สพม.ตาก ขับเคลื่อน ‘Active Learning’ รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658455

สพม.ตาก ขับเคลื่อน ‘Active Learning’  รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ร่วมกับเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพมัธยมศึกษาจังหวัดตากจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ  “การเรียนรู้สู่สมรรถนะด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning และการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ตามโครงการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และความเปลี่ยนแปลงของสังคม รวมถึงการสร้างโอกาส ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน และมีความมุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาสู่สากล พัฒนากำลังคนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีทักษะการทำงานที่หลากหลาย

ในการประชุมครั้งนี้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมชมนิทรรศการทางวิชาการ และบรรยายพิเศษ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่โรงเรียนสรรพวิทยาคม อ.แม่สอด จ.ตาก

มจธ. พัฒนาผงเปลือกมังคุด ตรวจหาลายนิ้วมือแฝงแบบเร็ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658459

มจธ. พัฒนาผงเปลือกมังคุด  ตรวจหาลายนิ้วมือแฝงแบบเร็ว

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นักวิจัยศูนย์วิจัย ASESS มจธ. คิดค้นและพัฒนา ผงเปลือกมังคุด ตรวจหารอยลายนิ้วมือแฝง ได้ผลรวดเร็วภายใน 10 วินาที ลดขั้นตอน ไม่ยุ่งยาก สามารถตรวจหาได้กับวัตถุพยานทุกพื้นผิว ลดการนำเข้า และไม่ใช้สารเคมี รายแรกของไทย พร้อมยินดีถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจ

ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์วิศวกรรมศาสตร์เพื่อคำตอบของสังคม หรือ Applied Science and Engineering for Social Solution (ASESS) Research Center คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จึงได้พัฒนานวัตกรรม“ชุดตรวจหาลายนิ้วมือแฝงอย่างรวดเร็ว โดยใช้ผงเปลือกมังคุด” ขึ้น โดยนำวัสดุเหลือทิ้งจากภาคเกษตรหรือวัสดุจากธรรมชาติ มาประยุกต์ใช้ ข้อดีคือ ใช้เวลาเพียง 10 วินาที สามารถตรวจหาลายนิ้วมือได้กับทุกพื้นผิวที่สำคัญไม่ใช้สารเคมีที่เป็นผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจและสิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มจธ. ในฐานะหัวหน้าศูนย์ ASESS กล่าวว่า ชุดตรวจหาลายนิ้วมือแฝงอย่างรวดเร็ว โดยใช้ผงเปลือกมังคุด ถือเป็นผลงานที่โดดเด่นอีกชิ้นหนึ่งของการสังเคราะห์เคมีสีเขียวจากธรรมชาติที่ได้นำไปประยุกต์ใช้ผลงานชิ้นนี้ได้รับการการันตีรางวัลมากมายทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ

“จุดเริ่มต้นที่ตั้งใจพัฒนาขึ้น เพื่อต้องการนำผงเปลือกมังคุดมาใช้ตรวจหาลายนิ้วมือกับวัตถุพยานมีรูพรุนหรือกระดาษเป็นหลัก แต่พอทดลองกับวัสดุอื่นที่ไม่ใช่กระดาษ ก็พบว่าสามารถใช้ตรวจหาลายนิ้วมือได้กับวัสดุทุกพื้นผิวทั้งที่มีรูพรุน และไม่มีรูพรุน อาทิ ขวด กระป๋อง แผ่นโลหะ ประตู ฯลฯ สามารถใช้ผงเปลือกมังคุดทดแทนผงฝุ่นดำ โดยไม่ต้องปัดฝุ่นออก เพียงแค่ทาบหรือกลิ้งผงเปลือกมังคุดลงบนพื้นที่วัสดุที่ต้องการตรวจ เป่าผงที่ติดอยู่ออกก็จะเห็นรอยลายนิ้วมือปรากฏขึ้นชัดเจน ในเวลาเพียง10 วินาที  ซึ่งที่มาของแนวคิดนี้เกิดจากเมื่อแกะมังคุดแล้วสีติดมือ จึงมองว่าเมื่อสีของเปลือกมังคุดติดนิ้วมือได้ก็สามารถติดบนลายนิ้วมือแฝงได้เช่นกันเป็นหลักการง่ายๆ เพราะสารคัดหลั่งถูกถ่ายเทอยู่บนพื้นผิววัสดุ ดังนั้น เราจึงทำให้เปลือกมังคุดมีขนาดเล็กลง เพื่อเติมพื้นที่ผิวในการที่จะไปจับได้ ซึ่งในเปลือกมังคุดจะมีสารให้สีต่างๆ และหนึ่งในสารให้สีในเปลือกมังคุด จะสามารถไปจับกับหมู่ฟังก์ชั่นที่เป็นสารคัดหลั่งด้วยพันธะไฮโดรเจนจึงเกาะกันได้”

สำหรับชุดตรวจหาลายนิ้วมือแฝงอย่างรวดเร็วโดยใช้ผงเปลือกมังคุด ประกอบด้วย อุปกรณ์ที่ใช้ในการกลิ้ง ภาชนะบรรจุผงเปลือกมังคุด อุปกรณ์กดทับวัตถุพยาน สามารถใช้งานได้ 2 วิธีคือ วิธีที่ 1 โรยผงเปลือกมังคุดลงในภาชนะ นำกระดาษหรือวัตถุพยานวางตามลงไป จากนั้นนำอุปกรณ์กดทับวางทับลงบนวัตถุพยาน เพียง 10 วินาที ยกอุปกรณ์ออก เป่าหรือเคาะผงส่วนเกินที่ติดอยู่ออกจากกระดาษหรือวัตถุพยานออก จะปรากฏลายนิ้วที่มีสีน้ำตาลขึ้น หากต้องการให้ลายนิ้วมือชัดมากขึ้นก็มากลับเป็นสีขาวดำได้  วิธีที่ 2 การใช้อุปกรณ์ลูกกลิ้ง เพื่อตรวจหาลายนิ้วมือแฝงบนวัตถุพยานที่เคลื่อนไม่ได้ เช่น ประตู กระจก หรือวัตถุอื่นๆ เช่น ขวด กระป๋อง ก็สามารถตรวจหารอยลายนิ้วมือแฝงได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ชุดตรวจหาลายนิ้วมือแฝงโดยใช้ผงเปลือกมังคุด ได้มีการทดสอบร่วมกับกองพิสูจน์หลักฐานและได้รับการยืนยันว่าสามารถใช้งานได้จริง หลังจากนี้ทางศูนย์ฯ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวให้แก่ภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการที่สนใจนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ต่อไป

มมส.ร่วมกับ depa ยกระดับ ทักษะโค้ดดิ้ง นักเรียนอีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658456

มมส.ร่วมกับ depa ยกระดับ  ทักษะโค้ดดิ้ง นักเรียนอีสาน

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) จัดโครงการยกระดับทักษะโค้ดดิ้งสู่การสร้างสรรค์โครงงานนวัตกรรมอัจฉริยะ (CODE-KA-THON) โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.จักกนิตต์คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จรวย สาวิถี ผู้อำนวยการสำนักคอมพิวเตอร์ อาจารย์ ดร.สมหมาย ขันทอง รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาระบบนวัตกรรมดิจิทัล สำนักคอมพิวเตอร์ นำนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษา จำนวน 100 คนจาก 25 ทีม ตัวแทนรุ่นที่ 1 ของภาคอีสานที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ ณ คณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

โครงการ CODEKATHON จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนในสังกัดพื้นที่เขตเมือง และนอกเขตเมืองได้พัฒนาทักษะดิจิทัลด้าน Coding, STEM และ IoT ให้นักเรียนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันด้านต่างๆ ครอบคลุมแนวคิดภายใต้ Concept ใกล้ตัว“4 สมาร์ต” ได้แก่ ด้านเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farm) ด้านการดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) ด้านชุมชนอัจฉริยะ (Smart Community) ด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) โดยเข้ารับการฝึกอบรมระยะเวลา 4 วัน (24 ชั่วโมง) ระหว่างวันที่ 2-5 มิถุนายน 2565 โดยวันสุดท้ายของการฝึกอบรมแต่ละรุ่น ผู้เรียนทุกกลุ่มนำความรู้และทักษะที่ได้รับจากโครงการฯ สร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมอัจฉริยะ นำเสนอต่อคณะกรรมการ เพื่อพิจารณามอบรางวัลให้กับทีมที่มีผลคะแนนดีที่สุด 3 ลำดับ ทั้งนี้ ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละรุ่น จะได้รับเชิญเข้าร่วมการแข่งขันระดับประเทศ ต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเพื่อก้าวสู่การเป็น Smart Universityและได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน การบริหารจัดการ และการบริการต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย รวมไปถึงการสนับสนุนให้คณาจารย์ บุคลากรมหาวิทยาลัยในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านดิจิทัลสู่ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ซึ่งการจัดโครงการฯ ในวันนี้ ถือเป็นการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อต่อยอดไปถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาในอนาคตและเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพต่อไป

จุฬาฯ เปิดสอนออนไลน์หลักสูตรระยะสั้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658449

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศูนย์การศึกษาทั่วไป จุฬาฯ เปิดสอนหลักสูตรการศึกษาทั่วไประยะสั้น (CUVIP) ในรูปแบบการเรียนการสอนออนไลน์ เพื่อการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ เสริมสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเอง เพื่อเตรียมพร้อมสู่โลกการทำงานอย่างมืออาชีพ ประจำเดือนมิถุนายน 2565 อาทิ ภาษา Python เบื้องต้น 1-2, อ่านคนให้ขาด แล้วสื่อสารให้โดนใจ เล่าเรื่องแบบทรงพลัง เพิ่มความปังให้ Content Phonetic Symbols (IPA) กุญแจสำคัญในการฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษ และ Men’s Groomimg Products ผลิตภัณฑ์การดูแลสำหรับผู้ชาย เรียนรู้รับมือคุกคามทางเพศออนไลน์ เป็นต้น ผู้สนใจศึกษาวิธีสมัครเข้าเรียนได้ที่ http://www.cuvip.gened.chula.ac.th/News-Detail.php?id=48

ม.สวนดุสิต รับ นศ.รอบที่ 4 รับตรงอิสระ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658450

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2565 รอบที่ 4 รับตรงอิสระ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2565 โดยเปิดรับหลักสูตร/สาขาวิชาที่เป็นอัตลักษณ์ ที่มหาวิทยาลัยฯมีความเชี่ยวชาญ ทั้งหมด 4 ด้าน คือ ด้านอาหาร การศึกษาปฐมวัยอุตสาหกรรมการบริการ การพยาบาลและสุขภาวะ และยังเปิดสาขาวิชาใหม่เพื่อตอบสนองตลาดแรงงานและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของการศึกษายุคใหม่ สามารถศึกษารายละเอียดของเกณฑ์และเงื่อนไขการสมัครได้ที่ http://www.dusit.ac.th หรือ http://www.tcas.dusit.ac.th FB : Suan Dusit University และโทรสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ SDU Service Center 02-2445555

‘ตรีนุช’ แจงไม่บังคับแต่งลูกเสือเต็มรูปแบบ สั่งร.ร.อนุโลม ตามสภาพเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658470

‘ตรีนุช’ แจงไม่บังคับแต่งลูกเสือเต็มรูปแบบ สั่งร.ร.อนุโลม ตามสภาพเศรษฐกิจ

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 15.34 น.

‘ตรีนุช’ แจงไม่บังคับแต่งลูกเสือเต็มรูปแบบ จี้ ร.ร.อนุโลมตามสภาพเศรษฐกิจ สพฐ.เตรียมแจงผอ.เขตพื้นที่ 7 มิ.ย.นี้ 

จากกรณีโลกโซเชียล วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นเรื่องเครื่องแต่งกายของ ลูกเสือ-เนตรนารี ว่า มีราคาสูง สร้างภาระให้ผู้ปกครอง รวมถึงการตั้งคำถาม ถึงประโยชน์ในการเรียนลูกเสือ-เนตรนารี ว่า ควรจะยังมีต่อหรือไม่ นั้น 

วันที่ 6 มิถุนายน 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ปกครองต้องประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ขาดสภาพคล่อง ศธ.จึงได้มีมาตรการช่วยเหลือลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเรื่องเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีหนังสือ กำชับไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ให้สื่อสารไปยังโรงเรียนในสังกัดทั่วประเทศ ขอให้โรงเรียนอนุโลม กรณีนักเรียนรายใดไม่มีความพร้อม ขอให้ยืดหยุ่นไม่ต้องแต่งกายเต็มรูปแบบ เพียงแค่มีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นลูกเสือ เนตรนารี อาทิ ผูกผ้าพันคอแสดงสัญลักษณ์  เป็นต้น เพราะเป้าหมายการจัดการเรียนการสอน อยู่ที่กิจกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยฝึกให้เด็กได้เรียนรู้ได้มากกว่า 

“กรณีที่มีการเรียกร้องนี้ ศธ. ได้ออกระเบียบเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้ปกครอง ตั้งแต่ ปี 2564 โดยไม่ได้บังคับให้นักเรียนต้องสวมใส่ชุดลูกเสือเต็มรูปแบบ เพียงแต่อาจจะมีการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน ขณะเดียวกัน ศธ.เตรียมของบเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัว ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน และพยายามที่จะมีมาตรการดูแลครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งนี้ สำหรับชุดลูกเสือ อยู่ใน 5 รายการเรียนฟรีอยู่แล้ว หากได้รับเงินอุดหนุนรายหัวเพิ่มเติมเข้ามา เชื่อว่าจะช่วยลดภาระผู้ปกครองได้มากขึ้น ”น.ส.ตรีนุช  กล่าว 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีการเสนอให้ยกเลิกกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี นั้น โดยส่วนตัวมองว่า กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี ยังจำเป็นอยู่  เพราะเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ ปลูกฝังให้นักเรียนมีจิตอาสา รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น รวมถึง มีวินัย ซื่อสัตว์  แต่อาจจะต้องมีการปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับการเรียน การสอนในปัจจุบัน ซึ่งมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เป้าหมายยังคงเดิม คือให้เด็กมีวินัย จิตอาสา และมีความซื่อสัตย์ 

ขณะที่ที่ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.)เปิดเผยว่า จากที่สถานศึกษาได้เปิดภาคเรียนย่างเข้าสัปดาห์ที่ 3 แล้ว จะเห็นมีข่าวเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของนักเรียน และนักเรียนเกิดความเครียด เรื่องชุดนักเรียน  รวมถึงการอยู่ร่วมกันของนักเรียน เป็นต้น สะท้อนให้เห็นมิติของอารมณ์ และสังคม ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)จะต้องรีบแก้ไข โดยจะร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข อย่างจริงจัง  ซึ่งในวันที่ 7 มิ.ย.นี้ ตนจะประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ทุกคนได้มาพูดคุยกันในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู ผู้ปกครอง เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยการประชุมครั้นนี้ ตนจะมอบให้เขตพื้นที่ฯแบ่งรับผิดชอบโรงเรียนอย่างจริงจัง จนกว่าจะวางมือได้ว่าโรงเรียนไหนมีความปลอดภัยในทุกมิติ 

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(รองเลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า  เมื่อเร็ว ๆ นี้  ตนได้รับมอบจากนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศึกษาธิการ) และ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. ให้ลงพื้นที่อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เพื่อเยี่ยวยา ดูแล และให้ขวัญกำลังใจเด็ก ผู้ปกครอง คณะผู้บริหาร เพื่อนครู พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้จัดประชุมติวเข้ม มาตราการความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมได้แก่ ผู้บริหารสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1-2 ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแพร่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 178 แห่งทั่วประเทศ ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อเน้นย้ำกำชับมาตรการความปลอดภัยตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ป้องกันไม่ให้เหตุเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : แพงไปไหม? ชาวเน็ตถกสนั่นควรยกเลิก ‘ชุดลูกเสือ-เนตรนารี’หรือไม่?

อว.ประกาศศักยภาพอุดมศึกษาไทยในงาน THE Asia Universities Summit ประเทศญี่ปุ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658398

อว.ประกาศศักยภาพอุดมศึกษาไทยในงาน THE Asia Universities Summit ประเทศญี่ปุ่น

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 13.11 น.

อว.ประกาศศักยภาพอุดมศึกษาไทยในงาน THE Asia Universities Summit ประเทศญี่ปุ่น

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประชุมระดมความคิดเห็นวิธีการด้านสถาบันอุดมศึกษาในการปรับตัวในเรื่องที่ท้าทายในระดับประเทศและเชื่อมต่อในระดับนานาชาติ พร้อมแสดงผลงานปัจจุบันหลังจากที่บริบททางสังคมปรับเปลี่ยนจากหลาย ๆ ปัจจัย อาทิ สถานการณ์หลังจากการระบาดของโรค COVID-19 กอปรการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญด้านประชากรศาสตร์โดยเฉพาะเอเชีย อันเป็นทวีปที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดในโลกและมีจำนวนประชากรแต่ละประเทศที่ลดลง ส่งผลกระทบต่อการผลิตบุคลากรที่มีความสามารถที่เป็นแหล่งความรู้ในอนาคตและการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น สถาบันอุดมศึกษาไทยต้องปรับตัวและจัดหาวิธีการเรียนรู้เพิ่มทักษะในในสังคม ในการประชุม THE Asia Universities Summit ภายใต้ Theme งาน Facing the future, creating academic talent “พวกเราจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ของโลกในอนาคตได้อย่างไรกัน ถ้าบุคลากรที่จะเป็นแหล่งความรู้ในอนาคตมีจำนวนที่ลดลง ?”

ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า THE Asia Universities Summit ภายใต้งาน Facing the future, creating academic talent ถือเป็นการส่งเสริมด้านอุดมศึกษา พร้อมเชื่อมต่อผลงานด้านอุดมศึกษาไทยในระดับเอเชีย โดยการประชุมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์องค์ความรู้ในการพัฒนาจากกลุ่มภาคการศึกษามหาวิทยาลัยในทวีปเอเชีย อีกทั้งสถาบันอุดมศึกษาไทยได้ร่วมแสดงความคิดเห็นถึงปัญหาร่วมกันในสถาบันอุดมศึกษาในเอเชีย ในเรื่องของจำนวนประชากรลดลง การปรับเปลี่ยนจากจัดการเรียนการสอนแบบเดิม ๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากในยุคปัจจุบัน โดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม ได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวมีแผนงานที่ชัดเจนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งการเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ได้ถอดบทเรียนในเรื่องของความสำเร็จของการจัดการของสถาบันอุดมศึกษาจากประเทศต่าง เพื่อเกิดการสนับสนุนนโยบายที่กระทรวงฯ ดำเนินการอยู่ได้เป็นอย่างดี เช่น แนวคิดในการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม แนวคิดในการขับเคลื่อนและสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน (Basic Sciences) รูปแบบการจัดการเรียนการสอนวิธีต่างๆ ที่หลากหลาย โดยเน้นออนไลน์เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดแก่ผู้เรียน การร่วมมือการดำเนินการในด้านต่างๆ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโดยการใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศ

นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี หัวหน้ากลุ่มภารกิจบริหารยุทธศาสตร์ สป.อว. กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยังได้เผยถึงโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ได้นำมาปรับในการพัฒนาในประเทศ โดยให้พลิกโฉมมหาวิทยาลัยผลักดันให้มหาวิทยาลัยไทยมีการดำเนินการที่มุ่งเป้า ดึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยออกมาให้ได้มากที่สุด ไม่หลงทางวางความถนัดของกลุ่มมหาวิทยาลัยไทยที่ชัดเจน  โดยการดำเนินการด้านการพลิกโฉมมหาวิทยาลัยเป็นการตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศที่ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง (middle income trap) และยกระดับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยใช้องค์ความรู้จากทางมหาวิทยาลัย

“ในการประชุม อว. ยังได้นำเสนอมุมมอง แผนการพัฒนาด้านอุดมศึกษาในไทย โดยตัวแทนประเทศไทยได้มีการนำเสนอแนวคิดผ่านการสัมมนาในเรื่องการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ในกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลได้ดำเนินการปรับการเรียนการสอนในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและด้านการแพทย์มาก่อนการระบาดของโรค COVID-19 คำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกในด้านต่าง ๆ อาทิ การพัฒนาในเรื่องระบบไอที องค์ความรู้ด้านดิจิตอล ความรู้ทางด้านการแพทย์ที่ทันสมัย ทำให้มหาวิทยาลัยปรับเปลี่ยนอย่างรอบด้าน อาทิ การติดตั้งระบบไวไฟทุกวิทยาเขต พัฒนาเซิร์ฟเวอร์ให้ทันสมัยมีบทเรียนแบบออนไลน์ มีการสร้างบุคคลากรให้มีความรู้ทำให้ในช่วงโรคระบาด COVID-19 การจัดการเรียนการสอนจึงไม่กระทบมาก แม้ว่าการมีระบบ IT ที่ดีจะเป็นเทรนด์ของอนาคต แต่การเรียนการสอนแบบซึ่งหน้า (face to face) ก็เป็นสิ่งสำคัญช่วยการเรียนรู้ความเป็นมนุษย์  ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายที่เป็นรูปธรรมมากกว่าโลกออนไลน์ นอกจากนี้ทาง สป.อว. ยังได้ทาบทามทาง THE ให้มาจัดการประชุม Master class ในประเทศไทยในเวลาอันใกล้นี้ต่อไป” นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวสรุป

-005

‘สสส. จับมือ ‘TPAK’ พัฒนาคู่มือ เพิ่ม ‘กิจกรรมทางกาย’ ลดป่วย ‘NCDs’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658248

‘สสส. จับมือ ‘TPAK’ พัฒนาคู่มือ เพิ่ม ‘กิจกรรมทางกาย’ ลดป่วย ‘NCDs’

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการ และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า รายงานสถานการณ์กิจกรรมทางกายของเด็กและเยาวชนไทยพ.ศ. 2565 (Thailand Report Card 2022) พบเด็กและเยาวชนไทย อายุระหว่าง 5-17 ปี มีกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) ระดับปานกลางถึงระดับหนักสะสมได้อย่างน้อยเฉลี่ยวันละ 60 นาที เพียงร้อยละ 27 ของเด็กและเยาวชนไทยทั้งประเทศ

ซึ่งแม้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับร้อยละ 23.2และร้อยละ 26.3 เมื่อปี 2559 และ 2561 ตามลำดับ แต่ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งพบเด็กและเยาวชนใช้หน้าจอเพื่อความบันเทิงรวมต่อวัน ไม่เกิน 2 ชั่วโมง เพียงร้อยละ 15 ของเยาวชนทั้งหมด จึงจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายอย่างเร่งด่วน เนื่องจากส่งผลเสียต่อพัฒนาการตามช่วงวัย ความแข็งแรงของร่างกาย ความฉลาดทางอารมณ์ และการเกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)

นอกจากนี้ยังพบว่า เด็กและเยาวชนมีความผูกพันต่อโรงเรียนในสัดส่วนร้อยละ 65 ซึ่งถือเป็นระดับที่ดี ดังนั้นครูและโรงเรียนจึงเป็นส่วนสำคัญมากต่อการผลักดันและส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายสำหรับคนในกลุ่มนี้ โดยจำเป็นต้องยกระดับนโยบายการมีกิจกรรมทางกาย เน้นไปที่การสร้างความสุข ลดความเครียด สามารถประยุกต์ใช้แนวทางการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายแบบทั้งระบบ (Whole-of-School Programmes) เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการมีกิจกรรมทางกายระหว่างวันให้กับนักเรียนมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งควรจัดให้มีการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการมีกิจกรรมทางกายอย่างปลอดภัย รวมถึงการเพิ่มพื้นที่สุขภาวะเพื่อให้นักเรียนสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้มากขึ้นตลอดทั้งวันขณะอยู่ในโรงเรียน โดยสามารถศึกษาข้อมูลและนำไปประยุกต์ใช้ได้จาก http://www.activekidsthailand.com ซึ่ง สสส. และศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายแห่งประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นแนวปฏิบัติสำหรับการสนับสนุนเพิ่มกิจกรรมทางกายสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ

“การมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอและสม่ำเสมออย่างน้อยเฉลี่ยวันละ 60 นาที ในกลุ่มเด็กและเยาวชน สร้างประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ ซึ่งสัมพันธ์กับระบบหัวใจและปอดที่แข็งแรง สภาพกล้ามเนื้อ ระบบหัวใจและหลอดเลือด สุขภาพของกระดูก รวมถึงฝพัฒนาการทางด้านอารมณ์ และความจำที่ดี ส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ สามารถคิดเชิงบริหาร การแก้ไขปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และช่วยในเรื่องการตัดสินใจ นอกจากนั้นยังช่วยลดอาการซึมเศร้า ส่งเสริมให้มีชีวิตเป็นสุขมากขึ้นจากการหลั่งสารเชโรนิน สารโดพามีน และเอ็นโดรฟินออกมาเป็นสารสื่อประสาททำให้เกิดความสุข” นพ..ไพโรจน์ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า http://www.activekidsthailand.com ถือเป็นแหล่งรวมข้อมูลทางด้านวิชาการสำหรับครู โรงเรียนและผู้ที่สนใจ ใช้ในการวางแผนนโยบายตั้งแต่เริ่มต้นการจัดทำแผนการสนับสนุนและเพิ่มการมีกิจกรรมทางกายสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 5-17 ปี ทั้งในและนอกโรงเรียน

ทั้งนี้ ใน http://www.activekidsthailand.com ประกอบด้วยชุดความรู้ที่น่าสนใจหลายด้าน เช่น 1.คู่มือแนวทางโรงเรียนส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายในประเทศไทย ซึ่งผ่านการวิจัยเชิงทดลองกับเด็กไทยนานกว่า 4 ปี จนพบข้อพิสูจน์ว่าสามารถช่วยเพิ่มระดับการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ และช่วยลดพฤติกรรมเนือยนิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะกับเด็กวัยประถมศึกษาด้วยแนวคิด 4PC

คือ Active Policy การเริ่มต้นกำหนดนโยบายการส่งเสริมกิจกรรมทางกายภายในโรงเรียน, Active Program การสร้างโอกาสให้กับนักเรียนได้มีกิจกรรมที่หลากหลายตามโอกาสและเวลาที่มี, Active Place การพัฒนาพื้นที่ในโรงเรียนให้เล่นได้และปลอดภัย, Active People ส่งเสริมการมีส่วนการทำกิจกรรมระหว่างครูและนักเรียน และ Active Classroom การส่งเสริมกิจกรรมทางกายในห้องเรียน เพื่อกระตุ้นความพร้อมในการเรียนรู้ของนักเรียนผ่านกิจกรรมห้องเรียนฉลาดรู้

2.คู่มือการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กตามแนวคิด ACP ของสมาคมกีฬาประเทศญี่ปุ่น เหมาะสำหรับคุณครู พ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงผู้ฝึกสอนที่ทำกิจกรรมกับเด็กๆ ได้นำกิจกรรมไปปรับใช้โดยรวบรวมการเล่นทั้งแบบไทยและญี่ปุ่นมากถึง 40 กิจกรรม อาทิ เกมเตยกัก ตี่จับ ปาระเบิดลิงชิงหาง กระต่ายขาเดียว 3.คู่มือสารตั้งต้นสนามฉลาดเล่น สำหรับการประยุกต์กิจกรรมต่างๆผสมผสานระหว่างคู่มือการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและการส่งเสริมความรู้ตามสาระการเรียนรู้ที่หลากหลายตามวิชาเรียน

เหมาะสำหรับเด็กในวัยประถมศึกษา โดยเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้และการทำกิจกรรมทางกายในสนาม หรือพื้นที่ว่างในโรงเรียน และ 4.คู่มือสารตั้งต้นห้องเรียนฉลาดรู้ เหมาะสำหรับการส่งเสริมกิจกรรมทางกายไปพร้อมกับการสอดแทรกความรู้ให้กับนักเรียนในห้องเรียน มีตัวอย่างกิจกรรมที่ครูสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิชาที่สอนได้เพื่อเปลี่ยนห้องเรียนและรูปแบบการเรียนการสอนแบบเดิมเป็นห้องเรียนที่เด็กจะสนุกและมีความพร้อมต่อการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลได้ที่ http://www.activekidsthailand.com หรือ http://www.thaihealth.or.th โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

‘มจธ.’ เปิด Lab พิสูจน์หลักฐาน ‘ศูนย์ ASESS’ โชว์ผลงานวิจัยและพัฒนา ‘นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658246

‘มจธ.’ เปิด Lab พิสูจน์หลักฐาน ‘ศูนย์ ASESS’  โชว์ผลงานวิจัยและพัฒนา ‘นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียว’

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ทำให้มีวัสดุเหลือทิ้งจากภาคเกษตรเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำมากขึ้น จึงมีความพยายามที่จะนำวัสดุเหล่านั้นมาเพิ่มมูลค่า โดยนำองค์ความรู้จากหลากหลายศาสตร์มาคิดค้นวิจัยและพัฒนาเพื่อนำวัสดุเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด แม้กระทั่งในด้านการพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นแขนงหนึ่งที่นำเอางานการสังเคราะห์เคมีสีเขียวจากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุเหลือทิ้งจากภาคเกษตรไปประยุกต์ใช้

อาทิ นวัตกรรมวัสดุนาโนสีเขียวสำหรับตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสารโดยไม่ทำลายตัวอย่าง หรือ ชุดตรวจหาลายนิ้วมือแฝงโดยใช้ผงเปลือกมังคุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลงานวิจัยภายใต้ ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์วิศวกรรมศาสตร์เพื่อคำตอบของสังคม หรือ Applied Science and Engineering for Social Solution Research Center (ASESS) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่จัดตั้งขึ้น เพื่อมุ่งเน้นการสรรสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ช่วยตอบโจทย์สังคมมายาวนานกว่า 10 ปี

ผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ ASESS กล่าวว่า ศูนย์ ASESS ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2561 ภายในศูนย์ฯ มีห้องปฏิบัติการสังเคราะห์และการใช้ประโยชน์จากเคมีสีเขียว (Green Synthesis and Application Laboratory) หรือ GSAL โดยนำวัสดุเหลือทิ้งจากธรรมชาติมาเพิ่มมูลค่า รวมถึงผักตบชวาที่เป็นวัชพืช ก็นำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยวิธีการนำมาสังเคราะห์เป็น “วัสดุนาโนสีเขียว (Green Nano Material)” นำไปใช้ประโยชน์ทั้งด้านการแพทย์ นิติวิทยาศาสตร์ เกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม

“ศูนย์ ASESS เรามีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วย อาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ภาควิชาฟิสิกส์ เคมี จุลชีววิทยา คณิตศาสตร์ และอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาปริญญาเอก ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัย ซึ่งผลงานที่ทางศูนย์ฯ คิดค้นและพัฒนาขึ้นนั้นเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 10 ปี โดยมีจุดตั้งต้นจากโครงงานของนักศึกษาปริญญาตรี ขยับขึ้นเป็นงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาโท-เอก นำมาขยายผลต่อยอด โดยมีการศึกษาเงื่อนไขต่างๆเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมโจทย์ของผู้ใช้งาน และเกิดผลกระทบมากขึ้น

ซึ่งนิติวิทยาศาสตร์เป็นแขนงหนึ่งที่เราทำขึ้น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุและเครื่องมือสำหรับตรวจหารอยนิ้วมือแฝง เช่น การใช้เปลือกมังคุดหรือแกลบเป็นผงฝุ่นสำหรับเพิ่มความคมชัดของรอยลายนิ้วมือบนพื้นผิววัสดุต่างๆ ตรวจพิสูจน์การปลอมแปลงเอกสารและตรวจหาสารระเบิด ผลงานหลายชิ้นถูกนำไปถ่ายทอดและใช้ประโยชน์ได้จริง อาทิ เครื่องตรวจลายนิ้วมือแฝงบนปลอกกระสุน ที่ได้มีการส่งมอบให้กับสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.ตร.) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ เมื่อต้นเดือนก.พ. 2565 ที่ผ่านมา” ผศ.ดร.เขมฤทัย กล่าว

สำหรับวัสดุนาโนที่พัฒนาและสังเคราะห์ขึ้นนี้ ได้นำไปใช้ประโยชน์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.นวัตกรรมด้านสังคม โดยนำวัสดุนาโนมาพัฒนาเป็นเครื่องตรวจหารอยนิ้วมือแฝง ตรวจการปลอมแปลงเอกสาร และตรวจพิสูจน์สารระเบิด ใช้ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยลดระยะเวลา และเพิ่มความสามารถในการตรวจพิสูจน์มากขึ้น อีกทั้งช่วยเพิ่มความมั่นใจของประชาชนต่อกระบวนการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และลดค่าใช้จ่ายจากที่ต้องนำเข้าอุปกรณ์หรือสารเคมีราคาแพงจากต่างประเทศ สามารถผลิตขึ้นเองจากวัสดุในประเทศ

2.นวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุข เช่น การผลิตผ้าก๊อซปิดแผลดูดซับสูงและต้านเชื้อแบคทีเรีย (Beyond Gauze) พัฒนาจากวัสดุนาโนสามารถดูดซับสารคัดหลั่งที่ออกมาจากบาดแผลได้มากและมีราคาถูกกว่าท้องตลาด, สายสวนปัสสาวะป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยนำเอาวัสดุนาโนที่มีสมบัติมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ไปใช้เคลือบพื้นผิวสายสวนปัสสาวะ เนื่องจากพบว่าการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะจากการคาสายสวนเป็นการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่พบมากเป็นลำดับต้นๆ และสามารถนำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุด

และ 3.นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอาหารและการเกษตร โดยพัฒนาเซ็นเซอร์สำหรับตรวจวัดการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ Salmonella ที่ปนเปื้อนอยู่ในไก่ โดยใช้วิธีการตรวจวัดแบบรวดเร็วเพื่อช่วยในการคัดกรองเบื้องต้นของกระบวนการผลิต เซ็นเซอร์สำหรับตรวจวัดปริมาณไซยาไนด์ในมันสำปะหลัง นอกจากนั้นยังมีการทำสเปรย์อินทรีย์เคลือบกันน้ำ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเหล่านี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ได้จริง สามารถตรวจสอบและเชื่อถือได้นั้น จะต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นในเชิงประจักษ์ ซึ่งต้องมีความร่วมมือและได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.), สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หรือหน่วยงานผู้ใช้ประโยชน์ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ เช่น สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ หรือกรณีด้านอาหารก็จะเป็นผู้ประกอบการภาคเอกชน

“สิ่งที่ศูนย์ฯ พัฒนาขึ้น จะต้องทราบความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสิ่งที่พัฒนาขึ้นจะต้องเกิดผลกระทบต่อสังคมและภาคอุตสาหกรรม เพราะเป้าหมายหลักของศูนย์ฯ คือ ต้องการแก้ปัญหาให้กับสังคม ชุมชน และภาคอุตสาหกรรม” ผศ.ดร.เขมฤทัย กล่าวทิ้งท้าย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์

ผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์

‘แพทยศาสตร์ มข.’เปิด‘MDKKU Service’ ยกระดับบริการสุขภาพ-อำนวยความสะดวกประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/658247

‘แพทยศาสตร์ มข.’เปิด‘MDKKU Service’  ยกระดับบริการสุขภาพ-อำนวยความสะดวกประชาชน

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดให้มี พิธีเปิด MDKKU Service ขึ้นในงาน MDKKU Care Day 2022 @The Collab Central Khon Kaen ภายใต้แคมเปญ “แพทย์ มข. 50 ปี ส่งต่อสุขภาพดีไม่สิ้นสุด” โดยมี รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายโรงพยาบาล คณะแพทยศาสตร์เป็นกล่าวรายงาน และ รศ.นพ.อภิชาติ จิระวุฒิพงศ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ณ บริเวณ COLLAB : Co-Working Space ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น

รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายโรงพยาบาล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวในนามผู้อำนวยการหน่วยบริการทางการแพทย์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ สาขาเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่นหรือ MDKKU Service ว่า การจัดตั้งหน่วยบริการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการมารับบริการทางการแพทย์อีกทั้งเป็นการลดความแออัดของประชาชนในการไปใช้บริการในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ตามแนวทางของการป้องกันโรคแบบ New Normal

จึงเกิดความร่วมมือในการเปิดหน่วยบริการ MDKKU Service ขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น โดยมีบริการหลายด้าน อาทิ การรับ-ส่งยาถึงบ้านที่ช่วยลดความแออัดลงได้ ตรวจสุขภาพประจำปี การปรึกษาปัญหาสุขภาพ การตรวจสุขภาพหัวใจ การจองคิวการนัดการเลื่อนนัดในการรักษาพยาบาล หรือประสานงานใดๆ เหมือนเป็นสาขาของโรงพยาบาลศรีนครินทร์สาขาหนึ่ง ซึ่งการเปิดให้บริการได้เริ่มมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2564 จนปัจจุบันมีการพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่องให้ตอบสนองความต้องการของประชาชน

โดยเปิดให้บริการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 11.00 -19.00 น. และมีแพทย์ คอยให้บริการตลอดเวลาทำการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวความคิดและเจตนารมณ์ร่วมกัน ในมิติต่างๆ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ และสร้างสังคมสุขภาพดีให้แก่ชาวจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง หน่วยบริการ MDKKU Service เปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 พ.ค. 2565 จึงได้จัดกิจกรรม MDKKU Care Day 2022 เพื่อการส่งเสริมสุขภาพของประชาชนที่มาร่วมงาน

ด้าน รศ.นพ.อภิชาติ จิระวุฒิพงศ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเปิดงาน ความตอนหนึ่งว่า แม้ว่าโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะเป็นโรงพยาบาลของรัฐ แต่การดำเนินงานนั้นเราต้องสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่จะให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการบริการที่มีคุณภาพและมีความสะดวกมากที่สุด โดยเชื่อว่าโรงพยาบาลของรัฐเพียงไม่กี่แห่งที่จะสามารถออกมาเปิดหน่วยให้บริการประชาชนในห้างสรรพสินค้าเช่นนี้ได้

จึงนับได้ว่า MDKKU Service เป็นสาขาของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ อันเกิดจากแนวการบริหารจัดการแนวใหม่ที่เราภาคภูมิใจ จากสถิติที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความต้องการในการมาใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเราที่อยากให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการ เป็นความร่วมมือที่เกิดจากการทำงานร่วมกันซึ่งต้องขอบคุณทีมบริหารทุกท่าน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในครั้งนี้

ในงานครั้งนี้ยังได้มีกิจกรรม MDKKU Care Day 2022 “แพทย์ มข. 50 ปี ส่งต่อสุขภาพดีไม่สิ้นสุด” เพื่อการส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้ประชาชนโดยการจัดบริการตรวจสุขภาพ กิจกรรม “Workshop หมอพาทำ”เกี่ยวกับอาหารคลีนลดความดัน เสวนากับหมอ มข.เรื่อง “สูงเสี่ยงสูญเสีย” รักษาความดันโลหิตสูงก่อนสาย โดยวิทยากรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีประชาชนและผู้สนใจทั่วไปมารับบริการและร่วมกิจกรรมตลอดทั้งวัน

มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)