ศธ.‪ทำบุญตักบาตร วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ‘ในหลวง ร.9’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ศธ.‪ทำบุญตักบาตร วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ’ในหลวง ร.9′ (naewna.com)

ศธ.‪ทำบุญตักบาตร วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ'ในหลวง ร.9'

ศธ.‪ทำบุญตักบาตร วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ’ในหลวง ร.9′

วันศุกร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 09.44 น.

“เสมา 1″นำคณะผู้บริหารการเมืองและข้าราชการศธ.‪ทำบุญตักบาตร วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของ”ในหลวง ร.9” วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ประจำปี 2563‬

เมื่อเวลา 07.00 น.‬วันที่ 4 ธันวาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธาน‪ในพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร , วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2563‬ ณ บริเวณสนามหญ้ากระทรวงศึกษาธิการ โดยมี คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) , นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหาร และบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมในพิธี

โดยเวลา 06.00 น.พระสงฆ์และสามเณร ฉันภัตตาหารเช้า ณ ศูนย์อาหารกระทรวงศึกษาธิการ ชั้น 2 อาคารรัชมังคลาภิเษก เวลา 07.00 น.พระสงฆ์ 10 รูป ขึ้นนั่งอาสนะสงฆ์ภายในเต็นท์พิธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานในพิธี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา อาราธนาศีลประธานสงฆ์ให้ศีล เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา อาราธนาพระปริตร พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์

จากนั้น ประธานพิธี และผู้บริหาระดับสูงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม ประธานในพิธี ทอดผ้าไตร จำนวน 10 ไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์ พระสงฆ์อนุโมทนาประธานในพิธี กรวดน้ำ ประธานในพิธี กราบลาพระรัตนตรัย ถวายความเคารพพระบมฉายาลักษณ์ ต่อจากนั้น รมว.ศธ.พร้อมด้วยคุณหญิงกัลยา , นางกนกวรรณ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมใส่บาตรพระสงฆ์และสามเณร 89 รูป เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

‘บิ๊กบี้’ เปิดทบ.จัดงานรำลึกรัชกาลที่ 9 ‘พ่อสร้าง ลูกสาน สายใยผูกพัน’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘บิ๊กบี้’เปิดทบ.จัดงานรำลึกรัชกาลที่ 9 ‘พ่อสร้าง ลูกสาน สายใยผูกพัน’ (naewna.com)

'บิ๊กบี้'เปิดทบ.จัดงานรำลึกรัชกาลที่ 9 'พ่อสร้าง ลูกสาน สายใยผูกพัน'

‘บิ๊กบี้’เปิดทบ.จัดงานรำลึกรัชกาลที่ 9 ‘พ่อสร้าง ลูกสาน สายใยผูกพัน’

วันศุกร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 09.35 น.

“บิ๊กบี้”เปิดทบ.จัดงานรำลึกรัชกาลที่ 9 “พ่อสร้าง ลูกสาน สายใยผูกพัน” พร้อมเชิญชวนจุดเทียนชัย-รับเสด็จ”ในหลวง-ราชินี”วันที่5ธ.ค. พร้อมสั่งจัดทำภาพถ่าย”ร.9-ร.10″เสด็จฐานทหาร-เยี่ยมราษฎร แจกกองกำลัง-หมู่บ้าน เพื่อเป็นอนุสรณ์

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2563 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อมภริยา เป็นประธานจัดกิจกรรมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 5 ธ.ค.2563 กิจกรรมประกอบด้วย พิธีตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 20 รูป จากวัดโสมนัสราชวรวิหาร ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีถวายราชสักการะและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ จากนั้นชมนิทรรศการเผยแพร่พระเกียรติคุณ “พ่อสร้าง ลูกสาน สายใยผูกพัน” และกิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

พล.อ.ณรงค์พันธ์ กล่าวว่า การที่ได้มาชุมนุมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ ที่แห่งนี้ต่างน้อมจิตตั้งมั่น เพื่อร่วมการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 9 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี ปวงพสกนิกรใต้ร่มพระบารมีทั่วราชอาณาจักรต่างประจักษ์ชัดแจ้งในพระเกียรติคุณพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ทรงทุ่มเทพลังพระวรกาย และพระสติปัญญา คิดค้นโครงการในพระราชดำริหลายพันโครงการอันเป็นประโยชน์อย่างอเนกอนันต์แก่ประเทศชาติ ทั้งได้พระราชทานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไว้เป็นแนวทางให้ประชาชนได้ดำเนินชีวิตอย่างมีภูมิคุ้มกัน ปวงประชาอาณาราษฎรต่างสำนึกซาบซึ้ง และระลึกอยู่เสมอว่านับเป็นบุญอันประเสริฐโดยแท้ที่ได้มีชีวิตอยู่อย่างผาสุกร่มเย็น บนผืนแผ่นดินไทยภายใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น เปรียบประดุจดวงประทีปของแผ่นดินที่ส่องนำทางสร้างความรุ่งเรืองแก่ชาติบ้านเมืองมายาวนานตลอดรัชสมัยแห่งพระองค์ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อเหล่าปวงชนชาวไทย ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะขอสืบสานพระราชปณิธานด้วยความจงรักภักดีจะยึดมั่นในการปฏิบัติดี รักษาชาติบ้านเมือง และจะน้อมนำแนวทางตามที่ได้พระราชทานไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติตน เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติ และประชาชนสืบไป

พล.อ.ณรงค์พันธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในวันที่ 5 ธ.ค.เวลา 15.00 – 20.30 น.กองทัพบกยังได้จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณบริเวณสนามหญ้า และด้านหน้า บก.ทบ.โดยภายในงานมีกิจกรรมที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีด้วยการร่วมรับ – ส่งเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และจุดเทียนมหามงคล ซึ่งจะมีการฉายพระราชกรณียกิจ และภารกิจของกองทัพบกผ่านระบบสื่อผสม รวมทั้งมีการจัดเลี้ยงอาหาร พร้อมเครื่องดื่ม และการแสดงดนตรีจากนักร้องของกรมดุริยางค์ทหารบก กองพันปฏิบัติการจิตวิทยา และนักร้องจากภายนอกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม กองทัพบกขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งกองทัพบก รวมทั้งส่วนราชการและภาคพลเรือน จัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

จากนั้น พล.อ.ณรงค์พันธ์ ได้เดินชมนิทรรศการ “พ่อสร้าง ลูกสาน สายใยผูกพัน” ซึ่งจัดแสดงภาพถ่ายและวีดีทัศน์พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงดำเนินไปเยี่ยมกำลังพลตามที่ตั้งฐานทหารในช่วงสงครามต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ทุรกันดาร โดย พล.อ.ณรงค์พันธ์ ได้ขอให้เจ้าหน้าที่นำภาพถ่ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ที่ออกราชการสนามเหล่านี้จัดใส่กรอบรูป เมื่อเวลาที่ไปตรวจเยี่ยมกองกำลังต่างๆ จะได้นำไปมอบไว้ตามฐานทหาร ในขณะเดียวกันหมู่บ้านต่างๆ ที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปก็ขอให้นำภาพเหล่านี้ไปมอบให้ด้วย สั่งให้กรมกิจการพลเรือนทหารบกจัดเตรียมภาพที่ขนาดใหญ่พอสมควร เพื่อนำไปติดไว้เป็นอนุสรณ์และได้รำลึกถึงภารกิจของทั้งสองพระองค์

‘สถ.’ จับมือ ‘กสศ.’ ระดมช่วยเหลือ นร.ทุนเพื่อมความเสมอภาค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘สถ.’จับมือ‘กสศ.’ระดมช่วยเหลือ นร.ทุนเพื่อมความเสมอภาค (naewna.com)

‘สถ.’จับมือ‘กสศ.’ระดมช่วยเหลือ นร.ทุนเพื่อมความเสมอภาค

‘สถ.’จับมือ‘กสศ.’ระดมช่วยเหลือ นร.ทุนเพื่อมความเสมอภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 19.04 น.

3 ธ.ค.63 นายทวี  เสริมภักดีกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)  เปิดเผยภายหลังการประชุมชี้แจงการดำเนินงานการขอรับเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข (นักเรียนทุนเสมอภาค) ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ให้แก่กองการศึกษาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้อำนวยการสถานศึกษา และบุคคลากรทางการศึกษา โรงเรียนในสังกัด อปท.กว่า1,700 แห่งทั่วประเทศ ผ่านระบบ Teleconference ว่า

ในการดำเนินการภาคเรียนที่1ปีการศึกษา 2563 สถ.ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)ได้พัฒนาหลักเกณฑ์กระบวนการคัดกรองนักเรียนยากจนด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม และการจัดสรรเงินอุดหนุนเป็นรายบุคคลที่สอดคล้องกับสถานการณ์ COVID-19เพื่อบรรเทาการมาเรียนและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีนักเรียนในสังกัด อปท.ได้รับเงินช่วยจาก กสศ.จำนวน 9,214 คน ครอบคลุมโรงเรียน 475 โรงเรียน ทั้งนี้ในภาคเรียนที่ 2/2563สถ.ตั้งเป้าหมายร่วมกับสถานศึกษาสังกัด อปท.ค้นหานักเรียนยากจนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 และยังไม่ได้เข้าสู่ระบบการคัดกรองที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น พร้อมเน้นย้ำให้สถานศึกษาให้ความสำคัญและทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อไม่ให้นักเรียนเสียสิทธิ์จากการช่วยเหลือของ กสศ.

นายทวี กล่าวว่า นอกจากนี้ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา สถ.และกสศ.ได้มีการติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษา และมีการเร่งรัดให้กองการศึกษาท้องถิ่นติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษาให้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขของ กสศ.2 เรื่องสำคัญ คือ 1) การติดตามการบันทึกใบสำคัญรับเงิน (กสศ.06) กรณีที่นักเรียนรับเงินสดผ่านสถานศึกษา 2) การบันทึกเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุนฯ คือ การบันทึกการมาเรียน และน้ำหนักส่วนสูง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่จะเป็นประโยชน์ในการติดตามนักเรียนและช่วยเหลือต่อไป จึงขอความร่วมมือกองการศึกษาท้องถิ่นในการติดตามสถานศึกษาที่ด้วย

 “วันนี้ความร่วมมือเรื่องฐานข้อมูลถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะข้อมูลสถานะนักเรียนรายบุคคล เพราะนักเรียนที่จะได้รับเงินอุดหนุนฯต้องอยู่ในเกณฑ์ยากจนครัวเรือนมีรายได้ไม่เกิน 3.6 หมื่นบาทต่อปี และจากการให้ครูได้ไปติดตามลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนทำให้เห็นสภาพปัญหาของเด็กว่าจะช่วยเหลือตรงไหนได้บ้าง กสศ.ก็จะสนับสนุนเรื่องเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข ส่วนอปท.จะดูเรื่องมิติทางสังคมการช่วยเหลือทางกายภาพที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการประสานงานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปช่วยเหลือด้านสวัสดิการต่างๆอย่างเหมาะสม” รองอธิบดี สถ. กล่าว 

ดร.ไกรยส  ภัทราวาท รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 หลายครอบครัวของเด็กนักเรียนยากจนพิเศษหรือนักเรียนทุนเสมอภาคต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจ ที่อาจกระทบไปถึงตัวเด็กนักเรียนจนเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ซึ่ง กสศ.ได้ติดตามเฝ้าระวังผลกระทบจากสถานการณ์โควิท-19 ต่อครัวเรือนนักเรียนทุนเสมอภาคมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน ที่ผ่านมา โดยได้ปรับปรุงการทำงาน และกระบวนการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และจากการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดจากการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านของครูทั่วประเทศในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค.ที่ผ่านมา ที่พบว่ารายได้เฉลี่ยต่อคนต่อวันของครัวเรือนนักเรียนทุนเสมอภาคลดลงเหลือเพียงวันละ36บาท และมีอัตราการว่างงานเฉลี่ยในครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ44 เป็นร้อยละ73

 “จึงอยากขอความร่วมมือจากท้องถิ่นจังหวัด ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้องระดมความร่วมมือในการค้นหาและคัดกรองนักเรียนยากจน เพื่อไม่ให้มีนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ ดังนั้นการคัดกรองข้อมูลนักเรียนถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นฐานการทำงานร่วมกันระหว่าง กสศ. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เด็กๆที่ยากจนที่สุดในประเทศได้มีโอกาสรับเงินอุดหนุน จาก กสศ.เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นได้ ทั้งนี้ปีการศึกษา2563 กสศ. ได้ขยายความช่วยเหลือนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ครอบคลุมทั้ง76จังหวัดทั่วประเทศแล้ว” ดร.ไกรยส กล่าว

รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า ขณะเดียวกันกสศ. ยังได้ดำเนินการปรับปรุงระบบการทำงานเพื่อลดภาระงานของคุณครูทั่วประเทศใน 2 เรื่องคือการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษาในสังกัด ผ่านแอพพลิเคชั่น CCT MONITOR  เพื่อเสริมการทำงานของกองการศึกษาท้องถิ่น ในการสร้างความเข้าใจ ติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษา รวมทั้งการลดภาระการทำงานด้านข้อมูลของครู และทำความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ทุกสาขาทั่วประเทศ ให้นักเรียนทุนเสมอภาคสามารถเข้าถึงการเปิดบัญชีพร้อมเพย์ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการเปิดบัญชีและค่ารักษาบัญชี (บัญชี 0 บาท) กับทั้ง 3 ธนาคารได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เด็กและครอบครัว และช่วยให้ครูมีเวลาในการสอนในห้องเรียนได้อย่างเต็มที่

ดร.ไกรยส กล่าวว่า ส่วนสถานศึกษาที่รับรองข้อมูลนักเรียนไม่ทันตามกำหนดระยะเวลา สามารถดำเนินการได้ในช่วงเปิดเทอมภาคเรียนที่ 2/2563 เมื่อผ่านกระบวนการรับรองตามเวลาที่กำหนด จะได้รับเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขได้ทันในภาคเรียนที่ 2 อย่างแน่นอน ขอให้คุณครูทุกท่านรีบดำเนินการส่งข้อมูลเข้ามา และในปีการศึกษา 2/2563 นี้ ทาง กสศ. จะจัดสรรทุนเสมอภาคในส่วนที่เหลืออีก1,000 บาท ตรงให้แก่ครอบครัวนักเรียนทุนเสมอภาคเช่นเดิม

‘อนุชา’ เชิญ​ร่วมสร้างพระอุโบสถ​ ถวายเป็นพระราชกุศล ‘ในหลวง รัชกาลที่ 9’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘อนุชา’เชิญ​ร่วมสร้างพระอุโบสถ​ ถวายเป็นพระราชกุศล’ในหลวง รัชกาลที่ 9’ (naewna.com)

'อนุชา'เชิญ​ร่วมสร้างพระอุโบสถ​ ถวายเป็นพระราชกุศล'ในหลวง รัชกาลที่ 9'

‘อนุชา’เชิญ​ร่วมสร้างพระอุโบสถ​ ถวายเป็นพระราชกุศล’ในหลวง รัชกาลที่ 9’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 19.03 น.

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2563 นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอเชิญชวนกัลยาณมิตรทั้งหลายร่วมทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ เนื่องจากพระอุโบสถหลังเดิมได้ชำรุดเสียหายเป็นอย่างมาก และไม่สามารถประกอบศาสนกิจได้และได้พระบรมราชานุมัติให้นำแบบการก่อสร้างพระอุโบสถ ตามแบบพระอุโบสถวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ไปดำเนินการก่อสร้างได้

จึงใคร่เชิญชวนกัลยาณมิตรทั้งหลายร่วมงานผ้าป่าสามัคคีในครั้งนี้ ร่วมบุญตามกำลังตามศรัทธาธรรม ใน​วันเสาร์ที่​ 5 ธันวาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 11.00 น.เป็นต้นไป ณ วัดอุดมสันติ ตำบลหนองกี่ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

นักเรียนกว่าห้าพัน ประทับใจโครงการเด็กดีมีที่เรียน มมส.เน้นนักเรียนคุณธรรม จริยธรรม บำเพ็ญประโยชน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – นักเรียนกว่าห้าพัน ประทับใจโครงการเด็กดีมีที่เรียน มมส.เน้นนักเรียนคุณธรรม จริยธรรม บำเพ็ญประโยชน์ (naewna.com)

นักเรียนกว่าห้าพัน ประทับใจโครงการเด็กดีมีที่เรียน มมส.เน้นนักเรียนคุณธรรม จริยธรรม บำเพ็ญประโยชน์

นักเรียนกว่าห้าพัน ประทับใจโครงการเด็กดีมีที่เรียน มมส.เน้นนักเรียนคุณธรรม จริยธรรม บำเพ็ญประโยชน์

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.)  เปิดเผยว่าในปีการศึกษา 2564 นี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคามมีแผนการรับบุคคลเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี “โครงการเด็กดีมีที่เรียน” โดยมีการเปิดรับสมัครจำนวน 676 ที่นั่งจากทั้งหมด 17 คณะวิทยาลัย75 สาขาวิชา โครงการเด็กดีมีที่เรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมนักเรียน จากสถานศึกษาทั่วประเทศที่ทำความดีมีคุณธรรม จริยธรรมเป็นที่ประจักษ์ ช่วยเหลือสังคมและอุทิศตนเพื่อส่วนรวมตระหนักในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมและมีส่วนร่วมในการป้องกันและรณรงค์สารเสพติดทุกชนิด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเป็นองค์ประกอบหลักในการพิจารณาคัดเลือกนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยมหาสารคามซึ่งในปีการศึกษา 2564 มีนักเรียนจากทั่วประเทศเดินทางเข้ามาสอบสัมภาษณ์ในรอบนี้รวมกว่า 5,000 คน 

นางสาวศิรินุช ปราบพาถ นักเรียนจากโรงเรียนพระพุทธบาทวิทยาคม จังหวัดหนองคาย สมัครเรียนในสาขาอนามัยสิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้เข้ามาสอบสัมภาษณ์ในครั้งนี้ว่า เป็นความใฝ่ฝันของตนเองที่อยากเรียน สาขาอนามัยและสิ่งแวดล้อม คณะสาธารณสุขศาสตร์ พอเรียนจบไปแล้วทำงานสามารถเลี้ยงดูครอบครัวตนเองได้ แล้วยังกล่าวอีกว่า รู้สึกประทับใจในมหาวิทยาลัยมหาสารคามมีบรรยากาศ ร่มรื่น สวยงาม น่ามาศึกษาเล่าเรียน และที่สำคัญยังมีพี่ๆ ทุกคน มีความเป็นกันเอง

นายยุทธนา อาจบัณฑิตย์ นักเรียนจากโรงเรียนค้อวิทยาคม จังหวัดนครพนม สมัครสอบในสาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้เข้ามาสอบสัมภาษณ์ในครั้งนี้ว่า ตนเองได้เตรียมตัวและออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่เช้าพร้อมขอพรจากแม่ และแม่บอกก่อนออกจากบ้านว่า “หมานๆ เด้อบักหล่า”พอเข้าห้องสอบอาจารย์ที่สอบสัมภาษณ์เป็นกันเอง สอบถามพูดคุยด้วยความเป็นกันเอง ทำให้ไม่เกร็งและตอบคำถามด้วยความราบรื่นดี รู้สึกมีความสุขและประทับใจในการมาสอบสัมภาษณ์ครั้งนี้

อว.เร่งเดินหน้าโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – อว.เร่งเดินหน้าโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ (naewna.com)

อว.เร่งเดินหน้าโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ 5 กลุ่มยุทธศาสตร์

อว.เร่งเดินหน้าโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ 5 กลุ่มยุทธศาสตร์

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยถึงโครงการปฏิรูปสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ พร้อมยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัยไทยให้ทัดเทียมนานาชาติและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุค 4.0 ได้อย่างสมบูรณ์ ว่า ภาคการศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก โดยเป็นปัจจัยพื้นฐานในการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตประชากรให้มีคุณภาพ การพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing
University) จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดการปฏิรูประบบอุดมศึกษา ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบนโยบายและกฎกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปี 2564 เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นเลิศสามารถผลิตบัณฑิตที่เชื่อมโยงกับความต้องการของประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใหม่ มีการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน การพัฒนาทักษะอาจารย์ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเรียนในศตวรรษที่ 21 พร้อมกันนี้ ยังเป็นการยกระดับมหาวิทยาลัยของไทยให้มีมาตรฐานทัดเทียมในระดับนานาชาติ โดยมหาวิทยาลัยจะได้ใช้ความรู้ ความสามารถและศักยภาพของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ตามกลุ่มยุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมีความถนัดและเชี่ยวชาญ ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยและยังสอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศอีกด้วย

รมว.กระทรวงการอุดมศึกษาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่าโครงการ Reinventing University ได้กำหนดทิศทางโดยการแบ่งกลุ่มสถาบันอุดมศึกษามุ่งตามยุทธศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนา การวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global & Frontier Research) คือ สถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งการวิจัยที่มีคุณภาพในระดับแนวหน้าของโลกหรือเฉพาะทาง สร้างและพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพหรือทักษะสูง ให้สามารถคิดค้นผลงานวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือในระดับสากล ผลิตบัณฑิตที่เป็นนักวิจัยหรือผลงานวิจัยในระดับนานาชาติ เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานโลก กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม (Technology & Innovation) มุ่งเน้นพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและเสริมสร้างนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ สร้างบัณฑิตที่มีทักษะ ความรู้ ความชำนาญ ให้สามารถนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการสร้างพัฒนา หรือต่อยอดเป็นนวัตกรรมใหม่ บ่มเพาะกลุ่มคน Start Up พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมในการสนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและอุตสาหกรรมของประเทศ กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ (Area-Based & Community) คือสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ด้วยการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของท้องถิ่นและภูมิภาค โดยเป้าหมายของสถาบันอุดมศึกษากลุ่มนี้ ต้องการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศในระดับครัวเรือนและชุมชน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและยั่งยืน

พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตรวมถึงความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชนให้ดีขึ้น โดยการนำความรู้มาพัฒนาและแก้ไขปัญหาร่วมกับชุมชนหรือเกษตรกร ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ในพื้นที่ กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาปัญญาและคุณธรรมด้วยหลักทางศาสนา (Moral & Intellectual Cultivation) ปัจจุบันมหาวิทยาลัยในหลายๆ ประเทศ มีการส่งเสริมให้นำหลักธรรมคำสอนทางศาสนา ผสมผสานเข้ากับวิชาการ เพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติในการใช้ชีวิตที่ดีและทำงานอย่างมีความสุขจึงเห็นควรให้มีการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษานี้โดยเฉพาะ โดยสถาบันกลุ่มนี้มีพันธกิจหลักเน้นผลิตบัณฑิตที่มีปัญญาและคุณธรรม มุ่งพัฒนาทางด้านจิตใจสติปัญญา รวมไปถึงพฤติกรรม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสังคมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน เพื่อให้นักศึกษามีทั้งความรู้และคุณธรรมควบคู่กันไป ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เกิดความรักความสามัคคีและมีน้ำใจเป็นหนึ่งเดียวกัน และกลุ่มสุดท้าย กลุ่มมุ่งยุทธศาสตร์ด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากรวิชาชีพและสาขาเฉพาะทาง (Specialized & Professional) เน้นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะ ความรู้ ทัศนคติ สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ เสริมสร้างบุคลากรสู่ความเป็นมืออาชีพ เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการในตลาดหรือการประกอบอาชีพเฉพาะทาง ที่มีความเชี่ยวชาญในเชิงลึก อาทิ มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยกีฬา วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ วิทยาลัยพยาบาล โรงเรียนนายร้อยตำรวจโดยในปีงบประมาณ 2565 อว. เตรียมเสนอของบประมาณในการผลักดันโครงการดังกล่าว จำนวน 11,000 ล้านบาท ซึ่งมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการต้องผ่านการประเมินตนเองตามกลุ่มยุทธศาสตร์ที่ถนัดและเหมาะสม ทั้งนี้สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/ReinventingUniversity/

เผยผลประกวด ‘ขายกระเพราให้โลกจำ’ งานส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจ ของ ม.ศรีปทุม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – เผยผลประกวด ‘ขายกระเพราให้โลกจำ’ งานส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจ ของ ม.ศรีปทุม (naewna.com)

เผยผลประกวด ‘ขายกระเพราให้โลกจำ’ งานส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจ ของ ม.ศรีปทุม

เผยผลประกวด ‘ขายกระเพราให้โลกจำ’ งานส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจ ของ ม.ศรีปทุม

วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ของคณะบริหารธุรกิจ SPU ที่เปิดเวทีแข่งขันแผนการตลาดระดับอุดมศึกษา เฟ้นหาสุดยอดฝีมือร่วมสร้างธุรกิจ “ขายกระเพราให้โลกจำ” ซึ่งเป็นเวทีส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยสาขาบริหารธุรกิจ ร่วมกับ สาขาการตลาดดิจิทัล เปิดเวทีจัดโครงการ “การประกวดแข่งขันแผนการตลาดระดับอุดมศึกษา” เพื่อเปิดโอกาสให้กับนักศึกษาที่มีแพชชั่นในการลงมือทำงานจริง ไม่ต้องฝึกงาน แต่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างธุรกิจ ร่วมกับ Penguin Eat Shabu ในหัวข้อ “ขายกระเพราให้โลกจำ” ชิงเงินรางวัลลงทุนรวม 450,000 บาท

สำหรับผลการแข่งขันการประกวดแผนการตลาดระดับอุดมศึกษาในครั้งนี้ ทีมที่ได้รับรางวัลมีทั้งสิ้น 3 ทีม โดยจะได้รับรางวัลทีมละ 150,000 บาท พร้อมด้วยการเทรนนิ่งแบบตัวต่อตัวกับ คุณต้น-ธนพันธ์ วงศ์ชินศรี เจ้าของ Penguin Eat Shabu,คุณโอ๊ต-ณัฐพร โสดาบรรลุช่างภาพ/ผู้กำกับหนังโฆษณาชื่อดัง และคุณมิ้น-อุกฤษฏ์ ตั้งสืบกุล Founder and CEO of Minted Acaderny งานนี้ฝึกงานจบมีโอกาสสัมภาษณ์ร่วมงานกับ Penguin และบริษัทชั้นนำในประเทศไทยอีกด้วย

และทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันการประกวดแผนการตลาดระดับอุดมศึกษา 2563 ได้แก่ 1.ทีมหมีขาว ประกอบด้วย นางสาวณัฐิญา ลักษณะอัฐ,นายธันวา พุ่มจันทร์ และนางสาวจิราภรณ์ พราหมณ์แก้ว นักศึกษา สาขาการตลาดดิจิทัล คณะบริหารธุรกิจ 2.ทีม PHENOMINAL ประกอบด้วย นางสาวไหมไทย ชัยประโคน, นางสาวหนึ่งหทัย สุพิพัฒน์ประเสริฐ และนางสาวศิริลักษณ์ เกตุจันทร์ นักศึกษาสาขาการจัดการธุรกิจดิจิทัล คณะบริหารธุรกิจ และ 3.ทีม Basic ประกอบด้วย นายจิรายุส บุญยิ่ง, นายอัษฐา สุนทร และนางสาวเมวดี เเก้วทิ้ง นักศึกษาคณะสหวิทยาการ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

รัฐ-เอกชนร่วมใจให้บริการฟรี รับ-ส่ง ร่วมงานวันพ่อแห่งชาติที่สนามหลวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รัฐ-เอกชนร่วมใจให้บริการฟรี รับ-ส่ง ร่วมงานวันพ่อแห่งชาติที่สนามหลวง (naewna.com)

รัฐ-เอกชนร่วมใจให้บริการฟรี รับ-ส่ง ร่วมงานวันพ่อแห่งชาติที่สนามหลวง

รัฐ-เอกชนร่วมใจให้บริการฟรี รับ-ส่ง ร่วมงานวันพ่อแห่งชาติที่สนามหลวง

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 18.34 น.

เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563

รัฐบาลขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมกิจกรรมเนื่องใน วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563 ดังนี้

1. กิจกรรมวันพ่อแห่งชาติ  ระหว่างวันที่ 1 – 6 ธันวาคม 2563  เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ถนนสนามไชย สวนสราญรมย์ และมิวเซียมสยาม

2.  กิจกรรมพิธีจุดเทียนมหามงคลเพื่อสดุดีพระเกียรติคุณและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ  5 ธันวาคม 2563 ในวันเสาร์ที่ 5 ธ.ค. 63 เวลา 19.19 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

กองอำนวยการร่วมการจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และ วันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563 ได้บริหารจัดการในการอำนวยความสะดวกประชาชน ที่มาชมงานวันพ่อแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563 ให้แต่ละหน่วยงานบริการฟรี ดังนี้

ขสมก. จัดรถ shuttle bus 8 เส้นทาง คือ กทม. 2, ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ, เมกาบางนา, พุทธมณฑล สาย4 ,สนามศุภชลาศัล, วงเวียนใหญ่, สถานีหัวลำโพง, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ฝั่งเกาะพญาไท) และรับส่งประชาชนจากจุดจอดรถมาสู่สนามหลวง

กรมเจ้าท่าให้บริการเรือข้ามฟากฟรี 3 ท่าเรือ ในแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นทาง ท่าเรือท่าช้าง -ท่าเรือวัดระฆัง-ท่าเรือวัดอรุณ ให้บริการ ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00น หรือจนกว่าจะแล้วเสร็จ เรือออกทุก 15 นาที

2. วันที่ 5 ธันวาคม 2563 กรมเจ้าให้บริการเรือฟรี

      คลองแสนแสบ กรมเจ้าท่าร่วมกับบริษัท ครอบครัวขนส่ง 2002 จำกัด ให้บริการเรือฟรี เส้นทาง ท่าเรือประตูน้ำ-ท่าเรือผ่านฟ้าลีลาศ ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-19.00น  เรือออกทุก 10 นาที

      แม่น้ำเจ้าพระยา กรมเจ้าท่าร่วมกับบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ให้บริการเรือฟรี

– ช่วงเช้า 2 เส้นทาง เวลา 10.00น และเวลา 12.00น

     ท่าเรือนนทบุรี-ท่าเรือท่าช้าง

     ท่าเรือสาทร – ท่าเรือท่าช้าง

– ช่วงเย็น 2 เส้นทาง เวลา 18.00น

    ท่าเรือท่าช้าง – ท่าเรือนนทบุรี

    ท่าเรือท่าช้าง – ท่าเรือสาทรรถไฟ. 

การรถไฟแห่งประเทศไทย

การเดินทางมีการเพิ่มตู้รถไฟฟรี 4 เส้นทาง ดังนี กทม.-อยุธยา, กทม.-ฉะเชิงเทรา, กทม.- นครปฐม, มหาชัย – วงเวียนใหญ่

คุณนริศรา ศรีสันต์ (ที่ปรึกษากลยุทธ์สื่อสารองค์กร บีทีเอสกรุ๊ป ) การให้บริการประชาชน วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563 วันพ่อปีนี้ คุณพ่อโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสฟรี ตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.00 น.ซึ่งพ่อและลูกจะต้องขึ้น/ลงสถานีเดียวกันเท่านั้น ติดต่อขอรับบัตรโดยสารฟรี ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสารบีทีเอส ต้องสวมหน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้า ก่อนเข้าระบบรถไฟฟ้า ตลอดเวลาใช้บริการ สอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์  หมายเลขโทรศัพท์  02 617 6000

นายณัฐภัทริ์ อุณหคงคา (ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ให้บริการฟรี 2 สายคือ สายสีม่วง สายสีน้ำเงิน เวลา 06.00 – 24.00 น. ติดต่อขอรับบัตรโดยสารฟรี ได้ที่ห้องจำหน่ายบัตรโดยสาร

ด้านการแพทย์

นายแพทย์เกษมสุข โยธาสมุทร(นายแพทย์ชำนาญการ)

สำหรับการให้บริการทางการแพทย์ วันชาติและวันพ่อแห่งชาติในวันที่ 5 ธันวาคม 2563 ที่จะถึงนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยร่วมปฏิบัติด้านการแพทย์ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานสังกัดสำนักการแพทย์และสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร โรงเรียนแพทย์ หน่วยแพทย์สังกัดกระทรวงกลาโหม โรงพยาบาลตำรวจ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพมหานคร และอาสามัครมูลนิธิ ได้จัดทีมแพทย์ขั้นสูงและขั้นพื้นฐาน พร้อมให้การดูแลพี่น้องประชานที่มาร่วมงาน ที่บริเวณพื้นที่สนามหลวงและบริเวณใกล้เคียงตลอดงาน

โดยมีจุดให้บริการทางการแพทย์หลักจำนวน 8 จุด ประกอบด้วยจุดบริการในพื้นที่สนามหลวงจำนวน 6 จุด และพื้นที่รอบสนามหลวงอีกจำนวน 2 จุด ที่มีทีมแพทย์พร้อมให้การรักษาและดูแลประชาชนอย่างทั่วถึงและยังได้มีการจัดเตรียมรถพยาบาลไว้รองรับในกรณีที่มีการเจ็บป่วยที่ต้องนำส่งโรงพยาบาล

นอกจากนั้นยังมีทีมเดินเท้าที่คอยดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ในการให้การดูแลพี่น้องประชาชนในเชิงรุก โดยถ้าประชาชนมีการเจ็บป่วยสามารถขอความช่วยเหลือได้

สำหรับมาตรการในการป้องกัน COVID-19 ซึ่งทั่วโลกยังมีการระบาดอยู่ ทางทีมด้านสาธารณสุขได้จัดเตรียมมาตรการไว้ โดยจะมีการวัดไข้ผู้ที่จะเข้าร่วมงาน มี alcohol แจกเพื่อให้ทุกท่านล้างมือ ซึ่งจะขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในการใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดงาน ท่านใดลืมหรือทำหน้ากากหล่นหายก็สามารถมารับที่เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ได้ครับ

ขอฝากในเรื่องการเตรียมตัว ที่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่จะมาร่วมงาน ท่านใดที่มีโรคประจำตัวขอให้พกยาติดตัวมาด้วย ช่วงกลางวันอาจมีแสงแดดที่ร้อนเตรียมหมวกเตรียมร่มมา   แล้วดื่มน้ำให้พอเพียง ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีสุขา เพราะได้มีการเตรียมรถสุขาไว้บริการเป็นที่เรียบร้อย ช่วงเย็น ๆ หรือกลางคืนก็อาจมีอากาศเย็น ก็ขอให้มีการแต่งกายที่อบอุ่นและที่สำคัญ หลายท่านอาจจะมีความประสงค์ที่จะมาเตรียมรับเสด็จแต่เนิ่น ๆ ก็ขอให้มีการพักผ่อนที่เพียงพอมาคืนก่อนหน้านั้น

สำหรับส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดจัดพิธีพร้อมกับส่วนกลาง ณ ศาลากลางจังหวัด หรือ สถานที่ที่เหมาะสม ส่วนในต่างประเทศ ให้สถานกงสุลพิจารณาจัดพิธีตามที่เห็นสมควร

ขอเชิญประชาชนทุกคนแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ ชุดไทย ผ้าไทย ชุดย้อนยุค ชุดพื้นเมือง ชุดท้องถิ่น ตามขีดความสามารถ หรือสวมใส่ชุดสุภาพ สีตามอัธยาศัย ขอความร่วมมืองดใส่สีดำ

เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งงนี้โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ

DGA จับมือพันธมิตร นำร่องเปิดใช้บริการ Digital Transcript ดันสู่ Digital Transformation เต็มรูปแบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – DGA จับมือพันธมิตร นำร่องเปิดใช้บริการ Digital Transcript ดันสู่ Digital Transformation เต็มรูปแบบ (naewna.com)

DGA จับมือพันธมิตร นำร่องเปิดใช้บริการ Digital Transcript ดันสู่ Digital Transformation เต็มรูปแบบ

DGA จับมือพันธมิตร นำร่องเปิดใช้บริการ Digital Transcript ดันสู่ Digital Transformation เต็มรูปแบบ

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 18.20 น.

สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือ DGA พร้อมเดินหน้าผลักดันการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลให้ครอบคลุมทุกมิติยกระดับสังคมไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยจับมือกับพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) และ คณะทำงานกำหนดมาตรฐานการจัดทำเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล (Digital Transcript)  จัดงาน “แถลงข่าวนำร่องการให้บริการ Digital Transcript” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเดินหน้าใช้ Digital Transcript เข้ามาตอบโจทย์สำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน อำนวยความสะดวกให้นิสิต/นักศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ลดขั้นตอนการรับสมัครเข้าทำงาน หรือรับสมัครเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องเสียเวลาในการตรวจสอบ Transcript ในรูปแบบกระดาษ ซึ่งถือเป็นปัญหาและความยุ่งยาก (Pain Point) และมีค่าใช้จ่ายในการจัดทำและจัดเก็บเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบกระดาษโดยเฉพาะการทำสำเนาเอกสารซ้ำหลายครั้ง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำการยกระดับการศึกษาไทยเข้าสู่ยุค Digital Transformation อย่างเป็นรูปธรรม 


ศ.ดร.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชนนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารงานและการให้บริการนิสิตนักศึกษา ประชาชน และหน่วยงานต่าง ๆ และยินดีสนับสนุนส่งเสริมโครงการ Digital Transcript อย่างเต็มที่ สำหรับเป้าหมายของโครงการ Digital Transcript เบื้องต้นอยากให้มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมนำร่องให้บริการให้ได้ภายในสิ้นปีการศึกษา 2563 คือ นิสิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษานี้จะได้รับ Transcript ในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสมัครงานหรือเรียนต่อได้ทันที และคาดหวังว่าจะสามารถขยายโครงการนี้ไปยังมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่สังกัดกระทรวงอื่น ๆ ในอนาคต

ด้าน ดร. สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เปิดเผยว่า “โครงการ Digital Transcript ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการรวมพลังผลักดันการศึกษาไทยก้าวสู่ยุค Digital Transformation อย่างเต็มรูปแบบ สามารถช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างมาก เช่น สำหรับนิสิต/นักศึกษา จะสามารถเข้าถึง Digital Transcript ของตนเองได้ผ่านช่องทางดิจิทัล ทุกที่ ทุกเวลา ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังสถานศึกษาเพื่อขอ Transcript ฉบับใหม่หรือค่าใช้จ่ายในการรับเอกสารทางไปรษณีย์ ด้านหน่วยงานที่ต้องใช้ Transcript ทั้งภาครัฐและเอกชน ก็จะลดภาระและขั้นตอนในการตรวจสอบความถูกต้องจริงแท้ (Authenticity) ของเอกสารสำคัญทางการศึกษาได้ และมีความเชื่อมั่นได้ว่า Digital Transcript ที่มี Digital Signature เป็นเอกสารจริงที่ออกโดยมหาวิทยาลัย และไม่ถูกปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ โดยสามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเอกสารด้วยตนเองเพียงใช้ซอฟต์แวร์พื้นฐาน และสถาบันอุดมศึกษาที่ออก Digital Transcript จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการจัดทำและจัดเก็บเอกสารรูปแบบกระดาษลงได้ในระยะยาว”
DGA ในฐานะหน่วยงานกลางที่มีหน้าที่ในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลได้ตระหนักถึงประโยชน์ที่ทุกฝ่ายจะได้รับ จึงได้เร่งเดินหน้าร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อนำร่องโครงการ Digital Transcript เปลี่ยนแปลงรูปแบบการออกเอกสารจากรูปแบบกระดาษเป็นรูปแบบดิจิทัลที่มีลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) สนับสนุนการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มีบทบาทสำคัญในการกำหนดและประกาศมาตรฐานข้อมูลสำหรับการจัดทำ Digital Transcript เพื่อใช้แลกเปลี่ยนเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานผ่านระบบดิจิทัล
โครงการ Digital Transcript นอกจากอำนวยความสะดวกแก่นิสิต/นักศึกษา และประชาชน ช่วยป้องกันการปลอมแปลงวุฒิการศึกษา และลดภาระของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเอกสารสำคัญทางการศึกษาแล้ว ยังนับเป็นการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลครั้งสำคัญของประเทศอีกด้วย ทั้งการปรับเปลี่ยนวิธีคิด (mindset) ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม (culture) และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (behaviour) ของสังคมให้ยอมรับและคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้าง ตรวจสอบ และใช้งานเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัลหรือ Digital Transcript ได้อย่างครบวงจร ซึ่งจะกลายเป็นต้นแบบ หรือ Model สำหรับการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลในประเด็นหรือมิติอื่น ๆ ของภาครัฐต่อไป” 

นางสาววิริยา เนตรน้อย ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) เปิดเผยว่า สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ดำเนินการปรับปรุงกระบวนการขั้นตอนการให้บริการของหน่วยงานของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การผลักดันการตราพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 การผลักดันให้หน่วยงานของรัฐยกเลิกการเรียกรับสำเนาเอกสารราชการจากประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการออกเอกสารหลักฐานของทางราชการในรูปแบบดิจิทัลโดยมุ่งเน้นเอกสารที่มีผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนและผู้ประกอบการ เช่น ใบอนุมัติ ใบอนุญาต ใบรับรองต่าง ๆ ซึ่ง Digital Transcript ของมหาวิทยาลัยอยู่ในกลุ่มนี้ นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันให้มีการจัดทำเอกสารอื่น ๆ ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล เช่น บัตรต่าง ๆ ของทางราชการ ใบเสร็จรับเงินของหน่วยงานของรัฐ ใบมอบอำนาจ รวมทั้งใบรับรองแพทย์ จนถึงปัจจุบันมีเอกสารของหน่วยงานของรัฐจำนวน 61 เอกสารที่เป็นรูปแบบดิจิทัลที่เป็นไปตามมาตรฐานเรียบร้อยแล้ว ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 จะผลักอีกอย่างน้อย 80 เอกสารให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่เป็นไปตามมาตรฐาน เมื่อทุกหน่วยงานสามารถออกเอกสารหลักฐานในรูปแบบดิจิทัลได้สำเร็จ นอกเหนือจากผู้ประกอบการที่จะได้ประโยชน์ในการตรวจสอบเอกสารได้อย่างสะดวกรวดเร็วแล้ว หน่วยงานของรัฐที่ต้องรับคนเข้าทำงานจะได้รับประโยชน์อย่างมากเช่นเดียวกัน ในส่วนของมหาวิทยาลัย ทางสำนักงาน ก.พ.ร. มุ่งหวังว่านอกจากจะออก Digital Transcript แล้ว อยากให้เอกสารประเภทอื่นปรับเป็นเอกสารดิจิทัลด้วย เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ดร.ชัยชนะ  มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า การผลักดันให้ภาครัฐเกิดการทำงานในรูปแบบ Digitization เปลี่ยนผ่านการให้บริการและการออกเอกสารสำคัญต่าง ๆจากแอนะล็อก เป็นดิจิทัล ETDA ได้เดินหน้าขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องโดยร่วมกับ คณะทำงานกำหนดมาตรฐานและแนวทางการจัดทำเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล (Digital Transcript) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำและประกาศใช้ ข้อเสนอแนะมาตรฐาน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่จำเป็นต่อธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ว่าด้วยข้อความอิเล็กทรอนิกส์สำหรับใบประมวลผลการศึกษา (Message Standard for Academic Transcript) เลขที่ ขมธอ.25-2563 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2563 ที่ผ่านมาเพื่อให้สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ใช้เป็นมาตรฐานแนวทางในการจัดทำใบประมวลผลการศึกษาในรูปแบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมและสอดคล้อง กับกฎระเบียบของแต่ละสถาบัน อำนวยความสะดวกแก่ นิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไปที่สำเร็จการศึกษาแล้ว รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สามารถเข้าถึงและตรวจสอบเอกสารสำคัญทางการศึกษาได้โดยง่าย รวดเร็ว และได้รับเอกสารในรูปแบบดิจิทัลที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของสากล 
สำหรับความสำคัญของมาตรฐานนี้ ได้มีการกำหนดโครงสร้างข้อมูลของข้อความอิเล็กทรอนิกส์ของใบประมวลผลทางการศึกษา เพื่อให้สถาบันการศึกษาใช้เป็นมาตรฐานแนวทางในการจัดทำข้อมูลในใบประมวลผลการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีโครงสร้างข้อมูลในรูปแบบ Message Package ที่มีให้เลือกใช้งานหลากหลายไฟล์ ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้งานได้ ตามที่ ETDA กำหนด ดังนั้น การมี Digital Transcript นับเป็นส่วนหนึ่งของการนำมาตรฐานไปสู่การปฏิบัติ ภายใต้ Digital Standard Landscape ที่ ETDA  หวังให้เป็นทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยหน่วยงานของรัฐจะต้องมีแพลตฟอร์มและ e-Service ภายใต้มาตรฐาน กฎเกณฑ์ ที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการ เพื่อร่วมกัน Go Digital ขับเคลื่อนประเทศ เศรษฐกิจและสังคมด้วยดิจิทัลไปพร้อมกันกับ ETDA

ผศ. ดร. ธัชวีร์ ลีละวัฒน์ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและวิทยาเขตกาญจนบุรี มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานคณะทำงานกำหนดมาตรฐานการจัดทำเอกสารสำคัญทางการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล กล่าวว่า คณะทำงานฯ ได้ร่วมกันพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับมาตรฐานข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการจัดทำ Digital Transcript โดยมี สพธอ. เป็นหน่วยงานสำคัญในการจัดทำและประกาศมาตรฐานดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถาบันต่าง ๆ ผ่านระบบดิจิทัล ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมจะเริ่มนำร่องให้บริการ Digital Transcript ในปีการศึกษา 2563 นี้ และจะร่วมกันขยายผลไปยังมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ในอนาคตต่อไป

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัวแสตมป์ 2 ชุดสำคัญของปวงชนชาวไทย พร้อมจำหน่าย 5 ธ.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ไปรษณีย์ไทยเปิดตัวแสตมป์ 2 ชุดสำคัญของปวงชนชาวไทย พร้อมจำหน่าย 5 ธ.ค.นี้ (naewna.com)

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัวแสตมป์ 2 ชุดสำคัญของปวงชนชาวไทย พร้อมจำหน่าย 5 ธ.ค.นี้

ไปรษณีย์ไทยเปิดตัวแสตมป์ 2 ชุดสำคัญของปวงชนชาวไทย พร้อมจำหน่าย 5 ธ.ค.นี้

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 16.47 น.

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2563 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดจำหน่ายแสตมป์ 2 ชุดสำคัญ ได้แก่ ชุดครบรอบ 88 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเป็นพระฉายาลักษณ์ในพระอิริยาบถประทับนั่งในฉลองพระองค์ชุดผ้าไหมไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในพระราชปณิธาน และพระราชกรณียกิจในการฟื้นฟู อนุรักษ์ ส่งเสริมและเผยแพร่ผ้าไทย ศิลปะอันล้ำค่าของชาติให้ดำรงคงอยู่คู่คนไทยและเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยและที่ชื่นชมของชาวโลก เบื้องหน้ามีแจกันปักดอกกุหลาบควีนสิริกิติ์ พื้นหลังสีฟ้าซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ  ประกอบอักษรพระนามาภิไธย ส.ก.จำหน่ายในราคาดวงละ 9 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 18 บาท พร้อมด้วยแสตมป์ชุดวันชาติ ที่นำเสนอภาพธงชาติไทยผืนใหญ่ที่กางบนอัฒจันทร์เชียร์กีฬา เพื่อแสดงออกถึงความสามัคคีของคนในชาติ อีกทั้งเพื่อให้ตรงกับวันชาติที่เปลี่ยนจากวันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เพื่อให้ตรงกับวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จำหน่ายในราคาดวงละ 5 บาท (เต็มแผ่น 10 ดวง) ซองวันแรกจำหน่าย 14 บาท

ทั้งนี้ แสตมป์ทั้ง 2 ชุด จะเปิดจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม เป็นต้นไป ที่ไปรษณีย์ทุกแห่งทั่วประเทศ พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร และจำหน่ายทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ www.thailandpostmart.com สอบถามเพิ่มเติมฝ่ายบริหารประสบการณ์ลูกค้าบริการไปรษณีย์ โทร 0 2573 5480, 0 2573 5463 พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน โทร 0 2271 2439