‘เทศกาลข้าวใหม่2565’ ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์-อนุรักษ์วิถีพื้นบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629482

‘เทศกาลข้าวใหม่2565’  ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์-อนุรักษ์วิถีพื้นบ้าน

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนฯ ร่วมกับโครงการสวนผักคนเมือง และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงาน “เทศกาลข้าวใหม่” ประจำปี 2565 ตอน “จากต้นทางหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ถึงข้าวใหม่กรุ่นกลิ่นในจาน” ระหว่างวันที่ 15-16 ม.ค. 2565 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อสื่อสารถึงความสำคัญของข้าวและชาวนา โดยเฉพาะข้าวพื้นบ้านของไทยที่เพาะปลูกตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีความหลากหลายทั้งในมิติของพันธุกรรม โภชนาการ และรสชาติ ซึ่งนับวันจะหล่นหายไปจากโต๊ะอาหารของคนไทย

นางสุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) กล่าวว่า เทศกาลข้าวใหม่ครั้งนี้ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของผู้ผลิตอย่าง ชาวนารายย่อย ที่ยังคงรักษาวิถีการผลิตแบบปลอดสารเคมี รวมถึงมิติเชิงวัฒนธรรมในการผลิตที่ละเอียดอ่อนและแตกต่างหลากหลายตามแต่ละภูมินิเวศ ด้วยการสื่อสารเรื่องราวของชาวนาและรายละเอียดทางวัฒนธรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในท้องนา ผ่านรูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการ และกิจกรรมต่างๆ อาทิ กิจกรรมชิมข้าวพื้นบ้านกว่า 50 สายพันธุ์ซึ่งคัดสรรโดยชาวนาอินทรีย์ทั่วประเทศไทย

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนการจัดกิจกรรมเทศกาลข้าวใหม่ ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมความหลากหลายทางทรัพยากรอาหาร และสืบสานวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความเข้มแข็งของระบบอาหารชุมชนสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนของสังคมไทย กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นการสานเสริมพลังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบอาหาร ตั้งแต่การผลิต การกระจาย และการบริโภค ด้วยการแลกเปลี่ยนแนวคิด องค์ความรู้ และสื่อสารสร้างความรอบรู้ในวิถีการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

ซึ่ง สสส. มุ่งเน้นการจัดการเชิงระบบเพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตสู่เกษตรกรรมยั่งยืน สนับสนุนการอนุรักษ์และฟื้นฟูฐานทรัพยากรอาหาร วัฒนธรรมอาหาร และกลไกเฝ้าระวังความปลอดภัยของอาหารอย่างมีส่วนร่วม สร้างระบบการเชื่อมโยงอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้เกิดการเข้าถึงอย่างเพียงพอสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบาง ส่งเสริมองค์ความรู้ นวัตกรรม และสื่อสารสร้างความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะ

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม “ล้อมวงกินข้าว เล่าเรื่องในนา” ซึ่งเชิญนักวิชาการ นักเขียน เชฟ ชาวนา มาพูดคุยถึงประเด็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการผลิตข้าวไทยอย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอเมนูอาหารพื้นถิ่นจากกลุ่มพี่น้องเกษตรกรอินทรีย์ 4 ภาค อาทิ แกงส้มมันขี้หนู ต้มยำปลาช่อนโบราณ ปลากระโทงแดดเดียว น้ำพริกปลาสด และผักพื้นบ้านนานาชนิดส่งตรงจากสวนทั่วไทย

นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อป อาทิ เวิร์กช็อปทำขนมจีนเส้นสดจากแป้งข้าวพื้นบ้าน และเวิร์กช็อปการปรุงเมนูง่ายๆ จากข้าวพื้นบ้าน เพื่อนำเสนอไอเดียการใช้ข้าวพื้นบ้านในการปรุงอาหารได้อย่างอร่อยและหลากหลายมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีตลาดข้าวพื้นบ้านซึ่งพี่น้องเกษตรกรจากทั่วประเทศนำข้าวพื้นถิ่นเก็บเกี่ยวใหม่ๆ มาออกร้าน ทั้งยังมีสินค้าเกษตรอินทรีย์นานาชนิดมาตั้งแผงให้จับจ่ายกันภายในงาน

ครม.เห็นชอบแผนการเงินกสศ. 7,590 ล้าน เน้นพัฒนาครู-รร.พื้นที่ห่างไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629481

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนการใช้เงินของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ประจำปีงบประมาณ 2566 ในกรอบวงเงินงบประมาณจำนวน 7,590.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2565 จำนวน 1,938.05 ล้านบาทเพื่อกสศ.จะได้จัดทำรายละเอียดคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 เสนอสำนักงบประมาณพิจารณาต่อไป

นพ.สุภกร บัวสาย รักษาการผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2564 คณะกรรมการบริหาร กสศ. มีมติเห็นชอบแผนการใช้เงินของ กสศ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ในกรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 7,590.34 ล้านบาท และให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ท่ามกลางปัจจัยสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทยอย่างรุนแรง เนื่องจากการว่างงานถาวรและการว่างงานชั่วคราวของผู้ปกครอง ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของครอบครัวเด็กและเยาวชนกลุ่มยากจนพิเศษ ลดลงเหลือ 1,094 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับ 1,159 บาทต่อเดือน ช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 จนเกิดปรากฏการณ์ยากจนเฉียบพลัน ส่งผลให้นักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยในภาคเรียนที่ 1/2564 มีจำนวนถึง 1,244,591 คน สูงสุดนับแต่ปีการศึกษา 2561 หรือเพิ่มขึ้น 250,163 คน หรือร้อยละ 20 เทียบกับภาคเรียนที่ 1/2563 ที่ยังไม่มีการระบาดของโควิด-19

นพ.สุภกร กล่าวว่า สำหรับแผนการใช้เงินที่ครม.เห็นชอบดังกล่าว ประกอบด้วย 9 แผนงานภายใต้กรอบวงเงินจำนวน 7,590,344,800 บาท เป็นการให้ทุนการศึกษาในระดับที่สูงกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานในสายครู สายอาชีพ รวมถึงด้านสาธารณสุขที่ขาดแคลนเช่น หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล หลักสูตรผู้ช่วยทันตแพทย์ นอกจากนี้ยังเป็นงบประมาณในส่วนของการยกระดับคุณภาพครูและโรงเรียนในพื้นที่

นพ.สุภกร กล่าวว่า โจทย์ความเหลื่อมล้ำมีปมผูกกับปัญหาเศรษฐกิจและสังคมสะสมมายาวนาน เมื่อมีผลกระทบจากโควิด-19 เข้ามาซ้ำเติม ยิ่งทำให้ปัญหาขยายกว้างมากขึ้นในปีงบประมาณ 2566 คณะกรรมการบริหารกสศ. จึงเน้นการทำงานเพื่อเกิดผลผลิตสำคัญใน 3 กลุ่ม ได้แก่ ช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนพิเศษโดยตรง ด้วยทุนเสมอภาค รวมจำนวน 1,342,256 คน ในอัตรา 3,000 บาท/คน/ปีการศึกษา ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมาก แต่มุ่งหวังเพื่อบรรเทาปัญหาให้กับครอบครัวยากลำบากร้อยละ 15 ล่างสุดของประเทศ แม้มีมาตรการเรียนฟรี 15 ปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและค่าครองชีพที่สูงขึ้น จนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยในปีงบประมาณ 2566 กสศ.ได้ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมกลุ่มนักเรียนอนุบาล และ ม.ปลายที่เข้าเกณฑ์ยากจนและยากจนพิเศษมากกว่า 240,000 คน นอกจากนี้ยังช่วยเหลือสนับสนุนให้ศึกษาต่อในระดับชั้นที่สูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 8,983 คน ขณะที่เยาวชน และแรงงานที่อยู่นอกระบบการศึกษาได้รับการช่วยเหลือตามความจำเป็นหรือสนับสนุนให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและได้รับการพัฒนาทักษะวิชาชีพที่เหมาะสม จำนวน 25,000 คน 2)สนับสนุนการปฏิรูประบบการศึกษา ผ่านการพัฒนาคุณภาพครูและหน่วยจัดการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบการศึกษา ครอบคลุมครูหรือนักศึกษาครูจำนวน 23,983 คน และโรงเรียน 750 แห่ง และ 3) แก้ไขบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ฟื้นฟูสภาวะถดถอยของกลุ่มเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนทุนเสมอภาค กลุ่มรอยต่อ ใน 4 ระดับชั้น อนุบาล 3ป.6 ม.1 และ ม.6 และสร้างต้นแบบหน่วยจัดการเรียนรู้สำหรับเยาวชนนอกระบบที่ด้อยโอกาส

‘มหิดล’ติวเข้มนศ.วางแผนชีวิต ‘ทักษะทางการเงิน’สร้างความมั่นคง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629484

‘มหิดล’ติวเข้มนศ.วางแผนชีวิต  ‘ทักษะทางการเงิน’สร้างความมั่นคง

วันพุธ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อนาคตของเยาวชนคนรุ่นใหม่จะเป็นอย่างไร หากไม่มีการวางแผนทางการเงินเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตตั้งแต่ยังไม่สายเกินไป? ต่อคำถามนี้ ผศ.ร.ท.ทพ.ชัชชัย คุณาวิศรุต รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้มุมมองว่า หากเราไม่ทำชีวิตของตนเองให้มั่นคง จะทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นและประเทศชาติได้อย่างไร

“วัยนักศึกษา คือโอกาสทองของชีวิตที่จะเริ่มสร้างความมั่นคงโดยการติดอาวุธทางความรู้ ฝึกทักษะต่างๆ ให้พร้อมออกไปใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่ ซึ่งรวมถึงทักษะทางการเงิน(Financial Literacy) เพื่อการฝึกวางแผนทางการเงินโดยสามารถวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการส่งเสริมนักศึกษาให้เรียนรู้ทักษะทางการเงินอย่างครบวงจร ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ” รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

ผศ.ร.ท.ทพ.ชัชชัย ยกตัวอย่างกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น โครงการ “MU Stock Challenge” ฝึกให้นักศึกษาได้เรียนรู้การลงทุนซื้อ-ขายหุ้นโดยได้ทดลองจัดสรรเงินทุนให้นักศึกษาได้ฝึกบริหารจัดการในตลาดหุ้นจำลองที่สร้างขึ้นโดยอ้างอิงตามสถานการณ์จริงและล่าสุดได้ร่วมกับ ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) จัด “แม่มณีโซเชียลคอมเมิร์ซ” เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้การดำเนินธุรกิจออนไลน์อย่างครบวงจร ฝึกทักษะเตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่ก่อนสำเร็จการศึกษา

มาในปี 2565 มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการวางแผนที่จะเชิญบุคคลผู้มีอาชีพมั่นคง และประสบความสำเร็จในเส้นทางของการลงทุนมาถอดบทเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ออนไลน์กับนักศึกษาและประชาชนทั่วไป โดยประเดิมกับรายการแรกของปีในประเด็น “มิติใหม่หัดลงทุน : ลงทุนอย่างไรให้เหมาะกับช่วงวัยนักศึกษา” โดยมีวิทยากรคือ พอล-ภัทรพล ศิลปาจารย์ ซึ่งมีหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ เรียนรู้กลวิธีสร้างความมั่งคั่งด้วยการเงินแบบดั้งเดิมและการเงินยุคใหม่ รวมทั้งการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ทั้งหุ้น กองทุน ETF / Crypto และอื่นๆ

รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวย้ำว่า การลงทุนมีความเสี่ยง นักศึกษาจึงควรมีการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนรอบด้าน โดยไม่ลืมว่าหน้าที่หลักคือการเรียนจึงควรใช้เวลาเพื่อการเรียนรู้ให้คุ้มค่าและหมั่นฝึกฝนทักษะต่างๆอยู่เสมอ เพื่อก้าวทันโลก ทั้งนี้ สำหรับการพูดคุยกันในหัวข้อ “มิติใหม่หัดลงทุน : ลงทุนอย่างไรให้เหมาะกับช่วงวัยนักศึกษา” ทางมหาวิทยาลัยมหิดลได้เปิดให้ผู้สนใจทั่วไปได้เข้าชมได้ด้วยในวันพุธที่ 19 ม.ค. 2565 เวลา 14.00-16.00 น.

สามารถติดตามได้ทาง
Facebook LIV E: กองกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

งานวิจัยสหรัฐฯพบ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ คนรอบข้างสูด‘ควันมือสอง’อันตราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629547

งานวิจัยสหรัฐฯพบ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ คนรอบข้างสูด‘ควันมือสอง’อันตราย

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 19.45 น.

พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงงานวิจัยใหม่จากสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Thorax ซึ่งชี้ชัดว่าการได้รับควันบุหรี่ไฟฟ้ามือสองมีโอกาสการเกิดหลอดลมอักเสบ และอาการหายใจลำบาก โดยการนำข้อมูลผลสำรวจนักเรียนมัธยมปลายจำนวน 2,090 คน และติดตามนักเรียนกลุ่มนี้ยาวถึง 5 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2557-2562

มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับควันบุหรี่ไฟฟ้ามือสองจากการที่มีคนที่อยู่บ้านเดียวกันสูบบุหรี่ไฟฟ้ากับอาการผิดปกติทางระบบเดินหายใจ ได้แก่ หลอดลมอักเสบ ไอมีเสมหะ หายใจมีเสียงหวีด และอาการหายใจลำบาก โดยพบแนวโน้มการได้รับควันบุหรี่ไฟฟ้ามือสองของกลุ่มตัวอย่างเพิ่มสูงขึ้นจาก 11.7% เป็น 15.6% และความชุกของการเกิดหลอดลมอักเสบเพิ่มขึ้นจาก 19.4% เป็น 26%

“เมื่อนำมาวิเคราะห์ทางสถิติพบว่า ผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ไฟฟ้ามือสองจากการที่มีคนในบ้านสูบ มีแนวโน้มจะป่วยเป็นหลอดลมอักเสบเพิ่ม 40% และอาการหายใจลำบากเพิ่ม 53% และที่สำคัญผลของการได้รับควันบุหรี่ไฟฟ้ามือสองนี้จะยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้นในคนที่ไม่เคยมีประวัติสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ามาก่อน ซึ่งในกลุ่มนี้หากได้รับควันบุหรี่ไฟฟ้ามือสองในบ้านจะเพิ่มความเสี่ยงเกิดหลอดลมอักเสบสูงขึ้นถึง 3 เท่า” พญ.เริงฤดี กล่าว

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า งานวิจัยนี้ถือเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ทำการศึกษาแบบติดตามระยะยาวเพื่อหาความสัมพันธ์ของการสูดดมควันบุหรี่ไฟฟ้ามือสองกับผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ โดยก่อนหน้านี้เคยมีดาราไทยท่านหนึ่งให้ข่าวว่าป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะสูดดมควันบุหรี่ไฟฟ้ามือสองจนมีอาการหลอดลมอักเสบ ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า เกิดจากควันบุหรี่ไฟฟ้ามือสองจริงหรือไม่ เพราะขณะนั้นยังมีข้อมูลไม่พอ

“งานวิจัยชิ้นนี้ทำให้เราเชื่อว่า ควันบุหรี่ไฟฟ้ามือสองมีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของคนที่สูดดมจริง และตัวอย่างอาการที่พบ ได้แก่ หลอดลมอักเสบ และหายใจลำบากขึ้น จึงอยากฝากไปถึงคนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าว่านอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพตนเองแล้ว ยังมีอันตรายต่อคนใกล้ชิดอีกด้วย ทั้งนี้การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในที่สาธารณะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและไม่ควรสูบในบ้าน”ศ.นพ.ประกิต กล่าว

สำหรับงานวิจัยที่ถูกอ้างถึงนั้นคือ “Secondhand nicotine vaping at home and respiratory symptoms in young adults” เผยแพร่บนเว็บไซต์ thorax.bmj.com เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2565 โดย Thorax นั้นเป็นวารสารการแพทย์ของอังกฤษที่เน้นด้านระบบทางเดินหายใจ ซึ่ง ลอร์รา อเล็กซานเดอร์บรรณาธิการวารสาร Thorax กล่าวถึงผลการศึกษาครั้งนี้ว่า คนทั่วไปมักจะเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตรายหรือเป็นแค่ไอน้ำ แต่แท้จริงแล้วในไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้ามีสารเคมีอย่างน้อย50-100 ชนิด สารเหล่านี้ทำอันตรายต่อปอดและก่อให้เกิดโรค

“ตัวอย่างสารเคมีในไอระเหยบุหรี่ไฟฟ้า ได้แก่ นิโคติน โพรพอลีไกลคอล สารก่อมะเร็ง อะโครลีนไดอะเซทิล โลหะหนัก เช่น นิกเกิล ตะกั่วดีบุก และที่สำคัญคือ สารอนุภาคขนาดเล็กมากที่สามารถแทรกซึมผ่านถุงลมปอดเข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งมีอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น” ลอร์รา ระบุ

‘ครู-ผู้ปกครอง’ร้องเลิกตรวจ ATK-สวมหน้ากาก ให้ลูก-หลานไปโรงเรียนทุกสัปดาห์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629457

'ครู-ผู้ปกครอง'ร้องเลิกตรวจ ATK-สวมหน้ากาก ให้ลูก-หลานไปโรงเรียนทุกสัปดาห์

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 15.41 น.

วันที่ 18 มกราคม 2565 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกลุ่มผู้ปกครองจากในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ประมาณ 20 คน เดินทางมายื่นหนังสือถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เพื่อขอให้ยกเลิกการตรวจ ATK กับนักเรียน พร้อมมีป้ายข้อความ “หยุดบังคับตรวจ ATK กับเด็กและประชาชน ในทุกกรณี“  ห้ามบังคับให้เด็กใส่หน้ากาก เพราะเด็กได้รับวัคซีนแล้ว โดยมีนายวิสิทธิ ใจเถิง หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รับเรื่องแทน 

น.ส.นัทธมน ตั้งบุญธินา ตัวแทนผู้ปกครองและนักเรียนโรงเรียนรัฐ และเอกชน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการตรวจ ATK กล่าวว่า  เราเห็นว่าลูกหลานของเราได้รับความเดือดร้อนจากการที่โรงเรียนต้องจัดตรวจ ATK ให้กับเด็กทุกสัปดาห์ เพราะเด็กมีความทรมาน เจ็บตัว จากการตรวจ ATK  ด้านจิตใจเด็กเริ่มหลอนกับการไปโรงเรียนแล้ว นอกจากนี้ ประชาชนทั่วไปก็ต้องตรวจ ATK ด้วย ทั้งที่แข็งแรงดีไม่มีอาการเจ็บป่วยอะไร แต่ทำไมต้องถูกปฏิบัติราวกับเป็นคนป่วย การตรวจ ATK หรือการฉีดวัคซีน ควรทำเฉพาะคนที่มีอาการ หรือคนที่มีความเสี่ยงเท่านั้น ส่วนการตรวจหาเชื้อทางน้ำลายก็เป็นการสิ้นเปลืองเปล่าๆ เพราะโอมิครอนเด็กเป็นก็หายเองได้

“ทางกลุ่มเห็นว่า เด็กทั่วไปที่แข็งแรงดีไม่ควรได้รับการตรวจ ATK ทุกสัปดาห์แบบนี้ ผู้ปกครองหลายคนไม่เห็นด้วยที่เห็นลูกถูกจับกดตัว ถูกบังคับให้เงยหน้าเพื่อแหย่สิ่งแปลกปลอมเข้าไป เด็กบางคนเลือกออก เด็กบางคนแสบจมูก เราเลยมาขอให้ ศธ.ยกเลิกนโยบายการตรวจ ATK ทุกสัปดาห์ และการสวมหน้ากากอนามัย เพราะตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเป็นการทำลายสุขภาพ ทำให้ภูมิตก เลือดเป็นกรด การใส่หน้ากากตลอดเวลาไม่ช่วยให้ร่างการแข็งแรงขึ้น จึงอยากขอให้ใส่หน้ากากอนามัยตามความสมควร ผู้ที่ปกติ ผู้ที่แข็งแรง สมควรที่จะได้รับการปฏิบัติแบบปกติ  ควรได้รับอากาศบริสุทธิ์หายใจได้ดังเดิมโดยเร็ว  ที่สำคัญทางแพทย์ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 สายพันธ์ุโอมิครอน จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น  เพราะเป็นแล้วสามารถหายเองได้ภายใน 2-3 วัน”  น.ส.นัทธมน กล่าว

ด้านนายวิสิทธิ กล่าวว่า หลังได้รับเรื่องไว้แล้วจะนำเสนอต่อ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมต่อไป 

         

นายกฯเปิดโครงการ ‘พาน้องกลับมาเรียน’ ไม่ให้หลุดจากระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629322

นายกฯเปิดโครงการ  ‘พาน้องกลับมาเรียน’  ไม่ให้หลุดจากระบบ

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกฯเปิดโครงการ ‘พาน้องกลับมาเรียน’ ไม่ให้หลุดจากระบบ ตั้งเป้าตัวเลขเป็นศูนย์

นายกฯ เปิดโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” สร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม ไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาอีก ชี้ตัวเลขเด็กตกหล่นต้องเป็นศูนย์ ด้าน รมว.ศึกษาฯ ตั้งเป้าเทอม 2 เด็กต้องได้เรียนหมด

เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานพิธีเปิดและลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน”โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมโดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องพัฒนาคนให้พร้อมสำหรับการพัฒนาในศตวรรษที่21 กิจกรรมนี้สอดคล้องกับการสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เด็กหลายคนออกจากระบบการศึกษาเพราะความจำเป็น ไม่ใช่แค่สถานการณ์ไวรัสโควิด-19แต่เป็นบริบทโดยรวมที่เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา โดยเฉพาะขณะนี้มีการเรียนหลากหลายรูปแบบ ทั้งออนไลน์ ออนไซต์ สิ่งสำคัญต้องดูแลความพร้อมผู้ปกครอง ว่ามีค่าใช้จ่ายที่เพียงพอหรือไม่ โครงการนี้เป็นโอกาสหนึ่งที่ช่วยกันสร้างทรัพยากรที่สำคัญของประเทศในทางตรง มีหลายหน่วยงานเข้าร่วมแต่การใช้เงินแก้ปัญหาอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือว่าเป็นของขวัญสำคัญที่รัฐบาลทำเพื่อคนไทย การให้โอกาสทางการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ ต้องหาวิธีที่เหมาะสม ทำอย่างไรให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ปัจจุบันเรามีกองทุนหลายประเภท แต่การให้เงินกองทุนแล้วเด็กยังเรียนในสถานศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ ก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร” นายกฯ กล่าวและว่า ครูต้องสอนให้นักเรียนมีความคิดที่ดี เรียนรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ พร้อมพัฒนาตนเอง ต้องเร่งสร้างความคิด สร้างแรงบันดาลใจ สร้างแนวคิดให้เกิดขึ้นในเด็กให้ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า อยากฝากว่าอุปสรรคมีไว้ฝ่าฟัน ปัญหามีไว้แก้ไข อย่าท้อแท้ อะไรที่ไม่ดีก็อย่าไปทำ ให้ทำในทางที่ถูกต้อง อะไรเป็นประวัติศาสตร์ที่ดีก็เรียนรู้ อย่าบอกว่าประวัติศาสตร์ไม่สำคัญ ถ้าจะสอนเรื่องประวัติศาสตร์ครูต้องรู้ว่าทำไมเขาถึงต้องทำอย่างนั้น ถ้าสอนวิทยาศาสตร์ก็ต้องรู้ว่าจะเกิดประโยชน์อย่างไร ดัดแปลงให้สอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์ บทเรียนแต่ละเรื่องต้องรู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร ตัวเอง สังคม และประเทศชาติได้อะไร ทั้งหมดเป็นการปฏิรูปการศึกษา ต้องไปดูว่าจะปฏิรูปอย่างไรที่ไม่ต้องใช้งบจำนวนมาก โครงการที่ไม่คุ้มค่าต้องถูกตัดออก รัฐบาลตั้งวงเงินงบไว้ 3.1 ล้านล้านบาท ดังนั้นต้องลำดับความสำคัญให้ดี ไม่ใช่เลือกแต่โครงการใหญ่ๆ บางครั้งโครงการเล็กๆ ก็มีความสำคัญ

“หลังจากนี้เราจะคืนโอกาสให้กับเด็กๆ และสร้างโอกาสให้กับสังคม โดยพาเด็กๆ กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับปีการศึกษา 2565 ในการเติมเต็มด้านการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนอันเป็นกำลังสำคัญของประเทศซึ่งหากเด็กได้รับโอกาสทางการศึกษาแล้วก็จะมีอนาคตที่ดี มีทางเลือกในชีวิตในการประกอบอาชีพ มีความรู้ความสามารถ มีงานดีๆทำ ก็จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยตั้งเป้าตัวเลขเด็กหลุดจากระบบการศึกษาต้องเป็นศูนย์” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ด้าน น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ได้เล็งเห็นถึงปัญหาเด็กออกจากระบบการศึกษา จึงแก้ปัญหาเชิงรุกผ่านโครงการดังกล่าว เพื่อให้ทราบถึงจำนวนเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และจะติดตามถึงบ้านเพื่อให้กลับสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง จากสถิตินักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาปี 2564 แบ่งตามสังกัด ได้แก่ สังกัดสำนักวานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 78,003 คน สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) 50,592 คน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)55,599 คน และผู้พิการในวัยเรียนสังกัด พม.54,5 13 คน รวมแล้วมากถึง 238,707 คน หลังจากดำเนินการเชิงรุกตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถตามนักเรียนกลับมาเรียนได้ 127,952 ราย แต่ยังมีเด็กที่หลุดจากระบบอีก 110,755 ราย

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า มีการพัฒนาเครื่องมือติดตามนักเรียนเหล่านี้ด้วยแอพพลิเคชั่นชื่อ “ตามน้องกลับมาเรียน” เพื่อให้การทำงานสะดวกรวดเร็ว สามารถเก็บเป็นฐานข้อมูลของปัญหาที่เกิดแต่ละครอบครัวได้อย่างละเอียด เป็นแนวทางในการให้ความช่วยเหลือที่ตรงจุดเบื้องต้นจะให้โรงเรียนต้นสังกัดติดตามนักเรียน จากนั้นกระทรวงศึกษาฯ จะช่วยเหลือและสนับสนุนให้กลับเข้าสู่สถานศึกษาที่เหมาะสม หากโรงเรียนตันสังกัดติดตามไม่ได้ ก็จะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรให้ช่วยติดตาม เพื่อช่วยเหลือให้กลับเข้าสู่สถานศึกษาที่เหมาะสมต่อไปทั้งนี้ สำหรับเด็กที่ยังเหลืออีกกว่า 10,000รายนั้น ได้ตั้งไทม์ไลน์ว่าในการเปิดภาคเรียนที่2 จะต้องทำตัวเลขนี้ให้หมดไปหรือเป็นศูนย์ตามเป้าหมายที่วางไว้

‘ซีพี ออลล์-เซเว่น’ หนุนอนุรักษ์ผ้าทอ ชนเผ่ากะเหรี่ยง ปกาเกอะญอ และชนเผ่าม้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629199

‘ซีพี ออลล์-เซเว่น’ หนุนอนุรักษ์ผ้าทอ ชนเผ่ากะเหรี่ยง ปกาเกอะญอ และชนเผ่าม้ง

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายภูมิ พนันตา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่โต๋ กล่าวว่า โรงเรียนบ้านแม่โต๋ ได้รับการสนับสนุนการดำเนินโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นสู่ทักษะอาชีพอย่างยั่งยืน” จากซีพี ออลล์ เนื่องจากอำเภอสะเมิงโดยส่วนใหญ่ประกอบด้วยชนเผ่ากะเหรี่ยงและชนเผ่าม้ง ที่มีวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์เช่นการทอผ้าถุง เสื้อผู้หญิงเสื้อผู้ชาย ผ้าโพกหัว ผ้าคลุมไหล่  กระเป๋าเงิน เป็นต้น  ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น มีปราชญ์ชาวบ้านที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้นักเรียน โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อขยายผลทั้งในด้านการสืบทอดวัฒนธรรม การเรียนรู้ทักษะการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ให้กับนักเรียน จึงเป็นที่มาของโครงการที่ซีพี ออลล์ เข้ามาสนับสนุน และส่งเสริมให้เกิดศูนย์การเรียนรู้ ให้นักเรียนสามารถมีวิชาความรู้ ในการประกอบอาชีพทางเลือก

ด้านนายวีระพงค์ ตุ่นแก้ว ผู้จัดการแผนกบำรุงรักษา RDC จังหวัดลำพูน บมจ.ซีพี ออลล์ในฐานะตัวแทนผู้นำรุ่นใหม่ หรือ School Partnerกล่าวถึงการได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการสานอนาคตการศึกษา Connext Edของซีพี ออลล์ว่า ได้มีโอกาสร่วมพัฒนาโรงเรียนบ้านแม่โต๋ และ โรงเรียนบ้านแม่ยางห้า โดยทั้ง 2 โรงเรียนต่างมีเอกลักษณ์คือการรักษ์ชนเผ่า หรือความตั้งใจที่จะรักษาวัฒนธรรมทางภาษาและการแต่งกายของชนเผ่าเอาไว้ ผ่านหลักสูตรที่ได้บูรณาการเอกลักษณ์ชาติพันธุ์ไว้ในทุกการเรียนรู้หนึ่งในนั้นคือการทอผ้าทอมือชุดกะเหรี่ยง และชนเผ่าม้ง ที่คนท้องถิ่นนิยมใส่ในงานประเพณีต่างๆมีทั้งความสวยงามและสื่อถึงคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิมได้เป็นอย่างดี ประกอบกับสามารถสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนให้เกิดการอนุรักษ์ร่วมกัน ตั้งแต่นักเรียนถึงปราชญ์ชาวบ้าน จนนำไปสู่การสร้างรายได้ระหว่างเรียน และเกิดการสร้างอาชีพต่อไปในอนาคต   

“แรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนโครงการคืออยากเห็นเด็กๆ เยาวชนรวมถึงโรงเรียนที่ห่างไกล ได้มีโอกาสที่จะยกระดับตัวเองขึ้นมาแม้อาจจะไม่เทียบเท่า แต่อย่างน้อยก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ถือเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการเข้ามาต่อยอดสนับสนุนการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลได้เป็นอย่างดี” นายวีระพงค์กล่าว

นางสาวนฤสรณ์ ขันธะสีมา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่ยางห้า ในฐานะลูกหลานชนเผ่าที่ได้มีโอกาสกลับมาทำงานรับใช้ชุมชน กล่าวเสริมอีกว่าการทอผ้าเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชนเผ่ากะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) และเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่สูญหายไป ซึ่งชนเผ่ากะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) เดิมจะมีการแต่งกายด้วยชุดกะเหรี่ยงประจำท้องถิ่นในงานประเพณีต่างๆเช่น การเข้าโบสถ์ในวันอาทิตย์  ประเพณีกินข้าวห่องานแต่งงาน และงานสำคัญอื่นๆ ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ของโรงเรียนบ้านแม่ยางห้า เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) ดังนั้นทางโรงเรียนจึงได้เล็งเห็นความสำคัญและคุณค่าของการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะการทอผ้ากะเหรี่ยงเป็นการสร้างจิตสำนึกให้นักเรียนรักและภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมของตนเอง เป็นการฝึกทักษะทางด้านการทอผ้า เพื่อเป็นการสร้างรายได้ในช่วงที่เรียน อีกทั้งเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อีกด้วย

บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้บริหาร เซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี  (CONNEXTED) ร่วมขับเคลื่อนแผนงาน 5 เฟส เพื่อมุ่งยกระดับการศึกษาของโรงเรียนและชุมชนต่างๆ เพื่อร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในเฟสที่ 4 ปีการศึกษา 2564ต่อเนื่องจนถึง 2565 แม้จะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 บริษัทยังคงเดินหน้าร่วมพัฒนาโรงเรียนเพิ่มเติมอีก 111 โรงเรียน โดยจะสนับสนุนทั้งงบประมาณ องค์ความรู้ อุปกรณ์การศึกษา วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น พร้อมทั้งส่งบุคลากรในเครือที่ผ่านการพัฒนาทักษะและมีจิตสาธารณะ เข้าไปเป็นผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) เพื่อเป็นคู่คิดช่วยเหลือโรงเรียนต่างๆ อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทร่วมสนับสนุนงบประมาณพัฒนาโรงเรียน CONNEXT ED สะสมจนถึงเฟส 4 กว่า 500 โรงเรียน

มรส. รพ.สฎ. จัดอบรมพยาบาล เฉพาะทาง ด้านปฏิบัติการฉุกเฉิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629197

มรส. รพ.สฎ. จัดอบรมพยาบาล เฉพาะทาง ด้านปฏิบัติการฉุกเฉิน

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นพ.ศักดิ์ชัย ตั้งจิตวิทยา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า การอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉิน เป็นการสื่อให้ทราบถึงการได้รับความเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถ ที่จะให้การพยาบาลผู้ป่วยอย่างมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ทั้งยังบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจและการเห็นคุณค่าต่อการพัฒนาตนเอง ผลประจักษ์แห่งความสำเร็จ ได้บรรลุสิ่งที่มุ่งหวังตั้งใจศึกษาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเต็มกำลังความสามารถ และมีความเพียรพยายามอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม รวมถึงการมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ ขอให้นำความรู้สึกที่ดีในวันนี้ มาสนับสนุนใจตนเองให้มีความพร้อมที่จะรับผิดชอบดูแลชีวิตผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉินทั้งในระยะก่อนถึงสถานพยาบาล (Pre-hospital phase) ในแผนกฉุกเฉิน (Emergency Department) และในการส่งต่อไปยังหน่วยรักษาที่มีขีดความสามารถเหมาะสม (Interfacility transfer) ตลอดจนนำความรู้มาจัดบริการในหน่วยงานให้เกิดห้องฉุกเฉินคุณภาพ รวมทั้งปฏิบัติการพยาบาลอย่างมีคุณธรรม จริยธรรมยึดมั่นในจรรณยาบรรณวิชาชีพ

ด้าน ดร.สดากาญจน์ เอี่ยมจันทร์ประทีปรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะพยาบาลศาสตร์ มรส. กล่าวว่า การอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉิน ครั้งนี้เป็นรุ่นที่ 2 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี มีระยะเวลาการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ได้ปรับตามหลักสูตรใหม่ของสภาการพยาบาลพ.ศ. 2563  ระยะเวลาในการอบรม 18 สัปดาห์ โดยมีผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้น 37 คนจากโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขในเขตบริการสุขภาพที่ 11เขตสุขภาพที่ 7 คณะพยาบาลศาสตร์และโรงพยาบาลเอกชน

มรภ.สงขลาต้อนรับรัฐมนตรี อว. ลงพื้นที่ติดตามผล ‘U2T’ จ.สตูล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629191

มรภ.สงขลาต้อนรับรัฐมนตรี อว. ลงพื้นที่ติดตามผล ‘U2T’ จ.สตูล

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) วิทยาเขตสตูล โดยมีรศ.ดร.ทัศนา ศิริโชติ อธิการบดี พร้อมด้วยนายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ร่วมกับผู้แทน อว.ส่วนหน้าคณะผู้บริหาร คณาจารย์ มรภ.สงขลา หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และตัวแทนหน่วยงานจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมในจังหวัดสตูล รายงานผลการดำเนินงานภายใต้โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย) มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T ของพื้นที่จังหวัดสตูล ณมรภ.สงขลา วิทยาเขตสตูล เพื่อนำเสนอผลความร่วมมือในการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง อว. และหน่วยงานในพื้นที่ ในการพัฒนาจังหวัดสตูลสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

โอกาสเดียวกันนี้ มรภ.สงขลา ได้สนับสนุนพื้นที่สำหรับจัดงานเปิดตัว 4 เสือ นำวิทย์พบศิลป์เปิดโลก BCGสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสตูล Forum Talk 4 ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือโดย 4 หน่วยงานราชการ อว. ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (สป.) กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)

มรภ.พระนครวิจัยเปลือกกล้วยน้ำว้า ทำเป็นข้าวเกรียบสุขภาพต้นทุนต่ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/629202

มรภ.พระนครวิจัยเปลือกกล้วยน้ำว้า ทำเป็นข้าวเกรียบสุขภาพต้นทุนต่ำ

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

อาจารย์กานต์ณัฎฐา เนื่องหนุน อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เล่าถึงที่มาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากวัสดุเหลือใช้กล้วยสุกและเปลือกกล้วยว่า ในพื้นที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มีการแปรรูปกล้วยน้ำว้าเป็นกล้วยแผ่นปรุงรส กล้วยอบและกล้วยตาก จากกลุ่มแม่บ้านคลองพระอุดม ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์เด่นด้านการเกษตรของจังหวัด และได้พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการในการแปรรูปกล้วยน้ำว้า โดยอาศัยเทคโนโลยี และนวัตกรรม จนผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค แต่การที่กลุ่มแม่บ้านคลองพระอุดมได้แปรรูปกล้วยน้ำว้าเกือบทุกวัน ทำให้มีขยะจากเปลือกกล้วยน้ำว้าเป็นจำนวนมาก จึงสนใจที่จะนำเส้นใยจากเศษเปลือกกล้วยน้ำว้า และกล้วยน้ำหว้ามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อให้เกิดการยอมรับในหมู่ผู้บริโภค และเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งอีกด้วย

อาจารย์กานต์ณัฎฐา กล่าวด้วยว่า หลังจากที่ทางทีมวิจัยได้ลงพื้นที่ชุมชน เพื่อหาแนวทางต่อยอดเปลือกกล้วย ก็พบว่าในเปลือกกล้วยมีสารแทนนินที่ทำให้เปลือกกล้วยมีรสชาติขมเวลารับประทานจึงหาวิธีการสกัดแทนนินออก เพื่อให้เหลือในปริมาณที่พอเหมาะ ด้วยวิธีการต้ม และทดลองทำเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบจากเปลือกกล้วย เพราะข้าวเกรียบสามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย ประกอบกับวัสดุต่างๆ ในการผลิต สามารถหาได้ง่ายลงทุนน้อย ชาวบ้านสามารถทำได้จริง

สำหรับกระบวนการศึกษาการทำข้าวเกรียบเปลือกกล้วย นั้น ศึกษาจากตำรับพื้นฐาน 3 ตำรับ และศึกษาปริมาณของแทนนิน โดยนำเปลือกกล้วยสุกไปต้มในระยะเวลาที่ต่างกัน 3 ระดับ คือ 30 นาที 45 นาที และ 60 นาที เพื่อเสริมในข้าวเกรียบ แล้วนำมาศึกษาปริมาณกล้วยสุกที่มีผลต่อเนื้อสัมผัสของข้าวเกรียบเปลือกกล้วย จากนั้นนำมาศึกษาคุณภาพทางกายภาพ และเคมีของข้าวเกรียบเปลือกกล้วย ต่อด้วยศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคที่มีผลต่อผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบเปลือกกล้วย ทั้งนี้ จากการศึกษาตำรับพื้นฐานของข้าวเกรียบทั้ง 3 ตำรับ จากลักษณะทางกายภาพประกอบกับคะแนนทดสอบทางประสาทสัมผัส พบว่าข้าวเกรียบตำรับที่ 2 ได้รับการยอมรับสูงสุดในด้านลักษณะที่ปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส (ความกรอบ) แผ่นพองฟู สีขาวนวล กลิ่นกระเทียมพริกไทย รสชาติ และความกรอบ กำลังพอดี

ในด้านจุดเด่นของข้าวเกรียบจากเปลือกกล้วย อยู่ที่สารแทนนิน ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการสมานแผลในกระเพราะอาหาร และยังเป็นการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าให้กับชุมชน ได้ผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค ส่วนผลตอบรับของผู้บริโภคที่ได้ทดลองชิม โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือบุคคลทั่วไป ในมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร จำนวน 150 คน และชาวบ้านในพื้นที่ พบว่าผู้บริโภคให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบเปลือกกล้วย และผู้ที่ได้ทดลองชิมระบุว่า มีรสชาติเหมือนกับข้าวเกรียบทั่วไป และความกรอบกำลังพอดี

ทั้งนี้ นอกจากการนำวัสดุเหลือใช้จากกล้วยสุกและเปลือกกล้วยมาทดลองทำเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวเกรียบแล้ว ยังได้พัฒนาต่อยอดเป็นครีมบำรุงผิวและพลาสเตอร์ปิดแผล โดยในอนาคตทีมวิจัยจะต่อยอดทำเป็นขนมขบเคี้ยวประเภทอื่นและขยายพื้นที่ศึกษาให้มากขึ้น