‘sacit’จัด2งานใหญ่แห่งปี หนุนหัตถกรรมไทยก้าวสู่เวทีสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677785

‘sacit’จัด2งานใหญ่แห่งปี หนุนหัตถกรรมไทยก้าวสู่เวทีสากล

‘sacit’จัด2งานใหญ่แห่งปี หนุนหัตถกรรมไทยก้าวสู่เวทีสากล

วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“sacit” สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย(องค์การมหาชน) กำหนดจัดงาน “อัตลักษณ์แห่งสยามครั้งที่ 13” และงาน “Crafts Bangkok 2022” ระหว่างวันที่ 8-11 กันยายน 2565 ณ ฮอลล์ 101-102 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ภายใต้แนวคิด “The power of Traditional and Modern Cultural Blend : ผสานภูมิปัญญาอย่างร่วมสมัย ส่งต่อฝีมือคนไทยสู่สากล” ซึ่งทั้ง 2 งานดังกล่าว จะเป็นงานแสดงสินค้าศิลปหัตถกรรมไทยและงานคราฟต์สุดยิ่งใหญ่แห่งปี โดยรวม 2 งานใหญ่ไว้ในงานเดียว และเป็นการประเดิมงานประกาศความพร้อมสู่การจับคู่ธุรกิจด้วย

พรพล เอกอรรถพร รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย(องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 กระแสความนิยมผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยเกิดแพร่หลายในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาสร้างสรรค์และผลิตผลงานใหม่ๆ สอดรับไปกับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน อีกทั้งผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยยังเป็นที่รู้จักและนิยมในหมู่ต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ ตลาดตะวันออกกลาง และยุโรป เป็นต้น

“เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการเตรียมก้าวสู่การแข่งขันในเวทีสากล sacit จะเป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่งานศิลปหัตถกรรมไทย ตลอดจนให้องค์ความรู้ในช่องทางจัดจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยมีเป้าหมายในปีนี้จะนำร่องพาผู้ประกอบการเปิดตลาดการค้าต่างประเทศ ในรูปแบบของการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)” รักษาการ ผอ. sacit กล่าว

การจัดงานครั้งนี้ ยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โครงการเซรามิก สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยร่วมสมัยที่สร้างสรรค์โดยครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และสมาชิกผู้ผลิตงานหัตถกรรมที่สร้างสรรค์อย่างร่วมสมัย นับหมื่นรายการ รวมกว่า 650 ร้านค้า อาทิ เครื่องประดับเครื่องจักสาน เครื่องปั้นดินเผา เครื่องหนัง ตลอดจนงานผ้าไหม และของตกแต่งบ้าน

ตัวอย่างสมาชิก sacit ที่ก้าวสู่เวทีสากล อาทิ จิรวัฒน์ มหาสาร ผู้ก่อตั้ง “Chaksarn (จักสาน)” แบรนด์กระเป๋าแฟชั่นฝีมือคนไทย ที่ต้องการพัฒนางานหัตถกรรมของชุมชนให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพ ช่วยเพิ่มมูลค่าโดยผสมผสานวัสดุไทยคือเสื่อกกธรรมชาติทอมือจากท้องถิ่นกับหนังวัวแท้ ออกแบบในเอกลักษณ์เฉพาะตัวมีความเป็นไทยแฝงกับความเป็นสากล และปัจจุบันส่งออกไปทั่วโลก

คมกฤช บริบูรณ์ ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมผู้สานต่อวงการจักสานไม้ไผ่สู่ “ศูนย์ส่งเสริมฝีมือจักสานด้วยไม้ไผ่” จาก อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี หนึ่งในสมาชิกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ผลงานสุดวิจิตร คือ “กระเป๋าลวดลายดอกพิกุล” นำไม้ไผ่ไปเหลาเป็นเส้นสานบางเฉียบขนาดเท่าเส้นผม นำไปสานด้วยความประณีตบรรจง และปัจจุบันได้ต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อาทิ โคมไฟ กระถางต้นไม้ หมวก พัด และเสื่อ ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มต่างชาติ

“เครื่องหอมและของตกแต่งบ้านจากเซรามิกเขียนลายด้วยมือ” ผลิตภัณฑ์จาก “Thaniya” หนึ่งในผู้ประกอบการงาน Crafts Bangkok 2022 ที่เจาะตลาดส่งออกไปหลายประเทศ จากผลงานการออกแบบลวดลายบนเครื่องเซรามิกอย่างพิถีพิถัน ผสมผสานความเป็นไทยและดีไซน์อันทันสมัยเข้าด้วยกัน ออกมาเป็นเทียนหอม และของตกแต่งบ้าน โดยความพิเศษของเทียนหอม ทำมาจากถั่วเหลือง แม้ละลายแล้วยังสามารถนำมานวดตัว เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว อีกทั้งผ่อนคลายไปกับกลิ่นดอกไม้และสมุนไพรไทย

“Varni” หรือ “หัตถกรรมกระจูดวรรณี” ไอเดียการต่อยอดจากวัชพืชที่พบเห็นอยู่ในท้องถิ่น สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณี (Varni) อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งปัจจุบันได้รังสรรค์ผลงานจากการย้อมสีกระจูด เพ้นท์ลายต่างๆ สานออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากลาย อาทิ ตะกร้าใส่ของ กระเป๋าคลัทช์ เคสโทรศัพท์ และเฟอร์นิเจอร์ชิคๆ มียอดส่งออกจำนวนมากทั้งในอังกฤษ สวีเดน เยอรมนี จีน และญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ความสำเร็จของผู้ประกอบการข้างต้นอาจเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรายอื่น ในการต่อยอดองค์ความรู้ สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งศึกษาช่องทางจัดจำหน่ายทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อผลักดันให้หัตถกรรมไทยเติบโตอย่างยั่งยืน!!!

‘จับคู่นวัตกรรม’เพิ่มศักยภาพ โครงการของรัฐในระดับพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677786

‘จับคู่นวัตกรรม’เพิ่มศักยภาพ โครงการของรัฐในระดับพื้นที่

‘จับคู่นวัตกรรม’เพิ่มศักยภาพ โครงการของรัฐในระดับพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

หนึ่งในแต้มต่อสำคัญที่ทำให้โครงการของหน่วยงานในระดับพื้นที่ ทั้งในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการในระดับจังหวัดได้รับการสนับสนุนและได้รับการขยายผล คือการนำ “นวัตกรรม” หรือ “ข้อค้นพบในงานวิจัย” มาเป็นแนวทางในการดำเนินโครงการของตนเอง อย่างเป็นรูปธรรมและชัดเจน เพราะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้พิจารณาหรือคนตัดสินใจอนุมัติ มากกว่าโครงการที่ทำเพื่อสนองรอบความต้องการหรือแก้ปัญหาในพื้นที่ที่ไม่มีงานวิชาการรองรับ

ดังนั้น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่นอกจากจะทำให้ส่วนงานในระดับพื้นที่ทั่วประเทศ สามารถเข้าถึงข้อมูลงานวิจัยของหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังต้องให้เป็นข้อมูลถูกคัดกรอง และจัดวางในรูปแบบที่ครบถ้วนและเข้าใจง่ายสำหรับผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงาน จึงเป็นที่มาของ “โครงการนำร่องระบบเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการงบประมาณเชิงพื้นที่” ภายใต้แผนงานพัฒนาภูมิภาคและจังหวัด 4.0 (SIP 4.0) ที่ดำเนินการโดยสถาบันคลังสมองแห่งชาติ

โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า“การจับคู่นวัตกรรม” มาเป็นสะพานเพื่อเชื่อมต่อระหว่างงานวิจัยกับผู้ใช้ตัวจริงในพื้นที่ ผ่านเว็บไซต์ Innovation-matching.com (https://www.innovation-matching.com/) โดย กวิน เทพปฏิพัธน์ จากสถาบันที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพในราชการ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า ขณะที่จังหวัดต้องการนำงานวิจัยและงานวิชการมาใช้ในการพัฒนาจังหวัดแต่ไม่รู้ว่าจะไปหาได้ที่ไหน ส่วนหน่วยงานวิจัยก็ไม่สามารถทำให้ผลงานไปสู่กลุ่มคนทำงานในพื้นที่ได้

จึงต้องการสร้างสะพานที่เชื่อมขั้วนี้เข้าหากัน โดยทำในสองด้านคือ 1.การศึกษารายละเอียดของแผนพัฒนาจังหวัด เพื่อมากำหนดประเด็นร่วมของพื้นที่ โดยในช่วงแรกนี้มีการกำหนดหัวข้อใหญ่ๆ ออกมาจำนวน 6 หัวข้อคือ ข้าว ยางพารา โคเนื้อ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม รวมไปถึงองค์ความรู้อื่นๆ ซึ่งเมื่อได้หัวข้อแล้ว จึงได้ไปหารือกับสำนักงานวิจัยแห่งชาติ เพื่อนำงานวิจัยที่แล้วเสร็จในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนกว่า 6,000 ชิ้นมาจำแนกตามหัวข้อที่กำหนดไว้

รวมถึงการจัดหมวดหมู่เพื่อทำให้การค้นหามีความชัดเจนและเข้าใจง่ายมากขึ้น ทั้งในแง่ของประเภทผลงานวิจัย ตัวชิ้นงานหรือนวัตกรรม การกำหนดลำดับบนห่วงโซ่คุณค่า รวมถึงเป้าหมายและผลลัพธ์ของงานวิจัย หลังจากนั้น 2.ทีมวิจัยได้นำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาในรูปแบบของเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้าไปค้นหางานวิจัยที่ต้องการได้ง่ายที่สุด สามารถค้นหาผ่านคำสำคัญหรือ Keyword ที่จำเพาะเจาะจงกับสิ่งที่ตนเองสนใจ หรือตามกรอบของห่วงโซ่มูลค่าในแต่ละเรื่อง เป็นต้น

เช่น ในหมวด “ข้าว” ผู้ค้นสามารถเลือกที่จะค้นเฉพาะ โรคพืช ที่เกี่ยวข้องกับการ “เพิ่มผลิตภาพ” ของข้าว หรือคำอื่นๆ ที่ตรงกับประเด็น หรือวัตถุประสงค์ของโครงการที่สนใจอยู่ซึ่งผลของงานวิจัยที่ค้นนี้ ยังจะแสดงกระทั่งชื่อหน่วยงานวิจัย ชื่อนักวิจัย และแหล่งทุน เพื่อให้ผู้สนใจสามารถติดต่อกับหน่วยงานหรือบุคคลเหล่านี้ได้โดยตรง ทำให้เกิดการเข้าถึงงานวิจัยในสถาบันต่างๆ และนำมาขับเคลื่อนหรือขยายผลกับโครงการในระดับจังหวัด และในพื้นที่ต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม

หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวสรุปว่า ปัจจุบันระบบ Innovation Matching ถือว่าเป็นระบบต้นแบบ (Pilot) ที่มีการเปิดให้ทดลองใช้งานได้แล้ว พร้อมกับการสื่อสารกับหน่วยงานด้านการวิจัยทั้ง สำนักงานวิจัยแห่งชาติ หน่วยบริหารและจัดการทุนเพื่อการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ในการเชื่อมโยงระบบที่พัฒนาขึ้นมานี้ กับระบบข้อมูลสารสนเทศด้านงานวิจัยหลักของประเทศ ร่วมถึงประสานกับหน่วยงานด้านการปกครอง เช่น สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด กระทรวงมหาดไทย

เพื่อหารือถึงแนวทางการผลักดันให้จังหวัด และอปท. สามารถนำระบบจับคู่นวัตกรรมนี้ไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขณะที่ในส่วนของการพัฒนาระบบนั้น ทางคณะวิจัยมีแนวคิดที่จะรวบรวมและจัดระเบียบงานวิจัยในหัวข้ออื่นๆ เพิ่มขึ้น ในอนาคต ตามที่แต่ละพื้นที่ได้มีข้อเรียกร้องเข้ามา เช่น งานวิจัยในหมวดไม้ผล หรือมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมกับปรับปรุงรูปแบบการใช้งานให้เหมาะสม รองรับความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น เพื่อผลักดันให้มีการนำงานวิจัยที่มีในระบบไปขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์ ช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ด้วยแนวคิดของเว็บไซต์จับคู่นวัตกรรมนี้ที่ต้องการให้เป็นระบบที่เปิด และเกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ใช้มากที่สุด จึงได้มีการพัฒนาระบบที่เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถแนะนำงานวิจัย หรือการเพิ่มชื่อของผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เข้าสู่ระบบเพิ่มเติม เพื่อขยายฐานข้อมูลของผลงาน และนักวิจัยให้กว้างมากขึ้น อันจะเป็นประโยชน์สำหรับการค้นหาของผู้ใช้เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาช่องทางที่ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยน พูดคุยระหว่างกัน ในลักษณะของการเป็นชุมชนออนไลน์ด้านการขับเคลื่อนงานวิจัยอีกด้วย โดยหลังจากพัฒนาระบบเสร็จสิ้น ได้มีการทดสอบการใช้งานระบบกับผู้แทนจากส่วนงานต่างๆ ในแต่ละภูมิภาค จำนวน 15 จังหวัด โดยได้รับผลตอบรับในเกณฑ์ดี

ด้าน กกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ราชการในการจัดทำโครงการก็จะมอบหมายภารกิจให้กับส่วนราชการต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบคิดแผนงานโครงการขึ้นมาโดยอาจจะเริ่มต้นจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งการที่มีโครงการวิจัยรองรับ การที่จะเป็นต้นทุนในการคิดแผนงานโครงการ เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์ เพราะเป็นการนำงบประมาณลงไปในการที่จะจัดทำแผนงานโครงการขึ้นมา แล้วก็สามารถที่จะเกิดประโยชน์ที่แท้จริง

ซึ่งเชื่อว่า จังหวัดจะผลักดันให้ทุกส่วนราชการได้ใช้โครงการวิจัยนี้ให้เป็นประโยชน์ ในการจัดทำแผนงานโครงการในอนาคตในรอบปีที่จะจัดทำด้วยคำของบประมาณในปีต่อๆ ไป!!!

แผนงานพัฒนาภูมิภาคและจังหวัด 4.0 (SIP 4.0)

มข.-Universitat Muhamadiyah Yogyakarta เดินหน้าพัฒนาความร่วมมือด้านวิชาการ และวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677787

มข.-Universitat Muhamadiyah Yogyakarta เดินหน้าพัฒนาความร่วมมือด้านวิชาการ และวิจัย

มข.-Universitat Muhamadiyah Yogyakarta เดินหน้าพัฒนาความร่วมมือด้านวิชาการ และวิจัย

วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.นวรัตน์ วราอัศวปติ รองอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมประชุมหารือ กับคณะผู้แทนจาก Universitat Muhamadiyah Yogyakarta สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นำโดย Dr. Fitri Arofiati, Director of Cooperation and International Affairs โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษา การแลกนักศึกษาและบุคลากร ร่วมทั้งด้านวิจัยและงานบริการชุมชน ณ กองการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ Universitat Muhamadiyah Yogyakarta มีความร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนนักศึกษา บุคลากร วิจัย และงานประชุมวิชาการนานาชาติ ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีบันทึกข้อตกลงร่วมมือทางวิชาการร่วมกับ มหาวิทยาลัยชั้นนำ ณ ประเทศอินโดนีเซีย จำนวน 61 ราย และมีนักศึกษาชาวอินโดนีเซีย ศึกษาที่ มข. 85 ราย

วช. ร่วม ส.กีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรสู่การใช้งาน ครั้งที่ 4

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677644

วช. ร่วม ส.กีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรสู่การใช้งาน ครั้งที่ 4

วช. ร่วม ส.กีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรสู่การใช้งาน ครั้งที่ 4

วันเสาร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.48 น.

วช. ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรสู่การใช้งาน ครั้งที่ 4 ส่งท้ายภาคกลางที่ราชบุรี

วันที่ 3 กันยายน 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม “การอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” ภาคกลาง ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 3 – 5 กันยายน 2565 ณ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดราชบุรี เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรนแปรอักษร” และการพัฒนาซอฟแวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมฯ โดยได้รับเกียรติจาก นายมานิต นพอมรบดี กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี และนางสาวกุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และนายนิวัตร วงศ์วิลัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดราชบุรี ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ วช. และสื่อมวลชน เข้าร่วมในพิธีเปิดการอบรมฯ 

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีในโลกอนาคต ซึ่งปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีโดรนมาใช้งานในด้านต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้โดรนสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ และสามารถรองรับการใช้งานในภารกิจที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น วช.จึงได้ให้การสนับสนุนสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ในการจัดโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาองค์ความรู้ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน มาปรับใช้กับการทำงานในงานด้านต่าง ๆ โดยการอบรมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 และเป็นครั้งสุดท้ายของภาคกลาง ซึ่งจะก่อให้เกิดพัฒนาด้านการศึกษาให้เกิดการสร้างนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ สร้างนวัตกรในประเทศ ให้มีความรู้ความชำนาญและมีประสบการณ์ในด้านนี้เพิ่มมากขึ้น เกิดการพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รองรับการขยายตัวของเทคโนโลยี ด้านการบินในอนาคต อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศต่อไป 

“วช. ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนสมาคมฯ ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรนแปรอักษร” และการพัฒนาซอฟแวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งานต่อไปในทุกภูมิภาคทั่วประเทศต่อในพื้นที่ภาคเหนือ” ดร.วิภารัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับการสนับสนุนจาก วช. จัดโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรนแปรอักษร” และการพัฒนาซอฟแวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน ให้กับนักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ เป็นการอบรมบ่มเพาะเชิงบูรณาการ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและลงมือทำในสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมจริง โดยการอบรมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 และครั้งสุดท้ายของภาคกลาง ได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดราชบุรี ในการจัดอบรมระหว่างวันที่ 3 – 5 กันยายน 2565

ภายในงาน มีนายอุเทน จันทาทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสื่อมัลติมีเดียจากโดรน จากโอเคไอสตูดิโอ สิบโทณรงค์ศักดิ์  วุฒิสะศรี เจ้าหน้าที่บินโดรนถ่ายภาพมุมสูงถวายความปลอดภัยและเทคโนโลยี และ ด.ช.ศุภกร สุนทรธรรมรัต นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากโรงเรียนสาธิตนานาชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การนำโดรนไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ ซึ่งได้สร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมการอบรมเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับการสนับสนุนจาก วช. จนประสบผลสำเร็จในการคิดค้นและพัฒนาซอฟต์แวร์การสั่งงานโดรนแปรอักษร กล่าวได้ว่าเป็น“โดรนแปรอักษร” ฝีมือคนไทย เป็นนวัตกรรมหนึ่งเดียวในอาเซียน และ 1 ใน 9 ของโลก ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ถือเป็นการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นทัดเทียมกับเทคโนโลยีของต่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งานที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ และแพลตฟอร์มระบบปัญญาประดิษฐ์ มีการพัฒนาและส่งเสริมให้ใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และนวัตกร ที่จะนำองค์ความรู้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน (Drone) ที่ได้รับมาพัฒนาต่อยอดและปรับใช้กับการทำงานในด้านต่าง ๆ ให้กับนักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคกลาง โดยจัดการอบรมจำนวน 4 ครั้ง ซึ่งครั้งที่ 1จัดที่กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2 จัดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งที่ 3 จัดที่จังหวัดเพชรบุรี และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 จัดที่จังหวัดราชบุรี ระหว่างวันที่ 3 – 5 กันยายน 2565 ถือเป็นการจัดอบรมครั้งสุดท้ายของพื้นที่ภาคกลาง โดยจัดอบรมครั้งละ 50 คน รวมจำนวนผู้เข้าอบรมรวมทั้งสิ้นกว่า 200 คน เป็นการอบรมบ่มเพาะเชิงบูรณาการ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและลงมือทำในสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมจริง ได้ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกทักษะ ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองผ่านกิจกรรม “โดรนแปรอักษร” 

หลังจากสิ้นสุดการอบรมฯ ในพื้นที่ภาคกลางครั้งนี้แล้ว สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ภายใต้การสนับสนุนจาก วช. จะทำการเปิด “การอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรนแปรอักษร” และการพัฒนาซอฟแวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งานต่อไปในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งการอบรมฯ ครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ โดยนักเรียน นักศึกษา ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมการอบรมฯ ได้ที่ Facebook Fanpage : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

สอวช.คัด 400 หลักสูตร หนุนจ้างงาน‘สะเต็ม’ ยกระดับทักษะ 14,000 บุคลากร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677617

สอวช.คัด 400 หลักสูตร หนุนจ้างงาน‘สะเต็ม’ ยกระดับทักษะ 14,000 บุคลากร

สอวช.คัด 400 หลักสูตร หนุนจ้างงาน‘สะเต็ม’ ยกระดับทักษะ 14,000 บุคลากร

วันเสาร์ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2565, 12.52 น.

สอวช.คัดสรร 400 หลักสูตร หนุนผู้ประกอบการ 450 รายจ้างงานด้านสะเต็ม 700 ตำแหน่ง ยกระดับทักษะบุคลากรแล้ว 14,000 คน พร้อมรับอุตสาหกรรมอนาคต

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบาย การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า จากข้อมูลรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสที่สอง ปี 2565 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่ามีอัตราการว่างงานลดลงต่ำที่สุดตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีผู้ว่างงานจำนวน 5.5 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงานร้อยละ 1.37 ลดลงทั้งผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนและไม่เคยทำงานมาก่อน การว่างงานตามระดับการศึกษาลดลงในทุกระดับการศึกษา และอัตราการว่างงานในระบบอยู่ที่ร้อยละ 2.17 ลดลงจากร้อยละ 2.77 จากปีช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ดร.กิติพงค์ กล่าวว่า กระทรวง อว. สอวช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ขับเคลื่อนนโยบาย กลไก และมาตรการด้านการอุดมศึกษาต่างๆ ที่จะเข้าไปช่วยหนุนเสริมในการพัฒนากำลังคนให้มีศักยภาพ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและความต้องการของประเทศ หนึ่งในนั้นคือการรับรองหลักสูตรฝึกอบรม และการรับรองการจ้างงานบุคลากรที่มีทักษะสูงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ (สะเต็ม) ซึ่งเป็นการสนับสนุนทางภาษีภายใต้มาตรการ Thailand Plus Package ที่ส่งเสริมให้เกิดการยกระดับ และพัฒนาทักษะของบุคลากรผ่านรูปแบบการฝึกอบรมในหลักสูตรฝึกอบรมที่ผ่านการรับรองจากกระทรวง อว. รวมทั้งยังมีการส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานบุคลากรตำแหน่งงานทักษะสูงด้วย

ข้อมูลล่าสุดมีหลักสูตรฝึกอบรมที่ผ่านการรับรองแล้วรวมกว่า 400 หลักสูตร ซึ่งเป็นหลักสูตรจากหน่วยฝึกอบรมชั้นนำกว่า 40 แห่ง ทั้งจากภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ในแต่ละหลักสูตรจะมุ่งเน้นการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะสูง ด้านสะเต็ม ที่สอดคล้องกับความต้องการทักษะบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Future Skills Set) เพื่อช่วยผู้ประกอบการควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรและสถานประกอบการ โดยมีทั้งหลักสูตรพัฒนาทักษะบุคลากรสำหรับปัจจุบันและอนาคต หลักสูตรด้านดิจิทัล หลักสูตรด้านการแพทย์ และหลักสูตรด้านอาหาร ตัวอย่างหลักสูตรอัปเดตใหม่ที่น่าสนใจ อาทิ หลักสูตรระบบจัดการแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า, หลักสูตร The Power of Design Thinking, หลักสูตร PDPA in action, หลักสูตร AI Technology for business หลักสูตร Healthy Food เป็นต้น ซึ่งจากการเก็บรวบรวมข้อมูลล่าสุดพบว่า มีสถานประกอบการส่งบุคลากรเข้ารับการอบรมแล้ว 448 แห่ง และมีผู้ผ่านการฝึกอบรมรวมกว่า 13,999 คน

“ผู้ประกอบการที่ส่งบุคลากรเข้าฝึกอบรมในหลักสูตรที่ผ่านการรับรองตามมาตรการ Thailand Plus Package จะได้รับสิทธิประโยชน์ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ถึง 250% อีกทั้งหน่วยงานที่ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และมีการจ้างงานในตำแหน่งงานที่สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้ทักษะสูงด้านสะเต็ม ยังสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินเดือนพนักงานไปขอยกเว้นภาษีเงินได้จากกรมสรรพากรได้ 150%” ดร.กิติพงค์ กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดหลักสูตร ติดตามข้อมูลหลักสูตรฝึกอบรมที่ผ่านการรับรอง รวมถึงรายละเอียดการขอรับรองการจ้างงานบุคลากรเพิ่มเติมได้ที่ http://www.stemplus.or.th

-005

นายกเล็กทองผาภูมิมอบทุนการศึกษา นร.-นศ.ผู้ด้อยโอกาส นักเรียนที่ยากจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677511

นายกเล็กทองผาภูมิมอบทุนการศึกษา นร.-นศ.ผู้ด้อยโอกาส นักเรียนที่ยากจน

นายกเล็กทองผาภูมิมอบทุนการศึกษา นร.-นศ.ผู้ด้อยโอกาส นักเรียนที่ยากจน

วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565, 17.41 น.

วันที่ 2 ก.ย.65 ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลทองผาภูมิ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี นายประเทศ บุญยงค์ นายกเทศมนตรีตำบลทองผาภูมิ เป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียน นักศึกษาและผู้ด้อยโอกาส ประจำปี 2565 โดยมีสมาชิกสภา ทต.ทองผาภูมิ ผู้อำนวยการกอง หัวหน้าฝ่ายและคณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนของเทศบาลตำบลทองผาภูมิ ผู้ปกครองและนักเรียน เข้าร่วมพิธี

นายประเทศ บุญยงค์ นายกเทศมนตรีตำบลทองผาภูมิ กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนได้พิจารณาผู้ที่สมควรได้รับทุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษา และผู้ด้อยโอกาส ตามประกาศหลักเกณฑ์ การสนับสนุนทุนการศึกษาประจำปี 2565 โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นผู้มีสิทธิรับทุนการศึกษา จำนวน  7 ราย และพิจารณาให้ทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาหรือการให้ความช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งเป็นผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาส กลุ่มรอยต่อระหว่างช่วงชั้น โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือกได้รับความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการศึกษา จำนวน  5 ราย 

โดยที่ผ่านมาทางเทศบาลตำบลทองผาภูมิ ได้มอบทุนการศึกษาดังกล่าวมาแล้ว 10 ปี จุดประสงค์เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง ตนต้องขอแสดงความยินดีสำหรับผู้ที่ได้รับทุนการศึกษา และขอให้เด็กนักเรียนนักศึกษาทุกคนตั้งใจเรียน แล้วกลับมาทำประโยชน์ให้กับบ้านเราต่อไป 

ขณะที่ 1 ในตัวแทนของนักศึกษา ได้กล่าวขอบคุณที่ทางเทศบาลตำบลทองผาภูมิและคณะกรรมการทุกคน ให้โอกาสได้รับทุน โดยขอทุนการศึกษาตั้งแต่ ปี1- 4 ทุกคนต่างรู้สึกดีใจที่ได้รับทุน โดยจะนำทุนที่ได้รับ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางด้านการเรียนการศึกษาให้สูงสุด 

กางโรดแมปพัฒนานวัตกรรม พลิกโฉมสื่อสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677394

กางโรดแมปพัฒนานวัตกรรม พลิกโฉมสื่อสร้างสรรค์

กางโรดแมปพัฒนานวัตกรรม พลิกโฉมสื่อสร้างสรรค์

วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565, 12.48 น.

‘สอวช.-บพค.’ร่วมมือ 5 สมาคมวิชาชีพสื่อและกองทุนพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนพัฒนากำลังคนด้านสื่อสร้างสรรค์ วางเป้าหมายผลิตคนตอบโจทย์อุตสาหกรรม พร้อมทำโรดแมปพัฒนานวัตกรรมพลิกโฉมสื่อสร้างสรรค์

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) จัดการประชุมรูปแบบและแนวทางความร่วมมือ การพัฒนากำลังคนและงานวิจัยเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ Creative Economy Agency (CEA) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสถาบันอิศรา โดยเป็นการจัดประชุมผ่านระบบออนไลน์

ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ บพค. กล่าวว่า บพค. มีวัตถุประสงค์หลักในการพัฒนากำลังคนและพัฒนางานวิจัยในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ (Social Sciences, Humanities and Art: SHA) มีเป้าหมายในการขับเคลื่อน Soft Power ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และส่งเสริมความเป็นไทยสู่สากล ซึ่งทิศทางในการขับเคลื่อนแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือการพัฒนากำลังคน และการพัฒนาองค์ความรู้จากการวิจัย ในการพัฒนากำลังคน มุ่งเน้นการสร้าง Brainpower, Content creator, Change Agent รวมถึงกลุ่มที่มีทักษะขั้นสูง นักวิจัยปฏิบัติการ ในส่วนขององค์ความรู้ มองถึงการต่อยอดไปสู่ Global content การสร้างระบบนิเวศ แนวทางการสนับสนุนการวิจัย มีเวทีในการพัฒนาและนำเสนอผลงาน สำหรับรูปแบบการพัฒนากำลังคน มีหลายแนวทาง อาทิ การสร้างแพลตฟอร์มในระดับประเทศ ระบบฝึกอบรมเชิงกลยุทธ์ การฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงโอกาสจากกลุ่มผู้ประกอบการ หรือ Gig Economy สื่อสร้างสรรค์ เป็นต้น

“ปัจจุบัน บพค. ได้เริ่มให้ทุนสนับสนุนในการพัฒนาค่ายหนัง พัฒนารูปแบบการฝึกอบรมด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และอยู่ในระหว่างการรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งเป็น Consortium ร่วมกัน ที่จะมีทั้งหน่วยงานด้านนโยบาย นักลงทุน ผู้ประกอบการ นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่จะเข้ามารวมตัวกัน และมีแนวทางการผลิตกำลังคนออกไปทำงานได้ทั้งในรูปแบบของ Gig workers และยังสามารถแข่งขันในระดับประเทศ ระดับนานาชาติ หรือไปสู่ตลาดโลกได้” ดร.สมปอง กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางโครงการที่จะเข้ามาช่วยในการพัฒนากำลังคน อาทิ โครงการวิจัยเพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนาคนเขียนบทให้สนุกและขายได้ โดยสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย โครงการยกระดับกลุ่มอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสู่ระดับสากล (CEA Content Lab) โครงการพัฒนาระบบนิเวศสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาโลกเสมือนจริง (CEA Metaverse Ecosystem Lab) โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่จะเข้าไปตอบโจทย์การสนับสนุนการผลิตกำลังคนในอุตสาหกรรมสื่อรูปแบบต่างๆ ได้

ด้าน ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การทำงานร่วมกันต้องมองถึงภาพใหญ่ในการตั้งโจทย์ของประเทศ โดยโจทย์ที่สำคัญคือการสร้างคุณค่าและมูลค่า (Value Creation) แบ่งได้เป็น 3 มิติ ได้แก่ 1) สังคมสร้างสรรค์ สื่อที่จะผลิตออกมา หรือผู้ผลิตสื่อ จะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่ไปกับการมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างสร้างสรรค์ 2) กลุ่ม Gig Economy จะต้องได้รับการดูแลบ่มเพาะ และ 3) Creative content เชื่อมโยงถึงการสร้างบุคลากรสร้างสรรค์ที่เป็นหัวใจในการผลิตสื่อ โดยสามารถพัฒนาบุคลากรได้หลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการฝึกอบรมอย่างสร้างสรรค์ การให้คำปรึกษา และการสร้างแนวคิดที่ดีให้กับบุคลากรเหล่านี้ ที่สำคัญคือการสนับสนุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงระบบนิเวศต่างๆ และเพื่อให้เกิดความยั่งยืนจะต้องมีการสนับสนุนเรื่องการวิจัยและพัฒนา (R&D) ทุนทางวัฒนธรรม หรือประเด็นที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย

“เพื่อให้เกิดการทำงานขับเคลื่อนร่วมกันต่อไปในอนาคต หน่วยงานทั้ง สอวช. บพค. กองทุนสื่อฯ สมาคมสื่อฯ และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควรมีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกัน กำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมายในการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเมื่อเกิดความร่วมมือขึ้นแล้ว จะต้องมีการจัดทำแผนที่นำทางตามมา เพื่อตอบวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ ต้องมีการออกแบบกลไกการทำงานแบบ Co-creation แนวทางการสนับสนุน Co-funding รวมถึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา และสร้างกลไกเพื่อผลักดันให้เกิดแผนโครงการริเริ่มที่สำคัญ (Flagship project) ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง” ดร.กิติพงค์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังต้องมองถึงการเชื่อมโยงกับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิตและบริการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในการทำงานร่วมกัน และอาจจะสามารถเข้ามาร่วมสนับสนุนได้ทั้งในด้านการเงิน และด้านทรัพยากร ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งการทำความร่วมมือต้องมีการทำต่อเนื่องให้เกิดผลในระยะยาว ส่วนแนวทางการผลักดันประเด็นนี้ให้ขึ้นไปสู่การเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ (National Agenda) สอวช. จะมีการยกประเด็นนี้เข้าสู่ที่ประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อผลักดันไปสู่การเป็นนโยบายของประเทศ ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานที่อยู่ในระบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมหันมาร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาในด้านนี้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ความเห็นของที่ประชุมมองว่า การสร้างความร่วมมือในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในทำงานร่วมกัน ซึ่งหลังจากมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแล้ว ทุกภาคีเครือข่ายจะต้องมาหารือถึงประเด็นที่จะร่วมกันขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต เพื่อให้เห็นภาพต่อเนื่องจากการทำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง อีกทั้งได้พูดคุยถึงแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตสื่อให้มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยองค์กรสื่อต้องเพิ่มการติดอาวุธให้กับบุคลากร เพื่อทำให้เกิดกำลังคนที่มีทั้งศักยภาพและจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนตั้งแต่ในสถาบันการศึกษาก่อนจะเข้าสู่อุตสาหกรรมและการทำงานจริง เนื้อหาสื่อที่ผลิตออกมา ก็ต้องได้รับการพัฒนาให้มีความสร้างสรรค์ เพื่อส่งต่อเนื้อหาที่มีคุณภาพไปยังผู้รับสื่อได้ นอกจากนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยังได้เสริมมุมมองว่าอุตสาหกรรมสื่อมีแรงงานและกำลังคนนอกระบบจำนวนมาก ดังนั้นนอกจากจะพัฒนาในการด้านทักษะ ความสามารถในการทำงานให้กับกลุ่มคนเหล่านี้แล้ว ยังต้องคำนึงถึงการพัฒนาด้านการคุ้มครอง สวัสดิการ หรือค่าตอบแทนมาตรฐานต่างๆ เพิ่มเติมด้วย

เช็คด่วน!!! ศธ.ประกาศรายชื่อ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา 498 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677323

เช็คด่วน!!! ศธ.ประกาศรายชื่อ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา 498 ราย

เช็คด่วน!!! ศธ.ประกาศรายชื่อ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา 498 ราย

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565, 20.14 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) ได้ลงนามประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 498 ราย โดยมีรายชื่อตามเอกสารแนบท้าย ดังนี้

‘หม่อมเจ้ามงคลเฉลิม ยุคล’ สิ้นชีพิตักษัย สิริชันษา 86 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677305

'หม่อมเจ้ามงคลเฉลิม ยุคล' สิ้นชีพิตักษัย สิริชันษา 86 ปี

‘หม่อมเจ้ามงคลเฉลิม ยุคล’ สิ้นชีพิตักษัย สิริชันษา 86 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565, 19.30 น.

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 เฟซบุ๊ก “โบราณนานมา” เผยแพร่ข้อมูล ว่า เมื่อเวลา 15.17 น.หม่อมเจ้ามงคลเฉลิม ยุคล สิ้นชีพิตักษัย ด้วยโรคหทัย (หัวใจ) เต้นผิดจังหวะรุนแรง ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ สิริชันษา 86 ปี

“หม่อมเจ้ามงคลเฉลิม ยุคล” หรือ “ท่านอ้วน” เป็นพระโอรสใน พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร ประสูติแต่หม่อมสมเชื้อ มุกสิกบุตร (สกุลเดิม ชมเสวี) เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2479

แนะทำ‘โรงเรียน-ศูนย์เลี้ยงเด็ก’ใกล้บ้านมีคุณภาพ-ราคาเข้าถึงได้ ลดเสี่ยงลืมนร.ในรถ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677299

แนะทำ‘โรงเรียน-ศูนย์เลี้ยงเด็ก’ใกล้บ้านมีคุณภาพ-ราคาเข้าถึงได้ ลดเสี่ยงลืมนร.ในรถ

แนะทำ‘โรงเรียน-ศูนย์เลี้ยงเด็ก’ใกล้บ้านมีคุณภาพ-ราคาเข้าถึงได้ ลดเสี่ยงลืมนร.ในรถ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565, 19.18 น.

แนะทำ‘โรงเรียน-ศูนย์เลี้ยงเด็ก’ใกล้บ้านมีคุณภาพ-ราคาเข้าถึงได้ ลดเสี่ยงลืมนร.ในรถ

1 กันยายน 2565 นางสุนีย์ ไชยรส รองคณบดีฝ่ายพัฒนาสังคม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะผู้จัดการโครงการขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กศูนย์ถ้วนหน้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า กรณีการเด็กนักเรียนอายุ 7 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี เสียชีวิตภายในรถรับ-ส่งนักเรียน เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2565 ที่ผ่านมา เป็นความสูญเสียที่สังคมต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในเด็ก เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในชีวิตที่ทุกคนควรได้รับตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนเติบโต ซึ่งทางออกที่จะลดปัญหามี 3 ข้อ ได้แก่

1.ผู้ปกครองต้องสอนให้ลูกหลานรู้จักเอาตัวรอด พร้อมเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉินในรถเมื่ออยู่เพียงลำพัง เช่น สอนวิธีการปลดล็อก บีบแตร เพื่อขอความช่วยเหลือ

2.ครูที่ประจำรถรับ-ส่ง ต้องเช็กชื่อเด็กทั้งก่อนและหลังขึ้น-ลงรถทุกครั้ง อีกวิธีคือครูในชั้นเรียน ต้องสังเกตว่าเด็กคนไหนหายไป หรือถามไถ่จากเพื่อนๆ ว่าลาหรือไม่

3.คนขับรถ ต้องช่วยตรวจสอบความเรียบร้อยหลังรับ-ส่งเด็กทุกครั้ง เพื่อทำให้มาตรฐานป้องกันความปลอดภัยที่รัดกุม

นางสุนีย์ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์นี้ควรเป็นบทเรียนที่ทำให้ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เห็นความสำคัญกับคำว่า “เด็กเรียนใกล้บ้าน” เพื่อลดภาระและความเสี่ยงจากการเดินทาง ที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย ผลักดัน ขับเคลื่อนนโยบาย และส่งเสริมให้เกิดศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนที่ใกล้บ้าน มีคุณภาพและมาตรฐานเรื่องหลักสูตรการศึกษา ค่าเทอมราคาเหมาะสม ผู้ปกครองไปรับ-ส่งเองได้ หรือมีกระบวนการช่วยเช็กความปลอดภัยที่รัดกุม กรณีที่ต้องให้เด็กขึ้นรถโรงเรียน หากทำเช่นนี้ได้เชื่อว่าจะลดภาระเสี่ยงทางสุขภาวะ เช่น รถติด เครียด เหนื่อยล้าจากการเดินทางใกล้ และยังช่วยลดสถานการณ์เด็กเสียชีวิตภายในรถตู้รับ-ส่งนักเรียน หรือเกิดอุบัติเหตุระหว่างเดินทางไปเรียนหนังสือได้

“ปัญหาเด็กเสียชีวิตในรถตู้โรงเรียนไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแรก มันเกิดขึ้นซ้ำซาก ทางออกระยะยาว ขอเสนอให้ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำสวัสดิการที่ครอบคลุมเพื่อเด็กทุกกลุ่ม ทุกคนอย่างถ้วนหน้า โดยเฉพาะการทำศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็กมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ทั้งการดูแลและการเรียนการสอน เพื่อทำให้ผู้ปกครองไว้ใจส่งเด็กเข้าไปอยู่ในความดูแล หากทำให้เกิดขึ้นได้ เด็กได้อยู่ใกล้บ้าน เชื่อว่าจะลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ในชีวิตของเด็กได้” นางสุนีย์ กล่าว

-005