ศธ.เดินหน้า แก้ไขปัญหาหนี้สินครู ย้ำครั้งนี้เป็นรูปธรรม และปฏิบัติได้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618989

ศธ.เดินหน้า แก้ไขปัญหาหนี้สินครู  ย้ำครั้งนี้เป็นรูปธรรม และปฏิบัติได้จริง

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ประชุมโครงการ “แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู (สอ.)ต้นแบบเป็นฐาน” โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ., นายอัมพร พินะสาเลขาธิการ กพฐ., นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ., นายวัลลพ สงวนนาม รองเลขาธิการ กพฐ. รวมทั้งตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารออมสิน, บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด,กรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู20 แห่งที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ประกอบด้วยภาคเหนือ 4 แห่ง คือ สอ.ครูเพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และลำปาง – ภาคกลาง 4 แห่ง คือ สอ.ครูกาญจนบุรี สมุทรปราการ ชัยนาท และสระแก้ว – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 แห่ง คือ สอ.ครูสกลนคร หนองคาย ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ สุรินทร์ มุกดาหาร และอุบลราชธานี – ภาคใต้ 5 แห่ง คือ สอ.ครูภูเก็ต ปัตตานี สุราษฎร์ธานี ชุมพร และกระบี่ เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมเอสดี อเวนิว กรุงเทพฯ 

โดย นายสุทธิชัยกล่าวว่า ท่ามกลางการจับตามองของสังคม ที่ตั้งคำถามว่าจะไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร เพราะเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครูได้เกิดขึ้นมานานหลายรัฐบาลแล้ว แต่ด้วยเงื่อนไขและเวลา อาจจะยังไม่สำเร็จ และ น.ส.ตรีนุช เทียนทองรมว.ศธ. ก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะเชื่อว่าตราบใดที่ครูมีหนี้สินจำนวนมาก ภาระเยอะ ย่อมส่งผลถึงขวัญกำลังใจในการสอนเด็ก และส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา จึงได้ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ โดยมอบหมายให้ตนเองเป็นประธานพร้อมทั้งเชิญบุคคลภายนอก เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารออมสิน, บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร, กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมเป็นกรรมการเพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาร่วมกัน พร้อมทั้งนำแนวทางคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูของ ศธ. ชุดที่ผ่านมา ซึ่งนายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตเลขานุการ รมว.ศธ. เป็นประธาน มาสานต่อ ทำให้เข้าใจถึงปัญหาและแนวทางที่จะทำงานต่อได้รวดเร็วมากขึ้น นายสุทธิชัย กล่าว

นายสุทธิชัยกล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ปัญหาระยะแรก ได้เชิญสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 2 แห่ง ซึ่งเป็นต้นแบบ คือ สมุทรปราการ และกำแพงเพชร มาเล่าให้ฟังถึงวิธีการแก้ปัญหา จากนั้นถอดบทเรียนการแก้ปัญหา จนกระทั่งได้ขยายเป็นระยะที่สอง ที่เปิดรับสมัครสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศเข้ามาร่วมโครงการ ที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ นอกเหนือจาก 20 แห่งนี้แล้ว จะเปิดรับสมัครเพิ่มเติมจนถึงเดือนธันวาคม นี้ เพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินการ และขยายผลการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ด้าน นายสุทิน แก้วพนา รองปลัด ศธ. กล่าวว่า ปัจจุบันครู 9 แสนคนทั่วประเทศ หรือประมาณร้อยละ 80 มีหนี้สินรวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านบาทโดยเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นจำนวน 8.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 64รองลงมาคือ ธนาคารออมสิน จำนวน 3.49 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25 ของหนี้สินครูทั้งหมด สาเหตุของปัญหาหนี้สิน เช่น เกิดจากข้อตกลงระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เจ้าหนี้เป็นฝ่ายกำหนดอาจเป็นข้อตกลงที่เอาเปรียบลูกหนี้ที่ต้องยอมรับเพราะไม่มีทางเลือก ลูกหนี้ไม่มีวินัยทางการเงินหรือใช้จ่ายเกินตัว ฯลฯ

รองปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า แนวทางแก้ปัญหาศธ.จะพิจารณาร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนำร่อง 20 แห่ง เกี่ยวกับขอบเขตการดำเนินงานแก้ปัญหาหนี้สินครู โดยมีแนวทางที่จะนำมาพิจารณาร่วมกันเช่น

-ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูให้ต่ำลงไม่เกิน 3% เพราะปัจจุบันอยู่ที่ 3.5-4.5% ถือว่าสูงผิดปกติ ต้องกำหนดเพดานเงินฝากให้ต่ำลงเพื่อลดผลกระทบที่มีต่อเงินกู้ – ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ให้สอดคล้องกับสินเชื่อที่มีอัตราความเสี่ยงต่ำ 4.5-5.0% – จัดสรรผลกำไรมาเพิ่มเงินเฉลี่ยคืนเงินกู้ให้มากขึ้น – นำเงินปันผลมาหักชำระหนี้เพื่อลดยอดหนี้รายเดือน – การบริหารความเสี่ยง การสร้างหลักประกันเงินกู้ – การปรับลดบุคคลค้ำประกัน ปรับลด
การซื้อประกันที่ไม่จำเป็นลง – การปรับโครงสร้างหนี้- จัดทำฐานข้อมูลสมาชิก และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับสถาบันการเงินและต้นสังกัด – ร่วมกับส่วนราชการต้นสังกัดหัก ณ ที่จ่าย ควบคุมยอดหนี้ไม่ให้เกินความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกสหกรณ์ ให้มีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่า 30% – สร้างระบบพัฒนาดูแลสมาชิก ให้ความรู้เสริมสร้างวินัยและการวางแผนทางด้านการเงิน การสร้างอาชีพเสริมลดรายจ่าย เพิ่มการออม ไม่ก่อหนี้เพิ่ม

“ทั้งนี้ จะขยายผลการแก้ปัญหาสู่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบ ในระดับพื้นที่ทั้ง 4 ภาค ภายในต้นปี 2565 ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้เกิดสหกรณ์ออมทรัพย์ครูตัวอย่าง/ต้นแบบ ที่มีการบริหารจัดการที่สามารถนำไปขยายผลได้ เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม เพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งเกิดการพัฒนากลไกการทำงานของภาคีเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ส่งผลให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีสภาพคล่องในการชำระหนี้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี” รองปลัด ศธ. กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ มีผู้บริหารจากส่วนราชการภายในและภายนอก ศธ. ชี้แจงในประเด็นต่างๆ พร้อมมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ นายขจรธนะแพสย์ จากธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวให้แนวทางการบริหารจัดการสหกรณ์เพื่อแก้ไขปัญหาในประเด็นการยุบยอดหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ปฏิรูปอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การบริหารความเสี่ยง                      

ส่วนตัวแทนผู้อำนวยการธนาคารออมสินให้แนวทางการ Re-Finance หนี้ครูไปยังสหกรณ์ สินเชื่อบำเหน็จตกทอด เพิ่ม Funding Resource ให้สหกรณ์เพื่อทดแทนเงินฝาก

นายสุรพล โอภาสเสถียร จากบริษัทเครดิตบูโร ให้แนวทางการจัดเก็บและบริหารจัดการฐานข้อมูลหนี้สิน โดยการสนับสนุนข้อมูลจากเครดิตบูโร

นางสุรางค์ คัยนันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ออมทรัพย์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ให้แนวทางการส่งเสริมและสนับสนุนกิจการสหกรณ์ที่จะนำแนวทางจากการดำเนินงานร่วมกันของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต้นแบบไปพิจารณาแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้

นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ให้แนวทางปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ และประสบการณ์ที่เคยทำหน้าที่เป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมาเป็นระยะเวลา 2 ปี

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. ให้แนวทางการหักเงิน ณ ที่จ่าย และการควบคุมยอดหนี้ของครูในสังกัด รวมทั้งสถานีแก้หนี้ครูระดับเขตพื้นที่การศึกษา

ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูสมุทรปราการและกำแพงเพชร ให้แนวทางเกี่ยวกับแผนการแก้ไขหนี้สินครู เพื่อเป็นแนวทางและถอดบทเรียนในการบริหารจัดการของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู

‘ดร.คุณหญิงกัลยา’เดินหน้าปั้นเด็กวิทย์ หนุน จุฬาภรณฯ ศูนย์กลาง ขยายองค์ความรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618991

‘ดร.คุณหญิงกัลยา’เดินหน้าปั้นเด็กวิทย์  หนุน จุฬาภรณฯ ศูนย์กลาง ขยายองค์ความรู้

วันอังคาร ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ดังจะเห็นได้จากที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบระยะเวลา 10 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2573) วงเงิน 9,619 ล้านบาท รวมไปถึงการสนับสนุนที่ให้เพิ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยในเขตพื้นที่การศึกษาอีก 6 แห่ง จากเดิมมีอยู่ 12 แห่งรวมเป็นจำนวน 18 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินงานของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยในช่วงที่ผ่านมานั้นพบว่าได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง มีเป้าหมายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะด้านการเตรียมความพร้อมกำลังคนระดับสูงทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ (STEM) เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มผู้ลงทุนจากประเทศต่างๆ ที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการ Eastern Economic Corridor (EEC) และโครงการอื่นๆ ของประเทศ

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยเป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีศักยภาพสูงทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จึงอยากให้ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปยังโรงเรียนต่างๆ โดยใช้โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยเป็นฐานหรือศูนย์กลางในการพัฒนายกระดับคุณภาพการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนได้มีโอกาสในการเรียนรู้และใช้ชีวิตอย่างมี STI (Science Technology & Innovation)ต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับการจัดการศึกษาของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยเชียงรายนั้นได้ดำเนินการเปิดการเรียนการสอนแบบ Onsiteตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 โดยมีการจัดการเรียนการสอนแบบ hybrid  ทั้ง Onsiteสำหรับนักเรียนที่แจ้งความประสงค์และได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองในการเข้ามาเรียนที่โรงเรียน และ Online สำหรับนักเรียนที่แจ้งความประสงค์ในการเรียนที่บ้าน และในส่วนของการได้รับวัคซีนของครูและบุคลากรนั้นก็ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว 99% และนักเรียนได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว 100%

“ต้องขอชื่นชมทางโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยเชียงรายเป็นอย่างมากที่ได้ดำเนินการเปิดโรงเรียนแบบ Onsite ตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด สามารถจัดการเรียนการสอนอย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันก็สามารถสอนเด็กให้มีความรู้ ความสามารถเทียบเท่าระดับนานาชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งอยากจะฝากเพิ่มว่าเรามีเด็กเก่งแล้ว มีครูที่เก่งแล้ว เราจะต้องสอดแทรกเรื่อง Coding เรื่อง STI รวมถึงเรื่องคุณธรรมเข้าไปด้วย เพื่อให้เขานำไปต่อยอดใช้ในการดำเนินชีวิต เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไปในอนาคต”ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ทั้งนี้กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทยในการพัฒนานักเรียน ครู ผู้บริหารด้านทักษะภาษาอังกฤษ โดยสนับสนุนทุนการศึกษาในการไปศึกษาต่อในหลักสูตรพัฒนาภาษาอังกฤษระยะสั้นสำหรับนักเรียน การสนับสนุนความร่วมมือกับหน่วยงานทางการศึกษาและมหาวิทยาลัยของประเทศนิวซีแลนด์ รวมถึงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโอตาโก ประเทศนิวซีแลนด์ นักเรียนและครูกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยได้รับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษโดยมหาวิทยาลัยโอตาโก ประเทศนิวซีแลนด์ ในรูปแบบออนไลน์เพื่อให้นักเรียนมีศักยภาพด้านภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาต่อและให้ครูมีศักยภาพด้านการสอนภาษาอังกฤษ

งานสุดท้ายในผ้าเหลือง ‘2พส.’ชื่อดังแชะรูปคู่บนเครื่องบินหลังกำหนดวันสึก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619058

งานสุดท้ายในผ้าเหลือง '2พส.'ชื่อดังแชะรูปคู่บนเครื่องบินหลังกำหนดวันสึก

วันจันทร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 20.34 น.

29 พ.ย.64 หลังจากพระมหาสมปอง ตาลปุตโต ออกมายืนยันประเด็นข่าวร้อน พระมหาไพรวัลย์ วรวัณโณ พระลูกวัดวัดสร้อยทอง เตรียมลาสิกขา ประมาณวันที่ 4-5 ธันวาคมนี้ โดยเหตุผลหลักๆ มาจากเรื่องแต่งตั้งเจ้าอาวาส ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น ( อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘พระมหาสมปอง’เผยกำหนดวันสึก ‘พระมหาไพรวัลย์’คาด 4 ธ.ค.นี้ )

ล่าสุด เพจ “ไพรวัลย์ วรรณบุตร”ได้โพสต์ภาพพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต และพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ นั่งคู่กันบนเครื่องบินและได้ระบุโพสต์ว่า “ให้มันภำที่กลางท้องฟ้า #งานสุดท้ายในผ้าเหลือง” คาดว่าไปออกงานคู่กันครั้งสุดท้ายที่ จ.เชียงใหม่ ก่อนที่จะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 ธ.ค.2564 ขณะที่พระมหาสมปอง ก็ออกมาระบุกำหนดที่จะสึกในวันที่ 3 พ.ย.2566 ซึ่งเป็นวันเกิดอายุครบ 45 ปี โดยอยากอยากทำอาชีพผู้ประกาศข่าว และนักพากษ์บอล

‘ตรีนุช’เล็งคิกออฟเปิดแอพฯ ติดตามนักเรียน 6.6 หมื่นคน กลับเข้าระบบการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/619039

‘ตรีนุช’เล็งคิกออฟเปิดแอพฯ ติดตามนักเรียน 6.6 หมื่นคน กลับเข้าระบบการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.33 น.

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำเสมอว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จึงได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางลดความเหลื่อมล้ำด้านต่าง ๆอีกทั้ง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ต้องการแก้ปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม จึงกำหนดให้การดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วน (Quick Win)

และได้มอบหมายให้ตน เป็นประธานคณะทำงานวางแผนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายการจัดการของ ศธ. ด้านการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยเมื่อเร็วๆนี้คณะทำงานวางแผนและเร่งรัดฯ ได้ประชุมร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานการจัดการศึกษาในสังกัด ศธ. ได้แก่ สพฐ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งผู้แทนแต่ละหน่วยงานได้รายงานข้อมูลจำนวนผู้เรียนในสังกัดที่ออกกลางคันภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 พบข้อมูล ดังนี้ กศน. มีผู้เรียนออกกลางคัน 1,483 คน, สช. มีผู้เรียนออกกลางคัน 2,578 คน , สอศ. มีนักศึกษาออกกลางคัน แบ่งเป็นอาชีวะภาครัฐ 16,690 คน อาชีวะภาคเอกชน 18,161 คน และ สพฐ. มีนักเรียนออกกลางคัน ดังนี้ กลุ่มเด็กทั่วไป 5,621 คน กลุ่มเด็กพิการ 7,137 คน กลุ่มรอยต่อ 14,953 คน รวมมีนักเรียน/นักศึกษา ออกกลางคันในทุกสังกัด จำนวน 66,623 คน

ว่าที่ ร.ต.ธนุ กล่าวต่อว่า ปัญหาและสาเหตุที่นักเรียน/นักศึกษาออกกลางคัน มีดังนี้ ปัญหาด้านสุขภาพ เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ผู้ปกครองอาจจะคิดเชื้อทำให้นักเรียน/นักศึกษาต้องออกมาดูแลบิดามารดา ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ครอบครัวได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ครอบครัวไม่มีรายได้จนเด็กต้องออกมาทำงานหารายได้จุนเจือครอบครัว ปัญหาการย้ายถิ่นฐาน คือเด็กย้ายติดตามผู้ปกครองที่เปลี่ยนอาชีพ จำนวนเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ ศธ.ต้องวางแผน จัดระบบหาวิธีให้เด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้

คณะทำงานวางแผนและเร่งรัดฯ จึงจัดทำโครงการ “กระทรวงศึกษาธิการห่วงใย นำนักเรียน นักศึกษาไทย กลับสู่ระบบการศึกษา” โดยมีแผนการดำเนินการคร่าว ๆ ดังนี้ สพฐ.จะจัดทำแอพพลิเคชั่น ขึ้นมาเพื่อปักหมุดหาถิ่นที่อยู่ของนักเรียน ซึ่งจะทำให้ทุกหน่วยงานใน ศธ. สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเด็กร่วมกัน ถือเป็นการตรวจสอบความซ้ำซ้อนและทำให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันมากที่สุด ซึ่งคาดว่าแอพพลิเคชั่นนี้จะแล้วเสร็จภายในวันที่ 29 พฤศจิกายน นี้

“เมื่อแอพพลิเคชั่นสามารถปักหมุดนักเรียน นักศึกษาที่ออกกลางคันได้แล้ว ขั้นต่อไปจะประชุ่มทำความเข้าใจกับทุกสังกัดให้ทราบแนวทางการลงพื้นที่ค้นหาติดตามเด็กต่อไป และในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. จะคิกออฟเปิดโครงการ “กระทรวงศึกษาธิการห่วงใย นำนักเรียน นักศึกษาไทย กลับสู่ระบบการศึกษา” และจะไม่ให้หลุดจากระบบอีก เพื่อเป็นของขวัญวันเด็ก ปี 2565 และต่อไปทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะส่งคนลงไปเช็คอินที่บ้านของเด็ก โดยจะลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากผู้ปกครองและเด็ก ๆว่ามีปัญหาอะไร ไม่พร้อมด้านไหน เด็กอยากจะเรียนต่อหรือไม่ ถ้าอยากเรียนต่อจะเรียนสายสามัญ หรือสายอาชีพ หรือเรียน กศน. เราจะทำสะพานเชื่อมให้เด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาทางใดทางหนึ่งที่เด็กสะดวก” ว่าที่ ร.ต.ธนุ กล่าว

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า เมื่อนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาได้แล้ว ต้องมีแผนป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาอีก เช่น ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดหาทุนการศึกษาให้กับเด็ก ส่งเสริมและสร้างอาชีพให้เด็กมีรายได้ระหว่างเรียน ส่วนนักเรียนที่พิการ สพฐ. ได้มอบหมายให้สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ลงพื้นที่ดูแลนักเรียนถึงบ้าน เพื่อช่วยเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ได้ลงพื้นที่ปักหมุดบ้านเด็กพิการและนำเด็กเข้าสู่ระบบแล้ว 5,046 คน ยังมีที่ค้นหาไม่พบอีก 2,121 คน โดยแผนดึงเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษานี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เห็นชอบ และเร่งรัดให้คณะทำงานฯ ติดตามเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาโดยเร็ว

บพข.เผยปี63-64 ร่วมมือเอกชน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 400 โครงการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618961

บพข.เผยปี63-64 ร่วมมือเอกชน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 400 โครงการ

วันจันทร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 15.55 น.

บพข. เผย ปี 63-64 ร่วมมือภาคเอกชนวิจัยและพัฒนา เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เกือบ 400 โครงการ ครอบคลุมทุกมิติ มั่นใจช่วยวางระบบในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศในระยะยาว

29 พฤศจิกายน 2564 ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม แห่งชาติ (สอวช.) เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน ดร.สิรี ชัยเสรี ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้รายงานผลการดำเนินงานของ บพข. ในรอบปี 2563 – 2564 ว่า บพข. ได้ทำความร่วมมือกับภาคเอกชน ในสัดส่วน 70 : 30 ผ่านการดำเนินโครงการในปี 2563 จำนวน 92 โครงการ และปี 2564 จำนวน 280 โครงการ โดยมีกรอบการวิจัยครอบคลุม เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ พลังงานวัสดุชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดิจิทัล และระบบคมนาคม ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เอกชนมีความตื่นตัวในความร่วมมือในครั้งนี้ แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ดร.สิรี กล่าวว่า บพข. แบ่งสัดส่วนการสนับสนุนงบประมาณออกเป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่ 1.เกษตรและอาหาร สัดส่วนการจัดสรรงบประมาณ ปี 2563 อยู่ที่จำนวน 347 ล้านบาท ใน 40 โครงการ และปี 2564 จำนวน 302 ล้านบาท ใน 70 โครงการ ครอบคลุมการวิจัยหาสารประกอบในอาหารที่ทำหน้าที่พิเศษ, สารให้กลิ่นรสอาหาร, อาหารฟังก์ชั่น, การลงทุนในเครื่องจักร โครงสร้างพื้นฐาน และระบบการขนส่งแบบการควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain Logistic) ซึ่งเป็นระบบสำคัญที่จะช่วยคงความสดใหม่ และลดการสูญเสียของสินค้า ส่งเสริมเกษตรพรีเมี่ยม และผลิตภัณฑ์สุขภาพ

2. สุขภาพและการแพทย์ มีสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณปี 2563 จำนวน 796 ล้านบาท ใน 29 โครงการ และปี 2564 จัดสรร 935 ล้านบาท ใน 59 โครงการ ครอบคลุมการพัฒนาชีวภาพ ,พัฒนาวัคซีนและยาใหม่, โภชนเภสัช, อาหารฟังก์ชั่น และการศึกษากฎ ระเบียบ การกล่าวอ้างทางสุขภาพ, การวินิจฉัยในหลอดทดลองและเครื่องมือแพทย์, ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง, เทคโนโลยีเอไอสำหรับสุขภาพ, หน่วยงานบริหารจัดงานวิจัยที่ต้องอาศัยการทดสอบทางคลินิก (CRO : Clinical Research Organization), การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และขีดความสามารถ โดยมีผลงาน เช่น การผลิตไหมเย็บแผลละลาย ชุดตรวจแลมป์เปลี่ยนสีสำหรับการตรวจโควิด-19 ยาชีววัตถุคล้ายคลึงสำหรับกระตุ้นเม็ดเลือดขาว เป็นต้น

3.พลังงานเคมีและวัสดุชีวภาพ ได้จัดสรรงบประมาณในปี 2563 จำนวน 95 ล้านบาท ใน 42 โครงการ ปี 2564 จำนวน 91 ล้านบาท ใน 20 โครงการ ครอบคลุมเรื่องชีวมวล, พลังงานชีวภาพและเชื้อเพลงชีวภาพ, พลาสติกชีวภาพ, สารเคมีชีวภาพ และการสนับสนุนพลังงานเชิงนโยบาย โดยมีตัวอย่างผลงาน เช่น การสังเคราะห์สารปกป้องผิวไม้ด้วยเทคโนโลยีสะอาดจากของเหลือทิ้งการเกษตร ระบบการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการกลั่นไบโอดีเซลและเอทานอล การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงเหลวสังเคราะห์จากเทคโนโลยีสีเขียวสำหรับยานยนต์ เป็นต้น

4.เศรษฐกิจหมุนเวียน มีสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณในปี 2563 จำนวน 81 ล้านบาท ใน 13 โครงการ และ ปี 2564 จำนวน 142 ล้านบาท ใน 35 โครงการ ครอบคลุมการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน, การพัฒนารูปแบบความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่าเพื่อสร้างระบบ CE (Circular Economy) ที่มีผลกระทบสูง การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใช้วัตถุดิบรอบสองเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการพัฒนาปัจจัยเอื้อข้อมูลฐานและมาตรฐานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ตัวอย่างผลงาน เช่น พอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลทรีไซเคิลเพื่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ต้นแบบเครื่องผลิตชีวมวลจากมัดใบอ้อยเพื่อโรงไฟฟ้าชีวมวล และระบบก่อสร้างโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการเสริมสร้าง เป็นต้น

5. ท่องเที่ยวสร้างสรรค์ โดยมีสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณในปี 2563 จำนวน 297 ล้านบาท ใน 53 โครงการ ปี 2564 จำนวน 256 ล้านบาท ใน 73 โครงการ ครอบคลุมการพัฒนาคลัสเตอร์ท่องเที่ยวสร้างสรรค์, ความปลอดภัย, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, โควิด-19, การบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ, การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร, การท่องเที่ยวไทยไร้คาร์บอน, การสังเคราะห์และผลักดัน ตัวอย่างผลงาน เช่น ต้นแบบการบริหารจัดการ WellHotel เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีคุณภาพ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารใน 7 พื้นที่ กระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ เป็นต้น

6.ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งมีสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณในปี 2563 จำนวน 234 ล้านบาท ใน 18 โครงการ และปี 2564 จำนวน 284 ล้านบาทใน 31 โครงการ ครอบคลุมเทคโนโลยีเอไอทางการแพทย์ เอไอด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสรรค์ เอไอในเศรษฐกิจหมุนเวียน เอไอด้านการเกษตรและอาหาร และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีตัวอย่างผลงาน เช่น ระบบประมวลภาษาธรรมชาติเพื่อการวิจัยทางการตลาด ปัญญาประดิษฐ์เพื่อติดตามและแนะนำภาวะโภชนาการสำหรับผู้ป่วยกลุ่มอาการอ้วนลงพุง รวมถึงระบบจัดการผลิตไผ่แปลงใหญ่ เป็นต้น

7. ระบบคมนาคมแห่งอนาคต มีสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณในปี 2563 จำนวน 328 ล้านบาท ใน 13 โครงการ ปี 2564 จำนวน 454 ล้านบาท ใน 39 โครงการ ครอบคลุมอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบราง หุ่นยนต์และระบบควบคุมอัตโนมัติ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ส่วนประกอบยานยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง เช่น การพัฒนารถไฟโดยสารต้นแบบ (รถไฟไทยทำ) ระบบการจัดการการขนส่งและโลจิสติกส์สำหรับอากาศยานไร้คนขับอัจฉริยะเพื่อการขนส่งในเขตพื้นที่ชุมชน รวมถึงการจัดทำมาตรฐานและแพลตฟอร์มการให้บริการภาคอุตสาหกรรม ภายใต้สถาบันโดรน เป็นต้น

สำหรับแผนการดำเนินงานปี 2565 ดร.สิรี กล่าวว่า บพข. มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนใน 5 โปรแกรมหลัก คือ 1.โปรแกรมยกระดับความสามารถการแข่งขันและวางรากฐานทางเศรษฐกิจเพื่อการพึ่งพาตนเองในระดับประเทศในอุตสาหกรรมรวมถึงเป้าหมายอื่นที่ไม่ใช่ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (Non-BCG) เพื่อให้ได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์ 40 ต้นแบบ มีหน่วยงานที่มีแพลตฟอร์มในการบ่มเพาะเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการสู่ตลาด 5 หน่วย ภาคเอกชนมีการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่พัฒนาขึ้น หน่วยบ่มเพาะเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยมีความสามารถในการผลักดันผลงานวิจัยไปสู่ตลาดเพิ่มขึ้น 

2. โปรแกรมยกระดับความสามารถการแข่งขันและวางรากฐานทางเศรษฐกิจเพื่อการพึ่งพาตนเองในระดับประเทศ ในเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) เพื่อให้ได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์ 73 ต้นแบบ หน่วยวิจัยและทดสอบทางคลินิกเพื่อการขึ้นทะเบียนยาแผนปัจจุบัน 1 หน่วย และภาคเอกชนมีการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่พัฒนา

3.โปรแกรมวิจัยและสร้างนวัตกรรมด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ วิทยาการหุ่นยนต์ เอไอ ดิจิทัลเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ได้ต้นแบบเทคโนโลยี นวัตกรรมดิจิทัลในด้านสุขภาพการแพทย์ เกษตรและอาหาร และการท่องเที่ยว อย่างน้อย 50 ต้นแบบ และ SMEs ไทยมีการปรับตัวของธุรกิจตามกระแสรการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล

4.โปรแกรมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพและบริการ (NQI) สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายและภาคบริการที่สำคัญของประเทศ เพื่อให้ได้โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพและบริการของประเทศ ด้านอาหารฟังก์ชัน  1 แห่ง เกิดระบบโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพและบริการของประเทศ ด้านอาหารฟังก์ชัน

5. โปรแกรมปฏิรูประบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อให้เกิดระบบจัดสรรทุนและบริหารแผนงาน โครงการวิจัยและนวัตกรรมที่ทำงานร่วมกันกับเครือข่ายระดับโลก และตอบโจทย์ตามยุทธศาสตร์ อววน. 1 ระบบ และจะนำไปสู่ การผลักดันนโยบาย  แนวปฏิบัติ  แผนและกฎระเบียบ ระบบจัดสรรทุนและบริหารแผนงาน โครงการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันกับเครือข่ายระดับโลก และตอบโจทย์ตามยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ต่อไป

นอกจากนี้ บพข. ยังได้ยกระดับโรงงานต้นแบบสำหรับอาหารและสารสกัด กระจายไปยังมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่าง ๆ โดยภาคเหนือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยนเรศวร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ภาคกลาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาคใต้ ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และได้สนับสนุนให้เกิด CLINIXIR ซึ่งเป็น Clinical Research Organization หรือ CRO ระดับประเทศขึ้นเป็นแห่งแรกในไทยอีกด้วยซึ่ง บพข. มั่นใจว่าการดำเนินงานที่ผ่านมา รวมถึงแผนการดำเนินงานในปี 2565 นี้ จะช่วยวางระบบในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศในระยะยาว

‘เสมา 1’ยัน รร.เปิดเรียนออนไซต์แล้ว 40% ที่เหลือรอลุ้น 1 ธ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618955

'เสมา 1'ยัน รร.เปิดเรียนออนไซต์แล้ว 40% ที่เหลือรอลุ้น 1 ธ.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 15.45 น.

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่มีโรงเรียนต่างๆ กำหนดจะเปิดเรียนแบบออนไซต์ 100% ในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ได้หรือไม่ คงต้องดูบริบทของแต่ละพื้นที่ด้วยว่ายังมีความกังวลหรือไม่ ซึ่งโรงเรียนส่วนใหญ่มีความพร้อม 100% แล้ว แต่บางชุมชนยังมีความเป็นห่วง เพราะยังมีคนติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 อยู่ไม่กี่คน แต่ในความรู้สึกของผู้ปกครองก็ยังมีความเป็นห่วง เพราะฉะนั้น ผู้นำชุมชน หรือชุมชนต่างๆ และผู้อำนวยการโรงเรียน จะต้องร่วมมือกับชุมชน แต่ถ้าโรงเรียนใดที่ผู้ปกครองยังมีความไม่สบายใจเกินครึ่งหนึ่ง ก็ไม่สามารถเปิดเรียนแบบออนไซต์ได้

รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า ส่วนการเปิดเรียน 1 เดือนที่ผ่านมานั้นเรียบร้อยดี โดยมีโรงเรียนเปิดออนไซต์ได้แล้ว 40% และพบปัญหาต่างๆ น้อยมาก ซึ่งทุกคนรวมถึงคุณครูก็มีความเป็นห่วง แต่ก็ระมัดระวัง และทุกคนก็มีความตื่นตัวในการป้องกันอยู่แล้ว ซึ่งตนก็ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานหลักเข้าไปกำกับดูแลโรงเรียนอย่างใกล้ชิด หากมีการติดเชื้อโควิด-19 ขึ้น ก็ให้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ เพื่อให้การแพร่ระบาดน้อยลง และหลังจากเปิดเทอมมาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2564 ก็ยังไม่พบคลัสเตอร์ในสถานศึกษา

โฆษกรัฐบาลเผยนายกฯชื่นชมเด็กไทย โชว์แอปฯ‘เชื่อมชาวนาขายข้าวถึงบ้าน’คว้าแชมป์อาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618689

โฆษกรัฐบาลเผยนายกฯชื่นชมเด็กไทย โชว์แอปฯ‘เชื่อมชาวนาขายข้าวถึงบ้าน’คว้าแชมป์อาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 11.07 น.

โฆษกรัฐบาลเผยนายกฯชื่นชมเด็กไทย โชว์แอปฯ‘เชื่อมชาวนาขายข้าวถึงบ้าน’คว้าแชมป์อาเซียน

28 พฤศจิกายน 2564 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชื่นชมเด็กไทยคือ น.ส.วรดา ประไพกรเกียรติ (น้องต้นหลิว) และ น.ส.กัญจรีย์ ศุภวิทยา (น้องปิ่นปิ๊น) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ทีม “Youth Forward” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน ASEAN DSE ปี 2564 ด้วยการนำเสนอแนวคิดการพัฒนาแอปพลิเคชัน “เชื่อมชาวนาขายข้าวถึงบ้าน” โดยใช้ Data วิเคราะห์ปัญหาภาคการเกษตรของอาเซียน ยกระดับคุณภาพชีวิต-เพิ่มรายได้ ช่วยเหลือชาวนาซึ่งถือเป็นอาชีพหลักของประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและให้เกษตรกรสามารถขายข้าวผ่านแอปฯ ให้กับผู้บริโภคได้โดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวเป็นการใช้ประโยชน์จาก Big Data และเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริงควบคู่กับกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาขับเคลื่อนประเทศรวมถึงวางรากฐานเด็กเยาวชนของประเทศไทยและของประชาคมอาเซียนไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจากท่านนายกรัฐมนตรี จะชื่นชมแนวคิดการพัฒนาแอปฯ ซึ่งเป็นการใช้ความคิดอย่างสร้างสรรค์ควบคู่เทคโนโลยี ในการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ยังประทับใจทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving Skill) และปฏิภาณไหวพริบที่เฉลียวฉลาดของเด็กไทยทั้ง 2 คน ในการตอบคำถามของคณะกรรมการฯ โดยเฉพาะคำถามที่ระบุ “หากเกษตรกรไม่มีอินเทอร์เน็ต หรือสัญญาณขัดข้องจะทำอย่างไร? ซึ่งน้องทั้งสองคนตอบว่า แอปฯ จะมีข้อมูลอีเมล และเบอร์โทรศัพท์เพื่อเป็นอีกทางเลือกให้กับลูกค้าติดต่อ ส่งผลให้สามารถเอาชนะใจกรรมการ และคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ

“ท่านนายกรัฐมนตรียังเห็นว่า การเข้าร่วมในเวที ASEAN DSE ระดับภูมิภาค ก็เป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้เด็กไทยได้เรียนรู้ทักษะนอกห้องเรียนด้วยทั้งด้านการสื่อสาร การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดเห็นร่วมกัน อันจะเสริมทักษะด้านการทำงานเป็นทีม ตลอดจนทักษะอื่น ๆ ที่จำเป็นอย่าง Soft Skill ซึ่งเป็นทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่เด็กไทยยุคใหม่ควรมีด้วย” นายธนกร กล่าว

‘คุณหญิงกัลยา’เดินหน้าปั้นเด็กวิทย์ฯ หลัง ครม.ใส่เกียร์หนุน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618516

'คุณหญิงกัลยา'เดินหน้าปั้นเด็กวิทย์ฯ หลัง ครม.ใส่เกียร์หนุน

วันศุกร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 21.11 น.

“คุณหญิงกัลยา”เดินหน้าปั้นเด็กวิทย์ฯ หลัง ครม.ใส่เกียร์หนุน พร้อมดึง รร.วิทยาศาสตร์จุฬาภรณฯ เป็นศูนย์กลาง ขยายองค์ความรู้ ผลิตนักวิจัยและบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ รองรับกลุ่มผู้ลงทุนใน EEC

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมนายภูมิสรรค์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ที่ปรึกษาและประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์และนโยบาย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) และคณะ ตรวจเยี่ยมการเปิดเรียนอย่างปลอดภัยด้วยการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ พร้อมมอบนโยบายให้ผู้บริหารและคณะครูโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยเชียงราย

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ดังจะเห็นได้จากที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระยะเวลา 10 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ.2564 – 2573) วงเงิน 9,619 ล้านบาท รวมไปถึงการสนับสนุนให้เพิ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยในเขตพื้นที่การศึกษา 6 แห่ง จากเดิมมีอยู่ 12 แห่ง รวมเป็น 18 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินงานของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ในช่วงที่ผ่านมานั้น พบว่าได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง มีเป้าหมายที่ชัดเจนและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะด้านการเตรียมความพร้อมกำลังคนระดับสูงทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ (STEM) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มผู้ลงทุนจากประเทศต่าง ๆที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการ Eastern Economic Corridor (EEC) และโครงการอื่นๆ ของประเทศ

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีศักยภาพสูงทางด้านคณิศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จึงอยากให้ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปยังโรงเรียนต่าง ๆ โดยใช้โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เป็นฐานหรือศูนย์กลางในการพัฒนายกระดับคุณภาพการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนได้มีโอกาสในการเรียนรู้และใช้ชีวิตอย่างมี STI (Science Technology & Innovation) ต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับการจัดการศึกษาของโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยเชียงรายนั้น ได้ดำเนินการเปิดการเรียนการสอนแบบ on site ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 โดยมีการจัดการเรียนการสอนแบบ hybrid ทั้ง On site สำหรับนักเรียนที่แจ้งความประสงค์และได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองในการเข้ามาเรียนที่โรงเรียน และ On line สำหรับนักเรียนที่แจ้งความประสงค์ในการเรียนที่บ้าน ในส่วนของการได้รับวัคซีนของครูและบุคลากรนั้น ก็ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว 99% และนักเรียนได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว 100%

“ต้องขอชื่นชมทางโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยเชียงรายเป็นอย่างมากที่ได้ดำเนินการเปิดโรงเรียนแบบ On site ตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด สามารถจัดการเรียนการสอนอย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันก็สามารถสอนเด็กให้มีความรู้ ความสามารถเทียบเท่าระดับนานาชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งอยากจะฝากเพิ่มว่าเรามีเด็กเก่งแล้ว มีครูที่เก่งแล้ว เราจะต้องสอดแทรกเรื่อง Coding เรื่อง STI รวมถึงเรื่องคุณธรรมเข้าไปด้วย เพื่อให้เขานำไปต่อยอดใช้ในการดำเนินชีวิต เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไปในอนาคต” ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าว

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวด้วยว่า กลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ในการพัฒนานักเรียน ครู ผู้บริหารด้านการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษโดยการสนับสนุนทุนการศึกษาจากสถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ในการไปศึกษาต่อหลักสูตรพัฒนาภาษาอังกฤษในหลักสูตรระยะสั้น สำหรับนักเรียน การสนับสนุนความร่วมมือกับหน่วยงานทางการศึกษาและมหาวิทยาลัยของประเทศนิวซีแลนด์ รวมถึงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโอตาโก ประเทศนิวซีแลนด์ นักเรียนและครูกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ได้รับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษโดยมหาวิทยาลัยโอตาโก ประเทศนิวซีแลนด์ ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้นักเรียนมีศักยภาพด้านภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาต่อและให้ครูมีศักยภาพด้านการสอนภาษาอังกฤษ

– 006

เคาะแล้ว! เกณฑ์คัดเลือก’ศึกษานิเทศก์-ผอ.-รองผอ.สถานศึกษาอาชีวะฯ’ชายแดนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618171

เคาะแล้ว! เกณฑ์คัดเลือก'ศึกษานิเทศก์-ผอ.-รองผอ.สถานศึกษาอาชีวะฯ'ชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 16.43 น.

บอร์ด ก.ค.ศ.เห็นชอบหลักเกณฑ์วิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้งศึกษานิเทศก์ /ผอ.-รองผอ.สถานศึกษาอาชีวะฯ จ.ชายแดนใต้ และเกณฑ์บรรจุนักเรียนทุน

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ เนื่องจาก ก.ค.ศ.พบว่า หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ (ว21/2555) (ว19/2560) และ (ว33/2560) ที่ใช้อยู่นั้น ไม่สามารถสรรหาศึกษานิเทศก์ที่มีสมรรถนะได้ตรงกับความต้องการและบริบทของการจัดการศึกษาในปัจจุบัน หรือแม้แต่การได้มาซึ่งศึกษานิเทศก์ควรกำหนดแนวทางในการคัดเลือกที่หลากหลาย หรือแม้แต่การสอบข้อเขียนอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมแนวทางเดียวสำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ส่งผลต่อการเรียนรู้และการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบัน จึงเป็นที่มาของการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ได้มาซึ่งศึกษานิเทศก์ที่มีลักษณะเป็นโค้ช (Coach) เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ตรงตามลักษณะงานในมาตรฐานตำแหน่งฯ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริหาร ครู และชุมชน ศึกษานิเทศก์จะเป็นผู้มีทักษะการนิเทศการศึกษาที่ดี ทั้งในด้านวิชาการและด้านการปฏิบัติ รวมทั้งเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในการจัดการเรียนการสอนร่วมกับครูได้

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้ง ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ มีสาระสำคัญได้ ดังนี้ คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือก เป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานตำแหน่งฯ ตาม ว 3/2564 การคัดเลือก ใช้วิธีการประเมิน 2 ด้าน คือ 1.ด้านผลงานและประสบการณ์ และ 2.ด้านความสามารถในการนิเทศการศึกษาโดยการปฏิบัติการนิเทศ ณ สถานที่จริง ส่วนเกณฑ์การตัดสิน ผู้เข้ารับการคัดเลือกต้องได้ด้านที่ 1 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงจะมีสิทธิเข้ารับการประเมินด้านที่ 2 โดยผู้ได้รับ การคัดเลือกจะต้องได้แต่ละด้านไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ทั้งนี้ ผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการขึ้นบัญชีไว้ไม่เกิน 2 ปี โดยเมื่อได้บรรจุและแต่งตั้งแล้วจะต้องรับการประเมินผลสัมฤทธิการปฏิบัติงานในหน้าที่ (Probation) เป็นเวลา 1 ปี 2 ครั้ง ทุก 6 เดือน จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งศึกษานิเทศก์ต่อไปได้ พร้อมกันนี้ได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา (ว21/2555) (ว19/2560) และ (ว33/2560)

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ที่ประชุม เห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผอ.สถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จ.ชายแดนภาคใต้ เฉพาะ จ.ยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ใน จ.สงขลา ประกอบด้วย อ.จะนะ อ.สะบ้าย้อย อ.เทพา และ อ.นาทวี ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ขอให้ ก.ค.ศ.พิจารณาเห็นชอบ เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ตามหนังสือ สำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ. 0206.6/ว8 ลงวันที่ 26 เมษายน 2562 ข้อ 5 กำหนดให้ส่วนราชการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือ ผู้อำนวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี เมื่อส่วนราชการดำเนินการตามข้อ 5 แล้ว ให้นำเสนอ ก.ค.ศ.พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนแจ้ง กศจ.หรือ อ.ก.ค.ศ.ที่ ก.ค.ศ.ตั้ง ดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ ก.ค.ศ.พิจารณาแล้ว เห็นว่ารายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกฯ ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเสนอ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ที่ ก.ค.ศ.กำหนด (ว 8/2562) และสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา (ว 3/2564) บริบทของสถานศึกษา และหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา ในการบริหารกิจการของสถานศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  จึงมีมติเห็นชอบรายละเอียดการดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเสนอ

“นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการขอยกเว้นเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อบรรจุนักเรียนทุนตามโครงการต่างๆ สพฐ.ได้ขอยกเว้นเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา สังกัด สพฐ.ตาม ว23/2563 เพื่อบรรจุนักศึกษาทุนตามโครงการต่างๆ กรณีสถานศึกษามีสภาพอัตรากำลังสายงานการสอนพอดีเกณฑ์หรือเกินเกณฑ์ แต่ขาดครูตามมาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา จำนวน 344 อัตรา และไม่ขาดครูตามสาขาวิชาเอกที่กำหนดให้มีในสถานศึกษา จำนวน 50 อัตรา รวมทั้งสิ้น 394 อัตรา ซึ่งที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาและเห็นชอบให้กำหนดเป็นหลักการ ให้บรรจุนักศึกษาทุนโครงการนักเรียนทุนรัฐบาลที่ได้ทำสัญญาผูกพันตามโครงการอยู่ก่อนวันที่เกณฑ์อัตรากาลัง ตาม ว 23/2563 จะมีผลใช้บังคับ รวมทั้งนักเรียนในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปี พ.ศ.2564 โดยให้พิจารณาตามลำดับ ดังนี้ 1.ให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งในวิชาเอกตามมาตรฐานวิชาเอก ในสถานศึกษาที่เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อผูกพันของโครงการ ซึ่งมีอัตรากำลังในสาขาวิชาเอกนั้นต่ำกว่าเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ.กำหนด ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ. 0206.6/ว 23 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ก่อน และ 2.หากไม่มีสถานศึกษาตามข้อ 1 ให้พิจารณาบรรจุและแต่งตั้งในวิชาเอกตามมาตรฐานวิชาเอก ในสถานศึกษาที่เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อผูกพันของโครงการ ซึ่งมีอัตรากำลังในสาขาวิชาเอกนั้นพอดี หรือเกินเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ.กำหนด ตาม ว 23/2563” น.ส.ตรีนุช กล่าว

‘กสศ.’จัดเวทีถกรวมพลังครู ลดความเหลื่อมล้ำการสอนสู่สังคมสร้างสรรค์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/618039

วันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 09.25 น.

สํานักพัฒนคุณภาพครูฯ กสศ. จัดเวทีเสวนา รวมพลังครู ลดความเหลื่อมล้ำ ขับเคลื่อนสู่ สังคมสร้างสรรค์การสอน พร้อมเปิดตัว เว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย “ I AM KRU.  แพลตฟอร์มออนไลน์  กระดานรวมเครื่องมือ ข้อมูล ตัวอย่างนวัตกรรมการสอน

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (  กสศ.)  พร้อมด้วย ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  ร่วมกันเปิดตัวเว็บไซต์และโซเซียลมีเดีย  I AM KRU  แพลตฟอร์ม ออนไลน์  ที่รวบรวมเครื่องมือ ข้อมูล ผลงานวิจัย ตัวอย่างนวัตกรรมในห้องเรียนที่ครูสามารถนำเครื่องมือไปปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเป็นพื้นที่ที่ครูสามารถเข้ามาเสริมสร้างสมรรถนะ พัฒนาศักยภาพในการสอนของตนเอง และ เป็นพื้นที่ในการแสดงความเห็นเพื่อช่วยกันลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างสร้างสรรค์

  รศ.ดร.ดารณี  กล่าวว่า  เมื่อโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว ครูจะต้องปรับเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะทำให้เด็ก มีความสุขในการเรียน โดยเฉพาะในยุคโควิด 19 ที่เด็กต้องเรียนทางออนไลน์ เป็นหลัก  ครูจึงต้องพัฒนาทักษะตนเองพัฒนาศักยภาพ สอนลูกศิษย์ โดยเน้น ให้ลูกศิษย์ได้เรียนรู้กับโลกข้างหน้าที่ต้องเผชิญในอนาคต  และต้องสอดคล้องกับความสามารถเฉพาะบุคคลและ  สถานการณ์ปัจจุบัน โดยที่ครูต้องเข้าถึงเด็กทุกคน

“การสอนให้เด็กทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบออนไลน์ หรือการเรียนออนแฮนด์ ครูต้องสอนให้เด็ก ได้เรียนรู้ โดยการให้เด็กได้ร่วมออกแบบการเรียนการสอน ไม่ใช่ครูออกแบบเพียงคนเดียว ต้องมีการสอบถามว่าอยากได้รู้แบบไหน ดังนั้นครูต้องเปิดใจไม่ใช่เป็นผู้ให้เพียงด้านเดียว  แต่เด็กต้องมีส่วนร่วม ที่สำคัญครูต้องกล้าที่จะต้องเปลี่ยนรูปแบบการสอนไม่ว่าจะออนไลน์หรือออนแฮน นอกจากนี้  ครูจะต้องเปิดใจเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆห้องเรียนจะต้องไม่ปิด  โดยเฉพาะขณะนี้ การเรียนออนไลน์ทุกคนเข้าถึงห้องเรียน ทำให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวาและผู้ปกครองเข้ามาเรียนรู้ได้ ซึ่งแพทฟอร์ม   I AM KRU  จะเป็นตัวช่วยเสริมที่ดี และเข้าถึงทุกคน “ รศ.ดร.ดารณี กล่าว

ด้าน ดร.อุดม  กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด 19 ทำให้โรงเรียนหรือ สถานศึกษาถูกปิด ครูต้องปรับตัวกับการสอนออนไลน์อย่างต่อเนื่องยาวนาน   ทำให้เกิด Learning Loss การถดถอยในการเรียนรู้ หรือ ผลกระทบด้านความรู้ที่หายไปในเด็กนักเรียนจำนวนมาก ซ้ำเติมกับช่องว่างทางการศึกษาที่ยังมีความเหลื่อมล้ำสูงระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่ กับโรงเรียนขนาดเล็ก และอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

“เว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย “ I AM KRU สังคมสร้างสรรค์ของคนสอน จึงเหมาะกับครูทุกพื้นที่ ทุกเจนเนอเรชั่นที่สนใจในการพัฒนาศักยภาพตนเอง และอยากเชิญชวนครูทุกคนมาเสนอไอเดียการสอนเทคนิคใหม่ๆ หรือแม้แต่มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อช่วยให้นักเรียนของเราในทุกพื้นที่ได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม   นอกจากนี้ยังอยากให้คุณครูคอยติดตาม  กิจกรรมและหลักสูตรออนไลน์ต่างๆจากทางกสศ.  ที่ไม่ว่าครูจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ตลอด 24 ชม. โปรแกรมจะติดตั้งใบประกาศนียบัตรที่คุณครูสามารถปรินท์ได้เลยทันที่จบหลักสูตร  ซึ่งนวัตกรรมต่าง ๆ ที่จะถูกแบ่งปันลงในเว็บไซต์นั้นจะไม่ได้มีเพียงแค่นวัตกรรมจากบุคลากรคุณภาพในประเทศไทย แต่ยังรวมถึงครูจากกลุ่มประเทศอาเซียน และประเทศติมอร์-เลสเต”  ดร.อุดม กล่าว

ทั้งนี้วงเสวนา รวมพลังครู ลดความเหลื่อมล้ำ ขับเคลื่อนสู่ สังคมสร้างสรรค์การสอน  ที่มีตัวแทนครู เข้าร่วม ได้สะท้อนปัญหาการสอน และแลกเปลี่ยนเทคนิค การสอน เช่น อยากให้ครูปรับมายเซ็ท  วางแผนการสอนให้เหมาะสม  พัฒนาหลักสูตรใหม่  ทำให้นักเรียนเรียนรู้ นำไปประกอบอาชีพ หรืออยากให้ครูในพื้นที่ชายขอบ สอนในรูปแบบระบบทางไกล ควบคู่กับการสอนในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาเด็กและสร้างเด็กในชุมชนให้เกิดการเรียนรู้  เท่าเทียมด้านการศึกษา