มท.จัดพิธีมอบแบบลายผ้าขิดพระราชทาน’ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635289

มท.จัดพิธีมอบแบบลายผ้าขิดพระราชทาน'ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา'

วันอาทิตย์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 18.16 น.

มท.จัดพิธีมอบแบบลายผ้าขิดพระราชทาน”ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด-แม่บ้านมหาดไทยทั่วประเทศ เพื่อมอบนำไปทอ-ผลิตผ้าตามอัตลักษณ์ภูมิปัญญาแต่ละท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2565 ที่โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเต็ลฯ เขตปทุมวัน กทม. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานพิธีมอบแบบลายผ้าขิดพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยมี นายชยาวุธ จันทร นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารกรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมในพิธี

โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดกรวยถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และนำ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดทุกจังหวัด รับสมุดบันทึกแห่งความสุข (Calendar) และเจลแอลกอฮอล์พระราชทาน

จาก นั้นนายสุทธิพงษ์ ได้เปิดกรวยถวายเครื่องราชสักการะเบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และกล่าวสำนึกในพระมหากรุณา ใจความตอนหนึ่งว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติบำเพ็ญพระกรณียกิจนานัปการ เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ทรงมุ่งมั่นที่จะสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ พื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่ยั่งยืนตลอดไป ด้วยพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงต่อยอดผสมผสานมุมมองด้านแฟชั่นที่ร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งการสืบสานอัตลักษณ์ เรื่องราวประจำภูมิภาค เป็นคุณูปการอย่างยิ่งแก่ปวงชนคนไทย ทรงพระราชทานแบบลายผ้า ชื่อลาย “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” แก่พสกนิกรชาวไทย อันเป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดถึงพระปรีชาสามารถในการออกแบบ เกิดความเชื่อมั่นว่าความงดงามของผ้าไทยจะคงอยู่คู่กับสังคมไทย โดยได้พระราชทานพระอนุญาตให้ กรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดการประกวดผ้าลายพระราชทาน”

“ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” นับเป็นมิ่งมงคลยิ่งต่อการเริ่มต้นกิจกรรมการประกวด ทรงพระราชทานลายผ้าบาติก 3 ลาย “ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง” “ท้องทะเลไทย” และ “ป่าแดนใต้” ที่พระองค์ได้แรงบันดาลพระทัยจากการเสด็จไปทอดพระเนตรงานศิลปหัตถกรรมจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นในภาคใต้หลายครั้ง ทรงพบเห็นวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้ที่มีเอกลักษณ์ แนวพระดำริทั้งหมดถูกถ่ายทอดลงบนผ้าลายบาติกพระราชทานนี้ เพื่อพระราชทานให้กับช่างฝีมือบาติก เป็นของขวัญตอบแทนมิตรภาพและความจริงใจที่ประชาชนชาวภาคใต้มอบให้กับพระองค์ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ด้วยเรื่องราวและความหมายชวนประทับใจ เป็นการยกระดับผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สามารถก้าวสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืนเปรียบดังแสงสว่างแห่งวิถีความงดงามของอัตลักษณ์ไทยส่งผ่านไปสู่พี่น้องประชาชน นำทางให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก อันเป็นพลังที่จะสืบสานความเป็นไทยให้คงอยู่สืบไป” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

จากนั้น นายสุทธิพงษ์ พร้อมด้วย ดร.วันดี และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เชิญแบบลายผ้าขิดพระราชทาน “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด ทุกจังหวัด เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อมอบให้กับช่างทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค นำไปทอผ้า ผลิตผ้าตามอัตลักษณ์ภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ด้าน ดร.วันดี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 23 ม.ค.65 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนิน ณ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ทอดพระเนตรกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ วัดธาตุประสิทธิ์ และหอประชุมโรงเรียนนาหว้าพิทยาคม จังหวัดนครพนม เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ของโครงการศิลปาชีพ และในโอกาสเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 90 พรรษา เพื่อสร้างการรับรู้ประวัติศาสตร์ สู่คนรุ่นหลัง และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป โดยมีสมาชิกกลุ่มทอผ้าไหมกลุ่มแรกของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในพื้นที่จังหวัดนครพนม และราษฎรเฝ้าฯ รับเสด็จ ซึ่งในการเสด็จฯ ครั้งนี้ ทรงพระราชทานแบบลายผ้า “ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา” ผ่านปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับช่างทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค นำไปทอผ้า ผลิตผ้าตามอัตลักษณ์ภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยแบบลายผ้าดังกล่าวทรงได้รับแรงบันดาลพระทัยจาก “ผ้าขิดลายสมเด็จ” ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงพระราชทานแก่ราษฎร อันเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย โดยแต่ละลวดลายมีความหมายที่ลึกซึ้ง ได้แก่ “ลาย S ที่ท้องผ้า” หมายถึง สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเป็นต้นแบบในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าไทย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงออกแบบให้เว้นช่องว่างไว้ เพื่อให้ราษฎรได้ร่วมถักทอลวดลายของตนเองลงในช่องว่าง เป็นการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากแต่ละท้องถิ่น โดยลายขิดที่เป็นกรอบล้อมรอบตัว S นี้ หมายถึงความจงรักภักดีที่ชาวไทยมีต่อพระบรมราชจักรีวงศ์ “ลายเชิงผ้ารูปหัวใจ” หมายถึง ความรักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อปวงชนชาวไทย “ลาย S” ประกอบกับลายขิดที่เชิงผ้า หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงปรารถนาให้คนไทยอยู่ดีมีสุข “ลายต้นสนที่เชิงผ้า” หมายถึง พระดำริในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการฟื้นฟูประวัติศาสตร์ของโครงการศิลปาชีพฯ อันลายต้นสนนี้ เป็นลวดลายพื้นถิ่นที่ถักทออยู่บนผืนผ้าของบ้านนาหว้า จังหวัดนครพนม ที่ซึ่งเป็นจุดกำเนิดโครงการศิลปาชีพฯ “ลายหางนกยูงที่เชิงผ้า” หมายถึง ความตั้งพระทัยมั่นในการสืบสาน รักษาและต่อยอด พระราชกรณียกิจของสมเด็จย่าของพระองค์ ในการฟื้นคืนภูมิปัญญาผ้าไทยให้ดำรงคงอยู่คู่แผ่นดิน

“กระทรวงมหาดไทย น้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการสืบสาน รักษาและต่อยอด พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ฟื้นคืนภูมิปัญญาผ้าไทยให้ดำรงคงอยู่คู่แผ่นดิน โดยกำหนดเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ปี 2565 ในการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้และสวมใส่ผ้าไทย ภายใต้โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ รวมทั้งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากเพื่อให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ ได้มีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

จากนั้นปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ร่วมเสวนาการขับเคลื่อนโครงการตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” โดย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ช่วยชุบชีวิตของผู้ประกอบการทอผ้าทั่วประเทศ อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเห็นได้จากในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้พี่น้องประชาชนผู้ประกอบการทอผ้ามีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้น ดังนั้น “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ผู้ว่าราชการจังหวัดและประธานแม่บ้านมหาดไทย ต้องเป็น “ทูตการสวมใส่ผ้าไทย” เป็นผู้นำในการสวมใส่ผ้าไทยและเชิญชวนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันใส่ผ้าไทยในทุกโอกาส

ดร.วันดี กล่าวว่า “พระองค์มีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นในการสืบสาน รักษา ต่อยอด งานของสมเด็จย่า โดยพระราชทาน ดั่งน้ำฝนตกที่ทะเลทราย กี่ที่เคยเงียบในทุกจังหวัด ก็เริ่มมีเสียงกระทบ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากการทอผ้าขาย ส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และในปีนี้เป็นปีมหามงคล เนื่องในโอกาสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะทรงมีพระชนมพรรษา 90 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะทรงเจริญพระชนมายุ 44 พรรษา ขอเชิญชวนทุกท่านได้ร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยการรณรงค์การสวมใส่ผ้าไทย เพื่อร่วมกันสร้างความภาคภูมิใจ และสร้างประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานได้เรียนรู้และใส่ผ้าไทยให้สนุกในทุกวัน”

ด้าน นางรติรส จุลชาต ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงโดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการเยี่ยมเยียนราษฎรโดยเฉพาะกลุ่มทอผ้าในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทำให้ได้ทรงซึมซับพระราชกรณียกิจของสมเด็จย่า นำไปสู่การต่อยอดในการเรียนต่อในทางศิลปกรรมศาสตร์ เพื่อทรงช่วยเหลือประชาชนในการพัฒนาผ้าให้เกิดความเป็นสากล นำไปสู่การขับเคลื่อนแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ทำให้ได้ชุบชีวิตพี่น้องประชาชน โดยในช่วยการระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 มียอดจำหน่ายผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ กว่า 561 ล้านบาท และเป็นยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทยทั่วประเทศ จำนวนกว่า 9,911 ล้านบาท

ขณะที่ นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ขับเคลื่อนการดำเนินโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผ่าน 6 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1.”สร้างแรงบันดาลใจ แบ่งปันความรู้” 2.สืบสานพระราชปณิธาน “โครงการนาหว้าโมเดล” ในโอกาสครบรอบ 50 ปีโครงการศิลปาชีพ 3.สืบสาน อนุรักษ์ ภูมิปัญญา ผ่าน “โครงการพัฒนารูปแบบชุมชนภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ 4 ชุมชน” เพื่อให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ 4.เพิ่มคุณค่าภูมิปัญญาสู่สากล ผ่าน “โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสียอมร้อน” 5.การประกวดลายผ้าพระราชทานชุดที่ 3 และเปิดตัวแฟนเพจ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และ 6.การรวบรวมการพัฒนาเพื่อจัดแสดงผ้าไหมไทย (Thai Silk Festival 2022)

“การขับเคลื่อนผ้าไทย เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน เป็นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย สร้างคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศชาติ และเป็นหลักประกันว่าประเทศชาติเราจะมีความมั่นคงด้านเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เป็นที่ยืนยันว่า ภูมิปัญญา องค์ความรู้จากการพึ่งพาตนเองที่พระองค์ท่านกำลังส่งเสริมเกิดเป็นรูปธรรมอย่างครบวงจร ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จึงขอให้ทุกจังหวัดช่วยกันส่งเสริมตามภูมิสังคมในพื้นที่นั้นๆ โดยยึดถือเป้าหมายที่พระองค์ท่านพระราชทานพระดำริ คือ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย เพื่อให้ภูมิปัญญาบรรพบุรุษอยู่ได้อย่างยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

– 006

จปร. ปรับภูมิทัศน์ ‘ถนนจงรักภักดี’ เปิดให้ชาวบ้านรับขบวนเสด็จฯ ‘กรมสมเด็จพระเทพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635153

จปร. ปรับภูมิทัศน์ 'ถนนจงรักภักดี' เปิดให้ชาวบ้านรับขบวนเสด็จฯ 'กรมสมเด็จพระเทพ'

วันเสาร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 20.54 น.

แฟ้มภาพ!

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ (รร.จปร.) ได้จัดทำโครงการ “ถนนจงรักภักดี”ขึ้นในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ระยะทาง 7 กิโลเมตร ตั้งแต่สะพานมัฆวานรังสรรค์แห่งที่ 2 ทางเข้าจากถนนสายกรุงเทพฯ-นครนายก ไปจนถึงประตู รร.จปร. เพื่อปรับภูมิทัศน์สองข้างทางให้สะอาดเรียบร้อย ปลอดภัย สวยงาม รับเสด็จฯ  พล.อ.หญิง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินฯ มายัง รร.จปร. ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติฯ ที่ทรงเสียสละพระวรกายพระราชทานการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ให้กับนักเรียนนายร้อย จปร. ตลอดระยะเวลา 41 ปีของการทำหน้าที่ “ทูลกระหม่อมอาจารย์”  โดยห้วงเวลาดังกล่าวทรงพระราชดำเนินมาสอนที่ รร.จปร. อ.เขาชะโงก จ.นครนายก  35 ปี  ปรากฎว่าได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 1 ปีในช่วงสถานการณ์โควิด19  กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงพระราชทานการสอนผ่านทางออนไลน์ และเมื่อมีหมายกำหนดเสด็จพระราชดำเนินมาทำกิจกรรมที่ รร.จปร. ทางโรงเรียนฯ ก็ได้นำ“รถพุ่มพวง”ที่ออกจำหน่ายผักปลอดสารพิษจากโครงการ “ทหารพันธ์ดี” ออกไปกระจายเสียงประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนที่อยู่ในชุมชม ริมสองข้างทางถนนรับทราบหมายกำหนดการฯ ดังกล่าวล่วงหน้า 1 วัน เพื่อช่วยกันทำความสะอาดพื้นที่หน้าบ้านของตนเอง และ สามารถมารอรับเสด็จฯ สองข้างทางในบริเวณใกล้จุดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ อารักขาเส้นทางเสด็จฯได้   จากเดิมที่ชาวบ้านไม่กล้าที่จะออกมา เพราะเจ้าหน้าที่มีการปิดการจราจร และเข้าใจว่าไม่อนุญาตให้ประชาชนออกมา 

แนวคิดของ “ถนนสายจงรักภักดี” เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการปรับพื้นที่สองข้างทางให้เหมาะสม สวยงามสามารถให้ผู้ที่สัญจรไปมาได้ใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ผู้ที่ต้องการรับเสด็จฯ และขบวนเสด็จ ฯก็ได้การแสดงออกถึงความจงรักภักดี  ถือเป็นความใกล้ชิดระหว่างสถาบันฯ กับประชาชน  ซึ่งการเสด็จฯ พระราชดำเนินแต่ละครั้งจะใช้เวลาปิดถนนเพียงสั้นๆ เพราะเป็นถนนสวนเลน  ทั้งนี้ การเดินหน้าโครงการดังกล่าวเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย และ ในเดือนพ.ค.นี้ที่จะมีการเปิดภาคการศึกษา  ทางรร.จปร.และชุมชน เตรียมปรับภูมิทัศน์ในถนนเส้นดังกล่าวเพื่อรับเสด็จฯ อีกครั้ง 

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของแก่รปภ.-จนท.พิทักษ์เขื่อนบางลาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635068

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานดอกไม้ ตะกร้าสิ่งของแก่รปภ.-จนท.พิทักษ์เขื่อนบางลาง

วันเสาร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.25 น.

วันที่  12 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้  นายภิรมย์​ นิลทยา   ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา  เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ นายอิสมาแอ  มามะ  เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเขื่อนบางลาง ที่ได้รับบาดเจ็บ​เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565  จากเหตุคนร้ายได้ก่อเหตุวางระเบิดบริเวณตู้เอทีเอ็มข้างป้อมยามหน้าที่ทำการโรงไฟฟ้าเขื่อนบางลาง หมู่ที่ 1 อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา  และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลยะลา อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา 

ขณะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้  นายภิรมย์​ นิลทยา   ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา  เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ สิบตำรวจตรี กฤษฎา  ทองศรี  และสิบตำรวจตรี อิทธิพล  พรมโคตร  เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิทักษ์เขื่อนบางลาง หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน 44 ซึ่งออกทำการลาดตระเวนดูแลรักษาความปลอดภัย ที่ได้รับบาดเจ็บจาก​เหตุการณ์​เดียวกัน  และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลยะลาสิริรัตนรักษ์ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา 

การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ราย พร้อมทั้งครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้

คุณหญิงกัลยาตรวจสนามO-NET ไม่ขัดประกาศ ศธ.ที่ยกเลิกใช้ผลสอบตั้งแต่ปี 64

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635064

คุณหญิงกัลยาตรวจสนามO-NET ไม่ขัดประกาศ ศธ.ที่ยกเลิกใช้ผลสอบตั้งแต่ปี 64

วันเสาร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 14.48 น.

“คุณหญิงกัลยา” ตรวจเยี่ยมสนามสอบ O-NET ชั้นป.6 โรงเรียนพญาไท ยืนยันจัดสอบตามความสมัครใจ ไม่ขัดประกาศ ศธ.ที่ยกเลิกใช้ผลสอบ O-NET ตั้งแต่ปี 64 

12 ก.พ.2565 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.ศิริดา บุรชาติ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน), ดร.ชนาธิป ทุ้ยแป รองผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , ดร.พิเชษฐ์  วันทอง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร  และคณะเดินทางไปตรวจเยี่ยมสนามสอบ O-NET ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6(ป.6) ณ สนามสอบโรงเรียนพญาไท โดยมี ดร.พีรานุช ไชยพิเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนพญาไท และคณะครูให้การต้อนรับ 

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า การจัดสอบ O-NET ของนักเรียนชั้น ป.6 ครั้งนี้ ทราบว่ามีนักเรียนต้องการเข้าสอบถึง 90% เพราะต้องการทดสอบความรู้ของต้วเอง จึงสมัครใจเข้าสอบ O-NET โดย สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) (องค์การมหาชน) ได้จัดสอบ O-NET นักเรียนชั้น ป.6 ทั่วประเทศ กว่า 5 แสนคน และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ตามมาตรการที่ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และสาธารณะสุขจังหวัด กำหนดอย่างเคร่งครัด และ สทศ.มีการพัฒนาการทดสอบพิ่มขึ้นโดยมีการสอบข้อเขียน (อัตนัย) วิชาภาษาไทย เพื่อให้นักเรียนฝึกการอ่านเขียนได้อย่างมีวิจารณญาณ  นอกจากนี้ สทศ. ยังนำร่องการทดสอบด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ของนักเรียนชั้น ป.6 ในโรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน 4 แห่งด้วย 

คุณหญิงกัลยา กล่าวถึงสาเหตุที่ สทศ. ยังมีการจัดสอบ O-NET อยู่ เนื่องจากการเรียนของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 นักเรียนจะได้ทราบว่าตนเองนั้นมีความรู้อยู่ในระดับใดในวิชาสำคัญ 4 วิชา คือ คณิตศาสตร์  ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ทั่วไป  แต่ถ้านักเรียนไม่สอบทางโรงเรียนก็ไม่ได้บังคับ แต่วันนี้ รู้สึกดีใจที่เด็กมาสอบด้วยความสมัครใจ เพื่อจะนำผลการสอบปรับปรุงตัวเอง และทางโรงเรียนก็จะได้ใช้ข้อมูลเหล่านี้พัฒนายกระดับคุณภาพการศึกษาของนักเรียนทั้งโรงเรียนต่อไป 

“การจัดสอบ O-NET ครั้งนี้ไม่น่าจะขัดกับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ที่ยกเลิกการใช้ผลการสอบ O-NET ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564  เพราะทางโรงเรียนไม่ได้นำผลการสอบ O-NET นี้ไปใช้ อะไร แต่เด็กอยากรู้เองว่าตัวเองมีความรู้เท่าไหร่ จะได้พัฒนาตัวเอง และทางโรงเรียนก็ไม่ได้บังคับให้นักเรียรสอบ O-NET ด้วย ส่วนที่มีโรงเรียนบางพื้นที่นำผลการสอบ O-NET ไปจัดอันดับโรงเรียนนั้น ก็เป็นไปได้ที่โรงเรียนจะนำข้อมูลรวมของนักเรียนที่ได้คะแนน 90% ซึ่งเกินครึ่งของคะแนนเฉลี่ยของทั้งประเทศ เป็นความภูมิใจและแข่งขันกัน ทำความดี ส่วนโรงเรียนที่คะแนนรวมยังไม่ถึง 90% ก็ต้องพยายามจัดการเรียนการสอนให้ดีขึ้น ดังนั้น การจัดสอบ O-NET จึงไม่น่าจะขัดกับประกาศของกระทรวงฯ หรือขัดกับกฏหมายข้อบังคับ เพราะถ้าโรงเรียนต่าง ๆไม่รู้สถานะของตัวเองว่าอยู่ตรงไหน ก็จะไม่พัฒนา ถ้าพัฒนาแล้วก็เป็นความดีความชอบของครู ผู้อำนวยการโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนได้ดีขึ้น ส่วนโรงเรียนที่มีการจัดติวให้กับนักเรียนเพื่อเตรียมตัวสอบ O-NET นั้น ถ้ากฏหมายบอกว่าไม่บังคับ ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของโรงเรียน และนักเรียน ผู้ปกครอง และถ้าผู้ปกครองเข้าใจ ก็ไม่จำเป็นต้องติวเพื่อให้นักเรียนเกิดความเครียด เมื่อถึงเวลาก็มาทดสอบเพื่อให้รู้ว่าตัวเองมีความรู้อยู่ในระดับใดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย  และจะไม่มีผลระหว่างเด็กที่สอบกับไม่สอบ O-NET แต่อย่างใด  เพราะโรงเรียนให้เด็กเลือกเองว่าจะสอบหรือไม่สอบ เพราะไม่ได้มีการบังคับ” คุณหญิงกัลยา กล่าว 

ด้าน ผศ.ดร.ศิริดา ผอ.สทศ.กล่าวว่า สทศ.ได้ดำเนินการจัดการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564  ณ สนามสอบทั่วประเทศ   โดยชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีผู้มีสิทธิ์สอบ 535,210 คน (มีสนามสอบ 4,804 สนาม ห้องสอบ 24,138 ห้อง) นอกจากสอบด้วยเปเปอร์แล้ว ในปีนี้ สทศ. ได้ดำเนินการนำร่องการทดสอบด้วยระบบดิจิทัล (Digital Testing) ในการทดสอบ O-NET ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีจำนวนผู้มีสิทธิ์สอบ 102 คน ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 4 แห่ง

นอกจากนี้ สทศ. ได้นำรูปแบบข้อสอบอัตนัยมาใช้ในการทดสอบ O-NET วิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้น ป. 6 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งจากการวิเคราะห์ผลการทดสอบและการตรวจกระดาษคำตอบอัตนัย วิชาภาษาไทย  พบว่า การสอบอัตนัยทำให้นักเรียนพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์ การเชื่อมโยงความคิด และนักเรียนยังได้ฝึกฝนการเขียน การจับประเด็น การสรุปความ การจับใจความสำคัญ รวมทั้งสามารถบูรณาการความคิดและสื่อสารออกมาในรูปแบบการเขียนด้วยภาษาของตนเองได้ ทั้งนี้ การสอบอัตนัย วิชาภาษาไทย ปีการศึกษา 2564 ของนักเรียนชั้น ป.6 มีข้อสอบอัตนัย จำนวน 2 ข้อ คิดเป็น 20 คะแนน ได้แก่ (1) การเขียนเรื่องจากภาพ (10 คะแนน) และ (2) การสรุปใจความสำคัญของบทอ่าน (10 คะแนน)  

ผอ.สทศ. กล่าวต่อว่า ในการบริหารการทดสอบ O-NET ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 สทศ. ได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดตามที่กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้เข้าสอบเป็นสำคัญ นอกจากนี้ สทศ. ยังได้ออกมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในการทดสอบทางการศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2564 โดยขอความร่วมมือให้ผู้เข้าสอบ บุคลากรประจำสนามสอบและผู้ที่อยู่ในบริเวณสนามสอบดำเนินการตามมาตรการป้องกันฯอย่างเคร่งครัด เช่น ทำความสะอาดสนามสอบ  มีจุดคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิ จัดให้มีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย จัดห้องสอบโดยเว้นระยะห่าง Social Distancing เป็นต้น

ทั้งนี้ สทศ. กำหนดประกาศผลสอบ O-NET ชั้น ป. 6 วันที่ 24 มีนาคม 2565 ทางเว็บไซต์ http://www.niets.or.th เพื่อให้นักเรียน โรงเรียน และต้นสังกัดได้นำผลการทดสอบ O-NET ไปวางแผนการจัดการศึกษา ปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน รวมทั้งยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้ดียิ่งขึ้น 

ขณะที่  ดร.พิเชษฐ์ ผอ.สพป.กทม. กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดสอบ  O-NET ของเขตพื้นที่ กทม. มีโรงเรียนที่ร่วมสอบครั้งนี้ จำนวน 45 โรงเรียน แบ่งเป็นโรงเรียนในสังกัด สพป.กทม. 34 โรงเรียน มีผู้เข้าสอบ 2,304 คน, สังกัด อว.9 มีนักเรียนสอบ 954 คน ,โรงเรียนสังกัดสำนักบริหารการศึกษาพิเศษ(สกศ.) 2 โรงเรียน มีนักเรียนเข้าสอบ 70 คน รวมจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิ์สอบทั้งสิ้น  3,372 คน  โดยมี 31 สนามสอบ มีศูนย์ประสารการสอบ 5 ศูนย์ 

ส่วน ดร.พีรานุช ไชยพิเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนพญาไท กล่าวว่า ทางโรงเรียนพญาไท ได้ดำเนินการจัดสอบตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดอย่างเคร่งครัด  โดยโรงเรียนพญาไท มีนักเรียนชั้น ป.6 จำนวน 194 คน มีนักเรียนที่แจ้งความประสงค์จะเข้าสอบ O-NET จำนวน 192 คน มาสอบจริง จำนวน 157 คน  โดยทางโรงเรียนได้จัดห้องสอบละ 25 คน จัดสอบทั้งหมดจำนวน 9 ห้อง และ 1 ห้อง จัดให้นักเรียนจำนวน 10 คน ที่มีความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 เพื่อเป็นการป้องกัน โดยทางโรงเรียนได้เตรียมดินสอ ยางลบใส่ถุงพลาสติกให้นักเรียนนำเข้าห้องสอบ และห้ามนำโทรศัพย์มือถือ และนาฬิกาดิจิทัลเข้าห้องสอบ ให้สวมแมทตลอดเวลา 

– 009 

มช.ชี้แจงข้อเท็จจริงกระบวนการสรรหาและการหยั่งเสียงอธิการบดีฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634941

มช.ชี้แจงข้อเท็จจริงกระบวนการสรรหาและการหยั่งเสียงอธิการบดีฯ

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 17.35 น.

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 ฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงกระบวนการสรรหาและการหยั่งเสียงอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีเนื้อหาดังนีี้

วาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต ดำรงตำแหน่งครบกำหนด 4 ปี 2 วาระ ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2565 และสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี เพื่อดำเนินการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  และได้เปิดรับสมัครผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี วาระการดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2565 – 2569  ระหว่างวันที่ 23 ธันวาคม 2564 ถึง วันที่ 5 มกราคม 2565  โดยเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในวันที่ 6 – 7 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ว่าด้วยการสรรหาอธิการบดีกำหนดให้รายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้มาจาก 2 ทาง คือ 1) การสมัครของผู้ที่มีความสนใจ และ 2) การเสนอชื่อ ซึ่งมีผู้ได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้ารับการสรรหาอธิการบดี จำนวนมากกว่า 20 คน

การสรรหาอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีกระบวนการอย่างไร? กระบวนการสรรหาอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เริ่มจากการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาโดยสภามหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยของไทยส่วนใหญ่ ซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสองคน ประธานสภาพนักงาน นายกสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทคณาจารย์ประจำ กรรมการสภามหาวิทยาลัยประเภทพนักงานมหาวิทยาลัยที่มิใช่คณาจารย์ประจำ และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมหาวิทยาลัย รวมทั้งสิ้น 7 คน เรียกว่า “คณะกรรมการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่”

คณะกรรมการสรรหาชุดนี้จะดำเนินการให้มีการเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี และรับสมัครบุคคลที่ประสงค์จะเข้าสู่กระบวนการสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่งอธิการบดี เมื่อได้รายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีจากการเสนอชื่อและการรับสมัครแล้ว คณะกรรมการสรรหาจะตรวจสอบและกลั่นกรองรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน มีประวัติและผลงานดีไว้จำนวนไม่น้อยกว่าสามชื่อแล้วดำเนินการทาบทาบ ผู้ที่ตอบรับการทาบทามและผู้สมัครจะต้องนำเสนอวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหา เพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้ที่มีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งอธิการบดีให้เหลือจำนวนสองชื่อ ก่อนจะนำเสนอรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกต่อสภามหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ ในกรณีที่คณะกรรมการสรรหาเห็นว่าเมื่อได้มีการเสนอวิสัยทัศน์แล้วบุคคลใดมีความโดดเด่นเหนือกว่าผู้อื่นอย่างชัดเจน คณะกรรมการสรรหาอาจเสนอชื่อต่อสภามหาวิทยาลัยเพียงชื่อเดียวก็ได้ จากนั้นสภามหาวิทยาลัยจะเชิญผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจากคณะกรรมการสรรหามานำเสนอวิสัยทัศน์ต่อสภามหาวิทยาลัยอีกครั้ง เพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีจำนวนหนึ่งชื่อ และนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

เมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิการบดีแล้ว สภามหาวิทยาลัยจะดำเนินการแต่งตั้ง “คณะกรรมการประเมินผลการบริหารงานของอธิการบดี” เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบการบริหารงานและภาวะความเป็นผู้นำของอธิการบดีว่ามีการบริหารงานเป็นไปตามความคาดหวังหรือไม่ โดยมีการประเมินผลจำนวน 2 ครั้งในวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี คือ รอบ 1 ปี 6 เดือน และรอบ 3 ปี แล้วรายงานผลการประเมินต่อที่ประชุมสภาฯ พิจารณาทุกครั้ง ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารงานของอธิการบดีเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปตามแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่สภาฯ ได้กำหนดไว้ให้มากที่สุด

เพราะเหตุใดจึงไม่สามารถนำผลการหยั่งเสียงโดยประชาคม มช. มาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสรรหาอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การหยั่งเสียง คือ รูปแบบการลงคะแนนเพื่อหาความนิยม ซึ่งมิได้เป็นเป้าประสงค์หลักของการสรรหาอธิการบดีที่มุ่งคัดหาผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในการดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นอกจากนี้ ผลจากความแตกแยกภายในองค์กรหลังจากการโจมตีระหว่างกันในกระบวนการหาเสียงเพื่อเรียกความนิยมในอดีตนั้น ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสรรหาอธิการบดีโดยไม่นำการหยั่งเสียงมาเป็นเกณฑ์ประกอบการพิจารณา

ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2546 ได้ระบุถึงร่างพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยว่าด้วยการได้มาซึ่งอธิการบดีว่า “ต้องเป็นกระบวนการที่โปร่งใส ไม่ใช้การเลือกตั้ง แต่ให้ใช้วิธีการสรรหาตามข้อบังคับของสภามหาวิทยาลัย” ประกอบกับมติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งที่ 14/2564 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2564 ได้มีการปรึกษาหารือและได้กำหนดว่า “การหยั่งเสียงสามารถทำได้โดยสภาพนักงาน มช. หรือองค์กรอื่นที่ได้รับมอบหมาย แต่ไม่ใช่การดำเนินการของคณะกรรมการสรรหา และผลการหยั่งเสียงที่ได้ดังกล่าวไม่ให้นำมาเป็นเกณฑ์ชี้ขาดในการพิจารณา ทั้งในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาและของสภามหาวิทยาลัย”

นักศึกษาจะสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหาครั้งนี้ได้อย่างไรบ้าง ในการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เปิดรับฟังเสียงของนักศึกษา อาจารย์ และบุคลากร ของมหาวิทยาลัยผ่านเวทีของสภาพนักงานมหาวิทยาลัย เพื่อนำประเด็นต่าง ๆ ไปพิจารณาต่อที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย

ข้อเท็จจริงการจัดการหยั่งเสียงเลือกอธิการบดี โดยสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผ่านระบบออนไลน์ จากการจัดการหยั่งเสียงเลือกอธิการบดี โดยสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผ่านระบบออนไลน์ เมื่อวันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา มีผู้ลงคะแนนทั้งหมด 1,375 คน ได้แก่ กลุ่มบุคลากรสายวิชาการ 80 คน กลุ่มบุคลากรสายสนับสนุน 58 คน กลุ่มนักศึกษา 1,237 คน และผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 12 คน  (0.87 % ของผู้มาหยั่งเสียง)

จะเห็นได้ว่าสัดส่วนผู้มาหยั่งเสียงมีจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนของนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยทั้งหมด ดังนั้น ผลการหยั่งเสียงในวันดังกล่าวจึงไม่สามารถนำมาเป็นความคิดเห็นส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยได้

‘ตรีนุช’คาดปลาย ก.พ. มีตัวเลขเด็กตกหล่นเข้าเรียน-รร.คุณภาพชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634597

‘ตรีนุช’คาดปลาย ก.พ. มีตัวเลขเด็กตกหล่นเข้าเรียน-รร.คุณภาพชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 14.04 น.

‘ตรีนุช’คาดปลาย ก.พ. มีตัวเลขเด็กตกหล่นเข้าเรียน-รร.คุณภาพชุมชน

10 กุมภาพันธ์ 2565 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงผลการประชุมผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเร็วๆนี้ เพื่อติดตามนโยบายการทำโรงเรียนคุณภาพชุมชน ว่า ได้ติดตามว่าขณะนี้มีการดำเนินการไปอย่างไร เนื่องจากจะมีการจัดสรรงบประมาณ ประจำปี 2565 ลงไปยังโรงเรียนคุณภาพชุมชนที่กำหนดไว้ว่าในปี 2565 จะต้องมีโรงเรียนคุณภาพชุมชน เขตพื้นที่การศึกษาละ 1 แห่งก่อน และในปี  2566 จะขยายโรงเรียนคุณภาพชุมชนเพิ่มขึ้น ดังนั้นที่ประชุมจึงมาดูกันว่าโรงเรียนคุณภาพชุมชนแต่ละแห่ง สามารถสร้างโรงเรียนเครือข่ายได้กี่โรงและใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างไร 

สำหรับขณะนี้โรงเรียนคุณภาพชุมชนบางเขตพื้นที่การศึกษา ได้มีการลงนามความร่วมมือ (MOU) กับโรงเรียนเครือข่ายไปบ้างแล้ว เริ่มจากให้มีการนำเด็กจากโรงเรียนเครือข่ายมาเรียนร่วมในโรงเรียนคุณภาพชุมชนร่วมกัน หรือบางแห่งมีการแบ่งเด็กบางชั้นมาก่อน เนื่องจากโรงเรียนที่มีนักเรียนไม่ถึง 120 คน และมีครูไม่ครบชั้นเนื่องจากครูเกษียณ และศธ.มีมาตรการอยู่ก่อนหน้านั้นว่าหากครูเกษียณจะยังไม่มีการบรรจุครูให้กับโรงเรียนในกลุ่มที่มีเด็กไม่ถึง 120 คน จึงขอให้ครูทำความเข้าใจกับชุมชนในการแบ่งเด็กมาอยู่ในโรงเรียนคุณภาพ                  

“ศธ.ทราบดีว่ามีความเปาะบางในหลาย ๆเรื่อง ทั้งเรื่องความเชื่อมั่นของชุมชน และเรื่องค่ารถในการเดินทางมาเรียนของเด็ก ศธ.จึงมอบให้ ทีมผู้ตรวจราชการ ศธ.  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียน ทำความเข้าใจกับชุมชน ผู้นำชุมชนให้ได้มากที่สุดถึงรูปแบบของโรงเรียนคุณภาพชุมชนที่ผู้ปกครองอยากเห็น และให้สำรวจว่าที่ใดมีความต้องการค่ารถในการเดินทางของเด็กหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ทราบว่ามีบางหมู่บ้านจัดรถรับส่งนักเรียนให้โดยมีผู้นำชุมชนมาช่วยดูแล” รมว.ศธ. กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ปลายเดือน ก.พ.นี้ ศธ.จะเริ่มเห็นตัวเลขที่ชัดเจนจากการปักหมุดติดตามค้นหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคันให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษามาได้จำนวนเท่าใด เพื่อให้มีเวลาเตรียมพร้อมก่อนเปิดเทอมในช่วงเดือน พ.ค.นี้ และจะเริ่มเห็นโรงเรียนเครือข่ายที่มาร่วมโครงการโรงเรียนคุณภาพชุมชนชัดเจนขึ้นด้วย ซึ่งโครงการต่างๆนี้ นอกจากเด็กจะได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพแล้ว ตนได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาหลักเกณฑ์ในการส่งเสริมความก้าวหน้าให้กับคุณครูด้วย  ซึ่งโรงเรียนคุณภาพชุมชน ไม่ใช่เพียงจัดสรรงบลงไปให้  เพราะมีความคาดหวังว่าทำอย่างไรจะให้โรงเรียนคุณภาพไม่ใช่แค่บ้านสวย แต่ต้องมีคุณภาพ เนื้อหาขบวนการเรียนการสอนต้องมีคุณภาพ และโรงเรียนมีความปลอดภัย  จึงต้องมีขบวนการคัดครู และผอ.โรงเรียนที่มีคุณภาพเข้ามาดูแลด้วย

นักศึกษา ป.โทออนไลน์‘TUXSA’เรียนจบ ผ่านความเห็นชอบหลักสูตรจาก อว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634394

นักศึกษา ป.โทออนไลน์‘TUXSA’เรียนจบ  ผ่านความเห็นชอบหลักสูตรจาก อว.

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ร่วมกับ SkillLane ก่อตั้ง TUXSAเพราะต้องการขยายโอกาสทางการศึกษาให้คนไทยได้เข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องเวลาและสถานที่ ความสำเร็จของ TUXSA สะท้อนให้เห็นว่าปริญญาโทออนไลน์เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสำหรับคนไทยอย่างแท้จริง อีกทั้งยังตอบโจทย์แนวทางการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบันอีกด้วย”

รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวเสริมว่า เราสร้างหลักสูตรนี้ให้ตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่ที่ต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต โดยมีความเข้มข้นระดับสูงทั้งในด้านเนื้อหา อาจารย์ผู้สอน และวิธีการเรียนการสอน ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่ามหาบัณฑิตจากหลักสูตรนี้ จะมีทักษะแห่งอนาคตที่เหมาะสมกับปริญญาโทจากหลักสูตรออนไลน์แรกของเราที่มีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่ากับปริญญาโทตามเกณฑ์มาตรฐานของ อว. เช่นเดียวกับหลักสูตรอื่นๆ ของมธ.

“เรามั่นใจว่าหลักสูตรออนไลน์นี้รวมทั้งอีกสามหลักสูตรที่กำลังดำเนินการภายใต้โครงการ TUXSA จะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จากผู้เรียนในวงกว้าง เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และวิถีเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่และถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่จะช่วยสร้างเสริม และยกระดับทักษะด้านนวัตกรรม และการจัดการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไปในอนาคต”

นายฐิติพงศ์ พิสิฐวุฒินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกิลเลนเอดูเคชั่น จำกัด กล่าวว่า การเรียนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยให้ชีวิตของผู้เรียนดีขึ้น เพราะช่วยให้พวกเขาได้เรียนในจังหวะที่เหมาะกับตัวเองรวมถึงได้เรียนสิ่งที่สนใจและตอบโจทย์ตลาดงานปัจจุบันซึ่งต้องการทักษะใหม่ๆ โดยเราเชื่อว่าการรวมพลังเทคโนโลยีกับการศึกษาเข้าด้วยกันจะมีส่วนช่วยพัฒนาการศึกษาขึ้นไปได้อีกมากสำหรับวันนี้และอนาคต” 

TUXSA คือหลักสูตรปริญญาโทออนไลน์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ SkillLaneซึ่งเปิดตัวในปี 2562 โดยเป็นการเรียนในแบบ Self-Paced Online Master’sDegree แห่งแรกของไทย ปัจจุบันมียอดรวมผู้ลงทะเบียนเรียนแบบเก็บหน่วยกิตจำนวน 3,087 คน และแบบไม่เก็บหน่วยกิตเป็นจำนวน11,716 คน

ผลงานศิลปะนักศึกษา NFT ศรีปทุม โชว์ ออฟไลน์ใน ‘NFT ART FESTIVAL 2022’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634392

ผลงานศิลปะนักศึกษา NFT ศรีปทุม โชว์  ออฟไลน์ใน ‘NFT ART FESTIVAL 2022’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผลงานศิลปะ NFT ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมแสดงในงานBANGKOK NFT ART FESTIVAL 2022 เป็นของนางสาวกิ่งกาญจนาธีวรางกูล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการออกแบบกราฟิก คณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม โปรเจกท์นี้จัดขึ้นโดยร่วมมือระหว่างบริษัทสื่อโฆษณานอกบ้านที่มีความหลากหลายที่สุดในประเทศไทย พร้อมด้วยบริษัทสร้างสรรค์คอนเทนต์ และบริษัทแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล โดยโปรเจกท์นี้เป็นการผสมผสานโลก “ออนไลน์” และ “ออฟไลน์” ที่ดีที่สุดผ่านงานศิลปะ NFT จากศิลปินที่มีผลงานโดดเด่น ให้ได้แสดงผลงานต่อผู้ชมในวงกว้างโดยผ่านเครือข่ายสื่อนอกบ้านที่ใหญ่ที่สุดมาก มีศิลปินชื่อดังระดับโลก อาทิ Seerlight, Misang และ Mark Constantine Inducil, ศิลปินไทยที่มีชื่อเสียง อาทิ Linecensor, Pondering, 3land, Iputsa, PUCK และศิลปินที่มีชื่อเสียงอีกจำนวนมากรวมไปถึงกลุ่มผู้สะสมงานศิลปะ NFT ทั่วโลก ร่วมนำภาพสะสมมาขึ้นแสดงบนจอดิจิทัล

โปรเจกท์นี้ได้รับความร่วมมือจากกลุ่ม NFT and Crypto Art Thailand ในการโปรโมทและร่วมคัดเลือกผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ของไทย รวมผลงานมากถึง 350 ผลงาน จากศิลปินกว่า 250 คน ที่จะมาโชว์สีสันบนจอดิจิทัลด้วย Outdoor artgallery ตลอด 1 เดือน ทั้งนี้ สามารถรับชมผลงานศิลปะ NFT ได้ทุกวันผ่านจอดิจิทัลทั่วประเทศ อาทิ Panoramix@Central World จอดิจิทัลขนาดใหญ่บริเวณหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์,Parc Paragon The 90 Degree & Interchange 21 จอบริเวณหน้าศูนย์การค้า สยามพารากอน และจอบริเวณแยกอโศกมนตรี, Emporium&Emquartier จอบริเวณหน้าศูนย์การค้า Emporium&Emquartier จอบริเวณหน้าศูนย์การค้า Emporium&Emquartierและเครือข่ายจอดิจิทัลรวมกว่า 900 จอ

รร.ขุนไกรพิทยาคม รับโล่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634387

รร.ขุนไกรพิทยาคม รับโล่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชัชวาลย์  อ่ำเทศ ผู้อำนวยการโรงเรียนขุนไกรพิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย (สพม.สุโขทัย) นำนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6จำนวน 10  คน  เข้าประกวดการกล่าวคำอาราธนาและถวายทานในพุทธศาสนพิธี ผ่านระบบออนไลน์ และทางโรงเรียนได้รับโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  

การจัดประกวดการกล่าวคำอาราธนาและถวายทานในพุทธศาสนพิธี ในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ ในงานมหกรรมส่งเสริมศีลธรรมและการประกวดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านพระพุทธศาสนา ปีที่ 5 จัดโดย สำนักงานพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

กิจกรรมการประกวดครั้งนี้ มีโรงเรียนตัวแทนเข้าร่วมจากเขตการปกครองคณะสงฆ์ 18 ภาค 77 จังหวัดทั่วประเทศ การประกวดมีจำนวน 5 รายการ คือ การสวดมนต์หมู่สรรเสริญคุณพระรัตนตรัยทำนองสรภัญญะ การกล่าวคำอาราธนาและถวายทานในพระพุทธศาสนาพิธี การบรรยายธรรม การถกวาที (วาจาสุภาษิต) และการประกวดโครงงานคุณธรรม เมื่อกันยายน 2564 ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นักเรียนสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา คว้ารางวัลชนะเลิศประกวดดนตรีไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634395

นักเรียนสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา  คว้ารางวัลชนะเลิศประกวดดนตรีไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สองนักเรียนจากสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สร้างชื่อคว้ารางวัลชะเลิศการประกวดดนตรีไทย จากการแข่งขันทักษะวิชาชีพ ทักษะพื้นฐาน และหลักสูตรระยะสั้น“ระดับภาคตะวันออก” ประจำปีการศึกษา 2564

เมื่อเร็วๆ นี้ นายณัชกฤช รุ่งโรจน์ นักเรียนสาขาวิชาการสร้างเครื่องดนตรีไทย ชั้นปีที่ 3 สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา คว้ารางวัลชนะเลิศ ระดับเหรียญทอง“การประกวดดนตรีไทยประเภทเดี่ยว ระนาดเอก(ไม้แข็ง)” และ นายสรชา ธีระกุลพิศุทธิ์ นักเรียนสาขาวิชาการสร้างเครื่องดนตรีไทย ชั้นปีที่ 3 สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา คว้ารางวัลชนะเลิศ ระดับเหรียญทอง“การประกวดดนตรีไทยประเภทเดี่ยว (จะเข้)” จากการแข่งขันทักษะวิชาชีพ ทักษะพื้นฐาน และหลักสูตรระยะสั้น“ระดับภาคตะวันออก” ประจำปีการศึกษา 2564ในงานประชุมวิชาการองค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย อาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา