‘มธ.’ ประกาศงดจัดงานฟุตบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาครั้งที่ 75 เหตุโควิดระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘มธ.’ประกาศงดจัดงานฟุตบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาครั้งที่ 75 เหตุโควิดระบาด (naewna.com)

'มธ.'ประกาศงดจัดงานฟุตบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาครั้งที่ 75 เหตุโควิดระบาด

‘มธ.’ประกาศงดจัดงานฟุตบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาครั้งที่ 75 เหตุโควิดระบาด

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.07 น.

วันที่ 8 ธันวาคม 2563 เฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสต์ ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพแจ้งการยกเลิกการจัดงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬทฯ ครั้งที่ 75 โดยระบุว่า

“#ประกาศ งดการจัดงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 75 เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)#thammasat”

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fthammasat.uni%2Fposts%2F3521182837931221&show_text=true&width=552&height=643&appId

งานประชุมวิชาการประจำปี 2563 แพทยสภา-ปธพ.ครั้งที่ 8 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – งานประชุมวิชาการประจำปี 2563 แพทยสภา-ปธพ.ครั้งที่ 8 (naewna.com)

งานประชุมวิชาการประจำปี 2563 แพทยสภา-ปธพ.ครั้งที่ 8

งานประชุมวิชาการประจำปี 2563 แพทยสภา-ปธพ.ครั้งที่ 8

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 11.32 น.

งานประชุมวิชาการประจำปี 2563 แพทยสภา-ปธพ.ครั้งที่ 8 พิธีมอบเกียรติบัตร เข็มเกียรติคุณ โล่เกียรติคุณ นักศึกษาหลักสูตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 8 (ปธพ.8)

วันที่ 6 ธันวาคม 2563 ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการประจำปี 2563 แพทยสภา-ปธพ. ครั้งที่ 8 พิธีมอบเกียรติบัตร เข็มเกียรติคุณ โล่เกียรติคุณ นักศึกษาหลักสูตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 8 (ปธพ.8) พร้อมแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Post-Covid World”  และได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บรรยายพิเศษเรื่อง “อนาคตระบบสาธารณสุขไทย” และภาคบ่ายเป็นการแถลงผลการวิจัยของนักศึกษาหลักสูตร ปธพ.8 ทั้ง 10 หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกันในการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศไทย เพื่อยกระดับสุขภาวะที่ดีของประชาชนต่อไป ประกอบด้วย

กลุ่มที่ 1 : ความต้องการด้านการแพทย์และสาธารณสุขสำหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุ กรณีศึกษาเปรียบเทียบกรุงเทพและปริมณฑลกับต่างจังหวัด

กลุ่มที่ 2 : สถานการณ์การลาออกของแพทย์เฉพาะทางในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข

กลุ่มที่ 3 : ข้อเสนอรูปแบบและแนวทางการพัฒนาระบบประกันสุขภาพแห่งชาติเพื่อความยั่งยืน

กลุ่มที่ 4 : การศึกษาผลการดำเนินการด้านโทรเวชในรูปแบบต่างๆ ของสถานพยาบาลในประเทศไทย : ความพร้อมของบุคลากร ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินการ

กลุ่มที่ 5 : บทบาทของภาคเอกชนในการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันควบคุมโรคในประเทศไทย

กลุ่มที่ 6: การศึกษาผลของการมีส่วนร่วมในการบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น หรือพื้นที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักธรรมาภิบาล

กลุ่มที่ 7 : มาตรฐานชุดข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลของไทย-กรณีศึกษาในภาวะฉุกเฉิน

กลุ่มที่ 8 : การศึกษา วิเคราะห์ กฎหมาย และกลไกคุ้มครองเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชน (ผู้รับบริการ) และบุคลากรทางการแพทย์ (ผู้ให้การบริบาล) ด้วยเทคโนโลยีใหม่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligences :AI) ในการอ่านผลการตรวจฟิล์มเอ็กซเรย์ปอด (Chest X-ray;CXR)

กลุ่มที่ 9 : บทบาทของ “สถาบันการศึกษาเอกชนในการผลิตบัณฑิตแพทย์” นโยบายอย่างไรจึงจะเหมาะสมตามหลักธรรมาภิบาล

กลุ่มที่ 10 : การศึกษาการบริหารจัดการเขตสุขภาพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและตอบสนองสุขภาพของประชาชน

สำหรับหลักสูตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง เป็นความร่วมมือระหว่างแพทยสภา และสถาบันพระปกเกล้า โดยมีผู้บริหารระดับสูงจาก  6 เสาหลัก มาเรียนร่วมกัน คือ 1. แพทย์จากกระทรวงสาธารณสุข 2. ครูแพทย์จากมหาวิทยาลัย 3. แพทย์ทหาร ตำรวจและภาครัฐอื่นๆ 4. แพทย์จากภาคเอกชน 5. ผู้บริหารภาครัฐ และ 6. ผู้บริหารภาคเอกชน เพื่อแก้ปัญหาวงการแพทย์ตามแนวทางพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ให้แพทย์ไทย “อ่อนน้อม ถ่อมตน ทุกคนมีดี อย่าดูถูกใคร”  โดยใช้ “ธรรมาภิบาล” เป็นกลไกหลักในการแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศ อย่างโปร่งใส บนพื้นฐานคุณธรรม การมีธรรมาภิบาล และการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน

สิ้นยุค นั่งทำงานในห้องแอร์ ก.พ.ร. สร้าง นปร. ใช้ประสบการณ์จริงแก้ปัญหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สิ้นยุค นั่งทำงานในห้องแอร์ ก.พ.ร. สร้าง นปร. ใช้ประสบการณ์จริงแก้ปัญหา (naewna.com)

สิ้นยุค นั่งทำงานในห้องแอร์  ก.พ.ร. สร้าง นปร. ใช้ประสบการณ์จริงแก้ปัญหา

สิ้นยุค นั่งทำงานในห้องแอร์ ก.พ.ร. สร้าง นปร. ใช้ประสบการณ์จริงแก้ปัญหา

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากการที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการหรือ ก.พ.ร. ได้จัดทำ โครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ หรือ นปร. ขึ้น. เพื่อจุดประสงค์ ในการพัฒนาหลักสูตรการให้ข้าราชการได้มีโอกาสไปฝึกปฏิบัติราชการกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อจะได้สัมผัสรับทราบปัญหา จากประสบการณ์ที่ได้รับจากชาวบ้าน ซึ่งตรงกับความต้องการของคนในท้องถิ่นชนบท อย่างแท้จริง เริ่มปรากฏเค้าลางให้เห็นถึง การแก้ปัญหาตรงจุดของภาคท้องถิ่นเด่นชัดขึ้น

นางสาวฉัตรปรียา ปาลานุสรณ์ ข้าราชการในโครงการ นปร.รุ่นที่ 14 ที่กำลังอยู่ระหว่างการฝึกปฏิบัติราชการกับผู้ว่าราชการ จ.ขอนแก่น ให้ความเห็นว่า

“สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการนี้ก็คือความรู้ทางด้านวิชาการจากวิทยากรที่หลากหลาย ทำให้ได้เห็นมุมมองในหลายๆ มิติ และได้ฝีกปฏิบัติราชการทั้งกับผู้ว่า
ราชการจังหวัด รวมถึงในอนาคตก็จะได้ไปฝึกกับผู้บริหารไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานเอกชน หรือ ภาครัฐ

โดยหลังผ่านการอบรมครบตามหลักสูตร ข้าราชการรุ่นใหม่ในโครงการ นปร.จะถูกโอนย้ายจากสำนักงาน ก.พ.ร. กระจายไปดำรงตำแหน่งตามหน่วยงานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อสร้างพัฒนาการให้เกิดขึ้นในองค์กร

ใครที่ชอบความท้าทายมีเป้าหมายในชีวิต และอยากมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบราชการ ขณะนี้ สำนักงาน ก.พ.ร. กำลังเปิดรับบุคคลทั่วไปที่มีคุณสมบัติเบื้องต้น คือ จบปริญญาโทอายุไม่เกิน 30 ปี หรือจบปริญญาเอก อายุไม่เกิน 35 ปีนับถึงวันปิดรับสมัคร มาคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ที่สำคัญคือไม่จำป็นต้องผ่านการสอบภาค ก. สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.02-3569999ต่อ 8928 หรือ โทร.02-1419017-18 หรือ www.opdc.go.th และwww.igpthai.org หรือ FacebookFanpage : นักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ โดยจะเปิดรับสมัครทางออนไลน์เท่านั้นที่ https://opdc.thaijobjob.com ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 15 มกราคม2564

ดร.สมศักดิ์ จังตระกุลผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ในฐานะผู้ฝึกสอนงานราชการในส่วนภูมิภาคให้กับ นปร.ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ความประทับใจจากการได้ร่วมงานกับข้าราชการรุ่นใหม่ในโครงการ นปร.ว่า

“ถือว่าเป็นโครงการที่ดีที่ระบบราชการ พยายามสรรหาคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเพื่อให้บริการพี่น้องประชาชน และอีกส่วนหนึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาการแข่งขันของระบบราชการ เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในระบบราชการได้มีความกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงตัวเอง”

สำหรับโครงการ นปร. เริ่มต้นจากการคัดเลือกบุคคลที่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการฯ โดยหลังจากได้รับการคัดเลือก จะถูกบรรจุให้เป็นข้าราชการในสังกัดของสำนักงาน ก.พ.ร. จากนั้นจะเข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรทั้งทางด้านวิชาการและด้านปฏิบัติ เป็นระยะเวลา 22 เดือน

โดยในส่วนของภาควิชาการนั้น นปร.จะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยากรชั้นแนวหน้าของประเทศอย่างเต็มที่ ครบทุกด้าน และในส่วนของภาคปฏิบัติ นอกจากจะได้ฝึกงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้สัมผัสประสบการณ์การทำงานในทุกมิติ ทั้งการฝึกปฏิบัติราชการในส่วนกลาง ต่างประเทศและรวมไปถึงการฝึกงานกับภาคเอกชน หลังผ่านการอบรมครบตามหลักสูตร นปร. ทุกคนจะถูกโอนย้ายจากสำนักงาน ก.พ.ร. กระจายไปดำรงตำแหน่งตามหน่วยงานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

สำหรับรายละเอียดที่มากกว่านี้ สามารถติดตามได้จากงาน Open House เปิดตัวโครงการ นปร.รุ่นที่ 15 ในวันที่ 19ธันวาคมนี้ เวลา 13.00-16.00 น.ณ The Society ชั้น 22 เกษรทาวเวอร์ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://forms.gle/igLKvUUqKFJXpvWS7

DGA นำร่องเปิดใช้บริการ Digital Transcript ลดค่าใช้จ่าย / เชื่อถือได้ / เข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – DGA นำร่องเปิดใช้บริการ Digital Transcript ลดค่าใช้จ่าย / เชื่อถือได้ / เข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ (naewna.com)

DGA นำร่องเปิดใช้บริการ Digital Transcript ลดค่าใช้จ่าย / เชื่อถือได้ / เข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ซึ่งเป็นหน่วยงานในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายอนุชา นาคาศัย) เป็นผู้กำกับดูแล ทำหน้าที่ในการให้บริการส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานอื่นเกี่ยวกับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล พร้อมเดินหน้าผลักดันการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลให้ครอบคลุมทุกมิติยกระดับสังคมไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เปิดเผยถึงโครงการ Digital Transcript ว่า โครงการนี้เบื้องต้นอยากให้มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมนำร่องให้บริการแก่ นศ.ให้ได้ภายในสิ้นปีการศึกษา 2563 คือ นิสิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษานี้จะได้รับ Transcript ในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสมัครงานหรือเรียนต่อได้ทันที และคาดหวังว่าจะสามารถขยายโครงการนี้ไปยังมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่สังกัดกระทรวงอื่นๆ ในอนาคต โดยจะเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังสถานศึกษาเพื่อขอ Transcript ทั้งภาครัฐและเอกชน ก็จะลดภาระและขั้นตอนในการตรวจสอบความถูกต้องจริงแท้ (Authenticity) ของเอกสารสำคัญทางการศึกษาได้ และมีความเชื่อมั่นได้ว่า Digital Transcript ที่มี Digital Signature เป็นเอกสารจริงที่ออกโดยมหาวิทยาลัย

ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ให้ความเห็นเพิ่มเติมอีกว่า โครงการ Digital Transcript นอกจากอำนวยความสะดวกแก่นิสิต/นักศึกษาแล้ว ยังนับเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบสู่ดิจิทัลครั้งสำคัญของประเทศอีกด้วย ทั้งการปรับเปลี่ยนวิธีคิด (mindset) ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม (culture) และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (behaviour) ของสังคมให้ยอมรับและคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้าง ตรวจสอบ และใช้งานเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล หรือDigital Transcript ได้อย่างครบวงจร ซึ่งจะกลายเป็นต้นแบบ หรือ Modelสำหรับการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลในประเด็นหรือมิติอื่นๆ ของภาครัฐต่อไป

ประเพณีการลงแขกเกี่ยวข้าว มมส. เหงา ทำแบบพอดี พอเพียง ป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ประเพณีการลงแขกเกี่ยวข้าว มมส. เหงา ทำแบบพอดี พอเพียง ป้องกันโควิด-19 (naewna.com)

ประเพณีการลงแขกเกี่ยวข้าว มมส. เหงา ทำแบบพอดี พอเพียง ป้องกันโควิด-19

ประเพณีการลงแขกเกี่ยวข้าว มมส. เหงา ทำแบบพอดี พอเพียง ป้องกันโควิด-19

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) ได้มีการจัดโครงการประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของคนไทยอย่างคึกคัดสนุกสนาน แต่สำหรับในปีนี้ เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้การจัดงานที่เคยมี บุคลากรนิสิตเข้าร่วมจำนวนมาก แต่งชุดแฟนซีสวยงาม พร้อมเต้นและฟ้อนรำตามจังหวะเสียงกลองยาวด้วยความสนุกสนาน ต้องงดเว้นกิจกรรมดังกล่าว เพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19โดยคำนึงถึงความพอดี พอเพียง

โครงการประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าว ของทุกปีจะถูกจัดขึ้น ณ บริเวณโครงการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน(เขตพื้นที่ขามเรียง)มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 15 ไร่ ซึ่งตั้งเป้าหมายหวังให้เป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีแปลงเกษตรสาธิต สำหรับนิสิต บุคลากรมหาวิทยาลัย และประชาชนทั่วไป เพื่อการศึกษาเรียนรู้ผลผลิตปลอดสารพิษ ตั้งอยู่บริเวณหลังโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายมัธยม)มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ขามเรียง) ได้แบ่งพื้นที่ตามอัตราส่วน 30:30:30:10 คือส่วนที่ 1 (พื้นที่ 30%) ได้ขุดสระน้ำ เพื่อเลี้ยงปลา พืชน้ำ และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเกษตร ซึ่งบริเวณขอบสระ จะดำเนินการปลูกหญ้าแฝกช่วยยึดเกาะหน้าดินป้องกันการพังทลายของดิน ส่วนที่ 2 (พื้นที่ 30%) ปลูกข้าวนาปี และปลูกพืชหลังนา ปอเทือง ข้าวโพด และทานตะวัน ในส่วนของแปลงนาได้วางระบบน้ำขุดคลองไส้ไก่โดยรอบ สามารถเลี้ยงปลาในคลองได้ด้วย ส่วนที่ 3(พื้นที่ 30%) ปลูกไม้ผลยืนต้นเป็นพืชหลัก ปลูกพืชไร่ พืชผักปลอดสารพิษ และปลูกพืชอายุสั้นหมุนเวียนมีจำหน่ายตลอดทั้งปีและส่วนที่ 4 (พื้นที่ 10%) สร้างที่พักศูนย์ประชุมขนาดเล็ก เลี้ยงสัตว์และโรงเรือนต่างๆ เป็นศูนย์การเรียนรู้ทางด้านเกษตรอินทรีย์เกษตรทฤษฎีใหม่ พลังงานทดแทน การปศุสัตว์ ส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน โดยมีแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ 

มหาวิทยาลัยในอินเดียเลือก มรภ. สงขลา โชว์เผยแพร่วัฒนธรรมพื้นบ้านระดับนานาชาติแบบออนไลน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – มหาวิทยาลัยในอินเดียเลือก มรภ.สงขลา โชว์แ เผยแพร่วัฒนธรรมพื้นบ้านระดับนานาชาติแบบออนไลน์ (naewna.com)

มหาวิทยาลัยในอินเดียเลือก มรภ.สงขลา โชว์แ เผยแพร่วัฒนธรรมพื้นบ้านระดับนานาชาติแบบออนไลน์

มหาวิทยาลัยในอินเดียเลือก มรภ.สงขลา โชว์แ เผยแพร่วัฒนธรรมพื้นบ้านระดับนานาชาติแบบออนไลน์

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผศ.ดร.จรรย์สมร ผลบุญ รองผู้อำนวยการ สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยชานดิการ์ รัฐปัญจาบประเทศอินเดีย ได้พิจารณาคัดเลือกคณะนักแสดงของสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรภ.สงขลา ให้เป็น 1 ใน 2 ทีม ตัวแทนประเทศไทย พร้อมด้วยโรงเรียนอัสสัมชัญ ฝ่ายมัธยม เขตบางรักกรุงเทพมหานครฯ ให้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติในรูปแบบการส่งคลิปวีดีโอการแสดงภายในงานมหกรรมการแสดงพื้นบ้านนานาชาติ ครั้งที่ 4 “4thCU Rhythms InternationalFolklore Festival” ในระหว่างวันที่ 21-23 ธันวาคม 2563 ซึ่ง มรภ.สงขลา ได้จัดการแสดงจำนวน 3 ชุด ได้แก่ โนรา ระบำบาติก และ ระบำวรเชษฐ์ ภายใต้การควบคุมดูแลโดย ผศ.ดร.จรรย์สมร ผลบุญ จัดการแสดงภายในงานดังกล่าว โดยเป็นการนำเสนอผ่านสื่อประสมมัลติมีเดียเพื่อรองรับวิถีใหม่ NEW NORMALสามารถรับชมพร้อมกันทั่วโลกแบบออนไลน์ผ่าน facebooklive ทางแฟนเพจ : ChandigarhUniversity https://www.facebook.com/chandigarhuniversitygharuan

ผศ.ดร.จรรย์สมรกล่าวว่า การแสดงจะแบ่งเป็น 3 ช่วง 3 วัน ช่วงที่ 1 พิธีเปิด  เป็นการแนะนำหน่วยงานและเดินขบวนพาเหรด พร้อมการแสดงเถิดเทิง ช่วงที่ 2 การโชว์ผลงานการแสดง โดยจัดทำชุดการแสดง 3 ชุดต่อเนื่องกันเริ่มจากระบำวรเชษฐ์ ซึ่งเป็นการแสดงรำนาฏศิลป์ไทย เพื่อต้องการโชว์ความสวยงามของวัฒนธรรมไทยภาคกลาง ต่อด้วยระบำผ้าบาติก ที่ต้องการโชว์ความเป็นวัฒนธรรมภาคใต้ผ่านผ้าบาติกที่มีความสวยงามของสีสันและลวดลาย และปิดท้ายด้วยการแสดงโนรา ซึ่งเป็นการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้ และเป็นชุดการแสดงที่โดดเด่นของ มรภ.สงขลาช่วงที่ 3 พิธีปิด ใช้การแสดงโนราและปิดท้ายด้วยนักแสดงชุดอื่นๆ มาร่วมกันโบกมือด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขและความสนุกสนาน

‘อนุทิน’ เปิดศูนย์ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม รพ.สตึก ขยายบริการผู้ป่วยโรคไต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘อนุทิน’เปิดศูนย์ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม รพ.สตึก ขยายบริการผู้ป่วยโรคไต (naewna.com)

'อนุทิน'เปิดศูนย์ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม รพ.สตึก ขยายบริการผู้ป่วยโรคไต

‘อนุทิน’เปิดศูนย์ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม รพ.สตึก ขยายบริการผู้ป่วยโรคไต

วันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 18.25 น.

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดศูนย์ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โรงพยาบาลสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อพัฒนาศักยภาพและขยายงานบริการรองรับผู้ป่วยโรคไตในพื้นที่และอำเภอใกล้เคียง เพิ่มการเข้าถึงการรักษาสะดวกรวดเร็ว ใกล้บ้าน ใกล้ใจ

วันที่ 7 ธันวาคม 2563) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดศูนย์ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โรงพยาบาลสตึก พร้อมด้วย นายแพทย์ณรงค์ สายวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตยากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์พงศ์เกษม ไข่มุกด์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 9 และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ที่โรงพยาบาลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์

นายอนุทิน กล่าวว่า โรคไตเรื้อรัง เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งจัดระบบบริการเครือข่ายโรคไต ในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาได้มากขึ้น ได้แก่ การคัดกรองเพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยงชะลอการเสื่อมของไต โดยให้ความรู้แก่ประชาชนในการบริโภคอาหารลดเค็ม พัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาพยาบาล ตลอดจนเพิ่มสถานบริการให้เพียงพอ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การที่โรงพยาบาลสตึก ได้พัฒนาศักยภาพและขยายงานบริการผู้ป่วยโรคไต ด้วยการเปิดศูนย์ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ให้ผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายได้รับบริการบำบัดทดแทนไตที่มีคุณภาพมาตรฐาน เพียงพอต่อความต้องการ เข้าถึงบริการได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว ใกล้บ้าน ใกล้ใจ ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ป่วยและครอบครัว ในการลดการเดินทางไปรักษายังโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โดยศูนย์ฯ แห่งนี้ รองรับผู้ป่วยในเขตอำเภอสตึก และอำเภอใกล้เคียง 5 อำเภอ ได้แก่ แคนดง , พุทไธสง, บ้านใหม่ไชยพจน์, คูเมือง, นาโพธิ์ จากสภาพปัญหาในพื้นที่ พบว่าในปี 2563 มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จำนวน 1,332  คนเป็นผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย จำนวน 146 คน ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่จะต้องได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จำนวน 83 คน โดยมีเครื่องฟอกไตให้บริการ 16 เครื่อง ให้บริการ 3 รอบต่อวัน ตั้งแต่วันจันทร์ ถึงเสาร์ เวลา 7.00 – 21.00 น.

“โรงพยาบาลสตึก ได้เปิดศูนย์ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับชาวบุรีรัมย์ ลดภาระค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วย แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ป่วย ไม่ใช้บริการ ด้วยการดูแลสุขภาพของตัวเอง งดอาหารรสจัด ลดเค็ม ลดหวาน พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด” นายอนุทินกล่าว

อาชีวศึกษาสุดเจ๋ง กวาดรางวัลออกแบบและตัดเย็บชุดเสื้อผ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – อาชีวศึกษาสุดเจ๋ง กวาดรางวัลออกแบบและตัดเย็บชุดเสื้อผ้า (naewna.com)

อาชีวศึกษาสุดเจ๋ง กวาดรางวัลออกแบบและตัดเย็บชุดเสื้อผ้า

อาชีวศึกษาสุดเจ๋ง กวาดรางวัลออกแบบและตัดเย็บชุดเสื้อผ้า

วันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.04 น.

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงานมหกรรมผ้าไหม 2563 ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ปีที่ 10 และมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศการประกวด The 2nd Next Silk Designer Contest ครั้งที่ 2 ณ หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพฯ  

นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า งานมหกรรมผ้าไหม 2563 ไหมไทยสู่เส้นทางโลก ปีที่ 10 เป็นงานที่นำผ้าไหมไทยจากโครงการศิลปาชีพ ที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชีนีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวบ้านผลิตไปออกแบบตัดเย็บ โดยมีคณะทูตานุทูต กงสุลใหญ่ และกงสุลกิตติมศักดิ์จากประเทศต่างๆ ที่อยู่ในประเทศไทย ร่วมเดินแบบเป็นนายแบบนางแบบกิตติมศักดิ์ โดยการจัดงานมหกรรมผ้าไหมในปีนี้เป็นการเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษา จากสถาบันการศึกษาในประเทศไทยมาร่วมออกแบบและตัดเย็บชุดเสื้อผ้าให้แก่คณะทูตานุทูต กงสุลใหญ่ และกงสุลกิตติมศักดิ์จากประเทศต่าง ๆ โดยเป็นสถาบันอาชีวศึกษา 55 แห่ง และสถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเด็กไทยที่จะโชว์ฝีมือในเวทีโลก  

ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า คณะทูตานุทูต กงสุลใหญ่ และกงสุลกิตติมศักดิ์จากประเทศต่างๆ ได้ชื่นชมนักศึกษาอาชีวศึกษา ถึงความสามารถในการตัดเย็บออกแบบชุด และมีอัธยาศัยไมตรีจิตที่ดี นอกจากนี้ภายในงานมีการประกวดออกแบบชุดผ้าไหมไทยร่วมสมัย สำหรับนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ โดยอาชีวศึกษาได้ 4 รางวัล ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครราชสีมา 2 รางวัล คือรางวัลชนะเลิศ และรางวัลชมเชย วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต รางวัลรองชนะเลิศอันดับสาม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุดรธานี รางวัลชมเชย  

 เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาส ให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา สาขาวิชาด้านการออกแบบ และสิ่งทอ ได้นำความรู้ และทักษะวิชาชีพนำเสนอสู่สาธารณชน อีกทั้งเป็นการแลกเปลี่ยน เรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียน นักศึกษาได้รับประสบการณ์เพิ่มขึ้น นอกจากด้านการออกแบบชุดเครื่องแต่งกายผ้าไหมแล้ว สถานศึกษาของอาชีวศึกษากาญจนาภิเษก วิทยาลัยช่างทองหลวง ยังได้รับเลือกให้นำเครื่องประดับจากฝีมือของนักเรียน นักศึกษา ไปใช้ประกอบ ชุดเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ด้วย  

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จทรงเปิดป้ายโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำช้างป่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จทรงเปิดป้ายโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำช้างป่า (naewna.com)

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จทรงเปิดป้ายโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำช้างป่า

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จทรงเปิดป้ายโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำช้างป่า

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 21.00 น.

6 ธันวาคม 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จทรงเปิดป้ายโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำช้างป่า หลังต้นน้ำภูไท อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา

โครงการเร่งด่วนเพื่อเก็บกักน้ำในฤดูฝน ปี 2563 (แก้มลิงคลองมะหาด) บ้านคลองมะหาด หมู่ที่ 14 อำเภอท่าตะเกียบ และพื้นที่เกษตรแปลงรวมบ้านหนองกระทิง หมู่ที่ 20 ตำบลท่ากระดาน อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา

‘อนุชา’ ปลื้มใจ! พุทธศาสนิกชนทั่วไทย ร่วมใจสวดมนต์ถวาย ‘ในหลวง ร.9-บูรพกษัตริย์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘อนุชา’ปลื้มใจ! พุทธศาสนิกชนทั่วไทย ร่วมใจสวดมนต์ถวาย’ในหลวง ร.9-บูรพกษัตริย์’ (naewna.com)

'อนุชา'ปลื้มใจ! พุทธศาสนิกชนทั่วไทย ร่วมใจสวดมนต์ถวาย'ในหลวง ร.9-บูรพกษัตริย์'

‘อนุชา’ปลื้มใจ! พุทธศาสนิกชนทั่วไทย ร่วมใจสวดมนต์ถวาย’ในหลวง ร.9-บูรพกษัตริย์’

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.23 น.

“อนุชา”ปลื้มใจ! พุทธศาสนิกชนทั่วไทย ร่วมใจสวดมนต์ถวาย”ในหลวง ร.9-บูรพกษัตริย์” เพื่อความมั่งคงของสถาบันกษัตริย์ไทย และความเป็นสิริมงคลของแผ่นดิน

ตามที่มติมหาเถระสมาคมได้มีมติเห็นชอบบทพระธรรมเทศนา เรื่องรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  แต่งโดยพระพรหมบัณฑิต กรรมการเถระสมาคม เพื่อสวดในวันที่5 ธันวาคม โดยเนื้อหาเป็นการบอกกล่าวและสร้างความตระหนักให้เกิดความรักชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์ รักเทิดทูนสถาบันซึ่งเป็นเสาหลักของประเทศ

โดยวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จลพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกทั้งเป็นวันชาติ และวันพ่อแห่งชาติของไทย รัฐบาลโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และคณะสงฆ์ พร้อมด้วยประชาชนทั่วประเทศร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน

สำหรับที่วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พระราชพุทธิมุนี (ม.ล.คิวปิด ปิยวิโรจโน ป.ธ.๖) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนางสาวณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจาก นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกระธานฝ่ายฆราวาส โดยมีนายสิทธา มูลหงษ์ ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับแผ่นดิน และปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า อย่างหนาแน่น

นอกจากนี้ ในส่วนภูมิภาคยังมีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์พร้อมกันทั่วประเทศ โดยประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมพิธี ณ วัดที่เป็นศูนย์กลางของจังหวัดและอำเภอ ทั้งนี้พบว่ามีพุทธศาสนิกชนทั่วทั้งประเทศเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นจำนวนมากกว่า 20 ล้านคน จากจำนวน 42,000 กว่าวัดทั่วประเทศ นับเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลครั้งใหญ่ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดีถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 และสถาบันพระมหากษัตริย์