‘ประแสร์-วังประดู่’ระยองถึงจันทบุรี โครงการบริหารจัดการนํ้าภาคตะวันออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641095

วันจันทร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“ภาคตะวันออก” พื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจลำดับต้นๆ ของไทย ด้านหนึ่งเป็นที่ตั้งของเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ตั้งแต่ Eastern Seaboard ในชลบุรีและระยอง ที่เริ่มต้นในปี 2525 มาจนถึง EEC ที่ถูกเรียกว่าเป็นโครงการระยะที่ 2 โดยเพิ่มฉะเชิงเทราเข้ามาอีกจังหวัดหนึ่งขณะเดียวกัน จังหวัดอย่างชลบุรีและระยอง ยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง อีกด้านหนึ่ง ก็ยังมีภาคเกษตรกรรมที่ยังดำรงอยู่ “การบริหารจัดการน้ำ” จึงจำเป็นอย่างมากเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะสื่อมวลชน เดินทางไปพร้อมกับคณะทำงานของกรมชลประทาน เพื่อศึกษาดูงาน “โครงการบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก (วังโตนด-ประแสร์-หนองปลาไหล-บางพระ)” ใน 2 พื้นที่ คือ 1.อ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง และ 2.สถานีสูบน้ำบ้านวังประดู่ จ.จันทบุรี โดย เฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน กล่าวว่าอ่างเก็บน้ำประแสร์ เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีศักยภาพและเป็นต้นแบบการบริหารจัดการน้ำแบบครบวงจร โดยการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการพัฒนาโครงการ

เพื่อให้สอดรับความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน รวมถึงการจัดแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่ม เพื่อสร้างความมั่นคงให้เพียงพอ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเมื่อปี 2548 ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้น และสามารถถอดบทเรียนมาวางแผนการพัฒนาได้ทั้งระบบ ทั้งนี้พบว่า จ.ระยอง สภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศจะมีปริมาณน้ำฝนที่น้อยในช่วงฤดูฝน เมื่อเทียบ จ.จันทบุรีและตราด

จึงได้ดำเนินการตามมติของคณะรัฐมนตรี โดยเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2552 มีมติให้ดำเนินโครงการผันน้ำจากพื้นที่ จ.จันทบุรี ป้อนน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เพื่อรองรับกิจกรรมการใช้น้ำในภาคต่างๆ ทั้งอุปโภค บริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการบริหารจัดน้ำโดยการผันน้ำส่วนเกินมาสนับสนุนสร้างน้ำต้นทุน จ.ระยอง ให้เพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันจะต้องรักษาระบบนิเวศด้วย

ด้าน เกรียงศักดิ์ พุ่มนาค ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษาสำนักงานชลประทานที่ 9 กล่าวว่า ความคืบหน้าแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อการผันน้ำจากพื้นที่ จ.จันทบุรี ไปสู่อ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง สามารถดำเนินการโดยผันน้ำส่วนเกิน จากอ่างเก็บน้ำที่กรมชลฯ ซึ่งปัจจุบันมีแผนพัฒนาขึ้น 4 แห่ง ได้แก่ 1.อ่างเก็บน้ำคลองประแกด เป็นอ่างแห่งแรกที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ทำให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้มีแหล่งเก็บกักน้ำ และใช้ในฤดูแล้งที่มักมีปัญหาขาดแคลนน้ำ ซึ่งเคยเกิดขึ้นและสร้างความเสียหายรุนแรงเมื่อปี 2535

โดยมีความจุ 60.26 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยสร้างความมั่นคงให้พื้นที่การเกษตรได้ถึง 46,000 ไร่ 2.อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง และมีกำหนดการแล้วเสร็จพร้อมเริ่มกักเก็บน้ำได้ในปี 2565 โดยเมื่อแล้วเสร็จจะเก็บกักน้ำได้ 80.70 ล้าน ลบ.ม. ใช้สำหรับการเกษตร และอุปโภค-บริโภคให้กับประชาชนในเขตพื้นที่โครงการ ประมาณ 1,600 ครัวเรือน สามารถส่งน้ำ เพื่อการเพาะปลูกในช่วงฤดูฝน 62,000 ไร่ และสามารถจัดส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกฤดูแล้งได้ 14,000 ไร่

3.อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งช่วยส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูก ช่วงฤดูฝนได้ 54,000 ไร่ และ ส่งน้ำผ่านระบบชลประทานช่วงหน้าแล้งได้ 21,600 ไร่ และส่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคปริมาณ 6 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในเขตอำเภอแก่งหางแมว จ.จันทบุรีและการอุตสาหกรรม รวมถึงยังสามารถส่งเสริมเป็นแหล่งเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดอีกแห่งหนึ่ง

ส่วน “โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” เป็นอ่างเก็บน้ำที่ 4 ที่อยู่ระหว่าง การขอใช้พื้นที่เพื่อการก่อสร้าง หลังจากการพัฒนาโครงการแล้วเสร็จ ทำให้มีขีดความสามารถในการกักเก็บน้ำ ทั้งระบบที่ไหลจากเทือกเขาใน อ.แก่งหางแมว ไหลผ่าน อ.นายายอาม และประตูระบายน้ำวังโตนด ที่มีพื้นที่ลุ่มน้ำประมาณ 1,839.1 ตร.กม. และยังมีปริมาณน้ำที่ไหลลงทะเลมากกว่าปีละ 1,000 ล้าน ลบ.ม. ทำให้มีปริมาณน้ำมีเพียงพอในการกักเก็บเพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภคในจันทบุรี

รวมถึงการผันน้ำไปยัง จ.ระยอง ซึ่งอยู่ในระหว่างการขอใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะมีความจุรวม 308.56 ล้าน ลบ.ม. สามารถส่งน้ำให้พื้นที่รับประโยชน์ทั้งสิ้น 267,800 ไร่ เพื่อรองรับความต้องการน้ำเพื่อผลิตน้ำประปาได้อีกปีละ 45 ล้าน ลบ.ม. และผันน้ำส่วนเกินไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ได้ถึงปีละประมาณ70 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งนอกจากจะเป็นเสริมแหล่งน้ำต้นทุนแล้วยังสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกสวนผลไม้ใน จ.ระยอง และแหล่งน้ำดิบสำรองที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมในเขต จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี

เกรียงศักดิ์ กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวมีการวางระบบท่อผันน้ำพร้อมอาคารประกอบจากคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง โดยมีการตั้งสถานีสูบน้ำพร้อมเครื่องสูบน้ำ อยู่บริเวณคลองวังโตนด บ้านวังประดู่ ต.สามพี่น้อง อ.แก่งหางแมวมี ใช้เครื่องสูบน้ำชนิด Horizontal Split Case สามารถสูบน้ำได้ รวม 5 ลบ.ม. ต่อวินาที จำนวน 9 เครื่อง พร้อมโครงข่ายระบบท่อส่งน้ำ โดยแนวท่อส่งน้ำขนาด 1.80 ม. วางขนานไปตามทางถนนมีความยาวรวมทั้งสิ้น45.7 กิโลเมตร เพื่อป้อนอ่างเก็บน้ำประแสร์ รองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก

‘ปลัด มท.’ควงภริยาแถลงเปิดโครงการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยเฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641194

‘ปลัด มท.’ควงภริยาแถลงเปิดโครงการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยเฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2565, 21.22 น.

‘ปลัด มท.’ ควงภริยาแถลงเปิดโครงการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยเฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กำชับทุกจังหวัดรณรงค์สวมใส่ผ้าไทยในทุกวัน ทุกโอกาส ชวนชาวไทยร่วมแต่งทุกวันศุกร์ตลอดปี ถวายความจงรักภักดี

13 มี.ค.65 ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการส่งเสริมการใช้ผ้าไทย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร นางณัสรี จันทร์สมวงศ์ นางจิรวรรณ เพ็ญพาส อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายเปลี่ยน แก้วฤทธิ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน ร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมที่ดิน นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางวาสนา นวลนุกูล รองประธานชมรมแม่บ้านกรมการพัฒนาชุมชน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ร่วมในงานแถลงข่าว โดยเป็นการแถลงไปยังศาลากลางจังหวัด และจวนผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด โดยมี ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด พร้อมด้วยสมาชิกแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ร่วมรับฟังการแถลงข่าว และร่วมนำเสนอการขับเคลื่อนกิจกรรมการรณรงค์ส่งเสริมการใช้ผ้าไทยในพื้นที่จังหวัด

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้ผ้าไทยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของพวกเราคนไทยทุกคน เป็นการแสดงความจงรักภักดีด้วยการปฏิบัติบูชาอย่างง่าย ด้วยการเลือกใช้เครื่องนุ่งห่ม และสิ่งของเครื่องใส่ที่ทักทอ ที่ผลิตจากผ้าไทย เพื่อเป็นการสนองแนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นผู้นำในการฟื้นคืนชีวิตช่างทอผ้า ฟื้นคืนการอนุรักษ์ภูมิปัญญา หัตถศิลป์ หัตถกรรมท้องถิ่น กระทั่งได้รับการสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานโดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการทรงขับเคลื่อนเพื่อที่จะให้พระราชปณิธานที่มีจุดมุ่งหมายสำคัญยิ่ง คือ การที่จะทำให้พี่น้องคนไทยโดยเฉพาะพี่น้องผู้ที่ทุกข์ยากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ได้นำเอาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษมาผลิต มาถักทอเป็นผ้า เป็นงานหัตถศิลป์ หัตถกรรม สร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้จุนเจือครอบครัว ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า จุดกำเนิดของพระราชปณิธานในการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยนั้น เกิดจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพสกนิกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในการเสด็จไปเยี่ยมเยียนพี่น้องคนไทยในทุกภูมิภาค ซึ่งได้ทรงเห็นว่าพสกนิกรส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกรมีฐานะความเป็นอยู่ค่อยข้างลำบาก จึงได้ทรงนำเอาสิ่งที่ทอดพระเนตรเห็น นั่นคือ ผ้าทอที่พสกนิกรสวมใส่มารับเสด็จฯ ในแต่ละครั้ง ซึ่งมีความสวยงาม และมีลวดลายอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันตามภูมิสังคม วัฒนธรรมแต่ละถิ่น มาขับเคลื่อน ส่งเสริม เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2515 เป็นต้นมา ที่อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ก่อกำเนิดจัดตั้งขึ้นเป็น “ศูนย์ศิลปาชีพ” เพื่อที่จะนำเอางานหัตถศิลป์ หัตถกรรม โดยเฉพาะผ้าไทยมาเป็นเครื่องมือทำมาหากิน เกื้อกูลเงินรายได้ พร้อมทั้งทรงช่วยหาช่องทางจำหน่าย นำรายได้คืนสู่ครอบครัวของพสกนิกรผู้ทอผ้าในถิ่นต่าง ๆ

“พระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ทรงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งพวกเราในฐานะที่เป็นข้าราชการที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้มีโอกาสที่ดีและในฐานะพสกนิกรของพระองค์ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดทุกจังหวัด ต้องเริ่มทำด้วยตัวท่านเอง ตามหลักการ “ผู้นำต้องทำก่อน” และรณรงค์ส่งเสริมให้หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ มวลสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัด ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ผู้ที่ท่านรู้จักมักคุ้น และพี่น้องประชาชนในจังหวัด ทุกเพศ ทุกวัย ทุกกลุ่ม รวมทั้งชาวต่างชาติ ได้มีโอกาสรู้จักผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น ผ่านการพูดคุย บอกเล่า กิจกรรมรณรงค์ และการผลิตและเผยแพร่สื่อในลักษณะที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดกระแสความนิยมในการสวมใส่ผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า เนื่องในวาระที่เป็นมงคลยิ่งของพวกเราชาวไทยทุกคน ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2565 นี้ จึงขอให้ได้ช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมการใช้ผ้าไทยด้วยความอิ่มเอิบและซาบซึ้งใจ ทั้งการสวมใส่เป็นเครื่องนุ่งห่ม และการใช้สิ่งของที่ผลิตจากผ้าไทย ในทุกโอกาส ทุกวัน ทุกเวลา ดังโครงการตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงให้ทวีความเข้มข้น ทำให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบถึงเบื้องหลังแนวพระราชปณิธาน ได้ซาบซึ้งคุณค่าของผ้าไทย และหวงแหนความเป็นไทยผ่านงานผ้าไทย ที่กว่าจะถักทอได้แต่ละผืน ต้องใช้น้ำพักน้ำแรงถักทอ สืบสานภูมิปัญญาอันล้ำค่าของบรรพบุรุษคนไทยในแต่ละพื้นที่ เป็นโอกาสที่เราจะได้ช่วยเหลือพี่น้องคนไทยซึ่งเป็นผู้รักษาภูมิปัญญาผ้าไทยให้คงอยู่คู่กับชาติไทยและโลกใบนี้ให้นานเท่านาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล่วนเป็นเครื่องแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และแสดงออกซึ่งความตั้งใจในการขับเคลื่อนพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  ที่ทรงทุ่มเทอุทิศพระวรกาย ด้วยแรงบันดาลพระทัย และพระสติปัญญาที่มุ่งมั่น ทรงเป็นผู้นำที่เป็นเหมือนธงชัยของพวกเราทุกคน ทำให้ผ้าไทยมีชีวิต มีลมหายใจ ทำให้ผ้าไทยซึ่งเป็นมรดกที่ล้ำค่าอยู่คู่กับลูกหลานไทยของเราตราบถึงทุกวันนี้และตราบนานเท่านาน

“ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ร่วมกันรณรงค์ให้ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ สวมใส่ผ้าไทยจำนวนวันเพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้ เช่น จาก 3 วันเป็น 5 วัน จาก 5 วันเป็น 7 วัน เพื่อร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานอันแรงกล้าที่จะทำให้ผ้าไทยซึ่งเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยทวีความสำเร็จสมดังพระราชประสงค์ รวมทั้งส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสวมใส่ผ้าไทย ใช้ข้าวของเครื่องใช้ที่มีส่วนประกอบจากผ้าไทยในทุกโอกาส ในทุกกิจกรรมของชีวิตประจำวัน ส่งเสริมการซื้อขายผลิตภัณฑ์ผ้าไทยของแต่ละจังหวัด เพื่อทำให้เม็ดเงินเกิดการหมุนเวียนไปช่วยเหลือเจือจุนช่างทอผ้าในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 จึงขอให้ทุกจังหวัดได้เชิญชวนพี่น้องประชาชนและทุกภาคส่วน ร่วมกันสวมใส่ผ้าไทยสีฟ้าในทุกวันศุกร์ตลอดทั้งปี” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

ด้าน ดร.วันดี กล่าวว่า พวกเราทุกคนน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงงานหนักมาเป็นเวลายาวนานกว่า 70 ปี ด้วยพระวิริยะ อุตสาหะ พระปรีชาชาญของพระองค์ท่าน ทำให้ทรงรื้อฟื้นผ้าไทย ซึ่งสูญหายไปกว่า 70 ปี กลับคืนมาสู่สังคมไทย ปฐมบทที่อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ด้วยการทรงร้องขอให้ชาวบ้านที่ได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญาทอผ้าไว้ใช้เอง ได้ช่วยกันถักทอ อันมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไปในแต่ละหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ โดยพระองค์ท่านทรงขอซื้อ เพื่อนำมาตัดฉลองพระองค์ จึงทำให้พวกเราได้เห็นพระองค์ท่านทรงสวมใส่ผ้าไทยในทุกพระราชกรณียกิจทั้งในและต่างประเทศ อันทำให้คนทั่วโลกได้ชื่นชมพระบารมี และภูมิปัญญาผ้าไทย ที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่เป็นศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญา ที่มีความวิจิตร งดงาม ซึ่งจากจำนวน 200 กว่าประเทศทั่วโลก มีเพียง 20 กว่าประเทศที่มีผ้าเป็นวัฒนธรรมของตัวเอง และผ้าไทยของพวกเราเป็นผ้าที่สวยสดงดงามไม่แพ้ชาติใดในโลก

“โครงการฯ ในครั้งนี้ ไม่เป็นแต่เพียงการสืบสาน รักษา ภูมิปัญญา แต่ยังเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตให้กับลูกหลาน ลูกหลานได้มีโอกาสไปเรียนหนังสือ มีความรู้ เป็นคนดีของสังคม เป็นคนดีของประเทศชาติ เงินที่เหลือบางส่วนยังเอามาทำนุบำรุงบ้าน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย เป็นปัจจัยหลัก และไว้ใช้ในยามเจ็บป่วย ให้กับครอบครัวประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งอาชีพทอผ้าเกินครึ่งเป็นอาชีพของสตรีไทย และผ้าไทยแต่ละผืนกว่าจะสวยสดงดงามต้องปลูกต้นหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม นำมัดหมี่มาทอ เรียกว่า ลมหายใจของผู้หญิงนับแรมวัน แรมเดือน อาจจะเป็นหลาย ๆ เดือน ซึ่งเป็นอาชีพที่เราต้องทำทุกวิถีทางเพื่อคงไว้ซึ่งการอนุรักษ์และถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานของเราด้วย เพื่อรักษาไว้คู่กับเอกลักษณ์ของชาติไทย” ดร.วันดี กล่าว

ดร.วันดี กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในการสัมมนาโครงการแม่บ้านมหาดไทยสัญจรภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ผ่านมา ได้มีการระดมความคิด workshop กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์การใช้ผ้าไทยของจังหวัดต่าง ๆ เช่น ใส่ผ้าไทยได้รางวัล ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมการใช้ผ้าไทยที่จะทำให้เข้าถึงประชาชนทุกเพศ ทุกวัย มากยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนให้ประธานแม่บ้านมหาดไทยทุกจังหวัดได้ร่วมระดมความคิดร่วมกับสมาชิกแม่บ้านมหาดไทย ขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ เพื่อให้การส่งเสริมการใช้ผ้าไทยประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องอยู่ที่ทุกคนมีส่วนร่วม ช่วยกันคนละเล็กละน้อย เริ่มตั้งแต่วันนี้ เริ่มเดี๋ยวนี้ มุ่งมั่นทำอย่างต่อเนื่อง และทำตลอดไป เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

นักเรียนติดโควิด-เสี่ยงสูง เข้าสอบ GAT/PAT วันแรก 1,712 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641027

วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565, 20.17 น.

นักเรียนติดโควิด-เสี่ยงสูง เข้าสอบ GAT/PAT วันแรก 1,712 คน ในโครงการ “ติดโควิด ยังมีสิทธิ์สอบ” หายห่วง เลขานุการ รมว.อว.ควง ปลัด อว.ลงพื้นที่ตรวจสนามสอบ จ.ศรีสะเกษ ตรวจเข้มจัดห้องสอบแยกเป็น 4 ห้องตั้งแต่กลุ่มเจ็บป่วยทั่วไปมีไข้ เสี่ยงสูงจนถึงผู้ติดเชื้อ ทปอ.อว.ย้ำติดเชื้อหรือมีความเสี่ยงสูงได้รับสิทธิ์สอบทุกคน

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. รศ.(พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) และโฆษกกระทรวง อว. พร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ GAT/PAT ในโครงการ “ติดโควิด ยังมีสิทธิ์สอบ” ในระบบ TCAS ของ ทปอ.อว. ที่โรงเรียนสตรีสิริเกศ และโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นสนามสอบที่อยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่รับผิดชอบจัดสนามสอบในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยโสธร เพื่อตรวจความเรียบร้อยของการจัดสอบรวมทั้งให้กำลังใจนักเรียนและอาจารย์ผู้คุมสอบ

ภายหลังการเยี่ยมชม ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวว่า ภาพรวมในวันแรกของการสอบ GAT/PAT ในระบบ TCAS เพื่อคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของนักเรียนทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงนักเรียนที่ติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มสีเขียวและกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ที่สมัครสอบในโครงการ “ติดโควิด ยังมีสิทธิ์สอบ” ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนมาถึง 1,712 คน ได้รับรายงานจากสนามสอบทั่วประเทศ พบว่า มีความเรียบร้อยดี มีการจัดระบบการสอบ การคัดกรองและมาตรการดูแลความปลอดภัย นักเรียนที่ติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มสีเขียวและกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอย่างดี เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการสอบได้อย่างเท่าเทียมกัน

ทั้งนี้ มีการจัดห้องสอบพิเศษแยกเป็น 4 ห้อง ได้แก่ ห้องที่ 1 สำหรับกลุ่มที่มีอาการเจ็บป่วยทั่วไปและผู้พิการ ห้องที่ 2 สำหรับผู้ที่อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียส และมีอาการไอจามและน้ำมูก ห้องที่ 3 สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรืออยู่ในช่วงกักตัวรอดูอาการ และห้องที่ 4 สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 โดยจะมีอาจารย์พยาบาลคอยคัดกรองและสอบถามอาการเบื้องต้นก่อนจัดเข้าห้องสอบ นอกจากนี้ ข้อสอบยังมีการปิดผนึกถึง 4 ชั้น เมื่อนักเรียนทำข้อสอบเสร็จจะนำมาอบโอโซนก่อนแล้วจึงนำส่งให้ผู้ตรวจต่อไป

“ขณะที่สนามสอบที่ จ.ศรีสะเกษ มีนักเรียนสมัครสอบในโครงการฯ จำนวน 16 คน และอาจารย์ผู้คุมสอบพร้อมติดตามตรวจสอบระบบและมาตรการการดูแลความปลอดภัยสำหรับผู้เข้าสอบทั้งที่ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ ซึ่งพบว่า ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวด” ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าว

ด้าน รศ.(พิเศษ) ดร.ดวงฤทธิ์ กล่าวว่า นักเรียนที่เข้าร่วมในโครงการ “ติดโควิด ยังมีสิทธิ์สอบ” และผู้ปกครองต่างมีกำลังใจดี จากก่อนหน้านี้ที่กลัวว่าเด็กๆ อาจจะต้องเสียสิทธิ์ เพราะการสอบครั้งนี้มีความสำคัญต่ออนาคตของเด็กๆ มาก ขณะนี้ก็คลายกังวลไปได้แล้ว ซึ่ง ทปอ. อว. ขอยืนยันว่า ไม่ว่าใครที่ติดเชื้อหรือมีความเสี่ยงสูง ถ้ามีความประสงค์จะสอบจะได้รับสิทธิ์สอบทุกคน พร้อมยังจัดระบบมาตรการดูแลความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ทุกคนได้เข้าสอบอย่างเต็มที่

‘เอนก’ ยกระดับทุ่งกุลาร้องไห้ ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/641022

วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.46 น.

“เอนก” นำทีม อว. ยกระดับทุ่งกุลาร้องไห้ ระดม วทน. ดันจุดแข็ง สร้างมูลค่าเพิ่ม ตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี ชี้หลักสูตรแซนด์บอกส์ตอบโจทย์พัฒนาคนและพื้นที่

12 มีนาคม 2565 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. ผศ. ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการรัฐมนตรี อว. ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด อว. ร่วมลงพื้นที่พบปะและแลกเปลี่ยนความรู้กับประชาชนในพื้นที่ ภายใต้กิจกรรม สวทช. เสริมแกร่งภูมิภาค ด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG “ขับเคลื่อนโปรแกรมการยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้” ที่ จ.ศรีสะเกษ

ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก กล่าวว่า การลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ครั้งนี้ อยู่ภายใต้แผนงาน “ขับเคลื่อนโปรแกรมการยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้” ซึ่งนำโดย สวทช. และยังมีอีกหลายหน่วยงานของ อว. ทั้งสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยเข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งคลอบคลุมถึง 5 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร และสุรินทร์ โดยพื้นที่ทุ่งกุลาฯ ถือเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์และต่างมีภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอันเป็นรากเหง้าที่เข้มแข็ง มีผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นออกมามากมาย แต่สิ่งที่ อว.จะมาช่วยขับเคลื่อน คือ การนําองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าไปต่อยอดพัฒนาฐานทุนเดิมอันเป็นจุดแข็งของทุ่งกุลาให้สามารถสร้างมูลค่า สร้างโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี ที่มุ่งให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีรายได้ พ้นความยากจน

รมว.อว.กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ทุ่งกุลาฯ ของ อว. จะทำงานร่วมกับทางจังหวัด หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ โดยมุ่งขับเน้นให้ผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการของทุ่งกุลาฯ มีอัตลักษณ์โดดเด่นยิ่งขึ้น เช่น การยกระดับผ้าทอโดยใช้เอนไซม์เอนอีซ “ENZease” สารจากธรรมชาติที่ช่วยทำความสะอาดและลอกแป้งออกจากเส้นใยในขั้นตอนเดียว ทำให้ย้อมสีธรรมชาติได้ดีขึ้น สีสวย สม่ำเสมอ ช่วยลดต้นทุน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการสร้างมูลค่าเพิ่มโดยใช้นวัตกรรมนาโนเทคโนโลยี มาเพิ่มสมบัติพิเศษต่างๆ ทั้งความนุ่มลื่น การป้องกันรังสียูวี การยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงการเติมกลิ่นหอม โดยนำ ‘กลิ่นดอกลำดวน’ ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษมาเติมลงในผ้าทอเบญจศรี เพื่อสร้างเสน่ห์และอัตลักษณ์ให้กับผ้าทอของจังหวัดศรีสะเกษ ขณะเดียวกันในส่วนของการอนุรักษ์ภูมิปัญญา

ที่สำคัญ สวทช. ยังได้ร่วมกับหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาสายพันธุ์ถั่วเขียวที่ให้ผลผลิตสูง มีความต้านทานต่อโรคราแป้งและใบจุด และถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรทั้งกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ และเกษตรกรผู้ผลิตถั่วเขียวเข้าโรงงานอุตสาหกรรม มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 100 คน พื้นที่ปลูก 500 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 120 -150 กิโลกรัมต่อไร่ สร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรเฉลี่ย 2,600 – 3,300 บาทต่อไร่ และยังเชื่อมโยงกับภาคเอกชนให้เข้ามารับซื้อ ได้แก่ บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) มีปริมาณการรับซื้อ 1,000 ตันต่อปี และบริษัท กิตติทัต จำกัด มีปริมาณการรับซื้อ 3,500 ตันต่อปี เพื่อให้มีผลผลิตถั่วเขียวที่เพียงพอ ต่อความต้องการของตลาดต้องการพื้นที่ปลูก จำนวน 30,000 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 150 กิโลกรัมต่อไร่

“พื้นที่ทุ่งกุลาฯ มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นพื้นที่นวัตกรรมเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ควบคู่ไปกับการรักษาเอกลักษณ์เดิมไม่ให้เลือนหาย โดยเฉพาะ จ.ศรีสะเกษ ที่มีศักยภาพโดดเด่นในด้านนี้มาก และมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษจะต้องเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน เอาความรู้ออกมาสู่ชุมชน และควรจะมีการจัดทำหลักสูตรแซนด์บอกส์ที่เน้นการปฏิบัติ เพื่อพัฒนาคนให้เหมาะสมกับการพัฒนาพื้นที่ เพราะต่อไปนี้ผลผลิตจาก อว. จะต้องสามารถรับใช้ประเทศชาติ สังคม และประชาชนได้” ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว -(016)

สิ้น’นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล’ หมอนักธรรมชาติบำบัด จากไปอย่างสงบในวัย 71 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640989

สิ้น'นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล' หมอนักธรรมชาติบำบัด จากไปอย่างสงบในวัย 71 ปี

วันเสาร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565, 17.27 น.

วันที่ 12 มีนาคม 2565 เพจเฟซบุ๊ก Banchob Junha แจ้งว่า นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ได้เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 71 ปี เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยระบุว่า ประวัติ “นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล” นายแพทย์นักธรรมชาติบำบัด ผู้คร่ำหวอดในศาสตร์แห่งธรรมชาติบำบัดการแพทย์ทางเลือกและผสมผสานมานานกว่า 40 ปี ที่แม้วันนี้จะจากไป แต่ท่านได้รังสรรค์ผลงานด้านการดูแลสุขภาพดีได้ด้วยธรรมชาติบำบัด ท่านได้นำประสบการณ์การใช้การแพทย์สาขาต่าง ๆ อย่างบูรณาการมาถ่ายทอดให้แก่คนไข้และคนทั้งประเทศไทย จนปัจจุบันองค์ความรู้หลักๆ ของการแพทย์ธรรมชาติบำบัดที่ท่านได้พัฒนามาได้กลายเป็นวิถีสุขภาพแบบ Wellness ที่ไร้ขอบเขต

วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565 นับเป็นอีกหนึ่งครั้งที่วงการแพทย์ของเมืองไทยได้สูญเสียทรัพยากรบุคคลผู้มากความสามารถอย่าง “นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล” ที่ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวัย 71 ปี 9เดือน เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

แม้จากการจากไปของ “น.พ. บรรจบ” จะสร้างความเศร้าเสียใจให้กับลูกหลาน และคณาจารย์ลูกศิษย์ลูกหาทั่วทั้งประเทศ ด้วยตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาของ นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ท่านได้ฝากผลงานด้านวิธีธรรมชาติบำบัดเป็นที่ประจักษ์มากมาย โดยภารกิจสำคัญสุดท้าย คือ การรณรงค์เรื่องอากาศสะอาด PM 2.5 สาเหตุสำคัญของมะเร็งปอด แต่ท่านได้จากไปเสียก่อน ท่านจึงอยากฝากให้รัฐฯ ช่วยดำเนินการเร่งใส่ใจในเรื่องนี้ เพื่อให้คนไทยห่างไกลจากโรคร้ายจากมลภาวะทางอากาศที่ใกล้ตัวทุกคนได้มากที่สุด

โดย นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล เกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2493 สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล, ประกาศนียบัตรเวชกรรมฝังเข็ม สถาบันแพทยศาสตร์ ตงจื่อเหมิน ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน, ประกาศนียบัตร Homeopathy, American Board in Nutrition & Wellness., อว. (เวชศาสตร์ครอบครัว) แพทยสภา, ประกาศนียบัตรบัณฑิต (โฮมีโอพาธีย์) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, กรรมการสมาคมโฮมีโอพาธีย์แห่งประเทศไทย เคยดำรงค์ตำแหน่งเป็นคณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ท่านเป็นแพทย์นักเขียนที่ฝากผลงานตีพิมพ์เป็นหนังสือแนวสุขภาพและหนังสือเกี่ยวกับธรรมชาติบำบัดไว้มากกว่า 100 ปก ไม่ว่าจะเป็น 20 กลลวงอนามัย รู้ทันก่อนสาย เล่ห์ร้ายใกล้ตัว, โฮมีโอพาธีย์ ธรรมชาติบำบัดเปลี่ยนชีวิต, พลังจิต พิชิตโรค ธรรมชาติบำบัดวิถีสุขภาพแนวใหม่, อินคา เปรู, สุขภาพดีไม่มีขาย แต่สร้างได้ด้วยตัวเอง, อึส่องโรค, หยุดป่วยด้วยตัวเอง, ใคร่ครวญความตาย, กับดักสุขภาพ 11 ประการ (รู้ให้ทันก่อนตกเป็นเหยื่อ), อัมพาตป้องกันรักษาด้วยธรรมชาติบำบัด, คู่มือ นอนไม่หลับ รักษาด้วยธรรมชาติบำบัด, มะเร็งเสริมรักษา เคมี-รังสีบำบัดด้วยธรรมชาติวิธี, ธรรมชาติบำบัดในมือแพทย์ คาถารักษาโรค มนตราชนะมาร, โรคหายจากปลายเท้า และหนังสือแนวสุขภาพอีกมากมาย

แม้กระทั่งในช่วงสุดท้ายของชีวิต ท่านก็ยังประพันธ์งานเขียนชื่อ “ธรรมะโอสถ” ซึ่งเป็นประสบการณ์การรักษามะเร็งร่วมกับการใช้ธรรมะของท่าน จนเป็นที่ประจักษ์ว่าท่านต่อสู้เพื่อผู้ป่วยมะเร็งด้วยการแพทย์บูรณาการอย่างยาวนาน และต้องการป้องกันผู้คนไม่ให้เป็นมะเร็ง ผ่านการดูแล อาหาร อากาศ อารมณ์ปัจจุบัน ถึงแม้ท่านจะป่วยแต่ยังดูแลคนไข้ที่เป็นโควิดจนลมหายใจสุดท้าย พร้อมทั้งออกหนังสือ “How to สู้โควิดแบบธรรมชาติบำบัด” อีกด้วย

เรียนคณะศิษย์ศรัทธาทุกท่าน ด้วยเมตตาธรรมในหลวงพ่อพระอาจารย์อารยวังโส ได้กำหนดให้มีพิธีสวดพระอภิธรรมอุทิศบุญ แด่ “นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล “ลูกศิษย์ที่มีความเคารพเลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อพระอาจารย์อย่างสูง

นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ได้ถึงแก่กรรมลงเมื่อเช้าวันนี้ (12 มีนาคม 2565)จะมีการถ่ายทอดสดการสวดพระอภิธรรม ผ่านยูทูป (youtube) ช่องเป็นบุญวัดป่าพุทธพจน์ เริ่มเวลา 19.00 น.

ด้วยรักและอาลัยยิ่ง

ครอบครัวชุณหสวัสดิกุล

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ’สรพงศ์ ชาตรี’ สวดพระอภิธรรม 7 วัน ณ วัดเทพศิรินทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640686

พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ'สรพงศ์ ชาตรี' สวดพระอภิธรรม 7 วัน ณ วัดเทพศิรินทร์


วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 20.10 น.

วันที่ 10 มีนาคม 2565 นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กล่าวว่า ได้รับรายงานว่านายกรีพงศ์ เทียมเศวต (สรพงศ์ ชาตรี) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) พุทธศักราช  2551 ถึงแก่กรรม ในวันพฤหัสบดีที่  10 มีนาคม 2565  เวลา 15.51  น. ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์  เลขที่ 33  สุขุมวิท ซอย 3  แขวงคลองเตยเหนือ  เขตวัฒนา  กรุงเทพมหานคร  ด้วยโรคมะเร็งปอด สิริรวมอายุ 73 ปี  โดยทายาทได้ขอพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ในวันศุกร์ที่ 11  มีนาคม  2565  เวลา  17.00  น. และกำหนดสวดพระอภิธรรมศพ ระหว่างวันที่ 11-17 มีนาคม 2565 เวลา 19.00 น.  ณ ศาลากลางน้ำ  วัดเทพศิรินทราวาส  แขวงวัดเทพศิรินทร์  เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย  ซึ่งทายาทจะเก็บศพไว้บำเพ็ญกุศล 100 วัน และกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจะดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพต่อไป

อธิบดี สวธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ เผยแพร่และถ่ายทอดผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน แล้ว ในยามที่ศิลปินฯ เสียชีวิต ยังให้การช่วยเหลือด้านต่าง ๆ นอกจากดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพ แล้ว ยังมอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิตเพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพ จำนวน 20,000 บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดทำหนังสือเพื่อเผยแพร่ผลงานเมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท ตามระเบียบสวัสดิการของศิลปินแห่งชาติ

สำหรับประวัติชีวิตและผลงาน นายกรีพงศ์ เทียมเศวต หรือ สรพงศ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) นายกรีพงศ์ เทียมเศวต หรือ สรพงศ์ ชาตรี เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2492 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 4 และบรรพชาเป็นสามเณรจนอายุ 19 ปี ขณะบรรพชาได้ศึกษาพระธรรมวินัยจนสอบได้นักธรรมเอก เนื่องจากนายกรีพงศ์ เทียมเศวต มีความสนใจงานด้านการแสดงชอบดูหนังกลางแปลงมาตั้งแต่เด็ก จึงไปสมัครเป็นนักแสดงที่ทีวีช่อง 7 สี ต่อมาได้แสดงฉากโดดลงไปช่วยคนตกน้ำในเรื่อง “หญิงก็มีหัวใจ” เป็นเรื่องแรกของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

หลังจากนั้น จึงได้แสดงเป็นตัวประกอบและแสดงเป็นพระเอกในเวลาต่อมา นายกรีพงศ์ เทียมเศวต มีผลงานการแสดง ตั้งแต่ พ.ศ. 2514 จนถึงปัจจุบัน มากกว่า 500 เรื่อง ละคร 50 เรื่อง แสดงเป็นพระเอกในหลายบทบาทมากมาย เช่น ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน สามล้อถีบ สามล้อเครื่อง แท็กซี่ ขับรถเมล์ ตำรวจ ทหาร ลิเก หมอ ครู คนบ้า ขอทาน ตาบอด หลังค่อม หน้าบาก มนุษย์หมาป่า ฯลฯ จนได้รับฉายา พระเอกชั้นครู และพระเอกตลอดกาล

นอกจากจะมีความสามารถในด้านการแสดงแล้ว ยังมีความสามารถในเรื่องการร้องเพลง พากย์หนัง ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้กับหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล และกำกับละครให้กับบริษัทเวิร์คพอยด์ สอนการแสดงให้กับนักแสดงหน้าใหม่จนมีชื่อเสียงหลายคน จากการใช้ความสามารถทางด้านภาพยนตร์เป็นอย่างสูง จึงเป็นดาราชายผู้ได้รับรางวัลมากที่สุดในวงการภาพยนตร์ไทย อาทิ รางวัลตุ๊กตาทอง 5 รางวัล จากเรื่อง ชีวิตบัดซบ สัตว์มนุษย์ มือปืน มือปืน 2 สาละวิน เสียดาย 2 รางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ 2 รางวัล จากเรื่อง ถ้าเธอยังมีรัก มือปืน

รางวัลดาราทอง จากภาพยนตร์เรื่อง พลอยทะเล รางวัลดาราดาวรุ่งยอดเยี่ยม ในการประกวดภาพยนตร์นานาชาติ จากเรื่อง มือปืน รางวัลเพชรสยาม จากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม รางวัลบันเทิงเทิดธรรม Nine Entertain Award 2008 ได้รับยกย่องเป็นพระเอกยอดนิยมอันดับ 1 ดารายชายยอดนิยมอันดับ 1

นายกรีพงศ์ เทียมเศวต ยังคงรับแสดงภาพยนตร์และละคร ถึงแม้จะไม่ได้รับบทพระเอก เพราะอายุมาก แต่บทที่รับแสดงจะเด่นมีความหมายให้แง่คิดในการชม รักษาภาพลักษณ์ของคำว่า ดาราคุณภาพ นอกจากนี้ ยังได้หันมาทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม โดยตั้งมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชน เป็นวิทยากรพิเศษบรรยายให้ ความรู้แก่สถาบันการศึกษา และหน่วยงานอื่น ๆ นายกรีพงศ์ เทียมเศวต (สรพงศ์ ชาตรี) จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) พุทธศักราช 2551

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน! ช็อกวงการบันเทิง ‘สรพงษ์ ชาตรี’เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง สิริอายุ 71 ปี

‘สุเทพ’สั่งพักราชการ ผอ.เทคนิคธัญบุรี หลังเรียกรับเงินปรับปรุงโรงอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640659

'สุเทพ'สั่งพักราชการ ผอ.เทคนิคธัญบุรี หลังเรียกรับเงินปรับปรุงโรงอาหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 18.50 น.

วันที่ 10 มีนาคม 2565 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมาตนได้เซ็นคำสั่งพักราชการ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคธัญบุรี สถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 1 หลังถูกตำรวจจับกุม พร้อมของกลางเป็นเงินสดจำนวน 10,000 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนหนึ่งที่เรียกรับเงินจากผู้ว่าจ้างโครงการก่อสร้างปรับปรุงอาคารโรงอาหารของวิทยาลัยเทคนิคธัญบุรีรวมจำนวนเงินทั้งสิ้น 40,000 บาท ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคในการสอบสวนพิจารณาคดี จึงสั่งพักราชการไว้ก่อนจนกว่าการสอบสวนวินัยร้ายแรงจะสิ้นสุด ซึ่งผู้ที่ถูกสอบสวนวินัยร้ายตามระเบียบกฎหมาย คือ ปลดออก หรือไล่ออกเท่านั้น

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อา อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ตนได้เคยออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) เรื่อง นโยบายไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ (NO Gift Policy) เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564 แล้ว ตามเอกสารแนบ

องคมนตรี ตรวจเยี่ยม ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานี ดูงานผลิต-พัฒนาครู และ Soft Skill

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640354

องคมนตรี ตรวจเยี่ยม ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานี  ดูงานผลิต-พัฒนาครู และ Soft Skill

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยมีนายสุทธิพงษ์ คล้ายอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายวิชัย ศรีขวัญ นายกสภามหาวิทยาลัย ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคใต้ 4 แห่ง ผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ต้อนรับและร่วมประชุม ณ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

ในโอกาสนี้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ได้ร่วมรับฟังการบรรยายสรุปในหัวข้อยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและการพัฒนาครูของคณะครุศาสตร์ ในประเด็นการจัดการเรียนการสอน การยกระดับคุณภาพการศึกษา การวิเคราะห์ SWOT ของคณะครุศาสตร์ ซึ่งคณะครุศาสตร์ได้มีการพัฒนาหลักสูตรการเน้นผลิตบัณฑิตครูและพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาที่มีความเป็นเลิศในวิชาชีพและสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากลสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีคุณภาพให้เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาของสังคมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

นอกจากนี้ ร่วมรับฟังการนำเสนอการบรรยายยุทธศาสตร์ที่ 3 การดำเนินงานและยกระดับคุณภาพการศึกษาจากคณะต่างๆได้แก่ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์คณะวิทยาการจัดการ คณะวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี คณะนิติศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์วิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว และบัณฑิตวิทยาลัย ร่วมรับฟังการพัฒนา Soft Skill ด้วยกระบวนการวิศวกรสังคมพบอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเขตภาคใต้ พบผู้แทนนักศึกษาเพื่อร่วมรับฟังเสียงสะท้อนด้านการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย จากนั้นเยี่ยมชมสถานที่และสิ่งสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาภายในคณะครุศาสตร์

นศ.มจธ.เพิ่มมูลค่าไส้มันสำปะหลัง เป็นวัสดุชีวภาพ ดักจับน้ำมันในทะเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640355

นศ.มจธ.เพิ่มมูลค่าไส้มันสำปะหลัง  เป็นวัสดุชีวภาพ ดักจับน้ำมันในทะเล

วันพฤหัสบดี ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“โครงงานวัสดุชีวภาพสำหรับดูดซับคราบน้ำมันในทะเล” ของนักศึกษาจากภาควิชาวิศวกรรมเคมีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1ในหัวข้อ PROTECT ในการประกวดนวัตกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ในโครงการ “PTTEP Teenergy :Young Ocean for LifeInnovation Challenge” ของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

นวัตกรรมจากไส้มันสำปะหลังดังกล่าว เป็นไอเดียของ กลุ่มนักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ประกอบด้วยน.ส. พรไพลิน ลิปภานนท์, น.ส.ปิยฉัตร เสียมไหม นักศึกษาชั้นปีที่ 2, นายกันต์ ขยันยิ่ง และ นายตนปพน ปริยานันทวัฒน์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภายใต้ชื่อทีม It’s a cassava! เกิดขึ้นจากที่เห็นปัญหา เหตุการณ์การรั่วไหลของน้ำมันในทะเลที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการรั่วไหลเล็กน้อยจากเรือ หรืออุบัติเหตุครั้งร้ายแรงของท่อขนส่งน้ำมัน สร้างผลกระทบหนักกับระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อมในทะเลรวมถึงบริเวณชายฝั่ง ประกอบกับประเทศไทย มีการเพาะปลูกมันสำปะหลังซึ่งจัดเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย และต้นมันสำปะหลัง ยังนำมาใช้ประโยชน์น้อย จึงมีไอเดียการนำไส้มันสำปะหลังมาเพิ่มมูลค่าเป็น “วัสดุชีวภาพ สำหรับดูดซับคราบน้ำมันในทะเล” หรือ “สารชีวมวลดูดซับคราบน้ำมันในทะเล”

โครงงานนี้การศึกษาทดลองอยู่ในระดับ Lab-scale คือ ทำเป็นทุ่นจำลองขึ้นมาแล้วนำไปดูดซับน้ำมันในภาชนะ ผลการทดลองพบว่า ไส้มันสำปะหลังสามารถดูดซับน้ำมันได้ดีและมีข้อดีของไส้ต้นมันสำปะหลังมากกว่าวัสดุดูดซับอื่น คือ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมในทะเล ราคาถูก เป็นของเหลือใช้จากวัตถุดิบทางการเกษตรของประเทศไทย และทุกคนก็สามารถเข้าถึงนวัตกรรมนี้ได้ง่าย

ผลจากการศึกษาเบื้องต้น ในการดูดซับน้ำมันจากไส้มันสำปะหลังพบว่า เมื่อนำไส้มันสำปะหลังไปแช่ในไคโตซานเพื่อปรับสภาพพื้นผิว จะเห็นว่ามีการดูดซับน้ำมันได้มากขึ้นกว่าตอนไม่ได้แช่ในไคโตซาน โดยไส้มันสำปะหลังที่ผ่านการปรับปรุงพื้นผิวสามารถดูดซับน้ำมันและขยายตัวเพิ่มขึ้น

ผลงานวัสดุทางชีวภาพสำหรับดูดซับน้ำมันในทะเลจากไส้ต้นมันสำปะหลังของนักศึกษากลุ่มนี้ แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่ได้จุดประกายให้เห็นถึงคุณค่าและประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ของวัสดุเหลือทิ้งทางภาคเกษตรที่สามารถนำมาต่อยอดขยายผลยกระดับเพิ่มมูลค่าให้เป็นวัสดุหรือสารที่มีมูลค่าสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้ทดแทนตัวดูดซับสังเคราะห์ที่มีราคาแพงและย่อยสลายได้ยากในธรรมชาติ ที่สำคัญเป็นของที่หาได้ง่าย ราคาถูก และผลิตเองได้ในประเทศ

ม.ราชพฤกษ์เปิดรับนิสิตนักศึกษาใหม่ ‘คอนเทนต์การโฆษณา ประชาสัมพันธ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/640353

ม.ราชพฤกษ์เปิดรับนิสิตนักศึกษาใหม่  ‘คอนเทนต์การโฆษณา ประชาสัมพันธ์’

วันพุธ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565, 16.00 น.

รศ.อวยพร พานิช คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันวิถีชีวิต (Life Style) ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี สภาพสังคม และเพื่อให้ผู้ที่สนใจเรียนทางด้านนิเทศศาสตร์ได้รับความรู้เกิดทักษะ ความชำนาญ และที่สำคัญทันยุคทันสมัย มหาวิทยาลัยจึงได้เปิดสอน“สาขาวิชาคอนเทนต์การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์” ขึ้น โดยมีการเรียนการสอนที่เน้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตลอดจนการให้ความสำคัญกับการปลูกฝังจริยธรรมและจรรยาบรรณในการสร้างสรรค์ และผลิตงานด้านนิเทศศาสตร์คุณภาพสู่สังคม และถือว่าเป็นหลักสูตรที่รวมทั้งศาสตร์และศิลป์ไว้เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้แนวคิด “นักคอนเทนต์เด่นการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ สร้างสรรค์งานสื่อสารดิจิทัล” เป็นหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานด้านนิเทศศาสตร์ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผศ.ทัศนีย์ ดำเกิงศักดิ์ หัวหน้าสาขาวิชาคอนเทนต์การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ กล่าวอีกว่า คอนเทนต์เป็นสิ่งสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจด้านสื่อมวลชนในปัจจุบันและอนาคต ประกอบกับ มหาวิทยาลัยราชพฤกษ์มีคณาจารย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ มหาวิทยาลัยจึงเปิดสอนหลักสูตรนี้ขึ้นมา และขณะนี้ได้เปิดรับสมัครนิสิตใหม่ ทั้งภาคปกติและภาคเสาร์-อาทิตย์ สนใจเรียนแบบ 4 ปี หรือต่อเนื่องในสาขาวิชาคอนเทนต์การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ สมัครเรียนได้ที่เพจเฟซบุ๊ค : คณะนิเทศศาสตร์ และ ติดต่อ : โทร.084-4494639