นศ.หลักสูตร ปปร.30 ออกโรง ผนึกกำลังป้องเลขาฯพระปกเกล้า ยันไร้เอี่ยวเรียกรับเงินแลกโควตา

25 สิงหาคม 2569 เวลา 16:48 น.

“นศ.หลักสูตร ปปร.30″ออกโรง ผนึกกำลังป้อง”เลขาฯพระปกเกล้า” ยันไร้เอี่ยวเรียกรับเงินแลกโควตา หนุนดำเนินการโปร่งใส-เป็นธรรม อย่าด่วนสรุปก่อนตรวจสอบเสร็จสิ้น

25 สิงหาคม 2569 นักศึกษาหลักสูตร ปปร.30 กว่า 100 คน ร่วมออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนสนับสนุนคำชี้แจงของเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า หลังมีการเผยแพร่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์เพื่อแลกกับการได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตร โดยผู้ร่วมแสดงจุดยืนประกอบด้วยบุคคลจากหลากหลายภาคส่วน ทั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นายทหารและนายตำรวจชั้นนายพล สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นักวิชาการ สื่อมวลชน และผู้นำภาคเอกชนระดับสูง โดยมีผู้ร่วมลงชื่อมาจากจากทั้ง 10 กลุ่มบ้านของหลักสูตร

แถลงการณ์ฯ ระบุว่า นักศึกษาเหล่านี้ยืนยันว่า ในการสมัคร และได้รับการคัดเลือกเข้าเรียน ปปร.30 ไม่เคยจ่าย มอบ เสนอ หรือตกลงจ่ายเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือผลประโยชน์ใดแก่บุคคลใด เพื่อแลกกับการได้รับคัดเลือก และไม่เคยได้รับการเรียกร้องหรือเงื่อนไขให้ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว นอกจากนี้ นักศึกษา ปปร.30 ยังสนับสนุนให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้เรื่องดังกล่าวได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจน พร้อมขอให้การนำเสนอหรือเผยแพร่ข้อกล่าวหาต่อสาธารณะตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน โดยไม่ควรด่วนสรุปว่าบุคคลหรือองค์กรใดกระทำความผิดก่อนการตรวจสอบจะเสร็จสิ้น

แถลงการณ์ฯ ยังระบุว่า นักศึกษามีความภาคภูมิใจที่ได้รับโอกาสเข้าศึกษาในสถาบันพระปกเกล้า และพร้อมร่วมกันรักษามาตรฐาน คุณค่า และชื่อเสียงของหลักสูตรและสถาบัน และในช่วงท้าย นักศึกษา ปปร.30 ยืนยันความเชื่อมั่นต่อสถาบันพระปกเกล้า และสนับสนุนจุดยืนของเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความถูกต้อง ความโปร่งใส และชื่อเสียงของสถาบัน พร้อมยืนยันว่า จะให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบเพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อสังคม

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า,สถาบันพระปกเกล้า,ปปร30,

กกต.เบรกรถทัวร์! ยัน 28 ส.ค.ยังไม่ลงมติคดีฮั้ว สว. ชี้อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน

25 สิงหาคม 2569 เวลา 16:34 น.

25 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีกระแสข่าว กกต.เตรียมลงมติคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 28 ส.ค.นี้ ว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง กกต.อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน สว.และลงมติสำนวนดังกล่าวต่อไป

ทั้งนี้ สำนักงาน กกต.ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า การพิจารณาสำนวน สว.ดังกล่าว ดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดหลักกฎหมาย เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง และคุ้มครองเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างสูงสุด

การเมืองไทย,กกต,ฮั้วสว,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,

‘ป๋าเต็ด’ แซะ ภราดร อ่านหนังสือเล่มเดียวกันหรือเปล่า ชี้ ‘เป๋า’ เป็นเหมือนไอ้ฟัก ส่วนครูใหญ่อยู่ฝั่งไหน?

25 สิงหาคม 2569 เวลา 16:08 น.

‘ป๋าเต็ด’ แซะ ภราดร อ่านหนังสือเล่มเดียวกันหรือเปล่า ชี้ ‘เป๋า’ เป็นเหมือนไอ้ฟัก ส่วนครูใหญ่อยู่ฝั่งไหน?

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 จากกรณี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) อ้างว่ามีผู้สมัคร สว.อ่างทอง โทรศัพท์มาถึงนายภราดร และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย

ซึ่งมีในช่วงหนึ่ง นายภราดร พูดว่า “นั่งดูข่าวแล้วนึกถึงวรรณกรรมเรื่อง คำพิพากษา ของชาติ กอบจิตติ นึกถึงตัวละครชื่อไอ้ฟัก ที่ไม่ได้ทำอะไร แต่ถูกคำพิพากษาจากสังคม ซึ่งเรื่องแบบนี้ในสังคมไม่ได้เกิดเฉพาะวันนี้ แต่เกิดมา40-50 ปี ที่สังคมเชื่อในสิ่งที่มีการกล่าวหาโดยที่ยังไม่รู้ข้อเท็จจริง ทั้งที่ควรเอาข้อเท็จจริงมายืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ และการจะกล่าวหาใคร ต้องเอาหลักฐานที่ถูกต้องมาพิสูจน์ให้ได้ และสู้กันบนความถูกต้อง ผมไม่กลัวกับการถูกตรวจสอบ ผมเป็นนักการเมือง ยอมรับในกระบวนการตรวจสอบ และไม่มีปัญหาใดๆ แต่การกล่าวหาด้วยข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นข้อมูลจริง หรือยังเป็นอีกเรื่องผมพร้อมที่จะต่อสู้บนข้อมูลที่ได้รับการยืนยันว่าถูกต้อง ให้เอาข้อมูลมายันกัน ผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการทั้งหมด” นายภราดร กล่าว (ภราดร โต้ ไอลอว์ ปูดคุยโทรศัพท์ ส.ว.อ่างทอง ย้อนคนกล่าวหาต้องพิสูจน์ข้อมูลจริงหรือเท็จ)

ล่าสุด ‘ป๋าเต็ด’ ยุทธนา บุญอ้อม ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า “อ่านเล่มเดียวกันหรือเปล่านะ ในเรื่องน่ะตัวโกงคือครูใหญ่ เพราะมีตำแหน่ง มีหน้ามีตา มีอำนาจ ชาวบ้านเลยเชื่อ ส่วนไอ้ฟักนี่เป็นภารโรง ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครฟัง ผมว่าเป๋าต่างหากที่เป็นเหมือนไอ้ฟักที่ลุกขึ้นสู้ท่ามกลางแรงต้าน ส่วนครูใหญ่อยู่ฝั่งไหน ไม่รู้กันจริงๆเหรอ”

ป๋าเต็ด, ภราดร​ ปริ​ศ​นานันท​กุล,ฝ่ายค้าน,ฮั้ว​สว,รัฐบาล,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,, ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, ไอลอว์

ด่วน มติ ป.ป.ช. รับคดีโกงสอบพัทยา ปี 64 เป็นคดีพิเศษ พบเครือข่าย-หลักฐาน โยงทุจริต สถ. ปี 68 เผยหลักฐานยังไม่ถึงฝ่ายการเมือง-พัน 2 อดีตอธิบดี

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:57 น.

25 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงข่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ.2568 ว่า ความคืบหน้าดำเนินการไต่สวน กรณีทุจริตการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 หรือที่เรียกว่า “โกงสอบท้องถิ่น” ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

โดย ป.ป.ช.รับเป็นคดีพิเศษ รับไว้ไต่สวน 2 ประเด็นหลักคือ กรณีมีการกล่าวหา เจ้าหน้าที่และผู้บริหารของกรม สถ.เข้าไปทุจริตในการสอบแข่งขันข้าราชการในปี 2568 กรณีแรกเรื่องการล็อคสเปก กำหนด TOR เอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคาเข้าไปดำเนินการรายหนึ่งรายใด โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือที่เรียกว่า ล็อคสเปก เป็นความผิดฐานฮั้ว ประการที่สอง การทุจริตแอบอ้างและเรียกรับกรณีมีการสอบบรรจุบุคคลเข้าเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.สืบเนื่องจากเรื่องนี้ หลังรับไว้เป็นคดีพิเศษ ปรากฏว่า มีการไต่สวนพยานสำคัญพาดพิงถึงกลุ่มบุคคลที่เป็นเครือข่าย และที่สำคัญคือได้ตรวจสอบทางเทคนิคในส่วนของพยานวัตถุที่ยึดได้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จากการตรวจสอบ และลงไต่สวน ขณะนี้ทาง ป.ป.ช.ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วย โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน เราได้ประสานทาง ปปง. และธนาคาร เพื่อขอข้อมูลในส่วนของเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทั้งระบบ

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการลงพื้นที่ขณะนี้ ได้แบ่งเจ้าหน้าที่ไต่สวนลงไปดำเนินการในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะประเด็นดำเนินการช่วงนี้คือ เราต้องดำเนินการเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่า บุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง บุคคลใดเป็นเหยื่อ บุคคลใดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดชัดเจน เพื่อการวินิจฉัยในอนาคต ในส่วนนี้ค่อนข้างใช้เวลามากเสียหน่อย เพราะผู้เกี่ยวข้องมีมากกว่า 6 พันราย

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ระหว่างดำเนินการ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล เราได้วิเคราะห์หลักฐานในคอมพิวเตอร์ที่ยึดได้ครั้งก่อน ในไฟล์เอกสารมีบัญชีรายชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ บัญชีเครือข่ายที่ตรงกับปี 2568 โดยเฉพาะรายชื่อและเครือข่ายเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับการสรรหาพนักงานเทศบาลข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเมืองพัทยา ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร ประจำปี 2564 จากหลักฐานที่บ่งชี้ว่า เครือข่ายนี้ทำงานเป็นขบวนการหลายปีต่อเนื่องกัน คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติให้ไต่สวน และรับคดีปี 2564 เป็นคดีพิเศษ และรับไว้ดำเนินการเช่นเดียวกัน

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่ามีเส้นเงิน กว่า 9,000 ล้านบาท ในคดีนี้ เรื่องนี้ทาง ป.ป.ช.ยังไม่ได้ข้อมูลจาก ปปง.จึงยังตอบไม่ได้ ตนได้ยินแค่ตามข่าว แต่ไม่ขอยืนยัน แต่จะมีการขยายผลเรื่องเส้นเงินไปจนสิ้นสุดว่าถึงใครบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมกังวลว่าสุดท้ายแล้ว จะมีแค่ระดับข้าราชการที่ถูกดำเนินคดี แต่จะไปไม่ถึงระดับฝ่ายการเมือง หรืออดีตอธิบดีที่ตกเป็นข่าว นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ขอให้อดใจรอนิดนึง ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่มีการตัดตอนแน่นอน และไม่ใช่ว่าไม่มีเส้นเงินแล้วจะไม่มีความผิด

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องกรอบเวลาการไต่สวนคดีนี้ วางกรอบไว้ 6 เดือน จะสรุปว่าใครที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาบ้าง โดย ป.ป.ช.จะรวบรวมหลักฐานแต่ละกลุ่ม ว่าใครทำผิดอะไรบ้าง เพื่อเป็นสารตั้งต้น ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ชี้มูลความผิด และยืนยันว่า ป.ป.ช.จะไม่ยื้อคดี และจะทำให้เสร็จเร็วที่สุด ขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานอยู่ว่าไปถึงใครบ้าง ดังนั้นต้องรอดูหลักฐานก่อน เพื่อแยกให้ออกว่าใครเป็นคนทำผิดหรือเป็นเหยื่อ ซึ่งคนที่ทำผิด คือคนที่จ่ายเงินเพื่อให้ผ่านการสอบเพื่อให้ได้รับการบรรจุ ส่วนเหยื่อคือผู้ที่ไม่รู้เห็นกับการแก้ไขข้อสอบ แต่มีชื่อติดอยู่ในรายชื่อ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตรวจกระดาษคำตอบทั้ง 860,000 แผ่น นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เสร็จ การตรวจจะใช้เวลาดำเนินการ 10 วันหลังจากที่เราได้เครื่องตรวจกระดาษคำตอบมา แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เครื่องมา เพราะอยู่ระหว่างการหาเครื่องตรวจที่มีความแม่นยำ

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนการตรวจสอบการทุจริตการสอบท้องถิ่นที่มีการขยายผลย้อนหลังไปถึงปี 2564 ที่เกี่ยวข้องกับเทศบาลเมืองพัทยา ป.ป.ช.พบว่า มีผู้เกี่ยวข้อง 10 คน สูงสุดเป็นระดับอธิบดี สถ.ในขณะนั้น มีพฤติกรรมกระทำความผิดแก้ไขคะแนนสอบเหมือนกับปี 2568 และเป็นกลุ่มคนเดียวกัน

เมื่อถามว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้าราชการระดับอธิบดีไปแล้ว 2 คน คือ นายนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดี สถ. กับอดีตอธิบดี สถ.เมื่อปี 2564 ใช่หรือไม่ นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่าใช่ และจะมีการสอบขยายผลไปถึงอธิบดีที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 64-68 ต้องมีการตรวจสอบและขยายผลว่ามีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องหรือไม่

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า หลักฐานขณะนี้สามารถเอาผิดบุคคลได้สูงสุดอยู่ที่ระดับอธิบดี ยังไม่ถึงฝ่ายการเมือง แต่ยืนยันว่า ป.ป.ช.จะสอบไปให้ได้สุดทาง เพื่อให้ไปถึงตัวการ ซึ่งขณะนี้ได้แค่ตัวการระดับหนึ่ง แต่จะไปถึงระดับที่เป็นข่าวหรือไม่ ขอดูหลักฐานก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในช่วงเวลาปี 2564 คือ นายประยูร รัตนเสนีย์

ทุจริตสอบท้องถิ่น, ปปช., โกงสอบท้องถิ่น

นายกฯ ยืนยัน โยกย้าย มท.ยึดหลักคุณธรรม ระบุให้ ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ ขึ้นอธิบดีตามความเหมาะสม

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:28 น.

25 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย ว่า เป็นไปตามวาระปกติมีคนเกษียณอายุราชการก็มีการแต่งตั้งโยกย้ายตามฤดูกาลปกติ ส่วนกรณีที่โยกย้าย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มาเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้พูดคุยอะไรกันบ้างนั้น ท่านก็จะมาเป็นอธิบดี ปภ.ตอนเป็น ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ก็มีประสบการณ์ในการป้องกันอุทกภัย ก็ต้องหาคนที่มีความเหมาะสมที่สุดสามารถดำเนินการป้องกันภัยได้เลย ตนได้หารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทยเห็นพ้องต้องกันว่านายนิรัตน์เหมาะสมด้านนี้

เมื่อถามว่า การโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้ยึดหลักอะไร เพราะก่อนหน้านี้ต้องการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า ยึดหลักคุณธรรมความเหมาะสม และยึดหลักว่าคนที่เราแต่งตั้งมาทำหน้าที่แต่ละตำแหน่งต้องยึดถือประโยชน์ประชาชนเป็นเป้าหมายแรก

เมื่อถามถึงกรณีโยกย้าย นายปิยะ ปิจนำ จากผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ มาดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายอนุทิน ตอบว่า เป็นไปตามการหมุนเวียนโยกย้ายและความเหมาะสมในหน้าที่ของการทำงาน ผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัดมีองค์ความรู้วิธีการร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราก็ดำเนินการตามความเหมาะสมและอาวุโส

อนุทินชาญวีรกูล,นายกรัฐมนตรี,ด่านตรวจ,ยาเสพติด,

DSI แจง อธิบดีฯ มอบอำนาจกองกฎหมายร้องทุกข์ ปมเอกสารคดีฮั้ว สว. หลุด

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:26 น.

ตามที่ปรากฏข่าว มีผู้นำเอกสารที่เป็นรายงานการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ในความผิดฐานอั้งยี่
และความ ผิดอื่นที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อสาธารณะช่องทางต่าง ๆ โดยคดีพิเศษดังกล่าว เกี่ยวกับการกล่าวหาว่ามี
คณะบุคคลได้ร่วมกันดำเนินการเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาบางรายขัดต่อกฎหมาย นั้น

กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจสอบภาพเอกสารที่ปรากฏในสื่อสาธารณะแล้ว น่าเชื่อว่าเป็นหน้ารายงานการสอบสวนในคดีพิเศษ ซึ่งการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะในชั้นก่อนฟ้องที่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนวิธีปฏิบัติไว้ และห้ามมิให้เปิดเผยจนกว่าจะเป็นการพิจารณาคดีในศาลโดยเปิดเผย หรือเป็นกรณีที่มีเหตุอื่นตามกฎหมาย

ดีเอสไอ

พฤติกรรมและการกระทำดังกล่าว นอกจากก่อให้เกิดความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ยังเป็นความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 มาตรา 322 และมาตรา 323 และฐานความคิดอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น เพื่อให้มีการสอบสวนพิสูจน์ความผิดและนำตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้องลงโทษตามกฎหมาย อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงมีหนังสือมอบหมายให้ผู้แทนกองกฎหมายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เนื่องจากเป็นคดีสำคัญ เพื่อให้สอบสวนดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายต่อไป

กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอเน้นย้ำในการปฏิบัติงานว่าดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ทั้งนี้ หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด จะมีการดำเนินทั้งคดีคดีอาญาและทางวินัยอย่างเด็ดขาด จึงประชาสัมพันธ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

DSI, คดีฮั้ว สว., ดีเอสไอ

อนุทิน สั่ง มทภ.4 ตรวจสอบให้ชัดเจน ปมยิงจาก ฮ. รับการข่าวต้องปรับอีกเยอะ หลังเหตุป่วนใต้

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:23 น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 13.46 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะลงพื้นที่ด้วยตัวเองหรือไม่ ว่า ถ้าตนลงไปจะทำความลำบากให้กับเจ้าหน้าที่เปล่าๆ แต่การสั่งการให้แนวทางปฏิบัติเตรียมความพร้อมของผู้เกี่ยวข้อง ได้มารายงานและหารือ และนำไปสู่การปฏิบัติ

เมื่อถามว่า กรณีมีการระบุว่าเจ้าหน้าที่ยิงลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนถามแม่ทัพภาคที่ 4 ท่านก็ยืนยันหนักแน่นว่า ไม่มีเหตุเช่นนี้ แต่หากต้องการให้สบายใจตนจะกำชับให้แม่ทัพภาค 4 ดำเนินการให้ชัดเจน เพราะของพวกนี้โกหกไม่ได้ ผู้บาดเจ็บยังมีชีวิต การพิสูจน์วิถีกระสุน ปืนที่นำมาใช้ สามารถพิสูจน์หลักฐานในทางวิทยศาสตร์ได้ ก็เป็นไอเดียที่ดี ตนจะให้แม่ทัพภาค 4 ดำเนินการ ตนจะแจ้งให้ดำเนินการ

เมื่อถามว่า การเรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคง ที่ผ่านมา มีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า วิธีการดำเนินการเป็นความลับทางราชการ แต่เป้าหมายและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสันติสุข ความปลอดภัยของประชาชน นั่นคือเป้าหมายสูงสุดของเรา เราจะทำทุกวิถีทาง โดยเน้นเรื่องชีวิตให้ปลอดภัยสูงสุด

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายโจมตีทหารใช้อาวุธสงครามเป็นการกระทำที่แรงเกินกว่าเหตุ นายกฯ กล่าวว่า หลักปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เขามีหลักอยู่แล้วทำตามกรอบกฎหมายกำหนด เราไม่สามารถสรุปได้ว่าแต่ละจุด การปฎิบัติการตอบโต้หรือการป้องกันตัวเอง หรือการเข้าปราบปรามเพื่อยุติเหตุร้ายมันแตกต่างกัน ในทุกช่วงเวลาทุกพื้นที่ ทุกสถานที่ แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องยึดถืออยู่เสมอ การดำเนินการภายใต้กรอบและสิ่งที่กฎหมายกำหนด ตนขอให้ความมั่นใจว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนไหน ที่จะทำนอกเหนือกฎหมายได้

เมื่อถามว่า การเกิดสถานการณ์ในพื้นที่กว่า 100 เหตุการณ์ภายใน3วัน จะมีการปรับมาตรการอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า เรื่องการข่าวต้องมีการปรับปรุงอีกเยอะ ตนได้แสดงความกังวลและห่วงใย ให้เขาได้รับทราบแล้ว ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่อธิบายกับประชาชนยาก เหตุที่เกิดขึ้นพร้อมพร้อมกันนับ10นับ100 ในห้วงสถานการณ์เดียวกัน เราจะบอกว่าเราไม่ทราบเลย ก็แสดงว่าประสิทธิภาพใช้ไม่ได้เลย ซึ่งเขาก็บอกว่าเขาทราบ เพียงแต่ว่าตอนที่เกิดเหตุในแต่ละจุด ก็มีการเตรียมการเป็นอย่างดีจากฝ่ายก่อการ สื่อก็เห็นว่าตนใช้ดุลพินิจ และอำนาจที่ตนมีอยู่ ในส่วนที่ตนทำได้ ทั้งปรับปรุงบุคลากร วิธีการ เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น ก็ขอให้ประชาชนมั่นใจ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ผบ.ตร. ผบ.ทบ. แม่ทัพภาคที่ 4 สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รวมถึง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มา3-4 วันแล้ว เรามีแนวทางหาข้อสรุปเพื่อดำเนินการทุกวิถีทางทั้งการเจรจา การรักษากฎหมาย การเสริมกำลังเข้าไปให้เกิดความสงบเรียบร้อยดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินประชาชน

เมื่อถามว่าอันนี้เป็นเหตุผลที่ต้องดึงทหารเข้ามาช่วยงาน นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างมีเหตุผลหมด

เมื่อถามว่ากรณีมีการกล่าวอ้างว่ามีการใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงใส่ประชาชน ต้องตรวจสอบหรือไม่ นายอนุทิน ตอบกล่าว เรื่องนี้สามารถพิสูจน์หลักฐานได้ด้วยวิถีกระสุนและโชคดีที่ผู้ได้รับบาดเจ็บไม่ถึงกับเสียชีวิต เราต้องเร่งดูแลเขาตรงนี้สามารถสอบถามเขาได้มีแพทย์ที่เป็นกลางมีจรรยาบรรณแพทย์กำหนดอยู่ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อถามย้ำว่า มีการรายงานนายกฯ ว่ามีการยิงลงจากเฮลิคอปเตอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า มีแต่การปฏิเสธว่าไม่ได้ดำเนินการเช่นนั้น ตนถามย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่มีแน่นะ ทำอย่างนั้นไม่ได้นะ รู้ได้อย่างไรว่าไม่มี แม่ทัพภาคที่ 4 ก็แถลงข่าวไปแล้วโดยเป็นสิ่งเดียวกับที่รายงานมายังตน ถ้ามีอะไรนอกเหนือจากนี้คงไม่ใช้ไม่มีเหตุอะไรที่แม่ทัพภาคที่ 4 จะปิดบังประชาชน

เมื่อถามว่า นโยบายภาคใต้เราใช้การเมืองนำการทหาร หลังจากนี้ต้องเปลี่ยนมาใช้ทหารนำการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีใครนำใครจับมือไว้แล้วไปด้วยกันสร้างความสงบให้บ้านเมืองทำงานด้วยกันสามัคคีกันร่วมมือกัน

3จังหวัดชายแดนใต้, ชายแดนใต้, อนุทิน ชาญวีรกูล

ครม.ไฟเขียว เปิดทางลูกจ้าง 3 กลุ่ม เข้าสู่ประกันสังคม ม.33 ได้สิทธิครบ ทั้งเจ็บป่วย-มะเร็ง-คลอดบุตร-ทุพพลภาพ-เสียชีวิต-ชราภาพ-ว่างงาน

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:11 น.

คนทำงานที่เคยอยู่นอกความคุ้มครองเตรียมมีหลักประกันเพิ่ม! ครม.อนุมัติหลักการแก้กฎหมาย เปิดทางลูกจ้าง 3 กลุ่ม เข้าสู่ประกันสังคม ม.33 ได้สิทธิครบ ทั้งเจ็บป่วย-มะเร็ง-คลอดบุตร-ทุพพลภาพ-เสียชีวิต-ชราภาพ-ว่างงาน คาดปี 2573 มีผู้ประกันตนเพิ่มกว่า 1.05 ล้านคน

25 สิงหาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดกิจการหรือลูกจ้างอื่นที่ไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อขยายความคุ้มครองระบบประกันสังคมมาตรา 33 ให้แก่กลุ่มลูกจ้างที่เคยถูกยกเว้น

สำหรับร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ จะขยายความคุ้มครองให้ลูกจ้าง 3 กลุ่ม เข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 33 ได้แก่ 1. ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ 2. ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดา อาทิ แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ และ 3. ลูกจ้างของนายจ้างที่ประกอบการค้าแผงลอย

การขยายความคุ้มครองครั้งนี้หมายถึง ลูกจ้างกลุ่มที่เดิมถูกยกเว้นจะมีโอกาสเข้าสู่ระบบประกันสังคมและได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่เจ็บป่วย มะเร็ง คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ชราภาพ และว่างงาน ช่วยเพิ่มหลักประกันให้คนทำงานและครอบครัวในช่วงที่เกิดเหตุไม่คาดคิด โดยเฉพาะเมื่อเจ็บป่วยจนกระทบต่อการทำงานและรายได้ รวมถึงมีหลักประกันเมื่อว่างงานและเข้าสู่วัยชรา

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ แถลงเพิ่มเติมว่า สิทธิดังกล่าวครอบคลุมทั้งลูกจ้างสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ที่มีเอกสารยืนยันตัวตนและใบอนุญาตทำงานถูกต้อง รวมถึงกลุ่มลูกจ้างต่างด้าวที่ได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมไม่ได้กำหนดสัญชาติของลูกจ้างที่ต้องขึ้นทะเบียนประกันสังคม ทำให้กลุ่มลูกจ้างดังกล่าวสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปรับแก้ไขระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย จากเดิม 60 วัน เป็น 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้นายจ้าง ลูกจ้าง และสำนักงานประกันสังคมมีเวลาเตรียมความพร้อม ทั้งด้านระบบการส่งเงินสมทบและการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจอย่างทั่วถึง

สำหรับผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้น การขยายความคุ้มครองครั้งนี้จะทำให้จำนวนผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569 และเมื่อถึงปี 2573 คาดว่าจะมีผู้ประกันตนรวมแล้วกว่า 1,050,000 คน เป็นการขยายหลักประกันทางสังคมให้ครอบคลุมคนทำงานที่เคยอยู่นอกระบบมากขึ้น และช่วยให้คนทำงานกลุ่มนี้มีหลักประกันรองรับความเสี่ยงสำคัญในชีวิตมากกว่าเดิม

การปรับกฎหมายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ประกันตน แต่เป็นการขยาย “หลักประกัน” ไปถึงคนทำงานที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย ตั้งแต่แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ ไปจนถึงลูกจ้างแผงลอยและลูกจ้างในกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ ให้เข้าถึงความคุ้มครองเมื่อเกิดเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ว่างงาน หรือเข้าสู่วัยชราได้มากขึ้น

ประกันสังคม,ม33,มาตรา33,คณะรัฐมนตรี,

ครม. ไฟเขียวงบกลาง 558 ล้าน เยียวยาน้ำท่วมปี 69 ครัวเรือนละ 9,000 บาท เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:09 น.

แจกเงิน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. อนุมัติงบกลาง 558,739,000 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2569 ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพเบื้องต้นและค่าปลงศพ เป็นกรณีพิเศษ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. เสนอ และที่ ครม. มีมติเพิ่มเติม ดังนี้

กรณีที่อยู่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำไม่เกิน 7 วัน ครัวเรือน ละ 9,000 บาท ขณะนี้ที่ได้รับผลกระทบอยู่ที่ 60,971 ครัวเรือน

แจกเงิน
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

กรณีที่อยู่อาศัยน้ำท่วมขังเกิน 7 วัน ครัวเรือนละ 9,000 บาท ซึ่งยังไม่มีตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบ

ส่วนกรณีผู้เสียชีวิต จากอุทกภัยโดยตรง และดินโคลนถล่ม เยียวยารายละ 2 ล้านบาท ซึ่งที่ จ.น่าน มีทั้งหมด 5 คน

แจกเงิน
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าการจ่ายเงินเยียวยาจะต้องทำให้สะดวกที่สุด ไม่ต้องเสียเวลาทำประชาคม เรื่องเอกสารไม่ต้องให้ประชาชนมายื่นเอกสารซ้ำซ้อน เป็นหน้าที่ของหน่วยราชการในประสานข้อมูลเป็นการภายในและดำเนินเรื่องในการอนุมัติเงิน เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

พร้อมกันนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีเคยมีมติไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อยากจะให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย ตอนนี้เริ่มดำเนินการไปแล้ว พบว่าการจัดตั้งกองทุนต้องใช้เวลาและอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ เนื่องจากเวลานี้ มีฝนตก และอาจมีสถานการณ์อุทกภัย เพื่อให้การดูแลดูแลประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ ปภ. และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. นำระบบประกันภัยมาใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยจะต้องไปพูดคุยและสรุปรูปแบบเพื่อนำมาเสนอคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นอกสถานที่ จังหวัดสงขลา

ขอขอบคุณภาพจาก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

ครม, งบกลาง, น้ำท่วม, เงินเยียวยา, แจกเงิน

‘นิรัตน์’ รับเป็นเรื่องยาก กวาดบ้าน ‘สถ.’จบ ก่อนรับตำแหน่งใหม่ ยันจะทำดีที่สุด

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:06 น.

นิรัตน์ น้อมรับคำสั่ง ย้ายนั่ง อธิบดี ปภ. รับเป็นเรื่องยาก ย้ำกวาดบ้านสถ. จบก่อนรับตำแหน่งใหม่ แต่ยันจะทำให้ดีที่สุด

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ว่า ไม่ได้รับทราบมาก่อนล่วงหน้า แต่ตนเคารพการตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนย้ำว่าพร้อมทำงาน

เมื่อถามว่า ภารกิจของ ปภ. ค่อนข้างหนักพอสมควร ในการบรรเทาสาธารณภัย มีการเตรียมความพร้อมอย่างไร นายนิรัตน์ กล่าวว่า ต้องพร้อมเสมอ

เมื่อถามว่า การโยกย้ายกรมในครั้งนี้ กังวลหรือไม่ว่าจะส่งผลต่อการเดินหน้าสอบทุจริตข้าราชการท้องถิ่น นายนิรัตน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ และยังไม่ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม นายนิรัตน์ยัง กล่าวถึงภารกิจของ สถ.ในการเดินหน้าสอบทุจริตข้าราชการท้องถิ่น ว่า สิ่งที่ต้องทำเป็นสิ่งแรก คือการบริหารบัญชี เอาบัญชีที่ถูกต้องมาใช้ และส่งไปยัง ก จังหวัด เทศบาล อบต. อบจ. เพื่อให้เพิกถอนคนที่ไม่ได้มีคะแนนที่จะต้องบรรจุ แต่หลังจากนี้มีอะไรต่อก็ต้องมีการสังคายนาภายในกรมสถ. ซึ่งยังมีงานอีกเยอะที่ต้องทำ และจัดเตรียมส่งมอบให้กับอธิบดีคนใหม่ แต่เรื่องของการสอบทุจริต หน่วยงานหลักในการดำเนินการทางคดีอาญาคือสำนักๅลลงานป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะมอบให้ ตำรวจ หรือดีเอสไอ ก็แล้วแต่จะมอบ แต่ในฐานะที่เราดูแลบริหารกรม ถ้าเราเจออะไรที่เป็นความผิด จะยังคงทำต่อเนื่องทุกวันว่าจะต้องประสานหน่วยงานใดต่อไป

เมื่อถามว่า การกวาดบ้านในสถ. จะให้แล้วเสร็จก่อนที่จะย้ายกรมหรือไม่ นายนิรัตน์ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย แต่จะทำให้ได้มากที่สุดและดีที่สุด

กระทรวงมหาดไทย, นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร, รองเซมเบ้, อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย