ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(จบ) ‘ข่าวปลอม’ กับทักษะพลเมืองดิจิทัล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(จบ) ‘ข่าวปลอม’กับทักษะพลเมืองดิจิทัล (naewna.com)

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(จบ)  ‘ข่าวปลอม’กับทักษะพลเมืองดิจิทัล

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(จบ) ‘ข่าวปลอม’กับทักษะพลเมืองดิจิทัล

วันพุธ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จาก 3 ตอนที่แล้ว (ฉบับวันพุธที่ 2, จันทร์ที่ 7 และพุธที่9 ธ.ค. 2563) เป็นการไล่เลียงเรื่องราวของเทคโนโลยีดิจิทัลกับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่การนำมาใช้วางระบบดูแลกลุ่มเสี่ยงอย่างครบวงจร ข้อถกเถียงระหว่างสิทธิความเป็นส่วนตัวกับการปกป้องสุขภาพส่วนรวม และความเหลื่อมล้ำของผู้ที่เข้าไม่ถึง ฉบับนี้จะเป็นตอนสุดท้ายของการจัดสัมมนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุคนิว นอร์มอล” โดยว่าด้วยเรื่องของ “ข่าวปลอม (Fake News)” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน

ในช่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 มีการบัญญัติคำศัพท์ใหม่คำหนึ่งคือ“Infodemic” โดย องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายว่าหมายถึง“การกระจายข่าวลวงและข่าวลือที่สร้างความเข้าใจผิดแพร่เร็วกว่าการระบาดของโรค” ก่อให้เกิดผลเสียหลายประการ รวมทั้งการตีตราทางสังคมและการเลือกปฏิบัติคนที่มาจากพื้นที่ระบาด และในงานสัมมนานักคิดดิจิทัลฯ ข้างต้นพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ อสมท ผู้นำเสนอหัวข้อที่ 4 “พลเมืองยุคดิจิทัลกับการรับมือโรคระบาดของข้อมูลข่าวสาร” เป็นผู้กล่าวถึงประเด็นนี้

พีรพล เริ่มต้นจากการกล่าวถึงคำว่า “พลเมือง” ซึ่งมีหลายมิติ เช่น พลเมืองโลก พลเมืองของชาติ ขณะที่ “พลเมืองดิจิทัล หมายถึงผู้ที่เข้าถึงอินเตอร์เนตแล้วสามารถใช้อินเตอร์เนตเพื่อมีส่วนร่วมในสังคมเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบ และมีความปลอดภัย” โดยการที่จะเป็นพลเมืองดิจิทัลได้ต้องมีทักษะ 8 อย่าง คือ 1.รักษาอัตลักษณ์ที่ดีของตนเอง 2.ดูแลข้อมูลส่วนบุคคล3.คิดวิเคราะห์และมีวิจารณญาณที่ดี

4.จัดสรรเวลาหน้าจอได้ 5.รับมือกับการคุกคามบนโลกออนไลน์ 6.บริหารจัดการข้อมูลที่ผู้ใช้งานทิ้งไว้ (Digital Footprint) จะโพสต์อะไรบนโลกออนไลน์ต้องเข้าใจเสมอว่าเป็นร่องรอยทิ้งไว้
หรือต้องระมัดระวังเมื่อไปใช้คอมพิวเตอร์ที่ให้บริการในสถานที่ต่างๆ 7.รักษาความปลอดภัยทางออนไลน์ของตนเอง และ 8.ใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม ทั้งนี้ การเป็นพลเมืองดิจิทัลซึ่งเริ่มจากการใช้งานอินเตอร์เนตเปรียบได้กับการเข้าเรียนในชั้นเรียน และการมาเยือนของวิกฤติไวรัสโควิด-19 เปรียบเหมือนการสอบครั้งสำคัญ

โดยการสอบครั้งนี้อาจแบ่งได้เป็น 5 วิชา 1.การเตรียมพร้อมรับมือ เมื่อกล่าวถึงการรับมือมักมีการอ้างถึงคำกล่าวของ บิล เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เมื่อปี 2558 ว่า “เรายังไม่พร้อมกับสถานการณ์โรคระบาด” ซึ่ง 2 ปีก่อนหน้านั้นหรือในปี 2556 มีการระบาดใหญ่ของไวรัสอีโบลา และเมื่อถึงปี 2563 ที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดนั้น สิ่งที่บิล เกตส์ กล่าวไว้ดูจะไม่ผิดไปจากความเป็นจริงนัก เมื่อการรับมือของมนุษย์ยังห่างไกลจากคำว่าพร้อมอยู่พอสมควร

“ในส่วนของทักษะพลเมืองดิจิทัลทั้ง 8 แบบ ไม่รองรับการรับมือกับสถานการณ์โรคระบาด แล้วก็รวมถึง Infodemic หรือการระบาดของข่าวปลอมด้วย แล้วการไม่รองรับมันแปลว่าต้องเพิ่มเติมอะไรสักอย่างเข้าไปเพื่อทำให้ทักษะพลเมืองดิจิทัลรองรับมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน การที่เรามีทักษะพลเมืองดิจิทัลไม่ครบทั้ง 8 อย่างนั้นก็ได้สร้างผลกระทบเหมือนกัน นั่นคือการทำให้สถานการณ์โรคระบาดและโรคระบาดข่าวปลอมเลวร้ายลงไปด้วย ก็คือเราขาดอะไรบางอย่างพร้อมรับมัน แต่ในเวลาเดียวกันความไม่สมบูรณ์ของเรามันทำให้หลายอย่างเลวร้ายลง” พีรพล กล่าว

ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ อสมท กล่าวต่อไปว่า 2.การรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้า ยกตัวอย่างที่ประเทศจีน มีแพทย์ท่านหนึ่งที่พบความผิดปกติอันเป็นสัญญาณโรคระบาด แต่เมื่อไปแจ้งหน่วยงานของรัฐให้ช่วยเตือนประชาชนกลับถูกจับกุมและไม่ยอมให้เผยแพร่เรื่องนี้ ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างเสรีโดยเฉพาะในจีน อาจส่งผลกับสถานการณ์ในเวลาต่อมาได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังพบทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory)ที่สนับสนุนสมมุติฐานต่างๆแม้กระทั่งนำภาพข่าวจากต่างประเทศมาทำให้สถานการณ์ในประเทศที่ไม่ดีอยู่แล้วยิ่งแย่ลง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นประเทศใด สิ่งที่พบเหมือนกันคือเมื่อสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มรุนแรงขึ้น จะพบชุดข้อมูลที่คล้ายกันเสมอ เช่น คนล้ม โดยในประเทศไทยที่สถานการณ์รุนแรงช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 2563 ก็มีภาพนี้ และเมียนมาที่ระบาดหลังไทยก็เจอภาพและข้อความในทำนองเดียวกันเป็นภาษาเมียนมา

3.การรับมือข่าวปลอม แม้ความตระหนักจะเป็นเรื่องดี แต่เมื่อไปบวกกับความบกพร่องของการสื่อสาร เช่น การมีอยู่ของข่าวปลอมและการสร้างข่าวปลอมยังสร้างรายได้ให้คนปล่อยข่าวได้อยู่
ซึ่งข่าวปลอมบนโลกออนไลน์นั้นส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในโลกจริงด้วย เพราะด้วยความเป็นโรคอุบัติใหม่และแต่ละคนต้องการปกป้องตนเอง อินเตอร์เนตจึงกลายเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารสำคัญ

4.การปรับตัวเผชิญสถานการณ์ ในช่วงที่การระบาดรุนแรง เกิดนวัตกรรมเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันทั้งในโลกจริง เช่น ตู้ปันสุขและบนโลกออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ทางวิชาการในต่างประเทศบางแห่ง เปิดให้เข้าไปอ่านงานวิจัยได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และ 5.การอยู่กับสถานการณ์ เรื่องนี้ยังทำได้ไม่ดีนัก ดังจะเห็นว่าระยะหลังๆ ไม่ค่อยมีใครสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) แพลตฟอร์มไทยชนะกันแล้ว

“มีการ์ตูนที่ออกมาจากหน่วยงานที่ชื่อว่า Infodemic Management (การบริหารจัดการข่าวลวง/ข่าวลือ) ซึ่งเป็นศาสตร์ใหม่ของ WHO เขาบอกมีหมาป่ากับแกะ หมาป่าบอกว่ารู้ไหมว่าฉันเป็นหมาป่า แกะตัวหนึ่งบอกว่าหมาป่าไม่กินเด็ก ก็คือกินแต่คนแก่คนป่วยเท่านั้น ถ้าเราร่างกายแข็งแรงหมาป่าก็ไม่กัด อีกตัวหนักเลยบอกไม่มีหมาป่าอยู่จริง คือมันอาจเกิดปรากฏการณ์แบบนี้ได้ แล้วผมว่าทุกวันนี้ก็เกิดปรากฏการณ์นี้กับหลายๆ เรื่อง” พีรพล ระบุ

ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์อสมท ฝากทิ้งท้ายว่า แม้ทั้ง 5 วิชานี้จะมีทั้งที่สอบผ่านและไม่ผ่าน แต่การสอบไม่ผ่านก็เป็นโอกาสในการปรับตัว และลำพังทักษะการเป็นพลเมืองดิจิทัลเดิม 8 ข้ออาจไม่พอ ต้องมีข้อที่ 9 คือ “เชื่อมโยงและแยกแยะโลกจริงกับโลกออนไลน์ได้ชัดเจน” บางครั้งเราให้น้ำหนักกับโลกอินเตอร์เนตแยกจากโลกจริงมากเกินไป และบางครั้งเราก็เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดในโลกดิจิทัลจะมาเกิดในชีวิตจริงได้ด้วย

เช่น ความเคยชินกับการทำอะไรผิดๆ ไปก่อนแล้วค่อยมาตามลบตามแก้ทีหลังจากการกด Undo บนคอมพิวเตอร์ ทั้งที่ชีวิตจริงไม่มีปุ่ม Undo หรือ Reset แต่บางเวลากลับนำนิสัยที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อผู้คนในโลกจริงไปใช้กับผู้คนบนโลกออนไลน์ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นเพราะสุ่มเสี่ยงถูกหลอกลวงได้ ดังนั้นหากทำให้คนแยกแยะและเชื่อมโยงระหว่างโลกทั้ง 2 ได้ ยุคใหม่ของพลเมืองดิจิทัลที่โลกจริงกับโลกเสมือนประสานกันก็น่าจะไปได้ไกลขึ้น

ขณะที่ ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิสื่อมวลชนศึกษา กล่าวเสริมว่า สิ่งที่น่าทำการศึกษาต่อไปคือในช่วงก่อนเกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19สังคมได้เตรียมความพร้อมไว้บ้างหรือไม่อย่างไร และหลังจากนี้ควรจะเตรียมความพร้อมสังคมอย่างไร รวมถึงข้อเสนอเกี่ยวกับทักษะดิจิทัล ข้อ 9 เรื่องเชื่อมโยงและแยกแยะโลกจริงกับโลกออนไลน์ได้ชัดเจน จะให้คำแนะนำที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

อีกด้านหนึ่ง อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ CEO บริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น ฝากประเด็นชวนคิดว่าด้วยปรากฏการณ์“ทัวร์ลง” หรือการปั่นกระแสให้มวลชนยกพวกไปโจมตีเป้าหมายบนพื้นที่ออนไลน์ ซึ่งคนบนโลกออนไลน์จำนวนไม่น้อยพร้อมจะเชื่อข้อมูลนั้นด้วยเพราะมีอารมณ์เป็นที่ตั้ง โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบเสียก่อนว่าข้อความที่มีการปั่นกระแสนั้นมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

“เรื่องนี้ถือเป็นโรคระบาดอีกชนิดหนึ่งหรือไม่” เพราะหากเป็นผู้ที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี ด้านหนึ่งอาจเชื่อข่าวปั่นกระแสนั้นโดยง่าย และอีกด้านหากวันหนึ่งโดนทัวร์อาจถึงขั้นสุขภาพจิตเสียได้!!!

หมายเหตุ : การจัดสัมมนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุคนิว นอร์มอล” เป็นความร่วมมือกันของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน)หรือ TIJ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), Centre for Humanitarian Dialogue (HD), ภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย, สถาบัน Change Fusion และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน

แพทย์วอนอย่าผลักวัยรุ่นท้องออกจากโรงเรียนเพราะห่วงชื่อเสียง เหตุตัดโอกาสชีวิตทั้ง ‘แม่-ลูก’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – แพทย์วอนอย่าผลักวัยรุ่นท้องออกจากโรงเรียนเพราะห่วงชื่อเสียง เหตุตัดโอกาสชีวิตทั้ง‘แม่-ลูก’ (naewna.com)

แพทย์วอนอย่าผลักวัยรุ่นท้องออกจากโรงเรียนเพราะห่วงชื่อเสียง เหตุตัดโอกาสชีวิตทั้ง‘แม่-ลูก’

แพทย์วอนอย่าผลักวัยรุ่นท้องออกจากโรงเรียนเพราะห่วงชื่อเสียง เหตุตัดโอกาสชีวิตทั้ง‘แม่-ลูก’

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 22.35 น.

15 ธ.ค. 2563 ศ.พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองประธานคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาอิสระด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุมร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ในกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ในพื้นที่ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี ณ ร.ร.ราชประชานุเคราะห์ 40 ว่า แม้ปัจจุบันจะมี พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ที่ส่งเสริมให้วัยรุ่นหญิงยังได้เรียนต่อแม้จะตั้งครรภ์ก็ตาม

แต่ในความเป็นจริงพบมีหลายกรณีที่เด็กกลุ่มนี้ต้องออกจากการศึกษาในระบบไปสู่การเรียนในช่องทางการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เนื่องจากยังมีผู้บริหารหรือครูของบางโรงเรียนมองว่าการมีเด็กตั้งครรภ์ในโรงเรียนทำให้เสื่อมเสียภาพลักษณ์ ซึ่งตนเป็นห่วงในเรื่องนี้มากเพราะการที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาคือการตัดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตัวเด็กเอง และย้อนกลับมาเป็นผลกระทบต่อสังคม

“การตั้งครรภ์มันเป็นเรื่องธรรมชาติของผู้หญิงคนหนึ่ง ปกติคนในชุมชนในสังคมก็เป็นเช่นนั้น ฉะนั้นเขาก็ควรได้รับสิทธิ์กลับมาเรียนในโรงเรียนเดิม คือในระบบการศึกษาสามัญ ไม่ใช่ออกโรงเรียนแล้วก็ไปเรียน กศน. ซึ่งเรารู้ว่าเวลาที่เรียน กศน. เมื่อจบไปทำงาน ความรู้พื้นฐานมันจะไม่เท่ากับระบบปกติ มีการศึกษาของ TDRI (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย) พบว่าถ้าเด็กที่ตั้งครรภ์แล้วออกจากโรงเรียน จะมีความสูญเสียทางเศรษฐกิจ คือเขาไม่สามารถที่จะมีอาชีพไปทำงาน หรือว่ารายได้ในอนาคตเขาจะสูญหายไป 2-2.5 แสนล้านบาท” ศ.พญ.สุวรรณา ระบุ

ศ.พญ.สุวรรณา กล่าวต่อไปว่า หากผู้หญิงขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ ไม่เพียงตนเองไม่เข้มแข็งแต่ยังส่งผลไปถึงลูกของผู้หญิงคนนั้นด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีผลการศึกษาพบว่า แม่ที่มีระดับการศึกษาสูงมีแนวโน้มจะสามารถเลี้ยงลูกให้เติบโตมาอย่างมีสุขภาพดี เช่น มีน้ำหนัก-ส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน ป้องกันลูกจากโรคภัยไข้เจ็บ ตรวจสุขภาพและรับวัคซีนได้ครบถ้วน ตลอดจนการสนับสนุนให้ลูกได้เรียนสูงๆ ได้มากกว่าแม่ที่มีระดับการศึกษาน้อย

ที่สำคัญคือหากมองในระยะยาว พ่อแม่ของแม่วัยรุ่นในวันนี้ย่อมต้องกลายเป็นผู้สูงอายุวัยเกษียณในอนาคต หากคนรุ่นหลังมีปัญหาเรื่องคุณภาพแล้วใครจะดูแลผู้สูงอายุที่แก่เฒ่าชราลง ดังนั้นตนย้ำถึงความสำคัญของการไม่ตัดโอกาสแม่วัยรุ่นออกจากการศึกษาในระบบ ซึ่งสามารถจัดการศึกษาได้ เช่น ตอนที่อายุครรภ์ยังไม่มาก ท้องยังไม่โตอย่างชัดเจนก็เรียนในโรงเรียนไปตามปกติ เมื่ออายุครรภ์มากท้องโตแล้วก็อาจจะเรียนออนไลน์ที่บ้าน โดยเมื่อมีการสอบครูก็ไปจัดสอบและคุมสอบให้ที่บ้าน และเมื่อคลอดแล้วก็กลับมาเรียนที่โรงเรียนตามเดิม เป็นต้น

“เขาอาจจะจบได้ทันเพื่อน หรืออาจจะเหลื่อมไปประมาณ 1 ปีก็ไม่เป็นไร แต่บางคนถูกเปิดเผยข้อมูลทำให้เขาถูกตีตรา ทำให้เขาไปเรียนที่โรงเรียนเดิมไม่ได้ ครูก็อาจจะพาเขาไปเรียนในโรงเรียนใกล้เคียงกัน แล้วเขาก็จบปกติได้ ฉะนั้นอยากจะให้เรียนในระบบปกติไม่ใช่ระบบ กศน. ก็ต้องเปลี่ยนที่ทัศนคติของครู อย่ามองว่าเด็กพวกนี้เป็นสีดำ ทำให้โรงเรียนไม่เป็นโรงเรียนสีขาว อยากจะให้มองว่าเราช่วยอนาคตของชาติ ช่วยกันสร้างชาติ” ศ.พญ.สุวรรณา กล่าวในท้ายที่สุด

อาชีวะอุบลฯ ส่งเสริมการเรียนรู้สู่โลกอาชีพผลิตเค้ก คุกกี้ จำหน่ายส่งท้ายปีหนู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – อาชีวะอุบลฯ ส่งเสริมการเรียนรู้สู่โลกอาชีพผลิตเค้ก คุกกี้ จำหน่ายส่งท้ายปีหนู (naewna.com)

อาชีวะอุบลฯ ส่งเสริมการเรียนรู้สู่โลกอาชีพผลิตเค้ก คุกกี้ จำหน่ายส่งท้ายปีหนู

อาชีวะอุบลฯ ส่งเสริมการเรียนรู้สู่โลกอาชีพผลิตเค้ก คุกกี้ จำหน่ายส่งท้ายปีหนู

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 17.33 น.

อาชีวะอุบลฯ ส่งเสริมบูรณาการเรียนรู้สู่โลกอาชีพ รังสรรค์เค้ก คุกกี้ ผลิตภัณฑ์ดี มีคุณภาพ จำหน่ายส่งท้ายปีหนูรับปีฉลู 2564

วันที่ 15 ธ.ค.63 ดร.พงษ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เปิดเผยว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี จัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ประจำปี 2564 ด้วยการให้นักเรียน นักศึกษาได้นำทักษะวิชาชีพของตนไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นการบูรณาการการเรียนการสอนให้นักเรียน นักศึกษาคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ และสามารถนำวิชาความรู้สร้างรายได้ระหว่างเรียนอีกทางหนึ่งด้วย จึงได้จัดกิจกรรมผลิตและจำหน่ายเค้ก คุกกี้ เนื่องในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ประจำปี 2564 

โดยคณะครู นักเรียน นักศึกษา ในแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ ได้ผลิตสินค้าดี มีคุณภาพในราคาย่อมเยา ออกจำหน่ายให้กับประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานีและพื้นที่ใกล้เคียงที่สนใจ ได้แก่ คุกกี้คอนเฟลก จำหน่ายเป็นกล่อง ปริมาณกล่องละ  600 กรัม ขายในราคา 260 บาท และจำหน่ายเป็นถุง ปริมาณถุงละ 200 กรัม จำหน่ายในราคา 100 บาท อัตราการผลิตในการจำหน่ายครั้งนี้ ผลิตตามกำลังการผลิตของคณะครูและนักเรียน นักศึกษา ได้คุกกี้ชนิดกล่อง กล่องละ 600 กรัม จำนวน  600 กล่อง และคุกกี้ชนิดถุง ถุงละ 200 กรัม จำนวน 500 ถุง ซึ่งสามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนกว่าสินค้าจะหมด

ในส่วนเค้กนั้นจัดทำ 3 ชนิดได้แก่ เค้กเนยสดหน้าครีม เค้กเนยสดหน้าแยม จำหน่ายในราคาปอนด์ละ 180 บาท และเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม ขนาด 2 ปอนด์   จำหน่ายในราคากล่องละ 240 บาท ทั้งนี้สามารถสั่งจองและสั่งซื้อเค้กได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป – จนถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2563 และรับสินค้าได้ในระหว่างวันที่ 28-30 ธันวาคม 2563  นี้ 

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อเค้กและคุกกี้ ผลงานนักเรียน นักศึกษา แผนกวิชาอาหารและโภชนาการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี โดยติดต่อได้ที่ร้านเบเกอรี่อาชีวะอุบลราชธานี,โรงแรมอาชีวะอุบลฯ ตรงข้ามกาชาดจังหวัดอุบลราชธานี หมายเลขโทรศัพท์ 045-250111
 

ศธ.เตรียมแผนจัดงานวันเด็กแห่งชาติปี 64 พร้อมวางมาตรการป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ศธ.เตรียมแผนจัดงานวันเด็กแห่งชาติปี 64 พร้อมวางมาตรการป้องกันโควิด-19 (naewna.com)

ศธ.เตรียมแผนจัดงานวันเด็กแห่งชาติปี 64 พร้อมวางมาตรการป้องกันโควิด-19

ศธ.เตรียมแผนจัดงานวันเด็กแห่งชาติปี 64 พร้อมวางมาตรการป้องกันโควิด-19

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.09 น.

15 ธ.ค.63 นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2564 ครั้งที่ 2/2563 ว่า ที่ประชุมหารือวางแผนจัดงานวันเด็กประจำปี 2564 ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 วันด้วยกัน โดยในวันที่ 6 มกราคม 2564 ศธ.จะนำเยาวชนที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ จำนวน 1,017 คน เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมรับฟังโอวาทจากนายกรัฐมนตรี

ส่วนงานวันเด็กซึ่งตรงกับวันที่ 9 มกราคม 2564 ซึ่งจัดขึ้นที่ ศธ. ที่ประชุมได้หารือวางแผนการจัดงานอย่างรอบคอบ เพราะการจัดงานวันเด็กปี 2564 นี้จะแตกต่างจากปีอื่นๆ เพราะขณะนี้ยังมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 อยู่ ดังนั้น การจัดงานจะต้องมีจุดคัดกรองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครอง และเด็กๆ ที่เดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติและจะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยมาร่วมงาน รวมถึงรักษาการเว้นระยะห่างด้วย ซึ่งทุกจุดคัดกรองจะมีหน่วยงานจากสาธารณสุขมาร่วมดูแลในนการวัดอุณหภูมิ บริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูมาร่วมดูแลรักษาความปลอดภัยและเฝ้าระวังมิจฉาชีพให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมวันเด็กด้วย พร้อมกับมีหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน 58 หน่วยงาน มาร่วมจัดบูธ จัดกิจกรรมมากกว่า 100 บูธ และส่งของขวัญมาร่วมกิจกรรม

นอกจากนี้ มีอาสาสมัครอาชีวะ และลูกเสือ กว่า 300 คน มาช่วยทำความเข้าใจเกี่ยวการรักษาระยะห่างเพื่อป้องกันโควิด-19 และอำนวยความสะดวกให้กับน้องๆและผู้เข้าร่วมงานด้วย” ปลัด ศธ.กล่าว

‘ครูตั้น’ ชี้สถานศึกษามีมาตรการป้องกันฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ครูตั้น’ชี้สถานศึกษามีมาตรการป้องกันฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน (naewna.com)

'ครูตั้น'ชี้สถานศึกษามีมาตรการป้องกันฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน

‘ครูตั้น’ชี้สถานศึกษามีมาตรการป้องกันฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.22 น.

“ครูตั้น” ชี้สถานศึกษามีมาตรการป้องกันฝุ่น PM2.5เกินมาตรฐาน ส่วนกิจกรรมกลางแจ้งของนร.ให้ผอ.ตัดสินใจงดหรือไม่

15 ธ.ค.63 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.ได้ หารือถึงปัญหา ฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน รวมถึงให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ PM 2.5 ไปดูแลและมอบให้กระทรวงคมนาคม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปหามาตรการที่เหมาะสมในการดูแลช่วงที่ค่า PM 2.5 เกินมาตรฐานนี้ สำหรับในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ นั้น ทางโรงเรียนก็มีมาตรการอยู่แล้วในการใช้น้ำฉีดฝอยเพื่อลดค่า PM 2.5 ภายในสถานศึกษา

“ส่วนการให้เด็กทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงนี้ทางโรงเรียนสามารถบริหารจัดการได้อยู่แล้วโดยให้ดูที่ความปลอดภัยของนักเรียน ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนก็สามารถตัดสินใจให้งดกิจกรรมได้หากเห็นว่าค่า PM2.5 เกินมาตรฐาน” รมว.ศธ. กล่าว

‘เสมา1’ เตรียมพัฒนาคนรองรับสถานการณ์โลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘เสมา1’เตรียมพัฒนาคนรองรับสถานการณ์โลก (naewna.com)

'เสมา1'เตรียมพัฒนาคนรองรับสถานการณ์โลก

‘เสมา1’เตรียมพัฒนาคนรองรับสถานการณ์โลก

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.15 น.

“เสมา1” เตรียมพัฒนาคนรองรับสถานการณ์โลก หลังหารือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เมื่อเร็วๆนี้ ว่า ที่ประชุมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำงานร่วมกัน เนื่องจากแผนงานการพัฒนาประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งแผนงานเหล่านี้เกี่ยวข้องกับ ศธ. เพราะศธ.เป็นหน่วยงานในการพัฒนาคน โดยตนได้อธิบายและเสนอแผนงานในการพัฒนาการศึกษาของ ศธ.ไป เช่น การพัฒนาโรงเรียนคุณภาพในจังหวัดต่างๆ การพัฒนาโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง เป็นต้น จากการหารือเรื่องการพัฒนาคนด้านกีฬา ที่ประชุมเห็นว่ากีฬาเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องผลักดันให้เกิดมากขึ้นในชีวิตประจำวันของนักเรียน

ซึ่งขณะนี้ ศธ.​มีแนวคิดที่จะผลักดันเรื่องกีฬาในชีวิตประจำวันของนักเรียน โดยให้นักเรียนเล่นกีฬาเพื่ออกกำลังกาย ประมาณ 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กสัมผัสกีฬาที่หลากหลาย และค้นหาความถนัดของตนเอง เช่น การจัดกีฬาสีภายในโรงเรียน หรือจัดแข่งขันกับโรงเรียนอื่น ๆ ส่วนจะผลักดันได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ขึ้นอยู่กับจำนวนนักเรียนของแต่ละโรงเรียน หรือการพัฒนาครูให้มีทักษะด้านกีฬามากขึ้น ซึ่งต่อไป ศธ.จะสรุปข้อมูลจำนวนครูที่สนใจเข้าร่วมฝึกกีฬาชนิดต่างๆ เพื่อเสริมสร้างทักษะครูให้ครูสามารถฝึกสอนนักเรียนได้ ทั้งนี้ ตนหวังว่าถ้า ศธ.ลดภาระครูลง เชื่อว่าครูจะมีเวลาในการเรียนการสอนและมีเวลาร่วมกิจกรรมอื่น ๆมากขึ้น

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ส่วนความร่วมมือด้านวัฒนธรรม ที่ประชุมเสนอว่าอาจจะต้องมีการปรับการเรียนการสอนด้านวัฒนธรรม การเผยแพร่วัฒนธรรมระหว่างจังหวัด ผ่านการทัศนศึกษา หรือรับข้อจากมูลกระกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน หรือจะร่วมมือการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม​ในโรงเรียนหรือห้องสมุด เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม​ของชาติและของท้องถิ่นด้วยตนเอง เชื่อว่า ศธ.​และวธ.สามารถแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้ร่วมกันได้ รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้เด็กเห็นความสำคัญในการรักษาวัฒนธรรม​ของตน

“ส่วนการร่วมมือด้านพัฒนาทรัพยากร​มนุษย์​​นั้น ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัล, การพัฒนาครูต้นแบบด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี, การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบทักษะศตวรรษที่ 21 ตลอดจนการจัดทำข้อมูลสารสนเทศกำลังคนที่มีความสามารถพิเศษของประเทศ​ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ศธ.ได้วางแผนพัฒนาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะสามารถพัฒนาได้มากแค่ไหน ต้องวางแนวการพัฒนาอีกครั้ง ส่วนความร่วมมือพัฒนาแรงงานนั้น ถ้า ศธ.สามารถพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพมากขึ้น มีห้องปฏิบัติการต่างๆในระดับชั้นประถมศึกษาเพื่อเสริมทักษะด้านอาชีพ และทักษะชีวิตให้กับนักเรียน ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถตัดสินใจอนาคตตัวเองได้ว่าต้องการเรียนต่อสายอาชีพ หรือสายสามัญ ทั้งหมดนี้ก็กลับมาที่ ศธ.ที่ต้องผลักดันให้แต่ละโรงเรียนมีจำนวนนักเรียนไม่เกิน 2,000 คน หรือ 1,500 คน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีคุณภาพ โดย ศธ.ได้แลกเปลี่ยนแผนการทำงานกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯ ซึ่งผมคิดว่ามีแนวทางปฏิบัติที่คล้ายกัน เพียงแต่ในส่วนของศธ.จะต้องพัฒนาเรื่องเหล่านี้อย่างเข้มข้นมากขึ้น เพราะถ้าเราทำงานช้าจะไม่ทันต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน” นายณัฏฐพล กล่าว

‘อนุชา’ มอบที่ปรึกษาฯร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.9 ที่สกลนคร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘อนุชา’มอบที่ปรึกษาฯร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.9 ที่สกลนคร (naewna.com)

‘อนุชา’มอบที่ปรึกษาฯร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.9 ที่สกลนคร

‘อนุชา’มอบที่ปรึกษาฯร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.9 ที่สกลนคร

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 12.50 น.

‘อนุชา’มอบที่ปรึกษาฯร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.9 และเพื่อความเป็นสิริมงคลของประเทศ ณ วัดพระธาตุเชิงชุม สกลนคร 

15 ธันวาคม 2563 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้( 14 ธ.ค.)ได้มอบหมายให้ นางสาวณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และความเป็นสิริมงคลของประเทศ โดยมี พระสิริพัฒนาภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร รองเจ้าอาวาส วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร และ พระรัตนากรวิสุทธิ์ รองเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร เจ้าอาวาสวัดทุ่ง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ จำนวน 400 รูป มาร่วมพิธีที่วัดพระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร โดยมี นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนชาวสกลนครเข้าร่วมพิธีกว่า 1,000 คน 

ทั้งนี้ ในพื้นที่ จ.สกลนคร มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทุกวันพระเป็นปกติ แต่เนื่องด้วยที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ทุกวันเสาร์ ตามมติของมหาเถรสมาคม จึงทำให้ประชาชนมีความสนใจเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ทั้งการจัดพิธีในวันเสาร์และวันพระ โดยพบว่ามีประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ให้ความสนใจเข้าร่วมพิธี ประกอบกับวัตถุประสงค์ของการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.9 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ โดยน้อมนำหลักปฏิบัติทางพระพุทธศาสนามาใช้ และยังเป็นการเสริมสร้างสิริมงคลแก่ประเทศชาติ จากกรณีที่เกิดโรคระบาดและความไม่สงบทั้งปวง

‘สุวพันธุ์’ ปลื้มปิติในหลวง ร.10 มีพระราชดำรัสแก่เยาวชนจิตอาสา ย้ำเป็นพระราชดำรัสอันทรงคุณค่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘สุวพันธุ์’ปลื้มปิติในหลวงร.10 มีพระราชดำรัสแก่เยาวชนจิตอาสา ย้ำเป็นพระราชดำรัสอันทรงคุณค่า (naewna.com)

‘สุวพันธุ์’ปลื้มปิติในหลวงร.10 มีพระราชดำรัสแก่เยาวชนจิตอาสา ย้ำเป็นพระราชดำรัสอันทรงคุณค่า

‘สุวพันธุ์’ปลื้มปิติในหลวงร.10 มีพระราชดำรัสแก่เยาวชนจิตอาสา ย้ำเป็นพระราชดำรัสอันทรงคุณค่า

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 12.46 น.

‘สุวพันธุ์’ปลื้มปิติ​ในหลวงรัชกาลที่ 10 มีพระราชดำรัสแก่เยาวชนจิตอาสา ย้ำเป็นพระราชดำรัสอันทรงคุณค่า เป็นเครื่องนำทางชีวิต ชี้พระองค์เป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยอย่างแท้จริง

15 ธันวาคม 2563 นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสแก่เยาวชนจิตอาสา ที่ศูนย์ฝึกโรงเรียนจิตอาสา 904 บางเขน กรมทหาราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เมื่อค่ำวันที่ 12 ธ.ค.63 ว่า มีหลายคนมาพูดคุยเรื่องนี้ทั้งผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ รวมถึงเด็กๆ ลูกหลานที่คุ้นเคยซึ่งทุกคนต่างรู้สึกเช่นเดียวกัน โดยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นล้นพ้นที่ทรงพระราชทานข้อคิด ข้อห่วงใย คำแนะนำให้แก่เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรม ทั้งยังเป็นมงคลแก่คนไทยทั้งปวง ที่ได้อ่านหรือรับฟังพระราชดำรัสในวันนั้น นับเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าสำหรับเหล่าเยาวชนและคนไทยในอันจะนำไปคิดวิเคราะห์และใช้เป็นเครื่องนำทางชีวิตต่อไป

“ผมไม่ทราบว่าพวกเราที่ติดตามเรื่องนี้ได้เห็นข้อเท็จจริงที่สำคัญอยู่เรื่องหนึ่งหรือไม่ ผมได้อธิบายลูกหลานที่มาคุยด้วย เห็นหรือยังว่ากรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือที่เรียกกันว่า ราบ 11 นั้นถูกใช้อย่างไร เพื่อการใด หน่วยทหารราบหน่วยนี้ได้ถูกแปรสภาพจากหน่วยกำลังรบของกองทัพบกเป็นศูนย์ฝึกและพัฒนาเยาวชน พัฒนาภาวะผู้นำ พัฒนาหลักการดำรงชีวิต ไม่ใช่กองกำลังในพระองค์อย่างที่มีการพูดกล่าวหากันทั่วไป จากหน่วยที่เคยถูกใช้เป็นที่ตั้งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินหรือ ศอฉ. แก้ปัญหาการเมือง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของศูนย์ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาเยาวชน พัฒนาจิตใจ พัฒนาสังคม เป็นศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีแต่จะพัฒนาในทางสร้างสรรค์ยิ่งๆ ขึ้นไป นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่พระองค์ท่านทรงทำให้กับบ้านเมือง และทั้งหมดนี้เป็นไปตามพระปฐมบรมราชโองการ สืบสาน รักษา ต่อยอด นี่คือความจริงที่ลูกหลานได้เข้าใจกันเสียที”

นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ดีใจกับเยาวชนทั้ง 271 คนที่ได้เข้าเฝ้าฯอย่างใกล้ชิด ได้ตั้งคำถามข้อสงสัยที่มีในใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของเยาวชนที่มีต่อในหลวงและพระราชินีของพวกเขา ทำให้ผมได้เห็นถึงความรัก ความห่วงใยที่พวกเขามีต่อทั้งสองพระองค์ ดีใจกับพวกเขาที่ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสตอบ พระองค์ท่านไม่ได้อ่าน ไม่ได้ใช้ภาษาเขียน เป็นพระราชดำรัสที่มาจากพระราชหฤทัยอย่างแท้จริง ถ้าพูดแบบคนธรรมดา การถามและตอบเป็นเรื่องจากใจถึงใจ จากใจของพระเจ้าแผ่นดินสู่ใจของลูกหลานพระองค์ท่าน ผมเชื่อว่าเยาวชนทั้ง 271 คนจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต เป็นต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดีในครอบครัว ชุมชน และสังคมรอบๆ ตัวเขา

นอกจากนี้ ตนได้อ่านพระราชดำรัสในวันนั้นหลายรอบด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ได้หลักคิด ได้เครื่องกำกับจิตใจในการดำรงชีวิตและการทำงาน แนวพระราชดำริที่ปรากฎสามารถถ่ายทอดให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้คิดวิเคราะห์ สำหรับการสร้างชีวิตของตนเองให้มีความสุข มั่นคง ก้าวหน้า และเผื่อแผ่ถึงสังคม ชาติบ้านเมืองโดยรวมได้ด้วย

“พระราชดำรัสได้สะท้อนให้เห็นกันทั่วไปว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยอย่างแท้จริง พระองค์ทรงอยู่เหนือความขัดแย้งใดๆ ทรงปรับเปลี่ยนในหลายสิ่งให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและราษฎร ทรงยึดมั่นพระราชปณิธานปิดทองหลังพระมาโดยตลอด ทรงมีพระขันติวิริยะอย่างไม่ย่อท้อ ที่สำคัญยิ่งพระองค์ท่านทรงยึดเอาประโยชน์ของแผ่นดินและประชาชนเป็นที่ตั้ง จึงทรงครองแผ่นดินโดยธรรมอย่างแท้จริง”

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา เรามีงานที่เกี่ยวข้องกับเยาวชน การสร้างเมล็ดพันธุ์เยาวชนที่เป็นเมล็ดพันธุ์ดีทั้งร่างกายและจิตใจ มีภาวะผู้นำ มีจิตอาสา ยึดมั่นในประโยชน์ของส่วนรวม จะขอน้อมนำแนวทางตามพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน นำทางการทำงานด้านเยาวชนของคณะกรรมาธิการ รวมทั้งจะติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการดำเนินการของภาคส่วนต่างๆ เพื่อนำไปสู่การทำให้ชาติไทย คนไทย ดำรงอยู่คู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดไป

ครูประถม เขต 1 สุโขทัย รับฟัง นโยบายสี่ประการ สร้างการพัฒนา สู่มิติการศึกษาอย่างยั่งยืน ครบสี่อำเภอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ครูประถม เขต 1 สุโขทัย รับฟัง นโยบายสี่ประการ สร้างการพัฒนา สู่มิติการศึกษาอย่างยั่งยืน ครบสี่อำเภอ (naewna.com)

ครูประถม เขต 1 สุโขทัย รับฟัง นโยบายสี่ประการ  สร้างการพัฒนา สู่มิติการศึกษาอย่างยั่งยืน ครบสี่อำเภอ

ครูประถม เขต 1 สุโขทัย รับฟัง นโยบายสี่ประการ สร้างการพัฒนา สู่มิติการศึกษาอย่างยั่งยืน ครบสี่อำเภอ

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางกัลยา มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1เป็นประธานการประชุมข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสัญจร ประจำปีงบประมาณ 2564 เดินทางลงพื้นที่พบเพื่อนครูครบทั้ง 4 อำเภอ ในพื้นที่รับผิดชอบโดยมีผู้บริหาร ครู และลูกจ้างทุกคนเข้าร่วมประชุม ซึ่งก่อนเริ่มวาระการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน ได้ร่วมกันกล่าวปฏิญญาเขตพื้นที่การศึกษาสุจริต ในการแสดงพลังการปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตภายในสถานศึกษา จากนั้นได้ร่วมประชุมเพื่อรับทราบนโยบาย 4 สร้างการพัฒนา สู่มิติการศึกษาอย่างยั่งยืน ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต1และนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในการขับเคลื่อนการศึกษาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นักวิจัยดีเด่น มรภ.สงขลาพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยใช้องค์ความรู้ทางพอลิเมอร์แปลงคุณค่าวัสดุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – นักวิจัยดีเด่น มรภ.สงขลาพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยใช้องค์ความรู้ทางพอลิเมอร์แปลงคุณค่าวัสดุ (naewna.com)

นักวิจัยดีเด่น มรภ.สงขลาพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน  โดยใช้องค์ความรู้ทางพอลิเมอร์แปลงคุณค่าวัสดุ

นักวิจัยดีเด่น มรภ.สงขลาพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยใช้องค์ความรู้ทางพอลิเมอร์แปลงคุณค่าวัสดุ

วันอังคาร ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผศ.ดร.พลพัฒน์ รวมเจริญ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและยุทธศาสตร์สถาบัน มรภ.สงขลา รับรางวัลนักวิจัยดีเด่น ราชภัฏวิจัย ครั้งที่ 6 ราชภัฏ ราชภักดิ์ :สืบสานศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้องค์ความรู้ทางพอลิเมอร์ ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน-ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม เริ่มจากการทำวิจัยพื้นฐานในระดับห้องปฏิบัติการ อย่างต่อเนื่องจนสามารถมีการขยายผลงานวิจัยไปสู่การสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ และสามารถใช้องค์ความรู้จากการวิจัยเพื่อช่วยชุมชนและผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสังเคราะห์วัสดุพอลิเมอร์จากสารตั้งต้นที่ได้จากธรรมชาติและพลาสติกที่ใช้แล้ว เช่น การทำผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติที่ผ่านการดัดแปลงโครงสร้างทางเคมีให้มีคุณสมบัติเฉพาะใกล้เคียงกับยางสังเคราะห์ เช่นมีคุณสมบัติทนน้ำมัน สามารถใช้งานภายใต้สภาวะอุณหภูมิสูงและทนโอโซนได้ ผลิตภัณฑ์โฟมและไม้เทียมจากขวดน้ำดื่มที่ใช้แล้ว เพื่อนำขยะพลาสติกมาใช้ให้เกิดประโยชน์และมูลค่าเพิ่ม โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย จาก วช. และ สกว. ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลงานวิจัยสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ โดยได้รับทุนจากต่างประเทศในการทำวิจัยและกิจกรรมทางวิชาการ ได้แก่ทุน Centre national de la recherche scientifique เพื่อทำวิจัยที่ Institute of Materials Jean Rouxel, Université de Nantes และขณะที่ทำวิจัยยังได้รับเชิญเป็น visiting lecturer ที่ Départment Materiaux, Ecole Polytechnique de l’Université de Nantesปัจจุบันเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยร่วมไทย-ฝรั่งเศส Franco-Thai Cooperation Programme inHigher Education and Research เรื่อง New eco-efficient constructing materials from waste poly(ethylene terephthalate) (PET) and renewable resources Université de Nantes, Le Mans Universitéและ Université de Haute Alsace

ผศ.ดร.พลพัฒน์ รวมเจริญ กล่าวต่อไปว่า  จากการทำวิจัยอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดองค์ความรู้เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีตามความต้องการของชุมชนและผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม
ดังนี้ 1.ชุมชนทุ่งนุ้ย อ.ควนกาหลง จ.สตูล ในการทำผลิตภัณฑ์ไม้กาบหมากเป็นภาชนะและอุปกรณ์ใช้สอย เป็นการส่งเสริมอาชีพของประชาชนในชุมชน 2.ผลิตไม้เทียมน้ำหนักเบาภายใต้โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อสนับสนุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ทำให้สามารถผลิตไม้เทียมที่มีน้ำหนักลดลงกว่าเดิม ส่งผลให้ช่วยลดต้นทุนในการขนส่ง และเป็นประโยชน์ช่วยให้ผู้ใช้แรงงานสามารถขนย้ายไม้เทียมในการก่อสร้างได้โดยสะดวกและปลอดภัยขึ้น