‘ธนาคารโลก’ ส่งสัญญาณ ควรกระจายทรัพยากรด้านการศึกษาให้มีคุณภาพช่วยลดเหลื่อมล้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ธนาคารโลก’ส่งสัญญาณ ควรกระจายทรัพยากรด้านการศึกษาให้มีคุณภาพช่วยลดเหลื่อมล้ำ (naewna.com)

'ธนาคารโลก'ส่งสัญญาณ ควรกระจายทรัพยากรด้านการศึกษาให้มีคุณภาพช่วยลดเหลื่อมล้ำ

‘ธนาคารโลก’ส่งสัญญาณ ควรกระจายทรัพยากรด้านการศึกษาให้มีคุณภาพช่วยลดเหลื่อมล้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 20.35 น.

รายงานธนาคารโลก (World Bank) ฉบับล่าสุดเผยให้เห็นถึงสมรรถนะด้านการอ่าน รวมถึงคะแนนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทยกำลังตกอยู่ในภาวะถดถอยต่อเนื่อง ผลพวงจากความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรและการลงทุนด้านการศึกษาของไทย อีกทั้งเด็กไทยยังได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความถดถอยลง สัญญาณเตือนรัฐควรจัดสรรทรัพยากรอย่างเท่าเทียม ก่อนที่เด็กอีกจำนวนมากจะหลุดออกนอกระบบ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2563 นางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า จากโครงการโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล หรือ PISA ในปี 2561 ซึ่งทำการประเมินทักษะนักเรียนไทยอายุ 15 ปี จากทั้งหมด 79 ประเทศ พบว่า ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับรั้งท้ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก คืออันดับที่ 68 ด้านการอ่าน อันดับที่ 59 ด้านคณิตศาสตร์ และอันดับที่ 55 ด้านวิทยาศาสตร์ประมาณร้อยละ 60 ของนักเรียนไทยได้คะแนนด้านการอ่านต่ำกว่าสมรรถนะขั้นต่ำ และร้อยละ53 มีคะแนนไม่ถึงระดับสมรรถนะขั้นต่ำด้านคณิตศาสตร์ ขณะที่ร้อยละ 44 ได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์สมรรถนะขั้นพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์

ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า สาเหตุที่ทักษะการเรียนรู้ของเด็กไทยตกต่ำ ส่วนหนึ่งเกิดจากนักเรียนมีอัตราการขาดเรียนสูง เพราะไม่รู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน จึงไม่อยากไปโรงเรียน ซึ่งความรู้สึกนี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาความยากจน ครูไม่มีคุณภาพ เด็กถูกกลั่นแกล้งรังแก รวมถึงการไม่ได้รับกำลังใจและการส่งเสริมจากครอบครัวครัวที่เพียงพอ

ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ประจำธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า จากการประเมินตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนไทยตั้งแต่ชั้น ป.1 จนถึง ม.3 มีมูลค่าเฉลี่ยต่อหัว 27,271 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าประเทศไทยใช้เงินลงทุนด้านการศึกษาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับจำนวนนักเรียน แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลับสวนทางกับการลงทุน ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างหนึ่งคือ การกระจายทรัพยากรไม่ถูกจุด รวมถึงปัญหาขาดแคลนครู และการเข้าไม่ถึงอุปกรณ์การเรียน เราจึงเสนอว่า โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ใกล้เคียงกันควรมีการควบรวม หรือสามารถใช้ครู บุคลากร และอุปกรณ์การศึกษาร่วมกันได้ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ชี้ให้เห็นว่าเยาวชนที่ด้อยโอกาสจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ขณะที่ ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ปัญหาเรื่องการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณให้ทั่วถึงเป็นธรรม อุปสรรคอันดับแรกที่ต้องแก้ไขจัดการคือ ระบบที่ล่าช้าซึ่ง กสศ.มีข้อมูลผลการวิจัยเชิงประจักษ์ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งรัฐบาลควรนำข้อมูลเหล่านี้นำไปปรับใช้ ทั้งนี้การกระจายทรัพยากรครูและบุคลากรการศึกษาของไทย เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงระหว่างโรงเรียนในเมืองและชนบท ซึ่งปัญหานี้ของประเทศไทยจัดอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มละตินอเมริกา ได้แก่ บราซิล โคลัมเบีย ปานามา

“สิ่งที่ยากสุดในการจัดการคือครู และบุคลากรทางการศึกษา ปัญหานี้ไม่ใช่มีแค่ไทย แต่ประเทศอื่นก็ประสบปัญหาคล้ายกัน เพราะรัฐบาลเป็นเหมือนนายจ้างหลัก โดยมีครูเป็นกลุ่มลูกจ้างที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นการจะพยายามปรับระบบ ลดตำแหน่งครู หรือโยกย้ายครูไปประจำโรงเรียนชนบทห่างไกลจึงเป็นเรื่องยาก แต่หากทำได้ก็เชื่อว่าผลลัพธ์ทางการศึกษาจะดีขึ้นอย่างแน่นอน” ดร.ภูมิศรัณย์ กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา กสศ. กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสศ. มีความพยายามที่จะหาจุดเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพการศึกษาและการเข้าถึงการศึกษา โดยเชื่อว่าหากแก้ปัญหาทั้งสองนี้ได้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพมากขึ้นได้

ทั้งนี้ หากติดตามสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันจะพบว่า มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียน เยาวชน ที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการการศึกษา เช่น การเลิกใช้อำนาจนิยมในโรงเรียน การแก้บทลงโทษ เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน แต่ขณะเดียวกันพวกเขามีความรู้สึกถึงความเป็นพลเมืองค่อนข้างสูง และมีความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงควรมีการส่งเสริมแนวคิดเชิงบวกแก่เด็กมากขึ้น

สอศ. เตรียมจัดอบรมนักเรียน- นักศึกษาอาชีวะ เข้าสู่สายงานผู้ประกอบกิจการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สอศ.เตรียมจัดอบรมนักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ เข้าสู่สายงานผู้ประกอบกิจการ (naewna.com)

สอศ.เตรียมจัดอบรมนักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ เข้าสู่สายงานผู้ประกอบกิจการ

สอศ.เตรียมจัดอบรมนักเรียน-นักศึกษาอาชีวะ เข้าสู่สายงานผู้ประกอบกิจการ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 13.52 น.

สอศ.เตรียมจัดอบรมให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวะ เพื่อเข้าสู่สายงานผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหารตระหนักถึงความปลอดภัย

10 ธันวาคม 2563 ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคระบาด Covid-19 ที่มีการระบาดไปทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อประเทศไทย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีประกาศเรื่องหลักเกณฑ์ และวิธีการจัดอบรมผู้ประกอบการและผู้สัมผัสอาหาร พ.ศ. 2561 กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร ต้องผ่านเกณฑ์การอบรมฯ ภายใน 2 ปี โดยจะครบกำหนดและมีผลบังคับใช้ ใน วันที่ 16 ธันวาคม 2563 

นับจากวันที่กฎกระทรวงสุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) กลุ่มอาชีพภาคธุรกิจและบริการอาหาร ตระหนักถึงความปลอดภัย และมาตรการต่างๆ ที่ทุกหน่วยงานต้องช่วยกันเฝ้าระวัง โดยได้ร่วมประชุมหารือกับกรมอนามัย ถึงแนวทางความร่วมมือในการจัดอบรมผู้ประกอบกิจการและผู้สัมผัสอาหาร เพื่อให้ครู นักเรียน นักศึกษา ในสังกัด สอศ. สาขาวิชาคหกรรมอาหาร บริหารธุรกิจและการโรงแรม โลจิสติกส์ และสาขาที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสอาหาร ประมาณ 50,000 คน ให้ได้รับการรับรองตามหลักสูตรการสุขาภิบาลอาหาร สำหรับผู้สัมผัสอาหาร ตามกฎกระทรวง สุขลักษณะของสถานที่จำหน่ายอาหาร พ.ศ. 2561 ของกระทรวงสาธารณสุข

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า การประชุมดังกล่าวมีข้อสรุปเบื้องต้นในการดำเนินการโดยมีสถานศึกษาในสังกัด สอศ. เป็นศูนย์กลางการอบรม ระยะแรก คือจัดทำแผน และวางการอบรมร่วมกัน โดยเริ่มที่ครูและบุคลากรอาชีวศึกษา นักเรียน นักศึกษา ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนปัจจุบัน คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในช่วงเดือน มกราคม 2564

“สำหรับรูปแบบการฝึกอบรม จะเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กรมอนามัยกำหนดไว้ คือ 1 ห้องเรียนจะต้องมีผู้เข้ารับการอบรม และลงทะเบียนอย่างน้อย 100 คน โดยมีรูปแบบทั้งในการใช้วิทยากรอบรม และการเรียนรู้ด้วยตนเองจากทางระบบออนไลน์ ซึ่งกรมอนามัย จะแขวนหลักสูตรและเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ที่หน้าเว็บไซต์ของกรมอนามัย เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสอาหารได้ศึกษาด้วยตนเองได้” เลขาธิการ กอศ.กล่าว

ส.น.ร.เผยรายชื่อผูได้รับทุนดีเด่นและดาวรุ่ง ประธานศาลฎีกา- ปลัดกระทรวง – ทูต- อาจารย์มหา’ลัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ส.น.ร.เผยรายชื่อผูได้รับทุนดีเด่นและดาวรุ่ง ประธานศาลฎีกา-ปลัดกระทรวง-ทูต-อาจารย์มหา’ลัย (naewna.com)

ส.น.ร.เผยรายชื่อผูได้รับทุนดีเด่นและดาวรุ่ง ประธานศาลฎีกา-ปลัดกระทรวง-ทูต-อาจารย์มหา’ลัย

ส.น.ร.เผยรายชื่อผูได้รับทุนดีเด่นและดาวรุ่ง ประธานศาลฎีกา-ปลัดกระทรวง-ทูต-อาจารย์มหา’ลัย

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย (ส.น.ร.) เปิดเผยว่า สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาบุคลากรของรัฐมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านได้มอบทุนการศึกษาให้แก่บุคคลที่มีความสามารถให้ได้ศึกษาในระดับที่สูงขึ้น เพื่อที่จะได้นำความรู้กลับมาบริหารประเทศ และในปี 2563 ส.น.ร. ได้ดำเนินการคัดเลือกนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น และนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง พร้อมมอบเข็มประกาศเกียรติคุณแก่นักเรียนทุนรัฐบาลทั้งสองประเภทเพื่อให้ได้รับการศึกษาที่ดีต่อไป

ศ.ดร.สุชัชวีร์กล่าวต่อว่า สำหรับการคัดเลือกครั้งนี้ มีนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่นจำนวน 5 รายโดยแบ่งเป็น 5 สาขา ได้แก่ 1.สาขากฎหมาย ได้แก่ นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา คนที่ 45 2.สาขาวิศวกรรมโยธา ได้แก่ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม 3.สาขาเศรษฐศาสตร์ ได้แก่ นางสาวสุนันทา กังวานกุลกิจ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ กรุงเจนีวากระทรวงพาณิชย์ 4.สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ได้แก่ ดร.ชุติมา หาญเผชิญ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และ5.สาขาการแพทย์ ได้แก่ ศ.นพ. อนุชา อภิสารธนรักษ์ ศาสตราจารย์ประจำ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นอกจากนี้ ยังได้มีการคัดเลือกนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่งจำนวน 3 ราย ใน 3 สาขา ได้แก่ 1.สาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมได้แก่ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ศาสตราจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2.สาขาสถิติ ได้แก่ รศ.ดร.เสาวณิต สุขภารังสี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และ 3.สาขาพฤกษศาสตร์ ได้แก่ รศ.ดร.เพียงพักตร์ สุขรักษ์ รองศาสตราจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

มจธ.จัดสัมมนา ‘Advance Composite 3D Printing’ เพื่อการนำไปใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆในอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – มจธ.จัดสัมมนา‘Advance Composite 3D Printing’ เพื่อการนำไปใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆในอนาคต (naewna.com)

มจธ.จัดสัมมนา‘Advance Composite 3D Printing’  เพื่อการนำไปใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆในอนาคต

มจธ.จัดสัมมนา‘Advance Composite 3D Printing’ เพื่อการนำไปใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆในอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดสัมมนา “Advance Composite 3D Printing: The Disruptive Manufacturing Solution” เพื่อขับเคลื่อนและเตรียมพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีวัสดุและการพิมพ์สามมิติที่กำลังจะเปลี่ยนไป การสัมมนามีผู้เข้าร่วม 200 คนจาก 5 กลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำในประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติโดยใช้วัสดุคอมโพสิตซึ่งเป็นการผลิตสมัยใหม่ ทั้งนี้ตั้งเป้าให้มีการนำไปใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ให้มากขึ้นในอนาคต โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 17 ธ.ค. 2563 ณ อาคารเคเอ็กซ์ (KX-KnowledgeExchange) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ถนนกรุงธนบุรี ใกล้สถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่

รศ.ดร.สนติพีร์ เอมมณีอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และนายกสมาคมไทยคอมโพสิต กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยหลากหลายด้านมีความเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมในการใช้วัสดุคอมโพสิต กับ 3D Printingไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนอากาศยาน อุปกรณ์ทางการทหารและการป้องกันประเทศ ชิ้นส่วนการผลิตหุ่นยนต์และเครื่องจักรระบบอัตโนมัติ โครงสร้างยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่และอุปกรณ์และเครื่องมือการแพทย์ ซึ่งภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้อยู่ในกลุ่มS-Curve ตามนโยบาย Thailand4.0 ของภาครัฐ ความรู้ในเทคโนโลยีด้านการพิมพ์สามมิติด้วยวัสดุคอมโพสิตจึงเป็นการช่วยผลักดันภาคการผลิตเข้าสู่การพัฒนาที่สอดคล้องกับS-Curve ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติด้วยวัสดุคอมโพสิตอีกหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมสันทนาการและกีฬา อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลในโรงงานและการเกษตร เป็นต้น โดยบริษัท ผู้ประกอบการและสถาบันที่เข้าร่วมงานมีความครอบคลุมทุกประเภทอุตสาหกรรมจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการขับเคลื่อนต่อไปในอนาคต

“เรามุ่งหวังว่าภาคอุตสาหกรรมจะได้มาแลกเปลี่ยนความรู้กัน และนำไปสู่ความเข้าใจการกระบวนการผลิตที่มีความทันสมัยและตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น กระบวนการผลิตนี้จะสร้างความคล่องตัว ความคุ้มค่า ชิ้นงานมีสมบัติทางกายภาพที่ดี ในงานสัมมนาครั้งนี้มุ่งเน้นการพื้นฐานเทคโนโลยีด้านวัสดุ “คอมโพสิต” เนื่องจากวัสดุมีความ “แข็งแรงสูง” มี“น้ำหนักเบา” ใช้งานได้ “หลากหลาย”สามารถตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ ได้ดี โดยเป็นการนำวัสดุ ตั้งแต่ 2 ชนิดมาผสมกัน เช่นนำเส้นใยชนิดต่างๆ มาผสมกับวัสดุที่เป็นโพลิเมอร์ หรือเลือกนำวัสดุอื่นๆ มาใช้ร่วมกันให้เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน และเมื่อนำมาผนวกกับการผลิตด้วยเทคโนโลยี “3D Printing” ยิ่งทำให้สามารถสร้างรูปแบบและผลิตชิ้นงานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น”รศ.ดร.สนติพีร์ กล่าว

สพฐ.จัดแข่งหุ่นยนต์พัฒนาศักยภาพเด็กไทย โอกาสทองของเด็กทั่วไทยที่ได้รับประสบการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สพฐ.จัดแข่งหุ่นยนต์พัฒนาศักยภาพเด็กไทย โอกาสทองของเด็กทั่วไทยที่ได้รับประสบการณ์ (naewna.com)

สพฐ.จัดแข่งหุ่นยนต์พัฒนาศักยภาพเด็กไทย  โอกาสทองของเด็กทั่วไทยที่ได้รับประสบการณ์

สพฐ.จัดแข่งหุ่นยนต์พัฒนาศักยภาพเด็กไทย โอกาสทองของเด็กทั่วไทยที่ได้รับประสบการณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา จัดการแข่งขันหุ่นยนต์พัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยด้านหุ่นยนต์ ครั้งที่ 1 ขึ้น ณ โรงเรียนหนองบัว สพม.เขต 42 จังหวัดนครสวรรค์ มี ดร.อโณทัยไทยวรรณศรี ผู้อำนวยสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน

การจัดการแข่งขันครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือระหว่างInternational Robot OlympiadCommittee ประเทศเกาหลีใต้ Hong Kong Robotic Olympic Association (HKROA) เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ชมรมครูหุ่นยนต์ไทย และภาคีเครือข่ายด้านหุ่นยนต์ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้ร่วมจัดการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับประเทศในรายการแข่งขันหุ่นยนต์พัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยด้านหุ่นยนต์ ครั้งที่ 1 หรือรายการ ThailandRobot & Robotic Olympiad2020 ภายในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมการแข่งขันหุ่นยนต์ Thailand Robot &Robotic Olympiad 2020 และกิจกรรมการประกวดการคัดเลือกนวัตกรรม/วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้านหุ่นยนต์ Best PracticesRobotic Awards โดยมีทีมเข้าร่วมทั้งสิ้น 1,188 ทีม จำนวนนักเรียน 2,165 คน และจำนวนผู้ฝึกสอน 1,137 คน

ด.ญ.อารยา ผูกน้อย นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนเขาวัง(แสง ช่วงสุวนิช) จ.ราชบุรี เล่าว่า“ดีใจที่ได้ร่วมการแข่งขันเพราะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ มากมายค่ะ ได้ท้าทายตัวเอง เพราะมีทีมแข่งขันจากทั่วประเทศมากมาย ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ตัวเองไม่เคยทำค่ะได้รู้จุดอ่อนและจุดแข็งของตนเองและนำมาพัฒนาต่อไปเพื่อให้ดียิ่งขึ้นค่ะ นอกจากนี้ ได้รับความสนุกสนานและความภาคภูมิใจ และได้เจอเพื่อนใหม่จากต่างโรงเรียน ถ้ามีโอกาสในปีหน้าก็อยากจะมาแข่งขันอีกเพื่อจะได้รับประสบการณ์มากขึ้นค่ะ

นายสมไชย กระต่ายทองครูโรงเรียนเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช)จ.ราชบุรี กล่าวเสริมว่า “รู้สึกดีใจที่ได้นำนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์พัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยด้านหุ่นยนต์ครั้งที่ 1 นักเรียนที่เป็นตัวแทนของโรงเรียนจะมีผลต่อการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนรุ่นต่อๆ ไป ได้ส่งเสริมความร่วมมือ ความมีน้ำใจและสัมพันธภาพในหมู่นักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขัน นักเรียนได้รับความรู้และประสบการณ์จากการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น ครูผู้ควบคุมทีมมีความร่วมมือระหว่างกัน อันจะเป็นการพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยด้านหุ่นยนต์สืบต่อไปครับ”

คณะกรรมการวิชาการของวุฒิสภา จับมือ อว. จัดเสวนา น้อมรำลึกคุณูปการ รัชกาลที่ 9 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – คณะกรรมการวิชาการของวุฒิสภา จับมือ อว. จัดเสวนา น้อมรำลึกคุณูปการ รัชกาลที่ 9 (naewna.com)

คณะกรรมการวิชาการของวุฒิสภา จับมือ อว. จัดเสวนา น้อมรำลึกคุณูปการ รัชกาลที่ 9

คณะกรรมการวิชาการของวุฒิสภา จับมือ อว. จัดเสวนา น้อมรำลึกคุณูปการ รัชกาลที่ 9

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 17.01 น.

คณะกรรมการวิชาการของวุฒิสภา จับมือ อว. จัดเสวนา “เทคโนโลยีอวกาศ…สู่การพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน” น้อมรำลึกคุณูปการในหลวงรัชกาลที่ 9

9 ธันวาคม 2563 คณะกรรมการวิชาการของวุฒิสภา โดยคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมน้อมรำลึกถึงคุณูปการของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเป็นพระผู้จุดประกายและนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ วิทยาการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติด้วยภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายจากดาวเทียม รวมทั้งเทคโนโลยีอวกาศ มาสนับสนุนพระราชกรณียกิจ ก่อให้เกิดการพัฒนาที่นำไปสู่แนวพระราชดำริการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ผ่านการเสวนา “เทคโนโลยีอวกาศสู่การพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน” ณ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

พลอากาศเอกประจิน  จั่นตอง ประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา กล่าวว่า การจัดเสวนาในวันนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีต่อการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของประเทศไทย รวมทั้งเผยแพร่ทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทย และกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน บุคลากรด้านการศึกษา เกิดมุมมองความรู้ใหม่และความเข้าใจถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ ยกระดับเทคโนโลยีอวกาศในประเทศไทย และในระดับภูมิภาคอีกต่อไป

การร่วมกันแสดงความคิดเห็นต่อการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของประเทศไทย ในด้านต่างๆ จะเป็นการนำเสนอทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในแต่ละมุมมอง ทั้งด้านการสื่อสาร ด้านเกษตรและความมั่นคงด้านอาหาร ด้านเศรษฐกิจอวกาศ และด้านการบริหารการตัดสินใจในนโยบายเชิงพื้นที่ อีกทั้งภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ที่ทรงมีต่อการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศของประเทศไทย นิทรรศการของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษาที่นำพระอัจฉริยภาพของพระองค์มาเป็นแนวปฏิบัติ กำหนดเป็นภารกิจหลักขององค์กรในด้านการนำข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมมาวิเคราะห์และจัดทำแผนที่พร้อมใช้ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ รวมทั้งแสดง เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางอวกาศ เช่น  เทคโนโลยีอวกาศระดับเยาวชน (จรวดเชื้อเพลิง, Balloon Sat เเละ ดาวเทียมขนาดเล็กเเคนเเซท CanSat) ความร่วมมือระหว่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับบริษัท mu space (จัดแสดงอุปกรณ์ที่ส่งขึ้นไปทดสอบบนอวกาศ) แผนการบริหารสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม – การอนุญาตการให้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมโดยระบบการอนุญาต (License) ครั้งแรกของประเทศไทย – การเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานมาเป็นระบบใบอนุญาตของธุรกิจดาวเทียม ธุรกิจนวัตกรรมด้านอากาศยานไร้คนขับ โมเดลของดาวเทียม “นภา-1” เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนกองทัพอากาศตามยุทธศาสตร์กองทัพอากาศ 20 ปี ผลงานวิจัยด้าน GNSS , พลาสมาบับเบิ้ลในชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ และแบบจำลอง Cube-sat เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองขององค์กรและนวัตกรรุ่นใหม่ ต่อการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีอวกาศ โดยมีผู้แทนจาก โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนกําเนิดวิทย์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เข้าร่วมในครั้งนี้อีกด้วย พลอากาศเอกประจิน กล่าว

ทางด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า อวกาศเป็นเรื่องสำคัญสำหรับประเทศไทยที่จะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศในทุกๆ มิติ ซึ่งหากมองโดยภาพรวมแล้ว สิ่งที่ GISTDA เร่งดำเนินการในขณะนี้ คือ 1) การศึกษาโอกาสทางธุรกิจ เราจะต้องทำการวิเคราะห์ว่าสามารถทำอะไรได้บ้างในเรื่องของอวกาศ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ การลงทุน ความคุ้มค่า และต้องศึกษาถึงความเป็นไปได้ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า รวมไปถึงการเตรียมความพร้อม การวางแผน และการดึงดูดพันธมิตรหน้าใหม่ในวงการอวกาศเพื่อสร้างความร่วมมือกันในอนาคต 2) สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน เพื่อให้ทราบถึงความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศว่าสามารถสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยของเราได้อย่างไรบ้าง ซึ่งการสร้างความตระหนักนี้เกิดจากบุคลากรที่เราสร้างขึ้นมาจากหน่วยงานภาครัฐที่ไปร่วมมือกับโครงการระบบ THEOS-2  และจากผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ โดย GISTDA จะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมความร่วมมือ สร้างเครือข่ายผู้มีความรู้ด้านอวกาศให้มากที่สุดเพื่อที่จะกระจายองค์ความรู้เหล่านี้ไปสู่ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3) สร้างคน ซึ่งจะต้องเริ่มต้นจากระดับมัธยมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย คิดค้นและพัฒนาหลักสูตรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถนำมาบูรณาการและต่อยอดได้ เช่น การเขียนโปรแกรมการสื่อสารระหว่างดาวเทียมกับบนพื้นโลก หรือความร่วมมือต่างๆที่เกี่ยวข้องกับอวกาศซึ่งมีหลากหลายด้านที่เราจะต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับอนาคตของประเทศไทย ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลักสูตรในระดับมัธยมศึกษาก็เริ่มบรรจุความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการสร้างดาวเทียมบ้างแล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเน้นย้ำให้เนื้อหาหลักสูตรมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยระยะแรกไม่จำเป็นต้องเน้นวิชาการมากนัก แต่ต้องเป็นหลักสูตรที่สามารถสร้างจินตนาการเพื่อให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจได้ หรือมีแหล่งเงินทุนที่จะสนับสนุนให้เด็กๆ สามารถสร้างและประกอบดาวเทียมเองได้ เป็นต้น และส่วนที่ 4 ซึ่งเป็นส่วนสุดท้าย คือการส่งเสริมการกำกับในภาครัฐ ภาคเอกชน และต่างประเทศ ที่ต้องการมาใช้ประโยชน์จากอวกาศในประเทศไทย ซึ่งในขณะนี้เรามีการเตรียมการในการร่าง พรบ.กิจการอวกาศอยู่แล้ว ซึ่ง พรบ. ดังกล่าว อยู่ระหว่างการเตรียมเสนอ ครม. เพื่อพิจารณา ก็จะสามารถนำมาช่วยส่งเสริมในการกำกับการดำเนินงานในอนาคตได้ รวมถึงรองรับอุตสาหกรรมอวกาศและกิจการอวกาศที่จะเกิดขึ้นภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องและเตรียมรับมือกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอวกาศได้อีกด้วย

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวต่อไปว่า จากนี้ไปประเทศไทยจะเร่งเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศต่อไปอย่างเต็มกำลัง พร้อมกับการขยายกลุ่มผู้ใช้งานเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศไปสู่ภาคสังคม ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งพัฒนารูปแบบข้อมูลและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการกลุ่มผู้ใช้งานธุรกิจในกลุ่มต่างๆ ตลอดจนทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ผลักดัน Co-creation ในทุกภาคส่วนบนพื้นฐานของความโปร่งใสตรวจสอบได้ ณ วันนี้ เทคโนโลยีอวกาศไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว และยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญให้กับประเทศในการสร้างและพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ปัจจุบัน GISTDA ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอาคารประกอบและทดสอบดาวเทียม ที่เรียกว่า AIT ตั้งอยู่ที่ศรีราชา บุคลากรของเราหลายๆ รุ่น ถูกส่งไปเรียนรู้เรื่องการประกอบดาวเทียมในประเทศต่างๆ ของโลก เราส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีอวกาศสู่ภาคเอกชนด้วย มีส่วนงานที่ถ่ายทอดองค์ความรู้จริงจัง ครอบคลุมไปยังสถานศึกษา 

“เราพยายามสร้าง Eco System ในเรื่องนี้ไว้รองรับเพื่อเปิดรับ startup และส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่ๆ และหาทางเปิดประตูสู่แหล่งทุนให้ด้วย” ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว

ขณะที่อุตสาหกรรมอวกาศโลกในอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่ามากถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ และประเทศไทยก็กำลังเดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ หรือ Aerospace Industry ด้วยเช่นกัน โดยกำหนดให้เป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ดังนั้น อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ จึงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจประเทศ ดังจะเห็นได้จากการเติบโตของธุรกิจดาวเทียมขนาดเล็กที่จะถูกส่งขึ้นไปบนอวกาศ เพื่อสนับสนุนการทำงานของภาคเอกชนที่อาศัยสารสนเทศอย่างเช่น IOT ซึ่งแต่ละปีมีความต้องการส่งดาวเทียมเหล่านี้ขึ้นไปหลายพันดวง อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมนี้ยังเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องศึกษาเรียนรู้และพัฒนา โดยเฉพาะการผลิตบุคลากรที่จะเข้าสู่วงจรอุตสาหกรรมการผลิต โปรแกรมมิ่ง แอพพลิเคชั่น หรือการนำไปประยุกต์ใช้ต่างๆ 

อีกประเด็นที่น่าสนใจสำหรับอุตสาหกรรมนี้ คือ การมี “ท่าอวกาศยาน” เพื่อเป็นฐานปล่อยจรวดสู่ห้วงอวกาศ ซึ่งหากประเทศไทยมีท่าอวกาศยานเป็นของเราเอง ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้ทางตรงแล้ว ยังเกิดอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องตามมาไม่ใช่แต่เพียงในอุตสาหกรรมเดี่ยวกัน แต่ยังข้ามอุตสาหกรรมไปงานอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้อีกด้วย

ดังนั้น GISTDA ในฐานะองค์กรหลักของประเทศในด้านกิจการอวกาศ จึงต้องให้ความสำคัญอย่างมากในการกำกับ ดูแล ศึกษาหาช่องทาง หาโอกาสในเรื่องของกิจการอวกาศอย่างรอบคอบในทุกๆ บริบท และต้องให้ความสำคัญกับทำงานแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงมีเครือข่ายพันธมิตรกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาของประเทศที่มีอยู่มากมายหลายมิติ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว.

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(3) สังคมเหลื่อมล้ำ- กติการัฐล้าหลัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(3) สังคมเหลื่อมล้ำ-กติการัฐล้าหลัง (naewna.com)

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(3)  สังคมเหลื่อมล้ำ-กติการัฐล้าหลัง

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(3) สังคมเหลื่อมล้ำ-กติการัฐล้าหลัง

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ใน 2 ตอนแรกที่ผ่านมา (ฉบับวันพุธที่ 2 และจันทร์ที่ 7 ธ.ค.2563) นั้นกล่าวถึงความร่วมมือของเครือข่ายธุรกิจสตาร์ทอัพที่นำไปสู่การรับมือวิกฤติไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร กับข้อถกเถียงเรื่องการใช้ระบบติดตามเพื่อสืบสวนโรคว่าจะหาจุดสมดุลอย่างไรระหว่างการคุ้มครองสังคมส่วนรวมจากโรคระบาด และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นสิทธิด้านความเป็นส่วนตัว อย่างไรก็ตาม “ความเหลื่อมล้ำ” ยังเป็นอีกประเด็นและเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกพูดถึงกันมากในช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 กำลังรุนแรง

“โควิด-19 คิดแต่ไม่ถึง กับความเหลื่อมล้ำยุคดิจิทัล” เป็นหัวข้อที่ 3 ซึ่งถูกนำเสนอในเวทีสัมมนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุคนิว นอร์มอล” โดยผู้นำเสนอคือ สุนิตย์ เชรษฐาผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion เริ่มต้นด้วยการยกสถิติ“คนไทยกับการเข้าถึงอินเตอร์เนต”มาชี้ให้เห็นว่า แม้จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เนตจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอีกไม่น้อยที่ตกหล่นไป

“ข้อมูลล่าสุดของปี 2562ของ กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) บอกว่ามีคนใช้อินเตอร์เนต 50.1 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 66.5 ล้านคน ก็คือมีคนหายไป 16 ล้านคน แต่ขณะเดียวกันในเว็บไซต์ กสทช.ก็จะเขียนมุมเล็กๆ ว่าแต่ทั้งนี้ยังไม่รวมโครงการอินเตอร์เนตประชารัฐที่เข้าถึงคนอีก 20 ล้านคน

ผมก็เลยไปไล่ๆ ถามดู รายงานโครงการอินเตอร์เนตประชารัฐออกมาปี 2561 เขาบอกว่ามีผู้เข้าถึงทั้งหมดจริงๆ อย่างไรไม่แน่ใจ ครอบคลุมเท่าไรไม่รู้ แต่ว่ามีผู้ใช้จริงๆ ผู้ที่บันทึก หรือเป็น Register User (ผู้ใช้ที่ลงทะเบียน) อยู่ 6 ล้านคน ไม่ว่าจะอย่างไรก็เหมือนหายไปจำนวนหนึ่ง ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2561 มีการสำรวจผู้ใช้เครื่องมือดิจิทัลที่อายุมากกว่า 6 ปีขึ้นไป แล้วก็ทำ Sampling (สุ่มตัวอย่าง) ให้เท่ากับทั้งประเทศได้ ก็มีคนตอบมา 40% ขอบผู้ตอบ บอกว่าไม่เคยใช้อินเตอร์เนต” สุนิตย์ ระบุ

ซึ่งการที่ผู้ใดเข้าไม่ถึงอินเตอร์เนตในยุคที่มาตรการความช่วยเหลือของรัฐเน้นลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ เท่ากับผู้นั้นต้องเสียสิทธิ์นั้นไปโดยปริยาย ดังโครงการ“เราไม่ทิ้งกัน” ที่รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือนเม.ย.-มิ.ย. 2563 ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ต้องตกงานขาดรายได้ (โดยผู้ลงทะเบียนต้องไม่ใช่ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33) ในช่วงดังกล่าวมีรายงานว่าคนอีกไม่น้อยเข้าไม่ถึง

ขณะเดียวกัน ในช่วงปลายเดือนมี.ค. 2563 ที่รัฐบาลเริ่มตั้ง ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เป็นหน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อรับมือวิกฤติไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะโดยหนึ่งในนั้นคือภารกิจด้านการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร จุดนี้ความเหลื่อมล้ำอยู่ที่หากเป็นผู้เข้าถึงอินเตอร์เนตจะสามารถเข้าไปติดตามได้ทางเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊คซึ่งข้อมูลที่เป็นรายละเอียดมักจะเผยแพร่ใน 2 พื้นที่ดังกล่าวในขณะที่ผู้เข้าไม่ถึงอินเตอร์เนตก็ต้องรอติดตามผ่านสื่อดั้งเดิม เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ที่อาจไม่ทันท่วงที

“ช่วงนั้นมันมีความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา มันเป็นโรคอุบัติใหม่ ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู้ตั้งหลายเรื่อง ตั้งแต่ตกลงอาการโรคมันมีอะไรบ้าง มันเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของการพบ ซึ่งถ้าจำได้ช่วงต้นๆ ตัวเลขที่บอกว่าอาการประเภทไหนไอแห้งๆ หายใจไม่สะดวก ตัวร้อน นู่นนี่นั่น แล้วเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลนี้ออกมาจากการวิจัยที่ใช้เวลาสั้นมากของรัฐบาลจีนร่วมกับ WHO (องค์การอนามัยโลก) คนในพื้นที่อู่ฮั่น ตอนนั้นที่แตกออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าอะไรเท่าไรอย่างไร ซึ่งข้อมูลก็มีการเปลี่ยนแปลงต่อมาเรื่อยๆ

หรือแม้แต่ข้อมูลที่เคยเป็นอย่างหนึ่งสุดท้ายเป็นอีกอย่างหนึ่งเช่น ข้อมูลองค์การอนามัยโลกเรื่องข้อแนะนำว่าควรหรือไม่ควรใส่หน้ากากอนามัย ช่วงแรกถ้าจำได้คือบอกไม่ต้องใส่ มันไม่อันตราย ไม่แพร่กระจายง่ายขนาดนั้น แต่สุดท้ายก็บอกว่าไม่ได้สุดท้ายต้องใส่เพราะข้อมูลมันเปลี่ยนไป อะไรประมาณนี้ หรือในเมืองไทยเองมีการเก็บข้อมูลเช่นว่าพบเชื้อในส่วนไหนบ้างของสารคัดหลั่งของร่างกาย ซึ่งตอนนั้นก็มีข่าวอยู่พักหนึ่งว่าไม่พบเชื้อในจุดต่างๆ ที่เป็นสารที่ออกมาจากอวัยวะเพศบ้าง อะไรบ้างคนก็พูดกันไป แต่สุดท้ายก็เจอหมด”สุนิตย์ ยกตัวอย่าง

ผอ.สถาบัน ChangeFusionยังกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำในอีกเรื่อง คือ “การขาดทักษะในการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัล” ที่เห็นได้ชัดช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 คือ “การส่งต่อข่าวปลอม” แต่โชคดีที่ในประเทศไทยยังไม่มีใครเสียชีวิตจากการหลงเชื่อแล้วทำตามข้อมูลที่เป็นข่าวปลอมเหล่านั้น รวมถึง “การใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างไม่รู้เท่าทัน” แม้ด้านหนึ่งจะมีการใช้อย่างสร้างสรรค์ เช่น เปิดเพจรวมหางานในท้องถิ่น หรือสอนเทคนิคขายของออนไลน์ แต่อีกด้านหนึ่ง การขายบริการทางเพศหลากหลายรูปแบบและการชักชวนให้เล่นการพนันออนไลน์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

นอกจากความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงอินเตอร์เนตและการมีทักษะท่องโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์แล้ว ข้อค้นพบอีกประการหนึ่งในช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 “รัฐยังไม่ค่อยอยากเปิดเผยข้อมูล” เช่น มีความพยายามของนักเทคโนโลยีในประเทศไทย ในการทำแอพพลิเคชั่นที่ระบุที่ตั้งร้านขายหน้ากากอนามัย แต่เพราะขาดการสนับสนุนจากภาครัฐทำให้ข้อมูลมีความคลาดเคลื่อน ซึ่งต่างจาก ไต้หวัน ที่รัฐส่งเสริมอย่างเต็มที่ จนแอพฯ แบบเดียวกันสามารถระบุได้อย่างแม่นยำทั้งที่ตั้งร้านค้าและจำนวนหน้ากากที่แต่ละร้ายมี

ขณะที่ ธิปไตร แสละวงศ์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ที่นำไปสู่การขาดโอกาสทั้งการศึกษาและการหางานที่มั่นคง เป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงกันมาก่อนหน้านี้แล้ว กระทั่งสถานการณ์โควิด-19 เป็นเพียงตัวเร่งให้เห็นชัดขึ้น เช่น เมื่อการระบาดรุนแรงขึ้นจนรัฐบาลต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ คนจำนวนไม่น้อยต้องตกงานเพราะไม่สามารถเปลี่ยนไปทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ได้

อนึ่ง ที่ผ่านมาในส่วนของรัฐบาลเองก็ไม่ได้ให้ความจริงจังกับการปฏิรูปสู่ความเป็นรัฐบาลดิจิทัล อันหมายถึงการออกนโยบายโดยตัดสินใจบนฐานของข้อมูลมากกว่าการเมือง และการไม่มีข้อมูลทำให้ไม่สามารถดำเนินนโยบายแบบเฉพาะเจาะจงได้ เช่น มาตรการล็อกดาวน์ เมื่อไม่มีข้อมูลรัฐก็ต้องล็อกดาวน์ทั้งประเทศแทนที่จะล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่เสี่ยง หรือมาตรการช่วยเหลือคนจนที่พบว่าไม่ตรงเป้าเพราะรัฐไม่รู้ว่าคนจนอยู่ที่ไหน

อย่างไรก็ตาม ธิปไตร มองว่าในวิกฤติก็ยังมีโอกาส เช่น เมื่อรัฐมีข้อจำกัดในการรับมือ ท้องถิ่นกลับได้แสดงบทบาทมากขึ้นผ่านกลไก อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) หรือภาคสังคมที่ตั้งตู้ปันสุข ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมช่วยเยียวยาในช่วงวิกฤติได้อีกทางหนึ่ง และวิกฤติครั้งนี้ยังทำให้รัฐสามารถเก็บข้อมูลคนจนได้อย่างเป็นระบบ โดยหากรัฐมีธรรมาภิบาลและมีการเชื่อมฐานข้อมูลก็จะเป็นประโยชน์มากในอนาคต

ทั้งนี้ เบื้องหลังปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย มีสาเหตุ 3 ประการ ได้แก่ 1.รัฐมีกฎระเบียบที่ขาดการปรับปรุงให้ทันสมัย เช่น ในช่วงแรกๆ ที่มีการล็อกดาวน์ ชาวต่างชาติยังต้องไปต่อคิวรอรายงานตัวที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.)ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นหากมีระบบการรายงานตัวแบบออนไลน์ ดังเช่นในต่างประเทศที่การสมัครบัญชีธนาคาร กระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) ใช้วิธีการถ่ายรูปบันทึกลงเว็บไซต์กันแล้ว เป็นต้น

2.รัฐอยากลดความเหลื่อมล้ำแต่กลับสร้างความเหลื่อมล้ำเสียเอง เช่น นโยบายประเภทแบ่งอำนาจแต่ไม่ยอมกระจายอำนาจ การแบ่งอำนาจคือการให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะตัวแทนกระทรวงมหาดไทย ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายอีกหลายอย่าง อาทิ อปท. บางแห่งต้องการซื้อวัคซีนไปฉีดสุนัขในพื้นที่เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่หน่วยงานส่วนกลางไปตรวจแล้วบอกว่าอปท. ไม่สามารถใช้งบประมาณกับเรื่องดังกล่าวได้ อีกทั้งรัฐยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเน้นส่งเสริมทุนใหญ่ด้วย

3.รัฐละเลยในการสร้างสวัสดิการสังคม (Safety Net) หรือเน้นการช่วยเหลือมากกว่าการสร้างระบบรัฐสวัสดิการ เช่น กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) น่าจะเพิ่มเพดานเงินสมทบจากรัฐให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่เข้าร่วมส่งเงินสมทบมีเงินเพียงพอใช้ในวัยเกษียณไปจนถึงอายุ 80 ปี แต่ภาครัฐไม่เห็นด้วยเพราะกังวลเรื่องภาระทางการคลังที่จะเพิ่มขึ้นหลักพันล้านบาทต่อปี

ด้าน ศ.สุริชัย หวันแก้ว นักวิชาการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า ปัญหาทั้งความเหลื่อมล้ำ ทั้งธรรมาภิบาลของรัฐบาลดิจิทัล(Governance Digital Government)อาจรุนแรงขึ้นท่ามกลางความระแวงสงสัยว่าข้อมูลที่เก็บไปเพื่อรายใหญ่หรือรายเล็ก ขณะที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบจากความล้มเหลวได้ เช่น หน่วยงานต่างๆ พากันบอกว่ามีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

นอกจากนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐยังมีลักษณะรวมศูนย์อย่างมาก และในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ด้านหนึ่งภาครัฐยังสามารถรวมศูนย์ผ่านสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่อีกด้านหนึ่งพลังในการปรับตัวกลับเกิดมาจากความแข็งแรงของภาคสังคม “ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมอย่างเหมาะสมเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับมือโควิด-19 ได้อย่างมั่นคง”ขณะเดียวกัน “ความเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship) ยังต้องการการถกเถียงอย่างมาก” รวมถึงรัฐมองไม่เห็นพลเมืองดิจิทัลอีกกลุ่มหนึ่งและอ้างสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อจัดการกับคนกลุ่มนี้หรือไม่

“ถ้าจะถกเถียง Digital Citizenship อาจจำเป็นต้องถกมากกว่าด้านบวกหรือด้านลบ หรือข้อมูลลวง หรือข้อมูลปลอมน่าจะจำเป็นต้องถกให้เห็นเลยว่ามันเกิดขึ้นแล้ว Digital Citizenshipนอกการ Organize (จัดตั้ง) รวมศูนย์ของกลไกที่เรียกว่ารัฐอยากจะรวมศูนย์ ซึ่งอันนี้ไม่ได้แปลว่าผมชวนให้ต่อต้านหรือไม่ต่อต้าน เราจำเป็นต้องมองเห็นว่าทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอย่างเป็นกระบวนการจากการวางแผนยุทธศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้นแต่เอาจริงๆ การ Organizeนอกสายตาของผู้ที่จัดวางพิมพ์เขียวไว้มันไปไกลมาก” ศ.สุริชัย กล่าว

ศ.สุริชัย ยังกล่าวอีกว่า บทบาทของพลเมืองดิจิทัลที่เกิดขึ้นใหม่นอกสายตาของรัฐ น่าทำการศึกษาต่อไปที่ไม่ใช่เพียงเรื่องการต่อต้าน แต่รวมถึงการสร้างบทบาทของสังคมเพื่อกำกับดูแลทิศทางของรัฐ เรื่องธรรมาภิบาล เรื่องการดูแลความทุกข์ยากของคนในสังคมที่ไปไกลกว่าการแถลงข่าวจากส่วนกลาง การปฏิรูปของหน่วยงานต่างๆ ทั้งด้วยตนเองและด้วยการปฏิรูปร่วมกันท่ามกลางสังคมที่ตื่นตัวมากขึ้น จะทำให้เป็นวาระของสังคมได้อย่างไร

(โปรดติดตามตอนที่ 4 ในฉบับวันที่ 14 ธ.ค. 2563)

หมายเหตุ : การจัดสัมมนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุค นิว นอร์มอล” เป็นความร่วมมือกันของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) , Centrefor Humanitarian Dialogue (HD),ภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย,สถาบัน Change Fusion และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน

วสท. ประกวดออกแบบหัวรถจักรไฟฟ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – วสท.ประกวดออกแบบหัวรถจักรไฟฟ้า (naewna.com)

วสท.ประกวดออกแบบหัวรถจักรไฟฟ้า

วสท.ประกวดออกแบบหัวรถจักรไฟฟ้า

วันพุธ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับการประกวดแบบหัวรถจักรไฟฟ้า “Thailand Electric Locomotive Design Contest 2020” ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งจัดโดย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ร่วมกับ สนง.สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)บนพื้นฐานกฎและกติกาการแข่งขันของ IMechERailway Challenge ภายใต้การดูแลของสถาบันวิศวกรเครื่องกล (Institution of MechanicalEngineers) แห่งสหราชอาณาจักร

โดยทีมได้รับรางวัลชนะเลิศคือทีม “RET-KMITL” จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซึ่งนายนนทวัฒน์ บวรกุลโสภณ อายุ 23 ปี นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ซึ่งเป็นหัวหน้าทีม “RET-KMITL” กล่าวว่า สมาชิกในทีมมีกันอยู่ 10 คนมารวมตัวเพราะมีความสนใจเทคโนโลยีระบบรางเหมือนกัน ใช้เวลา 3 เดือนกว่าจะมาเป็นหัวรถจักรไฟฟ้าย่อส่วน เป้าหมายของการออกแบบนั้นเพื่อใช้ขนส่งในภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว เช่น สวนสัตว์เชียงใหม่ ซึ่งมีระยะทางวิ่ง 3.7 กม. จะใช้เวลาวิ่งราว 45 นาที

จุดเด่น คือ 1.ความปลอดภัยพร้อมด้วยระบบเบรกทั้งแบบปกติ ระบบเบรกฉุกเฉิน ระบบเบรกอัตโนมัติ และระบบเบรกโดยจ่ายพลังงานคืน 2.ใช้พลังงานสะอาด ไม่สร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากแบตเตอรี่แล้ว ยังมีพลังงานสำรองจากไดนาโมอีกด้วย3.มีความสวยงาม และสามารถควบคุมได้ตลอดเวลาผ่านระบบบลูทูธและรักษาความปลอดภัย 4.ติดตั้งและถอดประกอบง่าย เช่น ถอดล้อเพลาได้ภายใน 5 นาทีเท่านั้น และ 5.อายุการใช้งานยาวนาน 50 ปี วัสดุอุปกรณ์และอะไหล่หาง่าย น้ำหนักรวม 500 กก.

“กำหนดราคาขาย 299,900 บาท/ หัวจักรค่าใช้จ่ายสร้างราง 1,200 บาท /เมตร หรือ 4.4ล้านบาท โดยคำนวณรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 1.3-2.5 ล้านบาท/ปี ปัจจุบันเรากำลังจะมีสถานีกลางบางซื่อที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในอาเซียน เราหวังว่าในอนาคตพลังของคนรุ่นใหม่จะได้มีส่วนพัฒนาสร้างสรรค์ระบบรางของไทยให้ยั่งยืน” นายนนทวัฒน์ กล่าว

สำหรับการแข่งขันรายการนี้มีกติกาคือ ผู้เข้าแข่งขันเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ทีมละไม่เกิน10 คน ภายใต้โจทย์การแข่งขัน ประกอบด้วย ออกแบบหัวรถจักรต้นกำลังเป็นไฟฟ้า สำหรับรางขนาด 10 1/4 นิ้วน้ำหนักรวมต้องไม่เกิน 2 ตัน และความเร็วสูงสุด 15 กม./ชม. ทั้งนี้จุดเด่นของการประกวดยังรวมถึงแผนการตลาด คำนวณต้นทุน กำหนดราคาขายและกลุ่มเป้าหมายลูกค้าเพื่อขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย

ขณะที่ นายธเนศ วีระศิริ นายก วสท. กล่าวว่าวัตถุประสงค์ของการประกวด“Thailand ElectricLocomotive Contest 2020” การแข่งขันออกแบบโมเดลหัวรถจักรไฟฟ้าครั้งนี้ เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านวิศวกรรมระบบราง รองรับการเติบโตของประเทศในอนาคต สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่เป็นพลังร่วมสร้างสรรค์ผลงานหัวรถจักรและระบบราง ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การจัดการระบบรางและการบำรุงรักษา ต่อยอดองค์ความรู้ในระบบรางสู่ทักษะการปฏิบัติและผลิตโมเดลย่อส่วนหัวรถจักรไฟฟ้าจริง

ด้าน นายเอกรงค์ สุขจิต ประธานโครงการ Railway Challenge วสท. กล่าวเสริมว่า สหราชอาณาจักรซึ่งเป็นประเทศที่เป็นจุดกำเนิดของเทคโนโลยีระบบรางและรถไฟใต้ดินแห่งแรกของโลก ได้เริ่มจัดงานนี้ครั้งแรกในปี 2012 และพัฒนาต่อเนื่องมาโดยให้ออกแบบและผลิตรถไฟโมเดลแบบย่อส่วนตามโจทย์ที่กำหนดและวิ่งบนรางได้จริง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการพัฒนาบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรมระบบราง และส่งผลกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางจากมหาวิทยาลัยสู่ภาคอุตสาหกรรม

พบเด็กเร่ร่อนบนท้องถนนในกทม. กว่า 5 พันคน ช่วง ต.ค.2562-ก.ย.2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – พบเด็กเร่ร่อนบนท้องถนนในกทม.กว่า 5 พันคน ช่วงต.ค.2562-ก.ย.2563 (naewna.com)

พบเด็กเร่ร่อนบนท้องถนนในกทม.กว่า 5 พันคน ช่วงต.ค.2562-ก.ย.2563

พบเด็กเร่ร่อนบนท้องถนนในกทม.กว่า 5 พันคน ช่วงต.ค.2562-ก.ย.2563

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 19.15 น.

“ครูโอ๊ะ” ปิดโครงการ‪พัฒนาระบบการช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเด็กบนท้องถนน พร้อมนำผลวิจัยขยายช่วยเหลือกลุ่มเด็กบนท้องถนนนับแสนคน ดันครูเร่ร่อนเป็นพนักงานราชการ‬

วันที่ 8 ธันวาคม 2563 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์  รมช.ศึกษาธิการ‪ เป็นประธานปิดโครงการ พัฒนาระบบการช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเด็กบนท้องถนน (Children in Street) ในเขตกรุงเทพมหานคร ‬ ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัดกรุงเทพฯ พร้อมมอบโล่เกียรติคุณให้กับภาคีเครือข่าย

นางกนกวรรณ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนทำหน้าที่กำกับดูแลนโยบาย และหน่วยงานที่ข้องกับกลุ่มเด็กบนท้องถนน กลุ่มเด็กเปราะบาง และกลุ่มเด็กด้อยโอกาส ของกระทรวงศึกษาธิการ ได้เห็นการทำงานของผู้ที่เกี่ยวข้องและองคร์กรที่มีส่วนร่วมได้ทุ่มเทพลังความคิดและทรัพยากรมาร่วมบูรณาการในการทำงานให้โครงการพัฒนาระบบการช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็กบนท้องถนน ในเขตกรุงเทพฯ ดำเนินการจนสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี ซึ่งจากสถิติล่าสุดพบว่ามีเด็กบนท้องถนน อยู่ประมาณ  3 หมื่นคน ที่กระจายอยู่ในเมืองใหญ่ทั่วประเทศ รวมถึงในเขต กทม. และหากผนวกเข้ากับจำนวนเด็กและเยาวชนที่ตกหล่นที่ไม่ได้รับการศึกษาอีกนับแสนคน ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย และเป็นความท้าทายขององค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงภาคประชาสังคมในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

“หากกลุ่มเด็กบนท้องถนน กลุ่มเด็กเปราะบาง หรือเด็กด้อยโอกาสเหล่านี้ ได้รับความช่วยเหลือให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงจะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นไปในอนาคต  และขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้กับองค์กรที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงาน กศน.กทม., มูลนิธิบ้านนกขมิ้น, มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาวุคคล(Mercy), ศูนย์สร้างโอกาสเด็กกรุงเทพมหานคร สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิสายเด็ก ๑๓๘๗, และ องค์กาาเฟรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย” นางกนกวรรณ กล่าว

รมช.ศธ. กล่าวต่อว่า ทั้งนี้กระทรวงศึกษาฯมีครู กศน.ที่ทำงานร่วมกับองค์ต่างๆในเขต กทม. ที่ได้ทำงาฯวิจัยและได้สรุปผลการวิจัยที่ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อนำไปสู่การจัดระบบในการช่วยเหลือที่มีมติและได้รูปแบบที่เหมาะสม ซึ่งในส่วนของ กศน.ก็ได้มีนโยบายจะสร้างความมั่นคงให้กับครูเร่ร่อนที่มีอยู่กว่า 30 คน ทั่วประเทศ เพื่อบรรจุให้เป็นพนักงานราชการ โดยตนได้มอบหมายให้ ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ไปขับเคลื่อนในเรื่องนี้แล้ว เพื่อเชิญผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาหารือถึงความจำเป็นและเหมาะสม และหากจำเป็นต้องเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา ตนก็พร้อมจะนำเสนอ

ทั้งนี้ เพื่อเติมเต็มการทำงานและเพื่อให้เด็กเร่ร่อนเกิดความเชื่อมั่นไว้ใจบุคลากรของ กศน. รวมถึงให้มีการพัฒนาครูเร่ร่อนบนท้องถนนให้มีความเหมาะสมกับบริบทในแต่ละจังหวัดต่าง ๆที่มีเด็กเร่ร่อนอยู่ในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ จ.ขอนแก่น และ จ.เชียงใหม่ ได้นำผลวิจัยนี้ไปใช้ ทำให้สามารถพัฒนาครูเร่ร่อนได้ผลดีระดับหนึ่งแล้ว โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาช่วยสนับสนุน ซึ่งงานวิจัยนี้ถือเป็นประโยชน์เพื่อนำไปเป็นข้อมูลที่จะของห้รัฐบาลและ ครม.สนับสนุนในการทำให้ครูเร่ร่อนมีความมั่นคงในการบรรจุเป็นพนักงานราชการ

ด้านนายวรัช  พฤกษาทวีกุล เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวว่า ขณะนี้กศน.มีครูเร่ร่อนอยู่จำนวน 35 คน ตนกำลังดูอยู่ว่ามีอัตราว่างที่จะสามารถบรรจุครูเร่ร่อนให้เป็นพนักงานราชการได้กี่คน อย่างไรก็ตาม ครูกลุ่มนี้จะต้องได้รับการบรรจุเป็นพนักงานราชการแน่นอน และถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำให้เร็วที่สุดเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่

ขณะที่ รศ.ดร.นิตติยา ปภาพจน์ หัวหน้าโครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาระบบการช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเด็กบนท้องถนน ‪(Children in Street) ในเขตกรุงเทพมหานคร ‬ ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัดกรุงเทพฯ เปิดเผยว่า จากผลวิจัยพบว่า สาเหตุเกิดจากปัญหาครอบครัวอันดับ 1 และพ่อแม่แยกทางกัน ความรุนแรงในครอบครัว ไม่มีผู้ดูแล บิดามารดาไม่มีงานทำ มีรายได้น้อย ปัญหาความยากจน  และปัญหาเกิดจากตัวเด็กเอง  ติดเพื่อน ติดเกม พิการ ใช้สารเสพติด ติดแฟน ปัญหาเกิดจากโรงเรียน ความรุนแรงในโรงเรียนและอื่น ๆ ทำให้เด็กขาดโอกาสทางการศึกษา จึงต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม จัดทำโครงการพัฒนาระบบการช่วยเหลือและส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเด็กบนท้องถนน ‪(Children in Street) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ห้กับเด็กและพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับครูและคนทำงานกับเด็กบนท้องถนน‬

หัวหน้าโครงการวิจัย ฯ กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์และผลการบันทึกข้อมูลเด็กเป็นรายบุคคล และการสำรวจของ กศน.กทม. พบว่ามีเด็กเร่ร่อนใน กทม.กระจายอยู่ตามเขตต่าง ๆ 22 เขต เป็นเด็กบนถนน จำนวน 152 คน นอกจากนี้ จากข้อมูลภาคีเครือข่าย 5 องค์กร พบว่าในช่วงเดือน ต.ค.2562-ก.ย.2563 มีเด็กบนท้องถนนรวมทั้งสิ้น 5,409 คน ซึ่งเด็กบนท้องถนนจะครอบคลุมเด็กเร่ร่อน และเด็กกลุ่มเสี่ยง เด็กในภาวะยากลำบากที่มีโอกาสจะหลุดออกจากนอกระบบการศึกษา ที่มีคุณภาพในเขต กทม.จำนวน 203 คน ‬

‘อนุชา’ ชวนปชช.สวดมนต์วันเสาร์ต่อเนื่อง เพื่อความเป็นสิริมงคล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘อนุชา’ชวนปชช.สวดมนต์วันเสาร์ต่อเนื่อง เพื่อความเป็นสิริมงคล (naewna.com)

'อนุชา'ชวนปชช.สวดมนต์วันเสาร์ต่อเนื่อง เพื่อความเป็นสิริมงคล

‘อนุชา’ชวนปชช.สวดมนต์วันเสาร์ต่อเนื่อง เพื่อความเป็นสิริมงคล

วันอังคาร ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.18 น.

“รมต.อนุชา”ชวนประชาชนสวดมนต์ วันเสาร์ต่อเนื่อง เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับแผ่นดินและปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่ได้สั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทุกวันเสาร์ เพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับแผ่นดินและปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563 นั้น ผลจากการจัดกิจกรรมจนกระทั่งถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2563 พบว่ามีประชาชนทั่วประเทศเข้าร่วมเป็นจำนวนกว่า 20 ล้านคน โดยส่วนมากต้องการน้อมนำหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาไปถือปฏิบัติในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาหลายด้าน อีกทั้งยังเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติไทย

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จากผลการจัดกิจกรรม ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ได้มีมติเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2563 เห็นชอบให้มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์วันเสาร์อย่างต่อเนื่อง คือ ครั้งที่ 1 วันเสาร์ ที่ 12 ธ.ค.63 ครั้งที่ 2 วันเสาร์ ที่ 19 ธ.ค.63 และครั้งที่ 3 วันเสาร์ ที่ 26 ธ.ค.63 โดยกำหนดจัดพิธีพร้อมกันทั่วประเทศ เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป

สำหรับประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและใกล้เคียง สามารถเข้าร่วมพิธีได้ที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ประชาชนต่างจังหวัด สามารถเข้าร่วมพิธีได้ที่วัดประจำจังหวัดหรืออำเภอ หรือสถานที่ตา มที่ทางจังหวัดเห็นสมควร จึงขอเชิญประชาชนเข้าร่วมพิธีตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน