วธ.ไฟเขียวตั้งบอร์ดสร้างภาพลักษณ์ฯ จูงใจต่างประเทศมาถ่ายทำหนังในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625400

วธ.ไฟเขียวตั้งบอร์ดสร้างภาพลักษณ์ฯ  จูงใจต่างประเทศมาถ่ายทำหนังในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติล่าสุดที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ เป็นประธานการประชุมได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศผ่านสื่อบันเทิงในลักษณะละมุน (Soft Power) โดยมีรมว.วธ.เป็นประธานอนุกรรมการ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นรองประธานอนุกรรมการคนที่หนึ่ง ประธานกรรมการปฏิรูประเทศด้านสื่อสารมวลชน เป็นรองประธานอนุกรรมการคนที่สอง ปลัดกระทรวง ผู้แทนหน่วยงาน สมาคมที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เป็นอนุกรรมการ เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ สมาคมนักเขียนบทละครโทรทัศน์ไทย 

รมว.วธ. กล่าวอีกว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้มีหน้าที่และอำนาจ เช่น ศึกษา วิเคราะห์ เสนอนโยบาย แผนและยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการสร้างภาพลักษณ์ประเทศผ่านสื่อบันเทิงในลักษณะอำนาจละมุน (soft power) เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ กำหนดมาตรการแนวทางและสนับสนุนการดำเนินงานสร้างความตระหนักในตราสินค้าของประเทศไทยให้สอดคล้องกับการรับรู้ของภูมิภาคต่างๆ และสนับสนุนให้มีการผลิตหรือร่วมผลิตสื่อบันเทิงบางประเภทกับภาครัฐ เอกชนทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานตามแผนบูรณาการแผนงานส่งเสริมและเผยแพร่ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ทั้งในและต่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ซึ่งวธ. กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะประสานงานสำนักงบประมาณเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการตามแผนบูรณาการ โดยร่วมมือกับกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ในนามทีมประเทศไทย (Content Thailand) จัดกิจกรรมในประเทศ 15 กิจกรรม เช่น งานประกาศรางวัลโทรทัศน์ทองคำ งานประกาศรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติสุพรรณหงส์ งานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพมหานคร และในต่างประเทศ 10 กิจกรรม อาทิ เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส งานแสดงสินค้าลิขสิทธิ์นานาชาติฮ่องกง เป็นต้น ซึ่งการจัดกิจกรรมมุ่งเน้นรูปแบบปกติ (On Site) ส่วนกิจกรรมรูปแบบออนไลน์ดำเนินการตามความเหมาะสมโดยพิจารณาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

นายอิทธิพล กล่าวด้วยว่าขณะเดียวกันที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการให้ตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์การระดมทุน Crowdfunding ในระบบแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์สื่อคอนเทนต์ไทย โดยมีผู้แทนวธ. สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นคณะอนุกรรมการ มีหน้าที่และอำนาจ เช่น  ศึกษาระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ดำเนินการจัดตั้งแพลตฟอร์มดิจิทัล จัดทำระเบียบรองรับในการระดมทุนสาธารณะผ่านเว็บไซต์กลางจากประชาชน ภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนนำมาสร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย เช่น ละคร ภาพยนตร์ แอนิเมชั่น ซึ่งเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ Soft Power ความเป็นไทยตามนโยบายรัฐบาลสู่นานาชาติและสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ 

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับรายงานจากกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหลังจากที่รัฐบาลมีมาตรการผ่อนปรนให้กองถ่ายภาพยนตร์ โทรทัศน์โฆษณาทำงานต่อไปได้ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 31กรกฎาคม 2563 จนถึงต้นเดือนธันวาคม 2564 มีภาพยนตร์ต่างประเทศถ่ายทำในประเทศไทยทั้งหมด 135 เรื่อง สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 5,082 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มีภาพยนตร์ที่มีคณะถ่ายทำเดินทางมาจากต่างประเทศ 42 เรื่อง สร้างรายได้กว่า 3,702 ล้านบาทโดยประเทศที่มีงบประมาณลงทุนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อเมริกากว่า 1,924 ล้านบาท ออสเตรเลียกว่า 702ล้านบาท และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงกว่า 416 ล้านบาท 

ปรึกษาหารือความร่วมมือสทนช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625399

ปรึกษาหารือความร่วมมือสทนช.

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณัฎฐ์ พงศ์พูนสุขศรี, นายศุภวิทย์ ภาษิตนิรันดร์, ดร.ปริเวท วรรณโกวิท เข้าพบ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แนวทางความร่วมมือกันในอนาคต และการขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน ตามแนวพระราชดำริ รวมถึงหลักสูตรชลกร ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจและแผนการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ที่รับผิดชอบโดยดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ผู้ช่วยเลขาฯกพฐ. ลงพื้นที่ให้กำลังใจ หน่วยพัฒนาก่อนแต่งตั้งรองผอ.รร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625401

ผู้ช่วยเลขาฯกพฐ. ลงพื้นที่ให้กำลังใจ  หน่วยพัฒนาก่อนแต่งตั้งรองผอ.รร.

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์  ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจและมอบเกียรติบัตรให้กับคณะทำงานหน่วยพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ในเขตภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้  รูปแบบออนไลน์ ณ หน่วยพัฒนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย 

การพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ดำเนินการพัฒนามาตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2564 โดยได้แบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การเสริมสร้างสมรรถนะรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ระหว่างวันที่ 13-19 ธันวาคม 2564 ระยะที่ 2 การเรียนรู้ในสภาพจริง ณ สถานศึกษาต้นแบบ จำนวน 95 เขตพื้นที่การศึกษา ระหว่างวันที่ 20-24 ธันวาคม 2564 และระยะที่ 3 การจัดทำและนำเสนอแผนกลยุทธ์การพัฒนาการศึกษาในสถานศึกษา ระหว่างวันที่ 24-27 ธันวาคม 2564 โดยผู้ผ่านการพัฒนาตามหลักเกณฑ์ที่ กคศ.กำหนด จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาต่อไป

อว.มอบของขวัญปีใหม่ให้คณาจารย์ เพิ่ม 5 ช่องทางเฉพาะ ขอตำแหน่งทางวิชาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625462

อว.มอบของขวัญปีใหม่ให้คณาจารย์ เพิ่ม 5 ช่องทางเฉพาะ ขอตำแหน่งทางวิชาการ

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 18.33 น.

อว.มอบของขวัญปีใหม่ให้คณาจารย์ เพิ่ม 5 ช่องทางเฉพาะ ขอตำแหน่งทางวิชาการ ด้วยผลงานการสอน-รับใช้ท้องถิ่นฯ -สร้างสรรค์ศิลปะ -นวัตกรรม-ศาสนา ขอตำแหน่งวิชาการ นอกเหนือด้วยตำรา-งานวิจัยตามหลักเดิม

เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 64 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) รองศาสตราจารย์ (รศ.) และศาสตราจารย์ (ศ.) พ.ศ.2564 แล้ว ซึ่งจะเป็นการขอตำแหน่งวิชาการที่ไม่จำเป็นต้องใช้แต่ตำราและงานวิจัยในรูปแบบเดิม อันจะทำให้การขอตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีช่องทางเพิ่มมากขึ้น โดยเพิ่มรูปแบบการขอตำแหน่งทางวิชาการเฉพาะด้านอีก 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านรับใช้ท้องถิ่นและสังคม 2.ด้านสร้างสรรค์สุนทรียะ ศิลปะ 3.ด้านการสอน 4.ด้านนวัตกรรม และ 5.ด้านศาสนา

รมว.อว.กล่าวต่อว่า หลักเกณฑ์และช่องทางขอตำแหน่งทางวิชาการในรูปแบบใหม่นี้ขอมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับอาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เป็นนวัตกรรมอุดมศึกษาแท้จริง ผู้ขอสามารถใช้ผลงานการเรียนการสอน ผลงานรับใช้ท้องถิ่นและสังคม ผลงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะ ผลงานนวัตกรรม และผลงานที่เกี่ยวข้องกับศาสนา มาขอตำแหน่งทางวิชาการได้ โดยในการขอตำแหน่งวิชาการแบบใหม่ทั้ง 5 แบบนี้ จะมีส่วนช่วยให้การทำงานวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ มากขึ้น เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาสังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกเหนือไปจากการทำตำราวิชาการและงานวิจัย

‘ตรีนุช’สนองพระราชดำรัสกรมสมเด็จพระเทพฯ ปรับการศึกษาหลังโควิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625452

'ตรีนุช'สนองพระราชดำรัสกรมสมเด็จพระเทพฯ ปรับการศึกษาหลังโควิด

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 17.46 น.

“ตรีนุช”สนองพระราชดำรัส “กรมสมเด็จพระเทพฯ” ปรับการศึกษาหลังโควิด ขยายผลงาน กพด. สู่สถานศึกษาในสังกัด ศธ.

วันที่ 29 ธันวาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า จากการที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายเรื่อง “การพัฒนาเด็กและเยาวชนหลังโควิด-19” ในการเป็นประธานการประชุมวิชาการ การพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2564 ว่า การพัฒนาการศึกษาที่สมดุลมี 4 ด้าน คือ 1.พุทธิศึกษา หมายถึงวิชาการด้านต่างๆ 2.จริยศึกษา เรื่องของคุณงามความดี ความคิดดี ซึ่งจริยศึกษาที่สำคัญและต้องสอน คือ เรื่องความซื่อสัตย์ 3.หัตถศึกษา หรือ การศึกษาที่ใช้มือหยิบจับ การทำงานช่างต่าง ๆ และ 4.พลศึกษา เพื่อให้ร่างกายและสมองแข็งแรงมีกำลัง ไม่ใช่มีแต่ความรู้ไม่มีพลังก็ไม่มีประโยชน์ นั้น ตนได้น้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นำการพัฒนาการศึกษาที่สมดุลทั้ง 4 ด้าน มาพิจารณากำหนดไว้ในการปรับปรุงหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ ทุกประเภท ซึ่งทั้ง สพฐ. และสอศ.กำลังดำเนินการปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนการสอนอยู่ในขณะนี้ 

“ดิฉัน จะน้อมนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ที่ทรงเน้นย้ำถึงการแก้ปัญหาเรื่องคนที่ฟังและพูดภาษาไทยไม่ได้ ที่ต้องหาวิธีการใหม่ๆมาฝึกให้เด็กอ่านเขียน และต้องเอาจริงเอาจังกว่าเดิม, การแก้ปัญหาครูขาดทักษะในการสอนออนไลน์ , การจัดการเรียนการสอนที่ต้องสอนให้เด็กเรียนรู้รอบด้าน มีทักษะชีวิต ทักษะการทำงาน โดยต้องออกแบบการสอนแบบปฏิบัติที่เน้นให้เด็กนักเรียนลงมือปฏิบัติด้วยนั้น มาพิจารณาปรับปรุงการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมนำสิ่งที่พระองค์ท่านทรงริเริ่มทำกับโรงเรียนในโครงการ กพด.มาขยายผลต่อในโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เช่นเรื่องการใช้สื่อ 60 พรรษาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สำหรับระดับประถมศึกษา และสื่อ 65 พรรษาฯ สำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งมีอยู่ในถุงยังชีพเพื่อการศึกษาพระราชทานที่ช่วยได้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19  เรื่องการสอนคุณธรรมจริยธรรมความซื่อสัตย์ ที่เน้นให้เด็กมีความซื่อสัตย์ ครูก็ต้องมีความซื่อสัตย์ด้วยนั้น ก็จะมีการปรับปรุงการวัดและประเมินผลให้หลากหลายเหมาะสมกับวิธีการสอน และมีการนิเทศการสอนด้วย“ นางสาวตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า จากที่ได้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้ส่งผลกระทบถึงอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ส่งผลให้โรงเรียนในสังกัด สพฐ.ซึ่งเป็นโรงเรียนในโครงการ กพด.ได้รับผลกระทบเกิดความเสียหายด้วยนั้น ตนได้มอบหมายให้ สพฐ.เร่งสำรวจความเสีหายและดูแลซ่อมแซมโดยด่วนแล้ว

‘ครูโอ๊ะ’ปลื้ม ครม.ผ่าน ร่างพ.ร.บ.กยศ.ครอบคลุมร.ร.นอกระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625428

'ครูโอ๊ะ'ปลื้ม ครม.ผ่าน ร่างพ.ร.บ.กยศ.ครอบคลุมร.ร.นอกระบบ

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 16.21 น.

ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(ฉบับที่…)พ.ศ…. ซึ่งมีสาระสำคัญมีการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยกำหนดให้คณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) อาจให้ทุนการศึกษาแทนการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาได้ หรือ เปลี่ยนจากการกู้ยืมเป็นทุนการศึกษาในกรณีสาขาวิชาขาดแคลน หรือสาขาวิชาที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ รวมถึงเพิ่มนิยามนักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษารองรับการศึกษาในรูปแบบที่แตกต่าง นั้น

วันที่ 29 ธันวาคม 2564 ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า 
ตนได้สอบถามเรื่องนี้กับกฤษฏีกาในที่ประชุม ครม. ว่า ร่าง พ.ร.บ.กยศ.ฉบับใหม่ จะครอบคลุมถึงผู้เรียนนอกระบบด้วยหรือไม่ ซึ่งทางกฤษฏีกาตอบว่าครอบคลุมและยังรวมไปถึงการศึกษาระยะสั้นที่จัดโดยรัฐและเอกชนด้วย  ซึ่งตนก็สบายใจ เพราะสอดคล้องกับร่างที่พรรคภูมิใจไทยเสนอไว้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณารับหลักการ

“อย่างไรก็ตาม หากร่างพ.ร.บ.กยศ.ผ่านเป็นกฎหมายก็จะต้องมีการทำรายละเอียด เงื่อนไขอีก แต่ก็ถือว่าเป็นกฏหมายที่ทำให้คนจนเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น เพราะครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ที่สำคัญสถานศึกษานอกระบบกำลังรอกฎหมายฉบับนี้อยู่” ดร.กนกวรรณ กล่าว

อว.มอบของขวัญปีใหม่ให้คณาจารย์ เพิ่ม5ช่องทาง ขอตำแหน่งทางวิชาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625383

อว.มอบของขวัญปีใหม่ให้คณาจารย์ เพิ่ม5ช่องทาง ขอตำแหน่งทางวิชาการ

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 13.13 น.

 อว.มอบของขวัญปีใหม่ให้คณาจารย์ เพิ่ม 5 ช่องทางเฉพาะ ขอตำแหน่งทางวิชาการ ด้วยผลงานการสอน-รับใช้ท้องถิ่นฯ -สร้างสรรค์ศิลปะ -นวัตกรรม-ศาสนา ขอตำแหน่งวิชาการ นอกเหนือด้วยตำรา-งานวิจัยตามหลักเดิม

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564  ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) รองศาสตราจารย์ (รศ.) และศาสตราจารย์ (ศ.) พ.ศ.2564 แล้ว ซึ่งจะเป็นการขอตำแหน่งวิชาการที่ไม่จำเป็นต้องใช้แต่ตำราและงานวิจัยในรูปแบบเดิม อันจะทำให้การขอตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีช่องทางเพิ่มมากขึ้น โดยเพิ่มรูปแบบการขอตำแหน่งทางวิชาการเฉพาะด้านอีก 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านรับใช้ท้องถิ่นและสังคม 2.ด้านสร้างสรรค์สุนทรียะ ศิลปะ 3.ด้านการสอน 4.ด้านนวัตกรรม และ 5.ด้านศาสนา

รมว.อว.กล่าวต่อว่า หลักเกณฑ์และช่องทางขอตำแหน่งทางวิชาการในรูปแบบใหม่นี้ขอมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับอาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย เป็นนวัตกรรมอุดมศึกษาแท้จริง ผู้ขอสามารถใช้ผลงานการเรียนการสอน ผลงานรับใช้ท้องถิ่นและสังคม ผลงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะ ผลงานนวัตกรรม และผลงานที่เกี่ยวข้องกับศาสนา มาขอตำแหน่งทางวิชาการได้ โดยในการขอตำแหน่งวิชาการแบบใหม่ทั้ง 5 แบบนี้ จะมีส่วนช่วยให้การทำงานวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ มากขึ้น เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาสังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกเหนือไปจากการทำตำราวิชาการและงานวิจัย

ลาแล้วโยม‘พระมหาสมปอง’ขอบคุณ30ปีในวงการสงฆ์ขอเป็น‘อุบาสก’ครับผม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625332

ลาแล้วโยม‘พระมหาสมปอง’ขอบคุณ30ปีในวงการสงฆ์ขอเป็น‘อุบาสก’ครับผม

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 09.35 น.

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2564  ต่อกรณี พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระนักเทศน์ชื่อดัง พระลูกวัดสร้อยทอง เตรียมลาสิกขา 29 ธันวาคม.นี้

ล่าสุด พระมหาสมปอง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แม่ปอง ระบุว่า “ขอบคุณ 30 ปีในวงการสงฆ์ ขอเป็นอุบาสก ยอยกพระพุทธศาสนา อุปถัมภ์พระเถรานุเถระ พระหนุ่ม-เณรน้อย ส่งเสริมการเรียนบาลีไปตลอดชีวิตของ “แม่ปอง” ครับผม – 004 

‘เลิกความผิดค้าประเวณี’แล้วอย่างไรต่อ? ‘ตีทะเบียน’ถกยังไม่ตกผลึกทั้ง‘หนุน-ค้าน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625239

‘เลิกความผิดค้าประเวณี’แล้วอย่างไรต่อ?  ‘ตีทะเบียน’ถกยังไม่ตกผลึกทั้ง‘หนุน-ค้าน’

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

“กลุ่มเปราะบาง” หมายถึง ประชากรที่มีลักษณะบางอย่างซึ่งเป็นข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ ถูกมองอย่าง
เป็นอื่นจากสังคม สุ่มเสี่ยงถูกละเมิดสิทธิหรือแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่ง “ผู้ขายบริการทางเพศ (Sex Worker)” หรือที่นักรณรงค์สิทธิของคนเหล่านี้พยายามให้ใช้คำว่า “พนักงานบริการ” ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเปราะบางดังกล่าว จนมีการถือเอาวันที่ 17 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันสากลยุติความรุนแรงต่อพนักงานบริการ (International Day to End Violence Against Sex Workers) มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ในหลายประเทศทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย เรื่องของการ “ยุติความผิดฐานค้าประเวณี(กรณีสมัครใจและไม่ใช่เด็ก-เยาวชน)”ถูกพูดถึงอย่างมากช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยในสภาผู้แทนราษฎรก็กำลังมีการศึกษาความเป็นไปได้ ตั้งแต่การทำเพียงแก้ไขกฎหมายเดิมเพื่อยกเลิกความผิด ไปจนถึงการมีกฎหมายใหม่กำหนดให้ขึ้นทะเบียน ขณะที่ภาคประชาชนหลายองค์กรก็ใช้การรณรงค์และรวบรวมรายชื่อตามกรอบของรัฐธรรมนูญรวมถึงล่าสุดมีการจัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “หยุด ทำร้าย ตีตรา พนักงานบริการ” โดยมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2564 ที่ผ่านมา

รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์อาจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครองคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะประธานมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ อธิบายสาเหตุที่การซื้อ-ขายบริการทางเพศถูกมองเป็นปัญหา ว่ามาจากฐานคิด 3 แบบ ประกอบด้วย 1.ความเชื่อในเรื่องเพศและศีลธรรม เช่น มองว่าความสัมพันธ์ทางเพศที่ดีคือต้องเป็นไปเพื่อการสืบพันธุ์เท่านั้น การซื้อ-ขายบริการทางเพศจึงเป็นสิ่งผิด ซึ่งกฎหมายของรัฐสมัยใหม่ก็ไปรับรองความเชื่อแบบนี้โดยไม่ตรวจสอบก่อนว่าเกิดความไม่เป็นธรรมอย่างไรหรือไม่

2.มุมมองเรื่องการซื้อ-ขายบริการทางเพศคือการกดขี่ผู้หญิงซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องชายเป็นใหญ่จึงควรถูกกำจัดให้หมดไป แต่ในความเป็นจริงเมื่อไม่สามารถทำได้เพราะเป็นที่ต้องการสำหรับผู้ชายจำนวนมาก การซื้อ-ขายบริการทางเพศจึงถูกมองว่าเป็นความชั่วร้ายที่จำเป็น และนำไปสู่การมีกฎหมายเฉพาะเพื่อควบคุมให้อยู่เป็นที่เป็นทาง และ 3.ความกังวลด้านสุขอนามัย มองว่าการซื้อ-ขายบริการทางเพศนำไปสู่ปัญหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

“สิ่งที่รัฐทำคือไม่มีรัฐไหนกำจัดให้หมดสิ้นไป แต่ใช้วิธีรับรองโดยกฎหมายเฉพาะ คำถามคือแล้วมันเป็นปัญหาตรงไหน? เวลาเราใช้กฎหมายเฉพาะ มันเป็นการบอกว่าคนกลุ่มนี้ไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป มันต้องใช้กฎหมายเฉพาะ ซึ่งเป็นการหล่อเลี้ยงการตีตราประณาม บวกกฎหมายของรัฐ มันนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่มาก” รศ.ดร.ชลิดาภรณ์ กล่าว

เช่นเดียวกับ สุรางค์ จันทร์แย้มผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ ที่กล่าวว่า เป็นเวลา 61 ปี นับตั้งแต่มีกฎหมายกำหนดให้การขายบริการทางเพศเป็นอาชีพผิดกฎหมาย คือ พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาจนถึงกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ถึงปัจจุบัน คือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 รัฐเชื่อว่าการมีกฎหมายห้ามไว้จะทำให้อาชีพดังกล่าวหมดไป แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีคนเลือกเข้ามาทำอาชีพนี้แม้ในทางสังคมจะมีการตีตรา (Stigma) มองในแง่ลบ นั่นเป็นเพราะผู้ที่เลือกทางนี้มีความจำเป็น

นอกจากนั้นมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้ เช่น เจ้าหน้าที่มีการนำข้อหาในกฎหมายที่ถูกยกเลิกไปแล้วมาใช้อาทิ ข้อหาเตร็ดเตร่ ซึ่งอยู่ใน พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 แต่พ.ร.บ.นี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ส่วน พ.ร.บ.ที่ยังบังคับใช้อยู่คือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ก็ไม่มีข้อหาดังกล่าว หรือนำข้อหาที่ไม่เคยปรากฏในกฎหมายใดๆ เลยมาใช้อาทิ ค้าประเวณีในวันสำคัญทางศาสนาบดบังทัศนียภาพอันสวยงาม เป็นต้น

“เราเห็นด้วยที่จะยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 และเราคิดว่าเราสู้ไม่ถอย เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นสิ่งที่สร้างปัญหาที่เราก็พูดกันมา ทีนี้การที่จะมีกฎหมายขึ้นมาใหม่ การขึ้นทะเบียนอะไร เห็นด้วยว่าเราคงต้องคุยกันเยอะ เราอาจจะไม่ต้องรีบทำให้มันเสร็จภายใน 1-2 เดือน หรือปีนี้ ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว คงต้องใช้เวลาคิดให้มันรอบทุกด้าน” สุรางค์ ระบุ

ผอ.มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการยังตั้งข้อสังเกตถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกันคือ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509ด้วยว่า กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ผู้ประกอบการสามารถจัดตั้งสถานบริการได้ แต่ไม่ได้กล่าวถึงพนักงานในสถานบริการ ดังนั้น ต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไข โดยระบุสถานะความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้างอย่างชัดเจน เพื่อให้พนักงานในสถานบริการเข้าข่ายได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการก็จะสามารถทำธุรกิจได้โดยการจ่ายภาษีเข้ารัฐเหมือนกิจการอื่นๆ ไม่ต้องเสียเงินให้รั่วไหลลงใต้ดินอีกต่อไป

สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวว่า มูลนิธิฯ ทำงานกับประชากรกลุ่มเสี่ยงหลากหลายกลุ่ม ซึ่งผู้ขายบริการทางเพศก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยการกำหนดให้อาชีพขายบริการทางเพศเป็นความผิดตามกฎหมาย นอกจากความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่จนนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายแล้ว ยังพบการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ได้มาจากความตั้งใจบังคับใช้จริงๆ แต่เป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วย

ส่วนแนวคิดเรื่องให้แก้ไขกฎหมายจากการห้ามค้าประเวณีโดยเด็ดขาดเป็นการอนุญาตภายใต้การขึ้นทะเบียน ในความเป็นจริงคนทำอาชีพนี้ไม่ได้ทำอย่างถาวร เป็นเพียงงานชั่วคราวอีกทั้งไม่ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ใด ดังนั้น รัฐควรเปลี่ยนมุมมองจากการใช้กฎหมายเพื่อกำหนดเป็นความผิดทางอาญา เป็นการใช้เพื่อคุ้มครองและส่งเสริมคุณภาพชีวิต ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนมากกว่า

“สถานการณ์โควิดก็ชัดเจนอีกเช่นเดียวกัน เขาไม่ถูกนับเป็นอาชีพที่รัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลือเยียวยา นั่นเป็นเพราะคุณไม่ยอมรับการทำงานของเขา แต่ในขณะเดียวกันจริงๆ แล้วเขาก็เป็นอาชีพที่สร้างเม็ดเงิน แล้วก็สร้างเศรษฐกิจให้แก่ประเทศเป็นอย่างมาก ทำให้ GDP(ผลิตภัณฑ์มวลรวม) เติบโต เพราะงานบริการเป็นงานที่นำพาเอานักท่องเที่ยวหรือเม็ดเงินเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมาก แต่เรากลับเพิกเฉยที่จะไม่ดูแลเขา” สุภัทรายกตัวอย่าง

วงเสวนานี้ยังมีตัวแทนจากพรรคการเมือง โดย ศาสตรา ศรีปานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา พรรคพลังประชารัฐในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยอมรับว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายห้ามค้าประเวณี แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้ทำให้การขายบริการทางเพศหมดไป ซึ่งเป็นเพราะเหตุผลทางเศรษฐกิจ คนต้องการเงินไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่นั่นก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่แต่ละคนเลือกว่าจะทำหรือไม่ ปัญหาคือคนกลุ่มนี้เข้าไม่ถึงสวัสดิการด้านต่างๆ ของรัฐ

ดังนั้น “ถึงเวลาแล้วที่ประเด็นนี้ต้องถูกนำมาพูดคุยกันอย่างจริงจังโดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง” เช่น กระทรวงต่างๆ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่รัฐ ให้มองอาชีพดังกล่าวเป็นเพียงอาชีพหนึ่ง นอกจากนี้ ในการประชุมของ กมธ.ยังมีการพูดถึงปัญหาตั้งแต่การเรียกรับผลประโยชน์ (ส่วย) ไปจนถึงการล่อซื้อ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้น ขณะที่ประเด็นการขึ้นทะเบียน ยอมรับว่าจากที่เคยพูดคุยกับพนักงานบริการ หลายคนกังวลเรื่องนี้มาก

“ถ้าเกิดเอาเขาไปลงทะเบียนอะไรต่างๆ หลายๆ คนเขาบอกว่าเขาไม่ได้ต้องการอย่างนั้น เขาแค่ต้องการเข้าถึงสวัสดิการเท่านั้น แล้วก็ให้เป็นอาชีพที่เท่าเทียมกัน เขามีความคิดว่าเขาก็ยังห่วงเรื่องการแต่งงานกัน เพราะว่าคนที่ทำอาชีพนี้ในสังคม เราต้องให้ความรู้เป็นอย่าง
มากแล้วก็ต้องใช้เวลามากคนถึงจะเข้าใจ” ศาสตรา ระบุ

ขณะที่ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ(กมธ.) กิจการเด็ก เยาวชน สตรีผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ยอมรับว่า การผลักดันให้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเมื่อนำเรื่องราวมาไว้บนโต๊ะก็จะพบความต้องการของทุกฝ่าย อาทิ1.ผู้ประกอบอาชีพ หรือพนักงานบริการเช่น ทำให้อาชีพนี้ไม่เป็นความผิดทางอาญาได้หรือไม่ สิทธิด้านสุขภาพและความปลอดภัยควรเป็นอย่างไร ไปจนถึงความกังวลด้านข้อมูลส่วนบุคคล

2.ผู้ประกอบการ ในขณะที่ฝ่ายพนักงานต้องการการคุ้มครองเรื่องผลตอบแทนที่เป็นธรรม อีกมุมหนึ่งก็ต้องคุ้มให้เจ้าของกิจการยังคงประกอบธุรกิจอยู่ได้ด้วย ซึ่งต้องวิเคราะห์ปัจจัย 5 ด้าน คือความเข้มข้นในการแข่งขันทางธุรกิจนั้น อำนาจต่อรองของผู้ให้บริการ อำนาจต่อรองของลูกค้า การมาของคู่แข่งรายใหม่ และเทคโนโลยี 3.รัฐ ต้องการรายได้ผ่านการจัดเก็บภาษี มาตรการกำกับดูแลสถานประกอบการ และ 4.ลูกค้า หรือผู้ใช้บริการต้องการอะไร

ส่วนประเด็นการขึ้นหรือไม่ขึ้นทะเบียน เรื่องนี้ยังถกเถียงกันไม่มีข้อสรุป แต่ก็อยากชวนคิดในมุมของการตลาด ว่าหากความต้องการใช้บริการมีมากกว่าจำนวนพนักงานบริการ ราคาก็จะแบบหนึ่ง แต่หากพนักงานบริการมีจำนวนมากกว่าความต้องการใช้บริการ ราคาก็จะอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นที่บอกว่าคนตัดสินใจขายบริการทางเพศเพราะปัญหาด้านเศรษฐกิจ แต่การไม่มองเรื่องการตลาด ท้ายที่สุดแม้เข้ามาทำอาชีพนี้ก็อาจยังเอาตัวไม่รอดก็ได้

“เข้าใจคำว่าตีตรา แต่เวลา Discuss (สนทนา) เวลาเราแบกคำว่าตีตราไว้มันเป็น Propaganda (โฆษณาชวนเชื่อ) เหมือนกัน การที่มีคนมาบอกว่าเรากำลังถูกตีตรา เราเข้าใจว่าเราต้องลุกขึ้นสู้ แต่การที่เราแบกคำนี้ไว้ เราไม่เคลื่อนที่ ไม่ผลักมันไป มันจะมีฝ่ายที่กอบโกยผลประโยชน์จากสิ่งที่เราแบกรับอยู่ ฉะนั้นคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เปราะบางมาก แล้วเราจะผลักมันไปอย่างไรต่อไปเพื่อให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด แต่ฝากไว้ มันเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน ขึ้นหรือไม่ขึ้นทะเบียนเรายังไมได้สรุป แต่เราจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างปลอดภัยและขับเคลื่อนไปได้” ธัญวัจน์ กล่าว

ปิดท้ายด้วยมุมมองจากสื่อมวลชนธนกร วงษ์ปัญญา ผู้สื่อข่าว THE STANDARD ยอมรับว่า ที่ผ่านมาการนำเสนอข่าวของเกี่ยวกับประเด็นผู้ขายบริการทางเพศมักเป็นไปในแง่ลบ อย่างไรก็ตาม การเสนอข่าวในเชิงบวก หมายถึงการเปิดประเด็นให้ถกเถียงเรื่องสิทธิของพนักงานบริการก็พบว่ามีมากขึ้น ทั้งนี้ การสื่อสารในปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของสื่อสังคมออนไลน์ (SocialMedia) มีลักษณะเป็นการสื่อสาร2 ทาง (2 Ways Communication)

ที่ทั้งคนทำสื่อและผู้รับสารจะได้รับรู้ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ซึ่งเมื่อสื่อมวลชนนำเสนอข่าวที่เกี่ยวกับการขายบริการทางเพศ ตลอดจนประเด็นอื่นๆ ที่สังคมไทยยังมีการถกเถียงกันอย่างมาก หรือแม้แต่บางส่วนก็ไม่เปิดใจยอมรับ ก็จะพบการแสดงความคิดเห็นในหลากหลายแง่มุม ทำให้สื่อเองก็ต้องระมัดระวังการใช้ถ้อยคำ และทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังรายงานให้มากขึ้น

“สื่อมวลชนต้องทำการบ้านให้มากขึ้น แล้วต้องตระหนักมากขึ้นกว่าเดิมที่เราเคยเห็นพาดหัวข่าวในหนังสือพิมพ์สมัยก่อน ที่เราเห็นการใช้คำหรือวิธีการที่ไม่พึงระวังในแง่ไป Bully (เหยียด) ผลิตซ้ำ หรือทำให้เกิดการเหยียดหรือกระทบกระเทือนทางจิตใจ หรือไป Judge (ตัดสิน)
พนักงานบริการ ที่ทำให้ถูกมองเป็นอื่นหรือกลายเป็นอาชีพที่เป็นอะไรบางอย่างที่ตกเป็นเหยื่อของสังคม มากกว่าพูดถึงคุณภาพชีวิตหรือปัญหาอย่างอื่น” ธนกร กล่าว

แพทย์‘ม.มหิดล’วิจัย‘สมองเสื่อม’ ชี้อุปสรรคยังขาดฐานข้อมูลคนไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/625236

แพทย์‘ม.มหิดล’วิจัย‘สมองเสื่อม’  ชี้อุปสรรคยังขาดฐานข้อมูลคนไทย

วันพุธ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับตั้งแต่ อาลอยส์ อัลซไฮเมอร์ (Alois Alzheimer) จิตแพทย์ชาวเยอรมัน ได้ค้นพบ “โรคอัลไซเมอร์” ตั้งแต่ปี 2449 และได้มีการนำชื่อของผู้ค้นพบมาตั้งเป็นชื่อโรคที่มีอาการเสื่อมของเนื้อเยื่อสมอง ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากค่ารักษาพยาบาล และการดูแลผู้ป่วยจำนวนมหาศาล จากอุบัติการณ์แนวโน้มของผู้ป่วยโรคดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยยังไม่พบสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัด

แต่นั่นคือความเสื่อมของความจำ ความคิดอ่าน ที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และอาจมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมและอารมณ์ร่วมด้วย คืออาการของสมองเสื่อม ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด เรียกอาการเหล่านี้ของผู้สูงวัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ ทั้งที่จริงแล้ว “อาการหลงลืมของผู้สูงวัยเป็นความเสื่อมตามธรรมชาติที่อาจเกิดได้จากสาเหตุอื่นได้ด้วย” และสามารถชะลอการเกิดอาการดังกล่าวได้ตั้งแต่อยู่ในวัยเยาว์

ศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาลภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า อาการสมองเสื่อมมีสาเหตุเกิดได้จากหลายโรค“แม้จะป้องกันไม่ได้ 100% จากการเสื่อมตามอายุ แต่ก็สามารถป้องกันได้ถึงประมาณ 40% จากการปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตตั้งแต่ก่อนเป็นผู้สูงวัย” โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเสื่อมของหลอดเลือดทั้งทางกายและทางใจ

ซึ่ง “ทางกาย” ควบคุมได้จากการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่หวาน เค็ม และมันมากเกินไป ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ตรวจสุขภาพเพื่อค้นหาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและหากมีโรคดังกล่าวอยู่เดิม ก็ควรควบคุมให้ดี นอกจากนี้ควรงดสูบบุหรี่ ไม่อยู่ในอากาศที่เป็นมลพิษ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนระวังการเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้สมองได้รับความกระทบกระเทือน

ส่วน “ทางใจ” ควบคุมได้จากการปรับอารมณ์ และสังคม โดยพยายามไม่แยกตัวจากสังคม และมีการปรับสมดุลทางอารมณ์ ซึ่งการปล่อยให้เกิดความเครียดที่บ่อยครั้ง และนานเกินไป จนตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า พบว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดอาการสมองเสื่อมก่อนวัยได้เช่นกัน

“ในส่วนของการเลือกรับประทานอาหารเพื่อชะลอการเกิดอาการสมองเสื่อม ในวัยเด็กและวัยหนุ่มสาวมีความแตกต่างกันตรงที่ เด็กต้องการอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ไปพร้อมๆ กับเสริมการเรียนรู้เพื่อให้มีพัฒนาการเจริญเติบโตทั้งทางกายและทางสมองตามวัย แต่ในวัยหนุ่มสาวเป็นต้นไป ควรเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยให้เน้นผัก ธัญพืช อาหารที่ให้โปรตีนอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรี่สูงเกินจำเป็น และไขมันอิ่มตัว” ศ.นพ.วีรศักดิ์ กล่าว

สำหรับ ศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุและระบบประสาทมีผลงานด้านการศึกษาผู้ป่วยสูงวัยที่มีอาการสมองเสื่อมซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติและสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเปรียบเทียบกับผู้สูงวัยที่มีอาการปกติ โดยให้เหตุผลที่สนใจศึกษาในด้านดังกล่าวว่า แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ยังไม่มีฐานข้อมูลที่เป็นของคนไทย ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการต่อยอดรักษาที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจากต่างประเทศ อีกทั้งยังทำงานวิจัยเกี่ยวกับภาพรังสีวินิจฉัยอาการสมองเสื่อม เครื่องมือทดสอบสมองเสื่อม และการใช้สมุนไพรเพื่อป้องกันอาการสมองเสื่อมด้วย

มหาวิทยาลัยมหิดล