สพฐ.วางระเบียบเข้มกันทุจริตสอบครูผู้ช่วย ชี้หากพบทุจริต หมดสิทธิสอบเข้ารับราชการทุกตำแหน่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633380

สพฐ.วางระเบียบเข้มกันทุจริตสอบครูผู้ช่วย ชี้หากพบทุจริต หมดสิทธิสอบเข้ารับราชการทุกตำแหน่ง

วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 20.09 น.

สพฐ.วางระเบียบเข้มกันทุจริตสอบครูผู้ช่วย ชี้หากพบทุจริต หมดสิทธิสอบเข้ารับราชการทุกตำแหน่ง 

4 ก.พ.2565 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ นี้ จะมีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยทั่วไป สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปี 2564  โดยมีผู้สมัครกว่า 1.7 แสนราย  และมีตำแหน่งรองรับกว่า 6,000 คนนั้น สพฐ.ได้ถอดบทเรียนจากปีที่ผ่านมา และออกแบบป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตในการสอบแข่งขัน ดังนี้ ในสนามสอบจะมีเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ มีกระบวนการคัดกรองที่เคร่งครัด เช่น การตรวจร่างกาย ไม่ให้นำอุปกรณ์ต่าง ๆเข้าห้องสอบ  และในห้องสอบจะมีดินสอ ยางลบเตรียมไว้ให้ด้วย ส่วนการจัดห้องสอบได้จัดคนเข้าห้องสอบโดยเรียงตามตัวอักษร ไม่ได้เรียงตามลำดับเลขที่นั่งสอบ เพื่อป้องกันการลอกข้อสอบระหว่างกัน 

“กรณีหากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ในระเบียบได้กำหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว คือบุคคลนั้นจะหมดสิทธิสอบเข้ารับราชการทุกตำแหน่ง ทุกสังกัด” นายอัมพร  กล่าว 

‘ม.จ.เฉลิมศึก’เสด็จเปิดโครงการแข่งขันตอบปัญหาประวัติศาสตร์ ชิงถ้วยพระราชทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633376

'ม.จ.เฉลิมศึก'เสด็จเปิดโครงการแข่งขันตอบปัญหาประวัติศาสตร์ ชิงถ้วยพระราชทาน

วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.53 น.

มจ.เฉลิมศึก เสด็จเปิดโครงการแข่งขันตอบปัญหาประวัติศาสตร์-การเรียนรู้มหาธีรราชปรัชญาผ่านการผลิตหนังสั้น ชิงถ้วยพระราชทาน

4 กุมภาพันธ์ 2565 พลเอก หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันการศึกษาในรัชกาลที่ 6 และสมเด็จฯ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ เสด็จเป็นประธานพิธีเปิดโครงการแข่งขันตอบปัญหาประวัติศาสตร์ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโครงการเรียนรู้มหาธีรราชปรัชญา ผ่านกระบวนการผลิตภาพยนตร์สั้น ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ห้องศรีอยุธยา หอวชิราวุธานุสรณ์ หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานร่วมพิธีเปิดโครงการฯ และมี ผศ.ระวี จูฑศฤงค์ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันการศึกษาในรัชกาลที่ 6 และสมเด็จฯ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิบีเจซี บิ๊กซี  นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเข้าร่วมในพิธี 

การนี้ พลเอก หม่อมเจ้าเฉลิมศึก ยุคล ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันการศึกษาในรัชกาลที่ 6 และสมเด็จฯ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ ทรงกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ สำหรับทั้งสองโครงการในครั้งนี้ คือ โครงการแข่งขันตอบปัญหาประวัติศาสตร์ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโครงการเรียนรู้มหาธีรราชปรัชญา ผ่านกระบวนการผลิตภาพยนตร์สั้น ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ ที่ร่วมรับเป็นที่ปรึกษาโครงการ และสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิฯ และขอขอบคุณมูลนิธิบีเจซี บิ๊กซี ที่สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการทั้งสองโครงการนี้ เพื่อให้การสืบสาน รักษา ต่อยอดและร่วมสนองพระราชดำริทางการศึกษาและสร้างคุณลักษณะนักเรียน นักศึกษา เพื่อเป็นพลเมืองอันพึงประสงค์มีจิตสำนึกพิทักษ์รักษาเชิดชูสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อีกทั้งปลูกฝังให้ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีจิตอาสา มีคุณธรรมจริยธรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวมตามพระบรมราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี  และเป็นการให้โอกาส การเรียนรู้อันก่อเกิดประโยชน์ต่อเยาวชน ในฐานะทรัพยากรบุคคล ที่จะก้าวไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืนสืบไป 

“การตอบปัญหาประวัติศาสตร์นั้นก่อให้เกิดขบวนการเรียนรู้ ค้นคว้าสิ่งที่ยังอาจจรู้ไม่ลึกซึ้ง เป็นการทดสอบความจำที่ได้เรียนรู้มาแล้วได้นำมาใช้เป็นประโยชน์ ซึ่งก็เป็นพื้นฐานของการเรียนการศึกษาที่จะก้าวต่อไปในระดับที่สูงสำหรับนักเรียนนักศึกษาในอนาคต ส่วนการผลิตภาพยนต์สั้นนั้น จริงๆแล้วอาจจะคิดว่าเป็นการนำสื่อสมัยใหม่มาใช้ในยุคคนี้ แต่แท้ที่จริงการภาพยนต์ของไทยนั้นได้รุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้ว เพียงแต่ปัจจุบันเทคนิคได้เปลี่ยนไป เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตก็เปลี่ยนไปอำนวยความสะดวกได้มากขึ้น ผลิตเทคนิคได้ดียิ่งขึ้น คณะนักเรียนของโรงเรียนใด หรือสถานศึกษาใดก็ตามที่ได้เข้าร่วมผลิตภาพยนต์สั้นเพื่อแข่งขัน ก็จะเกิดการเรียนรู้เป็นหมู่คณะ เพราะการผลิตภาพยนต์สั้นหรือยาวนั้นไม่สามารถจะจัดทำได้ด้วยคนคนเดียว จึงเป็นอีกขบวนการหนึ่งที่จะเรียนรู้ในทางศิลปศาสตร์ ทางเทคนิคสำหรับผู้ที่รักงานทางด้านนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นักเรียน นักศึกษาทุกคน ที่ได้ร่วมโครงการนี้จะได้รับประโยชน์ ถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่สามารถชิงถ้วยพระราชทานได้ จะมีเพียงคนเดียวหรือคณะเดียวที่จะได้รับ แต่คนที่มาเข้าร่วมก็จะได้รับประโยชน์ถ้วนหน้ากัน จึงขออวยพรให้ประสบความสำเร็จในครั้งนี้” 

ด้าน น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ในนามของ ศธ. ขอชื่นชมมูลนิธิสถาบันการศึกษาฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกิจกรรมทั้ง 2 โครงการฯ ซึ่งเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และการเรียนรู้ด้านผลิตภาพยนต์สั้นเพื่อเสริมสร้างเยาวชนของชาติให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เป็นพลเมืองดีของสังคม ประวัติศาสตร์ นับเป็นวิชาสำคัญ เป็นศาสตร์ซึ่งมีวิธีวิทยา ยังให้สามารถวิเคราะห์วิจารณ์เหตุการณ์ในอดีต โดยใช้วิจารณฐาณ ก่อให้เกิดความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ผ่านบริบททางสังคมที่ผันแปรไปตามยุคสมัยอยู่เสมอ ส่วนนิเทศศาสตร์ และบรรดาศิลปวิทยาเป็นศาสตร์ที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจผู้คนให้เป็นไปในทางทีดีงาม 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า การจัดกิจกรรมแข่งขัน และประกวดโดยอาศัยศาสตร์และศิลป์ดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระดำริของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวิดี กับทั้งสนองพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้โดยตรง 

“การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ถือเป็นนโยบายหลัก ศธ. เพราะ ศธ.ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ และศธ.พร้อมที่จะสนับสนุน ซึ่งในโครงการแรกของมูลนิธิสถาบันการศึกษาฯ  มีสถานศึกษาเครือข่าย 21 แห่ง ทั้งนี้ ศธ.จะนำมาขยายผลให้โรงเรียนอีก 200 กว่าแห่ง เพื่อขยายผลการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ให้เด็กได้เข้าถึงประวัติศาสตร์ด้วยความสนุก เกิดการคิดวิเคราะ รู้ที่มา รู้ตัวตน ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ”  น.ส.ตรีนุช กล่าว
 

การศึกษา รมว.อว.ตรวจเยี่ยม ‘เพาะช่าง’ พร้อมมอบนโยบาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633375

การศึกษา รมว.อว.ตรวจเยี่ยม 'เพาะช่าง' พร้อมมอบนโยบาย

วันศุกร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 19.46 น.

รมว.อว. ตรวจเยี่ยม “เพาะช่าง” พร้อมมอบนโยบาย  ชม “อัตลักษณ์เพาะช่าง อัตลักษณ์ไทย” บอกเล่าเรื่องราวความเป็นเพาะช่าง

4 ก.พ.65 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รมว.อว. พร้อมคณะ เข้าตรวจเยี่ยมวิทยาลัยเพาะช่างและชมนิทรรศการ “อัตลักษณ์เพาะช่าง อัตลักษณ์ไทย” ที่บอกเล่าถึงรากเหง้า ความเข้มแข็งและศักยภาพของวิทยาลัยเพาะช่างในสถานะการเป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านศิลปะและวัฒนธรรมของไทย โดยมี ผศ.บรรลุ วิริยาภรณ์ประภาส ผู้อำนวยการวิทยาลัยเพาะช่างนำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักศึกษาให้การต้อนรับ ณ วิทยาลัยเพาะช่าง

รมว.อว. กล่าวว่า อว. ได้ตระหนักว่าประเทศไทยมีข้อได้เปรียบ เพราะมีดีเอ็นเอเดิมที่เป็นชาติทางด้านศิลปิน การร้อง การรำ และดนตรีสูงมาก ต้องขอชมเชยทางวิทยาลัยเพาะช่าง เรื่อง การสร้างเกียรติภูมิของชาติ ศิลปิน ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และผู้ที่มีอัตลักษณ์แบบไทย ได้รับการยอมรับให้สมกับความสามารถ และศักยภาพที่มี หนทางที่จะตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่เฉพาะทางในด้านศิลปะ สุนทรียะ และอารย เป็นสิ่งน่าสนใจมาก ทาง อว. พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ 

“ขอให้คณะทำงานมีกำลังใจ เพราะการจะเกิดอะไรใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย จากนี้ไปต้องเปลี่ยน Mindset ให้เป็นผู้บุกเบิกทำให้ศิลปะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเจริญของชาติ โดยเฉพาะศิลปะ สุนทรียะ และอารยที่มีพื้นฐานแบบไทย สิ่งนี้จะเป็นการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งขอให้ทำอย่างเต็มที่ ทำอย่างรวดเร็ว ซึ่งทาง อว. ก็จะทำอย่างเต็มที่เช่นกัน” รมว.อว. กล่าว 

ด้าน ผศ.บรรลุ เผยว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการศึกษาด้านศิลปะและวัฒนธรรม โดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ ของวิทยาลัยเพาะช่างและมีผลงานเป็นที่ยอมรับในเชิงประจักษ์ของสังคมทั้งจากส่วนของคณาจารย์ ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน วิทยาลัยเพาะช่างทราบถึงแนวนโยบายที่สำคัญของกระทรวง อว. คือ อว. จะเป็นกลไกหลักที่จะขยับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ในปี 2580 เป็นกำลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนนำพาประเทศและสังคมเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดย อว. มีแผนเดินด้วย 2 ขา คือ ขาของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและขาด้านเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อยกมูลค่า คุณค่า ราคาของประเทศไทยให้สูงขึ้นด้วยการใช้อารยธรรมไทย 

สำหรับวิทยาลัยเพาะช่างนั้น มีปรัชญาว่า ความเจริญในศิลปวิชาการช่างเป็นเครื่องวัดความเจริญชาติ ตามกระแสพระราชดำรัสรัชกาลที่ 6 ในวันเปิดโรงเรียนเพาะช่าง พ.ศ.2456 มีปณิธาน คือ มุ่งมั่นสร้างสรรค์และทำนุบำรุงศิลปะการช่างของไทยให้เป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของชาติ มีวิสัยทัศน์ คือ ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสาน บำรุง สร้างสรรค์ศิลปะการช่างของไทย โดยมีพันธกิจ เป็นสถาบันหลักในการสร้างบุคลากรด้านศิลปวิชาการช่างไทย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ขับเคลื่อนประเทศชาติด้วยงาน ฟื้นฟู อนุรักษ์ สืบสาน วิจัย พัฒนา สร้างสรรค์ สนับสนุน เผยแพร่ศิลปะและวัฒนธรรม โดยทำหน้าที่

1. เป็นศูนย์บริหารจัดการองค์ความรู้ ด้านศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะชน ทั้งในด้านความรู้และผลงานสร้างสรรค์วิชาการงานศิลป์

2.ถ่ายทอดองค์ความรู้ศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อสืบสานดำรงความเป็นไทยและต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ศิลป์ และ

3. สร้างงาน สร้างสรรค์วิชาการงานศิลป์ งานวิจัย และนวัตกรรมทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม ที่ตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศ  ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. และยุทธศาสตร์ชาติ

แม้ในวันนี้เพาะช่างจะยังไม่สามารถดำเนินการตามวิสัยทัศน์ พันธกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ แต่วิทยาลัยเพาะช่างมีความเชื่อมั่น มีความหวัง ว่าหากได้รับการสนับสนุนผลักดันอย่างเต็มที่ วิทยาลัยเพาะช่างก็มั่นใจและพร้อมที่จะเป็นกำลังหลักสำคัญหนึ่งของกระทรวง อว. และของประเทศชาติ ที่จะใช้ศักยภาพ ความเชี่ยวชาญที่มีอยู่อย่างเต็มกำลังทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม สนับสนุนส่งเสริมอารยธรรมไทยให้เป็นอาวุธสำคัญที่สามารถสร้างชื่อเสียง สร้างการยอมรับ เป็นขาที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนนำพาประเทศสู่จุดมุ่งหมาย ให้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากลต่อไป
 

บอร์ด กพฐ.เร่งขยายผลครู HCEC 1.5 แสนคน จัดการเรียนแบบแอคทีฟเลินนิ่งพัฒนาผู้เรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/633044

บอร์ด กพฐ.เร่งขยายผลครู HCEC 1.5 แสนคน จัดการเรียนแบบแอคทีฟเลินนิ่งพัฒนาผู้เรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 16.20 น.

บอร์ด กพฐ.เร่งขยายผลครู HCEC 1.5 แสนคน จัดการเรียนแบบแอคทีฟเลินนิ่งพัฒนาผู้เรียน

3 กุมภาพันธ์ 2565 ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กพฐ. ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องเพื่อทราบการพัฒนาครูโดยใช้ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (HCEC) เป็นฐาน การด้านการพัฒนาครูให้มีสมรรถนะทางด้านภาษา ด้านดิจิทัล การพัฒนาครูตามสมรรถนะและมาตรฐานวิชาชีพ พัฒนาครูให้มีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ซึ่งขณะนี้ สพฐ. ได้อบรมพัฒนาครูกับโครงการ HCEC ไปแล้ว ประมาณ  150,000 คน ที่ประชุมจึงได้มอบให้ สพฐ.เร่งขยายผลครูที่ผ่านการฝึกอบรมได้นำทักษะสมรรถนะการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ไปสู่ในชั้นเรียนในการพัฒนาผู้เรียนต่อไป

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าของร่างกรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. …(หลักสูตรฐานสมรรถนะ) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)นำเสนอ โดยที่ประชุมมีความเห็นพ้องกันว่าหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 มีการใช้มานานพอสมควรแล้ว และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จึงเห็นควรว่าต้องมีการปรับปรุงหลักสูตร และการมุ่งเน้นเรื่องของสมรรถนะก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม ส่วนของการนำไปใช้ในทันทีอาจจะยังไม่พร้อม เนื่องจากตอนนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองใช้ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งโรงเรียนในพื้นที่นวัตกรรมฯสามารถนำไปใช้ได้ทันที เพราะมีกฎหมายรองรับให้นำไปใช้ได้ โดยพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่มีโรงเรียนทั้งสิ้น 467 โรง แต่สมัครมาขอทดลองใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในช่วงแรก จำนวน  224 โรง 

ประธาน กพฐ. กล่าวต่อว่า สพฐ.ได้นำเสนอความคืบหน้าหลักสูตรฐานสมรรถนะ ว่า ณ วันนี้ยังเป็นร่างหลักสูตรและยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองใช้ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งที่ประชุมมีการอภิปราย ตั้งข้อสังเกต และให้คำแนะนำ โดยกรรมการเห็นว่าเรื่องการจัดการเรียนการสอนที่เน้นสมรรถนะเป็นเรื่องที่เหมาะสมกับยุคสมัย ซึ่งโรงเรียนที่อยู่นอกพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา หากโรงเรียนมีความพร้อมก็ควรเปิดโอกาสให้ใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะได้ด้วย จึงมอบให้ สพฐ.ไปจัดทำแผนรองรับมาเสนอที่ประชุมในครั้งต่อไป

“นอกจากนี้ที่ประชุมได้ตั้งขอสังเกตถึงการนำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้ในปี 2565 แต่ยังติดเรื่องข้อกฎหมายและขั้นตอนต่าง ๆจึงอาจจะไม่ทันใช้ช่วงเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคม ปีการศึกษา 2565 แต่หลักสูตรปัจจุบันที่ใช้อยู่ก็สามารถเน้นสมรรถนะได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับครูผู้สอน จึงอยากให้ สพฐ.นำครูที่ผ่านการอบรมโครงการ HCEC แล้ว ได้จัดการเรียนการสอนที่เน้นสมรรถนะ วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก เนื้อหาวิชาสามารถหาได้ทั่วไป โครงสร้างหลักสูตรเป็นเพียงแนวทาง แต่หัวใจสำคัญคือครูผู้สอน ซึ่ง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ให้เน้นเรื่อง Active Learning ดังนั้นทำอย่างไรจะเกิดขึ้นได้จริง การเรียนไม่ใช่ครูป้อนให้หมด ต้องสอนให้เด็กฝึกหาความรู้เองครูต้องสอนนักเรียนทำให้ได้และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์” ศ.ดร.บัณฑิต กล่าว

ด้าน ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าหลักสูตรในอนาคตหนีเรื่องฐานสมรรถนะไม่ได้ เพราะมีความจำเป็น แต่หลักสูตรฐานสมรรถนะจะใช้ได้เมื่อไรก็ต้องตอบข้อสังเกต ข้อห่วงใยต่าง ๆให้ได้ก่อน โดยหลักสูตรจะต้องมีความสมบูรณ์ และทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ดังนั้น สพฐ.จะรับทำแผน ว่าจะนำไปใช้ได้เมื่อไร  อย่างไร เพื่อเสนอที่ประชุมครั้งต่อไป

‘ในหลวง’ โปรดเกล้าฯให้ ‘พล.อ.สุรยุทธ์’ เป็นผู้แทนพระองค์วางพวงมาลา วันทหารผ่านศึก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632978

'ในหลวง' โปรดเกล้าฯให้ 'พล.อ.สุรยุทธ์' เป็นผู้แทนพระองค์วางพวงมาลา วันทหารผ่านศึก

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 13.59 น.

“ในหลวง” ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ “พล.อ.สุรยุทธ์” เป็นผู้แทนพระองค์วางพวงมาลา เนื่องในวันทหารผ่านศึก 3 ก.พ. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สดุดีวีรกรรมของทหารหาญ ขณะที่ “ผอ.อผศ.” ทำพิธีจุดตะเกียงโบราณ –พิธีจุดตะเกียงตามประทีปดวงวิญญาณ-สักการะอัฐิห้องจารึกชื่อผู้เสียสละชีพเพื่อชาติ ด้านนายกฯ ฝากคำปราศรัยเชิดชูทหารกล้า ยกย่องวีรกรรม เชิดชูเกียรติ

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 08.30 น. วัที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พล.อ.สัณทัศน์ นันทิภาคย์หิรัญ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (ผอ.อผศ.)  เป็นประธานพิธีจุดตะเกียงโบราณ ประธานพิธีจุดตะเกียงตามประทีปดวงวิญญาณ และสักการะอัฐิ ณ ห้องจารึกชื่อผู้เสียสละชีพเพื่อชาติ ภายในอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เนื่องในวันทหารผ่านศึก ประจำปี 2565  ก่อนดำเนินการพิธีวางพวงมาลาของหน่วยงานราชการต่างๆ สมาคม ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย ตลอดจนทหารผ่านศึกทุกสมรภูมิ ในเวลา 09.30 น. เพื่อสดุดีวีรกรรมและระลึกถึงวีรกรรมความกล้าหาญ ความเสียสละของทหารผ่านศึกที่ได้สละเลือดเนื้อแม้ชีวิตเพื่อบ้านเมือง สำหรับพิธีดังกล่าวได้มีการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมพิธี ซึ่งทุกคนต้องนำหลักฐานมาแสดง ประกอบด้วย ประวัติการฉีดวัคซีนมาแล้ว 2 เข็ม และผ่านการตรวจ ATK มาแล้วไม่เกิน 24 ชั่วโมง หรือ ผ่านการตรวจ RT-PCR มาแล้วไม่เกิน 72 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 

จากนั้นเวลา 11.00 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์วางพวงมาลา เนื่องในวันทหารผ่านศึก ประจำปี 2565 เพื่อระลึกถึงและสดุดีวีรกรรมของทหารผ่านศึกในวันที่ 3 ก.พ. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยปีนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มอบหมายให้พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม เป็นตัวแทนร่วมพิธีแทน

ทั้งนี้ภายในงานยังได้เปิดวิดีโอคำปราศรัยของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่ฝากมาถึงพี่น้องทหารผ่านศึกว่า “เนื่องในโอกาสที่วันทหารผ่านศึก ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกวาระหนึ่งในวันที่ 3 ก.พ. ตนขอส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดีมายังพี่น้องทหารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก ทหารนอกประจำการ และเพื่อนทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงของชาติ ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ พี่น้องทหารผ่านศึกที่รัก ท่านคือผู้เสียสละในการปกป้องผืนแผ่นดินไทย ด้วยความกล้าหาญ หลายท่านต้องสูญเสียเลือดเนื้อ และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ได้รับบาดเจ็บพิการทุพพลภาพ ทำให้ประเทศไทยของเราคงความเป็นเอกราชมาได้จนถึงทุกวันนี้ วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของท่านสมควรได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมทั่วไป 

และตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะได้รักษาคุณงามความดี  ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี  เรียนรู้สิ่งใหม่ ก้าวทันเทคโนโลยีด้วยการนำมาพัฒนาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน  น้อมนำแนวพระราชดำริหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี รวมทั้งยึดมั่นต่อสถาบันชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์  เพื่อสร้างความเข้มแข็ง  ความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติของเราสืบไป ขอให้ท่านทั้งหลายได้ดำเนินชีวิตตามแบบวิถีชีวิตใหม่(NEW NORMAL) อย่างเคร่งครัดและไม่ประมาท เพื่อร่วมมือกันนำพาประเทศชาติให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ไปด้วยกัน”   
 

ทปอ.ยันไม่ได้ถูกแฮก-เจาะระบบ ย้ำถือเป็นบทเรียนทุกมหาวิทยาลัยต้องเฝ้าระวัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632972

ทปอ.ยันไม่ได้ถูกแฮก-เจาะระบบ ย้ำถือเป็นบทเรียนทุกมหาวิทยาลัยต้องเฝ้าระวัง

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 13.52 น.

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยกรณีที่ปรากฏข้อมูลข่าวสารการประกาศจำหน่ายข้อมูลในอินเทอร์เน็ต จำนวน 23,000 รายการ ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือ TCAS จากเว็บไซต์ Mytcas.com โดยมีการแสดงข้อมูลตัวอย่าง เช่น ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน  ผลคะแนนตามเกณฑ์การคัดเลือกของสาขาวิชาที่สมัครนั้น ว่า ตนรับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ขณะนี้รอผลการตรวจสอบจากคณะกรรมการทีแคส ว่าข้อมูลที่ถูกอ้างว่าเป็นข้อมูลบุคคลจำนวน 23,000 ราย จากข้อมูลบุคคลทั้งหมดที่มีกว่า 800,000 รายนั้น ถูกแฮก หรือเป็นข้อมูลที่หลุดไปจากระบบของ TCAS  อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ทปอ.หารือเรื่องความมั่งคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ว่าหากข้อมูลของ TCAS หลุดไป แต่ละมหาวิทยาลัยจะป้องกันอย่างไร

“เรื่องนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือน ที่ ทปอ.จะนำไปถอดบทเรียน เพราะเป็นสัญญาณที่บอกว่าทุกมหาวิทยาลัยจะต้องให้ความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อป้องกันข้อมูลส่วนตัวของนิสิต นักศึกษาที่หลุดไป” นายบัณฑิต กล่าว

ด้านนายพีระพงศ์ ตริยเจริญ ผู้จัดการระบบ TCAS กล่าวว่า ข้อมูลที่หลุดไปเป็นข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผลรอบ 3 แอดมิสชั่นส์ เป็นระบบTCAS ได้ดึงข้อมูลผู้สมัครในแต่ละสถาบันออกมา แล้วมหาวิทยาลัยนำข้อมูลเหล่านี้ไปประมวลผลและดำเนินการคัดเลือกว่าผู้สมัครที่สมัครมานั้น ควรจะอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ และนำข้อมูลนี้ส่งกลับมาที่ระบบ TCAS และระบบ TCAS จะทำการเลือกว่าผู้สมัครจะติดคณะ สาขาไหน ดังนั้นข้อมูลที่หลุดไปเป็นข้อมูลที่มหาวิทยาลัยดึงออกไปใช้ในการประมวลผล ไม่ใช่ข้อมูลที่มาจากการเจาะระบบ เพราะถ้าเป็นการเจาะระบบจะได้ข้อมูลส่วนตัวทั้งหมด เช่น ชื่อ นามสกุล อีเมล เบอร์มือถือ 

นายพีระพงศ์  กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล และประวัติการใช้งานระบบ ว่า ข้อมูลหายไปได้อย่างไร เพราะการเก็บข้อมูลนั้น ทปอ. จะเก็บข้อมูลผ่าน Google Cloud ซึ่งอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย การเจาะระบบของ Google นั้น ยากมาก และจากลักษณะข้อมูลที่ใด้ไป ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้มาจากฐานข้อมูล แต่ได้จากไฟล์ที่มหาวิทยาลัยดึงไปใช้ประมวลผล และเมื่อมหาวิทยาลัยดึงข้อมูลไป ข้อมูลจะเข้าไปอยู่ตามเครื่องต่าง ๆของมหาวิทยาลัย

“ส่วนข้อมูลที่หลุดไป เป็นข้อมูลผู้สมัคร TCAS ปีการศึกษา 2564 ซึ่งกระบวนการ TCAS  64 จบไปแล้ว และจะไม่มีผลต่อกระบวนการคัดเลือก TCAS 64 ขณะนี้ ทปอ.อยู่ระหว่างปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ว่าข้อมูลที่หลุดไป มีชื่อ นามสกุล และเลขบัตรประชาชน จะสร้างความเสียหายอย่างไรได้บ้าง แต่โดยปกติที่มีการซื้อขายข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ คือ เบอร์โทร และอีเมล์ อย่างไรก็ตาม สกมช.จะเข้ามาช่วยสอบสวนและดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์อีกทางหนึ่ง  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ทปอ.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการแจ้งความอีกครั้ง และบ่ายวันนี้ คณะกรรมการ TCAS จะมีการหารือเรื่องนี้โดยเฉพาะ”นายพีระพงศ์ กล่าว 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ทปอ.รับข้อมูลผู้สมัคร TCAS64 รั่วไหล 23,000 ราย อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานแจ้งความ

ทปอ.รับข้อมูลผู้สมัคร TCAS64 รั่วไหล 23,000 ราย อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานแจ้งความ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632937

ทปอ.รับข้อมูลผู้สมัคร TCAS64 รั่วไหล 23,000 ราย อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานแจ้งความ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 10.12 น.

วันที่ 3 มกราคม 2565  มีรายงานว่า มีการเผยแพร่ ประกาศที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย เหตุภัยคุกคามทางไซเบอร์ระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS)

ด้วยวันที่ 1 ก.พ. 2565 ปรากฏข้อมูลข่าวสารการประกาศจำหน่ายข้อมูลในอินเตอร์เน็ตจำนวน 23,000 รายการ ถูกกล่าวอ้างว่า เป็นข้อมูลส่วนบุคคลของระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) จากเว็บไซต์ mytcas.com ทั้งนี้ ได้มีการแสดงข้อมูลตัวอย่าง เช่น ชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน ผลคะแนนตามเกณฑ์การคัดเลือกของสาขาวิชาที่สมัคร เป็นต้น ขณะนี้ ทาง ทปอ. ได้ตรวจสอบทั้งหมดในไฟล์ตัวอย่างแล้ว พบว่า เป็นข้อมูลของระบบ TCAS64 ในรอบที่ 3 ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดของผู้สมัคร และเป็นข้อมูลในรูปแบบ CSV ที่เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายของแต่ละสถาบันอุดมศึกษาดึงออกจากระบบเพื่อประมวลผลคัดเลือกของแต่ละสาขาวิชาที่เปิดรับในสถาบันฯ โดยเจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงได้เฉพาะข้อมูลผู้สมัครในรอบ 3 ของสถาบันนั้น ๆ ซึ่งข้อมูลในรอบ 3 ของระบบ TCAS64 มีทั้งหมด 826,250 รายการ แต่ที่ผู้ขายข้อมูลกล่าวอ้างนั้น มี 23,000 รายการ โดยคาดว่าเป็นไฟล์ที่สร้างขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 ที่เจ้าหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาดึงข้อมูลคะแนนไปจัดเรียงลำดับผู้สมัคร(Ranking) ตามเกณฑ์คัดเลือกของแต่ละสาขาวิชา ซึ่งข้อมูลที่นำเสนอขายไม่มีผลการจัดเรียงลำดับ Ranking ของผู้สมัคร

ปัจจุบัน ทปอ. ได้ปิดระบบ TCAS64 ไปแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 และ สำหรับระบบ TCAS65 มีการเปลี่ยนระบบเป็นรูปแบบใหม่ และเว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ในปีนี้ มีการจัดเก็บไฟล์ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวในรูปแบบ Private ที่ไม่สามารถเข้าถึงโดยตรงได้ การที่จะเข้าถึงไฟล์ข้อมูลได้นั้น ผู้ใช้งานระบบต้องได้รับการอนุญาตจากระบบ (presigned URL) ที่มีอายุในเวลาที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งผู้ใช้งานระบบสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ชั่วคราว พร้อมระบบบันทึกการใช้งานอย่างละเอียด 

อย่างไรก็ตาม ทปอ. ขออภัยอย่างสูงสำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง ตลอดจนตระหนักถึงการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในระบบคอมพิวเตอร์ จากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงได้มีการตรวจสอบระบบและกระบวนการทำงานอย่างละเอียด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และแจ้งเหตุไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อรับทราบสถานการณ์ต่อไป

ทปอ. ขอยืนยันว่า ระบบ TCAS65 มีความปลอดภัยในการใช้งาน และ มีการเฝ้าระวังสิ่งผิดปกติ ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) อย่างใกล้ชิด เพื่อให้คงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือในระบบและกระบวนการคัดเลือกต่อไป

ประกาศ ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565

มทร.อีสาน วิจัย ยกระดับสินค้าชุมชน พร้อมเข้าสู่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632801

มทร.อีสาน วิจัย ยกระดับสินค้าชุมชน  พร้อมเข้าสู่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.กนกกาญจน์ วิชาศิลป์ อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเทคโนโลยี สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขต สกลนคร กล่าวถึงที่มางานวิจัยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อเข้าสู่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ว่ามีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนด้านผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ขยายช่องทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ชุมชนไปยังร้านค้าปลีกสมัยใหม่ สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 2 กลุ่ม คือผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน และบริโภค คือ 1.ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนจำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ และกลุ่มของที่ระลึก โดยเลือกจากกลุ่มวิสาหกิจที่มีศักยภาพเข้าสู่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ โดยการสัมภาษณ์และหาข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัด และการสัมภาษณ์เชิงลึก 2.กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ในจังหวัดสกลนคร

ผศ.ดร.กนกกาญจน์กล่าวด้วยว่า จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและมูลค่าตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวเข้าถึงทุกพื้นที่ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผลิตภัณฑ์ชุมชนต้องเข้าถึงผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน จึงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญในการทำการตลาด เพื่อผู้ผลิตจะได้ส่งมอบผลิตภัณฑ์ชุมชนให้กับผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และจะสามารถเพิ่มยอดขายและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดการผลิตอย่างต่อเนื่อง ยอดขายเพิ่มขึ้น มีรายได้ และสามารถยึดการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชนจากภูมิปัญญาเป็นอาชีพได้

สำหรับเกณฑ์ในการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ชุมชนไปจำหน่ายในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ สินค้าจะต้องผ่านกระบวนการผลิต เช่น ผลผลิตทางการเกษตร และอาหารแปรรูป จะต้องได้รับมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา GAP, GMP, HACCP, Qmark, มผช., มอก., มาตรฐานเกษตรอินทรีย์, ฮาลาล และมีบรรจุภัณฑ์ เพื่อการจำหน่ายทั่วไปมาตรฐาน โดยผู้ประกอบการจะต้องมีความเข้มแข็ง และมีศักยภาพ พร้อมที่จะพัฒนาสินค้าร่วมกัน

ส่วนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ จะต้องออกแบบและสร้างบรรจุภัณฑ์ ตราสินค้า และป้ายฉลากสำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อการปกป้องคุ้มครอง การสื่อสารสร้างภาพลักษณ์ให้กับชุมชนให้เกิดความสวยงามและทันสมัย สีสันสวยงาม สะดวกในการจัดวางและเคลื่อนย้าย รวมถึงถูกต้องตามข้อกำหนดของการจัดจำหน่ายในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ เช่นมีการรับรองจาก อย. ส่วนการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ต้องเลือกให้เหมาะสมตามลักษณะผลิตภัณฑ์โดยจะต้องเลือกวัสดุที่เหมาะสม ออกแบบให้เข้ากับรูปแบบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ การขนส่ง การแสดงผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการตลาด การให้รหัสสากลจะช่วยในการจัดการคลังสินค้า การขนส่งและการส่งเสริมการตลาด อีกประการที่สำคัญในการเลือกบรรจุภัณฑ์คือต้องปกป้องคุ้มครองผลิตภัณฑ์ และมีต้นทุนที่เหมาะสมอีกด้วย

ทั้งนี้ผู้วิจัยได้นำผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 กลุ่ม เสนอเข้าจัดจำหน่ายยังร้านค้าปลีกสมัยใหม่ โดยก่อนที่จะดำเนินการติดต่อเข้าร้านค้าปลีกสมัยใหม่นั้น ผู้ประกอบการทุกรายได้ทำการยื่นขอ อย.สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารและยาทุกผลิตภัณฑ์ ที่จะจัดจำหน่ายในโครงการวิจัยนี้ เพื่อให้ถูกต้องตามข้อกำหนดของ อย. และร้านค้าปลีกสมัยใหม่ทั้งชื่อ ภาษา ขนาดอักษร ข้อความที่ใช้ได้ และทำการขอรหัสสากล และการทำฉลากและบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่มีความถูกต้อง ทันสมัย แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับใหม่ และข้อกำหนดของร้านค้าปลีกสมัยใหม่เข้มงวด และมีรายละเอียดมากขึ้น ขณะนี้กลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนทั้ง 3 กลุ่ม อยู่ระหว่างการทำตามข้อกำหนดที่เพิ่มขึ้นเพิ่มเติม และยื่นเอกสารเพื่อขอนำเสนอผลิตภัณฑ์ ซึ่งรอการพิจารณาเอกสาร ความพร้อม การทำความเข้าใจ และการเปิดบัญชีเป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์กับทางร้านค้าปลีกสมัยใหม่ต่อไป

‘ประวิต’เดินหน้าขับเคลื่อนงานคุรุสภา ‘เร่งรัด วางระบบ เพิ่มประสิทธิภาพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632802

‘ประวิต’เดินหน้าขับเคลื่อนงานคุรุสภา ‘เร่งรัด วางระบบ เพิ่มประสิทธิภาพ’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) รักษาการเลขาธิการคุรุสภา ประชุมมอบนโยบายและแนวคิดในการขับเคลื่อนภารกิจของคุรุสภา ให้แก่ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประกอบด้วยที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการสำนัก และผู้อำนวยการกลุ่ม ซึ่งได้มอบหมายให้นำเสนอแผนปฏิบัติการ(Quick win) 3 เดือน ตั้งแต่กุมภาพันธ์-เมษายน 2565 เพื่อให้เห็นว่าในรอบ3 เดือน จะต้องทำอะไรบ้าง โดยตนจะใช้ศักยภาพเดินหน้าคุรุสภาให้ได้

รศ.ดร.ประวิตกล่าวต่อว่า ตนมีนโยบายการขับเคลื่อนงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 3 ระดับ คือ 1.เร่งรัด 2.วางระบบ และ 3.เพิ่มประสิทธิภาพ โดยเรื่องที่ต้องเร่งรัด ได้แก่ การจัดทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ประจำปี พ.ศ.2565 หรือการสอบเพื่อรับใบอนุญาตฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18-19 ก.พ.นี้, การดำเนินการเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพ, การดำเนินการในเรื่องต่างๆ ที่คณะกรรมการคุรุสภา และคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) มีมติแล้ว และการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติราชการ สำหรับเรื่องที่ต้องวางระบบ ได้แก่ ระบบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และการรับรองปริญญา ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพ ได้แก่ เพิ่มประสิทธิภาพการประชุมคณะกรรมการคณะต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการองค์กร การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการและงานบริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารภายในองค์กร และการสื่อสารสาธารณะ

รศ.ดร.ประวิตกล่าวด้วยว่า นอกจากตนดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ก.ค.ศ. และมารักษาการเลขาธิการคุรุสภา ก็จะมีการบูรณาการระบบพัฒนาวิชาชีพครูในบทบาทคุรุสภาให้มีจุดเชื่อมโยงกับภารกิจของสำนักงาน ก.ค.ศ. อาทิ ระบบการคัดเลือกครูใหม่, ระบบพัฒนาการเข้าสู่วิชาชีพสำหรับครูใหม่, ระบบสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพของครูใหม่, ระบบการพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพครู, ระบบการพัฒนาวิชาชีพ, ระบบการสนับสนุนการพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาชีพ และระบบการเข้าสู่วิทยฐานะ เป็นต้น ทั้งนี้ ในการปฏิบัติงาน ขอให้มองตนว่าไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา หรือเป็นหัวหน้า แต่ขอให้ทุกคนเป็นผู้นำด้วยกัน

สมศ.ประเมินสถานศึกษา 1.8 หมื่นแห่ง เพิ่มทักษะผู้ประเมินเดิม รับเพิ่มกว่า400คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632799

วันพฤหัสบดี ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา กล่าวว่าการประเมินคุณภาพภายนอกประจำปี 2565 สมศ. ยังคงใช้วิธีการประเมินรูปแบบออนไลน์ทั้ง 2 ระยะ ทั้งการประเมินระยะที่ 1 การประเมินผลและวิเคราะห์รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) และการประเมินระยะที่ 2 การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหรือการตรวจสอบหลักฐานและข้อมูลของสถานศึกษาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยขณะนี้ สมศ.มีความพร้อมในการเริ่มประเมินภายนอกไม่ว่าจะเป็นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการประเมินทั้ง 2 ระยะ ตลอดจนการจัดเก็บและวิเคราะห์ไฟล์ดิจิทัล พร้อมทั้งระบบที่สามารถเรียกดูเอกสารต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงยังได้จัดทำสื่อเพื่อให้ความรู้สำหรับสถานศึกษาที่มีความประสงค์เข้ารับการประเมินคุณภาพภายนอก ตลอดจนเตรียมยกระดับคุณภาพผู้ประเมินเพื่อให้เป็นทั้งผู้ให้ข้อเสนอแนะจากการประเมิน และการส่งเสริมการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปใช้

ดร.นันทากล่าวต่อว่า ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประเมินภายนอกมีบทบาทที่เพิ่มขึ้นตามเป้าหมายดังกล่าว รวมถึงเพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการประเมินทั้งในระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมศ. จึงได้เตรียมความพร้อมให้กับผู้ประเมินฯ ทั้งในเรื่องการอบรมจากหน่วยงาน หรือสถาบันที่มีชื่อเสียงที่เป็นที่ยอมรับ การทดสอบความรู้ ความเข้าใจ เพื่อการปฏิบัติงานจริงมีความชำนาญและแก้สถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที โดยทักษะที่ผู้ประเมินจะได้รับการอบรมพัฒนา ได้แก่ ทักษะการสื่อสาร โดยได้เพิ่มทักษะทางภาษาที่ใช้ในการสื่อสารที่สามารถเข้าใจได้ง่าย สามารถชี้ทิศทาง เป้าหมาย และขั้นตอนการประเมินต่างๆได้อย่างชัดเจน เพื่อให้สถานศึกษาเข้าใจในเรื่องที่ผู้ประเมินต้องการจะสื่อสาร รู้สึกว่าผู้ประเมินนั้นเป็น “กัลยาณมิตร” พร้อมที่จะเปิดใจรับคำแนะนำต่างๆ ไปใช้ในด้านการจัดการเรียนการสอน, ทักษะการใช้เทคโนโลยี เนื่องจากการประเมินที่ต้องใช้ระบบออนไลน์ทั้งหมด จึงได้เพิ่มทักษะความรู้และการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ โมบายล์แอปพลิเคชั่น รวมถึงโปรแกรมที่ใช้ในการประเมินในระยะที่ 1 และระยะที่ 2ตลอดจนระบบเพื่อใช้ในการสืบค้นข้อมูล ซึ่งจะทำให้ขั้นตอนต่างๆ ในการประเมินให้มีความรวดเร็ว พร้อมทั้งสามารถหยิบยกตัวอย่างสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จ (Success Case) ไปเสนอแนะให้กับสถานศึกษาที่ขอรับการประเมินได้แบบเรียลไทม์ และทักษะการให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งเป็นทักษะที่ต่อเนื่องจากทักษะด้านการสื่อสาร และจำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างเข้มข้น เนื่องจากผู้ประเมินทุกคนต้องสามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษานั้นๆ เพื่อให้สถานศึกษาสามารถนำข้อเสนอแนะมาปรับใช้ได้อย่างตรงจุด ซึ่งทักษะดังกล่าวเป็นการสร้างสัมพันธภาพระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการประเมินที่มีความเป็น “กัลยาณมิตร” อีกด้วย

“นอกจากจะพัฒนาทักษะของผู้ประเมินแล้ว สมศ. ยังได้เปิดรับสมัครผู้เข้ารับการอบรมและคัดเลือกเพื่อรับรองเป็นผู้ประเมินภายนอกการศึกษาปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ แบ่งเป็นระดับการศึกษาปฐมวัย 120 คน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 303 คน โดยจะเปิดรับผู้ที่อาศัยอยู่ในกลุ่มพื้นที่ของจังหวัดที่ไม่มีหรือขาดแคลนผู้ประเมินภายนอก เนื่องจาก ผู้ประเมินจะมีความเข้าใจในบริบทของสถานศึกษา รู้ปัญหาและทราบแนวทางการแก้ได้ตรงจุด อีกทั้งหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ผู้ประเมินก็สามารถเดินทางลงพื้นที่ได้อย่างสะดวก ทั้งนี้ ผู้ที่มีคุณสมบัติและสนใจเข้ารับการอบรมและคัดเลือกเป็นผู้ประเมิน สามารถสมัครผ่านทาง https://aqa2.onesqa.or.th/ (สมัครผู้ประเมิน) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมทาง www.onesqa.or.th (ประกาศ) เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565”

ดร.นันทา กล่าวทิ้งท้ายว่าสำหรับเป้าหมายในการประเมินภายนอกประจำปี 2565 ยังคงวางจำนวนสถานศึกษาให้เข้ารับการประเมิน ทั้งสิ้นที่ 18,050 แห่ง โดยแบ่งออกเป็นศูนย์พัฒนาเด็ก 6,376 แห่ง ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 10,468 แห่ง การศึกษาขั้นพื้นฐานประเภทวัตถุประสงค์พิเศษ 326 แห่ง การศึกษาขั้นพื้นฐานกลุ่มโรงเรียนนานาชาติ 50 แห่ง การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย 360 แห่ง ด้านการอาชีวศึกษา 440 แห่ง และระดับอุดมศึกษา 30 แห่ง อีกทั้งยังมีเป้าหมายที่จะสะท้อนผลการประเมินต่างๆ เพื่อให้สถานศึกษาก้าวทันกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง ยกระดับมาตรฐานของผู้สอนที่สามารถจัดการเรียนการสอนได้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ก้าวไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการช่วยดึงจุดแข็งของสถานศึกษาเพื่อให้เป็นที่ยอมรับกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย