อนุทิน เสียงสั่น ให้กำลังใจทหารเหยียบทุ่นระเบิดเสียอวัยวะ ลั่น พร้อมหนุนทุกภารกิจ ป้องแผ่นดินไทย

23 สิงหาคม 2569 เวลา 17:39 น.

อนุทิน ไปต่อช่องอานม้า จ.อุบลฯ ตามสถานการณ์กู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เสียงสั่น ให้กำลังใจนายทหาร หลังเหยียบทุ่นระเบิดเสียอวัยวะ ลั่น พร้อมหนุนทุกภารกิจ ปกป้องแผ่นดินไทย ย้ำ ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบไทย

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ประกอบด้วย พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ในฐานะ สส.จังหวัดอุบลราชธานี นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และคณะ

เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยเดินทางถึงท่าอากาศยานกองบิน 21 และเดินทางต่อด้วยเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ ไปยังจุดจอดเฮลิคอปเตอร์ อำเภอน้ำยืน เพื่อเดินทางโดยรถยนต์ต่อไปยังบริเวณช่องอานม้า เพื่อรับฟังบรรยายสรุป การปฏิบัติงานด้านยุทธวิธี พร้อมให้กำลังใจพลทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษา และปกป้องผืนแผ่นดินไทย

ทันทีที่เดินทางถึง นายกรัฐมนตรี ได้รับฟังบรรยายสรุปโครงการปรับปรุงพัฒนาเส้นทางลาดตระเวนและตรวจการเพื่อคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่าเพื่อความมั่นคงตามแนวชายแดนบริเวณพื้นที่อนุรักษ์อำเภอน้ำยืน และโครงการจัดกำลังพล และสิ่งอุปกรณ์ที่สำคัญ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้รับฟังสถานการณ์ทุ่นระเบิด และการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมของประเทศไทย โดยการขอขยายระยะระยะเวลาการเก็บกู้ทุนแบบครั้งที่ 4 ของประเทศไทยระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 1ม.ค.2570-31ธ.ค.2574 พร้อมทั้งดูภาพประกอบจุดกำลังพลเหยียบขึ้นระเบิดในวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา

สำหรับรายงานการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ไทยมีพื้นที่ที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดทั้งสิ้น 15 อำเภอ 6 จังหวัด ครอบคลุมทั้งจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว และตราด โดยได้มีการเก็บกู้ทุนระเบิดและสรรพาวุธระเบิด ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.68-31มี.ค.69 ไปแล้วรวม 673 ทุ่น ส่วนการเก็บกู้กวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่ยุทธบริเวณ เพื่อสนับสนุน กองกำลังป้องกันชายแดน ระหว่างวันที่ 11ธ.ค.68-31มี.ค.69 มีพื้นที่ที่ปลอดภัยแล้วทั้งสิ้น 390,883 ตร.ม.

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้ยืนส่องกล้องทางไกล ดูหมู่บ้านอานแซะ ช่องอานม้า ฝั่งกัมพูชา ก่อนจะตรวจเยี่ยมกำลังพล และมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บริเวณช่องอานม้า

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับกำลังพล ด้วยน้ำเสียงที่สะเทือนใจ ว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่น่าเสียใจที่มีทหารต้องสูญเสียอวัยวะจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทำความเสียใจให้กับตนเป็นอย่างมาก ตนมีความห่วงใย จึงได้หารือกับทางผู้บัญชาการทหารบก บอกว่าเมื่อกลับจากการไปราชการต่างประเทศแล้ว จะขอมาพบกับกองกำลังทุกคนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมายังไม่มีมีโอกาสพบกับทุกคน และเป็นสิ่งที่น่าอึดอัดใจอยู่ตลอดเวลา

โดยช่วงที่มีเหตุการณ์สู้รบทั้งสองระลอก ตนมีความใกล้ชิดผูกพันกับนายทหารทุกคน มีโอกาสได้มา ติดตามสถานการณ์ และได้เห็นวีรกรรม ของพี่น้องทหาร ทั้งบาดเจ็บ และเสียชีวิต จึงบอกตัวเองว่าตราบใดที่ยังทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ จะปฏิบัติและใช้ความสามารถทุกอย่างที่มีอยู่ สนับสนุนให้ทหาร ของชาติ มีประสิทธิภาพสูงสุดในการสู้รบ และปลอดภัย จากการปะทะ จากอริราชศัตรู จึงอยากให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาล อยู่ข้างทหารทุกคน และมีการประสานงานใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงตลอดเวลา เมื่อใีเหตุการณ์ใด ๆ ขึ้นมา ก็ไม่เคยมีความรู้สึกที่ดี นอกจากความเป็นห่วง และกังวลเป็นอันมากต่อความปลอดภัยของพวกเรา

ดังนั้นขอให้นายทหารทุกคนได้ร่วมมือกัน รัฐบาลจะดูแลอย่างเต็มที่ และขอให้ได้ระมัดระวังตนเองในการปฏิบัติภารกิจทุกภารกิจ ให้ปลอดความเสี่ยงมากที่สุด และสิ่งที่ทำให้ตนสามารถตัดสินใจ หรือเจรจา กับนานาประเทศ เวลามาพูดถึง เรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา คือการมาพบกับนายทหารที่ชายแดน เวลามีการพูดคุยบางทีมีประเทศที่ 3 ที่ 4 ไปฟังข้อมูลอะไรต่าง ๆ มา ก็พยายาม จะมาหาว่าเราเป็นประเทศที่ศักยภาพเหนือกว่าขีดความสามารถสูงกว่า เราไปรังแกประเทศเพื่อนบ้านหรือเปล่า ถ้าตนไม่ได้มาเจอ ตนอาจจะไม่มีความมั่นใจในการโต้ตอบกับพวกเขา

นายอนุทิน กล่าวว่า การที่เราทำงานอย่างใกล้ชิดกันเช่นนี้ และมีความรู้สึกร่วมด้วยกันเช่นนี้ ทำให้ทุกครั้งที่มีการหารือ กับต่างประเทศ ตนมีความมั่นใจ ที่จะต้องปกป้องและยืนหยัดในจุดยืนของพวกเราโดยที่ไม่ยอม ให้มีการเอารัดเอาเปรียบใด ๆ ไม่ว่าจะใช้กลไกใด ๆ ในการกดดันรัฐบาลไทย และกองทัพไทย สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเรามีความใกล้ชิดกัน มีความรู้สึกร่วมกัน ในการหวงแหน รักษา แผ่นดินของพวกเรา

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ตนมีโอกาส ก็จะขอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบกเสมอว่า อยากจะมาพบกับพวกเราแล้ว วันนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีอีกครั้งหนึ่ง แล้วยังมีใจที่เห็นพวกเรามีขวัญกำลังใจที่แน่วแน่ และมีความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ของพวกเราอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ตนจะไปเยี่ยมเพื่อนของเราที่ได้รับบาดเจ็บ ขอให้เป็นคนสุดท้าย ขอให้เราทุกคนถอดบทเรียนเพิ่มความระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยให้กับตัวเองพวกเราอยู่กับท่านเสมอท้ายที่สุดนี้ขออำอวยพร ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พระบารมี องค์จอมทัพไทย และโปรดดลบันดาล ให้ทหาร ทุกคน และเจ้าหน้าที่ทุกคน จงประสบแต่ชัยชนะ มีความคล้ายของข้าจากภัยอันตรายทุกสิ่ง มีความปลอดภัย และรักษา บ้านรักษาเมืองของเรา ให้มีความภาคภูมิใจ เป็นเกียรติยศเกียรติศักดิ์ แล้วจะมาพบกันเสมอยืนยันให้การสนับสนุนภารกิจของทุกคนให้เราได้รับชัยชนะ โดยที่ไม่มีวันจบสิ้น

ชายแดนไทยเขมร, นายกฯ, อนุทิน, แนวหน้าออนไลน์

อภิสิทธิ์ ยันผนึกฝ่ายค้าน เปิดซักฟอกรัฐบาลแน่ แย้มมีข้อมูลใหม่ ถึงล้มไม่ได้ แต่อาจบอบช้ำ

23 สิงหาคม 2569 เวลา 16:41 น.

อภิสิทธิ์ ยันผนึกร่วมฝ่ายค้าน เปิดซักฟอกรัฐบาล แน่นอน แย้มมีข้อมูลใหม่ที่สาธารณะควรรู้ ชี้ถึงล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่อาจบอบช้ำ ต้องปรับปรุงตัว แจงไทม์ไลน์เดินงานหลังเปิดประชุมสภาฯ

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวการเตรียมความพร้อมทำงานหลังเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่า ในวันที่ 25 ส.ค. นี้จะมีการยื่นกฎหมายสำคัญเข้าสู่ที่ประชุมสภา ตั้งแต่เรื่องปาล์มน้ำมัน ไปจนถึงการเร่งรัดกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายประกันสังคม กฎหมายเกี่ยวข้องกับท้องถิ่น ส่วนวันพุธก็พร้อมอภิปรายเรื่องพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะชี้ให้เห็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันมีการใช้เงินกู้ก้อนใหญ่ก้อนนี้ และทำให้หนี้สาธารณะเกือบชนเพดานแล้ว กำลังมาถึงทางตันในแง่ที่ว่าเงินที่จะนำมาช่วยเหลือประชาชนเหลือแค่งวดเดียว คือต้น ก.ย.นี้ แต่ปัญหาข้าวของแพง ราคาพลังงาน

ซึ่งรัฐบาลเคยรับปากเกี่ยวกับการรื้อโครงสร้างต่างๆ แต่เอาเข้าจริงๆ พรรคประชาธิปัตย์จะชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลยังไม่ได้เอาจริงเท่าที่สามารถทำได้ ซึ่งหากใช้แนวทางที่เราเคยเสนอตั้งแต่ต้น ยึดมาตรการลดต้นทุนเป็นหลัก เราจะไม่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ นอกจากนี้ จะชี้ให้เห็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพบว่า พยานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทุกคน เห็นไปในแนวทางเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้าน ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำไม่น่าเข้าเงื่อนไขตอบโจทย์ความมั่นคงทางเศรฐกิจ

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ในวันพฤหัสบดี จะมีการตั้งกระทู้ถาม หรืออาจจะร่วมกับฝ่ายค้านในการเสนอญัตติการแก้ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ ส่วนวันศุกร์และวันเสาร์จะประชุม 3 เรื่องใหญ่คือการฮั้วสว. ซึ่งจะร่วมกับพรรคฝ่ายค้านเพื่อแสดงให้เห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ก่อนที่กกต.จะมีการวินิจฉัยเรื่องนี้ในช่วงปลายเดือน นอกจากนี้จะเป็นการเข้าร่วมการแก้ไขเพิ่มเติมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยจะชี้ให้เห็นว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญโดยมีส.ส.ร. แนวคิดของพรรคการเมืองยังมีความแตกต่าง หลากหลาย ขณะที่มีเรื่องเร่งด่วน จำเป็นต้องแก้ไขไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการได้มาของสว. ซึ่งเห็นว่าไม่ควรมีการได้มาเหมือนครั้งที่ผ่านมาอีกต่อไป รวมถึงอำนาจของประธานสภาในการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตั้งกรรมการไต่สวนอิสระกรณีป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ซึ่งเรื่องนี้จะเรียกร้องให้ประธานสภาอย่างน้อยสุดต้องเปิดเผยชื่อกรรมการกลั่นกรอง รวมถึงกรอบเวลาที่ชัดเจน ว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อไหร่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า อีกกิจกรรมที่ตนเป็นกรรมาธิการศาล และองค์กรอิสระ คือการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิหลายคน ทั้งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และนายวัส ติงสมิทร อดีตตุลาการ นายวิชา มหาคุณ อดีต ป.ป.ช. มพูดถึงวิกติศรัธธาขององค์กรอิสระในภาพรวมว่าจะฟื้นศรัทธาและววางกลไกถ่วงดุลให้เกิดความเหมาะสมในอนาคต

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นจะมีการหารือร่วมกันของแกนนำพรรคฝ่ายค้านช่วงสิ้นเดือนส.ค.นี้ ว่าการดำเนินการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนั้น จะวางแนวทางและตารางเวลาอย่างไร เพราะหลังสภาเปิดจะมีการอภิปรายทั้ง พ.ร.ก.กู้เงิน และจากนั้นไม่เกิน 2 สัปดาห์จะเป็นการอภิปรายงบประมาณวาระ 2 และวาระ 3

เมื่อถามว่าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีการวางเรื่องไหนไว้เป็นพิศษ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สส.หลายคนทำข้อมูลอยู่ แต่ต้องไปหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านก่อน พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนปูทางเรื่องการฮั้วสว. และการทุจริต พรรคประชาธิปัตย์ อยากเน้นเรื่องอะไรเป็นพิเศษ กล่าวว่า อย่าไปบอกว่าใครทำอะไรก่อน หลัง มากน้อยอย่างไร เพาะการตรวจสอบเป็นหน้าที่ของทุกคน ซึ่งเรื่องฮั้ว สว.ตนก็พูดไว้ตั้งแต่วันเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วว่า มีฐมนตรีที่เกี่ยวข้องถูกแจ้งข้อกล่าวหาอยู่ในสํานวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ตนคิดว่าข้อเท็จจริงที่พรรคประชาชนทยอยเปิดออกมาโดยลำดับ กับข้อมูลที่เรามีอยู่ก็สอดคล้องกันหมด ไม่ได้มีปัญหา เพียงแต่ว่าภารกิจเบื้องต้นขณะนี้ก็คือ เราต้องการที่จะให้ กกต. ส่งเรื่องนี้ไปสู่ศาล ซึ่งเราคิดว่าก็จะทำให้การตรวจสอบ หรือการทำหน้าที่ของ กกต.สามารถทำให้เราได้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้มากที่สุด

“ถ้าเรานึกภาพว่าในอดีตเนี่ย กกต. เคยส่งกรณีที่ผู้สมัคร สว. 2 คนคุยไลน์กันแล้วแลกเปลี่ยนคะแนนกัน ไปให้ศาลพิจาณรา ซึ่งศาลก็ตัดสินว่าผิดแล้ว ดังนั้นถามว่าสิ่งที่พวกเราเห็นข้อเท็จจริงเปิดเผยมาในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีเหตุผลอะไรที่ กกต. จะไม่ส่งเรื่องนี้ให้กับศาล คำพิพากษาศาล คำพิพากษาศาลจบไปแล้วในกรณี” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า มีเรื่องใหม่ๆ ที่จะเป็นหมัดเด็ดเพิ่มเติมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้อนว่า “ถ้าบอกก็ไม่ใหม่สิ” ทั้งนี้เรายังไม่ทราบว่าการอภิปรายจะเกิดขุ้นเมื่อไหร่ ตุ่กคนทำการบ้านกะนอยู่ซึ่งจะเป็รเรื่องใหม่หรือไม่ใหม่ไม่ทราบ แต่ว่าก็คงมีข้อมูลหลายอย่างซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้ปรากฏในสาธารณชน

เมื่อถามต่อว่านิด้าโพลทายว่ารัฐบาลอาจจะอยู่ไม่นานเพราะปัญหาที่รุมเร้า นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า บางโพลก็บอกรอด แต่อาจจะบอบช้ำหน่อย แต่เรื่องสำคัญคือกเรามีหน้าที่ตรวจสอบ และเราเห็นความล้มเหลวในการบริหาร การทุจริตคอร์รัป ก็เป็นสิ่งที่สาธารณชนมีสิทธิ์ที่จะรับรู้ อาจจะไม่สามารถส่งผลในแง่ของคะแนนเสียงในสภา แต่มันเป็นหน้าที่สำคัญของเรา ที่จะเป็นตัวช่วยให้สังคมกดดัให้รัฐบาลปรับปรุงการทำงาน

ซึ่งเป็นไปตามที่ตนแถลงว่าเรื่องไหนที่รัฐบาลทำได้ดี ตนก็บอกว่าทำได้ดี แต่เรื่องไหนที่ทำได้ไม่ดี เราก็มีหน้าที่ทำให้เห็นมุมมอง และหวังว่ารัฐบาลอาจจะไปแก้ไขปรับปรุง เช่นที่เราเคลื่อนเรื่องของ Landbridge ในที่สุดก็นำไปสู่การตั้งกรรมการ แล้วก็สุดท้ายกรรมการก็มีความเห็นสอดคล้องกับภาคประชาชน กับพรรคการเมืองทั้งหลายที่ได้นำเสนอว่า มันเป็นโครงการที่ไม่คุ้มทุน

ซักฟอกรัฐบาล, ฝ่ายค้าน, อภิสิทธิ์, แนวหน้าออนไลน์

อภิสิทธิ์ ห่วงชายแดนใต้ครุกรุ่น ติง รัฐบาล นโยบายไม่ชัด ลามขัดแย้งหนัก

23 สิงหาคม 2569 เวลา 16:18 น.

อภิสิทธิ์ ห่วงสถานการณ์ชายแดนใต้ครุกรุ่น ติง รัฐบาล นโยบายไม่ชัด ลามขัดแย้งหนัก ชงตั้งกระทู้ล็อคเป้าบี้ถาม นายกฯ ตอบแจงมาตรการแก้ปัญหาสัปดาห์นี้ ชมบรรดารมต.ลงพื้นที่สาง น้ำท่วมน่าน ได้ไว เป็นเอกภาพ

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขณะนี้กำลังจะเปิดสมัยประชุมสภาฯนัดแรกในวันที่ 26ส.ค.นี้ ช่วงนี้มีเหตุการณ์สำคัญ2เรื่องที่เกิดขึ้น คือ 1.อุทกภัยจังหวัดน่าน พรรคประชาธิปัตย์ มีสมาชิก และกลไกของพรรคทางภาคเหนือ ดำเนินการช่วยเหลือประชาชน และรายงานสถานการณ์มาให้ทราบตลอดเวลา ตนขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสีย ผู้ได้รับผลกระทบ และขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ จากการติดตาม ต้องชมเชยบรรดารัฐมนตรี ที่ลงพื้นที่อย่างรวดเร็วช่วยสร้างความมั่นใจ ขวัญกำลังใจ ดูการทำงานครั้งนี้มีความเป็นเอกภาพค่อนข้างมาก ก็อยากให้สิ่งเหล่านี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพราะกระบวนการฟื้นฟูหลังจากนี้ รวมถึงความเป็นไปได้ในการเกิดภัยพิบัติที่อื่น ก็จะนำไปใช้เป็นรูปแบบหรือบทเรียนที่นำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อไป

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 2.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อคืนที่ผ่านมา ก็ขอแสดงความเสียใจ และเป็นกำลังใจให้กับผู้บาดเจ็บ ครอบครัว ประชาชนในพื้นที่ ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่มีหน้าที่รักษาความสงบ พรรคประชาธิปัตย์ ติดตาม และเป็นห่วงเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ตนเคยพูดในวันแถลงนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับการลอบยิงสส. ได้เตือนรัฐบาลว่าจะเป็นเงื่อนไขนำไปสู่ความขัดแย้ง นโยบายของรัฐบาลที่แถลงในเรื่องเหล่านี้สั้นมาก เพียงหนึ่งข้อความที่ยึดหลักเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา แต่ไม่มีอะไรมากกว่านั้น จากนั้นสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาแถลงกับสภาฯ ก็ยังยืนยันเป้าหมายเดิมว่าปีหน้าเหตุการณ์จะสงบ ตามแผนเดินจะมีการถอนกำลังด้วย แต่เราเตือนว่าไม่น่าจะเป็นจริง แล้วถามถึงกระบวนการพูดคุยต่างๆที่มีการจัดคณะฯขึ้นมาใหม่โดยรัฐบาล หลังจากนั้นก็เกิดเหตุ ที่จ.นราธิวาส รัฐบาลก็พยายามตามล่าผู้กระทำความผิด แล้วก็เลื่อนการพูดคุยออกไป

“แล้วก็เกิดเหตุซ้ำอีกเมื่อคืน การก่อเหตุหลายจุดถ้าดูจากรูปการณ์แล้ว เป็นลักษณะการก่อเหตุเชิงสัญลักษณ์ สิ่งที่เราจะเสนอคือ นโยบายของรัฐบาล และการใส่ใจของฝ่ายนโยบายมีความจำเป็นอย่างมาก ผมเชื่อว่ากองทัพ เจ้าหน้าที่ ทำอย่างเต็มที่ คณะที่มีหน้าที่เรื่องการต่างประเทศ การพูดคุยเขาก็ต้องรอสัญญาณเชิงนโยบาย แต่เรายังไม่มีความชัดเจน ว่านโยบายของรัฐบาลต่อจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะยึดแนวทางไหน อย่างไร เราคิดว่าเรื่องนี้สำคัญที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนทำงานได้ เรามองว่าการใช้กลไกความมั่นคงในการดูแลประชาชนให้ปลอดภัย และการบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่น้องควบคู่ไปกับนโยบายด้านอื่นๆ ดังนั้นในสัปดาห์นี้ เราจะแจ้งไปยังพรรคแกนนำฝ่ายค้าน คือพรรคประชาชนว่าเราจะตั้งกระทู้ถามสดต่อนายกรัฐมนตรี ให้มาชี้แจงถึงแนวทางของรัฐบาลในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระบุชัดว่าต้องเป็นนายกฯเท่านั้น เพราะเรื่องนี้ต้องเป็นนโยบายจากผู้นำรัฐบาล จึงจะมีความชัดเจน หากมอบหมายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจจะส่งสัญญาณที่ผิดได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ชายแดนใต้, นายกฯ, อภิสิทธิ์, แนวหน้าออนไลน์

ด่วน! ราชกิจจาฯ ไฟเขียว กฎหมายนิรโทษกรรม ล้างผิดคดีการเมืองย้อนหลัง 20 ปี

23 สิงหาคม 2569 เวลา 16:01 น.

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำคัญที่คนไทยทั้งประเทศจับตามอง โดยมีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569″ อย่างเป็นทางการ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคดีทางการเมืองตลอดช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา


พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ว่า “โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการสร้างเสริมสังคมสันติสุขด้วยการนิรโทษกรรมให้แก่ ผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง…”

สาระสำคัญและกรอบเวลาการนิรโทษกรรม

การตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับคำแนะนำและยินยอมจากรัฐสภา โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งที่ฝังรากลึกและสร้างความปรองดองในชาติ ซึ่งมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้

  • กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับสิทธิ ผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุม หรือมีการแสดงออกทางการเมือง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นเหตุที่มาจากความขัดแย้งหรือมีแรงจูงใจทางการเมือง
  • ระยะเวลาที่ครอบคลุม ครอบคลุมการกระทำที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ลากยาวไปจนถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568
  • เป้าหมายสูงสุด เพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ และเปิดทางให้ประเทศเดินหน้าสู่สังคมที่สงบสุข

 อ่านรายละเอียดทั้งหมด

กฎหมายนิรโทษกรรม, การเมือง, คดีการเมือง

หาช่องสาวถึงตัวเป้ง! ปชป.เดินเกมสางโกงสอบท้องถิ่น อภิสิทธิ์เผยชงยื่น ป.ป.ช.พรุ่งนี้ ขอออกมาตรการกันเป็นพยานในคดี

23 สิงหาคม 2569 เวลา 15:45 น.

หาช่องสาวถึงตัวเป้ง! “ปชป.”เดิมเกมสาง”โกงสอบท้องถิ่น” “อภิสิทธิ์”เผยชงยื่น ป.ป.ช.พรุ่งนี้ ขอออกมาตรการกันเป็นพยานในคดี ให้ข้อมูลสำคัญ-เป็นประโยชน์ พร้อมเป็นตัวกลางประสานนำบุคคลไปให้ข้อมูล ยันไม่ใช่การเปิดช่องคนเอี่ยวพ้นผิด แต่ต้องการสาวถึง”ผู้มีอำนาจตัวจริง” หัวเราะลั่นเป็นไปไม่ได้ จะเป็นเรื่องของระดับเล็ก

23 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการเตรียมยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้มีการเอาผิดการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า เป็นเรื่องที่ปรากฏต่อสาธารณะมาระยะหนึ่งแล้ว รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการหลายชุด รวมไปจนถึงการส่งเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช.ทาง ป.ป.ช.ก็มีการแถลงความคืบหน้าบางส่วน สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ข้อกังวลขณะนี้คือเรื่องนี้เป็นขบวนการใหญ่ ผู้บงการมีอำนาจ และเครือข่าย ทำให้มีความกังวลว่าจะสาวไปถึงคนเหล่านั้นได้จริงหรือไม่ จะมีการตัดตอนเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนผู้มีอำนาจหรือไม่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องข้องกับเรื่องนี้ คือผู้ที่อยู่ในส่วนของการกระทำความผิด ทั้งในฐานะผู้จ่ายเงิน ผู้ถูกชักชวนให้จ่ายเงิน จะมีข้อมูลสำคัญ และอยากให้ข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การขยายผล และสาวไปถึงผู้บงการที่แท้จริง แต่บุคคลเหล่านี้ก็กังวลว่าหากมาให้ข้อมูลดังกล่าว ตัวเองจะถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์จึงเห็นว่า ตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา135 มีบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกันบุคคลไว้เป็นพยาน หลักคือ เมื่อใครที่ทำความผิด แต่ไม่ใช่ตัวการสำคัญ เมื่อมาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต่อการไต่สวน หรือการดำเนินคดี และสาวไปถึงตัวการสำคัญ ป.ป.ช.จะกันออกมาเป็นพยาน โดยไม่ดำเนินคดี และอาจคุ้มครองพยานตามอำนาจหน้าที่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า แม้จะมีบทบัญญัตินี้ของป.ป.ช.ออกมา แต่ก็ยังมีความไม่มั่นใจ เนื่องจากขั้นตอนยังมีความไม่แน่นอนว่าเมื่อมาให้ข้อมูลแล้ว ยังเป็นดุลยพินิจของผู้ไต่สวนที่จะเสนอความเห็นไปยังกรรมการ ป.ป.ช.ว่าจะกันเป็นพยานให้หรือไม่ หรือในกรณีที่ต้องไปดำเนินการในส่วนของตำรวจ ก็ไม่มีกฎหมายชัดเจน ที่เกี่ยวข้องกับการกันบุคคลไว้เป็นพยาน ดังนั้นในวันพรุ่งนี้ (24 ส.ค.) ทางโฆษกพรรคฯ และนายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความจะไปยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.เพื่อขอให้ 1.ให้ ป.ป.ช.มีนโยบายและประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าจะมีแนวทางในเรื่องของการใช้มาตรการการกันบุคคลไว้เป็นพยานอย่างไร เพื่อให้มีการสอบสวนสาวถึงผู้บงการ หรือตัวการสำคัญได้ และ 2.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเป็นผู้ประสานงานในการนำเอาบุคคลเหล่านี้ไปให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช.เมื่อมีความชัดเจนจาก ป.ป.ช.ยืนยันว่า เราต้องการให้มีการจัดการกับผู้บงการ และตัวการสำคัญจริงๆ เพราะกระทบกระเทือนกับคนในวงกว้าง ทำลายขวัญกำลังใจกับบุคคลทั้งหลายที่ต้องการเห็นระบบคุณธรรม ทั้งระบบราชการ และการปกครองส่วนท้องถิ่น

เมื่อถามว่า พยานที่พร้อมให้ข้อมูลมีมากน้อยแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนได้ แต่มีทั้งผู้ที่ติดต่อมาโดยตรง และส่วนที่เราเริ่มเห็นจากเบาะแสของบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ยืนยันว่าหลักของเรา การจะใช้มาตรการนี้ต้องดำเนินการเพื่อสาวไปให้ถึงตัวใหญ่ ไม่ใช่ทำเพื่อให้คนเหล่านี้พ้นผิดไปโดยที่ไม่สามารถเป็นประโยชน์กับการไต่สวน หรือขยายผลไปสู่ผู้บงการได้ หากป.ป.ช.ทำให้มีความชัดเจนโดยเร็ว ก็ควรเป็นกลุ่มคนแรกๆที่จะได้รับมาตรการนี้ คนที่มาทีหลังก็คงไม่ใช่ เพราะเราต้องยึดหลักสมดุลระหว่างการขยายผล กับการที่ไม่ใช่จะมาเปิดช่องทางให้คนทำผิดมาใช้มาตรการนี้

เมื่อถามว่า พยานที่มาให้ข้อมูลบอกหรือไม่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องสูงถึงระดับไหน หัวหน้าพรรคประขาธิปัตย์ กล่าวว่า เขาจะมีข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับนายหน้า ซึ่งมีเรื่องบัญชีต่างๆ แน่นอนว่านายหน้าคงต้องมีการพูดถึงบุคคลที่สูงกว่านั้นที่เขาจะไปติดต่อ หาก ป.ป.ช.ทำเป็นระบบใช้วิธีการนี้ก็จะไปถึงผู้บงการสำคัญได้ ส่วนจะมั่นใจหรือไม่ว่าจะสาวไปถึงระดับผู้บงการได้นั้น ก็ต้องอยู่ที่ ป.ป.ช.ว่าจะสร้างความมั่นใจตรงนี้ได้อย่างไร เราในฐานะเป็นพรรคการเมือง มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ ก็อยากส่วนร่วมช่วยให้เรื่องนี้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงไปตรงมา
เมื่อถามว่า จากการที่พรรคได้ข้อมูลเบื้องต้นจากทางพยาน จะสื่อไปถึงคนที่อยู่ระดับสูงกว่านั้นแล้วใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ หัวเราะก่อนกล่าวว่า วันนี้ไม่ได้พาดพิงใคร จริงๆ เราดูง่ายมากว่า ขนาด จำนวนบุคคล และพื้นที่ที่เรื่องนี้เกิดขึ้น มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเป็นเรื่องของคนระดับเล็กๆ แม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูงในระบบราชการ ตนเองก็ไม่เชื่อว่าจะกล้าหรือมีศักยภาพในการทำสิ่งเหล่านี้

โกงสอบท้องถิ่น,อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,

นายกฯ รับทราบสถานการณ์รุนแรงชายแดนใต้แล้ว ไม่ตอบจะลงพื้นที่หรือไม่

23 สิงหาคม 2569 เวลา 14:55 น.

นายกฯ รับทราบสถานการณ์รุนแรงชายแดนใต้แล้ว กำชับเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการ ไม่ตอบจะลงพื้นที่หรือไม่

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ที่ศาลาว่ากลางจังหวัดน่าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เหตุความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อคืนนี้ ภายหลังร่วมประชุมกับหน่วยงานความมั่นคง ก่อนการ เดินทางมาประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่จังหวัดน่าน โดยนายกรัฐมนตรี พยักหน้ายอมรับว่า ได้รับทราบสถานการณ์แล้ว และมีการหารือ และข้อสั่งการไปแล้ว

เมื่อถามว่าจะมีการลงพื้นที่ไปด้วยตนเองหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบเพียงว่า ”ได้มีการดำเนินการอยู่แล้ว“

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า เป็นห่วงสถานการณ์หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ตอบคำถาม ก่อนที่จะเปิดประตูรถออกไปทันที โดยนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางต่อไปที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด

ชายแดนใต้, น่าน, นายกฯ, แนวหน้าออนไลน์

มทภ.4 แจง ป่วนใต้หลายจุด กลุ่มก่อเหตุตอบโต้-เอาคืนเจ้าหน้าที่ โยงจับบุหรี่เถื่อน เอี่ยวขบวนการค้ายาเสพติด

23 สิงหาคม 2569 เวลา 13:24 น.

23 สิงหาคม 2569 พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) กล่าวถึงกรณีมีการกล่าวอ้างว่ามีผู้ถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

พล.ท.นรธิป ระบุว่า ในห้วงเวลาดังกล่าวมีการใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรนในการลาดตระเวนตามเส้นทางต่าง ๆ จริง แต่ไม่มีการใช้อาวุธหรือการยิงกระสุนจากเฮลิคอปเตอร์ลงสู่พื้นแต่อย่างใด พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่มีการใช้กระสุนจากเฮลิคอปเตอร์อย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมีการใช้อาวุธจากเฮลิคอปเตอร์ในลักษณะอัตโนมัติ (Automatic) จริง ยานพาหนะหรือเป้าหมายที่ถูกอ้างถึงจะไม่สามารถรอดพ้นได้อย่างแน่นอน จึงยืนยันว่าเหตุการณ์ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

พล.ท.นรธิป ยังกล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์ในพื้นที่ว่า การก่อเหตุที่เกิดขึ้นแม้โดยภาพรวมอาจไม่ได้มุ่งหวังต่อชีวิตของประชาชนหรือเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่เป็นลักษณะของการสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

พร้อมระบุว่า ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินมาตรการปิดล้อมตรวจค้นและกดดันกลุ่มผู้ก่อเหตุในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้กำลังที่มีอยู่ในทุกพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการตาม “ยุทธการ 90 วันพิฆาตยาเสพติด” ซึ่งสามารถจับกุมยาเสพติดได้จำนวนมาก รวมถึงผู้กระทำความผิดอีกหลายราย โดยล่าสุดกลางเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมขบวนการค้าของผิดกฎหมายในพื้นที่อำเภอยะรัง ได้ของกลางบุรี่ผิดกฎหมายจำนวนมากกว่า 2,000,000 มวน และเงินสดอีกประมาณ 18 ล้านบาท

แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า ขบวนการดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติด และมีการประเมินว่ามูลค่าการค้าผิดกฎหมายในแต่ละเดือนอาจสูงหลายร้อยล้านบาท ซึ่งอาจเป็นแรงจูงใจให้กลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ

“สิ่งเหล่านี้คือแหล่งเงินทุนของขบวนการ ก่อความไม่สงบและมีการเรียกเก็บค่าคุ้มครอง จึงเป็นไปได้ว่ากลุ่มผู้เสียผลประโยชน์อาจพยายามสร้างสถานการณ์ตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ” พล.ท.นรธิป กล่าว

พร้อมย้ำว่า เจ้าหน้าที่จะไม่ยอมให้มีการกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการลักลอบค้าสินค้าผิดกฎหมายชายแดนและยาเสพติด และจะดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อไปโดยไม่มีการผ่อนปรน

ทั้งนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกกรณีอย่างรอบด้าน พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเดินหน้าปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง

พลโทนรธิปโพยนอก,แม่ทัพภาคที่4,ป่วนใต้,บุหรี่เถื่อน,ยาเสพติด,

แสวง แจงใช้ ม.226 เอาผิด สว. และตัวผู้สมัครฯ ต้องครบ 3 เงื่อนไข ทุจริต-รู้เห็น-มีหลักฐานเลือกไม่สุจริต จึงส่งศาลฎีกาได้

23 สิงหาคม 2569 เวลา 13:15 น.

23 สิงหาคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคฝ่ายค้าน และภาคประชาชน เรียกร้องให้ กกต.ยื่นศาลฎีกา เอาผิดผู้ที่กระทำผิดในคดีโกงเลือก สว.ทั้ง 229 คน เนื่องจากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากระทำผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 นั้น ขอให้ข้อมูลองค์ประกอบความผิด ตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ เรื่องให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิผู้เลือก หลังประกาศผลการเลือก สว.ไปแล้ว

มีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 1.ต้องเป็นการกระทำของ “ผู้สมัครรับเลือก” เท่านั้น ที่กระทำการทุจริตในการเลือก หรือผู้สมัครรับเลือกรู้เห็นการกระทำของผู้อื่น หากผู้สมัครรับเลือกไม่ได้กระทำการทุจริต หรือไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำของบุคลอื่น ก็มีประเด็นว่าอยู่ในบังคับมาตรา 226 หรือไม่ เรื่องนี้อยู่ที่ข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้

2.การกระทำที่ “ทุจริต” อาทิ จ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน สมยอม แลกคะแนน หรือให้ประโยชน์อื่นใดเพื่อให้เลือกตนเองเป็นต้น และ 3.มี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ” การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ถ้าครบองค์ประกอบความผิดทั้ง 3 องค์ประกอบความผิดดังกล่าว กกต.ต้องส่งให้ศาลฎีกา ตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ

แสวงบุญมี,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,ฮั้วสว,

นายกฯ ติดตามน้ำท่วมเหนือ-อีสาน สั่ง ปภ. หาแอปใหม่แจ้งเตือนด่วน พร้อมขอบคุณ “ยศชนัน” ลุยพื้นที่แทน

23 สิงหาคม 2569 เวลา 12:34 น.

วันที่ 23 ส.ค. 69เวลา 11.05 น. ที่ห้องประชุมพระเจ้าศรีสุริยพงษ์ผริตเดช ศาลาว่ากลางจังหวัดน่าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และส่วนราชการ รวมถึงประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 37 จังหวัด ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยจังหวัดที่นำเสนอคือ จังหวัดน่าน สุโขทัย และนครพนม

จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดประชุมว่า วันนี้คณะของตน ที่ประกอบไปด้วยฝ่ายปกครอง และผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางมาที่จังหวัดน่านแห่งนี้ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย โดยก่อนอื่นพวกเราก็ต้องขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ ซึ่งทุกความสูญเสียที่เกิดขึ้น เราขอยืนยันว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าดูแลช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตตลอดจนผู้ประสบภัยทุกรายอย่างเต็มที่

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมาก่อนที่จะมีสถานการณ์นั้น ตนได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดนี้ ได้มีการกำกับดูแลในแต่ละภาค โดยภาพเหนือมีนายยศชนัน ภาคใต้มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ภาคกลางมีนายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภาคอีสานมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี โดยแต่ละท่านก็จะมีการปฏิบัติหน้าที่แทนตนในการสั่งการ และรับมือกับเหตุอุทกภัย และเหตุภัยทางธรรมชาติทุกเหตุ ซึ่งทุกท่านได้รับมอบอำนาจอย่างเต็มที่ ในการสั่งการ และกำหนดนโยบายความช่วยเหลือต่างๆ โดยกรณีนี้ตนต้องขอขอบคุณนายศชนันเป็นอันมาก เพราะเมื่อเกิดสถานการณ์ขึ้น ท่านก็ได้เดินทางเข้ามาในพื้นที่ทันที ในช่วงที่ตนติดราชการที่ต่างประเทศ แต่เราก็ได้มีการประสานงานกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตนได้รับทราบสถานการณ์มสโดยตลอดจากการรายงานนายยศชนัน และทราบด้วยความมั่นใจว่า ท่านจะสามารถกำกับดูแลควบคุมสถานการณ์ได้

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังขอบคุณรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง ที่ทุกท่านได้เข้ามาช่วยนายศชนันในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ซึ่งขณะนี้ สถานการณ์อุทกภัยภาพรวมถือว่ามีการคลี่คลายลงไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเรายังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากยังอยู่ในฤดูฝนและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากฝนตกหนัก และจากปรากฏการณ์น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม แม้บางพื้นที่จะมีน้ำลด และจะเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูแล้ว แต่เรายังคงต้องตรึงทรัพยากรต่างๆ เอาไว้เพื่อให้มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการในที่ประชุมด้วยว่า ขอให้ ปภ.เร่งสำรวจความเสียหายและเร่งเยียวยา ฟื้นฟูพื้นที่ ที่ได่รับผลกระทบ และระดมเครื่องสูบน้ำ เข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ และพื้นที่ลถ่มต่ำ เพื่อสูบน้ำท่วมขังให้พื้นที่กลับเข้าสู่ปกติโดยเร็ว พื้นไหนน้ำลดแล้วขอให้เร่งเข้าฟื้นฟูทันที ทั้งบ้านเรือน ถนน สะพาน ไฟฟ้า ประปา สถานพยาบาล พื้นที่การเกษตร รวมถึงเร่งสำรวจความเสียหายและช่วยเหลือเยียวยาให้เร็วที่สุด ซึ่งเรามีมาตรการแนวทางในการช่วยเหลือเยียวยาอยู่แล้ว พร้อมทั้งขอให้มีการติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศ ขอให้กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำ (สทนช.) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ให้ติดตามแบะคาดการณ์สถานการณ์ฝนในพื้นที่ จังหวัดที่มีความเสี่ยงโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและพื้นที่ต้นน้ำอย่างต่อเนื่อง และให้มีการวิเคราะห์และชี้เป้าพื้นที่ที่มีแนวโน้มจุดที่มีฝนตกหนักและหนักมาก และทำแผนที่น้ำท่วมและการคาดการณ์ และแจ้งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข่องทราบเพื่อเตรียมความพร้อมรับทือกับสถานการณ์ได้ทันท่วงที

อีกทั้ง ขอให้ สทนช. และกรมชลประทาน รวมถึงสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ร่วมกันติดตาม ประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยน้ำข้อมูลปริมาณฝน น้ำท่า มาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อประเมินปริมาณและช่วฃเวลาที่มวลน้ำเคบื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่สำคัญ โดนเฉพาะเขตเศรษฐกิจและอำเภอเมือง อำเภอใหญ่ๆ รวมถึงพื้นที่ท้ายน้ำ พร้อมปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน เพื่อแต้งให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำมาประกอบการตัดสินใจ ในการแจ้งเตือนประชาชน

“ผมขอเน้นย้ำว่า หากรู้ว่ามวลน้ำไปถึงที่พื้นที่ใด ขอให้ได้แจ้งให้ประชาชนทราบโดยทันที อย่ารอให้น้ำมาถึงแล้วค่อยแจ้ง เพื่อให้ประชาชนได้มีเวลาเตรียมตัวยกของ ย้ายรถ และที่สำคัญที่สุด คือการเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางออกจากเคหะสถาน ออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็ว รวมถึงขอให้ระดมเครื่องจัก เครื่องสูบนเำให้พร้อมหาดฝกมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงให้ส่มารถเข้าช่วยช่วยเหลือได้ทันที” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี ยังขอให้มีการติดตามสถานการณ์กรณีดินโคลนถล่มนากกรมทรัพยากรธรณีอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังในพื้นที่และแข้งเตือนประชาชนให้เครียมพร้อมและอพยพได้ทันท่วงที รวมถึงการฟื้นฟูคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐาน โดยขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งสำรวจ และตรวจสอบสะพานโครงสร้างพื้นฐานที่อาจจะได้รับผลกระทบจากกระแสน้ำ และให้ระดมเครื่องจักรเพื่อเข้าเปิดเส้นทางโดยเร็วและปลอดภัย โดยกรมชลประทานได้เตรียมพร้อมเครื่องมือเครื่องจักที่จะมาช่วยในยามฉุกเฉิน เช่น สะพานแบริ่ง กรณีที่มีการตัดขาดของถนนโดยกระแสน้ำ ทำให้การสัญจรไปมาได้รับผลกระทบโดยจะต้องเร่งไม่ให้เกิดอุปสรรคในการสัญจรให้ได้เร็วที่สุด

“การเข้าไปฟื้นฟูแก้ไขซ่อมแซม โครงสร้างต่างๆ ในการสัญจรไปมา จากที่เคยเจอเหตุการณ์ปีที่แล้ว เลยมั่นวจว่าปีนี้จะมีความพร้อมมากกว่า เพราะได้สั่งการไปแล้ว ทั้งการไฟฟ้า และน้ำประปา เชื่อว่าสถานการณ์ทั้งหลายจะไม่เกินความสามารถของพวกเรา” นายกรัฐมนตรี กล่าว

ส่วนในระยะยาว ตนจะให้ สทนช. เสนอแผนการแก้ไขอุทกภัยเข้ามา และวันนี้ให้มีการมาระดมสมองและรับนโยบายเพื่อสร้างและหาแนวทางในการป้องกันการหลากของน้ำให้เต็มที่และให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและรายได้ รวมถึงการท่องเที่ยว ก็ขอให้เกิดผลกระทบให้น้อยที่สุด

ส่วนการเฝ้าระวัง ก็ขอให้ผู้ว่าราขการจังหวัดเร่งประสานงานกับ ปภ. โดยหลักๆ คือเรื่องของการเตือนภัย ให้มีการอัพเดรตข้อมูลตลอดเวลา ซึ่ง ปภ.ต้องดูมีแอพพิเคชั่นใหม่มาหรือยังเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยที่สุด และขอให้เร่งดำเนินการทันที่ และขอให้เชื่อมต่อการกระจายข้อมูลต่างๆ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด และให้ผู้ว่าสร้างข่ายประชาชนสัมพันธ์ ไปยังระดับตำบลหมู่บ้านเพื่อให้เรียมพร้อมและประสานงานส่วนท้องถิ่นตลอดเวลา และขอให้ทุกหน่วยบูรณาการการทำงานอย่างเป็นเอกภาพ และขอให้ยึดถือความปลอดภัยในขัวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นเป้าหมาย ช่วยเหลือเยียวยาเต็มที่ ให้ประชาขนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยเร็ว

ขณะที่ ในพื้นที่ไหนที่น้ำลดแล้วก็ ขอให้เร่งฟื้นฟู พื้นที่ที่มีความเสี่ยงให้คงการเฝ้าระวังและก่รแจ้งเตือนในระดับสูงสุด และพื้นที่ท้ายน้ำที่น้ำจะไปถึงขอให้เตรียมรับมือ และขอให้เกิดความเสียหายให้ด้มากที่สุด เรื่องไหนที่ติดขัดและเกินกำลังขอให้รายงานเป็นลำดับขั้น และตนเองก็พร้อมให้การสนัยสนุนอย่างเต็มที่ ขอให้ทุกท่านได้รับข้อสั่งการและนำไปสู่การปฏิบัติโดยทันที

นายกฯ, ยศชนัน, อนุทิน

หนุนบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ขึงเกณฑ์คุมน้ำ-ไฟ ชี้กฎหมายเดิมมีช่องว่าง เสี่ยงกระทบพลังงาน-เชื่อมั่นลงทุน

23 สิงหาคม 2569 เวลา 10:58 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ ปรับหลักเกณฑ์อนุมัติสิทธิประโยชน์ BOI สำหรับ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อควบคุมผลกระทบด้านน้ำ – ไฟฟ้า – สิ่งแวดล้อม เป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่ช่วยได้ระดับหนึ่ง พร้อมจี้ “บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” เร่งวางนโยบาย – แนวปฏิบัติที่ชัดเจน เหตุ กฎหมายปัจจุบันยังมีช่องว่าง เสี่ยงกระทบความมั่นคงทางพลังงาน – ความคุ้มค่า – ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

23 สิงหาคม 2569 รศ.ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลออกระเบียบจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และปรับแนวทางการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดนี้ที่เพิ่งมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา จำเป็นต้องเร่งออกกรอบนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนโดยเร็ว

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังขาดแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) BOI ฯลฯ ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ซึ่งควบคุมได้เพียงระดับหนึ่งและยังมีข้อจำกัดจากความคลุมเครือของกฎระเบียบในบางจุด

ทั้งนี้ ตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดของระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการหรือกิจกรรมตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการประกาศกำหนดให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเภทโครงการที่ต้องจัดทำ EIA โดยพิจารณาจากลักษณะเฉพาะของกิจการ เช่น ปริมาณการใช้ไฟฟ้า หรือปริมาณการใช้น้ำ ดังนั้นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้พลังงานหรือน้ำในปริมาณสูงจึงไม่ได้เข้าข่ายต้องจัดทำ EIA เพียงเพราะมีการใช้ทรัพยากรในระดับสูง ทว่า ก็อาจเข้าข่ายได้จากลักษณะ ขนาด ที่ตั้ง หรือองค์ประกอบอื่นของโครงการตามหลักเกณฑ์ EIA ที่มีอยู่

นอกจากนี้ จะมีข้อจำกัดเรื่องที่กิจการดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 เนื่องจากกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่ได้ถูกประกาศกำหนดให้เป็นโรงงานจำพวกใดจำพวกหนึ่งตามกฎหมายโดยเฉพาะ รวมถึงยังมีเรื่องการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ขออนุญาตใช้น้ำสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละขนาด โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อน ยังอาจไม่อยู่ในเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องขออนุญาตใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมโดยตรง เนื่องจากขาดความชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นโรงงานตามกฎหมายโรงงานจำพวกที่ต้องขออนุญาตใช้น้ำหรือไม่

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า การขาดนโยบายที่ชัดเจนอาจส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีหลายแหล่งข่าวประเมินว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง โดยกิจการประเภทนี้มีการดึงไฟฟ้าไปใช้สูงมากในบางช่วงเวลา จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวนศูนย์ที่อนุญาตในแต่ละพื้นที่ ปริมาณการใช้พลังงาน และระบบการจ่ายไฟ

รวมถึงทำให้เกิดความกังวลถึงพื้นที่เป้าหมายอย่าง 3 จังหวัดนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานของอุตสาหกรรมเดิม และ New S-Curve ที่ใช้พลังงานสูงอยู่แล้ว หากมีดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไปเพิ่มโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน อาจเกิดปัญหาแย่งชิงทรัพยากร เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มจนเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ หรือปัญหาการจัดหาพลังงานสะอาดที่ไม่ครอบคลุม จนต้องส่งไฟฟ้ามาจากพื้นที่ไกลๆ อาจทำให้เกิดความจำเป็นในการลงทุนขยายระบบผลิต ระบบส่ง และสถานีไฟฟ้าเพิ่มเติม รวมถึงมีต้นทุนและการสูญเสียในระบบส่งเพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในที่สุด

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ในระยะสั้น กฎหมายที่มีอยู่เดิมอาจเพียงพอในระดับหนึ่ง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเกณฑ์การอนุมัติตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น การปรับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มากที่ปล่อยความร้อนสูงและใช้น้ำมาก ต้องทำ EIA รวมถึงควรกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ตามขนาดที่กำหนดมีหน้าที่รายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า ปริมาณการใช้น้ำ ตลอดจนสัดส่วนพลังงานสะอาด รวมทั้งผลกระทบด้านความร้อน เสียง น้ำเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกรอบนโยบายเดิมเริ่มรับมือไม่ไหว รัฐอาจจำเป็นต้องพิจารณาออกกฎหมายเฉพาะมากำกับดูแลเป็นการเฉพาะเจาะจง

รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า แม้ในด้านหนึ่งการออกระเบียบคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ จะแสดงให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการกำกับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ที่คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ก็มีความกังวลว่าโครงสร้างของคณะกรรมการชุดนี้ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงเป็นกรรมการ รวมทั้งมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เป็นฝ่ายเลขานุการ จึงน่ากังวลว่าการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการออกมาตรฐานและแนวทางกำกับจะมีความล่าช้าหรือไม่ ตลอดจนกังวลว่ารัฐบาลอาจมุ่งเน้นการขับเคลื่อนไปที่การส่งเสริมการลงทุนจนอาจมองข้ามความสำคัญของการกำกับดูแลและควบคุมผลกระทบ ซึ่งหากปล่อยให้แนวทางกำกับดูแลล่าช้า จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งระบบพลังงานและความเชื่อมั่นของประเทศ

นักวิชาการธรรมศาสตร์,บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์,พลังงาน,