สิ้น’แม่ชีศันสนีย์’ หลังป่วยมะเร็งลุกลามระยะสุดท้าย สิริอายุ 68 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620709

สิ้น'แม่ชีศันสนีย์' หลังป่วยมะเร็งลุกลามระยะสุดท้าย สิริอายุ 68 ปี

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 20.13 น.

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2564 มูลนิธิเสถียรธรรมสถาน ออกแถลงการณ์ (ฉบับที่ 2) แจ้งข่าวการคืนสู่ธรรมชาติ ของท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน ระบุว่า จากที่ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ป่วยเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร และเข้ารับการรักษาตั้งแต่ พ.ศ.2560 โดยมีอาการดีขึ้นในช่วงปีแรกและตรวจพบก้อนมะเร็งอีกครั้งในกลางปี 2563 และเข้ารับการรักษาโดยคณะแพทย์อย่างเต็มความสามารถ

กระทั่งวันที่ 3 ธันวาคม 2564 พบว่าอาการไม่ปกติ อ่อนเพลียมาก คณะผู้ดูแลจึงพาท่านเข้ารับการรักษาอีกครั้ง คณะแพทย์พบว่าก้อนมะเร็งได้ขยายขนาดและลุกลามอย่างมาก ผู้ดูแลจึงตัดสินใจพาท่านกลับมาพำนักที่เสถียรธรรมสถาน ตามปณิธานของท่านในวันที่ 6 ธันวาคม และคืนสู่ธรรมชาติอย่างสงบในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2564 เวลา 18.23 น.สิริอายุ 68 ปี 1 เดือน 7 วัน และนับเป็น 41 พรรษาบนมรรคาแห่งการตื่น

เสถียรธรรมสถานและคณะศิษยานุศิษย์ จึงขอประกาศแจ้งข่าวการคืนสู่ธรรมชาติของท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ให้ได้ทราบโดยทั่วกันด้วยความอาลัยยิ่ง สำหรับกำหนดการอื่นๆ จะได้แจ้งให้ทราบในวันถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

– เปิดประวัติอาลัย’แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต’ก่อนคืนสู่ธรรมชาติอย่างสงบ

– ‘มูลนิธิเสถียรธรรมสถาน’แถลงการณ์! ‘แม่ชีศันสนีย์’ป่วยมะเร็งลุกลามเข้าสู่ระยะสุดท้าย

มฟล.จับมือบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ พัฒนาโครงการวิจัยและนวัตกรรมสร้างฐานอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620662

มฟล.จับมือบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ พัฒนาโครงการวิจัยและนวัตกรรมสร้างฐานอนาคต

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 17.09 น.

มฟล.จับมือบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ พัฒนาโครงการวิจัยและนวัตกรรมสร้างฐานอนาคต

7 ธันวาคม 2564 ที่ลานหน้าห้องประดู่แดง อาคารพลเอกสำเภา ชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา วงศ์เกษมจิตต์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมด้วยนายสุทธิเดชถกลศรี  ประธานบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ จำกัด ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการวิจัย ซึ่งทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ จำกัด ได้ร่วมกันพัฒนาและจัดทำโครงการวิจัยและนวัตกรรม ในรูปแบบของการวิจัยร่วมกับภาคเอกชนขึ้น โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ จำกัด นิสิตนักศึกษา ตลอดจนสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยานจำนวนมาก 

ทั้งนี้หลังพิธีลงนามทางบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ จำกัด ได้มอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จำนวน 4 ทุนๆ ละ 25,000 บาท เพื่อให้นักศึกษาที่มีความสามารถนำไปต่อยอดการพัฒนาด้านการศึกษาและด้านงานวิจัยต่อไป

รองศาสตราจารย์ น.ท. ดร.ทศพล บุญเกิน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นกลไกที่จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนของประเทศ มีศักยภาพในการทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมุ่งเน้นงานวิจัยที่จะต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและนักวิจัยในมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง โดยคาดหวังว่าจะสามารถเพิ่มศักยภาพในการทำงานวิจัยและพัฒนาของเอกชนได้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการและขับเคลื่อนการพัฒนาร่วมกันในด้านต่างๆ อาทิ สนับสนุนให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมทางเทคโนโลยีด้านเครื่องสำอาง ด้านเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ด้านบรรจุภัณฑ์และวัสดุศาสตร์ หรือด้านเทคโนโลยีดิจิตอล ที่เกี่ยวข้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของสังคมในทุกช่วงวัยของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภค Young Old และกลุ่มเด็กเล็ก และสามารถพัฒนาสู่การนำไปใช้ประโยชน์จริง

นอกจากนี้ สนับสนุนการพัฒนาความรู้ความสามารถของอาจารย์ นักวิจัย หรือนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ให้เกิดการพัฒนาผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของบริษัท ตลอดจนสร้างความร่วมมือทางวิชาการอย่างเป็นระบบระหว่างหน่วยงานทั้งสอง และร่วมกันดำเนินกิจกรรมทางวิชาการให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน จากการเผยแพร่ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์โดยผู้ที่เชี่ยวชาญและเพื่อสร้างความร่วมมือด้านสหกิจศึกษาหรือการอบรมวิชาชีพในด้านที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นการรับนักศึกษาเข้าฝึกฝนหรือศึกษาดูงานในบริษัท เพื่อให้เกิดการพัฒนาความรู้ความสามารถและเกิดประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง ซึ่งบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ มีผลผูกพันเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 5 ปีนับแต่วันที่ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

ทางด้านศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา  กล่าวว่า การศึกษาวิจัยเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ เป็นพันธกิจที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้ดำเนินการมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2541 ด้วยความเชื่อมั่นว่า การเสริมสร้างให้ชุมชน สังคมและเอกชน เกิดความเข้มแข็งและปลอดภัย เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้มีความมั่นคง และการมุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธาน ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการ “ปลูกป่า สร้างคน” โดยมุ่งหวังให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นขุมพลังทางปัญญาของสังคมจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ชุมชน สังคมและเอกชน มีความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน การที่มหาวิทยาลัยได้มีโอกาสร่วมมือกับบริษัท นีโอ แฟคทอรี่ จำกัด ในครั้งนี้  จึงถือได้ว่า เป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ และการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่เอกชนที่ทรงคุณค่าและมีความหมายเป็นอย่างยิ่ง -005

รีเซ็ต‘ครู’!ศธ.ปรับแผนพัฒนาวิธีสอนรับโลกเปลี่ยนแปลง เล็งนำร่องรร.ที่พร้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620636

รีเซ็ต‘ครู’!ศธ.ปรับแผนพัฒนาวิธีสอนรับโลกเปลี่ยนแปลง เล็งนำร่องรร.ที่พร้อม

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 16.03 น.

รีเซ็ต‘ครู’!ศธ.ปรับแผนพัฒนาวิธีสอนรับโลกเปลี่ยนแปลง เล็งนำร่องรร.ที่พร้อม

7 ธันวาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ฝากเรื่องการพัฒนาการเรียนการสอนของเด็ก และการพัฒนาครู ซึ่งตรงกับสิ่งที่ ศธ.กำลังจะพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ และพัฒนาครูคู่ขนานไปพร้อมๆกันด้วย เช่น ส่งเสริมให้ครูปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน แต่เนื่องจากเรามีครูจำนวนมาก และแต่ละพื้นที่มีบริบทที่แตกต่างกัน แต่อยู่ในแผนการพัฒนาครูแล้ว โดยภายในเดือนธันวาคมนี้ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) จะจัดทำแผนพัฒนาครูมาเสนออีกครั้ง

น.ส.ตรีนุช ระบุว่า ขณะนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ดังนั้นจะต้องมีกลไกในการพัฒนาครู ซึ่งครูจะต้องมีการอัปเดตองค์ความรู้ และวิธีการสอนอยู่ตลอดเวลา แต่การพัฒนาครูแบบเร็ว และปูพรมทั่วประเทศ อาจจะไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด ที่สำคัญครูต้องเปลี่ยนกระบวนการทางความคิด (Mindset) ต่างๆด้วย ตนจึงให้เลขาธิการ กพฐ. ไปทำแผนว่าอาจะเริ่มพัฒนาครูในพื้นที่นำร่อง หรือโรงเรียนที่ผู้บริหาร และครูมีความพร้อมและมีความสนใจจริงในการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนก่อนหรือไม่

“เบื้องต้นครูต้องเปลี่ยนวิธีการสอนแบบ Active Learning เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะ สามารถคิดวิเคราะห์ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ได้มอบให้เลขาธิการ กพฐ.ทำแผนบริหารจัดการทรัพยากรครู เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่ทำให้ไม่สามารถจัดการสอบครูผู้ช่วยได้ในช่วงที่ครูไม่ครบชั้น จึงต้องมีแผนให้โรงเรียนใช้ทรัพยากรต่าง ๆร่วมกันก่อนได้อย่างไร” น.ส.ตรีนุช กล่าว

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค-เวชภัณฑ์ แก่สถานสงเคราะห์ 5 แห่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620631

'ในหลวง-พระราชินี'พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค-เวชภัณฑ์ แก่สถานสงเคราะห์ 5 แห่ง

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 15.53 น.

“ในหลวง-พระราชินี” โปรดเกล้าฯพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค-เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ 5 แห่ง เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” 7 ธ.ค. 2564

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใย และทรงให้ความสำคัญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (COVID-19) ที่มีในประเทศไทย อีกทั้งทรงตระหนักถึงความสำคัญของสุขอนามัยที่ดี และการมีโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา วันที่ 7 ธันวาคม 2564 

วันที่ 7 ธันวาคม 2564 เวลา 09.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ หน่วยราชการในพระองค์ เชิญสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ จำนวน 5 แห่ง ดังนี้

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศตรี วีระพันธ์  ภูวจินดา เป็นประธานเชิญสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ จำนวน 56 คน ณ บ้านศิริวัฒนธรรม ตำบลดอนกรวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลโท พิชิต  อ่อนอินทร์ เป็นประธานเชิญสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่ผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ จำนวน 95 คน ณ ศูนย์ที่พักฟื้นผู้สูงอายุ บ้านลุงสนิท อาสนะ ตำบลคุ้งกระถิน อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ท่านผู้หญิงอินทิรา  พลธร เป็นประธานเชิญสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่เด็กและเยาวชนชาย รวมถึงเจ้าหน้าที่ จำนวน 196 คน ณ สถานสงเคราะห์เยาวชนมูลนิธิมหาราช ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ คุณจันทนี  ธนรักษ์ เป็นประธานเชิญสิ่งของ และเครื่องอุปโภคบริโภคพระราชทาน ไปมอบแก่ผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ จำนวน 205 คน ณ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ ตำบลบ่อโพง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตำรวจโท พรเทพ  จันทร์ชิดฟ้า เป็นประธานเชิญสิ่งของ และเครื่องอุปโภคบริโภคพระราชทาน ไปมอบแก่เด็กและเยาวชนหญิง รวมถึงเจ้าหน้าที่ จำนวน 82 คน ณ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (บ้านเกร็ดตระการ) ตำบลเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ กับพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ รวมทั้งพระราชทานเลี้ยงอาหารแก่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่าง ๆ มาโดยตลอด

นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (COVID-19) ในประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใย และทรงตระหนักถึงความเดือดร้อนที่ราษฎรได้รับผลกระทบทั้งในเรื่องสุขภาพอนามัยและชีวิตความเป็นอยู่ อีกทั้งได้ทรงติดตามสถานการณ์ และการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ในการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดมาโดยตลอด จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ไปมอบแก่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ รวม 5 แห่ง เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา วันที่ 7 ธันวาคม 2564 และด้วยพระราชหฤทัยมุ่งมั่นที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อบำบัดทุกข์ และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร รวมถึงเด็ก เยาวชน ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ในสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ ให้มีโภชนาการที่ดี มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง มีเวชภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อการดูแลรักษาและป้องกันตนเอง ส่งผลให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจที่ดี สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป
 

ดีไซน์ใหม่‘อาหารกลางวัน’นักเรียน น่ากิน-ถูกหลักโภชนาการ ภายใต้งบ21บาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620629

ดีไซน์ใหม่‘อาหารกลางวัน’นักเรียน น่ากิน-ถูกหลักโภชนาการ ภายใต้งบ21บาท

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 15.52 น.

ศธ.ขยับปรับดีไซน์ใหม่‘อาหารกลางวัน’นักเรียน น่ากิน-ถูกหลักโภชนาการ ภายใต้งบ 21 บาทต่อหัว

7 ธันวาคม 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความเป็นห่วงเรื่องอาหารกลางวันของนักเรียนจะต้องจัดให้ถูกหลักโภชนาการ ซึ่งนายสุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เสนอโครงการของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยดีไซน์รูปแบบอาหารกลางวันของนักเรียนให้น่ารับประทานและถูกหลักโภชนาการ โดย ศธ.จะนำมาปรับใช้ และประสานให้มาหารือร่วมกัน ว่าจะสามารถทำให้อาหารกลางวันเหมาะสม น่ารับประทาน และถูกหลักโภชนาการ ภายใต้งบอาหารกลางวันหัวละ 21 บาทได้อย่างไร ถือเป็นความพยายามที่จะทำให้อาหารกลางวันมีความน่ารับประทานและถูกหลักโภชนาการมากขึ้น

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาตนก็ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูแลเรื่องอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนว่าถูกหลักโภชนาการมาหรือไม่ แต่อาจจะพบปัญหาในโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ทางโรงเรียนสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้ง่ายกว่า ซึ่งจะเห็นว่าโรงเรียนขนาดเล็กบางพื้นที่ครูและนักเรียนได้ปรับเปลี่ยนโดยปลูกพืชผัก เพื่อนำมาใช้ประกอบเป็นอาหารกลางวันเพิ่มเติม แต่ต้องยอมรับว่าในบางพื้นที่ไม่สามารถจัดการได้สมบูรณ์ 100% ตนจึงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลช่วยเหลือ เพราะอาหารถือเป็นส่วนสำคัญ และมีผลอย่างมากต่อพัฒนาการในด้านสมองของเด็ก ซึ่งท่านนายกฯก็มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ จึงกำชับให้ ศธ.ดูแลเรื่องอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน

“อาหารจะมีผลกับพัฒนาการทางด้านสมองของเด็กเล็กอย่างมาก ท่านนายกฯมีความเป็นห่วง จึงกำชับให้ ศธ.ดำเนินการดูแล เบื้องต้นดิฉันได้มอบหมายให้หน่วยงานหลักลงพื้นที่โรงเรียนเพื่อดูว่าพบปัญหาอุปสรรคเรื่องอาหารกลางวันอย่างไรบ้าง ส่วนดิฉันจะลงพื้นที่ไปดูแลเรื่องอาหารกลางวันของเด็กด้วยว่าโรงเรียนดำเนินการตามหลักโภชนาการหรือไม่ อย่างไร และให้ สพฐ.นำเสนอข้อมูลที่ลงไปตรวจสอบมาโดยเร็ว เพราะดิฉันอยากทำเรื่องนี้ ส่วนการจัดสรรงบอาหารกลางวันแบบขั้นบันใดให้กับโรงเรียนต่าง ๆเพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กได้รับงบเพียงพอกับค่าอาหารกลางวัน เพราะถ้าให้ตามรายหัวทางอาจจะไม่เพียงพอที่จะนำไปจัดเป็นค่าอาหารกลางวันของเด็กที่จะทำให้เกิดประโยชน์ทางโภชนาการของเด็กได้” รมว.ศธ. กล่าว

‘มูลนิธิเสถียรธรรมสถาน’แถลงการณ์! ‘แม่ชีศันสนีย์’ป่วยมะเร็งลุกลามเข้าสู่ระยะสุดท้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620581

'มูลนิธิเสถียรธรรมสถาน'แถลงการณ์! 'แม่ชีศันสนีย์'ป่วยมะเร็งลุกลามเข้าสู่ระยะสุดท้าย

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 13.52 น.

วันที่ 7 ธันวาคม 2564 มูลนิธิเสถียรธรรมสถาน ออกแถลงการณ์ (ฉบับที่ 1) แจ้งความคืบหน้าอาการป่วยของท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ระบุว่า ตามที่สาธารณชนได้รับทราบว่า แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ป่วยเป็นโรคมะเร็งที่กระเพาะอาหาร ตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 และได้รับการรักษาจนสามารถควบคุมอาการของโรคได้แล้ว

ต่อมาเมื่อกลางปี พ.ศ.2563 แพทย์ตรวจพบก้อนเนื้ออีกครั้ง ท่านจึงได้เข้ารับการรักษาเพิ่มเติมด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ แต่เนื่องจากท่านยังทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างหุบเขาโพธิสัตว์ ทำให้ธาตุขันธ์ของท่านอ่อนล้ามาก ในที่สุดแพทย์ตรวจพบว่ามะเร็งได้เข้าสู่ระยะลุกลามจนเข้าสู่ระยะสุดท้าย เสถียรธรรมสถานจึงเลือกเข้าสู่กระบวนการดูแลรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) ตามเจตนารมณ์ของท่านที่เคยให้ไว้ ภายใต้ความเห็นชอบของคณะแพทย์ จึงพาท่านกลับมาพำนักที่เสถียรธรรมสถาน ในวันที่ 6 ธ.ค. 2564

เพื่อให้ผู้ที่มีความรักและศรัทธาในท่านได้ร่วมแสดงความกตัญญู จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้ร่วมใจกันภาวนาและระลึกถึงท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต โดยเสถียรธรรมสถานได้เปิดให้ร่วมลงนามพร้อมข้อความในสมุดเยี่ยม ที่บริเวณด้านหน้าเสถียรธรรมสถาน ระหว่างเวลา 09.00-16.00 น. (ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด+19)  และเปิดการลงนามในสมุดเยี่ยมออนไลน์ด้วยเช่นกัน (ตาม link ที่แนบ)  พร้อมทั้งขอเชิญชวนทุกคนสวดมนต์จากทุกที่ถวายแด่ ท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต เพื่อสร้างพลังมหากุศลร่วมกัน

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ชวนดู ‘ดาวศุกร์สว่างที่สุด’ ส่งท้ายปี 2564

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620545

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ชวนดู 'ดาวศุกร์สว่างที่สุด' ส่งท้ายปี 2564

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 10.44 น.

วันที่ 7 ธันวาคม 2564 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ NARIT โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ค ระบุว่า วันนี้ดาวศุกร์สว่างสุกใส คู่จันทร์เสี้ยวแรก ที่ไหนเห็นเหมือนกันบ้างครับ
วันนี้ว่าสว่างแล้ว พรุ่งนี้สว่างกว่า เพราะพรุ่งนี้ 7 ธันวาคม ชวนชม “ดาวศุกร์สว่างที่สุด” ส่งท้ายปี 2564
ช่วงค่ำวันที่ 7 ธันวาคม 2564 ดาวศุกร์จะปรากฏสว่างที่สุดในรอบปี (The Greatest Brilliancy) สว่างเด่น เห็นชัดเจนด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันตก หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าจนถึงเวลาประมาณ 20:00 น.

NARIT ชวนร่วมสังเกตการณ์ดาวศุกร์สว่างที่สุดในรอบปี และวัตถุท้องฟ้าอื่น ๆ ในคืนดังกล่าว ได้แก่ ดวงจันทร์เสี้ยวบาง ข้างขึ้น 3 ค่ำ ดาวเสาร์ และดาวพฤหัสบดี ที่จุดสังเกตการณ์หลัก 3 แห่ง

อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ โทร. 081-8854353

หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา โทร. 086-4291489

หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา โทร. 084-0882264

อยากส่องเห็นชัดเต็มสองตา มาดูกับเรานะครับ ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

พร้อมมาตรการด้านสุขอนามัย เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ผู้สนใจเข้าร่วมขอความร่วมมือลงทะเบียนล่วงหน้าที่ https://bit.ly/NARIT-Venus2021

จุฬาฯ คิดค้น น้ำยาฆ่าเชื้อโควิดใน 1 นาที การันตี จดแจ้งสิทธิบัตรระดับชาติแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620430

จุฬาฯ คิดค้น น้ำยาฆ่าเชื้อโควิดใน 1 นาที  การันตี จดแจ้งสิทธิบัตรระดับชาติแล้ว

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ดร.นพ.อมรพันธุ์ เสรีมาศพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าหน่วยวิจัย Nanomedicine Research Unit พร้อม ผศ.ดร.โรจน์ฤทธิ์ โรจนธเนศภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ และ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกันคิดค้น ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมน้ำยาฆ่าเชื้อจุลชีพก่อโรค Medical Antiseptic and Moisturizing Spray นวัตกรรมน้ำยาฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ผลการทดสอบการฆ่าเชื้อโควิด-19 พบว่า สามารถฆ่าเชื้อตายภายใน 1 นาที พร้อมทั้งได้รับคัดเลือกให้เป็นนวัตกรรมเพื่อสุขภาพเป็นของที่ระลึก ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2564 หรือ Thailand Research Expo 2021 และได้รับการจดแจ้งสิทธิบัตรระดับชาติแล้ว

ผศ.ดร.โรจน์ฤทธิ์ โรจนธเนศ กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีการใช้แอลกอฮอล์ที่เป็นสารทำให้เกิดการคายน้ำ ทำให้เมื่อใช้เจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์เป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวแห้งแตก และหยาบกระด้าง จึงทำให้เกิดแนวคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำยากำจัดเชื้อจุลชีพก่อโรคที่ปราศจากแอลกอฮอล์ แต่ยังคงมีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อจุลชีพก่อโรค จึงเป็นที่มาของการพัฒนาน้ำยาฆ่าเชื้อจุลชีพก่อโรค Medical Antiseptic and Moisturizing Spray ขึ้น

น้ำยาฆ่าเชื้อจุลชีพก่อโรคนี้ เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ ไม่ก่อให้เกิดการติดไฟ เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อแบบสัมผัสผิวหนังได้ สูตรละลายน้ำ กลิ่นหอม ผ่านการทดสอบการระคายเคืองในมนุษย์ ไม่ระคายเคืองต่อผิว มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสได้ดี และจากผลการทดสอบการฆ่าเชื้อโควิด-19 พบว่า สามารถฆ่าเชื้อภายใน 1 นาที

คณะผู้วิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จดแจ้งทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิทธิบัตรระดับชาติ และอยู่ในระหว่างการดำเนินการทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด เพื่อนำไปจัดจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปได้ใช้ ในรูปแบบสเปรย์ เพื่อใช้สำหรับพ่นผิวกายและบริเวณอื่นๆ ที่ต้องการ โดยจะให้ความชุ่มชื้นและทำความสะอาดโดยไม่ต้องล้างน้ำออก สามารถพ่นซ้ำๆ ได้ทุก 4 ชั่วโมง แต่ให้หลีกเลี่ยงการพ่นบริเวณดวงตา เยื่อบุผิวช่องปากและจมูก โดยสามารถเก็บไว้ใช้ได้นานถึง 2 ปี

สพฐ. จับมือ กกต.-วุฒิสภา ขับเคลื่อน สร้างพลเมืองดี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620428

สพฐ. จับมือ กกต.-วุฒิสภา ขับเคลื่อน  สร้างพลเมืองดี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) พร้อมคณะทำงาน เป็นผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าร่วมการประชุมขับเคลื่อนภารกิจโครงการการพัฒนาหลักสูตรและเทคนิคกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างพลเมืองเด็กและเยาวชนวิถีใหม่ (Civic Education) จัดโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยสาระสำคัญของโครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแนวทางการดำเนินกิจกรรม วางแผนการพัฒนาหลักสูตร สร้างแนวทางหรือวิธีการถ่ายทอดเทคนิคกระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างพลเมือง สำหรับ 4 ช่วงชั้น ได้แก่ ระดับการศึกษาปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย 

นางเกศทิพย์  กล่าวภายหลังการประชุม ว่า โครงการดังกล่าวนี้ สืบเนื่องจากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะสนับสนุนส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมพลเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีคุณภาพในอนาคต รวมทั้งแสวงหาแนวทางการป้องกันปัญหาความขัดแย้งทางความคิดระหว่างวัย การรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ การมีส่วนร่วมทางการเมือง การใช้สิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย และมีวัฒนธรรมความเป็นพลเมือง

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า การดำเนินในปีงบประมาณ 2565  จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกันทั้งสองฝ่าย เพื่อจัดทำหลักสูตรการเสริมสร้างพลเมือง พัฒนาคู่มือวิทยากร คัดเลือกบุคลากรเพื่อร่วมเป็นวิทยากรสำหรับฝึกอบรม และดำเนินการจัดการอบรมแก่ครูที่เป็นกลุ่มเป้าหมายใน 4 ระดับชั้น จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 80 คน

“สพฐ. ในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ดิฉันได้ให้ข้อสังเกตและมอบแนวทางในการดำเนินการ 2 ประการ คือ  การนิยามคำสำคัญ เพื่อใช้สื่อสารกับครูและผู้เกี่ยวข้องที่ชัดเจน โดยเฉพาะการเรียนรู้เชิงรุกหรือ Active learning ที่ประเด็นหลักอยู่ที่การเรียนรู้การลงมือปฏิบัติต้องเกิดการเรียนรู้เป็นสำคัญ และการดำเนินงานให้ออกแบบกระบวนการทำงานที่ไม่สร้างภาระแก่ครู โดยให้เป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มพูนคุณภาพการจัดการเรียนการสอน และมีภาคีเครือข่ายมาช่วยสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ของครูอีกด้วย”รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ปลัดมท.-ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมงานเปิดตัว’หนังสือดอนกอยโมเดล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/620473

ปลัดมท.-ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมงานเปิดตัว'หนังสือดอนกอยโมเดล'

วันจันทร์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 19.11 น.

ปลัดมท.-ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมงานเปิดตัว”หนังสือดอนกอยโมเดล” สืบสานพระปณิธานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พัฒนาต่อยอดผ้าไทยคู่แผ่นดินยั่งยืน

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2564 ที่กรมการพัฒนาชุมชน อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายสมคิด จันทมฤก อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางถวิล อุปรี ประธานกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย และนางจินตนา พิมพานิชย์ ประธานกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านคำประมง ร่วมแถลงข่าว เปิดตัว หนังสือดอนกอยโมเดล บทบันทึกองค์ความรู้ต้นแบบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างครบวงจร ฟื้นคืนภูมิปัญญาพื้นถิ่นให้มีความร่วมสมัยเพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศศิธร จันทมฤก ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน คุณรติรส ภู่วิภาดาวรรธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไอริส 2005 จำกัด อาจารย์ธนันรัตน์ ธนเศรษฐกาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ อาจารย์ศิริชัย ทหรานนท์ ผู้ก่อตั้งและนักออกแบบแบรนด์เธียร์เตอร์

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปณิธานแน่วแน่ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยทรงมุ่งมั่นทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถรักษาอัตลักษณ์ภูมิปัญญาของคนไทยให้อยู่คู่กับประเทศชาติของเราตราบชั่วกาลนาน โดยพระองค์ได้เสด็จพระดำเนินไปดูชีวิตความเป็นอยู่พี่น้องคนไทยดังที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้เคยปฏิบัติกรณียกิจในทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่ง “ดอนกอยโมเดล” เป็นพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการสร้างคุณภาพชีวิต ยกระดับคุณภาพชีวิต บนพื้นฐานภูมิปัญญาชาวไทยให้ดีขึ้น โดยทรงนำพระปรีชาสามารถในเรื่องแฟร์ชั่น เรื่องผ้า ไปพระราชทานพระดำริให้กับประชาชน โดยมีวันประวัติศาสตร์ที่สำคัญ คือ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 ได้ทรงเสด็จทอดพระเนตรงานผ้าคราม ​ณ หมู่บ้านดอยกอย อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เพื่อต่อยอดพัฒนาผ้าครามให้เป็นที่รู้จักและเพิ่มรายได้ทางเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของชาวบ้านดียิ่งขึ้นต่อไป ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ได้เสด็จเป็นองค์ประธานในงาน OTOP City 2020 และทรงพระดำเนินไปพระราชทานกำลังใจให้กับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้ชาวบ้านต่อสู้กับชีวิต นอกจากนี้ ได้พระราชทานแบบผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี โดยได้พระราชทานแนวทางให้ใช้ลายดังกล่าวได้ทุกเทคนิคและทุกประเภทผ้า และทรงมีพระประสงค์อยากช่วยชาวบ้านที่ทอผ้าในชุมชน นับเป็นพระปณิธานที่แน่วแน่ที่ได้สะท้อนเบื้องลึกของพระองค์ท่านว่าทรงรักและห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ท่านทุกคน

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี มีลักษณะเป็นตัวอักษร S ในภาษาอังกฤษ คือ ตัวอักษรแรกของพระนาม มีจำนวน 10 แถว หมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และลายรูปหัวใจ หมายถึง ความรัก ความปรารถนาดีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์มีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยพระองค์ได้พระราชทานแนวทางให้กับชาวบ้านที่ประกอบอาชีพทอผ้าทุกคน ซึ่งเป็นพระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลว่า “การที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด งานหัตถศิลป์ งานหัตถกรรม เราต้องนึกถึงหัวอกของเด็กรุ่นใหม่ด้วย” โดยได้พระราชทานแนวคิดในการขับเคลื่อนรณรงค์ให้คนหันมาสนใจใส่ผ้าไทย ภายใต้ชื่อ “โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งถือเป็นหลักการค้าและหลักการตลาดที่สำคัญ เป็นการยึดหลัก Demand และ Supply ในทางเศรษฐศาสตร์มาใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งที่พระองค์ท่านไปพัฒนาถือเป็น Supply ถ้าเราช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยทุกคน ทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่ทั้งหลายสนใจสวมใส่ผ้าไทย เพื่อให้เกิด Demand โดยต้องพัฒนาลวดลายเทคนิคผ้าให้โดนใจวัยรุ่น ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงมีพระดำริให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยเหลือประชาชนในชุมชนทอผ้า ทั้งยังทรงมีพระวิสัยทัศน์ที่ทรงอยากให้ชาวบ้านใช้สิ่งที่เป็นธรรมชาติ เพื่อให้เกิดสิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิตของเรา คือ ธรรมชาติที่ไม่เป็นพืษเป็นภัยกับสังคม

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า หนังสือดอนกอยโมเดล เล่มนี้ ได้รวบรวมพระกรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรของพระองค์ท่านที่ทอผ้าในชุมชน เพื่อแสดงให้รู้ว่า พระองค์รักทุกคน แนวทางและวิธีการพระราชทาน ทำให้สามารถพัฒนากลุ่มพี่น้องชาวดอนกอยให้สามารถพัฒนารายได้จาก 300 บาทต่อเดือนเป็น 7,000 บาทต่อเดือน และยังสามารถที่จะขยายผลไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ และจังหวัดอื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้ ทุกท่านสามารถดาวน์โหลดหนังสือดอนกอยโมเดลในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) ได้อีกด้วย

“ที่สำคัญที่สุด คือ เราต้องช่วยกันระดมคนที่มีความรู้และมีหัวใจช่วยเหลือประชาชนเหมือนพระองค์ท่าน มาช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์ ลวดลาย สี ทำเรื่องราวโบราณให้เป็นของสมัยใหม่ หรือร่วมสมัย เช่น การพัฒนาผ้าคราม หรือวัฒนธรรมผ้าย้อมคราม ที่มีอยู่ทั่วโลก ให้มีมูลค่า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือพี่น้องคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี คู่กับการรักษาศิลปวัฒนธรรม รักษางานหัตถศิลป์ และภูมิปัญญาของพี่น้องคนไทยให้อยู่ได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการถวายพระกำลังใจให้พระองค์ท่าน ได้ทรงช่วยชาวบ้านให้มากขึ้นในทุกๆ ปีตลอดไป” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุด นอกจากจะทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลแล้ว พระองค์ยังทรงคำนึงถึงความยั่งยืน เช่น การพระราชทานคำแนะนำให้ใช้สีธรรมชาติ การรักษาภูมิปัญญาความเป็นไทย งานหัตถศิลป์หัตถกรรม โดยได้พระราชทานแนวทางที่บ้านดอนกอย เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาขยายผล ได้แก่ การให้โรงเรียนทุกแห่งเอาภูมิปัญญาของท้องถิ่นของชุมชนตนเอง มาให้เด็กได้ใช้ได้เรียนรู้ และเข้ามามีส่วนร่วมมาเรียนรู้การปฏิบัติตามหลัก Learning by Doing ทุกขั้นตอน อันเป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักคุณค่าของในชุมชน และยังได้พระราชทานแนวความคิดให้กลุ่มมีพัฒนาสู่ศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับผ้าย้อมคราม เพื่อที่จะให้เป็นทั้งศูนย์เรียนรู้และเป็นที่ทำงาน ซึ่งความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยการสืบสานและต่อยอดของคนรุ่นใหม่ดังที่พระองค์ท่านได้ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวทางพระราชดำริในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยสิ่งเหล่านี้จะถูกนำมาถอดบทเรียนและขับเคลื่อนไปสู่พื้นที่อื่นๆ อันเป็นการ Change for Good สิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นกับประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.วันดี กล่าวว่า สภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้ขับเคลื่อนสืบสานพระปณิธานในการทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชดำริในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านการขับเคลื่อน โครงการ “ตามรอยผ้าไทย ลมหายใจแม่ของแผ่นดิน” และโครงการ “สืบสานอนุรักษ์ผ้าถิ่นไทยดำรงไว้ในแผ่นดิน” ทำให้เกิด Story Telling Packaging New Design ในผืนผ้าไทยแบบดั้งเดิมให้เกิดความร่วมสมัย ทำให้แบรนด์ผ้าบ้านดอนกอยไม่แพ้แบรนด์ใดในโลก อันจะทำให้ชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น ซึ่งทุกคนต่างหลอมรวมใจเดียวกัน คือ “รักพระองค์หญิง” ดอนกอยโมเดล ในพระดำริ เป็นการ Change for Good ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

ขณะที่ นางถวิล อุปรี ประธานกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย ได้ถ่ายทอดความรู้สึกเมื่อครั้งได้รับเสด็จฯ อย่างใกล้ชิด ว่า ตนรู้สึกซาบซึ้งดีใจและสำนึกในพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ จากในอดีตพวกเราทอผ้าแบบโบราณ ตามวิถีชีวิตชาวบ้านโบราณดั้งเดิม ทอเฉพาะใช้ ใช้ทุกอย่างที่ทำ พระองค์ท่านมาพระราชทานเสริมให้ลายผ้ามีความหลากหลาย เพื่อให้ชุมชนเรามีรายได้ มีเงินไปดูแลครอบครัว ดูแลเด็กและเยาวชนในชุมชน พระองค์ทรงตรัสว่า “แม่ๆ หนูมานี่มาให้กำลังใจแม่ๆ นะ แม่ๆ อย่าขี้คร้านนะ” ทำให้พวกตนมีความซาบซึ้งในน้ำพระทัยของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงใช้พระหัตถ์จับเครื่องมือเครื่องทอต่างๆ ก็ได้แต่ทูลว่าเป็นห่วงพระองค์ กระทั่งทรงตรัสตอบว่า “แม่ไม่ต้องห่วง หนูทำได้ หนูเคยตามเสด็จสมเด็จย่าบ่อยๆ” ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเหมือนความฝันที่กลายเป็นความจริงเกิดขึ้น นอกจากนี้ สิ่งที่พวกเราทำไม่ได้ พระองค์ทรงโปรดให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญลงมาช่วยให้แง่คิด ให้ข้อชี้แนะ ให้องค์ความรู้พวกตนด้วย

นางจินตนา พิมพานิชย์ ประธานกลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านคำประมง กล่าวว่า แนวทางพระราชทานทำให้คุณภาพชีวิตคนในชุมชนดีขึ้น รายได้เพิ่มมากขึ้น ลักษณะลายผ้าเฉดสีมีมากขึ้น ทั้งครามน้ำหนึ่ง ครามน้ำสอง ครามน้ำกลาง และผสมผสานหลากหลาย นอกจากนี้ ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมการพัฒนาชุมชนทำให้สามารถพัฒนากลุ่ม ทำให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น และในอนาคตจะทำให้ผลิตภัณฑ์พัฒนาให้ดีกว่านี้ และจะให้ลูกหลานสืบสานต่อไปด้วย

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า ผลสำเร็จของชุมชนบ้านดอนกอย ที่ได้สะท้อนให้เห็นผลลัพธ์ของดอนกอยโมเดลในวันนี้ ด้วยการสะท้อนผ่านดวงใจที่มีความสุขและแววตาที่มีความสุข ทำให้เกิดการเรียนรู้ ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง เศรษฐกิจฐานรากก็เข้มแข็ง เป็นผลลัพธ์ที่เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ได้พระราชทานคำแนะนำต่างๆ จนกระทั่งประมวลมาเป็นหนังสือเล่มนี้ ให้เห็นคำว่า “ครบวงจร” โดยมีผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำตั้งแต่เริ่มต้นการผลิตจนถึงการตลาด โดยในปี 2565 กรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำแนวทางตามพระดำริ ไปขยายผลพัฒนากลุ่มที่มีศักยภาพและมีความพร้อม รวมทั้งมีเอกลักษณ์อัตลักษณ์ของผ้า เช่น ภาคใต้ ผ้าเกาะยอ จ.สงขลา ภาคกลาง ผ้าทอลาวครั่ง จ.อุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ้าขิดบ้านโนนกอก จ.อุดรธานี และภาคเหนือ ผ้ายกดอก จ.ลำพูน

“กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งเน้นให้คนในชุมชนมีรายได้จากการจำหน่ายผ้าไทยเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ช่วง โดยในด้านกลไกการตลาด เราจะใช้กลไกข้าราชการรณรงค์ให้การใช้ผ้าไทยมีความหลากหลายมากขึ้นอย่างยั่งยืน และจะพัฒนาช่องทางการตลาดสู่สากล” นายสมคิด กล่าว

ดร.วันดี กล่าวด้วยว่า เพื่อเป็นการสืบสานโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของพระองค์ท่าน สมาคมแม่บ้านมหาดไทย จึงได้จัดโครงการ “คาราวานสินค้าชุมชน” สัญจรไปจำหน่ายผ้าไทยและสินค้าชุมชน ทั้งที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานในการรณรงค์ให้เพิ่มวันสวมใส่ผ้าไทย ถ้าเราช่วยกันอุดหนุนผ้าไทย ก็จะเป็นการช่วยเหลือชุมชนช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานราก เราทุกคนต้องช่วยกัน

– 006