ประชาชนพร้อมใจถวายพระพร ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693855

ประชาชนพร้อมใจถวายพระพร 'กรมสมเด็จพระเทพฯ' ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว

ประชาชนพร้อมใจถวายพระพร ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรโดยเร็ว

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.45 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ สำนักพระราชวังได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราซกุมารี ตั้งแต่ เวลา 8.30 – 16.30 น. ระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤศจิกายน 2565 ที่ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 23 พ.ย. 2565 ที่ชั้น 1  อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  ได้มีคณะบุคคลต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป นักเรียน นิสิต นักศึกษา พร้อมใจกันนำแจกันดอกไม้ และสิ่งของต่างๆไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ขอให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง และทรงหายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน อาทิ  มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี , สมาคมศิษย์เก่าจิตรลดา ในพระราชูปถัมภ์ฯ , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค , มูลนิธิเตือน พาทยกุล และโรงเรียนพาทยกุลการดนตรีและนาฏศิลป์ , กระทรวงแรงงาน, สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน , คณะผู้บริหารธนาคารออมสิน , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กองทัพอากาศ

, สมาคมแม่บ้านทหารอากาศ, คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่บริษัท อสมท จำกัด , กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ,  มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, สมาคมศิษย์เก่าพยาบาล สภากาชาดไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น 

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ครั้งที่ 31 ประจำปี 2565 ด้านการแพทย์-สาธารณสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693852

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ครั้งที่ 31 ประจำปี 2565 ด้านการแพทย์-สาธารณสุข

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ครั้งที่ 31 ประจำปี 2565 ด้านการแพทย์-สาธารณสุข

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 15.42 น.

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 ศาสตราจารย์นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะรองประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ปฏิบัติหน้าที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ และศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช ประธานคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ร่วมกันแถลงผลการตัดสินผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ครั้งที่ 31 ประจำปี 2565 ณ ห้องสมเด็จพระบรมราชชนก ตึกสยามินทร์ ชั้น 2 โรงพยาบาลศิริราช

ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2565 ดังนี้

สาขาการแพทย์ ได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์ ราล์ฟ เอ ดีฟรอนโซ (Ralph A. DeFronzo, M.D.) จากสหรัฐอเมริกา

สาขาการสาธารณสุข ได้แก่ นายแพทย์ดักลาส อาร์ โลวี (Douglas R. Lowy, M.D.) จากสหรัฐอเมริกา , ดร.จอห์น ที ชิลเลอร์ (John T. Schiller, Ph.D.) จากสหรัฐอเมริกา , ศาสตราจารย์นายแพทย์เอียน เอช เฟรเซอร์ (Ian H. Frazer, MB.ChB, M.D.) จากออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร

ทั้งนี้ มีผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2565 ทั้งสิ้น 88 ราย จาก 34 ประเทศ คณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการได้พิจารณากลั่นกรอง และคณะกรรมการรางวัลนานาชาติ ได้พิจารณาจากผู้ได้รับการเสนอชื่อรวม 3 ปี คือ ปี 2564 , 2563 , 2562 และนำเสนอต่อคณะกรรมการมูลนิธิฯ ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธาน พิจารณาตัดสินเป็นขั้นสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2565

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในโอกาสจัดงานเฉลิมฉลอง 100 ปี แห่งการพระราชสมภพ 1 มกราคม 2535 ดำเนินงานโดยมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน มอบรางวัลให้แก่บุคคลหรือองค์กรทั่วโลกที่มีผลงานดีเด่นเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ทางด้านการแพทย์ 1 รางวัลและด้านการสาธารณสุข 1 รางวัล เป็นประจำทุกปีตลอดมา แต่ละรางวัลประกอบด้วย เหรียญรางวัล , ประกาศนียบัตร และเงินรางวัล 100,000 เหรียญสหรัฐ

ระยะเวลา 30 ปี ที่ผ่านมา มีบุคคลหรือองค์กรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลรวม 90 ราย เป็นคนไทย 4 ราย ได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์ประสงค์ ตู้จินดา จากการศึกษาผลกระทบของเชื้อไวรัสเด็งกี่ ต่อความพิการของร่างกายเด็กที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก รับร่วมกับศาสตราจารย์แพทย์หญิงสุจิตรา นิมมานนิตย์ จากการจำแนกความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก ได้รับพระราชทานรางวัลในสาขาการแพทย์ ประจำปี 2539 และ นายแพทย์วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ผู้ริเริ่มโครงการส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัย 100% ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของโรคเอดส์ รับร่วมกับ นายมีชัย วีระไวทยะ ผู้ริเริ่มวิธีการสื่อสารรณรงค์เผยแพร่การใช้ถุงยางอนามัย ได้รับพระราชทานรางวัลในสาขาการสาธารณสุข ประจำปี 2552

มีผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลจำนวน 5 ราย ซึ่งต่อมาได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานเดียวกัน ได้แก่ ศาสตราจารย์แบรี่ เจมส์ มาแชล จากประเทศออสเตรเลีย ได้รับพระราชทานรางวัลในสาขาการสาธารณสุข ประจำปี 2544 จากการค้นพบเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอรี่ เป็นสาเหตุของโรคแผลในกระเพาะอาหาร ต่อมาได้รับรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์ ในปี 2548 ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ฮารัลด์ ซัวร์ เฮาเซ่น จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้รับพระราชทานรางวัลรางวัลในสาขาการแพทย์ ประจำปี 2548 จากการค้นพบเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ต่อมาได้รับรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์ ประจำปี 2551

ศาสตราจารย์ซาโตชิ โอมูระ จากประเทศญี่ปุ่น ได้รับพระราชทานรางวัลรางวัลในสาขาการแพทย์ ประจำปี 2540 จากผลงานการศึกษาวิจัยจุลชีพชนิด สเตรฟโตมัยซีส เอเวอร์มิติลิต จนสามารถสังเคราะห์ยา ivermectin เพื่อใช้รักษาและป้องกันโรคตาบอดจากพยาธิและโรคเท้าช้าง ต่อมาได้รับรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์ ประจำปี 2558 ศาสตราจารย์ตู โยวโยว จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นสมาชิกของกลุ่ม china cooperative research group on qinghaosu and its derivatives as antimalarials ได้รับพระราชทานรางวัลรางวัลในสาขาการแพทย์ ประจำปี 2546 จากการศึกษาสารสกัดชิงเฮาซูจนสามารถพัฒนาเป็นยารักษาโรคมาลาเรีย ต่อมาได้รับรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์ ประจำปี 2558 เซอร์เกรกอรี พอล วินเทอร์ ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลรางวัลในสาขาการแพทย์ ประจำปี 2559 จากการพัฒนาเทคโนโลยีในการสร้าง และดัดแปลงโมเลกุลของแอนติบอดีให้มีประสิทธิภาพสูงและลดความเป็นสิ่งแปลกปลอม (Antibody Humanization) นำไปสู่ความก้าวหน้าในการพัฒนายากลุ่มใหม่ จากชีวโมเลกุลซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาโรคต่อมาได้รับรางวัลโนเบล สาขาเคมี ประจำปี 2561

– 006

‘ในหลวง’ทรงมีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัย เหตุแผ่นดินไหวที่อินโดนีเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693831

'ในหลวง'ทรงมีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัย เหตุแผ่นดินไหวที่อินโดนีเซีย

‘ในหลวง’ทรงมีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัย เหตุแผ่นดินไหวที่อินโดนีเซีย

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 14.58 น.

23 พฤศจิกายน 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กรณีเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เมืองชิอันจูร์ (Cianjur) จังหวัดชวาตะวันตก (West Java) สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2565 ความว่า

ฯพณฯ ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตา

ข้าพเจ้าและพระราชินีรู้สึกเศร้าสลดใจอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่าเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวร้ายแรงที่เมืองชิอันจูร์ จังหวัดชวาตะวันตก เราทั้งสองรู้สึกตระหนกใจ ไม่เพียงเพราะความรุนแรงของเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ก็ด้วยเหตุความกะทันหันเพียงไม่นานจากที่ข้าพเจ้าและพระราชินีได้พบและสนทนากับท่านและภริยา ด้วยไมตรีจิตอันอบอุ่นยิ่งระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่กรุงเทพมหานคร กล่าวได้ว่าความสูญเสียครั้งนี้มีนานัปการนับตั้งแต่จำนวนผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญหาย อีกทั้งบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลายเป็นจำนวนมาก 

ข้าพเจ้าและพระราชินี ในนามของประชาชนชาวไทย ขอแสดงความเสียใจมายังท่านและประชาชนชาวอินโดนีเซีย ที่ต้องโศกเศร้ากับความสูญเสีย ความอาทรห่วงใยของเราจะยังคงอยู่กับประชาชนชาวอินโดนีเซียเสมอ ทั้งหวังว่าภัยพิบัตินี้จะสิ้นสุดโดยเร็ว และนำไปสู่การฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ในเร็ววัน            

(พระปรมาภิไธย) มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

‘น้องอัลฟ่า’ฉะเชิงเทรา พร้อมลุยสนามแข่งขันหุ่นยนต์ 25-27 พ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693801

‘น้องอัลฟ่า’ฉะเชิงเทรา พร้อมลุยสนามแข่งขันหุ่นยนต์ 25-27 พ.ย.นี้

‘น้องอัลฟ่า’ฉะเชิงเทรา พร้อมลุยสนามแข่งขันหุ่นยนต์ 25-27 พ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 13.24 น.

‘น้องอัลฟ่า’ฉะเชิงเทรา พร้อมลุยสนามแข่งขันหุ่นยนต์ 25-27 พ.ย.65 Thailand International Robot League 2022 ที่โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์

23 พฤศจิกายน 2565 นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผวจ.ฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย นายชัชชัย พุทธสุวรรณ์ ผอ.โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ได้ร่วมกันแถลงข่าว พร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากชมรมครูหุ่นยนต์ไทย ได้จัดให้มีการแข่งขันหุ่นยนต์ ระหว่างวันที่ 25 – 27 พ.ย. 65  Thailand International Robot League 2022 ที่ โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์

กิจกรรมการแข่งขันจะแบ่งออกเป็น 8 รายการ หุ่นยนต์ซูโม่บังคับมือ 500 กรัม ระดับชั้นประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา หุ่นยนต์ซูโม่ระบบอัตโนมัติ 500 กรัม ระดับชั้นประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา หุ่นยนต์ซูโม่บังคับมือ 1500 กรัม ระดับชั้นประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา หุ่นยนต์อัตโนมัติ ระดับชั้นประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา

หุ่นยนต์อัตโนมัติทำภารกิจ ระดับชั้นประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษาหุ่นยนต์กอล์ฟบังคับมือแบบล้อด้วยรีโมทมีสาย ระดับชั้นประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา หุ่นยนต์บังคับมือว่ายน้ำฟรีสไตล์ระดับชั้นประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา และ หุ่นยนต์บังคับมือไตรกีฬา ระดับชั้นประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา สำหรับการแข่งขันครั้งนี้จะมีโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขัน ไม่ต่ำกว่า 500 คน

นายชวิน เบ็ญจศักดิ์ ชั้น ม.6 หรือ น้องเท่ห์ และ นายณฐวรรธน์ ภุมรินทร์ หรือ น้องต้นกล้า ชั้น ม.5 ทีมจาก โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์  เตรียมพร้อม ส่งน้องอัลฟ่า ซึ่งจัดอยู่ในประเภทหุ่นยนต์ทำภารกิจ Innovator Robot self driving car มีแรงบันดาลใจ การขับขี่ไร้คนขับอย่างปลอดภัย โดยใช้ เอไอ ประกอบกับหุ่นยนต์มาประยุกต์ เพื่อตอบโจทย์ แก้ปัญหาในตัวเมืองฉะเชิงเทรา เนื่องจากจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นเมือง Smart City แต่มีปัญหาการจราจรติดขัด โดยเฉพาะในตัวเมือง น้องอัลฟ่า มีเอไอ ที่จะช่วยให้การขับขี่ปลอดภัย ด้านการขนส่ง การจราจร และการใช้ชีวิตประจำวัน ในการส่งของต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ

25-27 พ.ย.65 เป็นกำลังใจในการแข่งขันหุ่นยนต์ Thailand International Robot League 2022 ที่ โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ ประกอบพรพระราชทาน วาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693783

'กรมสมเด็จพระเทพฯ' พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ ประกอบพรพระราชทาน วาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2566

‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ ประกอบพรพระราชทาน วาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2566

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 11.31 น.

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2566 ร้านภูฟ้าได้อัญเชิญพรพระราชทานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทาน แด่พสกนิกรชาวไทยทุกคนเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นความสุขกายสุขใจตลอดปีเถาะ พุทธศักราช 2566 ความว่า “ปีเถาะ กระต่าย 2566 ครูของข้าพเจ้าเลี้ยงกระต่ายและสุนัขไว้ด้วยกัน เวลาพระจันทร์เต็มดวง กระต่ายจะยืนสองขาชมจันทร์ สุนัขมายืนสองขาชมจันทร์เป็นเพื่อน กระต่ายน้อยเพลินมองพระจันทร์เด่น ชวนสุนัขเพื่อนเล่นจ้องจันทร์ฉาย ลมผัดเอื่อยเย็นอุราน่าสบาย ลืมความทุกข์สิ่งร้ายที่ผ่านมา ขอทุกท่านได้รับพรอันประเสริฐ สิ่งดีเลิศที่ท่านปรารถนา จงมาพร้อมดังดวงจิตเจตนา สองสหายและจันทรามาอวยชัย” ด้านล่างทรงลงพระนามาภิไธย “สิรินธร”

นอกจากพรพระราชทานที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเล่าเรื่องราวของสุนัขและเพื่อนกระต่ายที่ยืนสองขาชมพระจันทร์ในคืนพระจันทร์วันเพ็ญแล้ว พระองค์ยังพระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ประกอบพรพระราชทานดังกล่าว เพื่อความเป็นสิริมงคล และความสุขยิ่งแก่พสกนิกรไทยทุกคน นอกจากนี้ทางร้านภูฟ้าได้ขอพระราชทานพระราชานุญาต สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นำภาพวาดฝีพระหัตถ์ กระต่าย และสุนัขเพื่อนรักที่ชอบแหงนหน้ามอง “จันทร์ฉาย” ด้วยกันในคืนวันเพ็ญอย่างมีความสุข นำมาปักบนกระเป๋าเสื้อโปโล 9 สี และเสื้อทีเชิ้ต 4 สี แถมด้วยนำภาพฝีพระหัตถ์ชุดนี้มาตัดเสื้อฮาวาย 2 สี และเสื้อกันหนาวเพิ่มความอบอุ่นอีก 2 สี เพื่อให้ลูกค้าของร้านภูฟ้าจะได้มีความสุข สนุกสนาน ร่าเริง และอบอุ่นยิ่ง ตลอดปีเถาะ พุทธศักราช 2566

โอกาสนี้ ทางร้านภูฟ้าได้ปักภาพวาดฝีพระหัตถ์บนกระเป๋าของเสื้อสีต่างๆ ที่ออกแบบและให้สีอย่างสวยงามยิ่ง ให้สอดคล้องกับบรรยากาศและแนวคิดของ “กระต่ายหมายจันทร์ฉาย” ที่เพื่อนรักสองสหาย กระต่ายและสุนัข ชวนกันเฝ้ามอง “พระจันทร์วันเพ็ญ” อย่างมีความสุข และชวนกันมาอวยชัยให้พรแก่ลูกค้าของร้านภูฟ้า ในปีเถาะ พุทธศักราช 2566 นี้ สีเสื้อต่างๆ มีดังนี้เสื้อโปโล 9 สี, เสื้อโปโลสีเหลือง กระต่ายหมายจันทร์เจ้า, เสื้อโปโลสีฟ้า กระต่ายหมายจันทร์ฉาย, เสื้อโปโลสีส้ม กระต่ายหมายจันทร์เพ็ญ, เสื้อโปโลสีน้ำเงิน กระต่ายหมายจันทร์แรม, เสื้อโปโลสีเขียว กระต่ายหมายจันทร์แจ่ม, เสื้อโปโลสีชมพู กระต่ายหมายจันทร์กระจ่าง, เสื้อโปโลสีขาว แขนเหลือง กระต่ายหมายจันทร์นวล, เสื้อโปโลสีขาว แขนส้ม กระต่ายมณีจันทร์, เสื้อโปโลสีขาวพิมพ์ลาย กระต่ายเพลินจันทร์

สำหรับเสื้อทีเชิ้ต 4 สี ประกอบด้วย เสื้อทีเชิ้ต สีฟ้าเดือนเด่น, เสื้อทีเชิ้ต สีชมพูเดือนพราว, เสื้อทีเชิ้ต สีน้ำเงินเดือนแรม, เสื้อทีเชิ้ต สีส้มเดือนเพ็ญ ส่วนเสื้อฮาวาย 2 สี ได้แก่ เสื้อฮาวาย สีส้มพระจันทร์ยิ้ม, เสื้อฮาวาย สีเขียวพระจันทร์แย้ม ด้านเสื้อกันหนาว 2 สี ประกอบด้วย สีขาว กระต่ายอุ่นจิต และสีกรมท่า กระต่ายอุ่นใจ

นอกจากเสื้อหลากสีและหลายแบบแล้ว ทางร้านภูฟ้ายังได้รับพระราชทานพระราชานุญาต ให้นำภาพวาดฝีพระหัตถ์ดังกล่าว นำมาพิมพ์ลงในสินค้าชนิดต่างๆ เพื่อให้ผู้ซื้อสินค้าเป็นของขวัญ จะได้รับพรพระราชทานอันประเสริฐและเป็นสิริมงคลยิ่ง ทั้งผู้ให้และผู้รับ จะได้มีความสุข ลืมความทุกข์ และ สิ่งร้ายๆต่างๆที่ผ่านมาในปีเถาะ พุทธศักราช 2566 โดยทั่วหน้ากัน สินค้าดังกล่าวได้แก่ สมุดบันทึก นาฬิกาตั้งโต๊ะ สายคล้องหน้ากาก กระบอกน้ำ ร่มพับ และเครื่องใช้อื่น ๆ รวมทั้ง ยังจัดจำหน่าย กระเป๋าผ้า รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งออกแบบ และให้สีโดยผู้ออกแบบจากแบรนด์ “KLOSET”

สินค้าชุดนี้เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยผู้สนใจสามารถเยี่ยมชม และเลือกซื้อสินค้า ได้ที่ร้านภูฟ้าทั้ง 19 สาขา และสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ http://www.phufa.org/shop หรือผ่านทางแอปพลิเคชั่น ONESIAM SuperApp และติดตามข่าวสารทาง Facebook: PHUFA

‘ตรีนุช’เตรียมออกประกาศ ศธ. แยกรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์คิดหน่วยกิตเฉพาะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693781

'ตรีนุช'เตรียมออกประกาศ ศธ. แยกรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์คิดหน่วยกิตเฉพาะ

‘ตรีนุช’เตรียมออกประกาศ ศธ. แยกรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์คิดหน่วยกิตเฉพาะ

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 11.19 น.

 “ตรีนุช” จ่อออกประกาศ ศธ.แยกรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์คิดหน่วยกิตเฉพาะ เพื่อบ่มเพาะนักเรียนภาคภูมิใจรักความเป็นไทย 

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ให้มีความน่าสนใจ ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้มีนโยบาย 8+1 โดยการกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน เพื่อบ่มเพาะให้นักเรียนภาคภูมิใจรักความเป็นไทย หวงแหนในสิ่งที่บรรพชนให้ไว้เป็นมรดกทางปัญญา รักษา สืบสาน ต่อยอดและนำมาปรับประยุกต์ในปัจจุบันไปแล้วนั้น 

ดังนั้น เพื่อให้มีการแยกรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ออกมาเป็น 1 รายวิชาอย่างเป็นทางการ ตนจึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28 พ.ย.นี้ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง” การบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ” และ พิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ปีงบประมาณ 2566 เพื่อเป็นแนวทางให้ต้นสังกัดของสถานศึกษา และสถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ในร่างประกาศ ศธ.ฉบับดังกล่าว กําหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดโครงสร้างหลักสูตร สถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ 1 รายวิชา โดยจัดเวลาเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ ระดับประถมศึกษา 40 ชั่วโมงต่อปี ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 40 ชั่วโมงต่อปี (1 หน่วยกิตต่อปี) และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 3 ปี 80 ชั่วโมง (2 หน่วยกิต) ซึ่งสถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การใช้พิพิธภัณฑ์เป็นสื่อ การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและต่อยอดประวัติศาสตร์สู่งานอาชีพ การบูรณาการประวัติศาสตร์กับรายวิชาอื่น และการศึกษานอกสถานที่และแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เป็นต้น” รมว.ศธ. กล่าว และว่า หากบอร์ด กพฐ.พิจารณาให้ความเห็นชอบและตนได้ลงนามในประกาศ ศธ.ฉบับดังกล่าวแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน คือ จะมีการแยกรายการประเมินผลการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ใหม่ โดยในแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา (ปพ.3) จะมีการแสดงผลการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์แยกออกมา จากเดิมที่รวมอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม  

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ในปีงบประมาณ 2566 นี้ นอกจากจะเน้นเรื่องการเรียนการสอนแนวใหม่ สร้างการรับรู้ เน้นย้ำความสำคัญโดยจะออกเป็นประกาศ ศธ.ในเรื่องดังกล่าวแล้ว ยังมีการวางระบบสนับสนุนอย่างเหมาะสมให้ครอบคลุมทุกมิติ  เช่น การจัดกลุ่มตัวชี้วัดสาระประวัติศาสตร์และสาระหน้าที่พลเมือง เพื่อลดความซ้ำซ้อนของตัวชี้วัด, การส่งเสริมประสิทธิภาพจัดการเรียนรู้ฯ โดยส่งเสริมให้ใช้แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นห้องเรียน อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนําองค์ความรู้ที่ได้จากแหล่งเรียนรู้ ไปต่อยอด ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจําวัน และเกิดเป็นจริยธรรมของนักเรียน มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยบูรณาการการทํางานข้ามกระทรวง เช่น สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา วัฒนธรรมจังหวัด การท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์จังหวัด เป็นต้น , มีการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศด้านการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง , การใช้สื่อดิจิทัลและวิธีการเรียนรู้สมัยใหม่และมีการติดตาม ให้คำปรึกษา และประเมินผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องด้วย

ปลื้มปิติ!รบพิเศษสหรัฐฯ ถวาย ‘ดาบสปาร์ตัน’ ให้พระองค์ภาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693779

ปลื้มปิติ!รบพิเศษสหรัฐฯ ถวาย ‘ดาบสปาร์ตัน’ ให้พระองค์ภาฯ

ปลื้มปิติ!รบพิเศษสหรัฐฯ ถวาย ‘ดาบสปาร์ตัน’ ให้พระองค์ภาฯ

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 11.08 น.

ปลื้มปิติ!รบพิเศษสหรัฐฯ ถวาย ‘ดาบสปาร์ตัน’ ให้พระองค์ภาฯหลังได้เป็นGreen Beret กิตติมศักดิ์

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565   ในเพจของพลโท โจนาธาน พี บรากา (LTG. Jonathan P. Braga Commanding General, USASOC) ผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการพิเศษกองทัพบก สหรัฐ ทูลเกล้าฯ ถวาย “ดาบสปาร์ตัน” แบบสั่งทำพิเศษแด่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มหิดล เจ้าหญิงแห่งประเทศไทย เพื่อให้สมพระเกียรติถึงการที่พระองค์ได้เป็น Green Beret กิตติมศักดิ์

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกานั้นแน่นแฟ้นมาโดยตลอด และหวังว่าจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

ขอแสดงความยินดีกับเจ้าหญิงและชาวไทย ด้วยข้อความจากผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการพิเศษ สหรัฐอเมริกา

‘CIBA’ตามหา‘ท่านประธานฯ’ ในงาน‘DPU OPEN HOUSE ’24-25พ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693662

‘CIBA’ตามหา‘ท่านประธานฯ’ ในงาน‘DPU OPEN HOUSE ’24-25พ.ย.นี้

‘CIBA’ตามหา‘ท่านประธานฯ’ ในงาน‘DPU OPEN HOUSE ’24-25พ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เชิญชวนน้อง ๆ นักเรียนและผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมงาน “DPU OPEN HOUSE” ภายใต้ธีม DPUFLIX ระหว่างวันที่ 24-25 พ.ย. 2565 ตั้งแต่เวลา 10.00-16.30 น. โดยน้องๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ค้นหาตัวเองและรับข้อมูลการเรียนต่อเจาะลึกทุกหลักสูตรของมหาวิทยาลัย แบบไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดงาน

และในส่วนของ CIBA ภายใต้ธีมดังกล่าว จัดกิจกรรมภายใต้แนวคิดตามรูปแบบภาพยนตร์ซีรี่ส์เกาหลี เรื่อง Start Up โดยน้องๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ค้นหาตัวเองด้านการเป็นผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจ ผ่านฐานกิจกรรมของ CIBA โดยแต่ละฐานจะเป็นการแปลงสาขาหลักสูตรต่างๆ ที่มีการเรียนการสอน อาทิ บัญชี การตลาด และอื่นๆ มาเป็นกิจกรรมให้น้องๆ ได้ร่วมเล่นอย่างสนุกสนาน และเมื่อครบทุกฐาน จะผ่านการรับรองให้เป็นประธานบริษัทและได้รับเงินรางวัล สามารถนำไปแลกซื้อ หรือ Shopping ภายในงานได้

โดยการจัดงานครั้งนี้ยังได้ให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม E (Environment) S (Social-สังคม) G (Governance-ธรรมาภิบาล) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง Sustainabilityขององค์การสหประชาชาติ (UnitedNations : UN) อีกด้วย นอกจากนี้ น้องๆที่เข้าร่วมงาน ยังจะได้สัมผัสบรรยากาศในการเรียน ทั้งห้องเรียนที่ทันสมัย อุปกรณ์การเรียนครบครัน สถานที่พักผ่อนหย่อนใจภายใต้มหาวิทยาลัยที่ร่มรื่น สบายตา และได้ร่วมพูดคุยกับรุ่นพี่Influencer คนดังมาร่วมแชร์ประสบการณ์การเป็น DEKDPU พร้อมกันนี้ ยังมีสิทธิพิเศษภายในงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทุนการศึกษา ตามด้วย ขบวน Food Truck จำนวนมากที่ขนเมนูสุดอร่อยยกมาเสิร์ฟกันแบบจัดเต็มตลอดทั้งงาน

สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ “CIBA วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์” https://www.facebook.com/dpuciba

กว่าจะเป็น‘หุ่นยนต์ CLOVER’ ผลงานคว้ารางวัลของเด็ก‘KOSEN-มจธ.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693665

กว่าจะเป็น‘หุ่นยนต์ CLOVER’  ผลงานคว้ารางวัลของเด็ก‘KOSEN-มจธ.’

กว่าจะเป็น‘หุ่นยนต์ CLOVER’ ผลงานคว้ารางวัลของเด็ก‘KOSEN-มจธ.’

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“Rapidly Manufactured Robot Challenge League (RMRC)” หรือ “หุ่นยนต์พิชิตภารกิจสำรวจและช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” คือหัวข้อของการแข่งขัน “RoboCup Junior Rescue” ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพปีแรก โดยมีเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี เข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 30 ทีม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ทีม Cover ที่เป็นนักเรียนชั้นปีที่ 2 และ 3 (เทียบเท่า ม.5 และ ม.6) ของสถาบันโคเซ็น-มจธ. (KOSEN KMUTT) จำนวน 6 คน ได้แก่ นายชวกร ประเสริฐนุกุลผล นายภูริพัฒน์ นิลเรือง นายณัฐวีณ์ สุนิตย์สกุล นายธีรุตม์ ตั้งศิริภิญโญ น.ส.เทพรักษ์ รักผกาวงศ์ และ น.ส.วิวรรณ วิจิตรวรวงศ์ โดยหุ่น “Clover” สามารถคว้ารางวัลพิเศษ คะแนนสูงสุดในด่านที่มีความยากที่สุด มาครอบครอง

ชวกร ประเสริฐนุกุลผล เล่าว่า ความท้าทายของการสร้างหุ่นยนต์ครั้งนี้คือ นอกจากจะต้องออกแบบให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่ผ่านด่านแต่ละด่านที่มีรูปแบบต่างกัน เช่น ด่านที่ต้องเคลื่อนที่ข้ามท่อ ด่านการวิ่งผ่านพื้นผิวต่างชนิดด่านที่เป็นทางลาดชัน และด่านทางต่างระดับแล้ว ยังจะต้องมีการระบุตำแหน่งของเป้าหมายที่เป็นตัวแทนของผู้ประสบพิบัติภัยได้อย่างถูกต้อง ภายในเวลาที่กำหนดไว้

“ขณะที่ทีมส่วนใหญ่เลือกใช้สายพาน แต่เราเลือกใช้การเคลื่อนที่ด้วยล้อ เพราะคิดว่าจะทำให้หุ่นของเราเคลื่อนที่ผ่านด่านต่างๆ ได้เร็วที่สุด ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องสร้างล้อที่ใช้ได้กับด่านทุกด่าน โดยล้อจะเป็นลักษณะเหมือนแขนหลายๆ แขนยื่นต่อออกมาจากดุมล้อ เพื่อให้ตัวแขนทำหน้าที่เกี่ยวและปีนป่ายได้ แต่กว่าจะได้ล้อที่มีสมบัติที่ต้องการก็ต้องออกแบบและทดลองกันหลายรอบ เราจึงเลือกใช้ไม้แผ่นบางมาเป็นวัสดุหลัก เพราะหาได้ง่ายและมีราคาไม่แพง โดยใช้เครื่อง LaserCutting ที่เราใช้กันอยู่ในหลักสูตรมาตัดให้เป็นล้อตามต้องการ” ชวกร กล่าว

ขณะที่ ธีรุตม์ ตั้งศิริภิญโญ ซึ่งที่รับผิดชอบการออกแบบร่วมกับชวกร กล่าวเสริมว่า นอกจากการออกแบบและสร้างล้อแล้ว การออกแบบตัวหุ่น ให้สามารถยกตัวหรือขยับตัวไปในทิศทางที่ต้องการอย่างคล่องตัว และไม่ติดขัด ก็เป็นอีกจุดเด่นของหุ่น Clover ตัวนี้ โดยทีมต้องการให้ตัวหุ่นยนต์มีความยืดหยุ่น เพื่อให้ตัวหุ่นสามารถขยับตัวไปมาได้บ้าง ซึ่งจะช่วยในการปีนป่าย

“ตอนแรกเราเลือกใช้ระบบรางลิ้นชัก แต่ปรากฏว่าการใช้รางลิ้นชักที่ยืดเข้าออกได้เฉพาะหน้าหลังเราพบว่าในหลายกรณีเกิดการแตกหักของระบบราง เพราะไม่สามารถรับแรงกดหรือแรงบิดที่เกิดขึ้นได้ หุ่นที่ประกวดในรอบสุดท้ายจึงเปลี่ยนมาใช้ Ball Joint มาแทนระบบราง และช่วยแก้ปัญหาเรื่องการการแตกหักจากการบิดตัวได้”ธีรุตม์ กล่าว

ด้าน ภูริพัฒน์ นิลเรือง ที่รับผิดชอบด้านระบบโปรแกรม กล่าวว่า นอกจากการพัฒนาโปรแกรมที่ติดตั้งบนตัวหุ่นและโปรแกรมทำงานผ่านตัวควบคุมที่สั่งการผ่านระบบไร้สาย เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่หรือปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ควบคุมแล้ว ยังต้องทำโปรแกรมที่สามารถระบุ “ป้าย” ที่เป็นเป้าหมายให้ค้นหาได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ โดย ณัฐวีณ์ สุนิตย์สกุล อธิบายเพิ่มเติมว่า เนื่องจากโจทย์กำหนดให้ต้องถ่ายป้ายต่างๆ ตามเส้นทางให้ครบถ้วน

“ความยากคือการทำให้หุ่นยนต์สามารถวิเคราะห์และระบุว่าสิ่งที่กล้องบันทึกมานั้น คือป้ายที่เขากำหนดไว้หรือไม่ในการทำงานเราจึงต้องใส่ภาพของป้ายในมุมมองต่างๆ ลงไปในฐานข้อมูลของโปรแกรมกว่า 5,000 ภาพ เพื่อให้หุ่นสามารถประเมินได้ว่า สิ่งที่เห็นผ่านกล้องนั้น มีโอกาสที่จะเป็นป้ายกี่เปอร์เซ็นต์” ณัฐวีณ์ ระบุ

ในส่วนของการทำให้มอเตอร์ที่ล้อทั้ง 4 ตัว กับ อีก 6 ตัวที่แขนกล ทำงานตามชุดคำสั่งในโปรแกรม หรือคำสั่งการของผู้ควบคุม เพื่อให้หุ่นยนต์เคลื่อนที่หรือขยับแขนกลไปในตำแหน่งที่ต้องการนั้นจะเป็นหน้าที่ของ 2 สาวในฐานะผู้รับผิดชอบส่วนระบบควบคุม (Circuit) ซึ่ง เทพรักษ์รักผกาวงศ์ กล่าวว่า งานในส่วนนี้มีตั้งแต่การออกแบบแผงควบคุม การเลือกอุปกรณ์และชิ้นส่วนที่เหมาะสม การสร้างและทดสอบแผงวงจร รวมถึงการประกอบแขนกล ที่เป็นชิ้นส่วนเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนที่สุดของหุ่นยนต์ตัวนี้

และทั้งหมดของความมุ่งมั่นในครั้งนี้ ได้ทำให้ หุ่นยนต์ Clover ได้รับรางวัลพิเศษ คะแนนสูงสุดในด่านที่มีระดับความยากสูงสุด” ซึ่งจากจำนวน 25 ทีม ที่ผ่านเข้าสู่รอบตัดสิน มีทีมที่สามาถพิชิตด่านที่ยากที่สุดนี้ได้เพียง 1 ทีมเท่านั้น โดยเป็นด่านชื่อว่า “Elevated Ramp” ที่มีการทำเส้นทางเดินให้หุ่นยนต์ต้องปีนขึ้นลงผ่านเนินที่มีระดับของความสูง ความชัน และความเอียง ที่แตกต่างกัน ทำให้คณะกรรมการเลือกให้เป็นด่านที่มีความยากสูงสุด และเป็นด่านที่ทีมต้องการเอาชนะมากที่สุด

ซึ่งปรากฏว่า ขณะที่หุ่นยนต์ส่วนใหญ่ทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จ แต่หุ่นยนต์ Clover กลับสามารถทำภารกิจได้สำเร็จถึง 2 รอบ ในเวลาที่กำหนดไว้ (5 นาที) ทำให้เราได้รับรางวัลพิเศษนี้ โดย ชวกร กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากรูปแบบการเรียนที่ KOSEN KMUTT ที่เป็นการเรียนผ่านโปรเจกท์ (Project Based) ที่พอได้โจทย์มาแล้ว นักเรียนก็จะได้ฝึกและทำจริงๆ

โดยตนเองได้ใช้ทักษะด้านการวาดแบบด้วยมือและด้วยคอมพิวเตอร์ มาใช้ในขั้นตอนการออกแบบหุ่น Clover เช่นเดียวกับ ณัฐวีณ์ ก็ใช้นำความรู้และทักษะด้าน Driver และ Servo มาช่วยทำให้โปรแกรมสั่งการได้อย่างถูกต้องและแม่นยำขึ้น รวมถึง เทพรักษ์ ซึ่งเป็นน้องปี 2 อีกคนหนึ่ง กล่าวว่า ได้นำประสบการณ์การใช้เครื่องมือช่างตอนทำแล็บ มาช่วยในการตัดและประกอบชิ้นส่วนของหุ่นยนต์ตัวนี้

กฤษดา ดวงจิตต์เจริญ อาจารย์ของ KOSEN KMUTT ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของทีม Clover กล่าวว่า เนื่องจากโครงการ KOSEN KMUTT ที่ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กับ KOSENซึ่งเป็นสถาบันพัฒนาวิศวกรและบุคลากรทางเทคนิค จากประเทศญี่ปุ่น ทำให้นักศึกษาซึ่งมีความสนใจทักษะด้านหุ่นยนต์เป็นทุนเดิม และผ่านการเรียนรู้ด้านระบบอัตโนมัติ การเขียนโปรแกรม การออกแบบเครื่องกล การออกแบบแบบวงจรมาแล้วทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อยากจะร่วมแข่งออกแบบหุ่นยนต์สำรวจและกู้ภัยในเวทีนี้

สำหรับสิ่งที่คาดหวังจากการเข้าร่วมกิจกรรมประกวดครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวรางวัล แต่เป็นตัวกระบวนการเรียนรู้ที่เด็กได้รับจากการทำงาน ซึ่งสอดล้องกับมุมมองของ ศ. ดร.ทากะ โยชิโอกะ อาจารย์ KOSEN ประเทศญี่ปุ่น ที่มาเป็นอาจารย์ประจำ ที่ KOSEN KMUTT กล่าวว่า การสอนของ KOSEN ให้ความสำคัญกับการกำหนดเป้าหมาย และมี Concept ที่ชัดเจนก่อนการลงมือทำหรือปฏิบัติจริงดังนั้นการประกวดครั้งนี้จะช่วยให้เขาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ผ่านการลงมือทำและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

“สิ่งที่ผมเห็นคือ เด็กกลุ่มนี้มีการสังเกตหาจุดเด่น-จุดด้อยในผลงานของทีมอื่นๆ และนำมาคิดหาวิธีแก้หรือปรับปรุงในแบบของตัวเอง ซึ่งไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่กระบวนการในการหาวิธีการแก้ปัญหา ได้ถูกปลูกฝังไปในวิธีคิดของเขาแล้ว” อาจารย์กฤษดา กล่าว

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

แบตเตอรี่‘โซเดียมไอออน’โดย‘มข.’ ความหวัง‘ไทย’สู่อุตสาหกรรมอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/693667

แบตเตอรี่‘โซเดียมไอออน’โดย‘มข.’  ความหวัง‘ไทย’สู่อุตสาหกรรมอนาคต

แบตเตอรี่‘โซเดียมไอออน’โดย‘มข.’ ความหวัง‘ไทย’สู่อุตสาหกรรมอนาคต

วันพุธ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม แถลงข่าว “โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ” โดย รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ นับเป็นความสำเร็จของมหาวิทยาลัยขอนแก่น

“จากการทำงานวิจัยอย่างหนักของทีมวิจัย ตอบสนองนโยบายการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยและพัฒนาชั้นนำระดับโลก นำทีมโดย รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง จนสามารถพัฒนาได้สำเร็จเป็นแห่งแรกในอาเซียน โดยแบตเตอรี่ตัวนี้ สามารถกักเก็บพลังงานทั้งจากแสงอาทิตย์ หรือจากกังหันลม แปลงมาเป็นกระแสไฟฟ้า แล้วเก็บในรูปแบบแบตเตอรี่ อันนี้คือสิ่งที่จะมาช่วยในชีวิตประจำวันของเรา ในอนาคตพลังงานแบตเตอรี่เหล่านี้ก็จะถูกลงๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชน” อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าว

รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง ผู้จัดการโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ เผยว่า ทีมวิจัยในโครงการได้ ร่วมกันทำงานจนประสบความสำเร็จในการพัฒนาศึกษาวิจัยและทดลองแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหินในประเทศไทย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือกโดยการใช้วัตถุดิบที่มีภายในประเทศทดแทนแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน ให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงเทียบเท่า ในราคาที่ถูกลงกว่าร้อยละ 30-40

โดยในสเกลที่เท่ากัน แบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจะเข้าไปเป็นตัวเสริมในบางแอปพลิเคชั่นได้ดีกว่า แบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนมีความปลอดภัยสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ทางโครงการฯ ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือก ในระดับเซลล์จากโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ และนำไปทดลองใช้งานจริงในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ใหม่ และระบบกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่สำหรับจักรยานไฟฟ้า แบตเตอรี่สำรองสำหรับระบบโซลาร์เซลล์ และไฟส่องสว่าง

“เรามีโมเดลการใช้พลังงานแบตเตอรี่จากโซเดียม คือ E-Bike ที่ประหยัดพลังงานและใช้งานได้จริง ในอนาคตทีมนักวิจัยมีแนวโน้มจะศึกษา พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหิน โดยให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน ให้กลายเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกที่มีศักยภาพสูง ราคาประหยัด คุ้มค่ามากที่สุด ผลักดันให้ไทยกลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของโลกตามเป้าของกระทรวงอุตสาหกรรมต่อไป” รศ.ดร.นงลักษณ์ กล่าว

ธีรวุธ ตันนุกิจ ผู้แทนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยว่า จากการสำรวจพบประเทศไทยมีแหล่งแร่โปแตชหรือกลุ่มแร่ชนิดโซเดียมมักเกิดคู่กัน โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณมากที่สุด และมีปริมาณสำรองแหล่งแร่เกลือหินในประเทศไทยมี 18 ล้านล้านตัน เป็นแหล่งแร่สำรองที่มีปริมาณมหาศาล ซึ่งแร่ชนิดดังกล่าวเป็นสารตั้งต้นในการผลิตแบตเตอรี่ชนิดโซเดียมไอออนจากแหล่งแร่เกลือหิน โดยทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่นและของชาติไทยพัฒนาเทคโนโลยีเอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ

“เราต้องการสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ครบวงจร นำเกลือหินมาทำเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตแบตเตอรี่ อาจจะไปใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ใช้เป็นตัวพลังงานเพื่อทำสมาร์ทฟาร์มให้กับอุตสาหกรรมเกษตรต่อไป เป้าหมายของกระทรวงคือผลักดันอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ครบวงจรสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ประเทศ ความสำเร็จเหล่านี้ส่งผลให้อุตสาหกรรมไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักคืออุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่แห่งอนาคต” ธีรวุธ กล่าว