งานงอก ‘นักเรียนเลว’! ณัฏฐพลประสานดีอีเอส เตรียมเช็คบิลแพร่ข้อมูลครู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – งานงอก‘นักเรียนเลว’! ณัฏฐพลประสานดีอีเอส เตรียมเช็คบิลแพร่ข้อมูลครู (naewna.com)

งานงอก‘นักเรียนเลว’! ณัฏฐพลประสานดีอีเอส เตรียมเช็คบิลแพร่ข้อมูลครู

งานงอก‘นักเรียนเลว’! ณัฏฐพลประสานดีอีเอส เตรียมเช็คบิลแพร่ข้อมูลครู

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.49 น.

งานงอก‘นักเรียนเลว’! ณัฏฐพลประสานดีอีเอส เตรียมเช็คบิลแพร่ข้อมูลครู

2 ธันวาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยกรณีเว็บไซต์ของกลุ่มนักเรียนเลว เผยแพร่ข้อมูลครูและผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ไม่ให้นักเรียนแต่งชุดไปรเวทไปเรียน และจะมีการลงโทษ พร้อมไล่นักเรียนที่แต่งชุดไปรเวทกลับบ้าน ว่า ตนได้มอบให้ทีมกฎหมายตรวจสอบว่ารายชื่อครูที่ถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์เป็นเรื่องจริงหรือไม่ และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไรได้บ้าง พร้อมกับส่งข้อมูลให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พิจารณาข้อมูลการเผยแพร่รายชื่อครูที่ลงโทษเด็กผ่านเว็บไซต์ว่าเป็นการกระทำผิดในกระบวนการทางการกฎหมายอย่างไรบ้าง เพราะสิ่งที่ทำถือเป็นความผิดทางกระบวนการกฎหมายอยู่แล้ว

ทั้งนี้ จะเข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่กลุ่มนักเรียนนำออกมาเผยแพร่ด้วยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ และจะตรวจสอบทุกเรื่องที่มีความเห็นที่แตกต่างกัน ทั้งในโรงเรียนรัฐและโรงเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ดูแลอยู่ด้วย เพราะโรงเรียนแต่ละสังกัดมีกฎระเบียบที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ตนจะพิจารณาหาทางพัฒนาศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษา ซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ กระทรวงศึกษาธิการ (ศคพ.) เพื่อให้นักเรียนกล้าเข้ามาให้ข้อมูลครูที่ละเมิดสิทธิมากกว่าที่ผู้ถูกกระทำจะนำข้อมูลไปเผยแพร่ผ่านทางโซเชียลมีเดีย

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีกลุ่มนักเรียนเลว นัดชุมนุมที่หน้ากระทรวงศึกษาฯ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมา เพื่อแสดงสัญลักษณ์ โดยการนำผืนผ้าสีรุ้งมาติดที่กำแพงหน้ากระทรวงศึกษาฯ และ แสดงสัญลักษณ์ชูนิ้วกลางนั้น สังคมจะตัดสินได้ว่าความเหมาะสมคืออะไร ขณะนี้เรามีสิทธิเสรีก็สามารถทำได้ทุกอย่าง ซึ่งตนก็เข้าใจ แต่เรื่องของความเหมาะสมสังคมจะตัดสินได้

“ส่วนเรื่องเครื่องแบบนักเรียน ผมกำลังทบทวนอยู่ และรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา เพียงแต่ว่าต้องคำนึงถึงฝ่ายปฏิบัติด้วย เราอยากให้โรงเรียนใช้เวลากับการเรียนการสอนมากกว่ามานั่งจับผิดว่าวันนี้นักเรียนใส่ชุดเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม โป๊ไปหรือไม่ เรื่องการแต่งชุดไปรเวท ไม่ได้บอกว่าทำไม่ได้ แต่ต้องดูกฎระเบียบด้วย” รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. ระบุว่า คณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้องฯ ได้เสนอเรื่องดังกล่าวมาว่าให้สถานศึกษาตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ แต่ทางสถานศึกษาก็อยากให้ ศธ. มีแนวทางที่ชัดเจนในเรื่องการแต่งกาย เช่น ใส่ชุดไปรเวทได้กี่วัน วันไหนบ้าง ซึ่ง ศธ.กำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ ผมพร้อมรับฟังเรื่องต่าง ๆ เพราะสังคมที่อยู่ด้วยกันได้ต้องมีการรับฟังกัน ส่วนการตัดสินหรือกฎระเบียบจะออกมาเป็นอย่างไร คงไม่ถูกใจทุกฝ่าย ถึงวันนั้นอาจจะยกขบวนมาหาอีก เพราะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ

รมว.ศธ. กล่าวว่า ถ้านักเรียนเข้าใจระเบียบของสถานศึกษาว่าด้วยการแต่งกาย ก็จะพบว่าโรงเรียนสามารถกำหนดการแต่งกายได้อยู่แล้ว เช่น ถ้าโรงเรียนจะกำหนดให้นักเรียนใส่ชุดรูปแบบอื่น ต้องหารือกับกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียน เมื่อได้ข้อสรุปร่วมกันโรงเรียนต้องทำเรื่องขออนุญาตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) อย่างไรก็ตามวันนี้เรายังมีกฎระเบียบเรื่องเครื่องแต่งกายอยู่ จึงต้องปฏิบัติตามระเบียบนั้น และโรงเรียนเป็นสถานที่ให้ความรู้ และปลูกฝังเรื่องต่างๆให้กับนักเรียน ฉะนั้น การใส่เครื่องแบบถือเป็นการสร้างวินัยอย่างหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้รับรายงานหรือไม่ว่าผู้อำนวยการและครูที่ถูกกลุ่มนักเรียนเลวเปิดเผยชื่อจะฟ้องร้องด้วยหรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ขณะนี้ตนยังไม่ทราบและยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้

ด้านนายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวว่า การที่กลุ่มนักเรียนเลวเปิดเผยรายผู้อำนวยการโรงเรียนและครูที่ลงโทษนักเรียน ผ่านบัญชีหนังหมาสามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ในเรื่องการฟ้องร้องจะต้องให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.สั่งการมาก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้

ปิดตำนานไม้เรียว! ศธ.รื้อบทลงโทษนร.ล้าหลัง ร่อนโพลถามรร.-เด็กอยากให้แก้อะไรอีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ปิดตำนานไม้เรียว! ศธ.รื้อบทลงโทษนร.ล้าหลัง ร่อนโพลถามรร.-เด็กอยากให้แก้อะไรอีก (naewna.com)

ปิดตำนานไม้เรียว! ศธ.รื้อบทลงโทษนร.ล้าหลัง ร่อนโพลถามรร.-เด็กอยากให้แก้อะไรอีก

ปิดตำนานไม้เรียว! ศธ.รื้อบทลงโทษนร.ล้าหลัง ร่อนโพลถามรร.-เด็กอยากให้แก้อะไรอีก

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 14.57 น.

ปิดตำนานไม้เรียว! ศธ.รื้อบทลงโทษนร.ล้าหลัง ร่อนโพลถามรร.-เด็กอยากให้แก้อะไรอีก

2 ธันวาคม 2563 นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาธิการ สกศ.) ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎระเบียบที่ล้าหลังของสถานศึกษาที่กระทบต่อนักเรียน นักศึกษา เปิดเผยภายหลังการประชุม ว่า ตามที่คณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ที่มีนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นประธาน ได้ตั้งคณะทำงานด้านกฎระเบียบที่ล้าหลังฯขึ้นมา เพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายที่คณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้องฯได้มอบหมาย

ทั้งนี้ ในวันนี้ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูล 3 ชุด คือ 1.ข้อมูลที่ได้จากนักเรียนเสนอเข้ามา และข้อมูลจากที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำรวจจากโรงเรียนต่างๆขึ้นมา เช่น เรื่องทรงผม เครื่องแบบนักเรียน การลงโทษเด็กเกินกว่าเหตุ เรื่องหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การคุกคามนักเรียน 

2.เรื่องที่ประชุมคณะทำงานด้านกฎระเบียบฯเสนอขึ้นมาเอง เช่น เรื่องสภานักเรียน กรรมการสถานศึกษา และเครือข่ายผู้ปกครอง เพื่อให้มีองค์ประกอบที่สามารถช่วยดูแลโรงเรียนได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด ไม่ใช่ ศธ.เป็นผู้วางกฏระเบียบลงไปครอบคลุม เพราะโรงเรียนทั่วประเทศแตกต่างกัน จึงควรให้โรงเรียนมีโอกาสบริหารจัดการเอง 

3.พิจารณาข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา ว่าต้องการแก้ไขระเบียบอะไรเพิ่มเติมบ้าง ซึ่งที่ประชุมจะทำแบบสอบถามส่งให้โรงเรียนเพื่อให้นักเรียนเสนอความคิดเห็น

“ประเด็นส่วนใหญ่ที่นักเรียนสะท้อน และสพฐ.รวบรวมมามีประเด็นใหญ่ๆ 3 ประเด็น คือ เรื่องทรงผม เครื่องแบบนักเรียน และการลงโทษนักเรียนที่เกินกว่าเหตุ ทางคณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้องฯ ได้ดำเนินการแก้ไขเรื่องทรงผมและเครื่องแบบนักเรียนไปแล้ว ดังนั้นคณะทำงานด้านกฎหมายฯ จึงได้พิจารณาแก้ปัญหาเรื่องการลงโทษนักเรียน” นายอำนาจ กล่าว

นายอำนาจ กล่าวต่อว่า คณะทำงานด้านกฎระเบียบที่ล้าหลังฯ ได้หารือเรื่องระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียน พ.ศ.2548 ซึ่งกำหนดไว้ 4 เช่น ว่ากล่าวตักเตือน , ทำทัณฑ์บน , ตัดคะแนนความประพฤติ และทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ในที่ประชุมบางส่วนมองว่าตัวระเบียบนี้ลงโทษไม่รุนแรง และในระเบียบไม่ได้ระบุว่าต้องลงโทษนักเรียนด้วยการตี แต่การสื่อสารระเบียบนี้ไปยังโรงเรียนอาจจะไม่ดีพอ โรงเรียนอาจจะไม่เคยเห็นระเบียบหรือไม่เข้าใจระเบียบที่นำไปใช้  จึงยังพบปัญหาครูตีเด็กอยู่ในปัจจุบัน ที่ประชุมจึงมีมติว่าควรจะต้องมีการแก้ไขปรับเปลี่ยนระเบียบว่าด้วยการลงโทษนักเรียน พ.ศ. … เพื่อให้ตรงกับบริบทและตรงกับสถานการปัจจุบัน และเพื่อให้ทันสมัยมากขึ้น                 

“ฝ่ายกฎหมายจะนำเสนอผลการประชุมนี้เสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาข้อเรียกร้องฯชุดใหญ่ในครั้งต่อไป ในข้อกำหนดการลงโทษทั้ง 4 ข้อก็มีความเหมาะสม แต่จะเสนอเพิ่มเติมว่าคำนิยามต่างๆให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินการนั้นได้รับการยอมรับในโรงเรียน สามารถปฏิบัติได้จริงและโรงเรียนเข้าใจ และที่ประชุมเสนอว่าควรให้โรงเรียนออกระเบียบว่าด้วยการลงโทษนักเรียน แต่ให้โรงเรียนรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียนทุกคน เครือข่ายผู้ปกครอง ศิษย์เก่าและชุมชน ผู้แทน ร่วมพิจารณาร่างระเบียบของโรงเรียนเอง เพื่อให้โรงเรียนสร้างกฎกติกาให้เป็นที่ยอมรับของโรงเรียนเองและเพื่อให้ครูสามารถปฏิบัติตามระเบียบนั้นๆ” นายอำนาจ กล่าว

นายอำนาจ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในครั้งหน้าที่ประชุมจะนำกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2562 มาพิจารณาเพื่อให้ควบคู่สอดคล้องกับการแก้ไขระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการลงโทษนักเรียน และสอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และ พ.ร.บ.หลักสิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก และความคิดเห็นของเด็กและตอบสนองพัฒนาการของเด็กด้วยเพื่อให้ทุกคนอยู่อย่างปลอดภัย ระเบียบเรามีอยู่แล้ว แต่เวลาปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งในระเบียบไม่ได้บอกว่าให้ตีเด็ก ก็ยังมีตีเด็กอยู่ ดังนั้นเราต้องสร้างความเข้าใจให้ชัดเจนระหว่างระเบียบกับการปฏิบัติ การบังคับใช้กฎหมาย โดยให้โรงเรียนสร้างระเบียบของโรงเรียนขึ้นมาเองที่จะมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนเข้ามาร่วมจะเป็นการสร้างช่องทางในการเรียนรู้ระเบียบร่วมกัน สนองบริบทของเด็กในโรงเรียน และเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ทั้

“ผมคิดว่ายังมีระเบียบอื่น ๆอีกที่เด็กยังต้องการให้มีการแก้ไข เราจึงได้ทำแบบสอบถามกลับไปยังโรงเรียน หรือนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการให้มีการแก้ไขระเบียบต่าง ๆ ก็ให้เสนอความคิดเห็นเข้ามาได้อีก เพื่อจะได้นำข้อมูลมาประกอบการพิจารณา ซึ่งในวันที่ 9 ธันวาคม นี้ คณะทำงานด้านกฎระเบียบที่ล้าหลังฯจะมีการประชุมอีกครั้ง” นายอำนาจ กล่าว

‘สวนผักคนเมือง ครั้งที่ 6’ ไม่ทิ้งความมั่นคงทางอาหารไว้ข้างหลัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘สวนผักคนเมือง ครั้งที่ 6’ ไม่ทิ้งความมั่นคงทางอาหารไว้ข้างหลัง (naewna.com)

‘สวนผักคนเมือง ครั้งที่ 6’  ไม่ทิ้งความมั่นคงทางอาหารไว้ข้างหลัง

‘สวนผักคนเมือง ครั้งที่ 6’ ไม่ทิ้งความมั่นคงทางอาหารไว้ข้างหลัง

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับเทศกาล “สวนผักคนเมือง ครั้งที่ 6” เมื่อช่วงปลายเดือนพ.ย. 2563 ที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กับ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ซึ่ง ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า เนื่องจากผักและผลไม้เป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งวิตามิน เกลือแร่ ใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ

รวมถึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs เช่น ความดัน เบาหวาน) ที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยถึงร้อยละ 70 แต่ผลการสำรวจพบมีคนไทยเพียง 4 ใน 10 คนที่ได้รับประทานผัก/ผลไม้ในปริมาณเพียงพอ ซึ่งอาจมาจากปัจจัยแวดล้อม เช่น ร้านสะดวกซื้อที่เน้นขายอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูปที่มีปริมาณไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูง หรือร้านอาหารจานด่วนที่มีผักผลไม้เป็นส่วนประกอบน้อย เป็นต้นทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าแต่ละวันควรบริโภคผัก/ผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม

ขณะที่ นางสุภา ใยเมืองผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) กล่าวว่า โครงการสวนผักคนเมือง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ตระหนักถึงปัญหาคนเมืองด้านอาหารมากที่สุดโดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพสังคม และสิ่งแวดล้อม จึงพยายามยกระดับการพึ่งตนเอง เริ่มจากปรับชุดความคิดคนเมือง ให้รู้จักปลูกผักแบบไม่ใช้สารเคมี ทำให้ทุกคนมีส่วนแสดงความคิดเห็นพัฒนาระบบอาหารยั่งยืนควบคู่กับวิถีชีวิตที่เกื้อกูลธรรมชาติ ผ่านกลไกการตลาดที่เชื่อมโยงสู่ผู้บริโภคในรูปแบบ City Farm Market

ซึ่งวิกฤติในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554ฝุ่น PM2.5 และการระบาดของไวรัสโควิด-19 ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตของคนเมือง ความท้าทายนี้จะยังคงเป็นปัญหาที่ไม่มีคำตอบและไม่มีทางออก แต่เมื่อเริ่มปลูกผัก คนเมืองจะได้สัมผัสคุณค่าของพื้นดิน ทำให้เข้าใจวิถีเกษตรกรรมธรรมชาติ และเรียนรู้ว่าการปลูกเมืองคือการปลูกชีวิต

ด้าน ผศ.ดร.สักรินทร์ แซ่ภู่ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า โจทย์สำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างระบบอาหารยั่งยืนคือ การทำให้พื้นที่ชุมชนแออัดไม่ถูกมองในแง่ลบ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ “โครงการสวนแบ่งปัน” ที่เปลี่ยนช่วงวิกฤติไวรัสโควิด-19 ให้เป็นโอกาสด้วยการปรับพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ว่างให้เป็นพื้นที่ปลูกผัก

เนื่องจากสวนแห่งนี้ไม่ได้มองแค่เรื่องความมั่นคงทางอาหาร แต่ต้องการเปลี่ยนชุดความคิดว่า ชุมชนแออัดเป็นพื้นที่สร้างอาหารปลอดภัยควบคู่กับความมั่นคงทางอาหารด้วย โดยอยู่บนพื้นฐานการเกื้อกูลกันได้ ใช้ผักเป็นชุดเครื่องมือที่ทำให้ทุกคนในชุมชนหันมาช่วยกันดูแล ควบคู่กับการมีผังเมืองที่ทำให้เห็นความสำคัญของพื้นที่อาหาร ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว

ชุดนักเรียนปลอดภัย / ไม่สิ้นเปลือง นายกฯกล่อมนร. ‘หอวัง’ สั่งเข้มห้ามแต่งไปรเวท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ชุดนักเรียนปลอดภัย/ไม่สิ้นเปลือง นายกฯกล่อมนร. ‘หอวัง’สั่งเข้มห้ามแต่งไปรเวท (naewna.com)

ชุดนักเรียนปลอดภัย/ไม่สิ้นเปลือง  นายกฯกล่อมนร.  ‘หอวัง’สั่งเข้มห้ามแต่งไปรเวท

ชุดนักเรียนปลอดภัย/ไม่สิ้นเปลือง นายกฯกล่อมนร. ‘หอวัง’สั่งเข้มห้ามแต่งไปรเวท

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ชุดนักเรียนปลอดภัย/ไม่สิ้นเปลืองนายกฯกล่อมนร.

‘หอวัง’สั่งเข้มห้ามแต่งไปรเวทฝ่าฝืนให้หน่วยงานอื่นไปดูแล

นายกฯทำกิจกรรม เพื่อการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ พร้อมระบุ เครื่องแบบนักเรียนไม่สิ้นเปลือง สังเกตง่าย หากเกิดเหตุอันตราย ขณะที่ รมว.ศึกษิการชี้นักเรียนแต่งชุดไปรเวทมาเรียน ผิดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการแต่อาจผ่อนคลายให้แต่งด้าเดือนละครั้ง ด้าน”หอวัง”ออกประกาศเข้มถ้าฝ่าฝืนต้องส่งตัวให้หน่วยงานอื่นไปดูแล

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 1ธันวาคม ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ร่วมประชาสัมพันธ์กิจกรรม การเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างกว้างขวาง ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างถูกต้อง โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนว่าเป็นสิ่งที่ดีและขอให้ดำเนินการต่อไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการพระบารมีปกเกล้า ร.9 (คนไทยกับในหลวง) เพื่อประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล ทุกวันเสาร์ เนื่องในโอกาสวันชาติและวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563 ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร และวัดในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ โดยนายกรัฐมนตรี ร่วมรับฟังขับเสภา เชิญชวนร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์จากศิลปิน พร้อมระบุว่าการสวดมนต์ถือเป็นการสร้างความเป็นสิริมงคล และเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสร้างความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ ทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ด้วย

ชุดนักเรียนปลอดภัย-ประหยัด

นายกรัฐมนตรี ยังได้ร่วมพูดคุยกับเด็กนักเรียนโรงเรียนอนุบาลสามเสน โรงเรียนพญาไทและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในโครงการพัฒนาสื่อเสมือนจริง (AR) เพื่อการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และโครงการพัฒนานวัตกรรมสื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย การอ่าน การเขียน เรียนประวัติศาสตร์ผ่านการสื่อสารร่วมสมัย โดยใช้เทคโนโลยีประยุกต์

ซึ่งนายกรัฐมนตรี ย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์ว่า เป็นการถ่ายทอดให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาของประเทศชาติ เกิดความรักและความกตัญญูต่อประเทศชาติ สร้างความเป็นปึกแผ่นของประเทศเพราะเยาวชนคืออนาคตสำคัญของชาติ

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงเครื่องแบบนักเรียนว่า มีวัตถุประสงค์หลายประการ ส่วนหนึ่ง คือ เครื่องแบบนักเรียนยังช่วยให้เป็นที่สังเกตได้ง่าย หากเกิดเหตุอันตรายในที่สาธารณะ นอกจากนี้ ยังสิ้นเปลืองน้อยกว่าการแต่งชุดไปรเวทที่อาจจะต้องมีหลายชุดด้วย จากนั้น นายกรัฐมนตรีร่วมถ่ายรูปเซลฟี่ร่วมกับนักเรียน พร้อมชูสัญลักษณ์ ไอเลิฟยู

สธ.บอกแต่งไปรเวทผิดระเบียบ

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกลุ่มนักเรียนเลวรณรงค์ให้นักเรียนแต่งชุดไปรเวทไปโรงเรียน แทนการแต่งเครื่องแบบนักเรียนเพื่อแสดงออกถึงสิทธิในร่างกายตนเอง ว่า ระเบียบเรื่องแต่งกายของกระทรวงศึกษาธิการมีอยู่แล้ว ดังนั้นหากแต่งชุดอื่นมาโรงเรียน ถือว่าผิดระเบียบ และถึงแม้จะมีการพูดคุยถึงเรื่องการแต่งกาย แต่ยังไม่มีการแก้ไขระเบียบ รวมถึงเรื่องทรงผมด้วย

“ยังต้องรอความเห็นจากคณะครู และผู้บริหารโรงเรียนก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ ยืนยันยังต้องใช้ระเบียบเดิมไปก่อน และเชื่อว่าทางโรงเรียนจะมีมาตรการต่าง ๆ และต้องพูดคุยกับนักเรียนว่าเราอยู่ในสังคมที่ต้องมีระเบียบวินัย เมื่อกฎระเบียบยังไม่เปลี่ยน ต้องปฏิบัติตามในทุก ๆ เรื่อง หากไม่ทำตาม จะมีผลกระทบ” นายณัฏฐพล กล่าว

นายณัฏฐพล กล่าวด้วยว่า สำหรับบทลงโทษ แต่ละโรงเรียนจะมีมาตรการที่แตกต่างกัน แล้วแต่ความรุนแรงของการแสดงออก แต่ระเบียบของกระทรวงระบุไว้ชัดเจนว่าจะเริ่มจากการพูดคุยทำความเข้าใจกับนักเรียน จากนั้นจะมีการเชิญผู้ปกครองมาชี้แจงถึงบทลงโทษ ซึ่งจะไม่รุนแรงถึงขั้นไล่ออก

ลุ้นให้แต่งไปรเวทเดือนละหน

“เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่โทษนักเรียน แต่เห็นว่าแกนนำคนที่คิดเรื่องนี้ ใจร้ายในการเอานักเรียนมายืนเผชิญหน้ากับสถานศึกษา แต่เวลาชุมนุมกลับไม่เห็นคนที่อยู่เบื้องหลัง วันนี้คนที่ได้รับผลกระทบ คือเด็กนักเรียน แล้วแกนนำที่จะมารับผลกระทบเรื่องนี้อยู่ไหน และหวังว่าเรื่องนี้จะสามารถเจรจาพูดคุยกับนักเรียนได้ เพราะหน้าที่หลัก คือ การเรียนหนังสือ และผมเองมีหน้าที่ในการรักษากฎระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ” นายณัฏฐพล กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า กำลังพิจารณาความเหมาะสมเรื่องการแต่งกาย เชื่ออีกไม่นานจะแล้วเสร็จ เพราะยังติดปัญหาจะให้นักเรียนแต่งชุดไปรเวทมาเรียนทั้งประเทศไม่ได้ เพราะอาจสร้างปัญหาให้กับครูและผู้ปกครองว่าชุดที่นักเรียนใส่มีความเหมาะสมแล้วหรือไม่ เพราะชุดอาจจะโป๊ หรือไม่เหมาะสมกับสถาน แต่มีความเป็นไปได้ในอนาคตจะให้แต่งชุดไปรเวทได้ 1 ครั้งต่อเดือน หรือ 1 ครั้งต่อภาคเรียน

“ทุกปัญหาพร้อมรับฟัง และพยายามแก้ไข แต่จะให้ทำทันทีถูกใจทุกคน เป็นไปไม่ได้ และมั่นใจมีนักเรียนและผู้ปกครองมากกว่า 50% ยังสบายใจที่จะใส่ชุดนักเรียน” นายณัฏฐพล กล่าว

นักเรียนเลวขึ้นป้ายเรียกร้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ได้มีตัวแทนกลุ่มนักเรียนเลว 3 คน นำป้ายผ้าไวนิลผืนใหญ่ไปติดแผงเหล็กที่กั้นรอบอนุสาวรีย์มีข้อความว่า”เล็บกู ผมกู ร่างกายกู แต่ไปหนักหัวครู # 1 ธันวาบอกลาเครื่องแบบ” ก่อนที่หนึ่งในตัวแทนนักเรียนเลวจะให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งแต่ตี 4 ที่ผ่านมา พวกตนได้นำผ้าไวนิลตระเวนไปติดตามจุดสำคัญทั้งที่กระทรวงศึกษาธิการ รถไฟฟ้าบีทีเอสพร้อมพงษ์ อโศก ศาลาแดง สะพานลอยแยกปทุมวัน และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นการแสดงออกที่อยากเรียกร้องให้โรงเรียน สังคม กระทรวงศึกษาธิการเคารพในสิทธิเสรีภาพของนักเรียนในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่การบังคับเหมือนนักเรียนเป็นตุ๊กตากระดาษ การอ้างว่าเครื่องแบบเป็นการลดความเหลื่อมล้ำนั้น จริงๆควรไปแก้ที่ต้นตอเศรษฐกิจมากกว่า ทั้งการแต่งชุดไปรเวทยังช่วยลดอำนาจครู ที่มักจะใช้อำนาจบังคับเด็กด้วย

“หอวัง”ฮึ่มส่งหน่วยอื่นดูแลแทน

ที่โรงเรียนหอวัง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนหอวังได้ออกประกาศ เรื่อง แนวปฏิบัติสำหรับครูในการดูเเลนักเรียน ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา2563 โดยมีใจความสำคัญในข้อ5 ระบุว่า ดูแลการแต่งกายของนักเรียนให้อยู่ในเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนหอวัง และ ข้อ 6.กรณีพบนักเรียนแต่งกายไม่เป็นไปตามระเบียบ /แนวปฏิบัติ/ข้อตกลงของโรงเรียน ครูเวรประจำวัน ครูที่ปรึกษา หรือครูผู้สอน ปฏิบัติดังนี้

6.1 ให้ครู ที่พบ นำนักเรียนไปที่หอประชุมโรงเรียน เพื่อรับคำฟังคำชี้เเจงเเละทำความเข้าใจกับนักเรียน

6.2 แจ้งผู้ปกครอง และเชิญผู้ปกครองมารับทราบ เพื่อหาแนวทางดูแลช่วยเหลือนักเรียน

6.3 ในกรณีที่นักเรียนไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบ และแนวทางปฏิบัติของทางโรงเรียนได้ ให้นักเรียน และผู้ปกครองลงชื่อยืนยัน รับรองข้อมูล ทั้งนี้ทางโรงเรียนจะจัดหาประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดูแลนักเรียนในด้านการเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถศึกษาจนจบหลักสูตร

ผอ.มัธยมตากสินสั่งห้ามเข้าเรียน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณหน้า โรงเรียนมัธยมตากสินระยอง ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง หลังจากมีรายงานข่าวว่าจะมีกลุ่มนักเรียนแต่งไปรเวทมาเรียนหนังสือ เพื่อเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในสิทธิการแต่งกาย ตามที่กลุ่มนักเรียนเลวประกาศว่า นักเรียนในโรงเรียนมัธยมตากสินฯ นั้น เป็นหนึ่งในกลุ่ม 23 โรงเรียนที่ตอบรับร่วมกิจกรรม โดยช่วงเช้าที่ผ่านมาพบว่า ยังไม่มีนักเรียนคนไหนแต่งกายในชุดไปรเวทมาโรงเรียนแต่อย่างใด

ขณะที่ น.ส.ภรณ์ภัทร์ธัญ งามวงศ์เงิน ผอ.โรงเรียนมัธยมตากสินฯ กล่าวว่า ทางโรงเรียนมีกฎระเบียบในเรื่องของชุดแต่งกายของนักเรียนอยู่แล้วคือ นักเรียนผู้ชาย ใส่เสื้อขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน นักเรียนหญิง ใส่เสื้อขาวกระโปรงสีน้ำเงิน หากไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าผิดระเบียบ นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจสอบอย่างเข้มงวดทุกประตูทางเข้าออกโรงเรียน หากพบนักเรียนแต่งชุดไปรเวทมา ก็จะไม่ให้เข้าโรงเรียนเด็ดขาด

โคราชเชิญผู้ปกครองไปพบ

เวลา 07.45 น. ที่โรงเรียนสุรนารีวิทยา โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดนครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ในช่วงเช้ามีนักเรียนหญิงทยอยเดินทางไปเข้าโรงเรียนจำนวนมาก โดยเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งมีนักเรียนกว่า 4,000 คน โดยส่วนใหญ่แต่งกายชุดนักเรียน สวมกระโปง มีโบว์สีขาวผูกมัดผมให้เรียบร้อย โดยช่วงนี้สภาพอากาศหนาวเย็นเกือบทุกคนสวมใส่เสื้อผ้ากันหนาว โดยที่หน้าประตูทางเข้าโรงเรียนมีนายวิลาศ ดวงเงิน ผู้อำนวยการโรงเรียนสุรนารีวิทยา พร้อมด้วยครู อาจารย์ ยืนหน้าประตูทางเข้า พร้อมทั้งมีการตรวจคัดกรองโควิด-19 ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย

ขณะที่บรรยากาศนักเรียนแต่งกายไปรเวทวันแรกปรากฏว่า ก่อนเวลา 08.00 น. ได้มีกลุ่มนักเรียนหญิง ในนาม Korat No เผด็จการณ์ กลุ่มแรก จำนวน 7-8 คนแต่งกายชุดไปรเวท สวมเสื้อยืดแขนสั้น แขนยาว กางเกงขายาว สวมรองเท้าผ้าใบ สวมรองเก้าแตะแบบหูหนีบ และกระเป๋าสะพายแบบผ้า(ย่าม) เมื่อถึงจุดคัดกรองได้มีอาจารย์หญิงเดินตามตลอด พร้อมกับให้ไปพูดคุยที่บริเวณใต้ตึก 9 ชั้น ซึ่งไล่เลี่ยกันก็มีอีกกลุ่ม 4-5 คน สวมเสื้อยืด เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว และเสื้อสีแดงมีลายสวยงาม บางคนรองเท้าผ้าใบ รองเท้าแตะแบบหุ้มส้น กางเกงขายาว กระเป๋าเป้สะพายหลัง ซึ่งทั้งหมดอาจารย์ได้พาไปรวมกลุ่มกัน ก่อนมีการเข้าแถวเคารพธงชาติ โดยทางโรงเรียนฯไม่อนุญาตให้เข้าไปภายในแต่อย่างใด

นายวิลาศ ดวงเงิน ผอ.โรงเรียนสุรนารีฯ กล่าวว่า การแต่งกายไปรเวทของนักเรียนกลุ่มนี้ถ้าผู้ปกครองรับทราบก็ไม่มีปัญหาก็ให้เขาเรียนได้ตามปรกติ แต่ถ้าผู้ปกครองไม่ตกลงก็จะให้ผู้ปกครองมารับกลับไปแต่งตัวให้เรียบร้อย ซึ่งทางโรงเรียนได้แจ้งโดยส่งในเพจในกลุ่มผู้ปกครองให้ทราบก่อนหน้านี้แล้วว่า โรงเรียนเปิดเรียนตามปรกติ การแต่งกายชุดนักเรียน แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ก็ให้เข้าเรียนตามปรกติซึ่งได้แจ้งให้ครู อาจารย์หมดแล้ว เพียงแต่ว่าอย่าไปกระทบกระทั่งกับครูผู้สอน โดยจะไม่มีการทำทัณฑ์บนหรือไปว่ากล่าวตักเตือนเด็กใดๆทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าให้ผู้ปกครองรับทราบพฤติกรรมของบุตรเขาเท่านั้น ตนก็อยากฝากลูกๆว่าสอย่างน้อยให้รู้ว่าสิทธิและหน้าที่ให้ควบคู่กัน ฉะนั้นอยากให้รักษาสิทธิและหน้าที่ของตัวเอง

กวิ้นเลื่อนปอท.รับทราบข้อหา

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) นัดให้ นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำกลุ่มคณะราษฎร มารับทราบข้อกล่าวหาในความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังออกหมายเรียกไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 1 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อถึงเวลาตามกำหนด ปรากฏว่านายพริษฐ์ไม่ได้เดินทางมาตามหมายเรียกแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน ในวันที่ 2 ธันวาคม นายอานนท์ นำภา มีกำหนดนัดพบตำรวจ บก.ปอท.ในความผิดเดียวกัน ซึ่งจากการสอบถามนายพริษฐ์ ยังไม่ยืนยันว่าจะมาพร้อมกับนายอานนท์หรือไม่

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(1) บทบาท ‘สตาร์ทอัพ’ ร่วมรับมือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(1) บทบาท‘สตาร์ทอัพ’ร่วมรับมือ (naewna.com)

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(1)  บทบาท‘สตาร์ทอัพ’ร่วมรับมือ

ถอดบทเรียนวิกฤติโควิด(1) บทบาท‘สตาร์ทอัพ’ร่วมรับมือ

วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

2563 (หรือ 2020) คงเป็นปีที่มนุษยชาติไม่อยากจดจำเท่าใดนักจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่สร้างความปั่นป่วนทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามมหาภัยพิบัติครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญในการปรับตัวของมนุษย์ ดังคำว่า “นิว นอร์มอล (New Normal)” หรือชีวิตวิถีใหม่ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดสัมมนานักคิดดิจิทัล ครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุคนิว นอร์มอล” โดยเป็นการถอดบทเรียนจากช่วงเวลาที่สถานการณ์โรคระบาดค่อนข้างรุนแรง

หัวข้อที่ “ทีมงาน นสพ.แนวหน้า” เลือกมานำเสนอเป็นหัวข้อแรกในฉบับวันนี้คือ “การส่งเสริมเทคโนโลยีภาคพลเมือง (Civic Tech) ในการรับมือโรคระบาด” โดยมี พณชิตกิตติปัญญางาม ซีอีโอ ZTRUS เป็นผู้บรรยายซึ่ง พณชิต เริ่มจากการอธิบายวิธีคิดของคนทำธุรกิจแบบ “สตาร์ทอัพ (Start Up)” ที่แตกต่างไปจากคนทำธุรกิจโดยทั่วไป นั่นคือ“เมื่อพบผู้ประสบปัญหา สตาร์ทอัพจะลงมือแก้ไปที่ต้นตอ (Root Cause) ของปัญหานั้น แทนที่จะไปสรรหาเครื่องมือมาทำตามความต้องการ (Requirement) ของผู้ประสบปัญหา” ซึ่งอย่างหลังเป็นที่คุ้นชินในธุรกิจทั่วไป

เช่น เมื่อมีคนผมเปียกอยากได้ไดร์เป่าผมมาเป่าให้ผมแห้ง สตาร์ทอัพจะคิดว่าทำไมผมจึงเปียก ถ้าผมเปียกเพราะสระผมก็ถามต่อไปอีกว่าทำไมต้องสระผม จนถึงที่สุดคือเพราะผมสกปรก แล้วสตาร์ทอัพจะคิดว่า จะสามารถคิดค้นครีมสักชนิดถึงมาทาผมให้ผมไม่สกปรกโดยไม่ต้องสระผมได้หรือไม่ บทสรุปในมุมมองของคนทำธุรกิจสตาร์ทอัพจากตัวอย่างข้างต้น คือปัญหาไม่ใช่ผมเปียกแต่เป็นผมสกปรก ซึ่งแม้ไม่รู้ว่าคิดแบบนี้ถูกหรือไม่แต่จะนำไปสู่แรงบันดาลใจ (Inspiration) ของการหาคำตอบหลายๆ คำตอบที่เป็นไปได้จากปัญหาที่พบเจออยู่ในปัจจุบัน

หรือปัญหาประสิทธิภาพในการทำงาน สตาร์ทอัพจะไม่ค้นหาวิธีปรับปรุงการทำงานแบบแยกส่วน เช่น แนวปฏิบัติของพนักงานขาย(Sales) ร้านค้า (Shop) ของผู้ให้ข้อมูลทางโทรศัพท์(Call Center) ฯลฯ แต่จะคิดหาแนวทาง (Solution)ใดๆ ก็ได้ที่สามารถนำข้อมูลที่ถูกต้อง (RightInformation) ไปส่งให้ถูกคน (Right People) และถูกเวลา (Right Time) หากคิดได้ก็จะแก้ไขได้ทั้งระบบ และไม่จำเป็นว่าการแก้ปัญหาทุกปัญหาต้องใช้เครื่องมือดิจิทัลเสมอไป เช่น ถ้าเวลาที่ถูกคือ 14 วัน การใช้เพียงจดหมายก็อาจเป็นไปได้

พณชิต อธิบายต่อไปว่า “มนุษย์เริ่มจากการศึกษาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Science) นำมาสร้างเป็นวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์ (Artificial Science) เพื่อกลับไปตอบโจทย์ของวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ” การศึกษาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติหมายถึงการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เป็นไปในโลก แล้วคิดต่อไปว่าจะตรวจวัดสิ่งนั้นได้อย่างไร ทำให้เกิดการประดิษฐ์เครื่องมือวัดค่าต่างๆ ขึ้น แล้วนำไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับโลกในธรรมชาติ หรือในปัจจุบันที่มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เก็บข้อมูลพฤติกรรมต่างๆ เพื่อนำไปสร้างเป็นสิ่งต่างๆ มาตอบโจทย์

“Data (ข้อมูล) ต่างกับ Information(ข้อมูลสารสนเทศ) Data คือสิ่งที่ไม่ถูกจัดประมวลผล Information คือสิ่งที่ประมวลผลแล้วจัดชุดให้มันมีความหมาย หลังจากมีความหมายเราจะเริ่มรู้ว่า Information ชุดนี้จะทำให้เกิดสิ่งนี้เสมอ แล้วมันเกิด Pattern(รูปแบบ) ซ้ำว่าเมื่อเกิดสิ่งนี้จะเกิดสิ่งนี้ มันจะเกิด Knowledge (ความรู้) ขึ้นมา ความรู้ว่าฟ้ามืดเดี๋ยวฝนจะตก นี่คือ Knowledge ที่เกิดขึ้นในอดีต ความชื้นแบบนี้อุณหภูมิแบบนี้เดี๋ยวฝนจะตก นี่คือความรู้ที่เกิดขึ้นในอดีต แล้วเราก็มาเรียนรู้ เดี๋ยวเราต้องพกร่มไป” พณชิต อธิบายการเกิดขึ้นของความรู้ที่มนุษย์มี

จากวิธีคิดข้างต้นของชาวสตาร์ทอัพ ช่วยให้การรับมือสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ โดย พณชิต เล่าว่า “เมื่อสถานการณ์โรคระบาดเริ่มรุนแรงขึ้น สิ่งแรกที่พบคือความตื่นตระหนก” ใครที่มีอาการไข้ไม่สบายเข้าหน่อยก็แห่กันไปโรงพยาบาล ผลคือแพทย์ทุกคนต้องถูกระดมมาเพื่อตรวจคัดกรองเบื้องต้นเพื่อหากลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ทำให้กระทบต่อคนไข้จากโรคอื่นๆ ไปโดยปริยาย

โจทย์แรกที่ต้องคิดในเวลานั้นคือ “จะทำอย่างไรให้การตรวจคัดกรองเบื้องต้นเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องไปแออัดกันในโรงพยาบาล” นำมาสู่ความร่วมมือกับ กรมควบคุมโรค โดยการประสานของ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ให้ได้เข้าไปเรียนรู้เรื่องอาการใดบ้างที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งการนำมาสื่อสารกับคนทั่วไปให้เข้าใจเพื่อลดความตื่นตระหนก และการทำแบบประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นทางออนไลน์เพื่อคัดกรองหากลุ่มเสี่ยง

“เราลองถูกลองผิด เราเปลี่ยนทุกวันเราลองทำคัดกรองเสร็จแล้วกลายเป็นว่าแบบสอบถามสัก 100 คน เข้ามาเกินครึ่งเสี่ยงทุกคนเลยเพราะแบบสอบถามมันกว้างมาก เอาแล้วจะทำอย่างไรดี เราลองแบ่งแยกคะแนนก่อนแล้วโทร.หาแล้วกัน เริ่มต้นเรามีแพลตฟอร์มในการคัดกรอง แล้วเราก็ใช้สตาร์ทอัพที่ทำด้าน CRM คือการบริหารจัดการลูกค้า ว่าอันนี้มีศักยภาพ (Potential) อันนี้เป็นลูกค้าที่เตรียมจ่ายเงิน อันนี้พร้อมจ่ายเงินแล้ว จ่ายเงินแล้วเสร็จงานหรือยัง เราเปลี่ยนลูกค้าเป็นผู้มีความเสี่ยงคัดกรองแล้ว ลูกค้าที่เจอหมอแล้ว ลูกค้าที่หายแล้ว”พณชิต ระบุ

เมื่อคัดแยกกลุ่มไม่เสี่ยงออกจากกลุ่มเสี่ยงในเบื้องต้นได้แล้วยังต้องให้แพทย์ช่วยประเมินอีกครั้ง ซึ่งจะทำผ่านระบบให้คำปรึกษาทางไกล (Teleconsult) ที่แพทย์สามารถวิเคราะห์จากท่าทางหรือการพูดคุยได้ว่าแต่ละรายเสี่ยงจริงหรือวิตกกังวลไปเอง ขั้นตอนนี้ได้รับความร่วมมือจากนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นกำลังเสริมในการให้คำปรึกษาทางไกล นอกเหนือจากแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว และมีนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คอยคัดกรองกลุ่มที่เข้ามาเล่นแบบสอบถามแต่ไม่ได้ต้องการพบแพทย์จริงๆ อีกแรง

แต่ปัญหายังไม่จบที่การคัดกรอง พณชิตกล่าวว่า จากจุดเริ่มต้นเพียงต้องการเข้าไปช่วยเหลือเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโควิด-19 ที่ถูกต้องและการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อตัวจริง กลายเป็นว่าเมื่อทำงานไปเริ่มเห็นปัญหาอื่นๆ และช่วยเหลือจนครบวงจร เช่น “การเดินทาง” กลุ่มเสี่ยงบางรายไม่มีรถส่วนตัวและการใช้บริการขนส่งมวลชนก็เป็นความเสี่ยงเกิดการระบาดเป็นวงกว้าง ขณะที่ระบบรถพยาบาลของรัฐก็ไม่คล่องตัวเพราะข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ นำไปสู่การประสานสตาร์ทอัพด้านขนส่ง จัดหาพาหนะที่เหมาะสมกับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมาใช้

เช่นเดียวกัน ในช่วงเวลาดังกล่าวที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน ความดัน หลายรายไม่กล้าออกจากบ้าน สตาร์ทอัพกลุ่มนี้ยังทำหน้าที่นำยาจากโรงพยาบาลหรือร้านขายยาไปส่งให้ถึงบ้านด้วย “การจัดที่พัก” เนื่องจากกลุ่มเสี่ยงสูงต้องแยกจากคนอื่นๆ ทั่วไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาด จึงสอบถามไปที่ทางผู้ประกอบการโรงแรมว่ามีที่ใดพร้อมให้ใช้เป็นพื้นที่กักกันโรคบ้าง พร้อมกับประสานทีมงานเว็บไซต์เทใจ(taejai.com) ระดมทุนเพื่อมาเป็นค่าใช้จ่าย เนื่องจากกลุ่มเสี่ยงหลายรายไม่มีเงินมากพอจะพักในโรงแรมเหล่านี้ และสวัสดิการรัฐก็ไม่ครอบคลุม

“สิ่งที่เราเรียนรู้ หลายครั้งที่เราวิ่งตรงนั้นเราต้องการข้อมูลซึ่งไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล เป็นข้อมูลเปิด เช่น มีเตียงโรงพยาบาลไหนบ้าง มีโรงพยาบาลไหนที่รับคิวคนได้บ้างจะส่งคนคนนี้ไปโรงพยาบาลไหนได้ ไม่มีข้อมูลเปิดชุดนี้ให้เราใช้ เราค้นพบว่าความโปร่งใสของข้อมูลบางชุดที่ไม่ใช่เรื่องของข้อมูลส่วนบุคคล แต่เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการไม่มีพร้อม เราไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกันอยู่แต่เราต้องเชื่อใจเขา อันนี้คือสิ่งที่เราค้นพบตอนนั้น

เราก็ค้นพบว่าพอเจาะเข้าไปเขาก็กังวลเพราะว่ามันมีหลายข้อมูลที่ Sensitive (อ่อนไหว)เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลธุรกิจ แต่จริงๆมีอีกหลายข้อมูลที่เป็นข้อมูลเปิด เช่น ข้อมูลเตียงที่ว่าง ที่น่าจะเปิดได้ ข้อมูลทรัพยากรเช่น หน้ากาก มันน่าจะเปิดได้ เราจะได้รู้ว่าความพร้อมของทรัพยากรมันอยู่ตรงไหน เวลาการบริหารจัดการ Demand (ความต้องการ)ส่งไปหาแต่ละพื้นที่มันจะได้ Matching (จับคู่) ได้อันนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เราคิดว่าไม่มี” พณชิต กล่าว

ซีอีโอ ZTRUS กล่าวสรุปว่า ที่ผ่านมาไม่มีมาตรฐานกลางในการบริหารจัดการข้อมูล แต่ครั้งนี้ได้มีความร่วมมือกับกรมควบคุมโรคในการร่างสัญญาคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เพื่อเป็นแนวทางให้บรรดาสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม เพราะด้านหนึ่งแม้จะเข้าใจชาวสตาร์ทอัพที่เป็นคนคิดเร็วทำไว แต่อีกด้านก็ไม่ควรละเลยประเด็นข้อมูลส่วนบุคคลดังนั้นแทนที่จะมาเถียงกันเรื่องต้องการความมั่นคง (Security) หรือสิทธิส่วนบุคคล (Privacy) ก็น่าจะหันมาพูดคุยเพื่อหาจุดสมดุลร่วมกัน ว่าถ้าจะมีทั้ง 2 ด้านจะหาทางออกกันอย่างไร

ขณะที่ จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอดีตคณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นว่า ในมุมหนึ่งต้องชื่นชมกลุ่มภาคพลเมืองที่ออกมาด้วยความตั้งใจจริงอยากจะแก้ไขปัญหา นำไปสู่การติดตามแก้โจทย์ที่พบทีละจุดโดยตลอดจนปัญหานั้นคลี่คลายลง แต่อีกมุมหนึ่งการนำวิธีคิดแบบธุรกิจมาใช้ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ท้ายที่สุดเป้าหมายคือผลกำไร ดังนั้นจะปรับปรุงให้เหมาะสมกับเป้าหมายที่มุ่งประโยชน์สุขของประชาชนได้อย่างไร

“สมมติถ้าบอกว่าภาครัฐมีหน้าที่เป็น Data Curator (คนเก็บข้อมูล) Service Facilitator(ผู้ให้บริการ) เป็น Policy Maker (ผู้กำหนดนโยบาย) จริงๆ แล้วเราสามารถปล่อยได้จริงหรือ การปล่อย ปล่อยอย่างไรที่จะทำให้คนที่รับข้อมูลไปไม่ได้เอาข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ทุกวันนี้เวลาเราพูดถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีเราก็จะมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลาเวลาที่ทุกคนใช้มือถือทุกคนก็จะพบความเสี่ยง” กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าว

ด้าน ผศ.นพ.ม.ล.ทยา กิติยากร อาจารย์สาขาวิชาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวเสริมว่า การดำเนินการที่กล่าวมานั้นมีทั้งความคล่องแคล่ว ตรงจุดและครอบคลุม ที่น่าสนใจคือทำให้สังคมยืดหยุ่นในการปรับตัว (Resilience)มากขึ้น จากการใช้ทรัพยากรซึ่งมีที่มาหลากหลาย (Diversity) ในสังคม เพื่อไปช่วยคนที่กำลังทุกข์ยากลำบาก เพราะในช่วงที่สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดนั้น ลำพังแพทย์กับพยาบาล หรือโรงพยาบาลฝ่ายเดียวคงไม่อาจรับมือได้

“ต้องมีสังคมเข้ามาร่วมช่วยด้วย หลายอย่างตั้งแต่หาอุปกรณ์ให้ ช่วยกันเองในเรื่องนี้ หรือ Support (สนับสนุน) อย่างตู้ปันผล(ตู้ปันสุข) ในโรงพยาบาลเองก็มีการทำ Flow (ผังงาน) เหมือนกันและเราก็ปรับเปลี่ยนตามปัญหาที่เจอ อันหนึ่งที่รู้สึกว่าไม่ได้เน้นมากนักแต่อยากพูดถึงเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของโครงการ รู้สึกมีความร่วมมือที่ดีมากมีหลายกลุ่มด้วยกันของสตาร์ทอัพที่มาช่วยก็อยากจะนำคิดว่าทำอย่างไรเผื่อคนอื่นจะ Copy(เลียนแบบ) โมเดลนี้ คือทำอย่างไรจะร่วมคิดกันจากหลายๆ กลุ่ม แล้วปฏิบัติ (Act) ด้วย” ผศ.นพ.ม.ล.ทยา กล่าว

(โปรดติดตามตอนที่ 2 ในฉบับวันจันทร์ที่7 ธ.ค. 2563)

หมายเหตุ : การจัดสัมมนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุคนิว นอร์มอล” เป็นความร่วมมือกันของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.), Centre for Humanitarian Dialogue (HD), ภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย, สถาบันChange Fusion และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน

นักเรียนดียังมีเยอะ! ตัวเลข ‘นักเรียนเลว’ แหกกฏแต่งชุดไปรเวททั่วประเทศแค่ 580 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – นักเรียนดียังมีเยอะ! ตัวเลข’นักเรียนเลว’แหกกฏแต่งชุดไปรเวททั่วประเทศแค่ 580 คน (naewna.com)

นักเรียนดียังมีเยอะ! ตัวเลข'นักเรียนเลว'แหกกฏแต่งชุดไปรเวททั่วประเทศแค่ 580 คน

นักเรียนดียังมีเยอะ! ตัวเลข’นักเรียนเลว’แหกกฏแต่งชุดไปรเวททั่วประเทศแค่ 580 คน

วันอังคาร ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 18.47 น.

จากกรณีกลุ่มนักเรียนเลวประมาณ 50 คน รวมตัวชุมนุมกันที่ด้านหน้ากระทรวง เพื่อแสดงพลังคัดค้านการใส่ชุดนักเรียนหลังจากรณรงค์ 1 ธันวาคมใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียนโดยมีการทำกิจกรรม นำชุดนักเรียนไปแขวนที่บริเวณ สัญลักษณ์เสมาธรรมจักร หน้าประตูกระทรวง พร้อมป้ายข้อความว่า ชุดนักเรียนไม่ปลอดภัย ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น( อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: ‘นักเรียนเลว’บุกแขวนชุดนร.หน้ากระทรวง อ้างไม่ใช่ชุดที่ปลอดภัย)

ล่าสุดนายนิพนธ์ ก้องเวหา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นตัวแทนผู้บริหารกระทรวงกษาธิการ มารับฟังความคิดเห็นของกลุ่มนักเรียนเลว กล่าวว่า ภาพรวมการเปิดภาคเรียนที่ 2 ในวันแรกนี้ยังไม่มีรายงานว่าโรงเรียนไหนปิดกั้นไม่ให้นักเรียนที่ใส่ชุดไปรเวทมาโรงเรียนเข้าเรียน

“ล่าสุดได้รับรายงานว่า มีนักเรียนที่แต่งชุดไปรเวทมาโรงเรียนทั่วประเทศทั้งหมด 580 คน ซึ่งทุกโรงเรียนเปิดโอกาสให้เด็กเข้าเรียนทุกคนโดยไม่มีการปิดกั้นแต่อย่างใด”นายนิพนธ์ กล่าว

‘นักเรียนเลว’ บุกแขวนชุดนร.หน้ากระทรวง อ้างไม่ใช่ชุดที่ปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘นักเรียนเลว’บุกแขวนชุดนร.หน้ากระทรวง อ้างไม่ใช่ชุดที่ปลอดภัย (naewna.com)

'นักเรียนเลว'บุกแขวนชุดนร.หน้ากระทรวง อ้างไม่ใช่ชุดที่ปลอดภัย

‘นักเรียนเลว’บุกแขวนชุดนร.หน้ากระทรวง อ้างไม่ใช่ชุดที่ปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 18.00 น.

“นักเรียนเลว” เยือนศธ.เรียกร้องสิทธิไม่ใส่ชุดนักเรียน ขึงผ้าสีรุ้งหน้ากระทรวง ขอเติมความหลากหลายให้ความจืดชืด

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 1 ธันวาคม 63 ที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มนักเรียนเลว ที่ประกอบด้วยนักเรียนชั้นมัธยมจากหลายโรงเรียนประมาณ 50 คน มีทั้งแต่งกายด้วยชุดนักเรียนและชุดไปรเวท นัดรวมตัวชุมนุมกันที่ด้านหน้ากระทรวง เพื่อแสดงพลังคัดค้านการใส่ชุดนักเรียนซึ่งเป็นแคมเปญต่อเนื่องจากการประกาศรณรงค์ 1 ธันวาคมใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียน

โดยกลุ่มนักเรียนเลวมีการทำกิจกรรม นำชุดนักเรียนไปแขวนที่บริเวณสัญลักษณ์เสมาธรรมจักร หน้าประตูกระทรวง เพื่อบอกว่า ชุดนักเรียน ไม่ใช่ชุดปลอดภัยของนักเรียน รวมทั้งมีตัวแทนนักเรียน สลับขึ้นปราศรัยโจมตีกฎข้อบังคับต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งขอให้ทุกคนตระหนักในสิทธิเสรีภาพของตัวเองจงรักและหวงแหนในสิทธิเสรีภาพของตัวเอง และการใช่ชุดนักเรียนก็ไม่ลดความเหลื่อมล้ำ

จากนั้นได้ทำกิจกรรม นำผ้าสีรุ้งที่สื่อถึงความหลากหลาย ความยาว 300 ร้อยเมตร ถือพาดแนวกำแพงกระทรวง และขึงติดไว้ เพื่อแสดงให้เห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงที่จืดชืด และเราสามารถเติมสีสันให้กระทรวงได้ และกระทรวงควรจะเปิดรับความหลากหลายนี้

ด้านแกนนำกลุ่มนักเรียนเลว ปราศรัยยืนยันข้อเรียกร้องให้มีการยกเลิกการบังคับใส่เครื่องแบบนักเรียน ซึ่งไม่ใช่การยกเลิกเครื่องแบบนักเรียน เพราะเห็นว่าหากระบบการศึกษาดีไม่จำเป็นจะต้องใส่ชุดนักเรียนไปเรียนก็สามารถที่จะเรียนหนังสือให้ดีได้ และจากกิจกรรม 1 ธันวาคมบอกลาเครื่องแบบ ที่จัดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาพบมานักเรียนในหลายโรงเรียนถูกครูคุกคามกักขัง ลงโทษตัดคะแนน เรียกผู้ปกครอง และไล่ให้กลับบ้านหรือขู่จะไล่ออก จึงเป็นเหตุผลที่ต้องมาชุมนุมที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการเพื่อบอกเล่าปัญหาให้กับรัฐมนตรีได้รับทราบ และเรียกร้องเสรีภาพ ของนักเรียนไม่ให้ครูมาคุกคามได้ ซึ่งการชุมนุมในวันนี้ถือเป็นการให้กำลังใจนักเรียนที่ต่อสู้ร่วมกัน

ขณะที่การจราจรด้านหน้ากระทรวงยังคงเปิดใช้งานตามปกติ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจอำนวยความสะดวก และไม่ให้ผู้ชุมนุมลงมาบนพื้นผิวจราจร

เวลา 18.10 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ตัวแทนนักเรียน กำลังปราศรัยประสบการณ์วันแรกของแคมเปญใส่ชุดไปรเวท ได้มีชายใส่เสื้อเหลือง มาชูป้ายปกป้องสถาบันข้างๆผู้ปราศรัย

รัฐบาลกำหนดจัดพิธี-กิจกรรมวันชาติ-วันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รัฐบาลกำหนดจัดพิธี-กิจกรรมวันชาติ-วันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563 (naewna.com)

รัฐบาลกำหนดจัดพิธี-กิจกรรมวันชาติ-วันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563

รัฐบาลกำหนดจัดพิธี-กิจกรรมวันชาติ-วันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563

วันอังคาร ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 17.46 น.

รัฐบาลกำหนดจัดพิธีและกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563 เพื่อแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 1 ธันวาคม 2563 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะสื่อมวลชนเข้าชมกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 1 – 6 ธันวาคม 2563 ณ ท้องสนามหลวง บริเวณลานหน้ากระทรวงกลาโหม ถนนสนามไชย สวนสราญรมย์ และมิวเซียมสยาม โดยมีพิธีการและกิจกรรม ดังนี้

1.การจัดพิธีการในวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม ประกอบด้วย พิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เวลา 07.30 น. ส่วนกลางจัดพิธี ณ ท้องสนามหลวง พระสงฆ์และสามเณร จำนวน 189  รูป มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ส่วนภูมิภาคมอบหมายกระทรวงมหาดไทยแจ้งทุกจังหวัดจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม โดยจัดพิธีพร้อมกันกับส่วนกลาง และในต่างประเทศ มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศแจ้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

พิธีวางถวายพานพุ่มดอกไม้และพิธีถวายบังคม เวลา 08.30 น. ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี ส่วนกลางจัดพิธี ณ ท้องสนามหลวง

ส่วนภูมิภาค มอบหมายกระทรวงมหาดไทยแจ้งทุกจังหวัดจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม โดยจัดพิธีพร้อมกันกับส่วนกลาง และในต่างประเทศ มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศแจ้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

พิธีจุดเทียนมหามงคลน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เวลา 19.19 น. ส่วนกลาง จัดพิธี ณ ท้องสนามหลวง ส่วนภูมิภาค มอบหมายกระทรวงมหาดไทยแจ้งทุกจังหวัดจัดพิธี ณ ศาลากลางจังหวัดหรือสถานที่ที่เหมาะสม โดยจัดพิธีพร้อมกันกับส่วนกลาง และในต่างประเทศ มอบหมายกระทรวงการต่างประเทศแจ้งสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลพิจารณาการจัดพิธีตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

2.การจัดกิจกรรม “วันพ่อแห่งชาติ” ระหว่างวันที่ 1 – 6 ธันวาคม 2563 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ บริเวณถนนสนามไชย สวนสราญรมย์ และมิวเซียมสยาม เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยภายในงานมีการจัดกิจกรรมมากมาย

2.1 โซนพระราชทาน เป็นการจัดนิทรรศการโครงการในพระองค์และไตรโครงการ โดยจัดแสดง ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 4 และหน้าทำเนียบองคมนตรี ประกอบด้วย โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โครงการพัฒนาชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก และอุทยานแห่งชาติ จังหวัดกาญจนบุรี ในพระบรมราชูปถัมภ์ โครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  โครงการกำลังใจในพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โครงการของสโมสรกีฬา Bounce Be Good (BBG Club)

2.2 โซนการแสดงละคร “รู้รักสามัคคี เพราะพระบริบาล” เป็นการแสดงละครประกอบแสง สี เสียง สื่อผสม การแสดงศิลปวัฒนธรรม 4 ภาค ประกอบเทคนิคการฉายวิดีโอ Mapping ภาพเสมือนจริง 3 มิติ ความละเอียดสูง โดยฉายไปที่อาคารศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม นำเสนอพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กำหนดการแสดงจำนวน 2 รอบ ๆ ละ 45 นาที คือ เวลา 18.30 – 19.15 น. และเวลา 20.30 – 21.15 น.  โดยจัดแสดง ณ บริเวณลานหน้าศาลาว่าการกระทรวงกลาโหมทั้งนี้ วันที่ 5 ธันวาคม 2563 จัดแสดงรอบเดียว ในเวลา 20.30 – 21.15 น. นอกจากนี้ จะมีการแสดงขบวนพาเหรดจำนวน 2 ชุด จากวงโยธวาทิตของโรงเรียน     ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเวลา 16.00 น. และจากกระทรวงวัฒนธรรม ชุด “เรื่องราวชาวไทย ใต้ร่มพระบารมี” ในเวลา 17.00 น. เริ่มต้นขบวนตั้งแต่มิวเซียมสยามจนถึงบริเวณหน้าศาลฎีกา ทั้งนี้ วันที่ 5 ธันวาคม 2563 งดการแสดงขบวนพาเหรด

2.3 โซนนิทรรศการ จัดแสดง ณ บริเวณถนนสนามไชยตลอดสาย และบริเวณหน้าสวนสราญรมย์ ประกอบด้วย นิทรรศการ “ความดีที่แบ่งปัน” เป็นการนำเสนอผลงานของจิตอาสาพระราชทานของกรุงเทพมหานครและทุกจังหวัด ในรูปแบบนิทรรศการภาพลักษณะหอเกียรติยศ (Hall of Fame) ประกอบด้วย ภาพกิจกรรมจิตอาสาแยกตามประเภทของจิตอาสา คือ จิตอาสาพัฒนา จิตอาสาภัยพิบัติ และจิตอาสาเฉพาะกิจ นอกจากนี้ จะมีนิทรรศการของหน่วยงาน ประกอบด้วย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน และมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร นิทรรศการ “ความสุขที่พ่อให้” เป็นนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานราชการและหน่วยงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องจำนวน 30 หน่วยงาน

นิทรรศการ “อัครศิลปิน” โดยกระทรวงวัฒนธรรม เป็นการนำเสนอพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จำนวน 9 ด้าน ประกอบด้วย ด้านจิตรกรรม ด้านประติมากรรม ด้านการถ่ายภาพ ด้านวรรณศิลป์ ด้านงานสถาปัตยศิลป์ ด้านวาทศิลป์ด้านดุริยางคศิลป์ ด้านหัตถศิลป์และงานออกแบบ และด้านนาฏศิลป์และดนตรี

2.4 โซน “วัยใสปล่อยพลัง ปังสุดใจ” เป็นการนำเสนอผลงานของเด็กและเยาวชน จากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งสิ้น 15 หน่วยงาน จำนวน 18 บูท โดยจัดแสดง ณ มิวเซียมสยาม กิจกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย เวทีการแสดงความสามารถของเด็กและเยาวชน จำนวน 2 เวที เวลา 10.00 – 20.00 น.การจัดกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน (Free Space)  กิจกรรมการแสดงความสามารถพิเศษด้านต่าง ๆ ของเด็กและเยาวชน  กิจกรรมการบริการผู้ร่วมงาน เช่น เพ้นท์หน้า ทาสีเล็บ ฯลฯ การจำหน่ายสินค้า อาหาร และเครื่องดื่ม  กิจกรรมนักประชาสัมพันธ์รุ่นเยาว์/นักข่าวเยาวชนภาคสนาม

2.5 โซน “เลิศลิ้มชิมรส เหนือจรดใต้” และโซน “เดินชิมริมทาง” เป็นการออกร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าที่มีชื่อเสียงจากทั่วทุกภาคของประเทศ จำนวน 40 ร้าน และมีกิจกรรมต่าง ๆ ภายในโซนฯ โดยจัดแสดง ณ ภายในสวนสราญรมย์ และบริเวณถนนสนามไชยตลอดสาย ประกอบด้วย กิจกรรมสาธิตการประกอบอาหาร วันละ 1 ชุด เป็นการนำเสนอวิธี/ขั้นตอนการประกอบอาหารพื้นถิ่น และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วมในการประกอบอาหาร พร้อมทั้งแจกให้แก่ผู้เข้าชมงานได้ชิมตามความเหมาะสม เวลาการสาธิต 17.00 – 18.00 น.

กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน วันละ 1 ชุด เวลาแสดง 18.00 – 19.00 น.  – การจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP และจำหน่ายอาหารจากกลุ่มผู้ประกอบการของกรมการพัฒนาชุมชน และกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กิจกรรม “พาพ่อใส่ผ้าไทย ได้รางวัล” โดยสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดกิจกรรม “ต้นไม้ของพ่อ” พร้อมแขวนตุ๊กตาที่มีความน่ารัก สวยงาม จำนวน 10,000 ตัว เพื่อแจกให้แก่ประชาชนทั่วไปที่พาคุณพ่อสวมใส่ผ้าไทยมาเที่ยวงาน และมีกิจกรรมสอยกัลปพฤกษ์ ได้รับตุ๊กตาน่ารักฟรี เพื่อลุ้นรับรางวัล เช่น รถจักรยาน เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารและสินค้า OTOP ของดี 4 ภาค

สำหรับผู้ที่มิได้เข้าไปภายในโซนดังกล่าว สามารถเที่ยวชมการออกร้านจำหน่ายอาหารทานเล่นและเครื่องดื่มตลอดแนวถนนสนามไชย ภายใต้แนวคิด “เดินชิม ริมทาง”  สำหรับการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ได้จัดรถสุขาบริการ จุดบริการทางการแพทย์รอบงาน และจัดรถรับส่งจากพื้นที่จอดรถมาถึงบริเวณงาน โดยประชาชนสามารถจอดรถได้ 5 บริเวณ คือสวนนาคราภิรมย์ สวนสันติพร สนามหลวงด้านทิศเหนือ (เฉพาะส่วนนี้ยกเว้นวันที่ 5 ธันวาคม 2563) ลานจอดรถพระแม่ธรณีบีบมวยผม และกองสลากเก่า นอกจากนี้ ขสมก. จัดเดินรถโดยสารธรรมดาให้บริการฟรี เที่ยวแรกต้นทางเวลา 10.00 น. เที่ยวสุดท้ายจากปลายทางสนามหลวง เวลา 21.00 น. หรือจนกว่าประชาชน จะหมดจากพื้นที่จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางที่ 1 จากอนุสาวรีย์ถึงสนามหลวง เส้นทางที่ 2 จากวงเวียนใหญ่ถึงสนามหลวง

รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2563 เพื่อแสดงออกซึ่งความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและอันยิ่งใหญ่เป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ปวงชนชาวไทย ซึ่งพสกนิกรทุกหมู่เหล่าต่างมีความตั้งใจที่จะร่วมกันแสดงออก ซึ่งความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐโดยพร้อมเพรียงกัน

รัฐบาลเชิญชวนชาวไทยเฝ้าฯรับเสด็จ ‘ในหลวง-พระราชินี’ 5ธันวาฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – รัฐบาลเชิญชวนชาวไทยเฝ้าฯรับเสด็จ’ในหลวง-พระราชินี’5ธันวาฯ (naewna.com)

รัฐบาลเชิญชวนชาวไทยเฝ้าฯรับเสด็จ'ในหลวง-พระราชินี'5ธันวาฯ

รัฐบาลเชิญชวนชาวไทยเฝ้าฯรับเสด็จ’ในหลวง-พระราชินี’5ธันวาฯ

วันอังคาร ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 15.50 น.

รัฐบาลเชิญชวนชาวไทยเฝ้าฯรับเสด็จ”ในหลวง-พระราชินี”5ธันวาฯ เนื่องในพิธีมหามงคลสดุดีพระเกียรติคุณ น้อมรำลึก คล้ายวันพระบรมราชสมภพ”ในหลวง รัชกาลที่ 9″

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 1 ธันวาคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลขอเชิญชวนปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าเฝ้าฯ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีจุดเทียนมหามงคล เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ วันพ่อแห่งชาติ และวันชาติ 5 ธันวาคม 2563 ท่ามกลางมหาสมาคมของประชาชนทุกหมู่เหล่า ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย ในวันเสาร์ที่ 5 ธ.ค.เวลา 19.19 น. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

นายกฯ กล่าวว่า ส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดให้จัดพิธีพร้อมกับส่วนกลาง ณ ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ที่เหมาะสม ในส่วนต่างประเทศสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุล พิจารณาจัดพิธีตามที่เห็นสมควร สำหรับการแต่งกายเชิญชวนประชาชนแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ ชุดไทย ชุดผ้าไทย ชุดพื้นเมือง ชุดท้องถิ่น ชุดย้อนยุค ตามขีดความสามารถ หรือชุดสุภาพ สีตามอัธยาศัย เพียงแต่ขอร้องอย่าใส่สีดำเท่านั้นเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่จะเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราเป็นวาระอันเป็นมงคล

‘ณัฏฐพล’ กร้าว! อย่านำแฟชั่น ‘ทรงผม-เครื่องแบบ’ มากดดัน ยันไม่เคยมีร้องชุดนร.แพง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ในประเทศ – ‘ณัฏฐพล’กร้าว! อย่านำแฟชั่น‘ทรงผม-เครื่องแบบ’มากดดัน ยันไม่เคยมีร้องชุดนร.แพง (naewna.com)

‘ณัฏฐพล’กร้าว! อย่านำแฟชั่น‘ทรงผม-เครื่องแบบ’มากดดัน ยันไม่เคยมีร้องชุดนร.แพง

‘ณัฏฐพล’กร้าว! อย่านำแฟชั่น‘ทรงผม-เครื่องแบบ’มากดดัน ยันไม่เคยมีร้องชุดนร.แพง

วันอังคาร ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563, 13.51 น.

‘ณัฏฐพล’กร้าว! อย่านำแฟชั่น‘ทรงผม-เครื่องแบบ’มากดดัน ยันไม่เคยมีร้องชุดนร.แพง

1 ธันวาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีนักเรียนกลุ่มหนึ่งมีการเชิญชวนให้แต่งชุดไปรเวทไปโรงเรียน เพื่อแสดงสัญลักษณ์ถึงความต้องการเสรีภาพ ว่า หากครูพบนักเรียนแต่งชุดไปรเวท แล้วห้ามเด็กเข้าเรียน คงไม่ได้ เพราะ ศธ.กำหนดระเบียบไว้ชัดเจนแล้ว ถ้านักเรียนไม่สามารถทำตามระเบียบได้ควรทำอย่างไร เช่น ขั้นแรกต้องพูดคุยกับนักเรียน ขั้นต่อมาคือจะสอบถามผู้ปกครอง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทุกๆปัญหาที่นักเรียนยกเป็นประเด็นขึ้นมา ศธ.มีกระบวนการรับฟังและหาทางแก้ไขให้เหมาะสม ผ่านคณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษา ซึ่งทางคณะกรรมการพิจารณาฯ ได้เสนอให้ ศธ.แนวทางแก้ไขระเบียบในเรื่องต่างๆแล้ว แต่ยังขาดการรับฟังจากผู้ปฏิบัติหน้าที่ว่าจะสามารถทำได้จริงตามข้อเสนอแนะได้หรือไม่

“การแสดงออกครั้งนี้ เหมือนกับกดดันให้เราต้องตัดสินใจทางใดทางหนึ่ง ซึ่งผมคงไม่ตัดสินใจโดยที่มีความกดดันจากภาคสังคม ผมตัดสินใจบนพื้นฐานความถูกต้อง และความเหมาะสมกับระยะเวลาข้อมูลที่มีอยู่ รวมทั้งความพร้อมของผู้ปฏิบัติในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ ฉะนั้นขอให้ทุกคนเข้าใจด้วย หวังว่าน้องๆทุกคนที่รับข้อมูลอย่างมีความเข้าใจที่ดีว่าจะเข้าใจว่าอีกไม่นาน ศธ.จะหาแนวทางแก้ปัญหา และผมมั่นใจว่าทุกแนวทางที่เราแก้ไขปัญหา คงไม่ถูกใจทุกคน” รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. ระบุว่า เราต้องความเข้าใจว่าเราอยู่ในสังคมที่ใหญ่ เราไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนได้ โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ ที่ต้องนึกถึงนักเรียน ผู้ปกครองทั่วทั้งประเทศ หากเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงผลรอบด้าน จะเป็นปัญหาระยะยาว และจะเป็นเรื่องที่เราไม่ควรมานั่งแก้ไขในขณะที่การศึกษามีหลายเรื่องที่เป็นประเด็นแก้ไขเป็นอันดับต้นๆ ผมไม่อยากพูดว่าผมหรือเครื่องแต่งกายเป็นเรื่องของแฟชั่น แต่เรากลับเอาเรื่องผมและเครื่องแต่งกายมากดดันก่อนเรื่องคุณภาพการศึกษา หลักสูตรการศึกษาที่เป็นปัญหาหลักของการศึกษา

ผู้สื่อข่าวถามว่าหลายคนบอกว่าชุดนักเรียนแพงเกินไป แต่ในความจริงแล้วชุดนักเรียนอยู่ในงบอุดหนุนเรียนฟรี 15 ปี ของรัฐอยู่แล้วใช่หรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า รัฐบาลพยายามสนับสนุนเรื่องเครื่องแบบนักเรียน แต่อาจจะไม่ได้เนื้อผ้าที่ทุกคนพอใจ อาจจะลงทุนเพิ่มเติมบ้าง แต่จะมีเด็กในประเทศเป็นล้านคนที่ใช้งบประมาณจากรัฐซื้อเครื่องแบบนักเรียนได้ ตนไม่ได้รับการร้องเรียนจากผู้ปกครองเลยว่าเครื่องแบบนักเรียนจะเป็นปัญหาทำให้ภาวะเศรษฐกิจของครอบครัวได้รับผลกระทบ การแต่งชุดไปรเวทอาจจะทำให้มีผลกระทบในระยะยาว เช่น นักเรียนอาจจะมองว่าเสื้อผ้าของตนสกปรก เทียบกับเพื่อนไม่ได้ เป็นต้น ฉะนั้นตนหวังว่านักเรียนจะเข้าใจในการวางมาตรฐานเครื่องแบบนักเรียนของ ศธ.