นิด้า มองเศรษฐกิจไทยปี’64 หลังสิ้นโควิด เสนอรัฐเร่งยุทธศาสตร์การค้ากับต่างประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542141

นิด้า มองเศรษฐกิจไทยปี’64 หลังสิ้นโควิด  เสนอรัฐเร่งยุทธศาสตร์การค้ากับต่างประเทศ

นิด้า มองเศรษฐกิจไทยปี’64 หลังสิ้นโควิด เสนอรัฐเร่งยุทธศาสตร์การค้ากับต่างประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง(วบส.) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)เปิดเผยถึงการปรับตัวด้านเศรษฐกิจ ภายหลังจากการสิ้นสุดการระบาดของโควิด-19 ว่า จากการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2564 คาดว่ามีอัตราเติบโต 2.5-3% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้นหลังจากหลายประเทศเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน จึงเป็นโอกาสของภาครัฐควรวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อขยายการค้าการลงทุนกับประเทศในกลุ่มยุโรป อเมริกา จีน และญี่ปุ่น ผ่านการทำข้อตกลงทางการค้าต่างๆ ได้แก่ RCEP หรือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่เป็นข้อตกลงทางการค้าใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน มี 10 ชาติสมาชิกอาเซียน บวก จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ หรือการเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP หรือความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก รวมถึงการทำ FTA กับประเทศอังกฤษ เป็นต้น ช่วยสนับสนุนการส่งออกของไทยให้ดีขึ้น

รศ.ดร.มนตรีกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตามปี 2564 ยังมีปัจจัยบวกอยู่หลายประการ คือ การที่สหรัฐฯ มีประธานาธิบดีคนใหม่ “โจ ไบเดน” สังกัดพรรคเดโมแครต ที่มีนโยบายการค้าโดยเน้นการเจรจาภายในกรอบความร่วมมือและการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงการพัฒนาวัคซีน COVID-19 มีความคืบหน้าและสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากในต้นปี 2564 จะช่วยการค้าระหว่างประเทศและการท่องเที่ยวได้ดีขึ้น ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคาดว่าจะฟื้นตัวได้ในไตรมาสสุดท้ายปีหน้า คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยรวมประมาณ 9 ล้านคน โดยภาครัฐต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่ต้องโฟกัสนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายเงินต่อหัวต่อคนให้มากขึ้น

สุดท้าย รศ.ดร.มนตรีกล่าวสรุปว่า ปี 2564 ยังเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตตามเศรษฐกิจโลกแต่ยังมีความเสี่ยงในหลายปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังทั้งไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดรอบใหม่ ทำให้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นกดดันกำลังซื้อ หนี้สาธารณะใกล้เพดาน 60% ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ไม่มากนัก และเงินบาทแข็งค่าจะทำให้สินค้าไทยส่งออกในราคาแพงขึ้น เหล่านี้เป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องดูแล เนื่องจากไทยมีการพึ่งพาการส่งออกและท่องเที่ยวสูงถึง72% ของ GDP นอกจากนี้ ภาครัฐควรเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในหลายๆ ด้าน เช่นการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี 5G การลงทุนแพลตฟอร์มด้านการสื่อสารเพื่อรองรับยุค New Normal การสร้างบรรยากาศการลงทุนในอีอีซี ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยกับนานาประเทศให้ดีขึ้น และประคองเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ให้สามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤติโควิดไปให้ได้

‘อักษร’ ย้อนดูการศึกษาไทยในปีหนู การเรียนเพื่อองค์ความรู้ไม่เพียงพอกับชีวิตแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542137

‘อักษร’ ย้อนดูการศึกษาไทยในปีหนู การเรียนเพื่อองค์ความรู้ไม่เพียงพอกับชีวิตแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปี 2563 กำลังจะผ่านไป ซึ่งหากจะมองย้อนไปตั้งแต่ช่วงต้นปีใช่ว่าจะผ่านไปได้ง่ายๆ เพราะเกิดปรากฏการณ์และวิกฤตการณ์ทั้งเก่าและใหม่ ให้วงการศึกษาไทยไม่ว่าจะเป็นครู นักเรียน หรือ บุคลากรทางด้านการศึกษา ล้วนมีเรื่องให้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคกันมากเหลือเกิน “อักษร เอ็ดดูเคชั่น” ผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงการศึกษา สรุปเรื่องราวย้อนหลัง เพื่อเป็นการส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่สู่แวดวงการศึกษา ดังต่อไปนี้

ปิดโรงเรียนตั้งแต่เดือนแรกของปี จากฝุ่น PM2.5

เริ่มจากศึกเบาๆ กันตั้งแต่ต้นปี ปัญหาฝุ่นละอองและหมอกควัน PM2.5 ที่ค่าเกินมาตรฐานลุกลามจากปี 2562 สร้างผลกระทบครอบคลุมในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อวิถีการใช้ชีวิตและดูแลสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศ สุดท้ายหลายโรงเรียนมีประกาศปิดการเรียนชั่วคราวทำให้การสอนต้องหยุดชะงัก งานเข้าคุณครูต้องจัดสรรตารางเวลาเรียนกันใหม่เพื่อชดเชยที่หยุดไปสำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้

วิกฤติไวรัสโควิด-19

เวลาผ่านไปยังไม่ทันข้ามเดือนวิกฤติ PM2.5 ไม่ทันจะจางหาย วิกฤติใหม่ก็เข้ามาแทนที่ เมื่อองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ลงมติประกาศว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นภัยพิบัติฉุกเฉินระดับโลกในวันที่ 31 มกราคม 2563 สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนทุกวงการ โรงเรียนหลายแห่งทั่วโลกประกาศงดการเรียนการสอนร้อนมาถึงประเทศไทย นายณัฏฐพลทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกประกาศปิดการเรียนการสอนชั่วคราวทุกสถานศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นเหตุพิเศษตั้งแต่วันที่18 มีนาคม 2563 และตามมาด้วยมติครม.ประกาศเลื่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2563 ออกไปเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 พร้อมนโยบายชัดเจนที่ต้องการให้การเรียนการสอนต้องดำเนินต่อไป แม้ว่าโรงเรียนจะไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนจากที่โรงเรียนได้ตามปกติ

New Normal นิยามการศึกษายุคใหม่สู่ความท้าทายและการปรับตัว

วิกฤติไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ทำให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกเริ่มปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้ไปสู่การเรียนรู้ในรูปแบบของออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม และนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการต่อยอดการศึกษาในอนาคต พฤติกรรมของครูไทยเราเองก็เปลี่ยนไป โรงเรียนหลายแห่งพร้อมใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นของนวัตกรรมเพื่อการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งหากมองในแง่ดีวิกฤติครั้งนี้อาจเป็นเหมือนเคมีเร่งปฏิกิริยาให้โรงเรียนและครูไทยก้าวเข้าสู่การศึกษาในรูปแบบใหม่ แม้ยังขาดทักษะและความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีอยู่บ้าง แต่สิ่งสำคัญคือการได้เริ่มก้าวไปสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ เพื่อผลลัพธ์สำคัญสุดท้ายคือเด็กไทย ผู้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของชาตินั่นเอง

ทางเลือกใหม่ของการเรียนรู้กับแพลตฟอร์มออนไลน์

เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดการเรียนรู้นอกห้องเรียน หลายค่ายทั้งในไทยและต่างประเทศพร้อมใจกันเปิดตัวแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์กันมากขึ้น ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการนำเสนอแพลตฟอร์มด้านการศึกษาใหม่ภายใต้ชื่อ DEEP (DigitalEducation Excellence Platform) ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างความเท่าเทียมของระบบการศึกษา สร้างความยืดหยุ่นในการเรียนการสอน เกิดมิติการสร้างห้องเรียนแบบใหม่ Flipped Classroom หรือ ห้องเรียนกลับด้านที่ถูกนำมาเป็นโมเดลสำคัญเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ฝึกฝน และค้นคว้าข้อมูลได้ด้วยตนเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากทางภาคเอกชนหลายแห่ง อักษรเอ็ดดูเคชั่นเองก็ได้รับเกียรติในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแพลตฟอร์มด้านการศึกษาดังกล่าว ด้วยการเชื่อมต่อเข้ากับระบบของ Aksorn On-Learnดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการศึกษาซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนทั้งผู้เรียนและผู้สอน มาในรูปแบบของ e-Book และคลิปวีดีโอ ใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆอาทิ สื่อการเรียนรู้ Interactive 3D สื่อการเรียนรู้ Interactive Software ภาพยนตร์สารคดีสั้นเพื่อการศึกษา สไลด์ประกอบการสอน ไฟล์เสียงประกอบการสอน ทำให้ผู้เรียนเรียนสนุก ผู้สอนสอนสะดวก และสามารถจัดตารางการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

ปีการศึกษาใหม่ แนวทางสู่การเรียนการสอนแบบฐานสมรรถนะ

2564 ปีการศึกษาใหม่ ทางภาครัฐเองก็มีแนวนโยบายปฏิรูปการศึกษาไทยด้วยแผนเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนเพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะหลักที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นให้เด็กไทยรู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้ และมุ่งสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นได้ด้วยตนเองแทนที่การท่องจำเนื้อหาเพื่อใช้ในการสอบ และเปลี่ยนจุดเน้นจากที่เคยเป็นหลักสูตรที่เน้นเนื้อหา (Content-based) ซึ่งมุ่งไปที่มาตรฐานและตัวชี้วัดจำนวนมาก ไปเป็นหลักสูตรที่เป็นฐานสมรรถนะ (Competency-based) คือ มุ่งไปยังพฤติกรรมที่ผู้เรียนโดยตรง ยึดที่ความสามารถที่ผู้เรียนพึงปฏิบัติได้เป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเด็กๆของเราจะสามารถมีทักษะ องค์ความรู้ที่พร้อมต่อยอดไปสู่การเป็นนวัตกรได้ต่อไปในอนาคต

จากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ทำให้ผู้คนเริ่มเข้าใจแล้วว่า การเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีเพียงองค์ความรู้ อาจไม่เพียงพอกับการดำเนินชีวิตในโลกยุคใหม่อีกต่อไป โลกที่เชื่อมถึงกันและกันแบบทุกวันนี้คนที่จะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องเข้าใจและหาทางข้ามเส้นขีดจำกัดของตนเองให้เจอ พร้อมที่จะต่อยอด และประยุกต์ใช้จากองค์ความรู้ที่มีอยู่ตลอดชีวิต

‘โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน’ เลื่อนเปิดเรียนไปอีก14วัน หนีโควิด-19 ระลอกใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/542066

'โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน'เลื่อนเปิดเรียนไปอีก14วัน หนีโควิด-19ระลอกใหม่

‘โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน’เลื่อนเปิดเรียนไปอีก14วัน หนีโควิด-19ระลอกใหม่

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 10.55 น.

30 ธันวาคม 2563 เฟซบุ๊กเพจของ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้ออกประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊ก’ Bangkok Christian College ::: Official Club Site
‘ ระบุว่า 

ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ที่ยังมีความรุนแรงและมีแนวโน้มการแพร่ระบาดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับช่วงเทศกาลคริสต์มาสและขึ้นปีใหม่ยังคงมีการสัญจรไปมาระหว่างจังหวัดของประชาชนทั่วไป

ทางโรงเรียนมีความห่วงใยต่อสุขภาพของนักเรียนเป็นสำคัญ และจำเป็นต้องรักษามาตรฐานเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดขึ้นในโรงเรียน ดังนั้น ทางโรงเรียนจึงขอประกาศเลื่อนการเปิดทำการเรียนการสอนจากกำหนดเดิม คือวันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ.2564 ออกไปเป็นเวลา 14 วัน (ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 4 ถึงวันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2564)

โดยโรงเรียนจะเปิดทำการเรียนการสอนอีกครั้งในวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2564 และโรงเรียนจึงให้จัดการสอนเพื่อให้ครบหลักสูตร ดังนี้ 1.ระดับประถมศึกษาทุกระดับชั้น เรียนผ่านออนไลน์ ในวันจันทร์ที่ 4 ถึงวันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2564 2.ระดับมัธยมศึกษาทุกระดับชั้น เริ่มเรียนผ่านออนไลน์ ในวันอังคารที่ 5 ถึงวันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2564

ทางโรงเรียนขอให้ผู้ปกครองมั่นใจว่าการเรียนการสอนที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาของการเฝ้าระวังนี้ จะทำให้ความรู้ของนักเรียนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งขอให้ผู้ปกครองคลายความกังวลต่อการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน 

‘SWING Thailand’ ส่งความสุขให้พนักงานบริการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541927

‘SWING Thailand’  ส่งความสุขให้พนักงานบริการ

‘SWING Thailand’ ส่งความสุขให้พนักงานบริการ

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงปลายปีเป็นเทศกาลแห่งความสุขที่คนส่วนใหญ่ได้พักผ่อนและเฉลิมฉลองในช่วงวันคริสต์มาสถึงวันส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่เช่น ไปท่องเที่ยว พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนของขวัญ แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ถูกลดทอนลงไป โดยเฉพาะกับกลุ่มอาชีพพนักงานบริการ (Sex workers)ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดและไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลเหมือนอาชีพอื่นๆ วิกฤตินี้จึงพรากเทศกาลแห่งความสุขของพนักงานบริการไป

มูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ (SWING) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 มีพื้นที่ปฏิบัติงานหลักคือกรุงเทพฯ และเมืองพัทยา จ.ชลบุรี อันเป็น2 เมืองท่องเที่ยวที่มีย่านสถานบันเทิงและมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนมาก โดยการทำงานช่วงแรกนั้นเน้นให้ความรู้เรื่องการป้องกันเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ รวมถึงสอนภาษาต่างประเทศแก่พนักงานบริการทางเพศ (Sex Worker) ที่เป็นผู้ชายและสาวประเภทสอง หญิงข้ามเพศ และต่อมาได้ขยายครอบคลุมถึงพนักงานบริการทุกกลุ่ม

มูลนิธิฯ ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพนักงานบริการมากว่า 15 ปีคุณสุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งมูลนิธิฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งความสุข เนื่องจากเทศกาลแห่งความสุขควรเป็นของทุกคนรวมทั้งกลุ่มคนที่ไม่ได้รับการเหลียวแลเช่นพนักงานบริการด้วย จึงจัดกิจกรรมส่งความสุขให้กับพนักงานบริการในวันที่ 25 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ด้วยการมอบของขวัญให้กับพนักงานบริการในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพัทยา รวม 1,000 ชุด เพื่อสร้างรอยยิ้ม ส่งความสุขและให้พนักงานบริการ ได้รับของขวัญในวันคริสต์มาสนี้

ธุรกิจ-โควิด-นโยบาย (4) ‘ยานยนต์’ เทน้ำมันหันหาไฟฟ้า..พร้อมไหม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541928

ธุรกิจ-โควิด-นโยบาย (4)  ‘ยานยนต์’เทน้ำมันหันหาไฟฟ้า..พร้อมไหม?

ธุรกิจ-โควิด-นโยบาย (4) ‘ยานยนต์’เทน้ำมันหันหาไฟฟ้า..พร้อมไหม?

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

(ต่อจากฉบับวันจันทร์ที่ 28 ธ.ค. 2563)

เดินทางมาถึงตอนที่ 4 แล้วกับเรื่องเล่าจากงานสัมมนา “ผลกระทบของ COVID-19 ต่ออุตสาหกรรมไทย” ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) โดยในตอนนี้จะกล่าวถึง “ยานยนต์” ธุรกิจที่เป็นหัวใจสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ผ่านมาตรการล็อกดาวน์ กระทั่งเมื่อการล็อกดาวน์ได้ผ่อนคลายลง โดยมี เพ็ชรธรินทร์ วงศ์เจริญอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับหน้าที่บรรยายหัวข้อนี้

อาจารย์เพ็ชรธรินทร์ กล่าวว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญในระดับโลก และการผลิตในไทยนั้น ร้อยละ 50 เป็นไปเพื่อการส่งออก ซึ่งการดำรงอยู่ของโรงงานประกอบรถยนต์นั้นก่อให้เกิดธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วน (อะไหล่) ป้อนเข้าสู่โรงงานประกอบรถยนต์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ประกอบสำเร็จรูปแล้ว หรือแม้กระทั่งชิ้นส่วน เมื่อนำมารวมกันแล้วจะมีสัดส่วนถึงร้อยละ 10 ของสินค้าทุกประเภทที่ไทยส่งออกไปต่างประเทศ และอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาถึง 2 ทศวรรษ

สำหรับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ จะมีอยู่3 กลุ่มคือ 1.ทำเฉพาะ OEM(Original Equipment Manufacturer : ผลิตสินค้าตามที่ลูกค้าสั่งเพื่อให้ลูกค้านำไปจำหน่ายในยี่ห้อของตนเอง) กลุ่มนี้รับผลิตชิ้นส่วนป้อนให้โรงงานประกอบรถยนต์โดยตรง รวมถึงมีบางส่วนผันตัวไปทำศูนย์บริการด้วย 2.ทำเฉพาะ REM (Replacement Equipment Manufacturer : ผลิตสินค้าจำหน่ายกับผู้ใช้งานโดยตรงไม่เน้นป้อนเข้าสู่โรงงาน) เช่น ผลิตชิ้นส่วนแต่นำไปวางจำหน่ายที่อู่ซ่อมรถหรือร้านรับตกแต่งรถ และ 3.ทำทั้ง OEM และ REM

“หลังจากที่โควิดเข้ามาแล้วมีการล็อกดาวน์ประเทศ สิ่งที่กระทบอย่างแรกคือสังเกตดูดัชนีความเปลี่ยนแปลง วันนี้รถยนต์ตกหนักมาก โดยเฉพาะในเดือน 4-5 (เม.ย.-พ.ค.) ในเดือน 4 ลดลงมา 69% ติดลบ ในเดือน 5 หนักเข้าไปอีก 73% ถ้าดูการส่งออกวันนี้กลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนก็หนักกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรม ในเมื่อภาพมันเป็นอย่างนั้น ถ้าเราลองมาพิจารณาตัวตลาดส่งออกชิ้นส่วนหลักและรถยนต์หลัก ในที่นี้หยิบขึ้นมาเป็นกลุ่ม โอเชียเนีย อาเซียน อียู เพราะโดยธรรมชาติรถยนต์จะเป็นการค้าขายที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน

ตลาดส่งออกรถยนต์เราก็จะอยู่ในอาเซียน (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) อยู่ในโอเชียเนีย (เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) อาจจะมีข้ามเขตกันบ้าง ออกไปทางอียู (สหภาพยุโรป) เล็กน้อย ถามว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น เอาข้อมูล 9 เดือนแรกมาดูเทียบกันจะเห็นว่าติดลบทุกตลาด โอเชียเนียติดลบไป 30% ข้อมูล ณ เดือน ก.ย. 2563 อาเซียนโดนหลักหน่อย 48% อียูโดนไป 40% มีแค่ 2 ตลาดที่โตสวนทาง คือจีนกับญี่ปุ่น ชิ้นส่วนก็ Pattern (รูปแบบ) เดียวกัน ติดลบทุกอัน” อาจารย์เพ็ชรธรินทร์ ระบุ

อาจารย์เพ็ชรธรินทร์ กล่าวต่อไปว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศหดตัวรุนแรงงานกว่าตลาดส่งออกต่างประเทศ ซึ่งตลาดในประเทศนั้นเริ่มหดตัวตั้งแต่เดือน ม.ค. 2563 และหดตัวอย่างรุนแรงเมื่อเข้าสู่สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทั่งกลับมาเริ่มฟื้นตัวในเดือน ส.ค. 2563 “สำหรับผลกระทบต่อผู้ประกอบการคือกระแสเงินสดอาจสะดุดอย่างฉับพลัน เนื่องจากรายได้จากยอดจำหน่ายสินค้าลดลง” ซึ่งน่าเป็นห่วงสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ที่อาจกระทบหนักถึงขั้นปิดกิจการ

เมื่อสอบถามผู้ประกอบการ พบว่า การยกเลิกคำสั่งซื้อคือปัญหาที่รุนแรงที่สุด เช่นเดียวกับไม่สามารถส่งออกได้ ส่วนการปรับตัวนั้น 1.หากเป็นผู้ผลิตรถยนต์ มีทั้งการชะลอคำสั่งซื้อชิ้นส่วนรถยนต์ ลดการจ้างงาน(ลดชั่วโมงทำงาน เปิดโครงการสมัครใจลาออก) และรอดูแนวโน้มการฟื้นตัว 2.หากเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน จะเป็นการลดการจ้างงาน (ลดชั่วโมงทำงานเปิดโครงการสมัครใจลาออก) หาช่องทางอื่นสำหรับจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของตนเพิ่มขึ้น และรอดูแนวโน้มการฟื้นตัว

ขณะที่มาตรการของรัฐที่ผู้ประกอบการระบุว่าช่วยบรรเทาผลกระทบได้อย่างมาก คือมาตรการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการยังรักษากระแสเงินสดไว้ได้ เช่น ลดภาษี เร่งคืนภาษี ยืดระยะเวลาการจ่ายภาษี รองลงมาคือมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) แม้หลายรายจะมีเงินสดในมือมากพอสมควรแต่ก็ยังอยากรู้สึกว่ามีเงินในมือ ซึ่งสอดคล้องกับข่าวที่ปรากฏว่า ค่ายรถยนต์บางเจ้ายอมแม้กระทั่งไปหาเงินกู้ที่มีดอกเบี้ยสูง นอกจากนี้ยังอยากได้มาตรการลดขั้นตอนการขออนุญาต หรือใช้ช่องทางออนไลน์ (E-Government) ในการขออนุญาต

ทั้งนี้ สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงการการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์มากนัก ทั้งในแง่ลำดับความสำคัญของชิ้นส่วนที่นำเข้าและในแง่แหล่งนำเข้า โดยมีการเปลี่ยนแปลงเพียงช่วงสั้นๆ ราว 1-2 เดือน ก่อนที่จะกลับมาสู่ภาวะปกติเมื่อสถานการณ์โรคระบาดในแหล่งนำเข้าเริ่มคลี่คลายลง อนึ่ง หากแบ่งการปรับตัวตามประเภทผู้ประกอบการ
ชิ้นส่วน จะพบว่า

“ในกลุ่มที่ทำเฉพาะ OEM” 1.มีแนวโน้มที่จะปลดคนงานประจำบางส่วนเพื่อบรรเทาปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน 2.เข้าไปมีส่วนร่วมกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) รถยนต์กลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะค่ายรถยนต์จากจีน และ 3.หันไปทำตลาด REM แต่เกิดขึ้นได้ยาก “ในกลุ่มที่ทำทั้ง OEM และ REM” 1.เพิ่มน้ำหนักการทำตลาด REM มากขึ้นจากผลบวกของภาวะเศรษฐกิจถดถอยในตลาด REM (เศรษฐกิจไม่ดีคนยังไม่กล้าซื้อรถใหม่ แต่อยากได้อะไหล่ไปซ่อมรถคันที่ใช้อยู่ปัจจุบัน)

2.เข้าไปมีส่วนร่วมกับห่วงโซ่อุปทานรถยนต์กลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะค่ายรถยนต์จากจีน และ “ในกลุ่มที่ทำเฉพาะ REM” 1.มีแนวโน้มเผชิญปัญหาผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากการค้าส่วนใหญ่ในตลาด REM กลุ่มนี้เป็นระบบการค้าเชื่อ (สินเชื่อการค้า) ผลกระทบแตกต่างกันไปตามความจำเป็นของแต่ละชิ้นส่วน 2.สามารถเพิ่มช่องทางจำหน่ายออนไลน์ชิ้นส่วนบางประเภท (เช่น อุปกรณ์แต่งรถ)

อย่างไรก็ตาม “ยานยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างฟื้นตัวได้รวดเร็ว” เช่น หากเทียบระหว่างงานแสดงรถยนต์ทั้ง 2 ครั้งในปี 2563 จะพบว่า แม้ยอดการจองรถจากงาน Motor Show (13 -27 ก.ค. 2563) จะอยู่ที่ 18,381 คัน แต่เมื่อถึงงาน Motor Expo (1-13 ธ.ค. 2563) มียอดการจองรถจากงานทั้งหมด 33,753 คัน ถือว่าฟื้นตัวขึ้นมาพอสมควร อนึ่ง ยอดการผลิตและยอดการจำหน่ายรถยนต์ทั้งตลาดในประเทศและส่งออกต่างประเทศ ในเดือน ต.ค. 2563 เพิ่มขึ้นมาในระดับใกล้เคียงช่วงก่อนเกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19 ทำให้ไม่เลวร้ายอย่างที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า

ปิดท้ายด้วย “โอกาสและความท้าทาย” เช่น วิกฤติไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้คนหันมาทำงานที่บ้าน (Work from Home) มากขึ้น ความต้องการรถยนต์ในตลาดอาจเปลี่ยนเป็นรถขนาดเล็กๆ ที่เพียงพอต่อการเดินทางในระยะทางสั้นๆ รวมถึงผู้คนเริ่มใส่ใจความสะอาดและสุขภาพมากขึ้น อาจมีความต้องการรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกรองอากาศในห้องโดยสาร ซึ่งปัจจุบันก็มีรถยนต์บางยี่ห้อได้ติดตั้งระบบดังกล่าวแล้ว

นอกจากนี้ รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ใช้น้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง) อาจได้รับความนิยมน้อยลง ผู้คนมีแนวโน้มเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) หรือระบบลูกผสมที่ใช้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า (Hybrid) มากขึ้น ซึ่งกระแสนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของหลายประเทศ แต่การเปลี่ยนผ่านนี้ก็มีหลายประเด็นที่ทั้งผู้ประกอบการและรัฐบาลต้องพิจารณา

1.โรงงานผลิตรถไฟฟ้ามักตั้งโรงงานติดกับโรงงานแบตเตอรี่ 2.รถไฟฟ้ายังมีราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรถเครื่องสันดาป และต้องใช้เครื่องมือการอุดหนุนสูง (ตัวอย่างคือประเทศจีน เมื่อรัฐบาลลดการอุดหนุน ยอดขายรถ EV ก็ลดลงไปด้วย) 3.ความพร้อมของสถานีชาร์จไฟฟ้า และ 4.พลังงานในการขับเคลื่อนรถยนต์ยังไม่หยุดที่พลังงานไฟฟ้าเท่านั้น (มีการพูดถึงเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Fuel Cell หรือเซลล์เชื้อเพลิง,การนำน้ำมาแปลงเป็นพลังงาน) 5.ความพร้อมของการชาร์จไฟฟ้าในที่พักอาศัย (เช่น ไฟ 1 เฟสชาร์จได้หรือไม่ หรือต้องเปลี่ยนเป็น 3 เฟส)

“วันนี้เนื่องจากรัฐบาลกำลังมีการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลักแต่สิ่งที่อาจไม่ค่อยมีคนพูดถึงก็คือยานยนต์ไฟฟ้าที่มันเข้ามามันเข้ามาเพราะอะไร ยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาเพราะวันนี้เราต้องการจะทำให้ประเด็นเรื่องมลพิษ เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นตัวชู ประเด็นสิ่งแวดล้อมมันมีความสำคัญมากขึ้น รถยนต์พลังงานทางเลือกเลยเข้ามา วันนี้ถ้าเราลองมองการที่เราเข้าไป Design (ออกแบบ) นโยบายที่มันเฉพาะเจาะจงให้มันมุ่งไปที่ยานยนต์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ก็ต้องไม่ลืมว่าเราเคยเป็นฐานการผลิตรถยนต์สันดาป

รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปปกติ ชิ้นส่วน 3 หมื่นชิ้น วันนี้ถ้าเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า เรามี 1,500 ชิ้น ถามว่ายุทธศาสตร์อะไรที่จะทำให้เราเปลี่ยนผ่านแล้วเกิดความเสียหายน้อยที่สุด การส่งเสริมของรัฐที่ควรจะทำจริงๆ คือการส่งเสริมที่รัฐเข้าไปมีบทบาทได้แต่มันต้องไม่เป็นการกระทบสภาพการแข่งขันในภาพรวม สิ่งที่รัฐทำควรจะเป็นการช่วยในด้านของโครงสร้าง การเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานถ้าเทคโนโลยีเหล่านั้นมันมาในประเทศจริงๆ เช่น ความเพียงพอของสถานีชาร์จ ความพร้อมของความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่มันจะเพิ่มขึ้น ความพร้อมของไฟฟ้าถ้าเราจะต้องมีการติดตั้งการชาร์จที่บ้าน” อาจารย์เพ็ชรธรินทร์ กล่าวในท้ายที่สุด

(โปรดติดตามตอนต่อไปในฉบับวันพฤหัสบดีที่ 31 ธ.ค. 2563 หน้า 5)

‘TCEB’ เพิ่มทักษะชาว ‘MICE’ เรียนรู้ผ่านออนไลน์รับโลกยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541926

‘TCEB’เพิ่มทักษะชาว‘MICE’  เรียนรู้ผ่านออนไลน์รับโลกยุคโควิด

‘TCEB’เพิ่มทักษะชาว‘MICE’ เรียนรู้ผ่านออนไลน์รับโลกยุคโควิด

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ รองผู้อำนวยการสายงานพัฒนาและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB กล่าวถึงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัว ในจำนวนนี้รวมถึงกลุ่มที่เรียกว่าธุรกิจไมซ์ (MICE) ด้วย เช่น ธุรกิจการจัดงานประชุม การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล ตลอดงานแสดงสินค้าและงานอีเวนต์ เริ่มหันไปจัดงานในรูปแบบดิจิทัลอย่างเต็มตัวว่า TCEB ไม่รอช้า เร่ง Reskill บุคลากรในธุรกิจไมซ์เพื่อให้สามารถปรับตัวให้พร้อมสำหรับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้

โดยผ่านหลักสูตรรับรองผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานอีเวนต์แบบดิจิทัล (Digital EventSpecialist : DES) ร่วมกับสมาคม Professional ConventionManagement Association (PCMA) นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาแพลตฟอร์มและหลักสูตรออนไลน์ด้านไมซ์ ร่วมกับสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) และสมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน เพื่อช่วยให้บุคลากรไมซ์ได้ Upskill ให้พร้อมใช้ประกอบการทำงานทันทีเพื่อก้าวต่อไปในยุคนิว นอร์มอล (New Normal) ได้อย่างมั่นใจ

โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานมาเล่าถึงมุมมองและประสบการณ์จากการทำงานจริงในการจัดงานไมซ์ระดับนานาชาติแบบหมดเปลือก ซึ่งหลักสูตร MICEE-learning จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง เพราะอยู่ที่ไหนก็เรียนรู้ได้ ทำให้ MICE เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็เรียนรู้และเข้าใจได้ และเพราะหลักสูตรได้รับการออกแบบร่วมกันจากกูรูผู้มากประสบการณ์ระดับประเทศ หลังเรียนจบสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ทันที

“สำหรับผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องอยู่แล้ว อาจจะคิดว่าทำจนเชี่ยวชาญอยู่ในระดับสูงแล้วจะจบอยู่แค่นั้นแต่ที่จริงทุกอย่างยังสามารถพัฒนาได้อีก ยังมีเรื่องใหม่ๆ อย่างความปลอดภัยและสุขอนามัย ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่เราต้องใส่ใจด้วย การเรียนรู้นี่จะเสริมให้เราเป็นมืออาชีพ ช่วยให้เรามีมาตรฐานและความเข้าใจที่ตรงกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน ทำให้เรากลายเป็นศูนย์กลางการจัดงานในภูมิภาคเอเชียได้” นางศุภวรรณ กล่าว

ผู้ว่าฯระยอง รับพระราชทานหนังสือ ‘เรื่องเล่าชาวคชานุรักษ์’ ครบ1ปีเสริมเรียนรู้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541872

ผู้ว่าฯระยอง รับพระราชทานหนังสือ‘เรื่องเล่าชาวคชานุรักษ์’ครบ1ปีเสริมเรียนรู้

ผู้ว่าฯระยอง รับพระราชทานหนังสือ‘เรื่องเล่าชาวคชานุรักษ์’ครบ1ปีเสริมเรียนรู้

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.43 น.

พช.ระยอง จัดพิธีการรับพระราชทานหนังสือ “เรื่องเล่าชาวคชานุรักษ์” เนื่องในโอกาสโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ได้ดำเนินการมาครบ 1 ปี

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563  เวลา 09.30 น. ณ ห้องประสานงานขอรับพระราชทานเพลิงศพ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดระยอง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดระยอง นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธีการรับพระราชทานหนังสือ “เรื่องเล่าชาวคชานุรักษ์” เพื่อมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปมอบให้พื้นที่ “หมู่บ้านคชานุรักษ์” ให้มีการเรียนรู้ร่วมกัน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการประกอบอาชีพ เพื่อนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดรับมอบรวม 110 เล่ม ประกอบด้วย เกษตรและสหกรณ์จังหวัดฯ ผอ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดฯ ผอ.สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดฯ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดฯ และอำเภอที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 อำเภอๆ ละ 150 เล่ม ประกอบด้วยนายอำเภอแกลง บ้านค่าย ปลวกแดง วังจันทร์ เขาชะเมา รวมทั้งสิ้น 860 เล่ม ซึ่งจังหวัดระยองได้เข้ารับพระราชทานหนังสือ “เรื่องเล่าชาวคชานุรักษ์” จำนวน 1,000  เล่ม ณ วังศุโขทัย กทม. เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2563  โดยนายพิศ นันทพูนพิพัฒน์ พัฒนาการจังหวัดระยอง กล่าวรายงาน.

“โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์” มีความหมายว่า น้ำทิพย์รักษาช้างให้แข็งแกร่งยืนยงดุจเพชร โดยมีวัตถุประสงค์การดำเนินงานเพื่อสืบสานรักษา ต่อยอดแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการแก้ไขปัญหาการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่า  ด้วยการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรให้อุดมสมบูรณ์ เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ รวมทั้งพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของชุมชน

อนึ่ง หนังสือการ์ตูน “เรื่องเล่าชาวคชานุรักษ์” ได้รวบรวมพฤติกรรมของช้างเพื่อให้ผู้อ่านได้ “รู้จักช้าง” รู้สาเหตุ “เมื่อช้างมาเยือน” เพื่อเตรียม “ต้อนรับแข็งขัน” ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อลดการเผชิญหน้า ลดการปะทะ และลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ท้ายที่สุดก็คือเรียนรู้ที่จะ “ปรับเปลี่ยนอาชีพที่เหมาะสม” เพื่อให้คนได้อยู่ร่วมกันกับช้างอย่างสมดุล

อว.ประกาศความสำเร็จปี 2563 ‘ไทยทำได้’ พร้อมพัฒนาเทคโนฯ อวกาศ ด้วยงบ เพียง 3,000 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541697

อว.ประกาศความสำเร็จปี 2563 ‘ไทยทำได้’ พร้อมพัฒนาเทคโนฯ อวกาศ ด้วยงบ เพียง 3,000 ล้าน

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.(พิเศษ)ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สรุปผลงานเด่นปี 2563 โดย กล่าวว่า ปี 2563ที่ผ่านมา เป็นปีแห่งความสำเร็จของ อว.ด้วยการนำวิทยาการต่างๆ มาพัฒนาประเทศไทย โดยในปีนี้ผลงานที่โดดเด่นของ อว.ที่สำคัญ คือ การทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่จัดการด้านการรับมือโควิด-19 ดีที่สุดในโลก และเป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งคือประเทศไทยสามารถคิดค้นและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ได้ถึง 2 ตัว ได้แก่ วัคซีน mRNA เทคโนโลยีใหม่ยังไม่เคยใช้ในมนุษย์ใช้แบบเดียวกันกับบริษัทยายักษ์ใหญ่ต่างชาติ ไฟเซอร์ และบริษัท โมเดอร์นา ซึ่งขณะนี้เราจะเริ่มสามารถที่ทดลองในมนุษย์ในอีกไม่กี่เดือนนี้ และล่าสุดคือการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากใบพืชได้สำเร็จแล้วในระดับห้องปฏิบัติการ โดย บริษัท ใบยาไฟโตฟาร์ม จำกัด คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มสตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ซียูเอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามนโยบายของ อว. พร้อมก้าวไปอีกขั้นในการผลิตวัคซีนได้เองตั้งแต่ต้นน้ำลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

รมว.อว.กล่าวต่อว่า ส่วนอีกผลงานคือเทคโนโลยีอวกาศ ภายในอีก 4-5 ปีจากนี้ไป ประเทศไทยจะทำดาวเทียมระดับ 50-100 กิโลกรัม และต่อจากนั้นอีก 3 ปี จะทำดาวเทียมที่แปรสภาพเป็นยานอวกาศไม่ใช่แค่ดาวเทียมที่โคจรรอบโลก แต่จะเป็นพลังงานที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว3 หมื่นกิโลเมตรต่อชั่วโมง เข้าถึงระบบโคจรรอบดวงจันทร์ภายในระยะเวลา 1 ปีมีระบบบังคับจากโลก ส่วนหนึ่งของการขยายความสามารถทางอวกาศเพราะปัจจุบันโลกกำลังพูดถึงเศรษฐกิจอวกาศ และจะเป็นหนทางสำคัญที่จะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ประเทศไทยกำลังจะสร้างวิธีคิดใหม่ ว่าเราสามารถทำได้ ถือเป็นความสำเร็จของวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ คาดว่าจะใช้งบประมาณเพียง 3,000 ล้านบาทเท่านั้น

สพป.เขต 2 เปิดโรงเรียนโชว์วิถีการศึกษาคุณภาพ เตรียมพร้อมเรื่องโควิด ตามแนวสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541699

สพป.เขต 2 เปิดโรงเรียนโชว์วิถีการศึกษาคุณภาพ  เตรียมพร้อมเรื่องโควิด ตามแนวสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

สพป.เขต 2 เปิดโรงเรียนโชว์วิถีการศึกษาคุณภาพ เตรียมพร้อมเรื่องโควิด ตามแนวสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอภิสิทธิ์ กันมา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านน้ำพรม นางสาวกนกกาญจน์อุปราช ผู้อำนวยการโรงเรียนองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ 2 และคณะครูโรงเรียนบ้านแก่งกุลาสามัคคี เปิดโรงเรียนให้ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอน สภาพอาคารเรียน อาคารประกอบห้องเรียน โครงการอาหารกลางวัน อย่างละเอียดยิบ เพื่อโชว์ การบริหารงานภายใต้วิถีเขตพื้นที่การศึกษาคุณภาพ  โดยเน้นนโยบายคุณภาพ 5 ดี คือ นักเรียนดี ครูและบุคลากรทางการศึกษาดี ห้องเรียนดีโรงเรียนดี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาดีพร้อมกำชับให้โรงเรียนป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด

ดอกเตอร์วิศวะ ม.ธรรมศาสตร์ แจงถี่ยิบขับรถปีใหม่ เตรียมพร้อมทุกส่วนเพื่อความปลอดภัยทั้งรถทั้งคน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/541698

ดอกเตอร์วิศวะ ม.ธรรมศาสตร์ แจงถี่ยิบขับรถปีใหม่  เตรียมพร้อมทุกส่วนเพื่อความปลอดภัยทั้งรถทั้งคน

ดอกเตอร์วิศวะ ม.ธรรมศาสตร์ แจงถี่ยิบขับรถปีใหม่ เตรียมพร้อมทุกส่วนเพื่อความปลอดภัยทั้งรถทั้งคน

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รศ.ดร.ธีร เจียศิริพงษ์กุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้มุมมองและทรรศนะ เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในการเดินทางโดยรถยนต์ในช่วงปีใหม่ว่า ควรตรวจเช็คสภาพรถยนต์ก่อนการเดินทางก่อนเป็นอันดับแรก เพราะสิ่งเหล่านี้เราสามารถป้องกันได้ด้วยความตระหนัก และการเตรียมตัวที่ดีก่อนที่จะก้าวสู่การพักผ่อนได้อย่างสบายใจ

รศ.ดร.ธีร ให้คำแนะนำว่า ในกรณีที่เราไม่ได้มีโอกาสนำรถเข้าศูนย์บริการ ก็สามารถทำการตรวจสอบสภาพรถยนต์ด้วยตัวเองได้ เริ่มด้วยสิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือ “ยางรถยนต์” เพราะเมื่อรถวิ่งอยู่บนถนนแล้วนั้น
ส่วนเดียวที่จะสัมผัสกับพื้นถนนก็คือยางเหล่านี้ ซึ่งนั่นตอกย้ำความสำคัญได้เป็นอย่างดี

สำหรับคำแนะนำ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้รถ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ.แนะว่าคำแนะนำแรก คือการเพิ่มลมยางเข้าไปมากกว่าปกติราว 3-5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (psi) เพราะในการเดินทางระยะไกลนั้นมีความเสี่ยงที่ลมของล้อยางจะค่อยๆ หายไปได้ ซึ่งหากเมื่อลมยางอ่อนแล้วหน้าสัมผัสยางกับพื้นถนนก็จะมากขึ้น จนเกิดความร้อนและเสี่ยงยางระเบิดได้ ขณะเดียวกันแรงต้านที่มากขึ้น ก็จะทำให้รถยนต์กินน้ำมันมากขึ้นด้วย

ลำดับถัดมาและอยู่ใกล้กับล้อยางนั่นก็คือ “เบรก” สามารถสำรวจด้วยตนเองได้ โดยเมื่อเวลาขับรถ หากเมื่อไรที่ทำการเบรกแล้วได้ยินเสียงโลหะสัมผัสกับจานเบรกที่ดัง ถือเป็นสัญญาณว่าผ้าเบรกกำลังจะหมด หรือช่วงหลังฤดูฝนคุณภาพของผ้าเบรกก็จะต่ำลงตามไปด้วย ฉะนั้นทางที่ดีในการดูแลรักษา คือการนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คความหนาของผ้าเบรก

จากนั้นจึงดูเรื่องของ “ยางปัดน้ำฝน” เพราะหากไม่ได้รับการทำความสะอาดก็จะมองเห็นไม่ชัด จนเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางได้ จึงควรตรวจสอบด้วยการทดลองกดฉีดน้ำและปัดน้ำฝนดูว่าใบปัดสามารถกวาดน้ำ
ได้ดีหรือไม่ หากปัดแล้วละอองน้ำยังเหลืออยู่นั่นอาจแสดงถึงปัญหาและควรเริ่มเปลี่ยน

นอกจากนี้ยังเป็นการดูแล“ไฟส่องสว่าง” ซึ่งรวมไปถึงไฟให้สัญญาณต่างๆ ของรถยนต์ ที่ผู้ขับขี่ควรจะต้องตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า ไฟเบรกหรือไฟถอยหลัง ว่าทั้งหมดยังทำงานได้ดีหรือไม่ รวมถึงในบางครั้งหากมีละอองน้ำเข้าไปภายใน หรือไฟส่องสว่างมีสีหมองลง เหล่านี้ก็ถือว่าจะต้องมีการเปลี่ยนหรือทำความสะอาดด้วย

ส่วนสุดท้ายที่คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แนะนำให้มีการเตรียม นั่นคือเรื่องของ “เอกสารสำคัญ” ไม่ว่าจะเป็นใบขับขี่ ทะเบียนรถ หรือสำคัญที่สุดคือข้อมูลประกันภัย เบอร์โทรศัพท์ที่จะติดต่อในกรณีฉุกเฉินต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้จะถือว่าล้วนมีความสำคัญในการเดินทางระยะไกล

นอกจากความพร้อมในส่วนของรถยนต์แล้ว การเตรียมตัวของ “ผู้ขับขี่” ก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญเช่นเดียวกัน ซึ่งในส่วนนี้รศ.ดร.ธีร อธิบายว่าเมื่อผู้ขับขี่แต่ละคนมีอายุไม่เท่ากัน ฉะนั้นอาจจะต้องประเมินจากศักยภาพของตนเอง ว่าโดยปกติแล้วเคยขับรถระยะทางไกลสุดเท่าไร หรือหากเมื่ออายุมากขึ้นแล้วก็อาจต้องประเมินตนเองต่ำลง และพิจารณาการหยุดพักที่มากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตามข้อแนะนำก่อนวันเดินทางนั้น คือผู้ขับขี่ควรจะต้องนอนให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง ก่อนออกเดินทาง เพราะเมื่อพักผ่อนน้อยแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือการตัดสินใจระหว่างขับขี่ที่ย่อมทำได้ช้าลง ขณะเดียวกันเมื่อเกิดอาการง่วงขึ้นมาแล้ว ผู้ขับขี่ก็ควรจะต้องจอดแวะงีบหลับในจุดที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงบริเวณไหล่ทางหรือจุดที่จะเป็นอันตราย

ในส่วนของเครื่องดื่ม ซึ่งผู้ขับขี่หลายคนมักจะเลือกดื่มกาแฟ โดยเชื่อว่าจะช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้น หรือหายจากอาการอ่อนเพลียได้ แต่หากมีการดื่มมากการสูบฉีดเลือดก็จะสูงตามไปด้วย ดังนั้นจึงแนะนำให้ดื่มประเภทน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่มีวิตามินซี เพราะจะช่วยให้สดชื่นขึ้นได้ แทนการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังซึ่งไม่ค่อยจะมีประโยชน์

ขณะเดียวกันในส่วนของ “ท่านั่ง”ที่ถูกต้องสำหรับผู้ขับขี่ คือจะต้องนั่งให้ก้นเต็มเบาะและหลังชิด โดยปรับระยะเบาะกับพวงมาลัยให้พอดี มีลักษณะที่แขนหย่อนลงเล็กน้อย ไม่ตึงเกินไป ซึ่งจะเป็นระยะที่ดีที่สุด เนื่องจากควรเป็นท่าที่นั่งสบาย ในทางกลับกันหลายคนมักนั่งติดพวงมาลัย และโยกตัวออกมาข้างหน้า ซึ่งเป็นท่าที่ไม่ถูกต้องเพราะจะทำให้เรารู้สึกเพลียได้ง่าย

นอกจากนี้ ในส่วนของ “ผู้โดยสาร”ที่จะต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลาหากมีเด็กนั่งด้วยก็ไม่ควรนั่งอยู่ด้านหน้าหรือถ้าหากในเด็กอายุประมาณ 2 ขวบ ก็จะต้องมี car seat สำหรับเด็กให้นั่งด้วย หากเป็นรถเก๋งก็ควรนั่งมากที่สุดไม่เกิน 5-6 คน โดยประเมินร่วมกับขนาดของบุคคลที่นั่งด้วย

สุขสมหวังกับทุกสิ่งที่ปรารถนา แคล้วคลาดจากโควิด-19 เดินทางให้สนุกและปลอดภัยโดยถ้วนหน้าทุกคน สวัสดีปีใหม่ 2564