‘สุรเดช’ เสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ เหตุกราดยิง จวกล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ความปลอดภัยไม่ถูกใส่ใจ

‘สุรเดช’ เสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ เหตุกราดยิง จวกล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ความปลอดภัยไม่ถูกใส่ใจ

‘สุรเดช’ เสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บ เหตุกราดยิง จวกล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ความปลอดภัยไม่ถูกใส่ใจ

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

‘สุรเดช’ เสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิต- บาดเจ็บ เหตุกราดยิงในรร. จวก ล้มเหลวเชิงโครงสร้าง มาตรการความปลอดภัยไม่ได้ถูกใส่ใจอย่างจริงจัง ระบุ ตอกย้ำให้เห็นมาตรการคุมปืนหละหลวม ชง ออกกม.กำหนดปริมาณครอบครองกระสุน ลดความเสี่ยงก่อเหตุกราดยิง แนะ สถานศึกษาเข้มตรวจยาเสพติด ติดเครื่องตรวจอาวุธในที่สาธารณะ

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงเหตุกราดยิงในโรงเรียน จ.นนทบุรี จนเป็นเหตุให้ครูและนักเรียนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหลายรายว่า ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต และแสดงความเป็นห่วงต่อผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเหตุการณ์ความรุนแรงและเหตุกราดยิงในสถานศึกษาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ในอดีตหลายรัฐบาลประกาศถอดบทเรียนและจัดทำแผนป้องกันอย่างจริงจังในช่วงเกิดเหตุใหม่ๆ แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์แบบนี้อยู่เป็นระยะ และไม่ใช่เพียงแค่ในโรงเรียนเท่านั้น คำถามคือ ทุกวันนี้มาตรการความปลอดภัยในโรงเรียนเหล่านี้ยังอยู่หรือไม่ มีการซักซ้อมและความเข้มข้นของการรักษาความปลอดภัยยังมีอยู่หรือไม่ มีการติดตามผลอยู่เป็นประจำหรือไม่ และความจริงมาตรการรักษาความปลอดภัยเหล่านี้ไม่ควรโยนให้เป็นภาระของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ไม่ได้มีทักษะและอุปกรณ์ในการป้องกันเหตุ แต่ควรมีผู้ที่ดูแลและทำหน้าที่เฉพาะด้านนี้โดยตรงในทุกโรงเรียน ซึ่งไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระหรืองบประมาณที่มากมายแต่อย่างใด

นายสุรเดช ยังเรียกร้องให้สถาบันนิติเวชตรวจสอบสารเสพติดในร่างกายของผู้ก่อเหตุว่ามีสารเสพติดอยู่ในเลือดหรือไม่ เพราะมีเรื่องของการกราดยิงอย่างอุกอาจ มีการยิงปู่ ย่า ครูและเพื่อนนักเรียน ดังนั้น มีความผิดปกติอยู่ และต่อไปโรงเรียนอาจจะต้องเข้มงวดเรื่องยาเสพติด เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดเรื่องของการทะเลาะวิวาทและทำร้ายกัน เนื่องจากเด็กบางคนเสพยาต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัจจุบันยาเสพติดระบาดอย่างหนัก

นายสุรเดช กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ยังเป็นอีกครั้งที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องความง่ายในการครอบครองอาวุธปืนในประเทศไทย แม้ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยเคยงดการออกใบอนุญาตปืนบางประเภท หรือสั่งเข้มงวดการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอครอบครอง แต่ในความเป็นจริง มาตรการเหล่านี้กลับไร้สภาพบังคับที่มีประสิทธิภาพ ช่องว่างทางกฎหมายยังคงเปิดกว้างให้ปืนหลุดรอดไปอยู่ในมือของผู้ที่มีสภาวะจิตใจไม่พร้อม หรือผู้ที่มีประวัติความพฤติกรรมเสี่ยง ยังไม่นับรวมพวกตลาดปืนเถื่อนและการสั่งซื้อชิ้นส่วนปืนทางออนไลน์ สะท้อนให้เห็นว่า การป้องกันยังคงหละหลวม และไม่ตรงจุดเท่าใดนัก

นายสุรเดช กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอเร่งด่วนไปยังรัฐบาล คือ 1.ปฏิรูประบบคัดกรองและตรวจสอบผู้ครอบครองปืนอย่างเข้มงวด โดยกำหนดให้มีการตรวจประเมินสุขภาพจิตและสภาวะอารมณ์โดยจิตแพทย์เป็นประจำทุกปีสำหรับผู้ถือครองปืนทุกราย และทบทวนและยกเลิกใบอนุญาตทันทีหากพบประวัติความรุนแรงในครอบครัวหรือสภาวะทางจิตที่ไม่มั่นคง 2.เดินหน้ากวาดล้างและควบคุมช่องทางการเข้าถึงปืนปราบปรามปืนเถื่อน โดยเพิ่มโทษทางอาญาขั้นสูงสุดสำหรับผู้ค้าและผู้ครอบครองปืนผิดกฎหมาย 3.ยกระดับระบบความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยติดตั้งระบบเตือนภัยเร่งด่วนที่เชื่อมต่อกับสถานีตำรวจโดยตรง และฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีผู้ที่มีหน้าที่ดูแลโดยเฉพาะในสถานศึกษาแต่ละแห่ง นอกจากนี้ ขอเสนอให้มีการติดตั้งเครื่องจับโลหะและอาวุธก่อนเข้าพื้นทึ่สาธารณะ ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า และ4.เหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในโรงเรียน จ.นนทบุรี จะพบว่า ผู้ก่อเหตุพกพากระสุนจำนวนมาก สามารถกราดยิงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ซึ่งช่องโหว่ทางกฎหมายคือ ปัจจุบันไม่ได้มีการกำหนดการครอบครงจำนวนกระสุน ดังนั้น รัฐบาลต้องออกกฎหมายที่ควบคุมจำนวนกระสุน เช่น สมมุติปืนกระบอกหนึ่งสามารถบรรจุกระสุนได้ 6 นัด จะต้องครอบครองได้แค่ 6 นัด เพราะจำนวนดังกล่าวหากจะไปทำร้ายคนอื่นจะไปทำร้ายได้ไม่มากนัก ให้มีไว้เพียงป้องกันตัวเท่านั้น และห้ามไม่ให้ซื้อเข้ามาเพิ่ม รวมถึงให้แยกการเก็บอาวุธปืนกับกระสุนไม่ให้อยู่ในที่เดียวกัน ไม่เช่นนั้นเด็กอาจจะมาหยิบปืนและนำกระสุนไปใส่ได้ง่าย แต่หากจัดเก็บแยกกันจะลดและป้องกันความเสี่ยงได้ 


‘ผมว่า มันถึงเวลาแล้วที่ต้องดำเนินการมาตรการเหล่านี้อย่างจริงจัง อย่าทำหรือแข็งขันเฉพาะตอนเกิดเหตุใหม่ๆ ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์เศร้าสลดใจจะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ แล้วต้องมานั่งใช้คำเดิมๆ ว่าถอดบทเรียน ซึ่งคนไทยฟังแล้วไม่ได้เกิดความมั่นใจในชีวิตและทรัพย์สินแต่อย่างใด การตัดสินใจเชิงนโยบายของรัฐบาลต้องเด็ดขาดและการบังคับใช้นโยบายควบคุมอาวุธปืนอย่างจริงจังเท่านั้น ที่จะสามารถคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับทุกคน ไม่ใช่แค่ในโรงเรียนเท่านั้น’ นายสุรเดช กล่าว

นายสุรเดช กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์นี้เป็นข่าวโด่งดังไปต่างประเทศ คนต่างประเทศรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะกระทบไปหมดในความรู้สึกของคน  ไม่ว่าจะไปที่ไหนในประเทศไทยจะเริ่มกลัว ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ชุมชน สถานที่ที่มีผู้คนอยู่เยอะ รัฐบาลต้องมองภาพกว้าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะกระทบเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องอื่นๆ จำนวนมาก อย่างเช่นขณะนี้คนจะไปเดินห้างสรรพสินค้าก็เริ่มกลัว กังวลว่ามีผู้เสพยาเสพติดหรือไม่ มีผู้พกพาอาวุธหรือไม่ จะเกิดเรื่องความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รัฐบาลต้องเข้มงวด อย่ามองเพียงแค่จุดเดียว ขณะนี้ประเทศเราเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ มันจะยิ่งกลายเป็นการซ้ำเติม

โฆษกรัฐบาลแจง คดีโกงสอบท้องถิ่นยังไม่จบ ​เดินหน้าสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

โฆษกรัฐบาลแจง คดีโกงสอบท้องถิ่นยังไม่จบ ​เดินหน้าสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

โฆษกรัฐบาลแจง คดีโกงสอบท้องถิ่นยังไม่จบ ​เดินหน้าสาวถึงผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่าไม่ได้จำกัดวงเพียงแค่การถอดถอนรายชื่อผู้สอบที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต 5,925 ราย 

“ยืนยันการดำเนินการสอบสวนหาตัวผู้ร่วมกระทำการ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ คืนความถูกต้องและเป็นธรรมแก่ผู้เสียโอกาส เรื่องดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่ว่าจะเป็นใคร หากเกี่ยวข้องกับการทุจริต ต้องถูกดำเนินคดีทั้งหมด” 

ทั้งนี้ มีการจัดการ 3 ส่วนด้วยกัน คือ

1. การถอดถอนชื่อผู้สอบที่เกี่ยวกับการทุจริต กระทรวงมหาดไทยดำเนินการถอดถอนรายชื่อ 5,295 ราย หลังพบว่ามีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งทุกอย่างได้สรุปจบในการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 ได้รายงานให้คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) รับทราบ เพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด (ก.จังหวัด)

สำหรับตำแหน่งที่ว่างลงหลังการถอดถอน ทางกสถ. จะต้องหารือถึงแนวทางปฏิบัติ ทั้งการประกาศบัญชีใหม่และการเลื่อนบัญชีผู้สอบแข่งขันรายอื่นขึ้นมาทดแทน

2. การดำเนินคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหา จำนวน 13 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่โดนข้อหา ได้แก่ 1)ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 2) เป็นเจ้าพนักงานปลอมเอกสารราชการโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ 3)เป็นเจ้าพนักงานรับรองหลักฐานอันเป็นเท็จในเอกสารราชการ 4)ร่วมกันเอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น 5)ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ และ 6) ร่วมกันเปิดผนึกหรือนำเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไปเพื่อล่วงรู้ข้อความ ซึ่งมีอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว. อยู่ในกลุ่มนี้

อีกลุ่มหนึ่ง มี 11 ราย ที่ร่วมกระทำผิดแก้ไขกระดาษคำตอบ ถูกดำเนินคดีในข้อหา อั้งยี่ ซ่องโจร ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

ทั้งนี้ เมื่อพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาครบถ้วน จะสามารถสรุปสำนวนส่งให้ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนได้ภายในวันที่ 12 สิงหาคมนี้

ในส่วนของเส้นเงิน ปปง. อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและกลุ่มเป้าหมายกว่า 200 ราย แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อผู้เกี่ยวข้องได้ เนื่องจากอาจขัดต่อกฎหมาย ซึ่งจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 

3.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นประจำปี 2568 ได้ดำเนินการสรุปผลการทุจริตการสอบท้องถิ่นแล้วฯ ขั้นตอนต่อไป คือการเสนอรายงานต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการต่อ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทั้งทางแพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม  

 “การดำเนินการทั้ง 3 ส่วน ไม่เพียงเอาผิดผู้ทุจริต แต่ยังเป็นการคืนความเป็นธรรมแก่ผู้สอบแข่งขันโดยสุจริต และเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการสอบเข้ารับราชการทุกระดับ ให้คนที่มีความสามารถมีโอกาสเข้ารับราชการอย่างเป็นธรรม รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต” นางสาวรัชดากล่าว

เอกนิติ ชี้เงินกู้ 2 แสนล้าน เน้นเปลี่ยนผ่านพลังงาน ประเดิมทำโซลาร์รูฟท็อป-รถโดยสารอีวี

เอกนิติ ชี้เงินกู้ 2 แสนล้าน เน้นเปลี่ยนผ่านพลังงาน  ประเดิมทำโซลาร์รูฟท็อป-รถโดยสารอีวี

เอกนิติ ชี้เงินกู้ 2 แสนล้าน เน้นเปลี่ยนผ่านพลังงาน ประเดิมทำโซลาร์รูฟท็อป-รถโดยสารอีวี

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

‘เอกนิติ‘ ชี้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.2 แสนล้านหลังโฟกัสเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นหลัก ทั้งอุดหนุนติดแผงโซลาร์-เปลี่ยนผ่านรถโดยสารเป็น EV  เผยเงินกู้ส่วน 2 แสนล้านแรกเหลือ 4 หมื่นล้านพร้อมให้ใช้กับไทยเที่ยวไทยพลัส ส่วนไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 รอประเมินความเหมาะสม เผย ผู้บริหารแกร๊บ เข้าพบโชว์ช่วยร้านค้ายอดขายเพิ่ม 86% 

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายเอกนิติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาส​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง​ กล่าวถึงการใช้เงินในพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนที่เหลือ ว่าจะมีการจัดลำดับความสำคัญในการใช้งบประมาณอย่างไร เนื่องจากขณะนี้มีการขอโครงการเข้ามาจำนวนมาก ทั้งโครงการ​ ไทยเที่ยวไทยพลัส​  และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่า ที่แน่ๆ 200,000 ล้านที่เหลือ​ ต้องนำมาใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน​  ส่วนงบ ประมาณในส่วน 200,000 ล้านบาทแรก ขณะนี้เหลืออยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้นโยบายว่า ขอประเมินสถานการณ์ก่อน เพราะมีงบประมาณที่จำกัด จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง และตรงเป้ามากที่สุด ก่อนย้ำว่าส่วนตัวมองว่าสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เล็งของบประมาณจากพ.ร.ก.กู้เงิน​ เพื่อใช้ในโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสประมาณ 1,750  -​2,000 ล้านบาท​  นายเอกนิติ​ กล่าวว่า​ ส่วนตัวมองว่าไม่ได้ใช้งบประมาณเยอะ​ ซึ่งตนได้ให้นโยบายไปว่า จะต้องใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ เพื่อเยียวยาร้านค้าต่างๆ​ พร้อมยอมรับว่า​ แม้จะมีจำนวนเงินพอเหลือแต่ก็ต้องใช้ให้ถูกกับวัตถุประสงค์ แต่จะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย เหมือนกับไทยช่วยไทยพลัส  เมื่อถามว่าอาจจะมีเสียงวิจารณ์ว่าโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสอาจจะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์เงินกู้คือจำเป็นเร่งด่วน หากสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น นายเอกนิติ​ กล่าวว่า เรื่องนี้ขอประเมินสถานการณ์ก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากต้องต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสในเฟส​ 2 จะใช้เงินในส่วนของ 200,000 ล้านบาทหลัง ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมาใช้แทนในโครงการนี้ได้หรือไม่​ นายเอกนิติ​ กล่าวว่า​ ในทางกฎหมายใช้ได้​ แต่ในทางปฏิบัติอยากจะเก็บไว้ใช้ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน​ พร้อมยอมรับว่า เงินจำนวน 50,000​ -​60,000  ล้านบาท  จะใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โครงการโซลาร์รูฟท็อป เพื่อช่วยประชาชนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานโซล่า​ร์  โดยจะมีสถาบันทางการเงินอย่างธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามาช่วยในเรื่องสินเชื่อ

นายเอกนิติ​ ยังกล่าวว่า​ นอกจากนี้ยังจะมีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะเราใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมาก ซึ่งในส่วนของก๊าซธรรมชาติคือการผลิตไฟฟ้า รวมถึงการขายไฟคืน​ เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็น สมาร์ทมิเตอร์​ และเรื่องระบบสายส่ง เพราะเราต้องคิดทั้งระบบ ไม่เช่นนั้นอาจเหมือนในต่างประเทศที่ทำเรื่องพลังงานสะอาด และเมื่อไฟตกก็จะดับทั้งเมือง​  

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังจะมีการเปลี่ยนผ่านด้านคมนาคม​ โดยรัฐบาลอยากทำเรื่องรถขนส่งสาธารณะ ให้เป็นรถ​ EV ใน​ 7 กลุ่ม​ เพราะรถเหล่านี้มีอายุการใช้งานมายาวนาน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการลงรายละเอียดและงบประมาณ​ 

นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงการหารือกับ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แกร๊บ​โฮลดิ้งส์​ จำกัด​ (ประเทศสิงคโปร์)​ ว่า เขามาขอบคุณในการที่มีส่วนร่วมกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส​ ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบเอไอ คล้ายกับแอปพลิเคชั่น นกกระซิบ​  ส่งผลให้ยอดขายของพ่อค้า แม่ค้า สูงขึ้นกว่า​ 68% ซึ่งนี่เป็นการพิสูจน์ว่า คำว่า “พลัส”ที่ใช้”เอ​ไอ” เป็นการเพิ่มศักยภาพทำให้ร้านค้าเก่งขึ้น และเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าเหล่านั้น​ และหลังจากนี้ตนจะไปพูดคุยกับประชาชนและร้านค้าเพื่อนำมาต่อยอด

เมื่อถามว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส​ หลังจากหมดโครงการในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้แล้ว จะทำต่อในเฟส 2 ทันทีเลยหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า​ ขอพิจารณาให้ครบถ้วนก่อน

‘สมศักดิ์’ เบรกดรามา! โต้ข่าวทุ่ม 5 พันล้านเดินหน้า ‘นาคาร์บอน’ ย้ำต้องชัวร์เกษตรกรได้เงินจริง

'สมศักดิ์' เบรกดรามา! โต้ข่าวทุ่ม 5 พันล้านเดินหน้า 'นาคาร์บอน' ย้ำต้องชัวร์เกษตรกรได้เงินจริง

‘สมศักดิ์’ เบรกดรามา! โต้ข่าวทุ่ม 5 พันล้านเดินหน้า ‘นาคาร์บอน’ ย้ำต้องชัวร์เกษตรกรได้เงินจริง

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.18 น.

‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ สั่งทบทวนโครงการ ‘นาคาร์บอน’ สยบข่าวลือของบ 5 พันล้าน ย้ำตลาดต้องพร้อม-เกษตรกรต้องได้ประโยชน์

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน โพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่มีการนำเสนอข่าวพาดหัวสร้างความสับสนแก่ประชาชนว่า ตนได้สั่งการให้เดินหน้าโครงการข้าวคาร์บอนต่ำสู่ความยั่งยืน พร้อมขออนุมัติตั้งงบประมาณสูงถึง 5,000 ล้านบาทในการดำเนินงาน

สมศักดิ์ เทพสุทิน โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจงระบุว่า “จากกรณีมีการพาดหัวข่าวที่สร้างความสับสนให้กับพี่น้องประชาชน ว่าผมมีการสั่งเดินหน้าโครงการข้าวคาร์บอนต่ำสู่ความยั่งยืน ของบ 5,000 ล้านบาท ในการดำเนินงาน

ผมขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า กรณีดังกล่าวนั้น ผมได้สั่งการให้ #ทบทวนศึกษาเพิ่มเติม ‘นาคาร์บอน’ เพื่อทบทวนระบบซื้อขาย ให้แน่ใจว่าสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ จับต้องได้จริง ไม่ทิ้งเกษตรกรไว้กับความเสี่ยง

โดยเน้นย้ำว่ารายได้เกษตรกรต้องมาก่อน ถ้าทำแล้วเกษตรกรต้องได้ประโยชน์ และมีรายได้เพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่ทำเพียงเพราะตามกระแส

ตราบใดที่เรื่องรายได้ของเกษตรกรยังไม่มีความชัดเจน หรือยังไม่แน่ชัดว่าจะแปลงเป็นเงินได้อย่างไร จะต้องศึกษาต่อให้ครอบคลุมก่อน #ยังไม่เร่งเดินหน้า #ให้ศึกษาต่อ

เมื่อพร้อมแล้วค่อยวางระบบ มาตรฐาน และตลาดรองรับ โดยการซื้อขายให้มีความพร้อม แน่นอนเสียก่อน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกษตรกรลงมือทำแล้ว จะได้รับผลตอบแทนจริง ถึงจะเดินหน้าโครงการต่อ”

‘อนุทิน’ เชิดชู 264 กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม มอบแหนบทองคำ ‘รางวัลเกียรติยศแห่งการเสียสละ’

'อนุทิน' เชิดชู 264 กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม มอบแหนบทองคำ 'รางวัลเกียรติยศแห่งการเสียสละ'

‘อนุทิน’ เชิดชู 264 กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม มอบแหนบทองคำ ‘รางวัลเกียรติยศแห่งการเสียสละ’

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.13 น.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล กำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ประจำปี 2569 เนื่องในโอกาส “วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน” ซึ่งตรงกับวันที่ 10 สิงหาคมของทุกปี โดยในปีนี้ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองกำหนดจัดกิจกรรมวันกำนันผู้ใหญ่บ้าน ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 5 – 7 สิงหาคม 2569 ประกอบด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม การศึกษาดูงาน และพิธีมอบรางวัลกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ประจำปี 2569 ผู้ใหญ่บ้านที่มีผลงานดีเด่นจากทั่วประเทศ จำนวน 264 คน ในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยกย่องผู้นำท้องที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ และยึดมั่นในอุดมการณ์ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ สมควรได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติ ทั้งยังเป็นตัวแทนของกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศที่ทำงานใกล้ชิดประชาชน และมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของภารกิจรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย

“รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยตระหนักและเห็นความสำคัญของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมาโดยตลอด เพราะกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการดูแลความเป็นอยู่ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน และเป็นผู้เชื่อมโยงการทำงานระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและการพัฒนาประเทศในหลายมิติ ครอบคลุมด้านความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ตลอดจนการสนับสนุนและส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภารกิจเหล่านี้ไม่อาจบรรลุผลได้ หากขาดกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นกลไกของรัฐที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด

ปัจจุบัน รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยมุ่งขับเคลื่อนการบริหารราชการภายใต้แนวคิด “ทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที” โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกพื้นที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ จึงต้องเป็นกำลังหลักในการนำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

“ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่น ความเสียสละ ความใกล้ชิดกับประชาชน และประสบการณ์ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกท่าน จะสามารถเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืน” นายอนุทินกล่าว

ด้านนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า ก่อนเข้าสู่พิธีมอบรางวัลฯ กรมการปกครองได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม และการศึกษาดูงาน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับรางวัลฯ ได้พบปะ รับทราบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติหน้าที่จากผู้บังคับบัญชา รวมถึงแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกัน

การประชุมดังกล่าวมุ่งเสริมศักยภาพผู้นำท้องที่ภายใต้แนวคิด “อำเภอพึ่งได้: DOPA 2026 Better Together” พร้อมย้ำว่า “อำเภอพึ่งได้” จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาด “กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ พึ่งได้” ซึ่งเป็นผู้รู้คน รู้พื้นที่ เข้าใจปัญหา และเป็นบุคคลแรกที่ประชาชนนึกถึงเมื่อเกิดความเดือดร้อน สำหรับปี 2569 มีผู้ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 264 คน แบ่งเป็นกำนันยอดเยี่ยม 131 คน และผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม 133 คน โดยผู้ได้รับรางวัลทั้งหมดเข้ารับประกาศเกียรติคุณ พร้อมแหนบทองคำเพื่อยกย่องผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ เสียสละ และทุ่มเทความรู้ความสามารถในการ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

การมอบแหนบทองคำในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเชิดชูผลงานของผู้ได้รับรางวัล แต่ยังสะท้อนถึงคุณค่าของความเสียสละ ความมุ่งมั่น และความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ตลอด 134 ปี

ในส่วนภูมิภาคการจัดงาน “วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน” ประจำปี 2569 ได้ดำเนินการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 10 สิงหาคม 2569 โดยมีพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงร่วมกันทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เพื่อพัฒนาพื้นที่ตำบล หมู่บ้าน

สามารถร่วมติดตามรายละเอียด ตลอดจนผลงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านยอดเยี่ยม ประจำปี 2569 ได้ทางเว็บไซต์ http://www.กำนันผู้ใหญ่บ้าน.com (กำนันผู้ใหญ่บ้านดอทคอม)

ปิยบุตร ปั่นหนัก! ปลุกออกจากกรงขังของศาลรัฐธรรมนูญ ยึดประชามติทำรธน.ใหม่ ต่อต้านระบอบปรสิต

ปิยบุตร ปั่นหนัก! ปลุกออกจากกรงขังของศาลรัฐธรรมนูญ ยึดประชามติทำรธน.ใหม่ ต่อต้านระบอบปรสิต

ปิยบุตร ปั่นหนัก! ปลุกออกจากกรงขังของศาลรัฐธรรมนูญ ยึดประชามติทำรธน.ใหม่ ต่อต้านระบอบปรสิต

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.35 น.

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เนื่องในวาระครบรอบ 10 ปี การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 พร้อมเสนอให้กลับมารณรงค์เรื่อง “รัฐธรรมนูญใหม่” อีกครั้ง โดยมองว่าผลประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นฐานความชอบธรรมสำคัญที่สะท้อนความต้องการของประชาชน

โดยข้อความระบุว่า “[10 ปี ประชามติรัฐธรรมนูญ 60 ได้เวลาเปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่]
วันที่ 7 สิงหาคม 2559 ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ภายใต้กติกาไม่เป็นธรรม ฝ่ายไม่เห็นชอบ รณรงค์ได้อย่างยากลำบาก หลายคนถูกจับกุม ดำเนินคดี ผลปรากฏว่า ฝ่ายเห็นชอบชนะไป 16,820,402 เสียง

เกือบ 10 ปีให้หลัง วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนออกเสียงประชามติ ในคำถามที่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่“ ผลปรากฏว่า ฝ่ายเห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญใหม่แทนที่รัฐธรรมนูญ 2560 ชนะไปด้วยคะแนนเสียง 21,621,638
การออกเสียงประชามติผ่านมาแล้ว 6 เดือน จนมาถึงวันนี้ 7 สิงหา 69 ครบบรรจบ 10 ปีการออกเสียงประชามติ 7 สิงหา 59 พอดี
ถึงเวลาอันควรที่จะต้องยืนยันว่า ตกลงแล้ว ประชาชน ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดิน ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ผู้ทรงอำนาจกำหนดระบอบการเมืองการปกครองของประเทศ เห็นกันอย่างไร?

ประจักษ์พยานชัดเจน วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ บอกว่า แผ่นดินนี้ ประเทศนี้ ต้องมีรัฐธรรมนูญใหม่
จนวันนี้ ทั้งๆที่คะแนนเสียงถล่มทลายขนาดนี้ เหตุใดรัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่เกิด ?
เหตุผล คือ เราไป “ติดกับ” อยู่กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่า มีรัฐธรรมนูญใหม่ ได้ แต่ต้องผ่านประชามติ และต้องยกร่างโดยรัฐสภา
ทำให้ สมาชิกรัฐสภา คิดคำนวณว่า แม้จะมีประชามติเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว แต่ก็ต้องทำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม กำหนดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญวางไว้ และเอาเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
พรรคการเมือง ผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา จึงต้องหมกมุ่นถกเถียงกันว่า จะออกแบบรูปแบบองค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไร ให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ผมเห็นว่า ณ เวลานี้ การเดินตามศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นการตีโจทย์ผิด
ผมอยากเสนอว่า เราลองมาตีโจทย์กันใหม่ ดังนี้
ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดิน ได้แสดงออกอย่างพร้อมเพรียงในวันที่ 8 ก.พ.69 แล้วว่า ต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นี่คือการใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้นตำรับ หรือที่ในทฤษฎีกฎหมายรัฐธรรมนูญเรียกว่า Pouvoir constituant originaire
กล่าวให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือการใช้ ปฐมอำนาจสูงสุด ซึ่งติดตัวประชาชนมาแต่กำเนิด ในฐานะที่ประชาชนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการเมืองที่ทุกคนต้องอยู่อาศัยร่วมกัน

อำนาจชนิดนี้ ทรงพลานุภาพมากกว่าอำนาจที่รัฐสภาใช้ตรากฎหมาย หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อำนาจชนิดนี้ ทรงพลานุภาพมากกว่าอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ทำคำวินิจฉัย
เช่นนี้แล้ว เราจะนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมากำหนดกระบวนการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างไร
ก็ในเมื่ออำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ ได้บอกแล้วว่า ต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 ทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 60

ประชาชนต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งก็รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญที่กำเนิดมาตามรัฐธรรมนูญ 60 ด้วย แล้วเราจะเอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ มาเป็นตัวกำหนดการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 และทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้อย่างไร?

ฐานความชอบธรรมจากประชามติ 8 ก.พ.69 ทรงพลังมาก ไม่มีความจำเป็นใดที่เราต้องกังวลกับ “กรงขัง” ที่ศาลรัฐธรรมนูญล้อมคอกเราไว้
ณ เวลานี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรณรงค์ทางความคิด ให้ประชาชนคนส่วนใหญ่ของแผ่นดินนี้ ได้เข้าใจตรงกันว่า
ประชามติให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ มีศักดิ์สถานะทางอำนาจ สูงกว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจออกคำวินิจฉัยจากรัฐธรรมนูญ อาศัยอำนาจที่รัฐธรรมนูญมอบให้มา
แต่ประชาชน ใช้อำนาจตามธรรมชาติ สัมบูรณ์ ไร้ขีดจำกัด สูงสุด บอกว่า ต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 60 และสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่
ศาลรัฐธรรมนูญ ที่คลอดออกมาจากรัฐธรรมนูญ 60 จึงไม่มีวันที่จะใหญ่กว่า ประชาชน ผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ ผู้ทรงศักยภาพในการทำลายรัฐธรรมนูญเดิม และสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่ได้นิจนิรันดร์
ในโอกาสที่ครบรอบ 10 ปี ประชามติ 7 สิงหาคม 59 ซึ่งเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญ 60 นี้ ผมอยากเสนอว่า เราควรนำประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” กลับมาชูธงเป็นคำขวัญ เพื่อสร้างแนวร่วมประชาชนต่อต้านระบอบปรสิตที่อาศัยเติบโตจากรัฐธรรมนูญ 60
ด้วยเหตุผล ดังนี้

1. ประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” เป็นประเด็นที่เอื้อต่อการสร้างแนวร่วมประชาชนออกไปในวงกว้าง ง่ายต่อการเข้าถึง โดนใจคนทุกกลุ่ม ไม่ติดอยู่กับความเป็นมวลชนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

2. การรณรงค์ “รัฐธรรมนูญใหม่” มีเนื้อหาหลากหลาย ครอบคลุมทั้งประเด็นปัญหาชีวิตประจำวัน และปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่แต่ละคนเผชิญอยู่
วุฒิสภา มาจากไหน ต้องมีหรือไม่ ระบบเลือกตั้งควรเป็นอย่างไร ศาลรัฐธรรมนูญ ศาล องค์กรอิสระ ควรเป็นอย่างไร หมวด 1 หมวด 2 หมวดอื่นๆ ว่าอย่างไร การกระจายอำนาจ การปฏิรูประบบราชการ การปราบทุจริต สิทธิ เสรีภาพ การศึกษา คุณภาพชีวิต ที่ดินทำกิน สวัสดิการ อีกสารพัดเรื่อง ต่างก็มี ”ห่วงโซ่ความเขื่อมโยง“ กลับมาที่ ”รัฐธรรมนูญ“ เช่นนี้ เอง เราสามารถรณรงค์หลากหลายประเด็น ภายใต้ร่ม ”รัฐธรรมนูญ”

3. ประชามติ 8 ก.พ.2569 คือ ฐานความขอบธรรมที่ทำให้การรณงค์รัฐธรรมนูญใหม่ มาแบบ ถูกที่ ถูกเวลา และชอบธรรม

4. การรณรงค์รัฐธรรมนูญใหม่ อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ภายใต้ระบบ เพดาน แต่ในขณะเดียวกัน ประเด็นเนื้อหาที่รณรงค์กันนััน ก็สามารถไต่เส้นไต่เพดานไปได้มากที่สุดด้วย
ผมทราบดีว่า มีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อย ได้รณรงค์การทำรัฐธรรมนูญใหม่มาก่อนหน้านั้นแล้ว
แต่ผมอยากชี้ชวนให้เห็นโจทย์ใหม่ จัดรูปขบวนรณรงค์ใหม่
ต้องไม่เดินตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ต้องยืนยันว่า การออกเสียงประชามติ 8 ก.พ.69 คือ การใช้อำนาจปฐมสถาปนา ซึ่งสูงและใหญ่กว่าอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
ต้องไม่ติดกับการต่อสู้ในรัฐสภา เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกำหนดที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น
หากเราติดหล่มอยู่ในสมรภูมินี้ พวกเขาก็จะบีบให้เราเลือกอยู่แค่สองทาง
ระหว่าง อยู่กับรัฐธรรมนูญ 60 ต่อไป หรือ แก้รัฐธรรมนูญกำหนดกระบวนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้การอำนวยการของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่คุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ในวุฒิสภา และว่ากันว่า ในองค์กรอิสระด้วย

หากเราสู้ในรัฐสภา พวกเขาก็ใช้เสียงข้างมากลากไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตามแบบที่พวกเขาต้องการ
เมื่อนั้น เราจะยกความชอบธรรมมาสู้กับเขายากขึ้น เพราะ พวกเขาจะบอกว่า ทั้งหมดมาตามกระบวนการ และหน้าด้านหน้าทน อ้างประชามติอีกด้วย
แต่ถ้าเรายอมอยู่กับรัฐธรรมนูญ 60 ต่อไป ไม่กล้าขยับกระบวนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะเกรงว่า ระบอบสีน้ำเงินจะกินรวบหมด
เราก็ละทิ้งฐานความขอบธรรมจากประชามติ 8 ก.พ. 69 ไปเสียหมด
สภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออกเช่นนี้ เราไม่จำเป็นต้องอยู่
ดึงตนเองออกมา ชูธง “อำนาจปฐมสถาปนารัฐธรรมนูญ” จากประชามติ 8 ก.พ.69 ให้สูงเด่น
อธิบายใหม่ รณรงค์ความคิดใหม่
เมื่อประชาชนเข้าใจตรงกันถึงพลานุภาพของตน
สถานการณ์สุกงอม
เมื่อพรรคการเมือง “กองหน้า” (ถ้าหากมี) ประสานพลัง รับภารกิจของประชาชนไป
เดินหน้า ทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยตระหนักว่า “มือ” และ “เท้า” ของตนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ มีพลังมากกว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน
เมื่อนั้น “ประชาชน” จะปรากฏกายขึ้น

“พลังทางการเมือง“ จะเป็นผู้ให้คำตอบ”

รบ.แจงใช้ Cell Broadcast ไร้เสียง แจ้งเตือนเงียบ-เจาะพื้นที่ หวั่นผู้หลบซ่อนตกเป็นเป้า

รบ.แจงใช้ Cell Broadcast ไร้เสียง แจ้งเตือนเงียบ-เจาะพื้นที่ หวั่นผู้หลบซ่อนตกเป็นเป้า

รบ.แจงใช้ Cell Broadcast ไร้เสียง แจ้งเตือนเงียบ-เจาะพื้นที่ หวั่นผู้หลบซ่อนตกเป็นเป้า

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.07 น.

รัฐบาลแจงการใช้ Cell Broadcast กรณีเหตุรุนแรง ใช้ “เตือนเงียบ–เจาะพื้นที่” ป้องกันผู้หลบซ่อนตกเป็นเป้า ย้ำออกแบบให้เหมาะกับลักษณะภัยแต่ละประเภท

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีเหตุใช้อาวุธปืนภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ใช้ระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่และบริเวณโดยรอบนั้น รัฐบาลขอชี้แจงแนวทางการใช้ระบบดังกล่าว หลังมีประชาชนสอบถามจำนวนมากว่าทำไมข้อความแจ้งเตือนครั้งนี้จึงไม่มีเสียงดังเหมือนการทดสอบระบบที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าการเลือกรูปแบบการแจ้งเตือนเป็นไปตามหลักการด้านความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เพิ่มความเสี่ยงแก่ผู้ที่กำลังหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเหตุการณ์ดังกล่าว ปภ. ได้ใช้ระบบ Cell Broadcast ส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่โรงเรียนและบริเวณโดยรอบรัศมีประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงการสัญจรหรือเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ ลดความเสี่ยงต่อประชาชนและเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

การแจ้งเตือนครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง ปภ. และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยระบบ Cell Broadcast สามารถส่งข้อความตรงไปยังโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในพื้นที่เป้าหมายได้พร้อมกันจำนวนมาก โดยไม่จำเป็นต้องทราบหมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับล่วงหน้า และสามารถกำหนดพื้นที่ รูปแบบ และระดับการแจ้งเตือนได้ตามลักษณะของสถานการณ์

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเด็นที่ประชาชนสอบถามมากคือเหตุใดข้อความแจ้งเตือนครั้งนี้จึงไม่มีเสียงเตือนเหมือนการทดสอบระบบที่ผ่านมา โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยชี้แจงว่า เป็นการตั้งใจส่งข้อความแบบไม่มีเสียง เนื่องจากหากโทรศัพท์ของผู้ที่กำลังหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุมีเสียงแจ้งเตือน อาจเปิดเผยตำแหน่งและเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของบุคคลเหล่านั้น จึงแตกต่างจากกรณีภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ หรือน้ำท่วมฉับพลัน ที่จำเป็นต้องใช้เสียงแจ้งเตือนเพื่อเร่งให้ประชาชนอพยพ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ระบบ Cell Broadcast ไม่ได้มีรูปแบบเดียวสำหรับทุกสถานการณ์ การเลือกระดับการแจ้งเตือน ขอบเขตพื้นที่ และการใช้หรือไม่ใช้เสียง จะพิจารณาให้เหมาะสมกับลักษณะของภัย หากเป็นเหตุผู้ใช้อาวุธ เป้าหมายสำคัญคือการแจ้งเตือนประชาชนภายนอกไม่ให้เข้าใกล้พื้นที่ โดยไม่สร้างความเสี่ยงเพิ่มเติมแก่ผู้ที่กำลังหลบซ่อนอยู่ภายใน

ทั้งนี้ ระบบ Cell Broadcast เป็นเครื่องมือแจ้งเตือนภัยที่สามารถส่งข้อความได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุมผู้ที่อยู่ในพื้นที่เป้าหมาย โดยไม่ต้องลงทะเบียนหรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติม รัฐบาลขอให้ประชาชนอ่านรายละเอียดในข้อความแจ้งเตือนอย่างรอบคอบ ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และไม่เผยแพร่ภาพหรือถ่ายทอดสดการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานและประชาชนในพื้นที่

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในตอนท้ายว่า กรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ระบบ Cell Broadcast ให้เหมาะสมกับลักษณะของภัยแต่ละประเภท รัฐบาลจะนำประสบการณ์จากการใช้งานจริงมาปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแจ้งเตือนประชาชนมีประสิทธิภาพสูงสุด สร้างความปลอดภัยแก่ประชาชน และรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสมในทุกกรณี.

รัฐบาลส่งทีม MCATT เยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

รัฐบาลส่งทีม MCATT เยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

รัฐบาลส่งทีม MCATT เยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 07.57 น.

รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือส่งทีม  MCATT ดูแลเยียวยาจิตใจ ติดตามผู้ได้รับผลกระทบเหตุกราดยิงฯ อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง แนะขอคำปรึกษาสุขภาพจิตเด็กและครอบครัว โทร. 1415  ปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต โทร. 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี รัฐบาลห่วงใยผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงดังกล่าว มอบหมายทีมเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team หรือ MCATT) ลงพื้นที่ให้การปฐมพยาบาลด้านจิตใจ (Psychological First Aid หรือ PFA) และวางแผนการดูแลฟื้นฟูสุขภาพจิตในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ครอบคลุมผู้บาดเจ็บ ครอบครัว นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อช่วยลดผลกระทบทางจิตใจและส่งเสริมการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง 

รัฐบาลขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ หลีกเลี่ยงการส่งต่อภาพ คลิป หรือเนื้อหาที่มีความรุนแรง รวมถึงการนำเสนอรายละเอียดของผู้ก่อเหตุหรือวิธีการก่อเหตุเกินความจำเป็น เพื่อลดผลกระทบทางจิตใจต่อเด็กและเยาวชนที่อาจซึมซับความรุนแรงจากสื่อ พร้อมขอความร่วมมือผู้ปกครองและครูดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด โดยจำกัดการรับชมหรือการส่งต่อภาพและคลิปเหตุการณ์รุนแรง เปิดโอกาสให้เด็กได้ระบายความรู้สึก รับฟังด้วยความเข้าใจ ไม่เร่งซักถามหรือให้เล่าเหตุการณ์ซ้ำๆ และสังเกตอาการผิดปกติ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับผลกระทบทางด้านอารมณ์และจิตใจ สามารถขอคำปรึกษาด้านสุขภาพจิตเด็กและครอบครัว ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โทร. 1415  และสามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต โทร. 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง 

รัฐบาลขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย และขอให้กำลังใจผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ รัฐบาลพร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อติดตามดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องและสนับสนุนการฟื้นฟูสุขภาพจิตอย่างเหมาะสมต่อไป

จ่อลุยไทยช่วยไทยเฟส2 อนุทินเอาแน่ โวเงินคงคลังยังแข็งแรง รัฐบาลชี้ดัชนีเชื่อมั่นฟื้น

จ่อลุยไทยช่วยไทยเฟส2 อนุทินเอาแน่ โวเงินคงคลังยังแข็งแรง รัฐบาลชี้ดัชนีเชื่อมั่นฟื้น

จ่อลุยไทยช่วยไทยเฟส2 อนุทินเอาแน่ โวเงินคงคลังยังแข็งแรง รัฐบาลชี้ดัชนีเชื่อมั่นฟื้น

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จ่อลุยไทยช่วยไทยเฟส2 อนุทินเอาแน่ โวเงินคงคลังยังแข็งแรง รัฐบาลชี้ดัชนีเชื่อมั่นฟื้น

นายกฯรับเช็คเงินในกระเป๋ารัฐบาลก่อนตัดสินใจลุย “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 หรือปรับเกณฑ์ 50:50 สวนคนวิจารณ์ปมเป็นภาระประชาชน ชี้การค้า-จีดีพีพุ่ง ไม่พูดถึง ยันเงินคงคลังรัฐบาลแข็งแรง ด้าน‘ศุภจี’ยังไม่รู้ดัน’ไทยเที่ยวไทย พลัส’ใช้งบพรก.กู้เงินหรือไม่ รอ’เอกนิติ’เคาะก่อนชง’ ครม.’พิจารณา ชี้ควรใช้กระตุ้นฤดูท่องเที่ยว ไม่จำเป็นต้องทำพร้อม’ไทยช่วยไทย เฟส2’โฆษกรัฐบาล ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทะลุ 50 สะท้อนสัญญาณฟื้นตัว เดินหน้าดูแลค่าครองชีพ เร่งส่งออก ท่องเที่ยว และการลงทุนต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 12.00น.วันที่ 7สิงหาคม2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความชัดเจนการดำเนินโครงการ”ไทยช่วยไทยพลัส”เฟส2 หลังจากเฟส1 จะสิ้นสุด ก.ย.นี้ ว่า นโยบายใดก็ตามที่เป็นประโยชน์และก่อให้เศรษฐกิจดี การค้าขายคล่อง คุณภาพชีวิตประชาชนดี รัฐบาลจะพิจารณาทุกเรื่อง ส่วนเงื่อนไขจะมีการปรับเป็น 50:50 แทนปัจจุบันที่ใช้ 60:40 หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ลงลึกขณะนั้น เพราะต้องดูกระเป๋าด้วย

‘หนู’จ่อดันไทยช่วยไทยพลัสเฟส2

ส่วนจะดำเนินการโดยใช้งบประมาณปกติ หรือจาก พรก.กู้เงินนั้น นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ต้องเช็คดูกระเป๋าเพราะการกู้บางคนบอกว่า จะทำให้เกิดภาระต่อประชาชน ซึ่งก็ต้องดูเงื่อนไขการกู้ด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณี พรก.กู้ฯ ดังกล่าวดอกเบี้ยเพียง 1.2% ซึ่งหากกู้มาแล้วทำให้เกิดผลที่คุ้มค่ากว่าต้นทุน 1.2% เราก็ควรจะทำ และการปล่อยกู้มาจากสถาบันการเงิน สิ่งสำคัญเขาจะพิจารณาการคืนเงินกู้ เขามองว่า ถ้าสามารถคืนเงินในอัตราดอกเบี้ยกำหนด มันก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องดูแลตลอดเวลา พร้อมย้ำว่า การกู้เงินมาใช้ในระบบเศรษฐกิจและให้เกิดการกระจายในระบบ ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่งและเห็นได้จากผลสะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่น การลงทุนต่างๆ มูลค่าการค้า การส่งออกที่ได้มากกว่าเดิม และจีดีพี ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง เพราะความเป็นจริงเป็นเช่นนี้

โวกระเป๋ารัฐบาลยังแข็งแรงอยู่

เมื่อถามว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากนี้รัฐบาลมีแผนอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพยายามกระตุ้นทุกอย่าง ตั้งแต่การลดและแยกประเภทค่าไฟทางออกเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับประชาชน ปรับภาระความเสี่ยงด้านพลังงาน จัดระเบียบดาต้าเซนเตอร์ใหม่เพราะใช้น้ำ-ไฟเยอะ ก็ต้องมีการกำกับดูแลไม่ใช่ประชาชนถูกผลกระทบ รวมถึงมีการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งได้รับการชื่มชม ทำให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนมากขึ้น มีการจ้างงานคนไทยเพิ่มมากขึ้น

เมื่อถามว่า กระเป๋าเงินรัฐบาลปัจจุบันอยู่ในสถานะใด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องไปดูเงินคงคลัง และไปดูอะไรต่างๆ ซึ่งก็ยังแข็งแรงอยู่

‘ศุภจี’ยังไม่รู้ทำ’ไทยเที่ยวไทย พลัส’

ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวฯ เล็งใช้งบประมาณจาก พรก.กู้เงิน 1,750-2,000ล้านบาท มาดำเนินโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ว่า ตนกำลังหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เรื่องนี้ต้องดูภาพรวม ไม่ว่าจะใช้เงินกู้หรือเงินงบประมาณ เพราะต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และกระจายให้ทั่วถึงจริง รวมถึงสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว และผู้ที่อยากจะไปท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขอยํ้าว่าต้องดูอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ นายเอกนิติต้องการดูผลลัพธ์ของโครงการไทยช่วยไทย พลัส ด้วย ดังนั้นต้องดูภาพรวมทั้งหมดก่อน

ต้องดูแผนงานให้ระเอียดรอบคอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการใช้เงินกู้มาดำเนินการโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า เพราะอย่างนี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องดูอย่างรอบคอบ ตอนนี้ยังไม่มีการเคาะว่าจะใช้เงินจากก้อนใด เพราะต้องใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และกระจายให้ทั่วถึง เมื่อถามว่า โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส กับ ไทยช่วยไทยพลัส เฟสสอง จะทำพร้อมกันหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องพร้อมกัน เพราะต้องดูความจำเป็นและความเหมาะสม เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจริง

เมื่อถามว่า โครงการไทยเที่ยวไทย พลัส ควรจะออกในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี-ต้นปีหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า เรื่องการท่องเที่ยว ควรจะเป็นฤดูท่องเที่ยว แต่โครงการไทยช่วยไทย พลัส ต้องพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วน และการใช้เงินให้ได้อย่างเต็มที่มากที่สุด ดังนั้นต้องรอการพิจารณาจากคณะกรรมการของนายเอกนิติ และเสนอไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ดัชนีเชื่อมั่นทะลุ50.2รอบ4เดือน

ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายน 2569 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.2 และกลับเข้าสู่ระดับความเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการดูแลค่าครองชีพของรัฐบาล การกระตุ้นการใช้จ่าย รายได้ภาคเกษตร การท่องเที่ยว และการส่งออกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนมุมมองของประชาชนต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อ การปรับตัวขึ้นครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสัญญาณการฟื้นตัวเริ่มชัดเจนขึ้น และมาตรการของรัฐบาลเริ่มมีส่วนสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นของประชาชนปรับดีขึ้น โครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นมาตรการที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ และช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก ส่งต่อรายได้ไปยังร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และชุมชน อันเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในประเทศควบคู่กับการดูแลประชาชน

“แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว แต่รัฐบาลไม่ประมาท เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน และประชาชนจำนวนมากยังเผชิญภาระค่าครองชีพและหนี้สิน รัฐบาลจึงจะเดินหน้าดูแลราคาสินค้าและพลังงาน ควบคู่กับการสร้างรายได้ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และรักษาแรงส่งของการฟื้นตัว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีความยั่งยืน’น.ส.รัชดา กล่าว

‘ไอซ์’โยนพท.-กธ.ตอบตั้งรบ.3สี

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสแดง-เขียว-ส้มจะตั้งรัฐบาล ได้มีคนมาพูดคุยพรรคประชาชนแล้วหรือไม่ว่า สิ่งที่เรายืนยันมาคือจุดยืนว่ารอบนี้ เราหาเสียงเลือกตั้งว่าอย่างไร ก็จะกลับไปสู่คำสัญญาที่ให้ไว้ในวันเลือกตั้ง และคิดว่าเรื่องนี้ไม่ต้องถามพรรคประชาชน แต่ไปถามพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือตัวแทนพรรคกล้าธรรม (กธ.) เพราะพวกเราไม่ได้เป็นคนคิดไอเดียอะไรแบบนี้ แต่ทุกคนต้องมาถามเราว่าเรามีความเห็นอย่างไร เอาด้วยหรือไม่ แต่จริง ๆ แล้วพรรคประชาชนไม่ใช่คนที่ตอบ ต้องไปถามจากปากพรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม ที่อาจเป็นสองสีที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งเรื่องนี้ขึ้นมา น่าจะได้คำตอบที่ตอบโจทย์มากกว่า

เมื่อถามถึงกรณีที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ระบุว่า ไม่ติดใจอะไรแล้ว ลืมไปหมดแล้วที่พูดในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคประชาชนจะเปิดกว้างเรื่องนี้หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า คิดว่าเรายังยืนยันจุดยืนที่หาเสียงเอาไว้ในช่วงเลือกตั้ง

นัดถก13ส.ค.ปมTH – AI Passport

น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการติดตามโครงการ TH – AI Passport ว่า ล่าสุด กมธ.ฯติดตามงบฯ ได้นัดประชุมในวันที่ 13ส.ค.นี้ ในช่วงเช้า ซึ่งครั้งนี้ได้เชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มาเหมือนเดิม เป็นครั้งที่ 4 แล้ว ก็ต้องมาดูว่าจะมาหรือไม่ และเชิญบริษัทเอกชน ที่รับงาน รวมถึงไมโครซอฟต์ไปด้วย โดยโครงการที่นำไปใช้ได้ จะมีหนังสือรับรองจากองค์กรมาโดยตรงหรือไม่ เพราะในทีโออาร์เขียนว่าทุกเจ้าจะต้องมีหนังสือรับรองให้ผู้รับเหมารับจ้างด้วยนำไปใช้

ให้ปชช.จับตาคุ้มค่าหรือส่อทุจริต

เมื่อถามว่ากังวลว่า จะเงียบไปหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า พรรคประชาชน ตนเอง และนายธีระชาติ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ติดตามมาตลอด และยังให้ข้อมูลกับประชาชนในเรื่องนี้เรื่อย ๆ และยืนยันว่าตนเองทำทุกวิถีทางเท่าที่ตำแหน่ง สส. จะให้เราทำ และทุกคนน่าจะเห็นปลายทางของเรื่องนี้ว่าจะไปในรูปแบบไหน เพราะหากไปยื่นที่ ป.ป.ช. ก็ดูว่าใครเป็นคนเลือก ป.ป.ช. มา ใครสามารถควบคุมได้ ก็คือ สว. และพรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่า ฮั้ว สว. คือพรรคการเมืองไหน หากทุกคนติดตามข่าวจะสามารถเชื่อมโยงภาพได้ สิ่งที่พวกเราทำได้ คือนำข้อมูลต่าง ๆ ออกมาบอกให้ประชาชนได้รับทราบ อย่างน้อยที่สุดเพื่อประกอบการตัดสินใจว่างบประมาณที่เสียภาษีไปนั้น หรือเงินที่เก็บเข้ากองทุน ถูกใช้ไปอย่างไร คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพหรือไม่ หรือส่อไปในทางทุจริตคอรัปชั่นหรือไม่ เป็นสิ่งที่ฝ่ายค้านต้องทำ

เมื่อถามว่าได้มีการเคลียร์ใจกับนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แล้วหรือไม่ แล้วสาเหตุที่ถอยในการตรวจสอบ เพราะโดนคดีหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ก็มีการคุยกัน และคุยกันได้ปกติ และตนเองไม่กล้าไปตอบแทนเขาว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร

เสียงเรียกหา ความเด็ดขาด แบบสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

เสียงเรียกหา ความเด็ดขาด  แบบสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

เสียงเรียกหา ความเด็ดขาด แบบสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 11ของประเทศไทย เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2502 จนถึงวันสิ้นชีวิต ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506

ขณะนี้มีเสียงเรียกร้องให้ประหารชีวิตนายป๋องและพรรคพวก ซึ่งปล้นฆ่าเด็กหนุ่มสาวชาวรัสเซีย 2 คน และปล้นฆ่าชาวไทยอีก 3 คน (และอาจจะมีมากกว่านั้นอีก)

ตามกระบวนการศาลยุติธรรม การลงโทษประหารชีวิตมิใช่จะกระทำได้ง่ายๆ มีขั้นตอนมากมาย ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้

แต่ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรามีรัฐธรรมนูญซึ่งเรียกว่า ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2502 และลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีไว้ว่า

“มาตรา 17 ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายในหรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการหรือการกระทำใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคก่อนแล้วให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ”

ดังนั้น เมื่อมีการทุจริต คอร์รัปชัน ที่ร้ายแรงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็จัดการได้อย่างเฉียบขาดทันที จึงมีรัฐมนตรีทั้งพลเรือนและทหารในรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องถูกปลดจากตำแหน่ง และถูกดำเนินคดีจนถูกลงโทษและจำคุกถึง 2 คน

ถ้าหากมีไฟไหม้ที่ใด จอมพลสฤษดิ์จะออกตรวจการดับเพลิงด้วยตนเอง และถ้ามีหลักฐานแน่ชัดว่า มีผู้วางเพลิงและจับได้ ก็จะใช้ ม.17 มีคำสั่งให้ยิงเป้า ณ สถานที่วางเพลิงทันที พร้อมด้วยมีการแถลงติดตาม มาว่า

“…ข้าพเจ้าตกลงใจว่าจำเป็นต้องปฏิบัติการโดยเร่งด่วน

และเฉียบขาด เฉพาะอย่างยิ่งในกรณีเพลิงไหม้

โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดอื่นแม้แต่ตัวข้าพเจ้าเอง ฉะนั้น

ข้าพเจ้าจำเป็นจะต้องปฏิบัติอย่างเด็ดขาด

การใดจะผิดถูกหรือไม่ ข้าพเจ้ารับผิดแต่ผู้เดียว”

ส่วนอาชญากรที่ไปปล้นฆ่าและข่มขืนภรรยาคนไทยของวิศวกรชาวต่างประเทศ ที่อำเภอสัตหีบ เมื่อตามจับได้ทันทีทันควัน มีหลักฐานพร้อม ก็สั่งยิงเป้า ณ สถานที่เกิดเหตุทันที

จึงเป็นการใช้อำนาจเด็ดขาดของ ม.17 อย่างได้ผลการจุดไฟวางเพลิงกิจการของตนเพราะค้าขายขาดทุน หมดไปทันที อาชญากรรมก็หายไปจนบ้านเมืองสงบราบคาบเช่นกัน

จึงจะเห็นได้ว่า การแก้ความวิกฤตที่ร้ายแรงต่อประชาชนและต่อประเทศชาติ สามารถแก้ไขโดยรวดเร็ว อาศัยความเด็ดขาดและความใจถึง ของผู้ที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในขณะนั้น

ความวิกฤตต่างๆ อาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

1. ความวิกฤตด้านความมั่นคง เช่นการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้าน หรือการระดมคนเป็นหมื่นเป็นแสน บุกรุกเข้ามาในฐานะผู้อพยพ (กรณีของสเปนถูกบุกรุกโดยชาวโมร็อกโก ประมาณ 60,000 คน เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2568) ซึ่งประเทศไทยก็อาจต้องพบวิกฤตเช่นเดียวกันได้

2. ความวิกฤตด้านสังคม เช่น

2.1 การโกงข้อสอบข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นจำนวนหลายหมื่นคน เป็นเงินจำนวนหลายพันล้านบาท โดยข้าราชการของส่วนกลาง

2.2 การยึดครองที่ดินของหลวง และที่ดินสาธารณประโยชน์โดยมิชอบ

2.3 การก่ออาชญากรรมที่รุนแรง กระทบกระเทือนความมั่นคงของสังคม ความน่าเชื่อถือของสากลประเทศในความปลอดภัยภายในประเทศ และการกระทบกระเทือนต่อกิจการท่องเที่ยวอันเป็นรายได้หลักของประเทศไทย

2.4 ความวิกฤตด้านเศรษฐกิจ

2.4.1 การโจมตีค่าเงินบาท โดยนักเก็งกำไรระหว่างประเทศ(กรณี George SOROS เมื่อปีค.ศ. 1997 หรือ พ.ศ. 2540

2.4.2 การฉ้อโกงประชาชนจำนวนมาก เช่น กรณีสหกรณ์คลองจั่น

2.4.3 การฉ้อโกงผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมาก

ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ซึ่งประเทศไทยนำมาใช้อยู่ในปัจจุบัน ย่อมไม่สามารถนำมาแก้วิกฤตข้างต้นได้ทันเวลา ทันท่วงที และนักการเมือง (ผู้คุมอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารด้วยในขณะเดียวกัน) ก็มักจะเป็นต้นตอของวิกฤตข้างต้น

___________________

การเรียกหาความเด็ดขาด เพื่อมาลงโทษอาชญากรผู้ทุจริต คอร์รัปชัน ในปัจจุบัน จึงเป็นไปไม่ได้ เว้นแต่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียใหม่ โดยเพิ่มเข้าไปอีก 1-2 มาตรา ใจความว่า

ให้มีตำแหน่ง “ผู้แก้ไขปัญหามหวิกฤตของชาติ” ขึ้นตามรัฐธรรมนูญนี้ โดยกำหนดคุณลักษณะและคุณสมบัติของผู้แก้ไขปัญหามหวิกฤตของชาติ เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายในหรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร

ให้ “ผู้แก้ไขปัญหามหวิกฤตของชาติ” มีอำนาจสั่งการหรือการกระทำใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อ “ผู้แก้ไขปัญหามหวิกฤตของชาติ” ได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคก่อนแล้วให้ นายกรัฐมนตรีปฏิบัติตาม และแจ้งรัฐสภาทราบ

___________________

ส่วนคุณสมบัติและลักษณะ ระยะเวลา การอยู่ในตำแหน่ง จะเป็นเช่นไรนั้น ขอยกให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติและพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เอาไปคิด ถ้าพรรคไหนคิดได้ดี ถูกใจประชาชน ก็คงได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นเสียงข้างมากในสภา อย่างแน่นอน

แต่ก็อย่าลืมแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่แยกอำนาจอธิปไตยจากกันโดยเด็ดขาด และมีการวางดุลอำนาจระหว่างกันให้เหมาะสม ไม่ให้นักนิติบัญญัติ (สส., สว.) แห่งอำนาจนิติบัญญัติเข้าไปทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร และใช้อำนาจบริหารเสียเองแบบที่เรา “พายเรือในอ่าง” กันมา 94 ปีแล้ว นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475

ขอจบบทความเรื่อง “เสียงเรียกหาความเด็ดขาด แบบสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” แต่เพียงเท่านี้ก่อน ท่านผู้อ่านท่านใด อยากทราบว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์สร้างความเจริญให้แก่ประเทศไทยเพียงใด โปรดติดต่อขอซื้อหนังสือขนาดจิ๋ว เรื่อง “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้นำการเมืองตัวอย่างคนหนึ่ง (ของประเทศไทย)” เล่มละ20 บาท ค่าส่งไปรษณีย์อีก 5 บาท รวมเป็น 25 บาท หากสั่ง 10 เล่มขึ้นไป (ราคา 200 บาท) ค่าส่งฟรี เพื่อนำไปแจกจ่ายเพื่อนฝูง

รายได้ทั้งหมดจากการจำหน่าย นำไปเข้ามูลนิธิช่วยการศึกษา กรุงเทพมหานคร โดยไม่หักค่าใช้จ่าย ติดต่อได้ที่ 02-9735000, 02-5212690

ศิริภูมิ