กทม.ฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วกว่า 58% ย้ำขอให้ลดการออกจากบ้าน-เดินทางข้ามจังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591079

กทม.ฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วกว่า 58%  ย้ำขอให้ลดการออกจากบ้าน-เดินทางข้ามจังหวัด

กทม.ฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วกว่า 58% ย้ำขอให้ลดการออกจากบ้าน-เดินทางข้ามจังหวัด

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 20.27 น.

สธ.ระบุ กทม.ฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วกว่า 58% เผยสถานการณ์โรคโควิด 19 เพิ่มขึ้นทั่วโลก ย้ำการออกนอกบ้านเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อไม่รู้ตัว ขอให้ลดการออกจากบ้าน ลดการเดินทางข้ามจังหวัด และป้องกันตนเองสูงสุดลดความเสี่ยงติดเชื้อภายในครอบครัว 

วันที่ 28 กรกฎาคม 2564 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อโควิด 19 รายใหม่จำนวน 16,533 ราย หายกลับบ้าน 10,051 ราย เสียชีวิต 133 ราย ซึ่งขณะนี้สถานการณ์โรคโควิด 19 มีแนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทั่วโลก ไม่เพียงเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์เดลตาที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายประเทศมีผู้ติดเชื้อสูงขึ้น เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย รัสเซีย อังกฤษ สเปน อิสราเอล เป็นต้น สำหรับประเทศไทยจำนวนผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นเกิดจากการแพร่ระบาดใน กทม. ช่วงเมษายน 2564 และต่อมามีการเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ ทำให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากขึ้นตามจังหวัดต่างๆ ปลายทาง หากผู้ติดเชื้อประสงค์เดินทางกลับภูมิลำเนาขอให้ลงทะเบียนเพื่อจัดบริการรับส่งผู้ป่วยกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงการติดเชื้อในครอบครัวและชุมชนปลายทาง

นายแพทย์โอภาส กล่าวต่อว่า ขณะนี้เชื้อแพร่กระจายเร็ว การติดเชื้อเป็นวงกว้าง การออกออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านอาจทำให้เกิดการติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว และนำเชื้อกลับมาติดต่อสู่คนในครอบครัวได้ การควบคุมสถานการณ์การระบาดยังต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนในทุกจังหวัด เพื่อลดตัวเลขการติดเชื้อลง โดยขอให้อยู่บ้านมากที่สุด ลดการออกจากบ้าน ลดการเดินทางข้ามจังหวัด เน้นการทำงานที่บ้าน (Work From Home) ออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น เช่น ไปซื้ออาหาร ไปโรงพยาบาล หรือไปฉีดวัคซีน เป็นต้น โดยขอให้ป้องกันตนเองสูงสุดเสมือนคนรอบข้างเป็นผู้ติดเชื้อ เพื่อป้อง กันเชื้อมาสู่ตนเองและไม่ให้เชื้อแพร่สู่ผู้อื่น ด้วยการใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระ ยะห่าง กลับถึงบ้านต้องอาบน้ำชำระกายทันที ส่วนการอยู่อาศัยร่วมกันในบ้านยังต้องสวมหน้ากากเว้นระยะห่างระหว่างกัน แยกกันรับประทานอาหาร ทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมกันบ่อยๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อภายในบ้านด้วย

สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด 19 มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อลดความรุนแรงและการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ  จึงเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้ออาการรุนแรงและเสียชีวิต รวมถึงเน้นการกระตุ้นเข็มสามในบุคลากรทาง การแพทย์ด่านหน้า เพื่อให้ระบบสาธารณ สุขเดินหน้าดูแลรักษาผู้ป่วยได้

สถานการณ์ฉีดวัคซีนภาพรวมของประเทศ วันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ฉีดได้ 327,389 โดส ฉีดสะสมรวม 16,427,059 โดส เฉพาะพื้นที่ กทม. ฉีดวัคซีนแล้ว 5,553,406 โดส โดยเป็นการฉีดเข็ม 1 จำนวน 4,540,215 คน คิดเป็นร้อยละ 58.97 ของจำนวนประชากร กทม.ที่มี 7,699,174 คน โดยในกลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีเป้าหมาย 1,041,828 คน ฉีดเข็ม 1 แล้ว 798,745 คน คิดเป็นร้อยละ 76.67 ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัวมีเป้าหมาย 659,380 คน ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 แล้ว 491,514 คน คิดเป็นร้อยละ 74.54

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขจัดสรรวัคซีนให้แก่ กทม.ได้ตามเป้าหมาย โดยช่วงมิถุนายน 2564 จัดสรรวัคซีนให้ 1.1 ล้านโดส เดือนกรกฎาคม 1.6 ล้านโดส รวม 2 เดือนจำนวน 2.7 ล้านโดส โดย กทม.เป็นผู้ดำเนินการบริหารจัดการกระจายวัคซีนลงจุดฉีดต่างๆ

สปสช. รับสมัครพนักงานรับโทรศัพท์ 32 อัตรา รองรับภารกิจโควิด เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/591030

สปสช. รับสมัครพนักงานรับโทรศัพท์ 32 อัตรา' รองรับภารกิจโควิด เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท

สปสช. รับสมัครพนักงานรับโทรศัพท์ 32 อัตรา’ รองรับภารกิจโควิด เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 18.10 น.

วันที่ 28 กรกฎาคม 2564 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แจ้งรับสมัครงาน ตำแหน่ง พนักงานโครงการการจ้างเหมาบริการงานรับโทรศัพท์ตอบปัญหาการใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวน 32 อัตรา เพื่อให้บริการตอบปัญหาและรับเรื่องร้องเรียนทางโทรศัพท์ คอลเซ็นเตอร์ 1330 ระบุอัตราเงินเดือนเริ่มต้น 15,000-17,600 บาท

คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง

เพศ: ชายหรือหญิง
อายุ 22-35 ปี
วุฒิการศึกษา ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า สาขาสาธารณสุขศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ ด้านการประชาสัมพันธ์ หรือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ประสบการณ์การทำงานด้าน: การสื่อสารข้อมูล การติดต่อประสานงาน การประชาสัมพันธ์อย่างน้อย 1 ปี
ความสามารถทางคอมพิวเตอร์: มีความสามารถ ความชำนาญในการใช้พิมพ์ดีด ภาษาอังกฤษพื้นฐาน และคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น Microsoft Word, Microsoft Excel, Power Point
ความรู้ที่เกี่ยวข้อง: ควรมีความรู้ ความเข้าใจในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือในลักษณะใกล้เคียงกัน

รายละเอียดทั้งหมด มีดังนี้

นศ. ม.ขอนแก่นได้รับรางวัลประกวด ศิลปกรรมเด็กและเยาชนแห่งชาติครั้งที่ 16 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590745

นศ.ม.ขอนแก่นได้รับรางวัลประกวด  ศิลปกรรมเด็กและเยาชนแห่งชาติครั้งที่16

นศ.ม.ขอนแก่นได้รับรางวัลประกวด ศิลปกรรมเด็กและเยาชนแห่งชาติครั้งที่16

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.กรกนก ฉั่วรัตนกุล นักศึกษาสาขาวิชาออกแบบ ชั้นปีที่ 2 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 ระดับอายุ 17-20 ปีในการประกวด “ศิลปกรรมเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 16”โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์กระทรวงวัฒนธรรม โดยผลงานมีชื่อว่า : “ความสุขเมื่อเยาว์วัย” ประเภทผลงาน : สื่อผสม ขนาดผลงาน :120 x 100 x 13.5 ซม. วัสดุที่ใช้เป็นเศษวัสดุธรรมชาติรอบๆ ตัว ใช้เวลาในการสร้างสรรค์ผลงาน 3 สัปดาห์

ซึ่ง น.ส.กรกนก เปิดเผยถึงที่มาที่ไปของผลงานนี้ว่า ตนลองหลับตานึกย้อนกลับไปถึงวัยเด็ก คาดว่าภาพแห่งความทรงจำสีจางคงจะปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ภาพที่เห็นนั้นคงจะเป็นภาพที่เรากำลังวิ่งเล่นอยู่กับเพื่อนเล่นสนุกสนาน ไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งใดๆ วีรกรรมต่างๆ ที่เราสร้างขึ้น ล้วนต่างเป็นสิ่งที่เราเคยก้าวผ่านมาด้วยกันทุกคน สำหรับความทรงจำวัยเด็กที่ชอบที่ประทับใจคือ ตลอดช่วงชีวิตวัยเด็กมันเหมือนมีอะไรทำให้เรามีความสุขตลอดเวลาทำอะไรก็มีความสุขไปหมดไป เล่นกับดินกับทราย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำล้วนมีเเต่ความสนุกสนานไปหมดขอบคุณสำหรับความทรงจำที่งดงาม จึงได้เอาภาพที่นึกถึงในวัยเด็กมาสร้างงานศิลปะชิ้นนี้ขึ้นมา

เปิดเวทีระดมสมองคนรุ่นใหม่ คิดนวัตกรรมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590748

เปิดเวทีระดมสมองคนรุ่นใหม่  คิดนวัตกรรมแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5

เปิดเวทีระดมสมองคนรุ่นใหม่ คิดนวัตกรรมแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ กับงานประกาศผลการตัดสินการประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ภายใต้โครงการ Thailand Youth Policy Initiative (TYPI) จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสมาพันธ์นิสัตนักศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย (InternationalFederation of Medical Students’ Associations : IFMSA)

โดยมีคนรุ่นใหม่ทั้งที่เป็นเยาวชนและวัยทำงาน อายุ 16-30 ปี รวมกลุ่มจากสาขาต่างๆ 5 คนต่อทีม ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดรวม 30 ผลงาน ซึ่งผู้ได้รับรางวัล Best Innovationได้แก่ ทีม People Matter (PM 4.0) ผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้าสร้างระบบกลไกการทำงานที่ตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “นโยบายสะท้อนเสียงประชาชนมากที่สุด”

ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า โครงการนี้จะทำให้มีนโยบายสาธารณะที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่สะท้อนให้เห็นว่านโยบายสาธารณะไม่จำเป็นต้องเกิดจากการคิดของนักนโยบายของหน่วยงานราชการเท่านั้น แต่อาจมาจากกลุ่มคนในวัยที่หลากหลายที่มีความเชี่ยวชาญต่างสาขากัน

“ปัญหาฝุ่น PM2.5 มีแหล่งกำเนิดมาจากทั้งในเขตชนบท ในเขตเมือง ซึ่งอาจเกิดจากการเผาวัสดุทางการเกษตรเป็นวิถีชีวิต และแหล่งกำเนิดที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน การพัฒนานโยบายสาธารณะต้องพิจารณาทั้งสังคม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม กฎหมายระเบียบ ความเป็นอยู่ ความสัมพันธ์ของคน ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีของพื้นที่ด้วย”ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก กล่าว

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM2.5 เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่าง กรุงเทพฯ เนื่องจากมีการก่อสร้างพัฒนาเมืองตลอดเวลา รวมถึงการเผาไหม้ของรถบนท้องถนน จากข้อมูลการประมาณการความเสียหายจากฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ปี 2563 พบว่า กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 3 หมื่นล้านบาท ทั้งสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเครื่องฟอกอากาศ ค่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยว และค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจ

“การประกวดนโยบายและนวัตกรรมทางสังคมของคนรุ่นใหม่เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ PM2.5 ครั้งนี้ ผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวดทุกคน ถือเป็นกำลังสำคัญในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสต่อยอดผลงานถูกนำไปใช้งานได้จริง และขยายผลต่อไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เพื่อเร่งแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่ต้นเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนได้ในระยะยาว” นพ.ประทีป กล่าว

นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดค่ามาตรฐานของฝุ่น PM2.5 ที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ปลอดภัยต่อสุขภาพอยู่ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในประเทศไทยกลับพบฝุ่น PM2.5 ที่ 50-68 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือว่ามากกว่ามาตรฐานเกือบ 2 เท่าตัว กลายเป็นปัญหามลพิษทางอากาศต้นเหตุสำคัญทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินทางใจ

“สสส. ตระหนักถึงผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 มุ่งขับเคลื่อนการทำงานตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับนโยบายเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ การแก้ปัญหา
ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ต้องเร่งแก้ไขแบบองค์รวม ทั้งการปลูกจิตสำนึกส่วนบุคคล การสร้างความสัมพันธ์แบบมีส่วนร่วมของคนในสังคม เพื่อร่วมแก้ปัญหา ไม่ใช่เป็นการออกกฎ ระเบียบบังคับใช้เท่านั้น” นพ.ไพโรจน์ กล่าว

นพ.ไพโรจน์ กล่าวต่อไปว่า สสส. สนับสนุนการสร้างเมล็ดพันธุ์นักนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพจากพลังคนรุ่นใหม่ที่สำคัญของประเทศ เพื่อพัฒนานวัตกรรมให้เป็นรูปธรรม และขยายผลไปสู่การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่ผ่านมา สสส. แก้ปัญหาฝุ่นควันภายใต้แนวคิด 3 ข. คือ 1.เขย่า คิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น นวัตกรรมธงสุขภาพ สีฟ้า เขียว เหลือง ส้ม แดง ใช้คู่กับเครื่องวัดค่าฝุ่น แจ้งเตือนให้คนในพื้นที่รู้ระดับคุณภาพอากาศ ดำเนินการใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งลดเสี่ยงต่อสุขภาพ

2.ขยับ นำสิ่งใหม่ที่คิดไปปรับใช้จริงตามบริบทของแต่ละพื้นที่และ 3.เขยื้อน ขยายผลจากระดับปัจเจกหรือระดับพื้นที่ นำไปสู่การผลักดันนโยบายเพื่อการแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5 อย่างเร่งด่วน โดย สสส. ร่วมกับสภาลมหายใจ 8 จังหวัดภาคเหนือ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมทำงานอย่างทุ่มเท สามารถแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดความร่วมมือและเปลี่ยนแปลงค่านิยมในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ หากทุกพื้นที่นำแนวคิด 3 ข. ไปปฏิบัติได้สำเร็จสามารถแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ ในพื้นที่ได้

น.ส.นิศรา ปานช้าง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้แทนทีม People Matter (PM 4.0) กล่าวว่า ผลงานแพลตฟอร์มดิจิทัลสาธารณะ เพื่อการจัดการมาตรการ PM2.5 แบบชี้เป้า มีแนวคิดทำให้นโยบายสะท้อนเสียงประชาชนมากที่สุด เพื่อลดช่องว่าง และเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและประชาชน ผ่านกลไกการทำงานที่ให้สื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันมากขึ้น เพื่อเอื้อให้เกิดการออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์บริบทพื้นที่และความต้องการของประชาชนมากขึ้น

“แพลตฟอร์มออกแบบให้มี 3 คุณลักษณะ คือ 1.ชุดดัชนีนโยบายและมาตรการที่เข้ากับบริบทเฉพาะพื้นที่กับข้อมูลเปิดสาธารณะด้านคุณภาพอากาศ 2.ระบบติดตามการดำเนินนโยบายและมาตรการของภาครัฐ และ 3.พื้นที่สร้างการส่วนร่วมของภาคประชาชน ซึ่งทั้ง 3 คุณลักษณะนั้นออกแบบให้เชื่อมโยงและทำงานเกื้อหนุนกันอย่างเป็นวงจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การออกแบบนโยบายและการนำไปปฏิบัตินั้นสอดคล้องกับบริบทและเงื่อนไขเฉพาะแต่ละพื้นที่มากที่สุด” น.ส.นิศรา กล่าว

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการมอบรางวัลชนะเลิศ 3 รางวัล ได้แก่ 1.ทีม Dustappear ผลงานศูนย์บริหารสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (ศบฝ.) และแอปพลิเคชั่น “ไทยสู้ฝุ่น” ตั้งตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory carbon market) และภาษี Green Area 2.ทีม Airtopia ผลงาน PM2.5 Smart Tracking จัดสรรสิทธิ (PM2.5 เครดิต) ใช้ลดภาษี 3.ทีมทางของฝุ่น ผลงาน Inclusive sustainable area development แนวทางการสร้างพื้นที่สีเขียวในชุมชนเมือง และรางวัลชมเชย 26 รางวัล

ห่วง ‘ติดเหล้า-ดื่มจัด’ เสี่ยงป่วย ‘เชื้อลงปอด’ แนะงดก่อน-หลังฉีดวัคซีนโควิด-เลิกได้ยิ่งดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590747

ห่วง‘ติดเหล้า-ดื่มจัด’เสี่ยงป่วย‘เชื้อลงปอด’  แนะงดก่อน-หลังฉีดวัคซีนโควิด-เลิกได้ยิ่งดี

ห่วง‘ติดเหล้า-ดื่มจัด’เสี่ยงป่วย‘เชื้อลงปอด’ แนะงดก่อน-หลังฉีดวัคซีนโควิด-เลิกได้ยิ่งดี

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.นพ.ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะในปริมาณที่สูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ดื่ม ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อ หรือปอดบวม (Pneumonia) ได้เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถลดการทำงานของโทนกล้ามเนื้อบริเวณคอหอย ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการทำให้เชื้อลงปอด

อีกทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังทำให้การทำงานของเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคต่างๆ ในร่างกายแย่ลงส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยกำลังเร่งเดินหน้าการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ประชาชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย ลดอัตราการเสียชีวิต ป้องกันอาการป่วยหนัก สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และลดการติดเชื้อได้

“ผู้ที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนทุกคนควรงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 48-72 ชั่วโมง ทั้งก่อนและหลังฉีด หรือ 2-3 วัน เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะไปรบกวนระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย อาจทำให้หลอดเลือดหดเกร็ง เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ ตามมาภายหลังการฉีดวัคซีนได้ รวมถึงเมื่อฉีดแล้วมีอาการไม่สบาย เป็นไข้ อาจทำให้แพทย์แยกไม่ออกว่าคนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ป่วยทั่วไปหรือเป็นผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน” ผศ.นพ.ธีรยุทธ กล่าว

ผศ.นพ.ธีรยุทธ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกลุ่มผู้ติดสุราซึ่งดื่มทุกวันหรือแทบทุกวันมานานหลายปี จนไม่สามารถลดหรือเลิกดื่มได้ หากงดดื่มแล้วมีอาการมือสั่น ใจสั่น เหงื่อออก มีไข้ กระสับกระส่าย และในบางรายอาจมีอาการชักเกร็งกระตุก แนะนำว่าคนกลุ่มนี้ไม่ควรหยุดดื่มกะทันหัน เพราะมีโอกาสสูงที่จะเกิดอาการถอนสุราตั้งแต่ระดับอ่อนไปจนถึงระดับรุนแรงได้ จึงเป็นกลุ่มที่ควรดูแลตนเองมากเป็นพิเศษ โดยกลุ่มผู้ติดสุรา ควรค่อยๆ ลดการดื่มในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนวันนัดรับวัคซีนโควิด-19 หรือควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาช่วยลดอาการถอนสุรา

ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ผู้ที่ติดสุรา จะช่วยลดความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 และลดความรุนแรงเมื่อติดเชื้อได้แต่อย่างไรก็ตาม ควรปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัดและหยุดดื่มตลอดช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยผู้ที่ต้องการเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติดต่างๆ ตลอดชีวิต สามารถขอรับคำปรึกษาได้3 ช่องทาง ได้แก่ แฟนเพจเฟซบุ๊ค : ศูนย์ปรึกษาเพื่อการเลิกสุราและการเสพติด Alcohol and Drugs Helpline Centre สายด่วนเลิกเหล้า 1413 และเว็บไซต์ http://www.1413.in.th/

ด้าน น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่ยังระบาดหนักและมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุกวันคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์คือ กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ โดยคาดการณ์ว่าประเทศไทยมีคนที่ดื่มทุกวันหรือเกือบทุกวันมากถึง 2 ล้านกว่าคน ในจำนวนนี้อาจเป็นผู้ติดสุรามากถึง 2 แสนกว่าคน ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงและเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ เพราะฤทธิ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีผลต่อจิตประสาท

ทำให้ความสามารถในการรู้เท่าทันการคิดและพฤติกรรมลดลง เช่น ขาดการยับยั้งชั่งใจในการทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม มีพฤติกรรมเสี่ยงจากการดื่มร่วมแก้วเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันมีหลักฐานทางวิชาการจำนวนมากยืนยันว่า ปัจจัยทางสังคม สถานที่ดื่ม และกิจกรรมบันเทิงต่างๆ สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดและแพร่เชื้อโควิด-19 ได้มากกว่าการสัมผัสร่างกายผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะพฤติกรรมเสี่ยงที่มาจากฤทธิ์น้ำเมาทุกชนิด ถูกกระทำโดยที่ไม่มีสติ สัมปชัญญะ

“ในช่วงเข้าพรรษาปีนี้ยังอยู่ในช่วงการระบาดหนักของโควิด-19 สสส. อยากเชิญชวนให้ทุกคนใช้วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นก้าวแรกของการลด ละ เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ดีขึ้น โดยปีนี้ สสส. จัดกิจกรรมสื่อรักให้พักเหล้า ลดเสี่ยง เลี่ยงโควิด ส่งเสริมให้คนไทยลด ละ เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตลอดชีวิต รวมถึงย้ำให้ทุกคนต้องสวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง และลดพฤติกรรมเสี่ยงติดเชื้อ เพื่อช่วยลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ที่ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ รักษาผู้ป่วยให้ผ่านพ้นวิกฤติโรคระบาดหนักไปด้วยกัน” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

‘กสศ.’ จัดเสวนาออนไลน์ สร้างอาชีพโลกยุค New Normal #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590746

‘กสศ.’จัดเสวนาออนไลน์  สร้างอาชีพโลกยุค New Normal

‘กสศ.’จัดเสวนาออนไลน์ สร้างอาชีพโลกยุค New Normal

วันพุธ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดงานเสวนา (ออนไลน์) Little Big Communities Talk EP4 “จากฐานชุมชน สู่เทรนด์ อาชีพของโลกในยุค New Normal” ในวันศุกร์ที่ 30 ก.ค. 2564 เวลา 09.00-12.30 น. เพื่อนำเสนอแนวทางและการขับเคลื่อนการงานของทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐานกับทิศทางการสร้างอาชีพและการตลาด ในโลกยุค New Normal อีกทั้งเป็นเวทีที่ให้คนทำงานกับชุมชน มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานของกลุ่มคนภายนอก หรือองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

โดยมุ่งหวังให้เกิดการนำรูปแบบหรือโมเดลการการขับเคลื่อนงานไปขยายผลต่อในชุมชนอื่นๆ ต่อไป ซึ่งเวทีครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณสีหนาท ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม “Robinhood” แอปพลิเคชั่นสั่งอาหารสัญชาติไทย ซึ่งกำลังได้รับความนิยมด้วยบริการส่งฟรี ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวแนวคิดการพัฒนาแพลตฟอร์มควบคู่ไปกับการช่วยเหลือผู้ประกอบการ และตัวแทนจากหน่วยพัฒนาอาชีพ ของทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน นอกจากนี้ยังมีดร.ศิริญญา วิรุณราช จากวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี,

คุณสุไลมาน เจะอุบง จากสมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ (กลุ่มลูกเหรียง) จังหวัดยะลา, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ยุวเรศ หลุดพา จากโรงพยาบาลบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น รวมถึงแขกรับเชิญพิเศษ คุณสิทธิพลชูประจง หัวหน้าโครงการผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา ที่จะมาร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนการทำงานที่เข้าไปหนุนเสริมองค์ความรู้ เทคโนโลยีนวัตกรรม ให้กับคนในชุมชน ต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ทุกคนสามารถอยู่รอดได้ท่ามวิกฤติ สำหรับผู้สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook :ทุนพัฒนาอาชีพและนวัตกรรมที่ใช้ชุมชนเป็นฐานหรือลงทะเบียนร่วมงานผ่านระบบ zoom กดที่ link นี้ shorturl.at/dfL29

อย่าพลาด! ‘ดาวเสาร์’ ใกล้โลกที่สุดในรอบปี 2 ส.ค. นี้ดูได้ด้วยตาเปล่า พลบค่ำถึงรุ่งเช้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590856

อย่าพลาด!'ดาวเสาร์'ใกล้โลกที่สุดในรอบปี 2 ส.ค.นี้ดูได้ด้วยตาเปล่า พลบค่ำถึงรุ่งเช้า

อย่าพลาด!’ดาวเสาร์’ใกล้โลกที่สุดในรอบปี 2 ส.ค.นี้ดูได้ด้วยตาเปล่า พลบค่ำถึงรุ่งเช้า

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 20.09 น.

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  เปิดเผยว่า  วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม 2564 ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ หมายถึง  ดวงอาทิตย์ โลก และดาวเสาร์จะเรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลาง ส่งผลให้ดาวเสาร์มีระยะใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี (Saturn Opposition) ห่างประมาณ 1,337 ล้านกิโลเมตร       

ในวันดังกล่าวเมื่อดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า จะมองเห็นดาวเสาร์สว่างอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สังเกตได้ยาวนานตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า บริเวณกลุ่มดาวแพะทะเล ดูได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า  หากดูผ่านกล้องส่องทางไกล หรือกล้องสองตาที่มีขนาดหน้าเลนส์ไม่น้อยกว่า 50 มิลลิเมตร กำลังขยายตั้งแต่ 10 เท่าขึ้นไป จะเริ่มมองเห็นวงแหวนดาวเสาร์ได้  หรือดูผ่านกล้องโทรทรรศน์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 4 นิ้ว ที่มีกำลังขยายตั้งแต่ 50 เท่าขึ้นไป จะเห็นวงแหวน A และวงแหวน B แยกกันอย่างชัดเจน โดยมีช่องว่างแคสสินีอยู่ตรงกลางระหว่างวงแหวนทั้งสอง สวยงามมาก

“เชิญชวนผู้สนใจชมความสวยงามของดาวเสาร์ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ ยังสามารถสังเกตการณ์อยู่ที่บ้านอย่างปลอดภัย ห่างไกลโรคโควิด-19 รับชมถ่ายทอดสดปรากฏการณ์  “ดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี”  พร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2564 เริ่มตั้งแต่เวลา 20.00-21.00 น. ทางเฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ https://www.facebook.com/NARITpage เตรียมพร้อมสัญญาณภาพจากหอดูดาว 4 ภูมิภาค ได้แก่ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา” นายศุภฤกษ์ กล่าว

 

‘มทร.อีสาน’ จับมือหัวเว่ยขยายผลสู่ 9 มทร.พร้อมพัฒนาคนด้าน Digital Transformations ครบวงจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590825

'มทร.อีสาน'จับมือหัวเว่ยขยายผลสู่ 9 มทร.พร้อมพัฒนาคนด้าน Digital Transformations ครบวงจร

‘มทร.อีสาน’จับมือหัวเว่ยขยายผลสู่ 9 มทร.พร้อมพัฒนาคนด้าน Digital Transformations ครบวงจร

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 18.06 น.

มทร.อีสาน เผยมติที่ประชุมนายกสภามหาวิทยาลัยราชมงคล 9 มทร. โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานที่ประชุมนายกสภา 9 มทร.และประธานที่ประชุมนายกสภาและอธิการบดี มทร.ทั้ง 9 แห่ง มีมติเห็นชอบให้กลุ่มราชมงคลจับมือบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่(ประเทศไทย) จำกัด พัฒนาบุคลากรดิจิทัลที่มีทักษะระดับสูง โดยมุ่งเป้านักศึกษา คณาจารย์ ทั้ง 9 มทร.  ให้มีทักษะความสามารถในการสร้าง Mobile Application ด้วยตนเองพร้อมสนับสนุนให้นำไปเผยแพร่ใน Huawei App Gallery และ Android Play Store และส่งเข้าประกวด Start Up ระดับประเทศ

รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร ประธานคณะกรรมการพัฒนาบุคลากรดิจิทัล การสร้างและพัฒนา Application ผ่านระบบออนไลน์ 9 มทร. และรักษาราชการแทนอธิการมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากการลงนามความร่วมมือทางวิชาการ MOU ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ร่วมกับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล การทำการเกษตรแบบอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี IOT การพัฒนาด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อความปลอดภัยและการเข้าถึงการรักษา ภายใต้ชื่อ “RMUTI NEXT GEN DIGITAL UNIVERSITY”

โดยเป็นนโยบายการขับเคลื่อนจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานที่ประชุมนายกสภา 9 มทร. และนายกสภา มทร.อีสาน เพื่อผนึกกำลังด้านการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อปฏิรูปและปรับปรุงระบบการศึกษา ควบคู่กับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมความยั่งยืนและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยังมีเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนทั้งบุคลากร และนักศึกษาทั้ง 9 มทร. โดยผลจากการประชุมนายกสภา 9 มทร. เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2564  มีมติเห็นชอบร่วมกันให้ดำเนินการและแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาบุคลากรดิจิทัล การสร้างและพัฒนา Application ผ่านระบบออนไลน์ 9 มทร. และมีมติให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง ร่วมกันดำเนินการฝึกอบรมหลักสูตร การสร้างและพัฒนา Mobile Application ผ่านห้องฝึกอบรมออนไลน์ ภายใต้หลักสูตรพัฒนาฝีมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ที่เน้นการพัฒนาทักษะแรงงาน รวมไปถึงการสร้างทักษะใหม่ที่จำเป็นในการทำงาน (Reskill) และการยกระดับทักษะเดิมให้ดียิ่งขึ้น (Upskill) เพื่อให้มั่นใจว่า ประเทศไทยพร้อมตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน พัฒนาด้านดิจิทัลให้บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่าให้แข็งแกร่ง เพิ่มจำนวนแรงงานที่มีทักษะสูงให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) โดยให้ มทร.อีสาน เป็นเจ้าภาพหลักในคณะกรรมการพัฒนาบุคลากรดิจิทัล การสร้างและพัฒนา Application ผ่านระบบออนไลน์ 9 มทร.

รศ.ดร.โฆษิต กล่าวต่อไปว่า ในส่วนรูปแบบของการอบรมนั้น เราจะเริ่มตั้งแต่การฝึกความคิดริเริ่มของผู้ฝึกสอนตั้งแต่ต้นและขยายไปสู่วงกว้าง หลักสูตรนี้จะเป็นการจัดคอร์สสอน 4 วันที่เป็นช่วงของวันหยุดสุดสัปดาห์ เป็นการสอนผ่านระบบ Huawei Mobile Services  ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและเผยแพร่แอปพลิเคชันทั้งด้านทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติ ตัวอย่างการอ่านโค้ดและลงมือปฏิบัติงานที่มอบหมาย โดยจะมีวิดีโอการฝึกอบรมไลบรารี่ให้ดูเป็นแนวทางซึ่งเป็นเนื้อหาฟรี ครอบคลุมพื้นฐานของ Android รวมถึง แอปพลิเคชั่นตัวอย่างต่าง ๆ ของหัวเว่ย มากกว่า 18 หมวดที่ครอบคลุมไปถึงเกม การศึกษา ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น ภายหลังการอบรมและการสอบ ผู้อบรมจะได้ใบรับรองหัวเว่ย ประเทศไทย อีกด้วย

“อย่างไรก็ตาม มทร.อีสาน ได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด จึงมุ่งเน้นการพัฒนาทั้งด้านกำลังคนและเทคโนโลยีเพื่อให้ นักศึกษา คณาจารย์ ทั้ง 9 มทร.  มีความรู้ความสามารถในการสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเอง เพื่อเป็นตอบโจทย์การพัฒนาเทคโนโลยีระดับประเทศ พร้อมมุ่งให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดแก่นักศึกษา และสร้างบัณฑิตนักปฏิบัติ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เกิดเอกลักษณ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งการสร้างอาชีพเฉพาะทาง ครับ “รศ.ดร.โฆษิต กล่าวทิ้งท้าย

ม.มหาสารคาม ปรับหอพักนิสิต 2 หลัง เป็น รพ.สนาม สำหรับนิสิตที่ติดเชื้อโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590516

ม.มหาสารคาม ปรับหอพักนิสิต 2 หลัง  เป็น รพ.สนาม สำหรับนิสิตที่ติดเชื้อโควิด-19

ม.มหาสารคาม ปรับหอพักนิสิต 2 หลัง เป็น รพ.สนาม สำหรับนิสิตที่ติดเชื้อโควิด-19

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า หลังจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม(มมส.) ได้เคยจัดตั้งโรงพยาบาลสนามโดยใช้หอพักนิสิต จำนวน 2 ตึก รวม 128 เตียงไปเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา และได้ทำการรักษาผู้ป่วยจนหายดีปลอดภัย กลับบ้านไปครบทุกคนแต่หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาอีกครั้ง ทำให้มมส. ต้องเตรียมพร้อมรับมือในการดูแลนิสิต ที่ติดเชื้อโควิด -19 โดยเฉพาะ อีกทั้ง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับการระบาดของโรค จึงได้จัดตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งใหม่ขึ้น

โรงพยาบาลสนามของมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ จะใช้หอพักเบญจมาศ(หอหญิง 33 ห้อง) และหอปาริชาติ(หอชาย 36 ห้อง) ซึ่งเป็นหอพักนิสิต เขตพื้นที่ในเมือง ซึ่งมีความเหมาะสมต่อการจัดพื้นที่รองรับมาตรฐาน และเป็นโรงพยาบาลสนาม จึงมีการปิดกั้นให้เป็นสถานที่ปลอดเชื้อตามมาตรฐานสากล ซึ่งในขณะนี้ บุคลากรกองอาคารสถานที่ ได้ทำความสะอาด เตรียมดำเนินการก่อสร้างรั้วบริเวณโดยรอบหอพัก เพื่อความปลอดภัย และมีกล้องวงจรปิดทั่วบริเวณโดยรอบหอพัก

เภสัชฯ จุฬาฯ เตรียมทดสอบ ‘ใบยาไฟโตฟาร์ม’ วัคซีนจากใบยาสูบ ป้องกันโควิด-19 สัญชาติไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/590517

เภสัชฯ จุฬาฯ เตรียมทดสอบ ‘ใบยาไฟโตฟาร์ม’  วัคซีนจากใบยาสูบ ป้องกันโควิด-19 สัญชาติไทย

เภสัชฯ จุฬาฯ เตรียมทดสอบ ‘ใบยาไฟโตฟาร์ม’ วัคซีนจากใบยาสูบ ป้องกันโควิด-19 สัญชาติไทย

วันอังคาร ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ CEO และ Co-founder บริษัท ใบยาไฟโตฟาร์ม จำกัด เผยว่า “วัคซีนใบยา” ป้องกันโควิด-19 ผลิตจากใบพืช เป็นผลงานสตาร์ทอัพแห่งจุฬาฯ บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์มจำกัด (ภายใต้ CU Enterprise)โดยสองนักวิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ และรองศาสตราจารย์ ดร.วรัญญู พูลเจริญคณะเภสัชศาสตร์ จุฬา

วัคซีนใบยา เป็นวีคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด subunit vaccine ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมในต่างประเทศมานาน เช่น แคนาดา และเกาหลีใต้ โดยผลิตจากหลายแหล่ง เช่น พืช แมลงฯลฯ วัคซีนใบยา ใช้ใบยาสูบสายพันธุ์ดั้งเดิมจากออสเตรเลียทำหน้าที่เสมือนโรงงานผลิตชิ้นส่วนของไวรัสซึ่งเป็นไวรัสที่ไม่ก่อให้เกิดโรคเมื่อฉีดวัคซีนใบยาเข้าไปในร่างกาย วัคซีนจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของเรา หากติดเชื้อโควิด-19 ก็จะป้องกันได้

ภายหลังได้รับวัคซีนต้นแบบตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการทดสอบวัคซีนใบยากับสัตว์ทดลอง เช่น หนูขาวและลิง ซึ่งพบว่าวัคซีนสามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองได้ผลสูง หลังจากนั้น จึงเริ่มสร้างโรงงานต้นแบบการผลิตวัคซีนที่อาคารจุฬาพัฒน์ 14 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2564 โรงงานเนื้อที่ 1,200 ตร.ม. มีกำลังการผลิตวัคซีนเดือนละ1-5 ล้านโดส

“สิงหาคม 2564 เราจะเปิดรับอาสาสมัครเพื่อทดสอบวัคซีนกลุ่มแรกจำนวน 50 คน อายุ 18-60 ปีโดยอาสาสมัครต้องมีสุขภาพแข็งแรงและไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน การทดสอบวัคซีนจะเริ่มในเดือนกันยายนอาสาสมัครจะได้รับการฉีดวัคซีนจำนวนสองเข็ม เว้นระยะเวลาห่างกัน 3 สัปดาห์ เมื่อทดสอบกับอาสาสมัครกลุ่มแรกเสร็จเราก็จะทดสอบวัคซีนกับอาสาสมัครกลุ่มอายุ 60-75 ปี ต่อไป” ผศ.ภญ.ดร.สุธีรากล่าว และ คาดว่าวัคซีนใบยาจะพร้อมฉีดให้คนไทยช่วงกลางปี2565 ในราคาต้นทุนโดสละ 300-500 บาท

นอกจากนี้ คณะนักวิจัยยังได้พัฒนาวัคซีนใบยารุ่นที่ 2 เพื่อรับมือการกลายพันธุ์ของเชื้อ โควิด-19 ซึ่งคาดว่าจะพร้อมทดสอบกับอาสาสมัครปลายปี 2564 โดยจะปรับปรุงศักยภาพของวัคซีนในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันดีขึ้นด้วย