นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด ฉลอง เหตุเป็นคดีอุกฉกรรจ์-สะเทือนขวัญ ติง ตร.ปล่อยผู้ต้องหาให้สัมภาษณ์-ไม่ใส่กุญแจมือ

นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด ฉลอง เหตุเป็นคดีอุกฉกรรจ์-สะเทือนขวัญ ติง ตร.ปล่อยผู้ต้องหาให้สัมภาษณ์-ไม่ใส่กุญแจมือ

นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด ฉลอง เหตุเป็นคดีอุกฉกรรจ์-สะเทือนขวัญ ติง ตร.ปล่อยผู้ต้องหาให้สัมภาษณ์-ไม่ใส่กุญแจมือ

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

“นายกฯ”คุย”ผวจ.นนทบุรี-ผบก.ภ.จว.นนทบุรี” สั่งจัดการเด็ดขาด”ฉลอง” เหตุเป็นคดีอุกฉกรรจ์-สะเทือนขวัญ กำชับ”ผบ.ตร.”ติง ตร.ท้องที่นนทบุรี หลังปล่อยผู้ต้องหาให้สัมภาษณ์ชิวๆ-ไม่ใส่กุญแจมือ

10 สิงหาคม 2569 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ภายหลังเสร็จสิ้นเป็นประธานเปิดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 ได้เดินเข้าห้องรับรอง
พร้อมด้วยรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดนนทบุรี (ผบก.ภ.จว.นนทบุรี) รับฟังรายงานความคืบหน้า การดำเนินคดี นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตสส.นนทบุรี บุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต ว่า ตนได้กำชับ ผวจ.นนทบุรี และ ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ให้เร่งดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความเฉียบขาดและเด็ดขาด ไม่มีการให้ความช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าคนร้ายจะมีสถานะใดก็ตาม เพราะตอนนี้สถานะของเขาชัดเจนแล้ว คือคนร้าย คือฆาตกร คนที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต คนที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ทำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ฉะนั้น การที่จะให้ความสำคัญหรืออำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องไม่มี ตนได้กำชับชัดเจนไปแล้ว โดย ผวจ.นนทบุรี และ ผบก.ภ.จว.นนทบุรี จะไปเร่งดำเนินการกับโรงพักในท้องที่

เมื่อถามว่า มีการรายงานหรือไม่ว่าแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุเกิดจากอะไร นายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องของการสืบสวนสอบสวน แต่ตนเห็นว่าคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ และทำลายขวัญประชาชน ซึ่งคนที่กระทำความผิดยังไม่ถูกสวมใส่กุญแจมือ ยังสามารถมาให้ข่าวได้ และทำเหมือนอยู่ในสถานการณ์ปกติได้ อย่างนี้ไม่ใช่ ซึ่งตนได้แจ้งไปยัง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งท่านก็บอกว่าได้ตำหนิไปแล้ว และจะสั่งการให้ดำเนินการตามรูปคดีต่อไป ซึ่งตนก็ได้แจ้งย้ำให้ ผบ.ตร.เร่งดำเนินการโดยเร็ว

“ภาพมันออกไปข้างนอกเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อไม่กี่ชั่วโมงเพิ่งไปยิงคนตายมา แล้วยังมานั่งแถลงข่าว เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันไม่ได้หรอกครับ เพราะความผิดมันเกิดแล้ว เขาพกพาอาวุธปืน และเรื่องนี้เราห้ามอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีใบครอบครองการพกปืน แต่ไม่มีใบพกปืน เพราะประเทศไทยไม่มีแล้ว ใครถือใบพกปืนถือว่าหมดอายุหมดแล้ว เพราะต้องต่ออายุทุกปี ใบล่าสุดที่ออกสิ้นปี 2566 และต้นปี 2567 ฉะนั้น ตอนนี้มันเกินหมดแล้ว ใครพกปืนตอนนี้ ท่านอาจจะไม่รู้ตัวว่าท่านทำผิดกฏหมายเรียบร้อยแล้ว” นายกฯ กล่าวว่า

เมื่อถามย้ำว่า ถือเป็นการไม่ไว้หน้าเจ้ากระทรวงมหาดไทยหรือไม่ เพราะเราก็ได้เน้นย้ำเรื่องนี้แล้วว่าห้ามมีการพกปืน นายกฯ กล่าวว่า เรื่องเหตุผลเราไม่ทราบ แต่ทางรัฐบาลต้องออกมาตรการ ออกกฏหมาย หรือแก้กฎหมายใหม่ เกี่ยวกับเรื่องของการพกพาวุธปืนให้ชัดเจน ต้องไม่มีข้อยกเว้น ถ้าเรื่องปืนสวัสดิการตอนนี้ก็คงหยุดก่อน ไม่ต้องเสนอขึ้นมา ยังไงตนก็ไม่อนุมัติ

เมื่อถามอีกว่า พรรคภูมิใจไทยได้เช็กแล้วหรือยังว่านายฉลอง ลาออกจากสมาชิกพรรคแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้สนใจตรงนั้น เพราะเขาไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจใดๆ ของพรรค ถ้าเขาเป็นสมาชิกพรรค อันนั้นเป็นเรื่องของกระบวนการ และสิทธิ์ของเขาในระบอบประชาธิปไตย เราไปยุ่งอะไรกับเขาไม่ได้ วันนี้มีสภาพเป็นเช่นนี้ สมาชิกภาพอาจจะหมดไปโดยอัตโนมัติก็ได้ เพราะมันคงมีกฎเกณฑ์ที่เขียนอยู่ ว่าสมาชิกพรรคต้องไม่ ต้องคดีใดๆ และต้องไม่ก่อเหตุใดๆ ที่เป็นเรื่องของการผิดกฎหมายและผิดรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผวจ.ภูเก็ต และ ผวจ.ที่มาร่วมงานโอทอป ได้มารายงานตัวกับนายกฯ โดยก่อนนายกฯ เดินทางกลับ ได้กล่าวกำชับให้มีการตั้งด่านตรวจจับอาวุธ ในระดับอำเภอทั่วประเทศ และใครมีอาวุธปืนถือว่าผิดกฎหมายหมด ดำเนินคดีและจับให้หมด

กปช.จต.พร้อมรับมือชายแดน! ผอ.JIC ยันไม่กังวลกัมพูชาใช้อาวุธจีน ชี้หากมีภัยคุกคามจัดการทันที

กปช.จต.พร้อมรับมือชายแดน! ผอ.JIC ยันไม่กังวลกัมพูชาใช้อาวุธจีน ชี้หากมีภัยคุกคามจัดการทันที

กปช.จต.พร้อมรับมือชายแดน! ผอ.JIC ยันไม่กังวลกัมพูชาใช้อาวุธจีน ชี้หากมีภัยคุกคามจัดการทันที

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

ผอ.ศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา ยกคณะลงพื้นที่ กปช.จต. ลั่น อาวุธจีน ใช้หรือไม่ใช้ เราพร้อม เปรียบ คนถือปืน ขึ้นลำกล้อง ไม่ปล่อยให้ยิง ต้องจัดการก่อน

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา JIC และผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ตรวจเยี่ยมกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด (กปช.จต.)บ้านท่าเส้น-บ้านหนองรี พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญแบะกำลังใจเจ้าหน้าที่

โดยมี นาวาโท ณัฐนัย จันทร์เปล่ง รองโฆษกกระทรวงกลาโหม , พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ,  นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ

โดยมี พล.ร.ต.อุดม กุลศิริปัญโญ เสนาธิการกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (เสธ.กปช.จต.) ให้การต้อนรับ

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ขอขอบคุณประชาชนในพื้นที่ที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือสร้างถนนในห้วงที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวก กปช.จต.ดูแลความปลอดภัยประชาชน ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าเขา และไม่ได้มีงบประมาณในการทำถนนขอส่งสัญญาณไปยังผู้ที่รับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงคมนาคม จังหวัด ถ้ารีบดำเนินการได้ถือเป็นเรื่องดีเนื่องจากพื้นที่ประกาศกฤอัยการศึก สามารถแจ้งให้กรมป่าไม้ทราบและเดินหน้าทำถนนตรวจการ ดูแลความปลอดภัยประชาชนและ กปชต.ด้วย 

เมื่อถามถึงกรณี จีนบอกกับไทยว่า สั่งห้ามกัมพูชา ใช้อาวุธที่จีนส่งให้พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ ไปบอกกัมพูชาไม่ได้ห้าม

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า  ไม่เป็นไร จะใช้ ไม่ใช้ก็แล้วแต่ เราพร้อม เพราะเขามาพูดกับเราว่า ไม่ให้ใช้ แต่เข้าใจได้ว่าแต่ละคนอยู่ประเทศไหน พูดเอาใจประเทศนั้น เพื่อให้เขาทำงานในหน้าที่ตัวเองได้มากมาย แต่ไม่ต้องกลัว เราพร้อม ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ ตนพูดกับกองกำลังป้องกันชายแดนเสมอขอให้มั่นใจว่ากองทัพไทยพร้อมปกป้อง พร้อมดูแล อะไรก็ตามมีแนวโน้ม มีสิ่งบ่งชี้ทำร้ายคนไทย ทหารไทย เราพร้อมดำเนินการก่อนแน่นอน เพื่อหยุดยั้งตรงนั้น

” เสธ กปช.จต.คุยกับผมว่า มีคนชักปืนขึ้นลำกล้องเรียบร้อย ต้องรอให้เขายิงเราก่อนหรือไม่ เราถึงจะยิงตอบโต้ได้ ท่านบอกว่า ไม่ หากมีอะไรภัยคุกคามเราจัดการก่อนแน่นอน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ด้าน พล.ร.ต.อุดม ย้ำว่า กปช.จต.มีความพร้อมที่จะรักษาอธิปไตยของชาติและจะดูแลพื้นที่ตามข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้ จนกว่าจะมีการประชุมกรรมธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และชี้แนวเส้นเขตแดนว่าอธิปไตยของแต่ละฝ่ายอยู่ในพื้นที่ใด

กต.เตรียมประท้วง รายงาน ทอม แอนดรูวส์ บิดเบือนชายแดนไทย-กัมพูชา ตอก!พฤติกรรมไม่ให้เกียรติตำแหน่ง

กต.เตรียมประท้วง รายงาน ทอม แอนดรูวส์ บิดเบือนชายแดนไทย-กัมพูชา ตอก!พฤติกรรมไม่ให้เกียรติตำแหน่ง

กต.เตรียมประท้วง รายงาน ทอม แอนดรูวส์ บิดเบือนชายแดนไทย-กัมพูชา ตอก!พฤติกรรมไม่ให้เกียรติตำแหน่ง

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

กต.เตรียมประท้วง รายงาน”ทอม แอนดรูวส์” บิดเบือนชายแดนไทย-กัมพูชา หากเสนอเข้าสู่เวทียูเอ็น มั่นใจ”ไทย”ไม่เสียเปรียบ ตอก!พฤติกรรมไม่ให้เกียรติตำแหน่ง ควรเป็นที่พึ่งประชาคมระหว่างประเทศ ด้าน”พล.อ.อ.ประภาส”ซัด”กัมพูชา”ขยายผลโจมตีไทยหลายประเด็น

10 สิงหาคม 2569 นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวภายหลังร่วมคณะลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด (กปช.จต.) บ้านท่าเส้น-บ้านหนองรี ร่วมกับ พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา JIC และผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ว่า กระทรวงต่างประเทศลงพื้นที่ต่อเนื่องเก็บข้อมูลสะท้อนให้ประชาคมระหว่างประเทศรับทราบข้อเท็จจริง ตอนนี้มีข่าวปั่นกัมพูชาออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ยืนยันว่า ข่าวปั่นสู้ข้อเท็จจริงไม่ได้ และกระทรวงต่างประเทศจะทำหน้าที่ชี้แจงไปเรื่อยๆ ทุกเวทีที่มีความจำเป็น

“กต.จะเก็บทุกเม็ดทุกรายละเอียดที่จะใช้ชี้แจงสื่อต่างประเทศ เวทีระหว่างประเทศ รวมถึงการพบปะประเทศพันธมิตรแบบทวิภาคี เราจะมีการท่ายทอดเล่าให้เขาฟังเรื่องราวที่เป็นข้อเท็จจริง” นางมาระตี กล่าว

เมื่อถามว่า กรณีมีเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ (UN) นายทอม แอนดรูวส์ (Tom Andrews) ทำรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ (UN) ว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา บิดเบือนข้อมูลเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา จะทำให้ฝ่ายไทยเสียเปรียบหรือไม่ นางมาระตี กล่าวว่า ไม่ คนดังกล่าวเป็นเพียงผู้แทนพิเศษ เป็นกลไกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน เป็น 1 ใน 40 กว่าคน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญออกรายงานตามความคิดของตัวเอง ไม่ได้เป็นรายงานของสหประชาชาติแต่อย่างใด และยังไม่มีการนำเสนอเข้าเวทีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน แต่หากมีการเสนอ ประเทศไทยซึ่งอยู่ในเวทีนั้นจะทักท้วงชี้แจงชัดเจน

พร้อมย้ำว่า เป็นสิ่งไม่ควรจะเกิดเพราะเขาทำนอกขอบเขต หน้าที่ที่แท้จริงของเขาติดตามสถานการณ์ด้านมนุษยชนในกัมพูชาไม่ควรพาดพิงประเทศที่สาม และเป็นข้อมูลที่ผิด ทั้งๆที่ประเทศไทยได้ส่งข้อมูลเป็นเอกสารประมาณ40 หน้า และเป็นที่บันทึกไว้ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนไว้ด้วย เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้แต่เลือกที่จะไม่เข้าถึง ส่วนกรณีที่อ้างว่าส่งให้ไทยแล้ว 2 วัน แบบอีเมลล์และแบบร่าง โดยไม่ชี้แจงอะไรทั้งสิ้นว่าจะออกรายงาน เผยแพร่เมื่อไหร่ เมื่อฝ่ายไทยสอบถามไป ก็ไม่ได้รับการชี้แจงใด

“เป็นการทำงานที่ไม่ให้เกียรติกับตำแหน่งสำคัญที่ควรเป็นที่พึ่งของประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งเขาควรติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชาว่า ปัญหาการปราบปรามกำจัดเสรีภาพในการแสดงออกมีวิธีแก้ไขอย่างไร ไม่ใช่มาพาดพิงประเทศที่สาม ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิง” นางมาระตี กล่าว

ด้าน พล.อ.อ.ประภาส กล่าวเสริม สิ่งเหล่านี้กัมพูชาหยิบไปขยายผลโฆษณาชวนเชื่อว่าประเทศไทยต่อต้านไม่เชื่อยูเอ็น ซึ่งความจริงแล้วเป็นเพียงบทวิเคราะห์ไม่ใช่เอกสารความเห็นยูเอ็น แต่กัมพูชาเอาไปขยายผลโจมตีประเทศไทยหลายประเด็น อยากบอกคนไทยให้ฟังผ่านๆ เหมือนเราฟังเรื่องตลก เพราะเรายึดข้อเท็จจริง สิ่งที่ถูกต้องคืออะไร

พล.อ.อ.ประภาส ระบุอีกว่า กองทัพจะสนับสนุนข้อมูล หลักฐานให้กระทรวงต่างประเทศ เช่น คลิป ภาพ การดำเนินการเป้าหมายทหาร ไม่มีเป้าหมายพลเรือน แต่ในขณะเดียวกันฝ่ายกัมพูชาใช้ระเบิดดักรถถังที่ใหญ่มากและโชคดีที่การปะทะที่ผ่านมาเราได้ควบคุมพื้นที่ไว้ ไม่ได้รุกเข้าไปซึ่งอันตรายมาก มีระเบิดแสวงเครื่อง เป็นความโหดร้าย เพราะหากประชาชนหรือทหารมาโดนจะเสียชีวิต

พร้อมย้ำว่า ยึดถ้อยแถลงร่วม 27 ธ.ค.68 ซึ่งในนั้นระบุไว้ชัดเจน ไม่มียั่วยุ ทำทุกอย่างให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน กำลังอยู่ตรงไหน ก็อยู่ตรงนั้น การกวาดล้างสแกมเมอร์ เก็บกู้ทุ่นระเบิด หากทุกอย่างเรียบร้อยจะไปดูว่าจะเจรจาอย่างไร

“แต่ขณะนี้ยังไม่ผ่านขั้นตอนแรก เขายังพูดในสิ่งไม่จริง โกหกไปทั่วเข้าข้างตัวเอง ขอย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้เริ่มก่อน แต่กัมพูชายิงเข้ามาในพื้นที่พลเรือนทำคนไทยเสียชีวิต ส่วนฝ่ายไทยยึดการใช้กำลังป้องกันตนเองและการใช้กำลังยึดตามกฎหมานระหว่างประเทศ” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

ศุภจี เดินเครื่องเศรษฐกิจใหม่ ตั้ง 4 คณะทำงานเร่งปลดล็อกกฎเหล็ก ดันเกษตร-SME-ส่งออก สู้ศึกการค้า

ศุภจี เดินเครื่องเศรษฐกิจใหม่ ตั้ง 4 คณะทำงานเร่งปลดล็อกกฎเหล็ก ดันเกษตร-SME-ส่งออก สู้ศึกการค้า

ศุภจี เดินเครื่องเศรษฐกิจใหม่ ตั้ง 4 คณะทำงานเร่งปลดล็อกกฎเหล็ก ดันเกษตร-SME-ส่งออก สู้ศึกการค้า

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

“ศุภจี”ตั้ง 4 คณะทำงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร SME ส่งออก เร่งปลดล็อกกฎกติกา ดันเศรษฐกิจชุมชนขึ้นเครื่องยนต์ใหม่

10 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ พร้อมคณะ แถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ครั้งที่ 1/2569  โดยระบุว่า อนุกรรมการชุดนี้ได้เริ่มเดินเครื่อง เริ่มเดินเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจตามนโยบาลรัฐบาลกลุ่มที่ 2 ด้านการค้าและบริการ

นางศุภจี กล่าวว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ ได้รับโจทย์ 5 ด้าน คือ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและ Wellness เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตร ค้าปลีกค้าส่ง และการค้าระหว่างประเทศ แต่การทำงานจะไม่จำกัดกรอบเดิม เพราะโจทย์เศรษฐกิจวันนี้ต้องแก้ทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน

โดยที่ประชุมฯ วันนี้ได้จัดตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชัดเจน ไม่ใช่เพิ่มคณะกรรมการโดยไม่มีตัวขับเคลื่อนจริง ได้แก่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SME และการค้าระหว่างประเทศ

นางศุภจี กล่าวว่า แนวคิด Visitor Economy จะมองกว้างกว่าการท่องเที่ยวแบบเดิม ครอบคลุมผู้เดินทางเข้าประเทศ ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้เรียน ผู้ติดต่อธุรกิจ และผู้สนใจลงทุน เพื่อให้การเข้ามาในไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เชื่อมกับวัฒนธรรม ประสบการณ์ บริการ เมืองรอง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME จะยกระดับจากโจทย์ค้าปลีกค้าส่งไปสู่ฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศ เพราะ SME และชุมชนมีสัดส่วนราว 35% ของรายได้รวมประเทศ จำเป็นต้องเพิ่มความสามารถแข่งขัน ควบคู่ดูแลการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy กล่าวว่า คณะทำงานจะลงพื้นที่หารือภาคส่วนต่างๆ ทุกสัปดาห์ เพื่อค้นหา 4-5 เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 6-12 เดือนแรก ทั้งการสร้างโอกาสและขจัดอุปสรรค

อุปสรรคสำคัญมีทั้งผู้ประกอบการแฝงตัวหรือนอมินีที่ใช้ความได้เปรียบกดทับธุรกิจไทย และกฎระเบียบภายในประเทศที่ถ่วงรั้งผู้ประกอบการไทยเอง จึงต้องปลดล็อกกติกาที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ธุรกิจไทยขยับไปแข่งขันในตลาดโลกได้เร็วขึ้น

ด้าน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กล่าวว่า ภาคเกษตรต้องเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิมไปสู่เกษตรทันสมัยและมูลค่าสูง โดยดูครบตั้งแต่ต้นน้ำ การผลิต กลางน้ำ การแปรรูป และปลายน้ำ การตลาด โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตออกมากเกินตลาด

ส่วน SME ต้องปรับทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การเข้าสู่ธุรกิจ การขอใบอนุญาต การขยายกิจการ ไปจนถึงการก้าวสู่ตลาดโลก ปัญหาใบอนุญาตจำนวนมาก เช่น โรงแรมหรือร้านอาหาร เป็นภาระต้นทุนที่ต้องเร่งแก้

ส่วน นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy โดยใช้ทุนวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะ และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างประสบการณ์ใหม่ เพิ่มรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าบริบทโลกเปลี่ยนเร็ว การค้าเชื่อมกับภูมิรัฐศาสตร์และกฎกติกาใหม่มากขึ้น จึงต้องใช้ FTA เปิดตลาดใหม่ รักษาตลาดเดิม และปรับสมดุลการค้า โดยเพิ่มบทบาท SME ในโครงสร้างส่งออก

นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลจะเชื่อมงานนี้กับคณะเศรษฐกิจด้านอื่น โดยเฉพาะคณะของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อปรับสมดุลการส่งเสริมการลงทุน ลดการพึ่งพานำเข้า เพิ่มการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต ซึ่งภาพรวมการประชุมครั้งแรกจึงถือเป็นการเริ่มเดินเครื่องบอร์ดเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ จากการตั้งโจทย์ใหญ่ สู่คณะทำงานเฉพาะด้าน พร้อมกรอบ 6 – 12 เดือนแรก เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ปลดล็อกข้อจำกัด และวางฐานเศรษฐกิจการค้า บริการ เกษตร SME และชุมชนให้แข่งขันได้ระยะยาว

หมอวรงค์ สอน ‘อนุทิน’ ต้องเป็นผู้ใหญ่ เลิกสร้างวาทกรรม ‘กำแพง’ ชี้ ประชาชนรอแก้ปากท้องอยู่

หมอวรงค์ สอน ‘อนุทิน’ ต้องเป็นผู้ใหญ่ เลิกสร้างวาทกรรม ‘กำแพง’ ชี้ ประชาชนรอแก้ปากท้องอยู่

หมอวรงค์ สอน ‘อนุทิน’ ต้องเป็นผู้ใหญ่ เลิกสร้างวาทกรรม ‘กำแพง’ ชี้ ประชาชนรอแก้ปากท้องอยู่

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

’หมอวรงค์’ อัด ‘อนุทิน’ เลิกเสียเวลาสร้างวาทกรรม ‘กำแพง’ ชี้ ‘ฝ่ายค้าน’ มีหน้าที่แซะรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ ‘นายกฯ’ ต้องเป็นผู้ใหญ่ ประชาชนต้องการจัดการปากท้อง ไม่ใช่รัฐบาลที่เอาแต่นั่งทะเลาะ หัวเราะปัญหาเพียบ เลือกไม่ถูก เรียกร้องคืนสิทธิ์บัตรคนจนให้ทุกคน ลั่น ชาวบ้านฝากบอก ‘คนจนไทย มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ขี้รำคาญ‘ ให้อุทธรณ์ไม่ทำหรอก 

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลคืนสิทธิ์บัตรคนจนให้กับประชาชนที่ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์สิทธิ์ว่า ที่โฆษกรัฐบาลออกมาเชิญชวนให้ประชาชนที่ไม่ไดัอุทธรณ์สิทธิ์ประมาณ 5 ล้านคน ตนอยากให้มีการทบทวนให้กับทุกคน 
         
“ถ้าท่านลงพื้นที่จริงๆ ชีวิตประชาชนมันไม่ได้สะดวกสบายเหมือนที่พวกท่านอยู่ในทำเนียบฯ หรืออยู่ในสภาฯ ท่านบอกว่าประชาชนสามารถใช้แอปได้ ประชาชนใช้แอปไม่เป็น ท่านบอกว่าสามารถไปร้องเรียนในจุดที่รัฐบาลกำหนด โดยเฉพาะธนาคาร 5 สาขา มันสร้างความยุ่งยากกับเขามาก บางคนเดินทางทีครึ่งวันเพื่อไปร้องเรียน บางคนเป็นลม เสียชีวิต” นพ.วรงค์ กล่าว
         
นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ประชาชน 5 ล้านคนที่เขาไม่มาอุทธรณ์สิทธิ์ เขาไม่ได้จะมีฐานะดีขึ้นทันทีทันใดภายใต้กฎเกณฑ์ที่รัฐบาลสร้างขึ้นมา ตนอยากจะย้ำกับทางรัฐบาลว่าเขายังเป็นคนจนเหมือนเดิม ดังนั้น ควรคืนสิทธิ์ให้กับคนจนเก่า 
         
“ผมได้ไปลงพื้นที่ พูดคุยกับประชาชนจำนวนไม่น้อย สาเหตุที่เขาไม่ได้ไปอุทธรณ์ เพราะเขาเบื่อ เขารำคาญ 300 บาทไม่เอาแล้ว เขาสู้เพื่อเงิน 300 บาทต่อเดือน” นพ. วรงค์ กล่าว


         
นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า ตนเห็นรัฐบาลเอาเงินไปทำโครงการหลายๆ โครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่จะทำเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวพลัส อะไรต่อมิอะไร แล้วแต่ท่านจะเรียก หรือแม้แต่เอาเงินกู้มาเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่อยากให้ท่านเห็นหัวกับคนจนเหล่านี้
           
“คนยากคนจนฝากผมให้มาบอกกับรัฐบาลเลยว่า คนจนไทย มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ขี้รำคาญ ท่านสร้างกฎเกณฑ์ทำให้เขาต้องเสียเวลาเยอะ เขาไม่เอา เขาบอกว่าถ้ารัฐบาลยังสร้างกฎเกณฑ์มากๆ เขาไม่เอาก็ได้ แต่เขาบอกจำไว้นะ วันหนึ่งคนจนจะลงโทษรัฐบาลชุดนี้” นพ.วรงค์ กล่าว
         
เมื่อถามว่าหากเปิดสมัยประชุมสภาฯ แล้วฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะอภิปรายเรื่องนี้หรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ยังมีเวลาเยอะ ตนนั่งไล่ดูรัฐบาลชุดนี้มีเรื่องเยอะมากที่น่าสนใจ ต้องดูรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ตนเชื่อว่าพรรคหลักของฝ่ายค้านคงยังไม่อภิปรายทันที เรามีเวลา 4 เดือน และแต่ละวัน ๆ มีเรื่องที่น่าและหดหู่ใจเรื่อย ๆ


          
ต่อข้อถามว่าถ้าให้ประเมินผลงานของรัฐบาลชุดนี้ ประเมินผ่านหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวทันทีว่า ไม่ผ่าน เอาแค่เรื่อง TH-AI Passport ก็ตกแล้ว ตนต้องย้ำ เพิ่งเห็นข่าวนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกมาบอกว่าวันที่ 1 กันยายน จะเริ่มโครงการ โดยเปลี่ยนเงื่อนไขจากเหมา แบ่งเป็น 5 งวด มาให้จ่ายเป็นรายเดือน ทั้งที่ตามหลักแล้ว ต้องเปิดประมูลใหม่ เพราะกระบวนการที่ได้มา ล็อกสเปกมา ถ้าเปิดประมูลใหม่ ราคารายเดือนต่อหัว ที่ประชาชนใช้จริงตามอาจจะถูกกว่านี้ก็ได้
          
“ถ้ารัฐบาลพยายามบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ผมคิดว่าโอเค ประชาชนจะให้อภัย แต่ถ้าทำฮึกเหิม ไม่สนใจ คิดว่าตัวเองมีอำนาจ แล้วสร้างภาพเยอะเกิน ประชาชนจะไม่ให้อภัย” นพ.วรงค์ กล่าว
         
นพ.วรงค์ กล่าวว่า ยังมีที่ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) แถลงเรื่องเงินแบงก์พันหายไปจากระบบ 140,000 ล้านบาท ฝ่ายรัฐบาลต้องกระตือรือร้นที่จะต้องแก้ปัญหาแล้ว แต่ตนไม่เห็นคนของฝ่ายรัฐบาลคนไหนออกมาพูดเรื่องนี้เลย กลับกลายเป็นต้องปล่อยให้ฝ่ายค้านตัวเล็กๆ อย่างตนต้องมาดิ้นรน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากที่เงินเทา เงินทุจริตคอร์รัปชัน ที่ไปซุกอยู่ที่บ้านใครบ้างเราก็ไม่รู้


         
เมื่อถามว่ามีเรื่องให้อภิปรายจนกำแพงรัฐบาลถูกทำลายได้หรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า “โอ้ มันเยอะจริงๆ นะ”ก่อนจะหัวเราะ พร้อมกล่าวต่อว่า คงยังไม่สรุปเป็นอันใดอันหนึ่ง แต่มีหลายเรื่องเต็มไปหมดเลย ทั้งเรื่องฮั้ว ส.ว. ที่ดินเขากระโดง แม้แต่เรื่องใหม่ๆ ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ 
         
“ผมเห็นข่าวช่วงนี้ มีข่าววาทกรรม ฝ่ายค้านหลักเขาก็มีหน้าที่ในการแซะรัฐบาลตามหน้าที่ของเขา แต่รัฐบาลท่านควรจะต้องวางตัวเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ ไม่ควรมาสร้างวาทกรรมทะเลาะกันไปมา เพราะประชาชนไม่ได้อะไร ประชาชนต้องการให้ท่านมาแก้ปัญหาปากท้อง ประชาชนไม่ได้ต้องการรัฐบาลที่มาสร้างวาทกรรมผ่านไปวันๆ” นพ.วรงค์ กล่าว
        
เมื่อถามว่าหมายรวมถึงโพสต์ที่นายกรัฐมนตรีโพสต์เมื่อวาน(9 ส.ค.) เรื่องกำแพงหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตนเรียนตรงๆ คนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ควรมีเวลามานั่งทะเลาะกับใคร ไม่ต้องไปสร้างวาทกรรม 
        
“ถ้าท่านนายกฯ ลงไปแก้ปัญหา จัดการให้เกิดความชัดเจน โช๊ะๆๆ แต่ละเรื่อง ไปข้างหน้าต่อ แต่วันนี้ท่านมานั่งหยุด มัวมานั่งทะเลาะ เขียนวาทกรรม เสียเวลาประเทศ” นพ.วรงค์ กล่าว

นายกฯ ชี้ เงินกู้ดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพิ่มช่องทาง ปชช. ไม่ต้องกู้นอกระบบ เพิ่มเสถียรภาพระบบการเงินประชาชน

นายกฯ ชี้ เงินกู้ดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพิ่มช่องทาง ปชช. ไม่ต้องกู้นอกระบบ เพิ่มเสถียรภาพระบบการเงินประชาชน

นายกฯ ชี้ เงินกู้ดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพิ่มช่องทาง ปชช. ไม่ต้องกู้นอกระบบ เพิ่มเสถียรภาพระบบการเงินประชาชน

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

เมื่อเวลา 11.15 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ สร้างการรับรู้แหล่งเงินทุนหมุนเวียนในการพัฒนาอาชีพ ภายใต้โครงการ ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่งในกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ว่า วันนี้เป็นมาตรการที่จะลดต้นทุนให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นประชาชนที่เป็นฐานรากของประเทศ ผ่านทางสํานักงานกองทุนหมู่บ้าน โดยจะใช้หลักให้กองทุนหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน พิจารณาสินเชื่อและเงินกู้ ที่ประชาชนในหมู่บ้านมาขอกู้ ซึ่งจะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป ส่วนดอกเบี้ยเมื่อได้มีการเห็นชอบเงินกู้แล้ว ทางกองทุนหมู่บ้านก็จะแจ้ง โดยรัฐบาลอนุมัติงบประมาณ 4,500 ล้านบาท เพื่อไปสมทบเป็นดอกเบี้ยคนละครึ่ง ซึ่งจะทําให้ต้นทุนของประชาชนที่จะไปทําธุรกิจต่าง ๆ ลดลง ก็จะทําให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น และจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ไม่ต้องไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ ที่มีต้นทุนสูง และเงื่อนไขต่าง ๆ มากมาย หากมีความผิดพลาดในธุรกิจก็อาจจะทําให้สิ้นเนื้อประดาตัว แต่ถ้าเป็นกองทุนนี้จะไม่มีอย่างนั้น

ทั้งนี้สํานักงานกองทุนหมู่บ้านก็พยายามที่จะเชื่อมต่อบริษัทประกันภัย ให้มารับประกันความเสี่ยงในระดับหนึ่งด้วย และหากบริษัทประกันภัยสามารถรับความเสี่ยงตรงนี้ได้ ก็เท่ากับว่าธุรกิจที่ประชาชนได้ทําอยู่ จะมีโอกาสดีขึ้นแน่นอน และจะทําให้เกิดเสถียรภาพในระบบการเงิน ของประชาชนในฐานราก

เมื่อถามว่า ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนี้บ้าง นายกฯกล่าวว่า อย่างน้อยเรื่องดอกเบี้ยที่เหลือครึ่งเดียว ซึ่งประชาชนต้องกู้อยู่แล้ว และถ้าหากผ่าน การพิจารณา  ได้รับความเห็นชอบจากกองทุนหมู่บ้าน รัฐบาลก็จะช่วยเรื่องดอกเบี้ยให้ครึ่งหนึ่ง

‘ธนกร’ควง’ฐาปกรณ์’เปิดงานแข่งขันดนตรี Phra Pradaeng Next Gen Music Competition 2026

'ธนกร'ควง'ฐาปกรณ์'เปิดงานแข่งขันดนตรี Phra Pradaeng Next Gen Music Competition 2026

‘ธนกร’ควง’ฐาปกรณ์’เปิดงานแข่งขันดนตรี Phra Pradaeng Next Gen Music Competition 2026

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

“ธนกร”ควง”ฐาปกรณ์”เปิดงานแข่งขันดนตรี Phra Pradaeng Next Gen Music Competition 2026 มุ่งส่งเสริมเยาวชนกล้าคิดกล้าทำ สร้างสรรค์สิ่งดี ชู”เนเน่”แบบอย่างความสำเร็จสู่ระดับโลก

10 สิงหาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน Phra Pradaeng Next Gen Music Competition 2026 ที่โรงเรียนวัดทรงธรรม อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยมี นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคภูมิใจไทย , นายศาสตรา ศรีปาน อดีต สส.สงขลา และผู้อำนวยการโรงเรียนวัดทรงธรรม ให้การต้อนรับ

นายธนกร กล่าวว่า สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดของการแข่งขันครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการค้นหาวงดนตรีที่ดีที่สุด แต่คือการได้เห็นเยาวชนที่กล้าฝัน กล้าลงมือทำ และทุ่มเทฝึกฝนจนสามารถก้าวมาถึงรอบนี้ได้ ซึ่งเท่าที่ตนทราบมา มีวงดนตรีเข้าประกวดในรายการนี้มากถึง 80 วง ดังนั้น การจะเข้ามาถึงรอบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ดนตรีเป็นภาษาสากลที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน และยังเป็นบทเรียนที่สอนให้เรารู้จักการทำงานเป็นทีม การรับฟังกัน การเคารพบทบาทของเพื่อนร่วมวง และการก้าวผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน คุณสมบัติเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ ไม่ว่าจะเดินไปในเส้นทางสายดนตรี หรือเส้นทางอาชีพใดในอนาคตก็ตาม อยากให้น้องๆ ใช้เวทีแห่งนี้อย่างเต็มที่ แสดงความสามารถอย่างมั่นใจ เคารพกติกา ให้เกียรติคู่แข่งขัน และแสดงน้ำใจนักกีฬา เพราะสิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่สำคัญไม่แพ้ผลการแข่งขัน

.ขอขอบคุณผู้ปกครอง คุณครู และทุกภาคส่วน ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของน้องๆ ทุกคนในครั้งนี้ ขอให้ดูน้องเนเน่ หรือน้องแพรว น.ส.รัตติกานต์ อำลอย เป็นตัวอย่าง ซึ่งสามารถผ่านเข้ารอบไปแข่งขันระดับโลกในรายการ America’s Got Talent (AGT) ได้ โดยเฉพาะในรอบ Judges’ Callbacks ที่น้องเนเน่ทำได้ดีมาก ถือเป็นแบบอย่างได้ว่า ในอนาคตเราเองก็สามารถก้าวไปเป็นศิลปินระดับโลกได้ ถ้าเราทุ่มเท ฝึกฝน และพยายามมากเพียงพอ. นายธนกร กล่าว

เส้นทางชีวิต’ฉลอง เรี่ยวแรง’ จากมอเตอร์ไซค์รับจ้าง สู่การเมืองระดับชาติ ก่อนตัดสินใจบุกยิง นายกอบจ.นนท์ดับ

เส้นทางชีวิต'ฉลอง เรี่ยวแรง' จากมอเตอร์ไซค์รับจ้าง สู่การเมืองระดับชาติ ก่อนตัดสินใจบุกยิง นายกอบจ.นนท์ดับ

เส้นทางชีวิต’ฉลอง เรี่ยวแรง’ จากมอเตอร์ไซค์รับจ้าง สู่การเมืองระดับชาติ ก่อนตัดสินใจบุกยิง นายกอบจ.นนท์ดับ

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

วันที่ 10 สิหงาคม 2569 จากกรณี นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี บุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี ภายในสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี) เนื่องจากสาเหตุการทวงหนี้ 11 ล้านบาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัว นายฉลอง เรี่ยวแรง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (เปิดภาพนาที รวบ ฉลอง เรี่ยวแรง บุกยิง นายกอบจ.นนทบุรี) 

สำหรับ “ฉลอง เรี่ยวแรง” เป็นอดีต สส.คนดังที่คอการเมืองต่างรู้จัก เกิดวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2498 เป็นชาว จ.นนทบุรีโดยกำเนิด

ก่อนก้าวสู่ถนนการเมือง เคยประกอบอาชีพหลายอย่าง เป็นผู้คุมเรือนจำนนทบุรีเหมือนบิดา เคยขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ค้าขาย และนักการเมืองท้องถิ่น

“ฉลอง” เคยเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองนนทบุรี ส่วนระดับชาติเป็นอดีต สส.นนทบุรี 3 สมัย พ.ศ. 2539 สังกัดพรรคประชากรไทย พ.ศ. 2548 สังกัดพรรคไทยรักไทย และ พ.ศ. 2554 สังกัดพรรคเพื่อไทย

“ฉลอง” ขึ้นชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่ย้ายพรรคบ่อยมาก เคยสังกัดพรรคประชากรไทย พรรคราษฎร พรรคชาติพัฒนา พรรคไทยรักไทย พรรคประชาราช พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย 

นอกจากตำแหน่ง สส.แล้ว ยังเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์) ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (นางอุไรวรรณ เทียนทอง)

ทั้งนี้ ในปี 2563 “ฉลอง” ลงสมัครเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี แต่พ่ายแพ้ โดยผู้ชนะคือ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ

นอกจากนี้ “ฉลอง” ยังเป็นนักการเมืองมากฉายา อาทิ “หลอง งูเห่า” เพราะเป็น 1 ใน 13 สส.พรรคประชากรไทยที่ลงมติสวนทางกับมติพรรค สนับสนุนนายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ เมื่อปี 2540

“หลอง ซีดี” เพราะถูกกล่าวหาว่าพัวพันซีดีเถื่อน แต่ผลการตรวจค้นบ้านพัก ตำรวจไม่พบหลักฐานใด ๆ

กระทั่งล่าสุด ตกเป็นผู้ต้องหาบุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิตที่สำนักงาน อบจ.นนทบุรี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : พลิกปูม ‘ธงชัย เย็นประเสริฐ’ นายก อบจ.นนท์ 5 สมัย จากตำรวจสู่ถนนการเมือง ก่อนเกิดเหตุสะเทือนขวัญ ‘ฉลอง เรี่ยวแรง’ บุกยิงคา อบจ.

เปิดภาพนาที รวบ ฉลอง เรี่ยวแรง บุกยิง นายกอบจ.นนทบุรี

แกะรอยเพื่อนรักหักเหลี่ยม ฉลอง vs ธงชัย ปมแตกหักหนี้ 11 ล้านบาท ชนวนบุกยิงคาอบจ.นนท์

ฉลอง เปิดปากเหตุยิงนายก อบจ.นนทบุรี ทวงเงิน 11 ล้าน อ้างคนขับชักปืนก่อน ยันไม่มีเจตนาฆ่า

นายกฯไฟเขียวคิกออฟ โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงินกว่า 4 พันล้าน

นายกฯไฟเขียวคิกออฟ โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงินกว่า 4 พันล้าน

นายกฯไฟเขียวคิกออฟ โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงินกว่า 4 พันล้าน

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

“นายกฯ”ไฟเขียวคิกออฟ โครงการ”ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” วงเงินกว่า 4 พันล้าน บรรเทาปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าใช้จ่าย ไม่ต้องจมปลักกู้หนี้นอกระบบเสียดอกเบี้ยโหด

10 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” โดยมี นางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแหงชาติ เข้าร่วมด้วย

โดย นายกฯ กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ในกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในวันนี้ เห็นว่า ไทยช่วยไทย ไม่ใช่แค่ 60 – 40 ไม่ใช่เป็นเรื่องของไทยช่วยไทย แต่คำว่าพลัส คือ เราพยายามจะทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ต้นทุนในการดำรงชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อยู่ทั่วไปในประเทศของเราได้มีต้นทุนชีวิตที่ลดลง และเราพยายามจะหาโครงการต่างๆ และวิธีการต่างๆ มาทำให้ท่านได้สามารถสร้างโอกาสสร้างรายได้เรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก นั้นเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นต้น รัฐบาลจึงมีนโยบายลดภาระค่าใช้จ่ายแก้ไขปัญหาหนี้สิน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบที่เป็นธรรมและมีต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาศักยภาพในการประกอบอาชีพเพิ่มรายได้และเสริมความเข้มแข็งของทุกครัวเรือน และทุกชุมชนอันเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

นายกฯ กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนให้โครงการดีดีเช่นนี้ไปถึงมือของพี่น้องประชาชนให้เร็วที่สุดและถ้าเป็นไปได้ให้ครอบคลุมให้มากที่สุด วันนี้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านได้ดำเนินโครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง ด้วยวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 4,452 ล้านบาท จัดสรรให้กับกองทุนหมู่บ้านกองทุนชุมชนเมืองและกองทุนชุมชนทหาร 79,610 กองทุน ในการเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้กับประชาชนทั่วประเทศให้เงินทุนหมุนเวียน สำหรับการประกอบอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำว่า โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มเงินทุน แต่เป็นนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในระบบให้มากที่สุด จะได้ไม่ต้องไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และเสียดอกเบี้ยสูงๆ แพงๆ เราทนสภาพนั้นไม่ได้ เพราะต้องเสียไร่ เสียนา เสียบ้าน โครงการนี้จะสร้างโอกาสให้ประชาชนได้สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งการจะประสบความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือกันอย่างเต็มที่

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนให้อำนาจในการตัดสินใจอำนาจในการจัดตั้งนโยบายกับนางสุขสำรวย อย่างเต็มที่ เพื่อให้ไปทำงานร่วมกับสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพื่อทำให้สิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งหลาย ฉะนั้นความร่วมมือทั้งหลายที่จะเกิดขึ้น ขอให้ข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะเราจัดงบประมาณไว้แล้วและจัดโครงการจัดหลักการการให้การช่วยเหลือประชาชนให้เขามีต้นทุนในการลงทุนต่างๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งเงินกองทุนหมู่บ้านได้สร้างหมอลำที่มีชื่อเสียงมาแล้ว อย่าคิดว่าเงินนี้เป็นเงินเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าเราสามารถจับหลักของธุรกิจสามารถเปลี่ยนให้เป็นโอกาสของการสร้างรายได้ นี่เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เราจะช่วยให้ท่านไม่ต้องไปจมปลักอยู่กับเงินกู้นอกระบบที่มีต้นทุนแพงอย่างมหาศาล และยังต้องเซ็นสัญญาทาสต่างๆ ทำให้เราเสียโอกาสทั้งหมดในชีวิตที่เรามีอยู่และความเดือดร้อนนี้มันก็ไปถึงครอบครัวเราด้วย ถึงแม้ว่าวันนี้เราจะเริ่มด้วยเงินงบประมาณประมาณ 4.4 พันล้านบาท แต่ถ้าท่านทำแล้วแล้วมันเกิดประโยชน์เกิดผลสำเร็จเกิดประสิทธิภาพ สร้างรายได้สู่เศรษฐกิจ ฉะนั้น รัฐบาลต้องถือว่าท่านคือเฟืองจักรตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวหลัก เพราะท่านเป็นกลุ่มคนที่มากที่สุดในประเทศของเราการสนับสนุนการไว้วางใจความมุ่งมั่นที่อยากจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะผลสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นรัฐบาลก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างให้กับท่านอย่างเต็มที่

“ผมอยากจะเซ็นเพิ่มงบให้พวกท่านใจจะขาด ขอให้พวกเราช่วยกันทำให้บรรลุผลสำเร็จ” นายกฯ กล่าว

ด้าน นางสุขสมรวย กล่าวว่า ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยากลำบาก ประชาชนฐานราก ต้องการเพิ่มรายได้ จำเป็นต้องอาศัยกลไกแหล่งเงินทุนจากกองทุนหมู่บ้านฯ เพื่อสร้างสภาพคล่อง ในระบบการผลิต การประกอบอาชีพ เพื่อเพิ่มรายได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญ และเล็งเห็นว่าการเข้าไปช่วยเหลือ โดยการเพิ่มงบประมาณ เพื่อเข้าไปสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านฯ จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิกในระยะยาว และยังเป็นการเสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน ให้แก่ประชาชนในกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

นางสุขสมรวย กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นการขยายโอกาสในการเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เสริมสภาพคล่องทางการเงิน ก่อเกิดประโยชน์แก่สมาชิกกองทุนกว่า 12 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ได้จัดเตรียมงบประมาณจำนวนทั้งสิ้น 4,452,000,000 บาท ไว้สำหรับการดำเนินโครงการดังล่าวแล้ว กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่จะขอสนับสนุนงบประมาณ จะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีคณะกรรมการกองทุนตามระเบียบที่กำหนด และส่งงบการเงินต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี (ปี 2556 – ปัจจุบัน) สิ่งสำคัญคือจะต้องมีการจัดประชุมเพื่อมีมติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และมีมติการลดอัตราอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้สมาชิกกองทุน บัญชีที่ 1 ลง 50% สำหรับสัญญาที่เริ่มในปีบัญชีปัจจุบัน (1 รอบสัญญา) ปรับปรุงสัญญา และจัดทำเอกสารแนบท้ายสัญญา เพื่อให้สมาชิกได้รับอัตราดอกเบี้ยใหม่ และจัดทำประกาศลดดอกเบี้ยและเอกสารประกอบโครงการ หากได้รับเงินเพิ่มทุนแล้ว แต่ไม่ดำเนินการลดดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กำหนด สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) สามารถเรียกคืนเงินเพิ่มทุนได้ ทั้งนี้ กองทุนหมู่บ้านที่สนใจเข้าร่วมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) ทั้ง 14 สาขาเขตทั่วประเทศ

ฉลอง เปิดปากเหตุยิงนายก อบจ.นนทบุรี ทวงเงิน 11 ล้าน อ้างคนขับชักปืนก่อน ยันไม่มีเจตนาฆ่า

ฉลอง เปิดปากเหตุยิงนายก อบจ.นนทบุรี ทวงเงิน 11 ล้าน อ้างคนขับชักปืนก่อน ยันไม่มีเจตนาฆ่า

ฉลอง เปิดปากเหตุยิงนายก อบจ.นนทบุรี ทวงเงิน 11 ล้าน อ้างคนขับชักปืนก่อน ยันไม่มีเจตนาฆ่า

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

อดีต สส.นนทบุรี เปิดใจหลังถูกตำรวจคุมตัว อ้างเดินทางไปทวงเงินเพื่อน 11 ล้านบาท ก่อนมีปากเสียงและคนขับรถชักปืน จึงตัดสินใจยิง ยืนยันไม่ได้มีเจตนาฆ่า พร้อมขอโทษประชาชนชาวนนทบุรีและครอบครัวนายก อบจ.

วันที่ 10 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต ส.ส.นนทบุรีหลายสมัย มาที่สถานีตำรวจ หลังก่อเหตุอุกอาจ บุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี พร้อมคนขับรถของ พ.ต.อ.ธงชัย ได้รับบาดเจ็บ

ล่าสุด เวลา 13.20 น. ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ คุมตัวนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ลงจากชั้น 3 มายังห้องประชุม เพื่อเปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายฉลองยอมรับว่า เดินทางไปพบเพื่อน เนื่องจากต้องการทวงเงินจำนวน 11 ล้านบาท ที่เคยให้ยืมไป หลังปัจจุบันประสบปัญหาด้านการเงินและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการป่วยจำนวนมาก

นายฉลอง เผยว่า ที่ผ่านมาเคยช่วยเหลือเพื่อนหลายคน ทั้งเรื่องธุรกิจและการทำหมู่บ้าน บางรายให้เงินถึง 6 ล้านบาท หรือ 15 ล้านบาท แต่ไม่ได้ทวงคืน เนื่องจากเต็มใจช่วย กระทั่งครั้งนี้มีความจำเป็นต้องขอเงินคืน จึงเดินทางไปพูดคุย

นายฉลอง อ้างว่า ระหว่างพูดคุยกันมีปากเสียงและถูกผลัก ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินลงไปขึ้นรถ ทำให้ตนเดินตามไปเคาะกระจกเพื่อขอพูดคุย พร้อมถือปืนไปด้วย แต่ยืนยันว่าไม่ได้คิดจะยิง อย่างไรก็ตาม จังหวะนั้นคนขับรถได้ชักปืนออกมา จึงตัดสินใจยิง

หลังเกิดเหตุ นายฉลอง บอกว่า ได้หลบหนีออกจากจุดเกิดเหตุ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะเป็นอะไรมาก ก่อนจะขึ้นรถจักรยานยนต์กลับมามอบตัว พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาฆ่าใคร

นายฉลอง ยังกล่าวขอโทษประชาชนชาวนนทบุรี และครอบครัวนายก อบจ.นนทบุรี พร้อมระบุว่า ตนเองกับนายก อบจ. เป็นเพื่อนกัน และไม่เคยคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น โดยหากได้พูดคุยกัน เหตุการณ์ก็น่าจะจบลงด้วยดี

นายฉลองกล่าวทั้งน้ำตาว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นห่วงความรู้สึกของครอบครัว โดยเฉพาะลูกสาว ซึ่งเชื่อว่าจะต้องเสียใจอย่างมากกับเหตุการณ์ครั้งนี้