนามนุษย์นั้น ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น หมายความว่า ต้องลงมือปลูกฝังอบรมบ่มเพาะทักษะของเด็กตั้งแต่ยังเล็กๆ (ประมาณ 2-3 ขวบ) เป็นต้นไปสิ่งที่ปลูกฝังให้กับเด็กในช่วงวัยนี้จะเป็นสิ่งที่สร้างตัวตนและลักษณะนิสัยของเด็กที่จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อโอกาสในการประสบความสำเร็จของเด็กคนนั้นในอนาคต โดยปัจจัยที่จะทำให้เด็กประสบความสำเร็จหลักๆ จึงอยู่ที่ทักษะทางอารมณ์และสังคม และความสามารถในการควบคุมตนเอง มากกว่าความฉลาด (IQ) โดย IQ เป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นได้ในภายหลัง ภายใต้การอบรมเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่ และการเข้าถึงทรัพยากรและสวัสดิการทางสังคมอย่างทั่วถึงเท่าเทียมเสมอภาค โดยนโยบายในการแก้ปัญหาสังคมนั้นควรเป็นนโยบายสาธารณะร่วมกันไม่ใช่แยกส่วน ถ้าพูดถึงเรื่องนี้อยากอ้างอิงกฎพาเรโต หรือ Pareto Principle  สำหรับประชากรนิวซีแลนด์ หมายถึง การกระทำด้วยแรงเพียงน้อยนิด 20% แต่ได้ผลลัพธ์มากถึง 80% แปลว่าลงทุนน้อยแต่ได้กลับมามาก หรือทำบางอย่างในส่วนน้อยเพื่อแก้ปัญหาส่วนมาก และเราควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราลงแรงน้อยสุดมากกว่าไปตามแก้ปัญหาสิ่งที่เราต้องลงทุน ลงแรงมากที่สุด เพราะจากการศึกษาพบว่า การลงทุนในเด็กเล็กจะได้รับผลตอบแทนในระยะยาว กลับมา7–10 เท่า

 “การมีชีวิตที่ดีขึ้นไม่ใช่เพียงIQ ดีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทักษะการเรียนรู้ที่เหมาะสมควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นการเข้ากับบุคคลอื่น การควบคุมตนเอง การมีส่วนร่วมในสังคม และการคิดวิเคราะห์ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จในชีวิตไม่น้อยในปัจจุบัน และความฉลาด (IQ) ไม่ได้ถ่ายทอดกันทางพันธุกรรมอย่างที่ใครหลายคนเชื่อกัน” ศ.ดร.เฮคแมน กล่าวทิ้งท้าย

ม.ศรีปทุม กวาด 10 รางวัลดีเด่น จาก สสอท.ประจำปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694880

ม.ศรีปทุม กวาด 10 รางวัลดีเด่น  จาก สสอท.ประจำปี 2565

ม.ศรีปทุม กวาด 10 รางวัลดีเด่น จาก สสอท.ประจำปี 2565

วันอังคาร ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตบางเขน และวิทยาเขตชลบุรี เข้ารับรางวัล “บุคลากรดีเด่น” และ “นักศึกษาดีเด่น” ประจำปี 2565 จำนวน 10 รางวัล จากสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานวันสถาปนาสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยฯ ครบรอบ45 ปี ณ สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยฯ ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร

บุคลากรและนักศึกษาได้รับรางวัลดีเด่น รวมจำนวนทั้งสิ้น 10 รางวัล แยกเป็นรางวัลบุคลากรดีเด่น จำนวน
5 รางวัล และรางวัลนักศึกษาดีเด่น จำนวน 5 รางวัล นับเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับรางวัลบุคลากรดีเด่นและนักศึกษาดีเด่น จาก สสอท.มากที่สุด ซึ่งในรอบ 8 ปี มานี้ สามารถกวาดรางวัลมาได้รวมแล้วกว่า 82 รางวัล โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2558 ได้รับ7 รางวัล ปี 2559 ได้รับ 7 รางวัล ปี 2560 ได้รับ 8 รางวัล ปี 2561 ได้รับ 10 รางวัล ปี 2562 ได้รับ 10 รางวัล ปี 2563 ได้รับ 15 รางวัล ปี 2564 ได้รับ 15 รางวัล และในปีนี้ 2565 ได้รับ 10 รางวัล

รางวัลบุคลากรดีเด่น ประเภท บุคลากรดีเด่น จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ รางวัลอาจารย์ดีเด่น กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์ ระดับดี ดร.พรรณทิพย์ อย่างกลั่น รางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์ ระดับดีมาก ดร.ธันยนันท์ สมบูรณ์รัตนโชค รางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ กลุ่มสาขามนุษยศาสตร์ ระดับดีเด่น นางสาวกรรณิกา สงวนสินธุกุล รางวัลนักวิจัย กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชมเชย ดร.จิราวรรณ เนียมสกุล

รางวัลบุคลากรดีเด่น ด้านศิลปวัฒนธรรม ระดับผู้ปฏิบัติการ นางสาวรณิดา นุชนิยม อาจารย์อำนวยการเรียนการสอน (Coach) ประเภท นักศึกษาดีเด่น จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ ประเภทวิชาการดีเด่น กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายเกียรติศักดิ์ สิงห์งาม กลุ่มสาขามนุษยศาสตร์ นางสาวพรไพลิน แซ่ตุ่ง ประเภทวิทยานิพนธ์ดีเด่น ระดับปริญญาโท กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายวันมงคล พิกุลแย้ม ประเภทวิทยานิพนธ์ดีเด่น ระดับปริญญาโท กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์ นางสาวสาวิตรี พรหมรักษา

ประเภทวิทยานิพนธ์ดีเด่น ระดับปริญญาเอก กลุ่มสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.อุณนดาทร มูลเพ็ญ นักศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต คณะเทคโนโลยีสารสนเทศมหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตบางเขน

วช. ยกระดับ ‘หมามุ่ย’ สกัดเป็นเซรั่มบำรุงผม ช่วยให้เส้นผมดกดำ แก้ปัญหาผมหงอกก่อนวัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694917

วช. ยกระดับ 'หมามุ่ย' สกัดเป็นเซรั่มบำรุงผม ช่วยให้เส้นผมดกดำ แก้ปัญหาผมหงอกก่อนวัย

วช. ยกระดับ ‘หมามุ่ย’ สกัดเป็นเซรั่มบำรุงผม ช่วยให้เส้นผมดกดำ แก้ปัญหาผมหงอกก่อนวัย

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 19.54 น.

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการวิจัยฯ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้กลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ วช. นำ ดร.จันทรวิภา ธนะโสภณ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. 
พร้อมด้วยสื่อมวลชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมบริษัท คอสเม่ อินโนเวชั่น จำกัด ที่ทำการผลิตผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผมจากสารสกัดหมามุ่ย โดยมี รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และนางสาวอนงค์นุช ต๊ะคำ บริษัท คอสเม่ อินโนเวชั่น ให้การต้อนรับ ณ ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

“หมามุ่ย” ได้ยินชื่อแล้วหลายคนอาจจะไม่กล้าเข้าใกล้เพราะกลัวว่าจะคันจนเกาไม่หยุด แต่จริง ๆ แล้วสรรพคุณที่ซุกซ่อนอยู่นั้นมากมายกว่าที่คิด สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เห็นถึงประโยชน์สรรพคุณที่สำคัญจึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อำภา จิมไธสง สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง คิดค้นและพัฒนา “ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผมจากสารสกัดหมามุ่ย” โดย บริษัท คอสเม่ อินโนเวชั่น จำกัด ได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมให้กลับมาดกดำ ทดแทนการใช้ผลิตภัณฑ์การย้อมสีผม

รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อำภา จิมไธสง สำนักวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ร่วมกับนางสาวอนงค์นุช ต๊ะคำ 
แห่งบริษัท คอสเม่ อินโนเวชั่น จำกัด พัฒนาผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมให้กลับมาดกดำ เพื่อทดแทนการใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมสีผม และเนื่องจากปัจจุบันมีการแข่งขันสูงและมีความนิยมใช้สมุนไพรไทยมากขึ้น ประกอบกับประเทศไทยมีการส่งเสริมการปลูกหมามุ่ยเป็นจำนวนมาก แต่ตลาดที่รองรับและการแปรรูปไปใช้มีจำนวนน้อย ทางทีมวิจัยอยากช่วยเกษตรกรผู้ปลูกหมามุ่ยในจังหวัดเชียงราย จึงนำผลเมล็ดหมามุ่ยอินเดีย ที่คุณสมบัติสร้างเม็ดสีลานินได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสารแอลโดปาทำปฏิกิริยากับเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในกระบวนการสร้างเม็ดสีทำให้สีผมดำขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นหลอดเลือดทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณหนังศีรษะดีขึ้น ทำให้รากผมแข็งแรง มาแปรรูปให้เป็นสารสกัดพร้อมใช้งาน พร้อมนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับลดผมหงอกได้อย่างมีมีประสิทธิภาพ 

นางสาวอนงค์นุช ต๊ะคำ แห่งบริษัท คอสเม่ อินโนเวชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผมจากสารสกัดหมามุ่ย เริ่มจากการศึกษาสภาวะการในการสกัดสารแอลโดปาจากเมล็ดหมามุ่ย พบว่า ผงเมล็ดหมามุ่ยเมื่อผ่านกระบวนการแช่แข็งจะได้ลักษณะเป็นผลสีเหลืองอ่อน และไม่มีการปนเปื้อนโลหะหนักทั้งแคดเมียม ตะกั่ว สารหนู และปรอท ซึ่งถือว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข

คุณสมบัติ สารสกัดเมล็ดหมามุ่ยในผลิตภัณฑ์แชมพู และผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผม ที่คิดค้นขึ้นมีเนื้อสูตรตำรับใส สีน้ำตาลเข้มและมีความหนืดพอ ผลิตภัณฑ์แชมพูมี ฟองเยอะ ช่วยให้ผมนุ่มลื่นไม่พันกัน และไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ส่วนผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผม มีคุณสมบัติ ซึมซับไว และไม่ทำให้หนังศีรษะเหนียวหรือมัน

ทีมวิจัยได้นำผลิตภัณฑ์แชมพู ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผม ไปทดสอบในอาสาสมัคร พบว่า ไม่เกิดการระคายเคือง ผลิตภัณฑ์สามารถเปลี่ยนแปลงสีผมจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลแดงถึงสีดำได้ หลังจากการใช้ภายใน 2 สัปดาห์ และเมื่อนำเส้นผมมาส่องกล้องขยาย พบว่าเส้นผมมีเม็ดสีมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณโคนผม นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้ศึกษาพฤติกรรม และปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกชื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางดูแลเส้นผมเพื่อผมดกดำลดหงอก จากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน พบว่าส่วนใหญ่เริ่มมีหงอกในช่วงอายุ 31-40 ปี และเลือกวิธีแก้ปัญหาผมหงอกโดยการย้อมสีผม 50.25% และใช้ผลิตภัณฑ์แชมพูและเซรั่มบำรุงผม 33.50% และอาสาสมัครที่ใช้สินค้าที่ไม่มีแบรนด์สินค้าเฉพาะเจาะจงที่ใช้  31.25% ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสในการทำตลาดของผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยนี้เป็นอย่างมาก เพียงแต่สมุนไพรที่กลุ่มตัวอย่างใช้ยังไม่ทราบถึงประสิทธิภาพของสารสกัดจากเมล็ดหมามุ่ย ทีมวิจัยจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนการตีตลาด เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าแก่ผู้บริโภค
ในวงกว้าง รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผมกลับมาดกดำได้อย่างเป็นธรรมชาติ แทนการย้อมผมแบบเก่า จึงสรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์แชมพูและเซรั่มบำรุงผมที่มีสารสกัดจากเมล็ดหมามุ่ย มีศักยภาพในการออกสู่ตลาดได้จริง มีประสิทธิภาพการแก้ปัญหาผมหงอกได้เป็นอย่างดี ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และสามารถทำให้ผู้บริโภคพึงพอใจได้ ตอบโจทย์ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพรับรองผลด้วยงานวิจัย

ปัจจุบันมีการจัดจำหน่ายทางตลาดออนไลน์แล้ว โดยจัดจำหน่ายชุดละ 1,690 บาท ซึ่งได้รับผลตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างมาก ทำให้มียอดการจัดจำหน่าย 24 ล้านบาท/ปี  อีกทั้งยังได้รับจ้างผลิตและพัฒนาสินค้าให้กับผู้ประกอบการ MSME รายอื่น ๆ อีกด้วย

บอร์ด กพฐ.ไฟเขียวแยก ‘ประวัติศาสตร์’ เป็นวิชาพื้นฐาน เล็งเสนอ ‘ตรีนุช’ ออกประกาศสัปดาห์นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694879

บอร์ด กพฐ.ไฟเขียวแยก ‘ประวัติศาสตร์’ เป็นวิชาพื้นฐาน เล็งเสนอ ‘ตรีนุช’ ออกประกาศสัปดาห์นี้

บอร์ด กพฐ.ไฟเขียวแยก ‘ประวัติศาสตร์’ เป็นวิชาพื้นฐาน เล็งเสนอ ‘ตรีนุช’ ออกประกาศสัปดาห์นี้

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 17.46 น.

“บอร์ด กพฐ.” เห็นชอบให้ออกประกาศกระทรวงฯ แยกวิชาประวัติศาสตร์  ด้าน สพฐ.เตรียมเสนอให้ “ตรีนุช” ลงนามประกาศสัปดาห์นี้ 

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานครั้งที่ 11/2565  ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ แนวทางขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ปีงบประมาณ 2566 ตามนโยบายของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอให้จัดทำ (ร่าง) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องการบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน   ซึ่งขั้นตอนต่อไป ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ก็จะจัดทำประกาศออกมา เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ. พิจารณาลงนามต่อไป

“ส่วนรายละเอียดการปรับปรุงเนื้อหาต่าง ๆการแยกวิชาประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ไม่ได้เพิ่มชั่วโมงเรียน ไม่ได้เพิ่มภาระผู้เรียนและครู เพียงแต่จะจัดการเรียนประวัติศาสตร์ให้มีเป้าหมายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้คณะกรรมการ กพฐ. หารือร่วมกันเห็นว่าการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ควรปรับให้มีการเชื่อมโยงจากอดีตสู่ปัจจุบันและแนาคต การพัฒนาเชิงสังคม หน้าที่พลเมือง และสาระวิชาการเรียนรู้อื่น ๆ ซึ่งต่อไป สพฐ.จะไปจัดรายละเอียดการปรับปรุงหลักสูตรเนื้อหาให้มีความเหมาะสม ครอบคลุม ทันสมัย และเชื่อมโยงกับหน้าที่และสาระวิชาอื่น ๆในหลักการ เพื่อให้โรงเรียนต่าง ๆนำไปปฏิบัติใช่ต่อไป” 

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมา เพราะวันนี้ทุกคนต่างพูดกันว่าอยากให้คนไทยมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ ต้องการสร้าง Soft Power ที่มาจากวัฒนธรรมประเพณีดี ๆของประเทศ ซึ่งการที่จะเกิดสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องเรียนรู้จากอดีตว่าเรามีวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ดีงามอะไรบ้างที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และถ้าจะนำมาปรับให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันเราควรจะต่อยอดอย่างไร และเชื่อมอย่างไร เพื่อให้เป็นความภาคภูมิใจที่สามารถนำวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี สินค้าอาหารดีๆ หรือทรัพยากรเครื่องมือเครื่องใช้ดีๆในอดีตมาปรับปรุงใช้ในปัจจุบันได้ จึงต้องแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาเป็นการเฉพาะ เพื่อให้ทุกคนสามารถตระหนักได้ว่าประวัติศาสตร์สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ได้กับทุกศาสตร์ 

นายอัมพร กล่าวต่อว่า การแยกวิชาประวัติศาสตร์ มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย คนที่ไม่เห็นด้วย เราต้องสร้างความเข้าใจ และรับฟังความเห็นมาปรับใช้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในการประชุมวันนี้ ที่ประชุมเห็นร่วมกันว่า ควรนำวิชาประวัติศาสตร์แยกออกมา เพื่อนำไปเชื่อมโยงกับวิชาอื่นๆ เพราะการสอนวิชาประวัติศาสตร์แบบเดิมๆนั้นใช้ไม่ได้แล้ว ต้องมาเรียนแบบใหม่ ครูต้องปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอนใหม่ และการประเมินผลให้สอดรับกับสิ่งที่เราต้องการ คือ อยากเห็นเด็กทุกคนในชาติมีความภาคภูมิใจ ในความเป็นชาติไทย  รักหวงแหนบ้านเกิด แผ่นดิน บ้านเกิดเมืองนอนของตน เรียนรู้อดีตและวัฒนธรรมที่ดีงาม เพื่อมาต่อยอดในอนาคต

“สพฐ.จะเสนอ (ร่าง) ประกาศ ศธ.  เรื่อง การบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.​ลงนามได้ภายในสัปดาห์นี้  ระหว่างนี้ สพฐ.ก็จะเตรียมการปรับหลักสูตร ตัวชี้วัด ให้ทันใช้ในปีการศึกษา 2566 ระหว่างนี้ก็ต้องทำความเข้าใจกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครองด้วย” นายอัมพร กล่าว    

‘ตรีนุช’ลั่น!แยกวิชา‘ประวัติศาสตร์’ ไม่ใช่บังคับ‘เด็กรักชาติ’ เตรียม‘ครู’รองรับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694808

‘ตรีนุช’ลั่น!แยกวิชา‘ประวัติศาสตร์’ ไม่ใช่บังคับ‘เด็กรักชาติ’ เตรียม‘ครู’รองรับ

‘ตรีนุช’ลั่น!แยกวิชา‘ประวัติศาสตร์’ ไม่ใช่บังคับ‘เด็กรักชาติ’ เตรียม‘ครู’รองรับ

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 12.13 น.

‘ตรีนุช’ลั่น!แยกวิชา‘ประวัติศาสตร์’ ไม่ใช่บังคับ‘เด็กรักชาติ’ เตรียม‘ครู’รองรับ

28 พฤศจิกายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้มีความน่าสนใจ และให้ความสำคัญกับเยาวชนในการเรียนวิชาประวัติติศาสตร์เพื่อให้ตระหนักรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์และความรักชาติ รวมถึงความภาคภูมิใจในความเป็นชาติของเรานั้น

“ตนจึงขอให้ที่ประชุมบอร์ด กพฐ.พิจารณาในการแยกวิชาประวัติศาสตร์ เป็นอีกวิชาหนึ่ง เป็นการเรียนประวัติศาสตร์แบบใหม่ ไม่ใช่เรียนแบบท่องจำแบบเดิมๆ เพราะการเรียนแบบท่องจำไม่ได้ช่วยให้การเรียนรู้ในอดีตนำไปสู่การพัฒนาอนาคต และไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้เด็กรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นชาติของเรา การจะให้เด็กรุ่นใหม่มีความตื่นตัวและเข้าใจบรรพบุรุษของเราที่ได้ผ่านขบวนการต่างๆมานั้นมีขบวนการคิดและผ่านในแต่ละช่วงเวลามาได้อย่างไร” รมว.ศธ. กล่าว 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้มอบให้บอร์ด กพฐ.พิจารณาแนวทางการพัฒนาครูวิชาประวัติศาสตร์ โดยครูจะต้องมีวิธีการสอนที่จะทำให้เด็กสนใจเรียนประวัติศาสตร์อย่างสนุกมากขึ้น โดยใช้ขบวนการเรียนแบบแอคทีฟเลินนิ่ง เน้นให้เด็กคิดวิเคราะห์สนุกไปกับการเรียนประวัติศาสตร์ เพื่อให้เด็กซึมซับและเรียนรู้ว่าประวัติศาสตร์ของเราทำอะไรมาบ้างและจะต่อยอดการทำงานและตระหนักรู้ในความเป็นชาติของเรา ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ ดังนั้น วิชาประวัติศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาชาติ ขบวนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ให้กับเด็กจะต้องเปลี่ยนขบวนการเรียนรู้ใหม่ เช่น ทำอย่างไรให้เด็กรู้สึกสนุกและเกิดการคิดวิเคราะห์กับการเรียนประวัติศาสตร์มากขึ้นและน่าสนใจมากขึ้น รวมถึงมีความภูมิใจในความเป็นชาติของเรา

น.ส.ตรีนุช ยืนยันว่า การแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาไม่ได้เป็นการบังคับให้เด็กรักชาติ แต่ต้องการปรับการเรียนประวัติศาสตร์ของเด็กให้มีความทันสมัยและน่าสนใจเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นการเพิ่มชั่วโมงเรียน และไม่ได้กระทบกับงบประมาณ แต่เป็นการออกแบบโครงสร้างการเรียนใหม่

“ดังนั้นครูจะต้องปรับขบวนการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ให้น่าสนใจขึ้น โดยครูจะต้องใช้สื่อที่ทันสมัยและสามารถนำสื่อต่างๆมาใช้ประกอบการสอนเพื่อให้การเรียนประวัติศาสตร์น่าสนใจ รวมถึงกิจกรรมขบวนการเรียนรู้ประวัติศาสตร์จะต้องนำไปสู่การพัฒนาอนาคตชาติของเรา และต่อไปต้องมีการอบรมครูวิชาประวัติศาสตร์ และต้องมีครูเอกวิชาประวัติศาสตร์สอนโดยตรง โดยจะมอบให้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาเกลี่ยอัตราครูวิชาประวัติศาสตร์ต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า การแยกวิชาประวัติศาสตร์เป็นอีกวิชาหนึ่ง จะไม่ทำให้เด็กเรียนหนักขึ้น เพราะไม่ได้เพิ่มเวลาเรียน แต่เพื่อออกแบบโครงสร้างการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ใหม่เท่านั้น และเพื่อผลิตครูให้ตรงวิชาเอกประวัติศาสตร์ด้วย และจะไม่มีผลกระทบกับงบประมาณ

ขณะที่ ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ เพื่อให้ประวัติศาสตร์เป็นตัวเชื่อมโยงอดีตสู่อนาคต และเชื่อมโยงทั้งมิติของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม หน้าที่พลเมือง ดังนั้นการที่แยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาจะช่วยเชื่อมโยงการสร้างระหว่างหน้าที่ กับการพัฒนา เดิมวิชาประวัติศาสตร์จะเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญในวิชาสังคมศึกษาที่เรียนทั่วๆไป แต่ครั้งนี้เราจะใช้แยกวิชาประวัติศาสตร์ให้เรียนรู้ถึงความทุ่มเท ความเสียสระที่ผ่านมาในอดีต และแนวคิดต่างๆในการสร้างชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การปกครอง ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคมีผลกระทบอย่างไร และต่อไปจะพัฒนาสู่อนาคตอย่างไร รวมถึงหน้าที่ของตนเองจะเป็นอย่างไร จะนำไปพัฒนาสู้อนาคตที่เหมาะสม แต่ไม่ใช่ให้เรียนประวัติศาสตร์ว่าเหตุการณ์นี้เกิดเมื่อไร หรือเพราะอะไรเขาจึงคิดอย่างนี้ และดำเนินการเช่นนี้

เช็คหลักเกณฑ์! เทียบโอนหน่วยกิต-ผลการศึกษาได้อย่างคล่องตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694785

เช็คหลักเกณฑ์! เทียบโอนหน่วยกิต-ผลการศึกษาได้อย่างคล่องตัว

เช็คหลักเกณฑ์! เทียบโอนหน่วยกิต-ผลการศึกษาได้อย่างคล่องตัว

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 10.13 น.

โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ ส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต พัฒนาศักยภาพและทักษะในทุกช่วงวัย สนับสนุนให้มีการเทียบโอนได้จากการศึกษาต่างระบบ

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2565 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ผู้เรียนทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย สามารถเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาได้อย่างคล่องตัว ในขณะที่ยังคงรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานการศึกษาในระดับอุดมศึกษา รวมทั้งส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษามีอิสระในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ในการเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษา โดยต่างมหาวิทยาลัยก็โอนได้ แต่ต้องมีมาตรฐานไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ตามประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาในระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2565 ซึ่งได้เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 ทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวมีสาระสำคัญ อาทิ

การเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาในระดับอุดมศึกษา มีหลักการ ดังต่อไปนี้

(1) การเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาต้องสามารถเทียบโอนได้ทั้งจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย

(2) การเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาต้องยึดหลักความเสมอภาคและธำรงไว้ซึ่งคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา

(3) สถาบันอุดมศึกษาต้องจัดให้มีหน่วยงานทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ปรึกษาและดำเนินการให้มีการเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาตามกระบวนการและหลักเกณฑ์ที่กำหนด

(4) สถาบันอุดมศึกษาต้องกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการทดสอบและประเมินผลเพื่อการเทียบโอนที่มีมาตรฐาน

สถาบันอุดมศึกษาต้องดำเนินการเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาภายใต้หลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

หลักเกณฑ์การเทียบโอนจากการศึกษาในระบบ ระดับอนุปริญญาและปริญญาตรี

(1) เป็นรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาในหลักสูตรระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าที่คณะกรรมการหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายรับรอง

(2) รายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่จะนำมาขอเทียบโอนต้องมีสาระสำคัญครอบคลุมรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่ขอเทียบโอน

(3) ผลการเรียนในรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่จะนำมาขอเทียบโอน ต้องมีระดับคะแนนไม่ต่ำกว่า 2.00 จากระบบ 4.00 หรือเทียบเท่า

(4) รายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่เทียบโอนจากต่างสถาบันอุดมศึกษา ไม่สามารถนำมาคำนวณแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมได้

ระดับบัณฑิตศึกษา

(1) เป็นรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาในหลักสูตรระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าที่คณะกรรมการหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายรับรอง

(2) รายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่จะนำมาขอเทียบโอนต้องมีสาระสำคัญครอบคลุมรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่ขอเทียบโอน

(3) ผลการเรียนในรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่จะนำมาขอเทียบโอนต้องมีระดับคะแนนไม่ต่ำกว่า 3.00 จากระบบ 4.00 หรือเทียบเท่า

(4) การเทียบโอนในรายวิชาวิทยานิพนธ์ให้เป็นไปตามที่สถาบันอุดมศึกษากำหนดโดยความเห็นชอบของสภาสถาบันอุดมศึกษา

(5) รายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่เทียบโอนจากต่างสถาบันอุดมศึกษาไม่สามารถนำมาคำนวณแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมได้

‘วิศวะมหิดล-JAIST’เตือนภัย…เผยผลวิจัยพิสูจน์ AI-Machine Learning ถูกโจมตีในรูปคิวอาร์โค้ดได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/694665

‘วิศวะมหิดล-JAIST’เตือนภัย...เผยผลวิจัยพิสูจน์  AI-Machine Learning ถูกโจมตีในรูปคิวอาร์โค้ดได้

‘วิศวะมหิดล-JAIST’เตือนภัย…เผยผลวิจัยพิสูจน์ AI-Machine Learning ถูกโจมตีในรูปคิวอาร์โค้ดได้

วันจันทร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“โลกแห่งศตวรรษที่ 21 นั้น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning (ML) ได้รับความนิยมเป็นซูเปอร์ฮิตราวกับแก้วสารพัดนึก แต่ยังมีคำถามว่าปลอดภัยไว้วางใจได้ 100% หรือไม่?” ซึ่งทีมวิจัยไทย-ญี่ปุ่น โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ JAIST (Japan Advanced Institute of Science and Technology)

เปิดผลวิจัยสุดเซอร์ไพรส์โดยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติเรื่อง “การโจมตีการเรียนรู้ของเครื่องผ่านรูปแบบตัวอย่างปฏิปักษ์ (Attacking Machine Learning With Adversarial Examples)”ชี้ให้เห็นว่า Machine Learning ยังมีช่องโหว่ภัยความเสี่ยงจากการโดนโจมตีที่จะสร้างความเสียหายได้ ตอกย้ำว่าแม้เทคโนโลยีจะเลิศล้ำเพียงใด ยังจำเป็นต้องมีมนุษย์ตรวจสอบเพื่อยืนยันผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี AI และ Machine Learning (ML) มีบทบาทในวิถีชีวิตของประชาชน การทำงานและหลายธุรกิจอุตสาหกรรม เช่น การแพทย์สุขภาพ ธุรกิจการค้า อี-คอมเมิร์ซ ตลาดทุนการเงิน ยานยนต์ขนส่งโลจิสติกส์ โทรคมนาคม การผลิตในอุตสาหกรรม ความมั่นคงปลอดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ซึ่งผลงานวิจัย การโจมตีการเรียนรู้ของเครื่องผ่านรูปแบบตัวอย่างปฏิปักษ์ นี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Journal of Imaging นับเป็นงานวิจัยระดับนานาชาติที่ได้รับความสนใจอย่างสูงจากประชาคมโลก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการออกแบบการโจมตี ML Model ในรูปแบบของ QR Code ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงปลอดภัยของบริการที่เข้าถึงประชาชนและองค์กรในวงการต่างๆ

“ทีมนักวิจัยไทย-ญี่ปุ่น จำนวน 3 คน จากการผนึกความร่วมมือระหว่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศญี่ปุ่น (JAIST) ประกอบด้วยดร.กรินทร์ สุมังคะโยธิน อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศ.โคตานิ คาซุโนริ และ ผศ.ปริญญา ศิริธนวันต์ จากสถาบัน JAIST” รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าว

ดร.กรินทร์ สุมังคะโยธิน อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงที่มาของงานวิจัย ว่า AI ปัญญาประดิษฐ์เป็นการทำให้คอมพิวเตอร์หรือเครื่องจักรฉลาด ส่วน Machine Learning (ML) เป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ของ AI โดยการนำเข้าข้อมูลสู่อัลกอริทึม เพื่อสร้างโครงข่ายการตัดสินใจในการคาดคะเนแนวโน้มหรือทำนายผลลัพธ์ คล้ายคลึงกับการตัดสินใจของมนุษย์ เพื่อลดภาระงานหนักและความผิดพลาดจากความเหนื่อยล้า ตัดสินใจได้รวดเร็วกว่าเมื่อเทียบกับการทำงานของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจถึงโครงสร้างการตัดสินใจของเน็ตเวิร์กโมเดลของ Machine Learning นั้นยังคงคลุมเครือ และยังคงเป็นสิ่งที่ต้องทำการศึกษาต่อไป ทำให้ในปัจจุบัน Machine Learning สามารถถูกโจมตีผ่านความคลุมเครือดังกล่าวจากผู้ประสงค์ร้าย เพื่อใช้ประโยชน์จากผลลัพธ์ที่ผิดเพี้ยน ด้วยเหตุนี้ทีมนักวิจัยจึงทำการศึกษาวิจัยด้านการโจมตี ML โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการโจมตีโดยมุ่งเน้นการโจมตีที่สามารถหลบหลีกการสังเกตจากมนุษย์ ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายหรือผลเสียได้อย่างมหาศาล

ไม่ว่าจะเป็นแวดวงการเงิน การรักษาพยาบาล การสื่อสาร คมนาคมขนส่ง ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ระบบการผลิต จนถึงระบบการป้องกันประเทศ โดยทีมวิจัยวิศวะมหิดล-JAIST ใช้เวลาศึกษาวิจัยร่วมกันกว่า 3 ปีแม้จะมีอุปสรรคช่วงวิกฤตโควิด-19 แต่ก็สามารถทำงานผ่านระบบออนไลน์บนแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพระดับสูงของญี่ปุ่น ได้ศึกษาวิเคราะห์และออกแบบ การโจมตีการเรียนรู้ของ ML ผ่านรูปแบบตัวอย่างปฏิปักษ์ บนสมมุติฐานโดยที่มีเป้าหมายในการโจมตี ML Model และสามารถหลบเลี่ยงการสังเกตจากมนุษย์

ทำให้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจผิดพลาดของเครื่องจักร โดยการโจมตีนั้นสามารถมุ่งเป้าไปที่ผลลัพธ์ใดๆ ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าได้ โดยได้กำหนดรูปแบบการโจมตีผ่านข้อมูลที่ถูกซ่อนใน “รูปแบบ QR-Code” สำหรับฟังก์ชั่นการทำงาน ของการโจมตีในรูปแบบ Adversarial Examples เป็นการหลอก AI ให้สับสน โดยการใส่ข้อมูลปนเปื้อนลงไปในข้อมูลเป้าหมาย อาทิ ข้อมูลภาพ,ข้อมูลเสียง, ข้อมูลสัญญาณ หรือข้อมูลประเภทอื่นๆ

โดยผลการโจมตีนั้นมีทั้งแบบการกำหนดผลลัพธ์จากการโจมตีไว้ล่วงหน้า หรือ ทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนจากสิ่งที่ควรจะเป็นได้ สรุปผลการวิจัย สามารถบีบอัดให้ข้อมูลการโจมตีผ่านข้อมูลที่ถูกซ่อนใน QR-Codeที่สามารถสแกนได้ และยังคงความสามารถของการโจมตีแบบมุ่งเป้าหมายผลลัพธ์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากการใช้ในการทดสอบการโจมตี Machine Learning แล้ว งานวิจัยชิ้นนี้ยังสามารถนำมาใช้พัฒนาระบบป้องกันและตรวจจับการโจมตีจากการวิเคราะห์โดย ML Model ในหลายๆ วัตถุประสงค์อีกด้วย

เช่น ปกป้องความเป็นส่วนตัว ระบบป้องกันทางการทหาร อีกด้วย เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดสินใจของ Machine Learning ควรใช้เป็นเพียงเครื่องมือและนวัตกรรมที่ช่วยลดภาระงานของมนุษย์เท่านั้น ท้ายสุดแล้วยังคงต้องได้รับการตรวจสอบจากมนุษย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อยืนยันผลลัพธ์เป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งจากความสำเร็จของงานวิจัยชิ้นนี้ แผนในอนาคต ทีมวิจัยไทย-ญี่ปุ่น จะคิดค้นหาวิธีการที่สามารถโจมตีได้มีประสิทธิภาพในระดับสูงยิ่งขึ้นอีก เพื่อก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และยังคงไว้ซึ่งความสามารถในการทำงานของรูปแบบข้อมูลดั้งเดิม

(เช่น การโจมตีในรูปแบบ QR-Code ต้อง Scan ได้ เป็นต้น) สำหรับวิธีป้องกันการโจมตีในอนาคต Adversarial Example Attack
มี 2 แนวทาง ได้แก่ 1.ใช้การโจมตี Adversarial Example เพื่อปกป้องข้อมูลจากการถูกตรวจสอบที่ไม่ได้รับอนุญาต 2.ใช้ข้อมูลที่ได้จากการโจมตี Adversarial Example นำกลับมาเพื่อวิเคราะห์ถึงการโจมตี และออกแบบ Machine Learning โมเดลที่ทนทานต่อการโจมตีมากยิ่งขึ้น

“ข้อแนะนำสำหรับในการใช้ Machine Learning อย่างปลอดภัย ให้พึงระวังเสมอว่า ข้อมูลนำเข้าอาจถูกปนเปื้อนการโจมตีมุ่งเป้าในรูปแบบต่างๆ เช่น Adversarial Example หรืออาจพ่วงมากับมัลแวร์ ดังนั้น การใช้ Machine Learning เพื่อการทำงานที่มั่นคงและปลอดภัย มีความจำเป็นต้องมีวาง ระบบการตรวจสอบผลลัพธ์สุดท้ายโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อความถูกต้องที่เชื่อถือได้อีกครั้ง อย่าปล่อยให้ Machine ทำงาน 100% ในปัจจุบัน AI และ Machine Learning ยังมีข้อจำกัดและจะเป็นตัวช่วยที่ดีได้ก็ต่อเมื่อทั้งคนและเครื่องจักรมีการคิดและทำงานประสานกันอย่างสมดุล ไม่อ้างอิงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากจนเกินไป” ดร.กรินทร์ กล่าว