มัลลิกา เอาฤกษ์แห่งชัย สักการะพระเจ้าตากสิน เปิดทางลุยหาเสียงฝั่งธน

มัลลิกา เอาฤกษ์แห่งชัย สักการะพระเจ้าตากสิน เปิดทางลุยหาเสียงฝั่งธน

มัลลิกา เอาฤกษ์แห่งชัย สักการะพระเจ้าตากสิน เปิดทางลุยหาเสียงฝั่งธน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.45 น.

“มัลลิกา”เอาฤกษ์แห่งชัย สักการะพระเจ้าตากสิน เปิดทางลุยหาเสียงฝั่งธน พร้อมเสนอกระจายพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ครบทุกเขต ชู”ปฏิรูปกรุงเทพฯ”

31 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 10.30 น.ที่วัดหงส์ รัตนารามราชวรวิหาร ธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข 14 ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร กราบสักการะศาลพระเจ้าตากสิน โดยเริ่มต้นจากจุดศาลเก่าแก่โบราณที่อยู่ด้านหน้า ซึ่งเป็นเป็นจุดที่พระเจ้าตากสินรวมไพร่พลเพื่อการศึกสงครามจนได้รับชัยชนะ และสักการะ 8 จุด ในวิหาร 5 แม่ทัพสวรรค์ ขอพรด้วย

โดย นางมัลลิกา ได้เสนอการปรับปรุงพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเขตกรุงธนบุรีทุกเขต ครอบคลุมกรุงเทพมหานครทั้งหมด เพื่อเพิ่มการท่องเที่ยวและการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นโอกาสให้เยาวชนคนหนุ่มสาวซึ่งอยู่ทางฝั่งธนบุรีและเขตนอกเมือง ได้ใช้พื้นที่ร่วมสมัยไม่ว่าจะเป็นอาชีพครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ เกม หรืออื่นๆ สามารถอยู่ใกล้บ้าน ทำงานนอกสถานที่จุดใดก็ได้ และกระตุ้นการหมุนเวียนในพื้นที่ตนเอง อันเป็นหนึ่งใน 14 ยุทธศาสตร์ที่มีแผนปฏิบัติรองรับ

“เราจะใช้พื้นที่ว่างเปล่าพื้นที่ราชพัสดุอย่างถูกต้อง เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นแม่งานและเจ้าภาพให้ทุกเขตสามารถจัดพื้นที่ให้เป็นเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งดอกไม้ ทุ่งดอกทานตะวัน ทุ่งดอกกุกลาบ พื้นที่ร้านค้า หรือการสร้างสรรค์พื้นที่คอฟฟี่คาเฟ่ อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ โดยใช้กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพเพื่อสามารถปฏิบัติได้จริงและเร็วที่สุด ทั้งนี้ เพื่อสอดรับกับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งของรัฐบาล และสถานการณ์โลก ดังนั้น กรุงเทพฯ จะนิ่งนอนใจไม่ได้”

นางมัลลิกา ยังได้เสนอหมวดการกรุงเทพฯ : ให้เปลี่ยนกรุงเทพฯ จากมหานครรวมศูนย์สู่มหานครของประชาชน ระบุว่า ขอเสนอข้อเสนอปฏิรูปมหานครกรุงเทพฯ ฉบับศตวรรษนี้ กรุงเทพฯ ไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่กรุงเทพฯ ขาดโครงสร้างที่ทำให้คนเก่งทำงาน และขาดคนกล้าปฏิรูปเปลี่ยนแปลงระบบ เราจะทำ 14 ข้อปฏิรูปมหานคร คือ การเปลี่ยนกรุงเทพฯ จากเมืองที่ถูกสั่งจากส่วนกลางสู่มหานครที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการจัดการตนเองของกรุงเทพฯ ให้ไปใกล้เคียงกับมหานครขนาดใหญ่ของโลกอย่างมหานครนิวยอร์ก โตเกียว และโซล เราไม่ใช่แค่เปลี่ยนผู้ว่าฯ แต่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างกรุงเทพฯ ด้วยการเอาจริง เช่น กระจายอำนาจ สร้างมหานครที่บริหารตัวเองได้ ติดดาบและเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าฯ กทม.ผลักดันการแก้ไขกฎหมายจัดตั้ง หรือ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528  เพื่อเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สามารถบริหารจัดการเมืองได้อย่างแท้จริง ลดการพึ่งพาราชการส่วนกลาง และสร้างระบบบัญชาการเดียวในการแก้ปัญหาเมือง การดึงตำรวจนครบาลมาอยู่ภายใต้กรุงเทพมหานคร กระจายอำนาจด้านความปลอดภัยและการจราจรให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชน และเป็นเอกภาพ

นางมัลลิกา กล่าวต่อว่า ปฏิรูป กทม.เป็นระบบมหานครสองชั้น เพิ่มอำนาจให้สำนักงานเขตและหน่วยงานระดับพื้นที่ ลดขั้นตอนราชการส่วนกลาง ให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและตอบสนองประชาชนมากขึ้น การเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต หรือ ส.ข.เพื่อเพิ่มกระบอกเสียงให้กับประชาชน การตั้งสภาเมืองกรุงเทพมหานครสร้างเวทีกลางของประชาชน ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง ประชาชนร่วมออกแบบงบประมาณเมือง นำระบบ “การจัดทำงบประมาณโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน (Participatory Budgeting) มาใช้ ให้ประชาชนร่วมกำหนดการใช้จ่ายงบประมาณในพื้นที่ของตน การเปิดข้อมูลเมืองทั้งระบบงบประมาณ โครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง และผลสัมฤทธิ์ต้องเปิดเผย ตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ ขยายการจัดตั้งชุมชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่มคอนโด หมู่บ้านจัดสรร หอพัก แฟลต และชุมชนแออัด ต้องมีสิทธิในการกำหนดอนาคตพื้นที่ร่วมกัน ยกเป็นเมืองแห่งการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับโรงเรียน กทม.เป็นศูนย์เรียนรู้ และทักษะแห่งอนาคตให้ประชาชนทุกวัยเข้าถึงได้ กรุงเทพมหานครเมืองแห่งอนาคต แต่สามารถใช้ร่วมกัน

– 006

อภิสิทธิ์ ลุยต่อ! 4 มิ.ย.ชงสภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

อภิสิทธิ์ ลุยต่อ! 4 มิ.ย.ชงสภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

อภิสิทธิ์ ลุยต่อ! 4 มิ.ย.ชงสภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.08 น.

“อภิสิทธิ์”ลุยต่อ! 4 มิ.ย.ชงที่ประชุมสภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบกู้เงิน 4 แสนล้าน เซ็งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลับขวางการตรวจสอบ-เมินให้ความสำคัญ ปชช.

31 พฤษภาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ช่วย นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.หาเสียง ที่ย่านตลาดสัมมากร รามคำแหง และย่านหนองจอก กทม.ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่จะเริ่มมีการใช้จ่ายในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ ว่า ปกติการใช้สิทธิ์ในโครงการเหล่านี้หลายครั้งก็ไม่ได้เต็มจำนวนอยู่แล้ว แต่ตัวเลข 26 ล้านคน ที่มีการลงทะเบียนก็ไม่ถือว่าน้อย สิ่งที่สำคัญคือ รัฐบาลกำลังทุ่มเททุกอย่างไปกับโครงการนี้ ซึ่งเข้าใจดีว่าประชาชนต้องการความช่วยเหลือแต่สิ่งที่เราพูดมาตลอดคืออยากเห็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ที่ตรงจุดมากกว่าคือการลดราคาน้ำมัน ราคาพลังงาน ซึ่งจากการลงพื้นที่หาเสียงและคุยกับบรรดาแม่ค้าหลายคนก็พูด ว่าหากน้ำมันราคาถูกลงก็จะสามารถปรับต้นทุนได้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะคลี่คลายไปได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลเดินในทางนี้ก็ต้องหาทางทำให้ได้ผลในการกระตุ้นขึ้นมา แต่เราก็กังวลว่ามันจะไปได้กี่เดือน หากหลังจากนั้นข้าวของยังแพงอยู่รัฐบาลจะทำอย่างไรเพราะใช้เงินที่กู้มา เฉพาะปีนี้ 1.7 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะขึ้นไปใกล้เพดานมากขึ้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ ที่จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เราจะพยายามอย่างเต็มที่ให้มีการตั้งกรรมการวิสามัญขึ้นมาเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ดังกล่าว รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการใช้เงินแบบไหน อย่างไร ซึ่งเราพูดตั้งแต่ต้นว่าไม่ใช่เรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกู้เงิน เราจึงต้องตรวจสอบตรงนี้

“สภาฯ ชุดนี้ รัฐบาลมักจะไม่ยอมให้มีการตั้งกรรมาธิการ เราก็ต้องบอกตรงๆ ว่าผิดหวัง ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ให้ความสำคัญกับตัวแทนของประชาชนไปมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบโครงการต่างๆ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ ก็เป็นอีกโครงการหนึ่ง ซึ่งขณะนี้เรากำลังหารือกันอยู่ว่า ภาคประชาชน หรือฝ่ายค้าน หรือนักวิชาการ ที่เห็นว่ารายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) มีความผิดปกติ ดังนั้นเราก็คงต้องมาทำกันเองให้ตัวเลขจริงปรากฏต่อรัฐบาลให้ได้ เรายังหวังอยู่ว่ากรณีของเงินกู้นั้นน่าจะยอมตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพราะจริงๆ เพราะเป็นการใช้เงินจำนวนมากและไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณ

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยตลาดสัมมากร ชูต้นแบบตลาดใช้เทคโนโลยี-บริหารจัดการเยี่ยม

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยตลาดสัมมากร ชูต้นแบบตลาดใช้เทคโนโลยี-บริหารจัดการเยี่ยม

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ลุยตลาดสัมมากร ชูต้นแบบตลาดใช้เทคโนโลยี-บริหารจัดการเยี่ยม

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.20 น.

“อนุชา” เบอร์ 5 – “อภิสิทธิ์” ลุยตลาดสัมมากรแต่เช้า ชูต้นแบบตลาดใช้เทคโนโลยี-บริหารจัดการเยี่ยม ย้ำตลาด กทม. ต้องสะอาดปลอดภัย ก่อนลุยหนองจอก ดันนโยบายสร้างรายได้ท่องเที่ยวชุมชน – เกษตรชานเมือง เตรียมร่วมกิจกรรม Pride Month บ่ายนี้

31 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้บริหารพรรคอาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค , นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค , ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค , นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร ส.ก.เขตสะพานสูง ลงพื้นที่หาเสียงพบปะประชาชนตั้งแต่ช่วงเช้าที่ตลาดสัมมากร รามคำแหง โดยมีพี่น้องประชาชนทั้งผู้จับจ่ายใช้สอย พ่อค้าแม่ค้า ให้การต้อนรับ ทักทาย ถ่ายรูปด้วยอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะเดินทางไปศูนย์การเรียนรู้บ้านครูแดง แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกับผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองจอก เพื่อหารือถึงการผลักดันนโยบายการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนและเกษตรกรรมในพื้นที่ชานเมือง

ระหว่างการลงพื้นที่ นายอนุชา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงศักยภาพของตลาดสัมมากรซึ่งเป็นตลาดเอกชน ที่สามารถนำไปเป็นต้นแบบในการพัฒนาตลาดอื่นๆ ของ กทม.โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ โดยระบุว่า “แพลตฟอร์มที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ นอกเหนือจากการประมวลผลต่างๆ แล้ว มันจะเป็นสิ่งที่ทำให้เข้าถึงได้ง่าย เวลาคนที่เปิดแอปพลิเคชันจะเห็นเลยว่าตลาดสัมมากรมีจุดเด่นอะไร และ Top 10 ร้านที่คนซื้อมากที่สุดคืออะไร เพราะเราสามารถลิงก์ระบบเข้ากับการสแกนจ่ายเงินได้ ทำให้สามารถจัดอันดับแบบเรียลไทม์ได้ในแต่ละสัปดาห์ว่าใครมาซื้อของร้านอะไร อะไรคือสิ่งที่คนมาจับจ่ายใช้สอยเยอะที่สุด ตรงนี้จะทำให้เกิดการใช้ข้อมูลมาประมวลผลได้ในทุกๆ เรื่อง”

นายอนุชา ยังเน้นย้ำถึงนโยบายด้านสาธารณสุขและความปลอดภัยในตลาด โดยชื่นชมการบริหารจัดการของตลาดสัมมากรที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ ไม่มีน้ำเจิ่งนอง และมีการดักเก็บไขมันอย่างถูกต้อง ซึ่งหากตนได้มีโอกาสเข้าไปบริหารจัดการในนาม กทม.จะเข้าไปช่วยยกระดับตลาดอื่นๆ ให้ถูกสุขลักษณะมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้พ่อค้าแม่ค้ามีส่วนร่วมในการแยกและลดขยะ พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่และกล้องวงจรปิดเข้าไปช่วยอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย ป้องกันมิจฉาชีพ เพื่อให้ประชาชนเดินทางมาจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบายใจ

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามถึงนโยบายของพรรคในช่วงเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นเดือน Pride Month นายอนุชากล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสำรวจภายในองค์กรของ กทม.ก่อน ว่าปัจจุบันมีการดำเนินการสนับสนุนเรื่องความหลากหลายทางเพศอย่างไร มีสัดส่วนอย่างไร เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการคิดนโยบายและกิจกรรมต่างๆ ต่อไป โดยในช่วงบ่ายวันนี้ ตนมีกำหนดการที่จะไปร่วมกิจกรรมทางด้าน Pride Month ที่สีลมด้วยเช่นกัน

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในช่วงเช้าที่ตลาดสัมมากร นายอนุชาและคณะผู้บริหารพรรค ได้เดินทางต่อไปยังศูนย์การเรียนรู้บ้านครูแดง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อร่วมกับผู้สมัคร ส.ก.เขตหนองจอก นายเชิดพันธุ์ เตียไพบูลย์ เบอร์ 3 หารือถึงการผลักดันนโยบายการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนและเกษตรกรรมในพื้นที่ชานเมือง

“บางครั้งคนกรุงเทพฯ เองก็อาจจะนึกภาพไม่ออกว่ายังมีพื้นที่ที่ปลูกข้าวหรือปลูกหญ้าเพื่อเป็นเศรษฐกิจหลักอยู่ ซึ่งเราไปฟังว่าสิ่งที่เขาอยากให้ กทม.มาเติมเต็มและสนับสนุนมีอะไรบ้าง เราไม่ได้เข้าไปดูเรื่องปัญหาอย่างเดียว แต่เราเข้าไปเพื่อช่วยเขาในเรื่องของโอกาสและอนาคต ว่ากรุงเทพฯ สามารถที่จะเป็นได้มากกว่าปัจจุบันที่เป็นอยู่ครับ” นายอนุชา กล่าวทิ้งท้าย

– 006

นิพิฏฐ์ สวนตรรกะทำชั่วเพื่อทำดี ข้องใจฮั้ว สว.-ซื้อเสียง สะท้อนวงจรนักการเมือง

นิพิฏฐ์ สวนตรรกะทำชั่วเพื่อทำดี ข้องใจฮั้ว สว.-ซื้อเสียง สะท้อนวงจรนักการเมือง

นิพิฏฐ์ สวนตรรกะทำชั่วเพื่อทำดี ข้องใจฮั้ว สว.-ซื้อเสียง สะท้อนวงจรนักการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.56 น.

31 พฤษภาคม 2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำความชั่วที่ร้ายแรงเพื่อไปทำความดีที่ยิ่งใหญ่ได้จริงหรือ?

มหาตมคานธี กล่าวว่า เคยมีคนกล่าวถึงฉันว่า “ฉันเป็นนักบุญที่หลงเข้าไปในวงการเมือง แต่ความจริงแล้ว ฉันเป็นนักการเมืองที่พยายามอย่างที่สุดที่จะเป็นนักบุญ”

-ในเมืองไทย นักการเมืองส่วนใหญ่มักจะคิดว่า “ เขาจะยอมทำความชั่วที่ร้ายแรงเพื่อจะเข้าไปทำความดีที่ยิ่งใหญ่”

-ซึ่งก็ผิดแล้ว เพราะเป็นการติดกระดุมแรกในทางการเมืองที่ผิดพลาด เขาจึงไม่มีทางที่จะ ทำความดีที่ยิ่งใหญ่ได้เลย ก็ได้แต่ทำความชั่วที่ร้ายแรงต่อไป เพื่อปกปิดการกระทำความชั่วครั้งแรก

สิ่งที่เขากำลังกระทำอยู่คือการทำความชั่วครั้งที่สองเพื่อปกปิดการกระทำความชั่วครั้งแรก

และพรุ่งนี้เขาอาจจะกระทำความชั่วครั้งที่สาม เพื่อปกปิดการกระทำความชั่วครั้งที่สอง

อย่างน้อย 2 เรื่องที่เป็นความชั่วที่ร้ายแรง (ถ้าหากเขาได้กระทำจริง) คือการฮั้ว ส.ว. และการซื้อเสียง

เมืองไทยจึงมีเพียง นักการเมืองที่ ทำความชั่วแล้วบอกว่า ตัวเองเป็นนักบุญ/

นายกฯ โชว์ศักยภาพไทย! ดัน Aviation Hub – ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน

นายกฯ โชว์ศักยภาพไทย! ดัน Aviation Hub - ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน

นายกฯ โชว์ศักยภาพไทย! ดัน Aviation Hub – ศูนย์กลางโลจิสติกส์อาเซียน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.08 น.

ดันอุตสาหกรรมการบินไทย นายกฯ ชู EEC-อู่ตะเภา-เมืองการบิน พร้อมรองรับไทยเป็น Aviation Hub และโลจิสติกส์อาเซียน

31 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ และได้พบและให้ข้อมูลศักยภาพประเทศไทยต่อนักลงทุนในหลายเวที พบว่า เอกชนฝรั่งเศสที่ให้ความสนใจอุตสาหกรรมการบินของไทย ด้วยที่ตั้งที่ทำให้ไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) และโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนได้

นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอศักยภาพด้านการบินของไทย ทั้งในการประชุมกับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทยประจำภูมิภาคยุโรป การหารือกับ MEDEF International ซึ่งมีผู้แทนภาคเอกชนฝรั่งเศสเข้าร่วมกว่า 38 บริษัท และการพบหารือกับบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสเป็นรายบริษัท โดยซึ่งอุตสาหกรรมการบิน ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานและอุปกรณ์ หรือ MRO รวมถึงโลจิสติกส์ขั้นสูง เป็นหนึ่งในสาขาที่ได้รับความสนใจอย่างชัดเจน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า จุดแข็งของไทยไม่ใช่เพียงที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ แต่อยู่ที่ความพร้อมของระบบรองรับทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่สนามบินอู่ตะเภา เมืองการบินภาคตะวันออก ระบบราง ท่าเรือ โครงข่ายโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนแรงงานที่สามารถยกระดับทักษะเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงได้

สำหรับโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในเขต ECC ขณะนี้มีเป้าหมายรองรับผู้โดยสารสูงสุด 60 ล้านคนต่อปี นอกจากรองรับผู้โดยสารแล้วยังจะเป็นศูนย์ขนส่งสินค้าภาคพื้น มีพื้นที่สำหรับพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน และเขตปลอดอากร มีมูลค่าการลงทุนประมาณรวมประมาณ 218,788 ล้านบาท และเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานหลักของ EEC

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ภาคเอกชนฝรั่งเศสมีความแข็งแกร่งด้านการบิน อวกาศ ระบบป้องกันประเทศ และเทคโนโลยีขั้นสูง จึงสอดรับกับทิศทางที่ไทยต้องการยกระดับ EEC ให้เป็นฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาค

“นายกรัฐมนตรีใช้เวทีที่ฝรั่งเศสสร้างความมั่นใจว่าไทยพร้อมรับการลงทุนใหม่ อุตสาหกรรมการบินเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญ เพราะไทยมีทั้งทำเล โครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และกำลังคนที่จะต่อยอดเป็นศูนย์กลางของอาเซียนได้” น.ส.รัชดากล่าว

เตรียมพร้อม 1 มิ.ย. รัฐบาลเปิดใช้ ไทยช่วยไทย พลัส วันแรก ย้ำวิธีสแกนจ่ายผ่าน G-Wallet

เตรียมพร้อม 1 มิ.ย. รัฐบาลเปิดใช้ ไทยช่วยไทย พลัส วันแรก ย้ำวิธีสแกนจ่ายผ่าน G-Wallet

เตรียมพร้อม 1 มิ.ย. รัฐบาลเปิดใช้ ไทยช่วยไทย พลัส วันแรก ย้ำวิธีสแกนจ่ายผ่าน G-Wallet

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.30 น.

รัฐบาลเปิดใช้ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” วันแรก 1 มิ.ย. นี้ ย้ำขั้นตอนใช้งานง่ายผ่าน G-Wallet รัฐช่วยจ่ายสูงสุดวันละ 200 บาท

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปิดใช้งานโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอเน้นย้ำวิธีการใช้งานสำหรับประชาชน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง โดยประชาชนสามารถเริ่มใช้งานได้ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เป็นต้นไป โดยกดแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทยพลัส” และตรวจสอบวงเงินเริ่มต้นที่ได้รับสิทธิ์

สำหรับขั้นตอนการใช้จ่าย ประชาชนจะต้องเติมเงินเข้า G-Wallet จากนั้นให้ร้านค้าเปิดแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อสร้าง QR Code และประชาชนใช้แอปฯ เป๋าตังสแกนชำระเงิน โดยระบบจะคำนวณสัดส่วนร่วมจ่ายอัตโนมัติ ก่อนยืนยันรายการด้วยรหัส PIN 6 หลัก

ทั้งนี้ โครงการใช้หลักการร่วมจ่ายในสัดส่วน “รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%” เช่น หากซื้อสินค้า 100 บาท รัฐจะช่วยจ่าย 60 บาท และประชาชนจ่ายเอง 40 บาท ขณะที่กรณีซื้อสินค้า 333 บาท รัฐจะช่วยจ่ายสูงสุด 200 บาทต่อวัน และประชาชนจ่ายเอง 133 บาท

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ภาครัฐจะสนับสนุนวงเงินไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน โดยวงเงินจะตัดยอดทุกสิ้นเดือนและไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้ ทั้งนี้ โครงการจะเปิดให้ใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569

“รัฐบาลต้องการให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นมาตรการที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง ใช้งานง่าย และช่วยลดภาระค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

กรณ์ งัดตัวเลข สนข. ชี้ชัด แลนด์บริดจ์ แพงกว่า-ช้ากว่า ช่องแคบมะละกา

กรณ์ งัดตัวเลข สนข. ชี้ชัด แลนด์บริดจ์ แพงกว่า-ช้ากว่า ช่องแคบมะละกา

กรณ์ งัดตัวเลข สนข. ชี้ชัด แลนด์บริดจ์ แพงกว่า-ช้ากว่า ช่องแคบมะละกา

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.27 น.

31 พฤษภาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรื่อง Land Bridge รัฐบาลไม่ยอมให้ตั้งกรรมาธิการมาช่วยคิด/ช่วยตรวจสอบ แต่บอก ‘จะตัดสินใจเอง‘

ปัญหาคือ รัฐบาลพูดมาตลอดว่า LB จะเป็นเส้นทางเลือกที่ประหยัดเงินและเวลา เมื่อเทียบกับการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา

แต่เมื่อคำนวณจากข้อมูลในรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) (ไม่ได้มโนขึ้นมาเอง) – คำตอบมันชัดครับ – LB ทั้งแพงกว่า และนานกว่า

แค่ตรงนี้ไม่ผ่าน concept ก็ควรถอยแล้วครับ อย่าเพิ่งแถกันไปว่า จริงๆ LB มีไว้เพื่อ southern economic zone, เพื่อ transhipment, เพื่อ energy complex หรือเพื่อการรักษาอธิปไตยของประเทศ บลาๆ

…ซึ่งที่ศึกษามาทั้งหมดยังไม่เคยได้พิจารณาเรื่องพวกนี้เลย

– 006

คงกฤษ ไขกระจ่าง! ทำไมมติ สส.ส่วนใหญ่ ไม่ตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

คงกฤษ ไขกระจ่าง! ทำไมมติ สส.ส่วนใหญ่ ไม่ตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

คงกฤษ ไขกระจ่าง! ทำไมมติ สส.ส่วนใหญ่ ไม่ตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.13 น.

31 พฤษภาคม 2569 คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไม สส.ส่วนใหญ่ จึงมีมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแลนด์บริดจ์ขึ้นมาใหม่?

ซึ่งผมขออธิบาย ดังนี้ครับ

เพราะมีการศึกษามาแล้ว และมีข้อสรุปพร้อมส่งต่อให้รัฐบาลดำเนินการได้ทันที

สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว เคยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์มาแล้ว และได้ศึกษาครบทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน กฎหมาย สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งเป็นการศึกษาที่เพิ่งทำเสร็จในปี 2567

รายงานดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ และส่งต่อให้คณะรัฐมนตรีไปแล้ว พร้อมข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต และแนวทางดำเนินงานที่สามารถนำไปใช้ต่อได้ทันที

ล่าสุด รัฐบาลก็ได้ตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการหลายชุด เพื่อศึกษาและพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของประชาชน และแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ โดยมีตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมด้วย โดยให้มีการศึกษาแล้วเสร็จภายใน 90 วัน

ดังนั้น การที่ สส.ส่วนใหญ่มีมติไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาใหม่

ไม่ได้หมายความว่าไม่ตรวจสอบ

ไม่ได้หมายความว่าไม่รับฟังความคิดเห็น

และไม่ได้หมายความว่าเร่งรัดให้โครงการเดินหน้าโดยไม่ฟังประชาชน

แต่หมายความว่า…

เราไม่ต้องการเสียเวลาไปกับการศึกษาซ้ำในเรื่องที่เคยศึกษาไปแล้ว

เพราะหากตั้งกรรมาธิการขึ้นมาใหม่ ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน เพื่อศึกษาในประเด็นที่มีรายงานและข้อสรุปอยู่แล้ว

สิ่งที่ควรทำในวันนี้ คือการนำข้อคิดเห็นจากการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งต่อไปยังรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อให้ทุกความเห็นถูกนำไปประกอบการตัดสินใจ

ผมยืนยันว่า…

แลนด์บริดจ์ต้องเป็นโครงการของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

ไม่ใช่เพียงเพื่อคนระนองหรือชุมพรเท่านั้น

แต่ต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยทั้งประเทศ

และหากโครงการจะเดินหน้าได้จริง ก็ต้องเดินหน้าบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

เพราะเป้าหมายของเรา ไม่ใช่การศึกษาให้จบอีกครั้ง

แต่คือการนำสิ่งที่ศึกษาไว้แล้ว ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

และตามที่ผมได้อภิปรายไว้ครับ

“สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในจังหวัดระนองด้วยครับ“

———————————

เข้าถึง จริงใจ พร้อมอัปเกรดระนอง ไปด้วยกัน
#สสเอ #คงกฤษฉัตรมาลีรัตน์
#ภูมิใจไทย #พูดแล้วทำพลัส
#ระนองอัปเกรด
#พูดแล้วทำ #ภูมิใจระนอง
#ก้าวไปด้วยกัน #รักนะระนอง
#ระนอง

คนกรุง เทใจ เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.อิสระ ไม่พึ่งพรรคการเมือง

คนกรุง เทใจ เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.อิสระ ไม่พึ่งพรรคการเมือง

คนกรุง เทใจ เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.อิสระ ไม่พึ่งพรรคการเมือง

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.03 น.

31 พฤษภาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ผู้ว่าฯ กทม. อิสระหรือสังกัดพรรค” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.96 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง รองลงมา ร้อยละ 16.88 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ 12.82 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง และร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

สำหรับแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานครในการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 48.47 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง รองลงมา ร้อยละ 33.21 ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง ร้อยละ 11.60 ระบุว่า เลือกผู้สมัครอิสระแต่มีพรรคการเมืองหนุนหลัง และร้อยละ 6.72 ระบุว่า ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มของคนกรุงเทพมหานครในการลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 53.97 ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่แตกต่างกัน รองลงมา ร้อยละ 36.80 ระบุว่า เลือกจากพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน ร้อยละ 9.08 ระบุว่า ไม่แน่ใจ และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

– 006

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมา วันที่ 4 มิถุนายน 2560 ขณะที่ร้อยตำรวจโท ร.ได้ออกปฏิบัติหน้าที่สายตรวจตามคำสั่งดังกล่าว โดยขับขี่รถจักรยานยนต์ของทางราชการมาปฏิบัติหน้าที่สายตรวจในเขตพื้นที่รับผิดชอบได้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนได้รับบาดเจ็บสาหัสและถึงความตายในเวลาต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นเรื่องผ่านสถานีตำรวจ ผ. ที่ร้อยตำรวจโท ร. ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อขอรับสิทธิตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521

คณะกรรมการพิจารณาบำเหน็จความชอบ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นถือได้ว่าเกิดขึ้นในขณะที่ร้อยตำรวจโท ร. ปฏิบัติหน้าที่ แต่จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน รายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ ตรวจพบแอลกอฮอล์ในร่างกายของร้อยตำรวจโท ร. สูงถึง 88.97 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนกฎหมายตามมาตรา 43(2) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ของ ข้อ 3 (1) ของกฎกระทรวงฉบับที่ 21 พ.ศ.2560 ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 พฤติกรรมจึงยังไม่สมควรที่จะได้รับการพิจารณาให้ได้รับสิทธิ์บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ ตามข้อ 9 (3 ) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้บำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ พ.ศ.2521 จึงเห็นควรไม่อนุมัติเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษให้แก่ร้อยตำรวจโท ร. ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า มติของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าในขณะที่ร้อยตำรวจโท ร. ประสบอุบัติเหตุในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่นั้น ร้อยตำรวจโท ร. ขับขี่รถจักรยานยนต์ในขณะเมาสุรา อันเป็นความผิดตามมาตรา 43(2) แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ประกอบกับข้อ 3(1) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 21 พ.ศ.2560 ออกตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 เมื่อร้อยตำรวจโท ร. เป็นข้าราชการตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ รวมทั้งมีหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย กลับเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง โดยการขับขี่รถจักรยานยนต์เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในขณะเมาสุรา จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลที่มีหน้าที่ในการออกตรวจพื้นที่และต้องขับขี่รถจักรยานยนต์ในขณะปฏิบัติหน้าที่นั้นจะต้องมี ซึ่งร้อยตำรวจโท ร. สามารถที่จะใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)