มารู้จัก AI ให้กระจ่าง จะได้ไม่ต้องกลัว AI สร้างองค์ความรู้ผ่าน 5 โครงการ รับยุค AI เต็มรูปแบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – มารู้จัก AI ให้กระจ่าง จะได้ไม่ต้องกลัว AI สร้างองค์ความรู้ผ่าน 5 โครงการ รับยุค AI เต็มรูปแบบ (naewna.com)

มารู้จัก AI ให้กระจ่าง จะได้ไม่ต้องกลัว AI  สร้างองค์ความรู้ผ่าน 5 โครงการ รับยุค AI เต็มรูปแบบ

มารู้จัก AI ให้กระจ่าง จะได้ไม่ต้องกลัว AI สร้างองค์ความรู้ผ่าน 5 โครงการ รับยุค AI เต็มรูปแบบ

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“ปัญญาประดิษฐ์” หรือที่ทุกคนเรียกติดปากกันว่า “AI”  (Artificial Intelligence)ได้เข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วนช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ ในหลายองค์กรธุรกิจได้นำ AI เข้ามาใช้เพื่อเสริมศักยภาพระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่นักพัฒนาเทคโนโลยี นักอุตสาหกรรม และนักธุรกิจ กำลังพุ่งเป้าให้ความสำคัญกับ AI แต่เมื่อถามว่า AI คืออะไร คนทั่วไปส่วนใหญ่เกือบจะไม่เคยได้ยินคำว่า AI ด้วยซ้ำ และยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่เข้าใจว่าAI คืออะไร และหากเจาะให้ลึกลงไปจะเห็นได้ว่า แต่ละคนมีภาพความเข้าใจของ AI ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งความไม่เข้าใจเหล่านี้ ล้วนส่งผลต่อทิศทางการขับเคลื่อน AI ของประเทศไทยในอนาคต  

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงได้ให้การสนับสนุนสถาบันการศึกษา เดินหน้าจัด โครงการ “AI for All”โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องได้เห็นถึงความสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นและส่งเสริมให้มีการพัฒนาศักยภาพของกำลังคนในประเทศ ให้สามารถนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ไปประยุกต์ใช้ได้

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ให้ความเห็นว่า เมื่อ AIมีความสำคัญทั้งในเชิงเทคโนโลยีและในเชิงการใช้งาน สำคัญในเรื่องของการช่วยพัฒนาประเทศไทยและพัฒนาโลกจนทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า คนจะตกงานเพราะถูก AI เข้ามาแทนที่ ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องเตรียมพร้อมทุกด้าน ตั้งแต่เยาวชนไทย ไปจนถึงเทคโนโลยี ระบบการจัดการ และกฏหมายที่เกี่ยวข้อง นี่จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนโครงการ AI For All  โดยอว.ได้บูรณาการร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ AI แก่ประชาชน ผ่าน 5 โครงการย่อย ที่มุ่งส่งเสริมให้เกิดการนำ AIมาประยุกต์ใช้ในสาขาวิชาชีพต่างๆ รวมไปถึงชุมชนและสังคม เป็นการจุดประกายให้ทุกภาคส่วนได้เห็นความสำคัญของ AI การขับเคลื่อนโครงการในระยะเริ่มต้นจะมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ให้กลุ่มเป้าหมายได้เห็นความสำคัญ และได้ทราบว่าประโยชน์ของ AI เป็นอย่างไร รวมไปถึงมีประเด็นใดบ้างที่ต้องระมัดระวังที่สำคัญคือเราไม่เป็นเพียงแค่ผู้รองรับการพัฒนาเท่านั้น แต่สามารถอยู่ในแนวหน้าของภูมิภาคได้

ภายใต้โครงการ AI For ALL แบ่งออกเป็น 5 โครงการย่อย ได้แก่ 1.โครงการ AI ไทยสามารถ มุ่งสร้างกระแสความสนใจ ความรู้ และความเข้าใจเรื่องปัญญาประดิษฐ์เบื้องต้น สำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่รู้จักหรือยังไม่เข้าใจ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

2.โครงการ AI@School มุ่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้มีความรู้และความเข้าใจพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

3.โครงการ Super AI Engineer มุ่งพัฒนานวัตกร/วิศวกร/นักวิจัย/วิสาหกิจเริ่มต้น ด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อป้อนเข้าสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย และสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

4.โครงการ AI/ROBOTICS FOR ALL มุ่งพัฒนานวัตกร/นักวิจัย/วิศวกร/วิสาหกิจเริ่มต้นให้เกิดความตระหนัก และมีความรู้ความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ โดยสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

5.โครงการ SMART Agricultural Robot Contest 2020 มุ่งส่งเสริมให้นิสิต/นักศึกษาพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เพื่อแก้ปัญหาจากภาคการเกษตร และต่อยอดผลงานเข้าสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่ง
ประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีมุมมองเกี่ยวกับ AI ที่น่าสนใจจากผู้ที่อยู่ในแวดวงไอทีและการสื่อสาร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีความเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยและคนไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือและรู้เท่าทันAI ให้มากที่สุด

แม้จะมีข้อกังวลเกี่ยวกับ AI มากมาย แต่นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่ทุกภาคส่วนหันมาร่วมกันขับเคลื่อนให้โครงการเดินหน้า เพื่อพร้อมรับกับอนาคตในยุคของ AI เต็มรูปแบบ

สภาพัฒน์ ชี้ความหวังกับข้าราชการรุ่นใหม่ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติจะไปสู่เป้าหมาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สภาพัฒน์ ชี้ความหวังกับข้าราชการรุ่นใหม่ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติจะไปสู่เป้าหมาย (naewna.com)

สภาพัฒน์ ชี้ความหวังกับข้าราชการรุ่นใหม่ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติจะไปสู่เป้าหมาย

สภาพัฒน์ ชี้ความหวังกับข้าราชการรุ่นใหม่ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติจะไปสู่เป้าหมาย

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ความเห็นถึงความหวังในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่า ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นทิศทางการพัฒนาระยะยาว เป้าหมายคือให้ประเทศเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีเศรษฐกิจที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำ ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น การปรับเปลี่ยนระหว่างทางเป็นเรื่องที่จำเป็นเพราะโลกมันเปลี่ยนเร็ว ดังนั้นเราจึงต้องการคนรุ่นใหม่ที่จะมามองภาพการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะมีไอเดียดีๆ ที่สามารถเดินตามไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ทันท่วงที

เลขาฯ สภาพัฒน์ ได้กล่าวยกตัวอย่างถึงข้าราชการรุ่นใหม่ในโครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ หรือ นปร.ที่มาปฏิบัติราชการที่สภาพัฒน์ว่า น้องๆ นปร.รุ่นใหม่มีความสามารถสูง ก็จะมีส่วนช่วยให้การทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติสามารถไปได้รวดเร็วมากขึ้นและก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตนเห็นว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี สามารถตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ได้อย่างลงตัว ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. มอบหมายให้ สถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ดำเนินการขึ้นมา เพื่อสร้างข้าราชการรุ่นใหม่ที่มีสมรรถนะสูงครบครันป้อนเข้าสู่ระบบราชการ พร้อมรับมือโลกยุค Disruptive โดยในปีนี้ได้เปิดรับสมัครแล้ว ตั้งแต่วันนี้-15 มกราคม 2564 และจะมีการจัดกิจกรรม OpenHouse เปิดตัวโครงการฯ ในวันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2563 เวลา 13.00-16.00 น. ณ The Society เกษรทาวเวอร์ ชั้น 22เชิญผู้สนใจเข้าร่วมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

‘ครูตั้น’ แจงปมกีฬาสีโรงเรียนดังเมืองแพร่ ร้องเพลง-แปรอักษร ม.112 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ครูตั้น’แจงปมกีฬาสีโรงเรียนดังเมืองแพร่ ร้องเพลง-แปรอักษรม.112 (naewna.com)

'ครูตั้น'แจงปมกีฬาสีโรงเรียนดังเมืองแพร่ ร้องเพลง-แปรอักษรม.112

‘ครูตั้น’แจงปมกีฬาสีโรงเรียนดังเมืองแพร่ ร้องเพลง-แปรอักษรม.112

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.39 น.

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ทางโลกออนไลน์ ถึงภาพนักเรียนโรงเรียนชื่อดัง จ.แพร่ ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร้องเพลงเชียร์กีฬาสี ที่มีเนื้อหา “เก่งมาก กล้ามาก ขอบใจมาก” ซึ่งเนื้อหาพาดพิงถึงสถาบัน และมีการแปรอักษรบนสแตนเชียร์ ม.112 นั้น ว่า ขณะนี้ทางเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ หากทำผิดกฎหมาย ทางกระทรวงศึกษาธิการก็จะดูว่าผู้ที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจหรือไม่ว่าที่ทำนั้นเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ก็น่าจะแนะนำหรือบอกน้องๆ ให้เข้าใจ ซึ่งขณะนี้ ตนก็ยังไม่ทราบว่ามีใครเกี่ยวข้องกับกิจกรรมนี้บ้าง เพราะกำลังตรวจสอบอยู่

รอก่อน! ‘ครูตั้น’ ฝากผู้ปกครองอย่าสับสน ชี้ยังไม่เคาะยกเลิก ‘โอเน็ต’ หรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รอก่อน! ‘ครูตั้น’ฝากผู้ปกครองอย่าสับสน ชี้ยังไม่เคาะยกเลิก’โอเน็ต’หรือไม่ (naewna.com)

รอก่อน! 'ครูตั้น'ฝากผู้ปกครองอย่าสับสน ชี้ยังไม่เคาะยกเลิก'โอเน็ต'หรือไม่

รอก่อน! ‘ครูตั้น’ฝากผู้ปกครองอย่าสับสน ชี้ยังไม่เคาะยกเลิก’โอเน็ต’หรือไม่

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.34 น.

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้มอบหมายให้ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) ไปหารือกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ถึงแนวทางการจัดทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ซึ่งขณะนี้ปลัด ศธ.ยังไม่ได้มีข้อสรุปกลับมาว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิกการสอบโอเน็ต ซึ่งขณะนี้ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กำลังศึกษาอยู่ และก็ยังไม่ได้รายงานกลับมาที่ตน ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ได้มี ผอ.โรงเรียนบางแห่ง แจ้งกับทางผู้ปกครองนักเรียนแล้วว่าจะมีการยกเลิกการสอบโอเน็ตนั้น ตนอยากให้รอก่อน ไม่ยากให้เกิดความสับสน

บิ๊กสกสค. เร่งจัดทัพปี’64 บริการรูปแบบใหม่ ทันสมัย สร้างความสะดวกให้ครู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – บิ๊กสกสค.เร่งจัดทัพปี’64 บริการรูปแบบใหม่ ทันสมัย สร้างความสะดวกให้ครู (naewna.com)

บิ๊กสกสค.เร่งจัดทัพปี'64 บริการรูปแบบใหม่ ทันสมัย สร้างความสะดวกให้ครู

บิ๊กสกสค.เร่งจัดทัพปี’64 บริการรูปแบบใหม่ ทันสมัย สร้างความสะดวกให้ครู

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.09 น.

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ สกสค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนอยู่ระหว่างการจัดสรรบุคลากรที่เข้ามาใหม่ทั้งหมด หลังจากที่ สกสค.ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัดใหม่ จำนวน 64 จังหวัด ตนจึงต้องทำความเข้าใจกับผู้บริหารที่เข้ามาใหม่ และจัดคนให้ตรงกับงาน โดยเน้นย้ำทุกคนให้ทำงานตามนโยบายที่ตนมอบหมาย คือ “โปร่งใส ทันสมัย ใส่ใจบริการ” เชื่อว่าภายในเดือนธันวาคม นี้ สกสค.จะได้บุคลากรที่ตรงกับงาน สามารถทำงานตามนโยบายที่มอบไว้ได้ทั้งหมด

นายธนพร กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนเน้นย้ำกับผู้อำนวยการ สกสค.จังหวัด คือต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก ต้องเข้าใจว่าการทำงานของ สกสค.คือการบริการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งเราไม่ใช่เจ้านายของครู สกสค.เป็นหน่วยงานใต้กำกับของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มีหน้าที่ส่งเสริมให้บริการเกี่ยวกับสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ฉะนั้น เราต้องทำหน้าที่ผู้ให้บริการที่พร้อมดูแลครูในเรื่องต่าง ๆและต้องมีหัวใจบริการ

“เราต้องพยายามลดกรอบและรูปแบบการทำงานที่เหมือนกับระบบราชการลง เนื่องจาก สกสค.เกิดขึ้นมาเพื่อเติมเต็มจุดอ่อนของระบบราชการ ดังนั้น เราต้องมีความยืดหยุ่นในการทำงาน เพื่อทำให้ครูรู้สึกว่าได้รับบริการที่สะดวกมากขึ้น ซึ่งใน 2 สัปดาห์ที่เหลือของปี 2563 นี้ ผมจะปฏิรูปการวางคน และหมุนเวียนคนในตรงกับงาน เพื่อให้การทำงานในปี 2564 ของ สกสค.มีประสิทธิภาพ ส่วนของขวัญปีใหม่ที่ สกสค.วางแผนมอบให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา คือ การให้บริการที่สกสค.จังหวัดทุกแห่งต้องให้บริการรูปแบบใหม่ ต้องใช้เครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อสร้างความสะดวกให้ครู ผู้ให้บริหารต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มารับบริการด้วย” นายธนพร กล่าว

‘โอเน็ต’ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย! ‘ทปอ.-สพฐ.’ ยันไร้ปัญหา ‘เลิกสอบ’ รอเคาะธ.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘โอเน็ต’ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย! ‘ทปอ.-สพฐ.’ยันไร้ปัญหา‘เลิกสอบ’ รอเคาะธ.ค.นี้ (naewna.com)

‘โอเน็ต’ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย! ‘ทปอ.-สพฐ.’ยันไร้ปัญหา‘เลิกสอบ’ รอเคาะธ.ค.นี้

‘โอเน็ต’ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย! ‘ทปอ.-สพฐ.’ยันไร้ปัญหา‘เลิกสอบ’ รอเคาะธ.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 13.15 น.

‘โอเน็ต’ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย! ‘ทปอ.-สพฐ.’ยันไร้ปัญหา‘เลิกสอบ’ รอเคาะธ.ค.นี้

14 ธ.ค.2563 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกณะทรวงศึกษาธิการ(รมว. ศธ.) มอบหมายให้ตนหารือกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ถึงแนวทางการจัดทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ขณะนี้ยังไม่ได้คำตอบว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิกการสอบโอเน็ต  โดยตนได้มอบหมายให้ สทศ.ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการจัดสอบโดยตรง ไปศึกษารายละเอียดถึง ข้อดี ข้อเสีย ว่าถ้าไม่ใช้คะแนนสอบโอเน็ตจะสร้างผลกระทบอะไรบ้าง  หรือถ้ายกเลิกการสอบโอเน็ตจะมีอะไรเข้ามาทดแทน และจะมีแนวทางการทดสอบแบบไหนเข้ามาทดแทนได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าการสอบโอเน็ตไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการวัดศักยภาพเด็ก ยังมีวิธีอื่นๆมากมายที่จะมาเปรียบเทียบและวัดศักยภาพของนักเรียน 

“เมื่อเร็วๆนี้ ผมหารือกับนางเพ็ญรัตน์ หงษ์วิทยากร รองเลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ว่า ถ้าในปี 2565 ยกเลิกการใช้คะแนนสอบโอเน็ตจริง ทปอ.จะมีระบบอะไรมารองรับหรือไม่ ซึ่งทาง ทปอ.ตอบกลับมาว่า มีระบบและมีวิธีการรองรับอยู่ และในส่วนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จากที่ผมหารือกับนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ได้คำตอบว่า ถ้ายกเลิกไม่มีปัญหา เพราะ สพฐ.สามารถทำระบบการทดสอบกลางได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่าจะยกเลิกการสอบโอเน็ตหรือไม่  แต่อย่างไรก็ตามภายในเดือนธันวาคม นี้ สทศ.จะต้องเสนอความก้าวหน้ามาให้ ศธ.รับทราบต่อไป”  นายสุภัทร กล่าว 

ด้านนายพีระพงศ์ ตริยเจริญ ผู้จัดการระบบทีแคส ของ ทปอ. กล่าวว่า จากที่ทปอ.ได้รับแจ้งจาก ศธ.ว่าอาจจะไม่มีการสอบโอเน็ตในปี 2565 นั้น ทาง ทปอ.ต้องหาทางปรับระบบมารองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ด้วย  ซึ่งทางคณะกรรมการทีแคสได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว และมีความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ จะมีการประชุม ทปอ.ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  คณะกรรมการทีแคสจะแจ้งเรื่องนี้ให้ที่ประชุม ทปอ. รับทราบ และรับฟังความคิดเห็นจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยต่างๆด้วยว่าคิดเห็นอย่างไร ทั้งนี้ ตนมองว่าหากไม่ใช้คะแนนสอบโอเน็ต มหาวิทยาลัยจะมีอิสระในการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าเรียนได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น 

หยุดทำลายธรรมชาติก่อนหายนะมาเยือน ‘อาจารย์ยักษ์’ วิวัฒน์ ศัลยกำธร เตือนสติมนุษย์..ในงาน ‘วันดินโลก’63’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – หยุดทำลายธรรมชาติก่อนหายนะมาเยือน ‘อาจารย์ยักษ์’วิวัฒน์ ศัลยกำธร เตือนสติมนุษย์..ในงาน‘วันดินโลก’63’ (naewna.com)

หยุดทำลายธรรมชาติก่อนหายนะมาเยือน  ‘อาจารย์ยักษ์’วิวัฒน์ ศัลยกำธร  เตือนสติมนุษย์..ในงาน‘วันดินโลก’63’

หยุดทำลายธรรมชาติก่อนหายนะมาเยือน ‘อาจารย์ยักษ์’วิวัฒน์ ศัลยกำธร เตือนสติมนุษย์..ในงาน‘วันดินโลก’63’

วันจันทร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันดินโลก (World Soil Day)” โดยสาเหตุที่เลือกวันดังกล่าวเพราะเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) เนื่องจากพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานปรากฏผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและนานาชาติ

ซึ่งเมื่อวันที่ 5-6 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ จัดมหกรรมวันดินโลก ประจำปี 2563 ตอน รักษ์ปฐพีคืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน (Keep soil alive protect soil biodiversity) ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึงจ.ชลบุรี โดยในวันที่ 5 ธ.ค. 2563 “อาจารย์ยักษ์”วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “แผ่นดินของเราในวิกฤติกลียุค” ว่า ในปีนี้จะมีคนอดอยากเป็นพันล้านคนทั่วโลก

ทำให้ FAO ประกาศตั้งองค์กรหนึ่งขึ้นมาโดยหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือประชาชนที่กำลังทุกข์ทรมานจากความอดอยาก ใน 50 ประเทศ ที่รัฐบาลไม่มีพลังที่จะดูแลประชาชน ให้ได้อย่างน้อย 100 ล้านคน “วิกฤติของโลกเกิดมาก่อนการระบาดของไวรัสโควิด-19 และมาจากน้ำมือมนุษย์เราด้วยกันเอง” เช่น ทำให้แหล่งน้ำสกปรกเต็มไปด้วยขยะจนใช้อุปโภค-บริโภคไม่ได้ เกิดมลพิษตั้งแต่หนอง คลอง แม่น้ำ ไปจนถึงในทะเล

“ภาคอุตสาหกรรมก็ช่วยกันทำลาย คนในเมืองกิน-ใช้ สร้างขยะสร้างของเสีย ก็ช่วยกันทำลาย เกษตรกรก็เอาสารพิษมาช่วยกันทำลาย ขนาดรู้อยู่ว่าเป็นพิษ กินไม่ได้ก็ยังตะแบงบอกว่าปุ๋ยเคมีไม่ใช่สารพิษ ติดตำรากันตะแบงไป ก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่หน้าที่เราที่ต้องไปเปลี่ยนแปลงคนทั้งโลก หน้าที่เราที่จะทำให้ดู แต่เป็นหน้าที่ขององค์การโลก เช่น FAO เขาต้องรวมตัวกันและต้องพาคนทั้งโลกหยุดทำลายโลกของตัวเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เรียนจบ ป.ตรี ก็มี เรียนโง่ๆ แล้วไปช่วยกันทำลายแผ่นดิน จบ ป.โท ก็มี ก็ไปช่วยกันสื่อสารทำลายแผ่นดิน จบ ป.เอก ก็ไปช่วยทำวิจัยกัน เอามลพิษจากโรงกลั่นน้ำมัน เอาปุ๋ยเคมี เอายาฆ่าปลวก ยาฆ่ายุงยาฆ่าแมลง ทำวิจัยกันขึ้นมา เอาสารพิษมาฆ่าแม้กระทั่งหญ้า หญ้านี่มีบุญคุณกับดิน เหมือนคนเคารพนับถือย่าเหมือนแม่ของพ่อ หญ้ามีบุญคุณต่อดินมาก คนรุ่นพันปีเขารู้ว่าหญ้ามีประโยชน์ต่อดิน ดินดีเพราะหญ้าโปะ แต่คนยุคเราเป็นยุคที่โง่เขลาที่สุด ทำลายสิ่งที่มีคุณค่าต่อดิน” อาจารย์ยักษ์ กล่าว

วิวัฒน์ อธิบายว่า ที่ใดที่หญ้าที่นั่นมีสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย กบ เขียด แมลง ฯลฯ แม้กระทั่งในฤดูแล้งที่ผืนดินแตกระแหงก็ยังมองเห็นสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น จึงเรียกว่า “ดินมีชีวิต” เอื้อต่อการเพาะปลูกพืชต่างๆ ให้ออกดอกออกผล จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่การพัฒนาตามแบบตะวันตกซึ่งเอาความโลภนำ ประเทศไทยนั้นพัฒนาจากประเทศด้อยพัฒนาจนเป็นประเทศกำลังพัฒนา และประเทศกำลังพัฒนาปานกลางตามลำดับ โดยหวังว่าท้ายที่สุดจะข้ามพ้นกับดักรายได้ปานกลางกลายเป็นประเทศร่ำรวย

คำถามคือ ในเมื่อประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ แล้วจะก้าวข้ามไปไหน เพราะการอยู่แบบรวยปานกลางก็นับว่าเหลือเฟือแล้ว “หากรู้จักพอ..จะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนด้วยกัน ตลอดจนสัตว์ พืชและธรรมชาติน้อยลง” แต่เพราะความโง่เขลาของมนุษย์หายนะจึงตามมา ประเทศยิ่งพัฒนากลับยิ่งเผชิญวิกฤติ “คนเดี๋ยวนี้เหลือความเป็นมนุษย์น้อยลง..เพราะเห็นแก่ประโยชน์ตนเป็นที่ตั้ง” แม้จะบอกว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่แท้ที่จริงเป็นอัตตาธิปไตย ส่วนสถาบันการศึกษาระดับต่างๆ ก็ล้วนฝึกคนให้เห็นแก่ตัว

“วันนี้คนคิดถึงแต่ตัวเอง โลกก็ไม่รอดถ้าคนเอาตัวเองเป็นหลัก คลองก็จะถูกทับถมหมด คลองในกรุงเทพมหานคร เช่น คลองเปรมประชากร ระยะทาง 50 กิโลเมตร รัชกาลที่ 5 ทรงขุดเอาไว้หวังให้น้ำระบายออก เอาน้ำดีมาใช้ประโยชน์ในเมือง และระบายน้ำเน่า น้ำท่วม ฝนตกระบายออกก็กว้าง 50 เมตร ยาว 50 กิโลเมตร วันนี้ผมเอาเรือไปวิ่งดู เหลือ 5 เมตร ทุกคนเห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง รุกเข้าไปหมด ไม่ยกเว้นแม้กระทั่งวัด แม้กระทั่งโรงเรียน ต่างช่วยกันรุกคลอง ราชการ ชาวบ้าน วัด โรงเรียน รุกเข้าไปในคลอง

จาก 50 เมตร เหลือ 20 เมตรบ้าง เหลือ 5 เมตรบ้าง ในคลองเต็มไปด้วยตะกอนเลน เต็มไปด้วยถุงพลาสติก ทิ้งกันไม่มีใครเอาใจใส่ เอาขยะโยนทิ้งจากตัวเองออกไปหาสังคม ไปหาเพื่อนมนุษย์ ใครจะเดือดร้อนอย่างไรช่างมัน นี่คือจิตวิญญาณของสังคมไทยซึ่งเลวร้ายจนถึงที่สุดแล้ว มันเห็นแก่ตัวจนถึงที่สุด เอาตัวเองรอด ผลักทุกขยะไปเทรวมกันไว้ในคลองซึ่งเป็นที่สาธารณะ โยนไปบนถนนเป็นที่สาธารณะ เป็นของส่วนรวม” วิวัฒน์ ยกตัวอย่าง

อาจารย์ยักษ์ กล่าวสรุปในตอนท้ายถึง “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SCGs)” ของ องค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งในข้อ 17 อันเป็นข้อสุดท้ายคือ Partnerships for the Goals หมายถึงความสามัคคีไม่ทอดทิ้งกันของคนทั้งโลก นอกจากนี้ ในปี 2561 ประชาคมโลกยังมีมติต้องหยุดมลพิษในดินให้ได้ หรือก็คือการหยุดการใส่สารพิษลงในดิน (Be the Solution for Soil Pollution) เช่น หยุดยาฆ่าหญ้าฆ่าแมลง หยุดปุ๋ยเคมีจากการสังเคราะห์แล้วเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยจากธรรมชาติ

ขณะที่ในปี 2562 มีเป้าหมายคือ หยุดชะล้างหน้าดิน (Stop Soil Erosion, Save Our Future) ซึ่งการลดการชะล้างหน้าดินสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ขุดคลองไส้ไก่ทำหลุมขนมครก ใช้หญ้าแฝก ห่มฟาง ฯลฯ และในปี 2563 มีเป้าหมายคือ คืนชีวิตที่หลากหลายให้แผ่นดิน (Keep Soil Alive, Protect Soil Biodiversity) หมายถึงการทำให้ดินมีสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย เช่น บนดินไม่ควรปลูกพืชเชิงเดี่ยว ควรปลูกพืชหลายชนิดผสมผสาน เพื่อให้ดินอุ้มน้ำ ลดปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง

“ภัยธรรมชาติ โรคระบาด ความอดอยากข้าวยากหมากแพง และขัดแย้งฆ่าฟันกัน วิกฤตินี้จะหยุดได้ต้องเริ่มจากเคารพแม่พระธรณี รักษาดิน ดูแลดิน ต้นไม้จะคืนมา น้ำจะคืนมา ความร่มรื่นจะคืนมาอาหารอุดมสมบูรณ์จะคืนมา น้ำใจและปัญญาของมนุษย์จะคืนมา” ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวในท้ายที่สุด

ด้านวิทยากรอีกท่านหนึ่งในงานครั้งนี้ เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่า ในบรรดาสิ่งมีชีวิตต่างๆ มนุษย์เกิดหลังสุด ดังนั้นแม้มนุษย์จะอยู่บนยอดแต่หากทำลายสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่เป็นฐานลงไปถามว่าสุดท้ายมนุษย์จะอยู่ได้หรือ เพราะมนุษย์ต้องการอาหาร แต่หากแหล่งอาหารเต็มไปด้วยสารพิษแล้วมนุษย์ย่อมไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ยกตัวอย่างแหล่งน้ำในอดีตสามารถดื่มได้ แต่ปัจจุบันคงไม่มีใครกล้าดื่ม เป็นต้น

ส่วนงานในช่วงบ่าย เป็นกิจกรรมเรียนรู้เทคนิคการบำรุงดินทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยมี อาจารย์ยักษ์ เป็นวิทยากร และในช่วงค่ำ มีพิธีจุดเทียนน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9)พระมหากษัตริย์ที่ประชาชนคนไทยต่างพร้อมใจกันเรียกพระองค์ท่านว่า “พ่อของแผ่นดิน” พร้อมกันกับที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และที่อื่นๆ ทั่วประเทศ

จากนั้นในวันที่ 6 ธ.ค. 2563 ในช่วงเช้าได้จัดกิจกรรมทำวัตรเช้า ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมมาบเอื้อง เพื่อเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อแสดงความกตัญญูต่อสถานที่ และตักบาตร อาหารอินทรีย์จากเครือข่าย ก่อนจะเริ่มกิจกรรม“มีดีขอเชิญอวด” ซึ่งตัวแทนภาคจะคัดศูนย์กสิกรรมในพื้นที่ที่มีผลงานโดดเด่นมานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการฟื้นดิน วิธีการชะลอการพังทลายของดิน และความหลากหลายที่เกิดขึ้นจริง โดยการนำภาพถ่ายหรือคลิปวีดีโอในศูนย์ของตัวเองมาเล่าสู่กันฟังแก่คนอื่นๆ ซึ่งจะมีกรรมการ 3 คน คอยให้คะแนน และผู้ชนะจะได้รับรางวัลพิเศษจากอาจารย์ยักษ์

จากนั้นเป็นกิจกรรม “เอามื้อสามัคคี ตอนกสิกรรมสร้างชาติ” จุดเริ่มต้นของการสร้างคน สร้างน้ำ สร้างอากาศ อาหารและความสมบูรณ์มั่งคั่ง โดยเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ครูพาทำ..ทีมสวนล้อมฯ โดยแบ่งกลุ่มทำงาน 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 จะทำหน้าที่ปรับแปลงนาขั้นบันได, กลุ่มที่ 2-5รับผิดชอบทำคลองไส้ไก่ และก่อนพิธีปิดงาน อาจารย์ยักษ์ได้แจกเมล็ดพันธุ์ 9 ชนิด เพื่อให้เครือข่ายนำกลับไปปลูก ปิดท้ายด้วยกิจกรรม “ฟื้นแม่ธรณี..คืนชีวีที่หลากหลายให้ผืนดิน” เป็นการเสร็จสิ้นการจัดงานวันดินโลก ประจำปี 2563 อย่างสมบูรณ์

ภายหลังเสร็จสิ้นการจัดงานแล้ว อาจารย์ยักษ์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ว่า งานวันดินโลก ประจำปี 2563 แบ่งกิจกรรมหลักเป็น 3 ส่วน คือ 1.กิจกรรมเอาดีออกอวดคือการแบ่งปันความสำเร็จ และนำของดีหมู่บ้านตัวเองมาอวดกัน ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ ผลผลิต 2.เรื่องจิตวิญญาณ เพราะเราเชื่อว่ามนุษย์ต่างมีความกตัญญูรู้คุณ และ 3.กิจกรรมน้ำใจ โดยเมื่อเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้เราจะมีแต่การให้ และช่วยเหลือเกื้อกูล เปรียบเสมือนโอเอซิส (Oasis-แหล่งน้ำกลางทะเลทราย)ที่เต็มไปด้วยน้ำ

อีกทั้งยังด้วยย้ำว่า แผ่นดินกำลังวิกฤติจากภัยธรรมชาติ ความขัดแย้ง โรคระบาด ความอดอยากหิวโหย ซึ่งเกิดการน้ำมือมนุษย์ทั้งสิ้น และยิ่งไปกว่านั้น “ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตนเอง ดังนั้นมนุษย์ต้องปรับตัวจากความเชื่อเดิมๆ” เปลี่ยนผ่านจากยุคสมัยของการปฏิวัติเขียวที่ทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อการแข่งขันภาคการเกษตร กลับสู่การเป็นส่วนหนึ่งของการเกื้อกูลธรรมชาติ

“มนุษย์เมื่อเคารพดิน ดินก็จะอุดมสมบูรณ์ และตอบแทนผลผลิตแก่เรา เช่น ผลิตน้ำ อาหาร อากาศ เหมือนกับที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ทรงห่วงใยและตรัสไว้ก่อนเสด็จสวรรคต ว่างานยังไม่เสร็จ โดยเฉพาะเรื่องดิน เพราะถ้าเราทำดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้ เราจะกลับมามั่งคั่งและมีความสุขอีกครั้ง ดังนั้นเราต้องหยุดสร้างมลพิษในดิน” อาจารย์ยักษ์ กล่าวในท้ายที่สุด

สจล.ได้ฤกษ์วางศิลาฤกษ์ ยกเสาเอกโรงพยาบาลพระจอมเกล้าฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – สจล.ได้ฤกษ์วางศิลาฤกษ์ ยกเสาเอกโรงพยาบาลพระจอมเกล้าฯ (naewna.com)

สจล.ได้ฤกษ์วางศิลาฤกษ์ ยกเสาเอกโรงพยาบาลพระจอมเกล้าฯ

สจล.ได้ฤกษ์วางศิลาฤกษ์ ยกเสาเอกโรงพยาบาลพระจอมเกล้าฯ

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.32 น.

สจล.ได้ฤกษ์วางศิลาฤกษ์ ยกเสาเอกโรงพยาบาลพระจอมเกล้าฯ เป็นโรงพยาบาลศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางการแพทย์แห่งแรกของประเทศ

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2563 ที่มูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์ และยกเสาเอก  อาคาร “โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร” โดยสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ และยกเสาเอก ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร (สจล.) ในฐานะประธาน มูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ในพระสังฆราชูปถัมภ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ในปี 2563 ของสจล.จึงได้จัดทำโครงการจัดตั้ง”โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร” ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางการแพทย์ แห่งแรกของไทย ซึ่งวันนี้ สจล. โดยมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ได้จัดกิจกรรมวิ่งการกุศล “วิ่งเพื่อสร้าง” รายได้เพื่อสมทบทุนจัดสร้างโรงพยาบาลพระจอมเกล้าคุณทหาร (KMC Hospital) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียง บนพื้นที่ขนาด14,000 ตารางเมตร บริเวณถนนกรุงเทพ-ชลบุรี สายใหม่ เขตลาดกระบัง ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 900 ล้านบาท เพื่อให้เป็นที่พึ่งพาของผู้ป่วยและรองรับประชาชนทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาและการวิจัยทางการแพทย์

“เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังขาดการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งต้องอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างประเทศและจำเป็นต้องนำเข้าอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ ปีละรวมแสนล้านบาท โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร จะเป็นโรงพยาบาลมิติใหม่ ที่ไม่ใช่โรงพยาบาลเพื่อรักษา แต่จะเป็นโรงพยาบาลวิจัยบูรณาการ ผสมผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม ฯลฯ เพื่อสร้างเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเท่าเทียม”อธิการบดี สจล.กล่าวและว่า พร้อมกันนี้ สจล.จะเป็นโรงพยาบาลนำร่องในการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือแพทย์ด้วยฝีมือคนไทยระดับภูมิภาค โดยมุ่งมั่นให้เป็นศูนย์นวัตกรรมทางการแพทย์ครบวงจรอย่างแท้จริง โดยคนไทยเพื่อคนไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายทางการศึกษาของสถาบัน และเพื่อผลิตกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศโดยสามารถขับเคลื่อนสถาบันมุ่งสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ให้เกิดผลผลิตที่มีคุณภาพออกสู่สังคมไทยและสังคมโลกต่อไป

ผู้สนใจสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการ “ให้เพื่อสร้าง” เพียงกด *948*1960*100# และโทร.ออก ซึ่งครอบคลุมผู้ประกอบการธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 เครือข่าย ได้แก่ AIS, DTAC, TRUE, TOT และ CAT สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร โทร. 092-454-8160, 092-548-2640 หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจที่ http://www.facebook.com/KMCHospitalbyKMITL และ http://www.ให้เพื่อสร้าง.com

‘นิด้าโพล’ ระบุเสียงส่วนใหญ่หนุนมี ‘เครื่องแบบนักเรียน’ ต่อ ใส่ ‘ชุดไปรเวท’ อาทิตย์ละ 1 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘นิด้าโพล’ระบุเสียงส่วนใหญ่หนุนมี‘เครื่องแบบนักเรียน’ต่อ ใส่‘ชุดไปรเวท’อาทิตย์ละ 1 วัน (naewna.com)

‘นิด้าโพล’ระบุเสียงส่วนใหญ่หนุนมี‘เครื่องแบบนักเรียน’ต่อ ใส่‘ชุดไปรเวท’อาทิตย์ละ 1 วัน

‘นิด้าโพล’ระบุเสียงส่วนใหญ่หนุนมี‘เครื่องแบบนักเรียน’ต่อ ใส่‘ชุดไปรเวท’อาทิตย์ละ 1 วัน

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 07.52 น.

‘นิด้าโพล’ระบุเสียงส่วนใหญ่หนุนมี‘เครื่องแบบนักเรียน’ต่อ ใส่‘ชุดไปรเวท’อาทิตย์ละ 1 วัน

13 ธันวาคม 2563 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “เครื่องแบบนักเรียน จะเอาอย่างไร?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-8 ธันวาคม 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,332 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับข้อเสนอของกลุ่มนักเรียนเลวที่ให้ยกเลิกการบังคับใส่เครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจ เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อเครื่องแบบนักเรียน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 78.15 ระบุว่า เพื่อส่งเสริมความมีระเบียบวินัย รองลงมา ร้อยละ 24.47 ระบุว่า เป็นการบ่งบอกถึงสถานศึกษาของนักเรียน , ร้อยละ 7.96 ระบุว่า เป็นการป้องกันการแอบอ้างเป็นนักเรียน , ร้อยละ 7.88 ระบุว่า เพื่อความปลอดภัยของนักเรียน

ร้อยละ 6.31 ระบุว่า ทำให้ผู้ปกครองประหยัด , ร้อยละ 4.58 ระบุว่า เป็นความภาคภูมิใจของนักเรียน / ผู้ปกครอง , ร้อยละ 4.28 ระบุว่า เพิ่มภาระด้านการเงินให้ผู้ปกครอง , ร้อยละ 3.83 ระบุว่า เป็นการจำกัดเสรีภาพของนักเรียน , ร้อยละ 1.35 ระบุว่า ไม่สามารถนำไปใช้ได้ในทุก ๆ โอกาส , ร้อยละ 1.13 ระบุว่า เป็นการแบ่งชนชั้นระหว่างโรงเรียน , ร้อยละ 0.98 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ , ร้อยละ 0.75 ระบุว่า ทำให้นักเรียนไม่ปลอดภัย และร้อยละ 0.60 ระบุว่า เป็นเครื่องหมายของการกดขี่ / อำนาจนิยม

ด้านความคิดเห็นต่อข้อเสนอของกลุ่มนักเรียนเลวที่ให้ยกเลิกการบังคับใส่เครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 69.67 ระบุว่า การบังคับให้ใส่เครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียนควรมีต่อไป รองลงมา ร้อยละ 12.09 ระบุว่า ในรอบสัปดาห์ควรอนุญาตให้ใส่ชุดอื่น ๆ (ชุดไพรเวต) ไปโรงเรียนได้บ้าง

ร้อยละ 7.06 ระบุว่า ควรให้เรื่องการใส่เครื่องแบบนักเรียนอยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารแต่ละโรงเรียน , ร้อยละ 5.10 ระบุว่า สมควรให้นักเรียนได้มีอิสระที่จะเลือกว่าจะใส่เครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียนหรือไม่ , ร้อยละ 3.23 ระบุว่า ควรให้เรื่องการใส่เครื่องแบบนักเรียนเป็นไปตามประชามติของนักเรียนในแต่ละโรงเรียน , ร้อยละ 2.40 ระบุว่า สมควรยกเลิกการใส่เครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียน และร้อยละ 0.45 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงจำนวนวันจากผู้ที่ระบุว่าในรอบสัปดาห์ควรอนุญาตให้ใส่ชุดอื่น ๆ (ชุดไพรเวต) ไปโรงเรียนได้บ้าง พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.93 ระบุว่า 1 วันต่อสัปดาห์ รองลงมา ร้อยละ 37.27 ระบุว่า 2 วันต่อสัปดาห์ , ร้อยละ 9.94 ระบุว่า 3 วันต่อสัปดาห์ และร้อยละ 1.86 ระบุว่า 4 วันต่อสัปดาห์

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนเลว พบว่า ร้อยละ 7.66 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ เป็นสิทธิส่วนบุคคล ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิด , ร้อยละ 13.51 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ เป็นสิทธิของกลุ่มนักเรียนที่จะเรียกร้องหรือแสดงความคิดเห็น , ร้อยละ 21.10 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากหน้าที่หลักของนักเรียนคือการเรียนหนังสือไม่ใช่ออกมาชุมนุมประท้วง , ร้อยละ 51.50 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ควรใช้เวลาทุ่มเทให้กับการเรียนจะดีกว่า และร้อยละ 6.23 ระบุว่า เฉย ๆ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

แชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติโชว์แกะสลักน้ำแข็งเพ้นท์ควายไทยในงาน UBON ART FEST 2020 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – แชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติโชว์แกะสลักน้ำแข็งเพ้นท์ควายไทยในงาน UBON ART FEST 2020 (naewna.com)

แชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติโชว์แกะสลักน้ำแข็งเพ้นท์ควายไทยในงาน UBON ART FEST 2020

แชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติโชว์แกะสลักน้ำแข็งเพ้นท์ควายไทยในงาน UBON ART FEST 2020

วันศุกร์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 19.17 น.

อาชีวะอุบลฯแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติโชว์แกะสลักน้ำแข็งสุดประทับใจ เพ้นท์ควายไทย และแสดงศิลปะในงาน UBON ART FEST 2020 เสพงานศิลป์วิถี New Normal งานศิลปะครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่ในอุบล

วันที่ 11 ธ.ค.63 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดย ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำทีมแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขัน ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน 4 ปีซ้อน คือปี 2560 ได้รับรางวัล TOP GRADE AWARDS ทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดจาก 57 ทีม 15 ประเทศทั่วโลก ปี 2561 ได้รับ รางวัล First Prize (รางวัลที่ 1) และรางวัล Best Technique Award (รางวัลทักษะฝีมือเทคนิคการแกะสลักยอดเยี่ยม) ในส่วนปี 2562-2563 ได้รับรางวัลที่ 2 ประกอบด้วย นายพิศิษฐ์ อู่ศิริกุลพาณิชย์ หัวหน้าคณะวิชาศิลปกรรม นายสุระชาติ พละศักดิ์ หัวหน้าแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ พร้อมด้วยครูในสาขาวิชาวิจิตรศิลป์ ได้แก่นายธวัชชัย หอมทอง นายปริญญา ถิระโครต นำนักเรียน นักศึกษา ในสาขาวิชาวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ร่วมงาน UBON ART FEST 2020 เสพงานศิลป์วิถี New Normal จัดโดยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกันจัดกิจกรรมขึ้นเป็นครั้งแรก มีกำหนดจัดงานในระหว่างวันที่ 11-12 ธันวาคม 2563  และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันนี้ ( 11 ธันวาคม 2563)  เวลา 18.00 น. โดยมีนายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานเปิดงาน ณ ใจกลางเมืองอุบลราชธานี โรงแรมยู โฮเต็ล แอนด์ คาเฟ่ และเลียบถนนอุปราช จังหวัดอุบลราชธานี 

ในส่วนวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้โชว์แกะสลักน้ำแข็ง ด้วยการเพิ่มความยากที่ท้าทายกว่าการโชว์แกะสลักที่กรุงเทพมหานคร เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ซึ่งได้ปรับรูปแบบผลงาน “ปลานิลพ่อหลวง”และผลงาน “ดุจดั่งน้ำทิพย์ชโลมพื้นหล้า” จากเดิมใช้น้ำแข็ง 6 ก้อน แต่ครั้ง นี้ใช้น้ำแข็ง ขนาด50×140 ซม. จำนวน 9 ก้อน ซึ่งต้องแข่งกับเวลาแกะสลักให้เสร็จภายใน3ชั่วโมง นับว่าเป็นการท้าทายความสามารถอย่างยิ่ง ในขณะที่นักเรียน นักศึกษา อีกกลุ่มรังสรรค์ผลงานศิลปะสวยงามเช่นกัน ด้วยการโชว์ศิลปะการเพ้นท์ควายไทย ชื่อผลงาน “พฤกษาสวรรค์อีสาน” ให้กับชาวจังหวัดอุบลราชธานีได้ชื่นชมในทักษะฝีมือความเป็นเลิศ พร้อมเปิดบูทงานศิลป์ ได้แก่ การสาธิตและจำหน่ายภาพวาดศิลปะสีน้ำและสีอะครีลิค  ศิลปะวาดเส้น และศิลปะปั้นโมเดลจิ๋ว  ให้กับผู้เข้าชมงานได้เรียนรู้และเก็บผลงานความประทับใจเป็นของที่ระลึกไปฝากเป็นของขวัญชิ้นสำคัญให้กับคนที่รักส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อีกด้วย

นอกจกนี้  นายธวัชชัย หอมทอง ครูสาขาวิชาวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ยังได้รับเชิญเป็นศิลปินจัดแสดงผลงานภาพวาด Art Hotel 1 ศิลปิน 1 ห้องพัก ณ ห้อง 204 โรงแรมยู โฮเต็ล แอนด์ คาเฟ่ ร่วมกับศิลปินที่มีชื่อเสียงของจังหวัดอุบลราชธานี ในระดับประเทศ ระดับอาเซียน และระดับโลก ด้วยบรรยากาศของ Art Gallery และ Street Art ด้วยผลงานมากกว่า 500 ชิ้น จากจุดชมงานมากกว่า 50 จุด รวมถึงการจัดแสดงผ่านสื่อเทคโนโลยีดิจิทัล การแสดงแสง สี เสียง ดนตรี ที่ประยุกต์ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจและแรงบันดาลใจในศิลปวัฒนธรรมของตนเอง รวมถึงเป็นเวทีในการแสดงความคิดเห็นของศิลปินรุ่นเก่าและใหม่อย่างผสมกลมกลืนกัน นับเป็นการสร้างนวัตกรรมการท่องเที่ยวที่น่าสนใจนำไปสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดอุบลราชธานีได้อีกทางหนึ่งด้วย