สอศ. โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผลประเมิน ITA ระดับ A ประจำปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597850

สอศ. โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผลประเมิน ITA ระดับ A ประจำปี 2564

สอศ. โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผลประเมิน ITA ระดับ A ประจำปี 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 20.18 น.

วันที่ 26 สิงหาคม 2564 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ซึ่งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้คะแนน 87.59 จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน อยู่ในระดับ A ซึ่งเกณฑ์ตัวชี้วัดการประเมินผล มีทั้งหมด 10 ด้าน โดย สอศ.ได้คะแนนในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1.การป้องกันการทุจริต 100.00 คะแนน 2.การเปิดเผยข้อมูล 96.00 คะแนน 3.การปฏิบัติหน้าที่ 85.70 คะแนน 4.คุณภาพการดำเนินงาน 85.44 คะแนน 5.ประสิทธิภาพการสื่อสาร 84.47 คะแนน 6.การปรับปรุงการทำงาน 84.34 คะแนน 7.การใช้อำนาจ 78.52 คะแนน 8.การใช้ทรัพย์สินของราชการ 74.00 คะแนน 9.การแก้ไขปัญหาการทุจริต 72.58 คะแนน และ 10.การใช้งบประมาณ 71.90 คะแนน

เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การประเมิน ITA มีกลุ่มเป้าหมายเป็นหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ เพื่อให้หน่วยงานที่เข้าร่วมการประเมินฯ ได้รับทราบคุณลักษณะและสถานการณ์ดำเนินงานในด้านคุณธรรม และความโปร่งใส เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาหน่วยงานภาครัฐทุกแห่งให้มีคุณธรรม และความโปร่งใสในการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

 “สอศ.ได้ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้ง นโยบายและมาตรการของกระทรวงศึกษาธิการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมุ่งหมายให้การบริหารงานและการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่ง สอศ. มีนโยบายและสร้างความตระหนักเรื่องความโปร่งใสในการทำงานแก่ผู้บริหารและบุคลากร โดยถือหลักเกณฑ์ที่ว่า “อาชีวะยุคใหม่ ต้องโปร่งใส่ ตรวจสอบได้”” นายสุเทพ กล่าว
 

ศธ.ทยอยฉีดไฟเซอร์ นร.ปลายกันยานี้ คาดอีกเดือนกว่าทำได้ตามเป้า-เปิดโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597704

ศธ.ทยอยฉีดไฟเซอร์ นร.ปลายกันยานี้ คาดอีกเดือนกว่าทำได้ตามเป้า-เปิดโรงเรียน

ศธ.ทยอยฉีดไฟเซอร์ นร.ปลายกันยานี้ คาดอีกเดือนกว่าทำได้ตามเป้า-เปิดโรงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.24 น.

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2564 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสด น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กรณีการฉีดวัคซีนโควิดให้นักเรียนว่า จะดำเนินการได้เมื่อใด เพราะทุกวันนี้โรงเรียนเปิดเรียนไม่ได้ การเรียนออนไลน์ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จึงอยากให้เด็กได้ฉีดวัคซีนจะได้กลับไปเรียนได้ อยากทราบว่า กระทรวงศึกษาธิการมีงบประมาณซื้อวัคซีนมาฉีดให้นักเรียนโดยเฉพาะหรือไม่ จะทำได้เมื่อไร โดยน.ส.กนก วรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ตอบชี้แจงแทนรมว.ศึกษาธิการว่า จำนวนครูและบุคลากรการศึกษามีเกือบ 9 แสนคน ยอดล่าสุด เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ได้ฉีดวัคซีนให้ครูและบุคลาการการศึกษาไปแล้วเกือบ 6 แสนคน เหลืออยู่ประมาณ 3.2 แสนคน ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ส่วนจำนวนนักเรียนอายุ 12 – 18 ปี มีอยู่ 4 ล้านกว่าคน แม้กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ตั้งงบประมาณซื้อวัคซีนฉีดให้เด็กนักเรียนไว้ แต่ประสานกับกระทรวงสาธารณสุขว่า ทันทีที่วัคซีนไฟเซอร์ที่สามารถฉีดให้เด็กและเยาวชนอายุ 12 -18 ปี เข้ามาปลายเดือน ก.ย. 2 – 3 ล้านโดส เมื่อเข้ามาถึงแล้วจะวางแผนยุทธศาสตร์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระจายวัคซีนไปฉีดให้นักเรียน 4 ล้านกว่าคน

“เร็วที่สุดคาดว่าใช้เวลา 1 เดือนกว่า จะฉีดได้ตามจำนวนที่ตั้งเป้าไว้ เพื่อเปิดโรงเรียนให้เด็กกลับมาเรียนได้ตามปกติ แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความปลอดภัยช่วงนั้นๆ ว่าจะเปิดเรียนได้หรือไม่” น.ส.กนกวรรณ กล่าว

สวนดุสิต จัดกิจกรรมหาทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597516

สวนดุสิต จัดกิจกรรมหาทุนการศึกษา ช่วยนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.เฉิดฉิน สุกปลั่ง ประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และรัฐบาลมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งจากมาตรการต่างๆ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะผลกระทบ ทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ปกครอง ขาดรายได้ ซึ่งส่ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ครอบครัวของนักศึกษา ทั้งในด้านชีวิตความเป็นอยู่ และด้านค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษา ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ดังนั้น คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมาเป็นคณะกรรมการ มีบทบาทหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน ให้คําแนะนําปรึกษาแก่มหาวิทยาลัย และสนับสนุนให้มีทุนการศึกษาแก่นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อให้มีโอกาสศึกษาในมหาวิทยาลัย ดังนั้น คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย จึงร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่าการเรือน-สวนดุสิต ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และกองพัฒนานักศึกษา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดโครงการจัดหาทุนช่วยเหลือนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ครั้งที่ 2 เพื่อช่วยสนับสนุนมหาวิทยาลัยอีกช่องทางในการช่วยเหลือนักศึกษา

รศ.พัชรี สวนแก้ว รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา กล่าวเสริมว่า การเปิดรับบริจาคเงินสมทบทุนการศึกษา “ทุนช่วยเหลือนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19” ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยผู้ที่ร่วมบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของยอดบริจาค ในการนี้จึงขอเชิญผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยฯ รวมถึงผู้มีจิตศรัทธาที่สนใจ ร่วมให้โอกาสทางการศึกษา โดยสามารถบริจาคสมทบทุนการศึกษาผ่านเลขบัญชี 079-7-19691-2 ธนาคารกรุงเทพ สาขามหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะมีส่วนช่วยให้นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้รับความช่วยเหลือ และสามารถจบการศึกษาได้ตามแผนการเรียนที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dusit.ac.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์สนเทศแนะแนวการศึกษาและอาชีพ

แพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนา AI โดยวิศวฯ จุฬาฯ ด้วยการแปลงเวลาว่างเป็นรายได้กับ ‘Wang’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597520

แพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนา AI โดยวิศวฯ จุฬาฯ  ด้วยการแปลงเวลาว่างเป็นรายได้กับ ‘Wang’

แพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนา AI โดยวิศวฯ จุฬาฯ ด้วยการแปลงเวลาว่างเป็นรายได้กับ ‘Wang’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับวัน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบ Smart Assistant อย่าง Google Assistant,Amazon Alexa, Siri, ระบบCustomer Service เช่น Chat Bot และคอลเซ็นเตอร์อัจฉริยะขององค์กรต่างๆ รวมไปถึงระบบเครื่องไม้เครื่องมือด้านการแพทย์ ฯลฯ ซึ่งการพัฒนา AI และ Machine Learning จำเป็นต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูล (data collecting) เป็นจำนวนมากและหลากหลาย มีต้นทุนสูงทั้งค่าใช้จ่าย กำลังคนและเวลา

ดังนั้น จะดีสักแค่ไหนหากเราสามารถใช้เวลาว่างสร้างรายได้ และยังช่วยนักวิจัยพัฒนา AI ให้มีประสิทธิภาพไปด้วย โดยแนวคิดนี้เกิดจากสองหนุ่มนิสิตวิศวฯ จุฬาฯ
ผู้พัฒนา “Wang” (ว่าง) แพลตฟอร์มที่แมทชิ่งเวลาว่างกับโอกาสทางธุรกิจและสร้างประโยชน์ให้สังคม ที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมดีเด่นมากมายการันตี ความเป็นสุดยอดสตาร์ทอัพ

ด้วยโอกาสดังกล่าวกลายเป็นโอกาสให้สองนิสิตหนุ่มจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างสรรค์ธุรกิจเชื่อมการพัฒนา AI ที่ต้องอาศัย “ข้อมูล” เข้ากับ “คนที่มีเวลาว่าง” เกิดเป็นแพลตฟอร์ม “Wang” (ว่าง) ที่ให้ “คนว่าง” มาร่วมงานติดแท็กข้อมูลและเก็บข้อมูล ซึ่งถือเป็นงานที่ใช้เวลานานที่สุดในการสร้าง AI เลยทีเดียว

กฤตย์ กังวาลพงศ์พันธุ์ นิสิตปริญญาโท จากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ K.G. &Patrick Co., Ltd. เจ้าของแพลตฟอร์ม“Wang” เล่าถึงจุดเริ่มต้นแนวคิดธุรกิจนี้ว่า “ช่วงที่เรียนระดับปริญญาโท ผมทำงานวิจัยเกี่ยวกับ AI และ Machine Learning ก็ได้เห็นว่า จุดอ่อน หรือ pain point ในตลาดด้าน Machine Learning และ AI คือ ข้อมูลไม่เพียงพอ ทั้งในแง่ปริมาณ คุณภาพ และความหลากหลายตามความต้องการของผู้ใช้ข้อมูล ซึ่งสิ่งนี้สวนทางกับตลาดด้าน Machine Learning ที่เติบโตสูงขึ้นและจะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน ผมจึงอยากพัฒนาตรงนี้เพื่อแก้ปัญหาในมุมของผู้ต้องการใช้ข้อมูล

กฤตย์ กังวาลพงศ์พันธุ์ กล่าวต่อไปว่า “การสร้าง AI ขึ้นมาสักตัวให้ลองนึกถึงการสอนเด็กตั้งแต่ยังเป็นทารก เราจะต้องค่อยๆ สอนให้เขารู้จักว่าสิ่งนี้คืออะไร ถ้าเราต้องการให้เขาทำอะไร ต้องคอยป้อนข้อมูลให้เขา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำ Machine Learning ก็คือ “ข้อมูล” AI ใดๆ จะไม่สามารถทำงานได้หากขาดข้อมูลที่เพียงพอ ข้อมูลยิ่งมากยิ่งทำงานได้ดีขึ้นเท่านั้น

กฤตย์ กล่าวถึงแนวคิดหลักในการดำเนินงานธุรกิจ Wang : Data Market ว่ามันคือแพลตฟอร์มสำหรับเก็บข้อมูลและติดแท็กข้อมูล (data labeling) เพื่อนำไปใช้พัฒนางานวิจัยด้าน AI ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับภาครัฐ บริษัทเอกชน และองค์กรต่างๆ ที่ต้องการข้อมูลไปตอบโจทย์งาน ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยด้านการศึกษา งานวิจัยทางการตลาด สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค สำรวจตลาดเพื่อออกแบบบริการและผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคและธุรกิจ หรืองานวิจัยเก็บความคิดเห็นสาธารณะเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ เป็นต้น และ “Wang จะเป็นตัวกลางระหว่างผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลหรือที่เรียกว่า Requester กับคนที่มีเวลาว่างซึ่งออนไลน์อยู่ในแพลตฟอร์มจากทั่วประเทศ หรือเรียกย่อๆ ว่า “คนว่าง”โดยทำการกระจาย task หรืองานติดแท็กข้อมูลเหล่านี้ให้กับคนว่าง ทำให้การเก็บข้อมูลทำได้อย่างได้รวดเร็ว ควบคุมได้ ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และมีความหลากหลายมากกว่าวิธีเก็บข้อมูลโดยทั่วไป และคนว่างก็ได้ใช้เวลาว่างในการหารายได้เสริมได้อีกด้วย

อีกคนหนึ่งคือ กฤติน เดชหอมชื่นนิสิตปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผู้ร่วมก่อตั้ง K.G.& Patrick Co., Ltd. และรับผิดชอบดูแลหาคนว่างมาทำงาน รวมถึงงานด้านการตลาดต่างๆ กล่าวเสริมว่า “รอบๆ ตัวเรามีคนที่ว่างงาน หรือมีเวลาว่างหลังเลิกงาน หรือเลิกเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเขาสามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ หารายได้เสริม พร้อมทั้งได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีของโลกใบนี้ได้ด้วย โดย เมื่อเร็วๆ นี้ เราได้มีโอกาสนำ Wang ไปเข้าร่วมโครงการของ Thailand Institute of Justice หรือสถาบันเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยให้กลุ่มคนชายขอบ เช่น เยาวชนในสถานพินิจ ผู้ต้องหาในเรือนจำผู้ที่มีรายได้น้อยในชุมชนแออัด ได้มีรายได้เสริม เป็นการช่วยเหลือสังคมอีกทางหนึ่งด้วย ปัจจุบันมี “คนว่าง”ที่เข้ามาเป็นสมาชิกในระบบของ Wang แล้วกว่า 18,000 คน และได้รับค่าตอบแทนจริงจากการทำงานติดแท็กข้อมูล เช่น งานอัดเสียง งานจำแนกวัตถุจากภาพ เป็นต้น ซึ่งในอนาคต เราอยากจะพัฒนาให้เกิดเป็น Community ของ “คนว่าง” โดยพยายามหางานที่มีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้นและตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกของเรา” กฤติน กล่าวเสริม

นำองค์ความรู้บูรณาการสู่ชุมชนท้องถิ่น มรภ.สุราษฎร์ ส่งมอบ 5 นวัตกรรมไชยา หวังให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597517

นำองค์ความรู้บูรณาการสู่ชุมชนท้องถิ่น  มรภ.สุราษฎร์ ส่งมอบ 5 นวัตกรรมไชยา  หวังให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุด

นำองค์ความรู้บูรณาการสู่ชุมชนท้องถิ่น มรภ.สุราษฎร์ ส่งมอบ 5 นวัตกรรมไชยา หวังให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุด

วันพฤหัสบดี ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โครงการจัดตั้งกองบริการวิชาการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ส่งมอบอุปกรณ์ 5 นวัตกรรม เครื่องต้นแบบในการดำนาแบบใช้คนลาก เครื่อง
ต้นแบบในการสีข้าว เครื่องอบลมร้อนเครื่องโม่ข้าว และเครื่องต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด หวังแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเครื่องมือในท้องถิ่น ร่วมพัฒนาการลดแรงงานการผลิตและแปรรูปข้าวหอมไชยา จาการบูรณาการศาสตร์องค์ความรู้ แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยา โดย ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาราชการแทนอธิการบดี กล่าวว่า จากการสำรวจพื้นที่ในอำเภอไชยา พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ยังใช้วิถีการทำนาแบบดั้งเดิม การดำนาโดยใช้แรงงานคน จากปัญหาเรื่องการขาดแคลนเครื่องมือในท้องถิ่นที่ปลูกข้าวของอำเภอไชยา ความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมจากชุมชนที่มีความต้องการใช้ประโยชน์จากการประดิษฐ์ คิดค้น และสร้างเครื่องต้นแบบ ให้เครือข่ายผู้ผลิตข้าวหอมไชยาสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้ได้มากขึ้น จากการประดิษฐ์ คิดค้น และสร้างเครื่องต้นแบบช่วยลดระยะเวลาและแรงงานในการดำนาและแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพิ่มศักยภาพในการผลิตนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง เหมาะสมกับความต้องการของคนในชุมชนและท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังช่วยพัฒนาอาชีพและเพิ่มรายได้ ให้ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี การนำองค์ความรู้ มาบูรณาการศาสตร์ร่วมกันเพื่อตอบโจทย์การสร้างประโยชน์และพัฒนาท้องถิ่น ด้วยนวัตกรรม

สำหรับอุปกรณ์ 5 นวัตกรรม ที่ได้ส่งมอบแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์พันธุ์ข้าวหอมไชยา ตำบลโมถ่ายอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แก่ เครื่องต้นแบบในการดำนาแบบใช้คนลาก เครื่องต้นแบบในการสีข้าว เครื่องอบลมร้อน เครื่องโม่ข้าว และเครื่องต้นแบบปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ผลิตโดย อาจารย์คมกริชณ์ ศรีพันธ์ และ ดร.พีรพงศ์ หนูช่วย อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีไฟฟ้าอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ ได้มีการพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านการหมักสมบูรณ์โดยเลือกใช้สูตรปุ๋ยอินทรีย์ที่มีธาตุอาหารหลักที่ผ่านมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร ก่อนทำการอัดเม็ดปุ๋ย ต้องให้มีความชื้นที่เหมาะสมปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านเครื่องอัดเม็ดจะได้ขนาด 6 มิลลิเมตร ที่มีขนาดเหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช ผลิตโดย ดร.นรานันท์ ขำมณี อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้ชุมชนได้รับประโยชน์สูงสุดในการเก็บเกี่ยวข้าวหอมไชยา และได้รับความรู้เทคนิควิธีการใหม่ๆ ในกระบวนการสีข้าวให้ได้คุณภาพสูงสุด

พช.ทำพิธีมอบลายผ้าพระราชทานผ้าบาติกลายสุดงดงามสื่อวิถีเสน่ห์แดนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597359

พช.ทำพิธีมอบลายผ้าพระราชทานผ้าบาติกลายสุดงดงามสื่อวิถีเสน่ห์แดนใต้

พช.ทำพิธีมอบลายผ้าพระราชทานผ้าบาติกลายสุดงดงามสื่อวิถีเสน่ห์แดนใต้

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 19.12 น.

พช.สนองพระปณิธาน เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ กระทำพิธีมอบลายผ้าพระราชทานผ้าบาติกลายสุดงดงามสื่อวิถีเสน่ห์แดนใต้ สานต่อปณิธานหัตถศิลป์ล้ำค่า พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 ที่กรมการพัฒนาชุมชน นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นประธานในพิธีรับมอบแบบผ้าบาติก ลายพระราชทาน “ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง” “ท้องทะเลไทย” และ “ป่าแดนใต้” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ภายใต้โครงการสืบสานภูมิปัญญาพื้นถิ่นสู่การพัฒนาผ้าถิ่นไทย ให้กับผู้ตรวจราชการกรมเข้ารับแบบผ้าบาติกลายพระราชทาน จำนวน 3 ลาย เบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยมีรองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนและผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธี ต่อด้วยการบรรยาย เรื่อง ผ้าลายพระราชทาน โดย นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ รองประธานกรรมการและที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผ่านระบบ Zoom Cloud Meetings พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการผ้าไทยใส่ให้สนุก โดยทุกท่านปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid-19) อย่างเคร่งครัด

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้อุทิศพระองค์ปฏิบัติบำเพ็ญพระกรณียกิจนานัปการ เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ทรงมุ่งมั่นที่จะสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาหัตถกรรมไทย ให้ดำรงอยู่ยั่งยืนตลอดไป ด้วยพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงต่อยอดผสมผสานมุมมองด้านแฟชั่นที่ร่วมสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งการสืบสานอัตลักษณ์ เรื่องราวประจำภูมิภาค เป็นคุณูปการอย่างยิ่งแก่ปวงชนคนไทย ทรงพระราชทานแบบลายผ้า ชื่อลาย “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” แก่พสกนิกรชาวไทย ผ่านอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และพระราชทานพระอนุญาตให้กลุ่มทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค สามารถนำไปทอผ้า ผลิตผ้าได้ ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนได้ส่งมอบลายผ้าพระราชทานต่อให้กับกลุ่มทอผ้าใน 76 จังหวัด ได้นำไปเป็นต้นแบบและพัฒนาต่อยอดไปสู่เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ตามวิถีที่เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ตามพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ตลอดจนเชิดชูเกียรติแก่ผู้สืบทอดภูมิปัญญาผ้าไทย โดยได้พระราชทานพระอนุญาตให้ กรมการพัฒนาชุมชน และสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดการประกวดลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” นับเป็นมิ่งมงคลยิ่งต่อการเริ่มต้นกิจกรรมการประกวด โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้ดำเนินการจัดประกวดผ้าพระราชทาน ภายใต้โครงการส่งเสริมภูมิปัญญาและพัฒนาศักยภาพผ้าไทย โดยดำเนินการประกวดในระดับภาค 4 ภาค และระดับประเทศ และได้ดำเนินการ kick off การประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเคนทารี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยครั้งนั้นกรมการพัฒนาชุมชนได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระราชทานแบบผ้าบาติกลายพระราชทาน 3 ลาย ในโอกาสเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน“ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”ประกอบด้วย 1. “ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง” 2. “ท้องทะเลไทย” และ 3. “ป่าแดนใต้” ที่พระองค์ได้แรงบันดาลพระทัยจากการเสด็จไปทอดพระเนตรงานศิลปหัตถกรรมจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นในภาคใต้หลายครั้ง ทรงพบเห็นวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้  ที่มีเอกลักษณ์ พระดำริทั้งหมดถูกถ่ายทอดลงบนผ้าลายบาติกพระราชทานนี้ เพื่อพระราชทานให้กับช่างฝีมือบาติก เป็นของขวัญตอบแทนมิตรภาพ และความจริงใจที่ประชาชนชาวภาคใต้มอบให้กับพระองค์

อธิบดี พช.กล่าวต่อว่า อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าของผลิตภัณฑ์ด้วยเรื่องราวและความหมายชวนประทับใจเป็นการยกระดับผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สามารถก้าวสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืนเปรียบดังแสงสว่างแห่งวิถีความงดงามของอัตลักษณ์ไทย ส่งผ่านไปสู่พี่น้องประชาชน นำทางให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนเศรษฐกิจฐานราก อันเป็นพลังที่จะสืบสานความเป็นไทยให้คงอยู่สืบไป

“ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และเป็นการต่อยอดการพัฒนาผ้าบาติก ลายพระราชทานให้กับกลุ่มทอผ้า และช่างฝีมือบาติกได้นำไปเป็นต้นแบบและพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยในทุกภูมิภาคให้ร่วมสมัย สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความปรารถนาดีที่มีต่อปวงชนชาวไทย นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างวิถีชุมชนที่ยั่งยืน ผ่านโครงการสืบสานภูมิปัญญาพื้นถิ่นสู่การพัฒนาผ้าถิ่นไทย โดยมีกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 167 คน แยกเป็นระดับกรม จำนวน  15  คน ประกอบด้วย อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน จำนวน 3 คน ผู้ตรวจราชการกรม จำนวน 10 คน และผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน และระดับจังหวัด ประกอบด้วย พัฒนาการจังหวัด 76 จังหวัด ผู้แทนกลุ่มทอผ้า จำนวน 76 จังหวัด ซึ่งจะจัดพิธีมอบแบบผ้าบาติก ลายพระราชทานโดยพัฒนาการจังหวัดมอบให้กับกลุ่มทอผ้าในจังหวัดต่อไป จึงขอเรียนชาวผ้าบาติก และช่างฝีมือทั่วประเทศ ว่าลายผ้าบาติกพระราชทานทั้ง 3 ลาย ได้แก่ “ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง” “ท้องทะเลไทย” และ “ป่าแดนใต้” อาจจะมีรายละเอียด ยาก ต้องใช้ความเพียรพยายาม แต่ด้วยพระเมตตาพระองค์ทรงพระอนุญาต ให้ชาวผ้าสามารถนำไปปรับประยุกต์ได้โดยมิทรงหวงห้าม แต่ด้วยวิธีการทำผ้าบาติกในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปไกลมากด้วยเทคโนโลยี ทว่าลักษณะเฉพาะสีสันที่อิงจากธรรมชาติ และอัตลักษณ์วัฒนธรรมรอบตัวของแต่ละชุมชนที่นำเสนอความเป็นภาคใต้ได้เป็นอย่างดี จึงนับได้ว่าผ้าบาติกได้รวมอารยธรรมของภาคใต้เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และยิ่งไปกว่านั้น ผ้าบาติกยังกลายเป็นโอกาสในการสร้างอาชีพให้กับชุมชนหลายชุมชนในพื้นที่ภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ชุมชนมีรายได้จากงานหัตถศิลป์ดังกล่าว สืบสานความเป็นไทยให้คงอยู่สืบไป โดยสามารถดูรายละเอียดลายพระราชทานได้ทางhttps://drive.google.com/drive/folders/1_H3DK2rYW7KNaznkCdUvTFRRbTehNMc- หรือผ่านทาง Qr Code และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดทุกแห่ง” อธิบดี พช.กล่าว

ด้าน นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ รองประธานกรรมการและที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก กล่าวว่า ด้วยแรงบันดาลพระทัยจากการที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรงานศิลปหัตถกรรมจากภูมิปัญญาพื้นถิ่นในภาคใต้หลายครั้ง ทรงพบเห็นวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้ที่มีเอกลักษณ์ จึงได้พระราชทานแบบผ้าบาติก ลายพระราชทาน 3 ลายที่พระดำริทั้งหมดถูกถ่ายทอดลงบนผ้าบาติกลายพระราชทานนี้ ได้แก่ ผ้าบาติกลายพระราชทาน “ปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง” สื่อถึงธรรมชาติอันบริสุทธิ์ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่งดงาม ลวดลายประกอบด้วย ลายนกยูง หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายคลื่นน้ำ หมายถึง ท้องทะเลภาคใต้ ที่มีธรรมชาติอันสวยงาม ,ลายเรือกอและ หมายถึง วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของภาคใต้ที่ควรรักษาไว้ ,ลายดอกไม้โปรย สื่อถึงมิตรภาพและความจริงใจที่ประชาชนชาวภาคใต้มอบให้กับพระองค์ ลายพระอาทิตย์ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ,ลายกรอบตัว S อักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

นายธนันท์รัฐ  กล่าวต่อว่า ผ้าบาติกลายพระราชทาน “ท้องทะเลไทย” ด้วยแรงบันดาลพระทัยในการอนุรักษ์สัตว์ทะเลและสิ่งแวดล้อมของท้องทะเลไทย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบลายผ้าบาติกพระราชทาน ‘ท้องทะเลไทย’ ด้วยทรงพระดำริ ให้เป็นการจุดประกายความคิดเพื่อให้ ผู้คนเกิดจิตสำนึกในการหวงแหนและรักษาทรัพยากรทางทะเลไทยอันมีค่า ลวดลายประกอบด้วย ลายกะละปังหา หมายถึง ต้นกะละปังหาที่แตกกิ่งก้านออกเป็นรูปพัด เป็นบ้านของสัตว์ทะเลหลายชนิด ,ลายม้าน้ำ ม้าน้ำที่ขดตัวเป็นอักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายคลื่น ลูกคลื่นที่ล้อไปกับอักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง ความห่วงใยใน สิ่งแวดล้อมของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายดาวทะเล หมายถึง สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทย ,ลายขอบตัว S อักษรพระนามาภิไธย S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

รองประธานกรรมการและที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก  กล่าวว่า สำหรับผ้าบาติกลายพระราชทาน ‘ป่าแดนใต้’ สื่อถึงวิถีชีวิตและธรรมชาติของภาคใต้ที่มีเอกลักษณ์ จึงได้ทรงออกแบบผ้าบาติกลายพระราชทาน ‘ป่าแดนใต้’ ด้วยทรงพระดำริให้เป็นการจุดประกายความคิด ในเรื่องของการอนุรักษ์ป่าฝนเขตร้อนที่มีระบบนิเวศอันอุดม ลวดลายประกอบด้วย ลายดอกดาหลาสัญลักษณ์ของดอกไม้พื้นถิ่นภาคใต้ ,ลายนกเงือก 10 ตัว หมายถึง พระบาทสมเด็จ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังหมายถึงความรักที่ซื่อสัตย์ ,ลายเถาไม้รูปตัว S หมายถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายคลื่นตัว S และลายลูกปลากุเลา หมายถึง ความห่วงใยในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของภาคใต้ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,ลายปารังและลายต้นข้าว สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของภาคใต้

‘บิ๊ก สพฐ -สอศ.’ พร้อมปรับการเรียนการสอนตามบริบท เพื่อลดความเครียดนักเรียน ครู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597271

'บิ๊ก สพฐ -สอศ.'พร้อมปรับการเรียนการสอนตามบริบท เพื่อลดความเครียดนักเรียน ครู

‘บิ๊ก สพฐ -สอศ.’พร้อมปรับการเรียนการสอนตามบริบท เพื่อลดความเครียดนักเรียน ครู

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 16.03 น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2564 จากกรณีที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กำชับให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ขจัดความเครียดจากการเรียนออนไลน์ เนื่องจากที่ผ่านมาศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมและผลกระทบจากการเรียนออนไลน์ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19  พบว่า จำนวนการบ้านมากขึ้น, เด็กมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง เครียด วิตกกังวล จึงขอให้เขตพื้นที่การศึกษาไปติดตามให้ทุกสถานศึกษา ปฏิบัติตามนโยบายลดเวลาเรียนหน้าจอ-ลดการบ้าน-ลดการสอบให้เห็นภาพชัดเจน นั้น 

ล่าสุด ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า การลดการผ่อนคลายความเครียดของนักเรียน ครู และผู้ปกครองในช่วงที่มีการเรียนออนไลน์ นั้น สพฐ.ได้มีหนังสือแจ้งไปยังเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้เขตพื้นที่ฯดำเนินการให้ทางโรงเรียนปรับวิธีการเรียน เช่น 1.เรียนออนไลน์สลับวันกับการทำกิจกรรมเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น 2.ให้จัดตารางเรียนแบบบูรณาการ 3.เรียนวิชาการสลับกับการเรียนทักษะชีวิต ทักษะอาชีพที่จำเป็นเพื่อให้เด็กสามารถอยู่รอดได้ในสถานการณ์โควิด-19 นี้ และให้ยืดหยุ่นเรื่องเวลาเรียน รวมถึงการวัดผลประเมินผลก็ไม่ให้เน้นการทดสอบ แต่ให้วัดด้วยวิธีอื่น เช่น จากการสังเกตุ การส่งชิ้นงานที่เด็กปฏิบัติ

ดร.อัมพร กล่าวต่อว่า สพฐ.มีนักเรียน 6 ล้านกว่าคน ครูกว่า 4 แสนคน การจัดการศึกษาแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน คุณภาพการศึกษาวันนี้จะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับนักเรียน ครู และผู้ปกครอง จะต้องร่วมมือกันในการออกแบบการเรียนบนข้อจำกัดที่คนไปหากันไม่ได้ แต่สามารถสื่อสารกันได้ ถ้าเด็กตั้งใจพร้อมที่จะเรียน และเข้าใจในสิ่งที่จะเรียน และผู้ปกครองพร้อมที่จะดูแลสนับสนุน ครูก็ออกแบบการเรียนร่วมกันผลก็จะออกมาดี รวมถึงต้องอาศัยคนในชุมชนในหมู่บ้าน ที่ไม่มีคนติดเชื้อเลยก็สามารถเอานักเรียนไปรวมกันไม่เกิน 5 คน แล้วจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยมีมาตรการดูแลเรื่องความปลอดภัยของเด็กเป็นอันดับแรก ส่วนการเรียนก็เรียนเท่าที่ทำได้ภายใต้สถานการณ์ขณะนี้ และเรียนในสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตของเด็กเป็นหลัก ส่วนเด็ก ป.6 ที่จะเข้าเรียรต่อชั้น ม.1และเด็ก ม.6 ที่เตรียมไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย เขาอ่านออกเขียนได้และเรียนรู้ด้วยตนเองได้อยู่แล้วถ้าตั้งใจ เหมือนกับเด็กคนหนึ่งที่บ้านมีฐานะยากจน แต่สามารถสอบเข้าเรียนต่อโรงเรียนเตรียมทหารอันดับที่ 1 ได้ถึง 3 เหล่าทัพ ทั้งที่ฐานะทางบ้านไม่มีความพร้อม แต่เขาใฝ่รู้ใฝ่เรียนและมีความตั้งใจก็สามารถไปเรียนต่อได้ ดังนั้น การศึกษาจะต้องอาศัยแรงบันดาลใจจากตัวเด็กด้วยส่วนหนึ่ง ต่อไปการศึกษาแค่เติมเครื่องมือให้ เด็กที่มีแรงบันดาลใจก็สามารถเรียนต่อได้ ผู้ปกครองและครูแค่เป็นผู้สนับสนุน แต่วันนี้ห่วงเด็กตัวเล็ก ๆคนที่พ่อแม่ออกไปทำงานไม่ได้เด็กก็โชคดีได้เรียนรู้ไปด้วยกัน คนที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงาน น่าห่วง ทุกคนจึงอยากให้เรียนได้ตามปกติที่โรงเรียน

“แม้ไม่มีผลสำรวจออกมา เราก็รู้อยู่แล้วว่ามีปัญหาอะไรอยู่ แต่เราก็ทำได้ในบริบทของแต่ละพื้นที่ จะสั่งให้ทำเหมือนกันทั้งหมดทุกพื้นที่คงไม่ได้ ต้องจัดตามบริบท เราอยากให้คนทุกคนมีมาตรฐานเท่ากันหมดทุกครอบครัว แต่วันนี้เราทำให้ทุกครอบครัวมีเท่ากันไม่ได้ จึงต้องปรับให้เขาได้พัฒนาตามบริบทของเขาให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไรมากกว่า ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ และอยู่กับความเป็นจริง” ดร.อัมพร กล่าว      

ด้าน ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่นักเรียน นักศึกษาต้องปรับเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์ จึงเป็นปกติที่จะเกิดความเครียดได้ เพราะการเรียนในห้องเรียนเด็กได้พบกับคุณครูและได้พบกับเพื่อนร่วมห้องเรียนในระหว่างเรียน จึงทำให้เด็กแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา แต่พอมาเรียนออนไล์คนเดียว ความน่าดึงดูดใจในการเรียนก็ลดลง เพราะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับครูและเพื่อนร่วมชั้นเรียน จึงอาจจะมีอาการเนือย ๆ หรือเกิดความเครียดตามที่ผลสำรวจออกมา 

“สอศ.ได้พยายามให้ครูหาวิธีการสอนที่หลากหลาย ครูบางคนก็มีเทคนิคในการสอนที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ตามที่มีคลิปเผยแพร่ออกมาให้เห็น เช่น ครูแต่ตัวรูปแบบต่างๆ บางคนแต่งเป็นดีเจสอนนักเรียน ก็ขึ้นอยู่กับครูว่าจะมีเทคนิคการสอนอย่างไรเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียน หรืออาจจะใช้วิธีการสาธิตให้ผู้เรียนดูเพื่อให้เกิดความตื่นเต้นบ้าง มอบใบงานที่ผู้เรียนสามารถทำได้เองที่บ้าน โดยเฉพาะสาขาคหกรรมฯ ก็ให้ผู้เรียนแกะสลักงานแล้วถ่ายภาพส่งครูก็ได้ ให้ทดลองเรียนรู้จำลองการทำงานจากสื่อ Simulation เพื่อดึงดูดความสนใจ  ต้องยอมรับว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เด็กเรียนออนไลน์อาจจะเครียด  แต่ สอศ ก็ได้ลดแรงกดดัน โดยไม่กำหนดว่าผู้เรียนจะต้องเรียนวิชาต่างๆให้จบภายในภาคเรียนที่หนึ่ง โดย สอศ.ขยายเป็นทั้งปีการศึกษา เพื่อลดความเครียดของนักเรียน ส่วนเรื่องการบ้าน  นักเรียนอาชีวะ จะไม่มีการบ้าน ส่วนใหญ่จะให้เป็นใบงานให้ผู้เรียนไปค้นคว้าเพื่อมานำเสนอ หรือให้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง  แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สอศ.มีหนังสือคู่มือการเรียนการสอนไปให้สถานศึกษาต่าง ๆแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของ ศธ.และของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) และผมก็จะย้ำไปยังสถานศึกษาในสังกัด สอศ.อีกครั้งหนึ่ง ในเรื่องของการลดภาระของครู และภาระผู้เรียน ต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนต่อไป ซึ่งในช่วง 2-3 วันนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดกำลังลดลง ถ้าสถานการณ์ดีขึ้น ภาคเรียนหน้า อาจจะเรียนออนไซต์ หรือเรียนที่สถานศึกษาได้บ้าง เพราะเด็กก็อย่างมาเรียนที่สถานศึกษา แต่ด้วยสถานการณ์นี้ ทุกคนจึงต้องปรับตัว” ดร.สุเทพ กล่าว 

ผู้ปกครองเฮ! ครม.อนุมัติค่าเครื่องมือนักเรียนสายอาชีพ 10 ประเภทวิชา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597175

ไตรศุลี ไตรสรณกุล

ผู้ปกครองเฮ! ครม.อนุมัติค่าเครื่องมือนักเรียนสายอาชีพ 10 ประเภทวิชา

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 14.18 น.

ผู้ปกครองเฮ! ครม.อนุมัติค่าเครื่องมือนักเรียนสายอาชีพ 10 ประเภทวิชา

24 สิงหาคม 2564 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบและอนุมัติอัตราค่าเครื่องมือประจำตัวผู้เรียนเฉพาะอาชีพของนักเรียนสายอาชีพ อาชีวศึกษาต่อคน ตามประเภทวิชา ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ(ปวช.) ปี 2562 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจำนวน 10 ประเภทวิชา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป ดังนี้ 

ประเภทวิชาอุตสาหกรรมอัตราค่าเครื่องมือ  2,000 บาทต่อคนต่อปีการศึกษา
พาณิชยกรรม  1,000 บาท

ศิลปกรรม 1,000 บาท

คหกรรม 1,200 บาท

เกษตรกรรรม 1,600 บาท

ประมง 1,200 บาท

อุตสาหกรรมสิ่งทอ 1,200 บาท

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 1,800 บาท

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว 1,200 บาท

อุตสาหกรรมบันเทิงและดนตรี 1,000 บาท

ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะฝีมือให้เต็มศักยภาพ ฝึกประสบการณ์อาชีพได้อย่างเต็มที่ต่อเนื่องตลอดหลักสูตร เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษา และยังช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง สร้างแรงจูงใจให้มีการเรียนต่อสายอาชีวศึกษาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน โดยประมาณการค่าใช้จ่ายในปีการศึกษา 2564 จำนวนทั้งสิ้น 383.209 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าเครื่องมือนักเรียนสายอาชีพระดับปวช.ปีที่ 1 ในสถานศึกษาของรัฐ 429 แห่ง จำนวน 275.233 ล้านบาท และสถานศึกษาของเอกชน 445 แห่ง จำนวน 107.976 ล้านบาท

‘นายกฯ’ มอบโฆษกรัฐบาล เป็นตัวแทน ถวายเครื่องสักการะเทศกาลเข้าพรรษาปี 64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/597128

‘นายกฯ’มอบโฆษกรัฐบาล เป็นตัวแทน ถวายเครื่องสักการะเทศกาลเข้าพรรษาปี64

‘นายกฯ’มอบโฆษกรัฐบาล เป็นตัวแทน ถวายเครื่องสักการะเทศกาลเข้าพรรษาปี64

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 10.28 น.

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2564 เวลา 08.30 น. นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เดินทางไปยังวัดราชาธิวาสวิหาร เข้าถวายเครื่องสักการะ ประกอบด้วย ธูปเทียนแพ พุ่มดอกไม้ ผ้าไตร และเครื่องไทยธรรม ถวายแด่พระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสวิหาร เจ้าคณะภาค 16, 17, 18 และประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2564

วิถีสยามมรดกวัฒนธรรมไทย : ‘ตามรอยเสด็จฯ’ นครศรีธรรมราช ครบเครื่องในความเป็นธรรมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/596948

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ‘ตามรอยเสด็จฯ’ นครศรีธรรมราช  ครบเครื่องในความเป็นธรรมชาติ

วิถีสยาม มรดกวัฒนธรรมไทย : ‘ตามรอยเสด็จฯ’ นครศรีธรรมราช ครบเครื่องในความเป็นธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมืองนครศรีธรรมราช เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรตามพรลิงค์ในราวพุทธศตวรรษที่ 7-8 หรือลิกอร์ ในเอกสารของชาวตะวันตกที่เข้ามาติดต่อค้าขายในสมัยอยุธยาตอนต้น กล่าวว่าเป็นศูนย์กลางของการติดต่อระหว่างทวีปเอเชียและยุโรป คือ อินเดีย จีน โปรตุเกส ฮอลันดา ฯลฯ

สมัยอยุธยา เมืองนครศรีธรรมราช มีฐานะเป็นเมืองชั้นนอก และหลังจากที่อาณาจักรอยุธยาล่มสลายไปเมืองนครศรีธรรมราชจึงเป็นรัฐอิสระ จนถึงสมัยธนบุรี เป็นหัวเมืองขึ้นอยู่กับส่วนกลางสืบเนื่องมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

ชุมชนดั้งเดิมอาศัยอยู่บริเวณรอบนอกกำแพงเมือง ได้แก่ ย่านตลาดท่าวัง ตลาดแขก ตลาดท่าม้า มีชุมชนเก่าหลายชุมชน หนึ่งในนั้น คือ ชุมชนวัดพรหมโลก 1 ใน 30ชุมชนคุณธรรมที่ผ่านเข้ารอบชิง 10 ชุมชนต้นแบบ โครงการ“เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ที่ผู้เขียนกำลังจะกล่าวถึงในสัปดาห์นี้

วัดพรหมโลก ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลพรหมโลกเดิมชื่อว่าวัดหัวทุ่ง สร้างเมื่อปี พ.ศ.2325 ปัจจุบันเป็นชุมชนเกษตรทำสวนผลไม้แบบผสมผสาน มีอาหารปักษ์ใต้พื้นบ้านที่โดดเด่น เช่น แกงส้มมังคุดคัด แกงไตปลา น้ำพริกกะปิผักเหนาะ ผัดสะตอ น้ำพริกลูกประ ลูกเห็ด ทอดมันกุ้ง สะตอดอง ผักกูดราดน้ำกะทิ ผักเหลียง
ราดน้ำกะทิ เป็นต้น มีประเพณีทางพุทธศาสนาที่โดดเด่น คือ ประเพณีบุญสารทเดือนสิบ และประเพณีทำบุญให้ทานไฟด้านการแต่งกายจะเป็นผ้าปาเต๊ะ ผ้าบาติก มีการให้ยาสมุนไพรในการรักษาผู้ถูกงูกัด ด้านที่อยู่อาศัย จะมีลักษณะเป็นบ้านครึ่งปูน ครึ่งไม้ และขนำไม้ไผ่ มุงจาก และมีโนราห์เพลงบอก เป็นศิลปะการแสดงพื้นถิ่น

มีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติมากมาย เช่น ป่าไม้ ภูเขา ถ้ำลอด น้ำตก ทะเล ชายหาด ป่าชายเลน จุดชมวิวน้ำพุร้อน น้ำแร่ มี “ยอดเขาหลวง” ที่เป็นเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุด และยาวที่สุดในภาคใต้ ซึ่งความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,835 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลาย ทางชีวภาพมากมายแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ที่โดดเด่นมีเชื่อเสียงอีกแห่งของจังหวัด คือ น้ำตกพรหมโลก ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ มีลานหินกว้าง และสวยงาม มีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขานครศรีธรรมราชไหลลงมาบนแผ่นหิน 4 ชั้น (หนาน) ได้แก่ หนานบ่อน้ำวน หนานวังไม้ปัก หนานวังหัวบัว หนานวังอ้ายเล มีสายน้ำไหลผ่านหมู่ไม้นานาพันธุ์ ริมเชิงเขา แล้วไหลไปเป็นคลองท่าเพ และลงสู่อ่าวไทยที่ ต.ปากพูน

น้ำตกพรหมโลกเป็นสถานที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จฯเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2502ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆด้วยกันเป็นครั้งแรก

ซึ่งขณะนั้น หากลำดับเหตุการณ์การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรทางภาคใต้ จะเริ่มเสด็จฯในวันที่ 6 มีนาคม 2502 โดยเริ่มต้นที่ จ.ชุมพร ผ่านระนอง พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และย้อนมาที่สุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดสุดท้าย ก่อนเสด็จฯกลับถึงกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 26 มีนาคม 2502 รวมเป็นระยะเวลา 20 วัน

นอกจากนี้ ชุมชนคุณธรรมวัดพรหมโลก ถือได้ว่าเป็นศูนย์การเรียนรู้วิถีเศรษฐกิจพอเพียงทั้งชุมชน ผู้นำชุมชนเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม
กับคณะกรรมการ ผู้บริหารสถานศึกษา มีเจ้าอาวาสวัดพรหมโลกเป็นที่ปรึกษาของชุมชน ทุกฝ่ายร่วมดำเนินงานอย่างเข้มแข็ง น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวรโดยแท้จริง