ปชป.จี้สาวถึงตัวการ บิ๊กโกงสอบ กันเหยื่อไว้เป็นพยาน DSIตามคุ้ยยันศรีสะเกษ หัวละ5แสน/ส่งเข้ากรุง

24 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ปชป.เดิมเกมสางโกงสอบท้องถิ่น “อภิสิทธิ์” เผยชงยื่นป.ป.ช. 24 สิงหาคมนี้ ขอออกมาตรการกันเป็นพยานในคดี ให้ข้อมูลสำคัญ-เป็นประโยชน์ พร้อมเป็นตัวกลางประสานนำบุคคลไปให้ข้อมูล ยันไม่ใช่การเปิดช่องคนเอี่ยวพ้นผิด แต่ต้องการสาวถึง”ผู้มีอำนาจตัวจริง”หัวเราะลั่นเป็นไปไม่ได้ จะเป็นเรื่องของระดับเล็ก ด้านดีเอสไอ ตามขุดโกงสอบภาคอีสานปักหมุดศรีษะเกษ หลังเหยื่อร้องเรียน จ่ายเงินให้อดีตผู้สมัครสส.พรรคการเมืองดัง เฉลี่ยหัวละ 5 แสน เผยหลักฐานมั่นแน่นแม้จะปฎิเสธ แฉมีมือขวาถือเงินส่งกลุ่ม VIPในกรุงเทพฯ คิวต่อไปเตรียมเชือดพวกตกเบ็ด-ตีกิน ด้านนิด้าโพล ชี้ ทุจริตสอบท้องถิ่น-คดีฮั้ว สว. กระทบเสถียรภาพ “รัฐบาลอนุทิน” ก้มกราบที่ตัก “ทักษิณ” มองเป็นการแสดงความเคารพของผู้น้อยต่อผู้ใหญ่

                เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงถึงการเตรียมยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้มีการเอาผิดการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า เป็นเรื่องที่ปรากฏต่อสาธารณะมาระยะหนึ่งแล้ว รัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการหลายชุด รวมไปจนถึงการส่งเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช.ทาง ป.ป.ช.ก็มีการแถลงความคืบหน้าบางส่วน

                สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ข้อกังวลขณะนี้คือเรื่องนี้เป็นขบวนการใหญ่ ผู้บงการมีอำนาจ และเครือข่าย ทำให้มีความกังวลว่าจะสาวไปถึงคนเหล่านั้นได้จริงหรือไม่ จะมีการตัดตอนเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนผู้มีอำนาจหรือไม่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องข้องกับเรื่องนี้ คือผู้ที่อยู่ในส่วนของการกระทำความผิด ทั้งในฐานะผู้จ่ายเงิน ผู้ถูกชักชวนให้จ่ายเงิน จะมีข้อมูลสำคัญ และอยากให้ข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การขยายผล และสาวไปถึงผู้บงการที่แท้จริง แต่บุคคลเหล่านี้ก็กังวลว่าหากมาให้ข้อมูลดังกล่าว ตัวเองจะถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์จึงเห็นว่า ตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา135 มีบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกันบุคคลไว้เป็นพยาน หลักคือ เมื่อใครที่ทำความผิด แต่ไม่ใช่ตัวการสำคัญ เมื่อมาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ต่อการไต่สวน หรือการดำเนินคดี และสาวไปถึงตัวการสำคัญ ป.ป.ช.จะกันออกมาเป็นพยาน โดยไม่ดำเนินคดี และอาจคุ้มครองพยานตามอำนาจหน้าที่

                นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า แม้จะมีบทบัญญัตินี้ของป.ป.ช.ออกมา แต่ก็ยังมีความไม่มั่นใจ เนื่องจากขั้นตอนยังมีความไม่แน่นอนว่าเมื่อมาให้ข้อมูลแล้ว ยังเป็นดุลยพินิจของผู้ไต่สวนที่จะเสนอความเห็นไปยังกรรมการ ป.ป.ช.ว่าจะกันเป็นพยานให้หรือไม่ หรือในกรณีที่ต้องไปดำเนินการในส่วนของตำรวจ ก็ไม่มีกฎหมายชัดเจน ที่เกี่ยวข้องกับการกันบุคคลไว้เป็นพยาน ดังนั้นในวันพรุ่งนี้ (24 ส.ค.) ทางโฆษกพรรคฯ และนายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความจะไปยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.เพื่อขอให้ 1.ให้ ป.ป.ช.มีนโยบายและประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าจะมีแนวทางในเรื่องของการใช้มาตรการการกันบุคคลไว้เป็นพยานอย่างไร เพื่อให้มีการสอบสวนสาวถึงผู้บงการ หรือตัวการสำคัญได้ และ 2.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเป็นผู้ประสานงานในการนำเอาบุคคลเหล่านี้ไปให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช.เมื่อมีความชัดเจนจาก ป.ป.ช.ยืนยันว่า เราต้องการให้มีการจัดการกับผู้บงการ และตัวการสำคัญจริงๆ เพราะกระทบกระเทือนกับคนในวงกว้าง ทำลายขวัญกำลังใจกับบุคคลทั้งหลายที่ต้องการเห็นระบบคุณธรรม ทั้งระบบราชการ และการปกครองส่วนท้องถิ่น

                เมื่อถามว่า พยานที่พร้อมให้ข้อมูลมีมากน้อยแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนได้ แต่มีทั้งผู้ที่ติดต่อมาโดยตรง และส่วนที่เราเริ่มเห็นจากเบาะแสของบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ยืนยันว่าหลักของเรา การจะใช้มาตรการนี้ต้องดำเนินการเพื่อสาวไปให้ถึงตัวใหญ่ ไม่ใช่ทำเพื่อให้คนเหล่านี้พ้นผิดไปโดยที่ไม่สามารถเป็นประโยชน์กับการไต่สวน หรือขยายผลไปสู่ผู้บงการได้ หากป.ป.ช.ทำให้มีความชัดเจนโดยเร็ว ก็ควรเป็นกลุ่มคนแรกๆที่จะได้รับมาตรการนี้ คนที่มาทีหลังก็คงไม่ใช่ เพราะเราต้องยึดหลักสมดุลระหว่างการขยายผล กับการที่ไม่ใช่จะมาเปิดช่องทางให้คนทำผิดมาใช้มาตรการนี้

                เมื่อถามว่า พยานที่มาให้ข้อมูลบอกหรือไม่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องสูงถึงระดับไหน หัวหน้าพรรคประขาธิปัตย์ กล่าวว่า เขาจะมีข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับนายหน้า ซึ่งมีเรื่องบัญชีต่างๆ แน่นอนว่านายหน้าคงต้องมีการพูดถึงบุคคลที่สูงกว่านั้นที่เขาจะไปติดต่อ หาก ป.ป.ช.ทำเป็นระบบใช้วิธีการนี้ก็จะไปถึงผู้บงการสำคัญได้ ส่วนจะมั่นใจหรือไม่ว่าจะสาวไปถึงระดับผู้บงการได้นั้น ก็ต้องอยู่ที่ ป.ป.ช.ว่าจะสร้างความมั่นใจตรงนี้ได้อย่างไร เราในฐานะเป็นพรรคการเมือง มีหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ ก็อยากส่วนร่วมช่วยให้เรื่องนี้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงไปตรงมา

ไม่จบแค่พวกตัวเล็กแน่นอน

                เมื่อถามว่า จากการที่พรรคได้ข้อมูลเบื้องต้นจากทางพยาน จะสื่อไปถึงคนที่อยู่ระดับสูงกว่านั้นแล้วใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ หัวเราะก่อนกล่าวว่า วันนี้ไม่ได้พาดพิงใคร จริงๆ เราดูง่ายมากว่า ขนาด จำนวนบุคคล และพื้นที่ที่เรื่องนี้เกิดขึ้น มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเป็นเรื่องของคนระดับเล็กๆ แม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูงในระบบราชการ ตนเองก็ไม่เชื่อว่าจะกล้าหรือมีศักยภาพในการทำสิ่งเหล่านี้

แหล่งข่าวดีเอสไอชี้จ่ายหัวละ5แสน

                ด้านแหล่งข่าวจากดีเอสไอ เผยคดีโกงสอบท้องถิ่นนั้น หากแยกดูจากสำนวนไต่สวนหลักของ ป.ป.ช. ที่เน้นไปยังกลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในประเด็นการทุจริตการสอบเข้าเป็นข้าราชการ หรือเจ้าพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือนักการเมือง ทั้งนี้ ในส่วนของดีเอสไอตั้งเรื่องสืบสวนที่ 87/2569 เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน และขยายผลในประเด็นของคนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือนักการเมือง หรือข้าราชการระดับสูง อาทิ กลุ่มคนตีกิน หรือกลุ่มคนที่แอบอ้างจะช่วยให้มีการวิ่งเต้น หรือแม้กระทั่งการรวมตัวกันหลายคนเพื่อเสนอจะให้ผลประโยชน์หากมีการจ่ายเงิน ซึ่งถ้าหากมีการกระทำของหลายบุคคลเรียกรับเงิน แล้วมีผู้เสียหายจ่ายเงินไปจริง ๆ แต่ไม่ได้รับตามที่ถูกกล่าวอ้าง ลักษณะพฤติกรรมแบบนี้ก็จะเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” ดีเอสไอจึงขยายผลดูในส่วนนี้ โดยจะเน้นภาพรวมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ จ.ศรีสะเกษ ที่มีผู้เสียหาย 19 ราย และ จ.ยโสธร 1 ราย

                แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เผยต่อว่า สำหรับการร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีโกงสอบท้องถิ่นภายใน จ.ศรีสะเกษ ดีเอสไอได้มีการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 9-12 ส.ค.69 และได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ ว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 19 คดี คือ มีผู้เสียหาย 19 ราย ไปร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาทั้งสิ้น 7 ราย โดยผู้เสียหายได้มีการระบุพฤติการณ์ของผู้ต้องหาแต่ละรายว่าใครทำหน้าที่อะไรบ้าง อาทิ มีผู้ต้องหารายหนึ่งอ้างกับผู้เสียหายว่าหากจ่ายเงินให้ตนเอง จะสามารถทำให้สอบผ่านการคัดเลือกได้ ซึ่งยอดเงินของผู้เสียหายแต่ละรายจะคละกันไป บางรายจ่ายเงิน 200,000 – 600,000 บาท และรายจ่ายสูงสุด 800,000 บาท ฉะนั้น ความเสียหาย จำนวน 19 ราย เฉลี่ยตกหัวละ 500,000 บาทที่จ่ายไป รวมๆมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 9.5 ล้านบาท และส่วนใหญ่แล้วผู้เสียหายจะเจอผู้ต้องหาทั้ง 7 รายแบบไม่ซ้ำคนกัน โดยมีลักษณะเป็นขบวนการแบ่งหน้าที่กันทำ และส่งต่อเงินที่ได้จากผู้เสียหายกันเป็นทอดๆ เรียกรับ-วิ่งเต้น-เคลียร์ ในระดับพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

                อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ต้องหาทั้ง 7 รายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดศรีสะเกษ ได้ดำเนินคดีนั้น ซึ่งดีเอสไอสอบปากคำไปแล้วในฐานะพยานนั้น พบว่า 5 คน มีธุรกรรมทางการเงินและนิติสัมพันธ์หลายส่วนไปเชื่อมโยงกับอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะ เกษ พรรคการเมืองชื่อดัง รายหนึ่งแต่ยังไม่ใช่ผู้ต้องหาแต่อย่างใด เพราะต้องเอาข้อมูลมาประกอบในสำนวนการสืบสวนก่อนส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.

เล่นงานพวกตกเบ็ดตีกิน

                ทั้งนี้ จากการสอบปากคำพยาน 5 รายดังกล่าวนี้ แบ่งกลุ่มออกเป็น 1)อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ จำนวน 1 ราย 2)กลุ่มมือขวาของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ จำนวน 2 ราย ที่คอยรวบรวมเงินจากผู้เสียหายส่งให้อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ และ 3)กลุ่มตีกินแอบอ้างชื่อของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ จำนวน 2 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มมือขวา 2 รายของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ โดยมีจำนวนผู้เสียหาย 10-12 ราย ที่โอนเงินให้ จากนั้น 2 มือขวา ก็จะรวบรวมยอดเงินก่อนส่งให้อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะ เกษ ต่อจากนั้น อดีตผู้สมัคร สส.คนดังกล่าว ก็ส่งเงินก้อนต่อไปยังกลุ่มวีไอพีในพื้นที่กรุงเทพฯ

                ขณะนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างการขยายผลดูในส่วนของกลุ่มวีไอพีเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ รายดังกล่าว ได้ให้การปฏิเสธกับดีเอสไอว่า ”เป็นการถูกแอบอ้างชื่อ ไม่ได้กระทำความผิด เเต่ยอมรับว่าตัวเองอาจมีประวัติไม่ดีมาบ้าง ทำให้ในรอบนี้คนเลยอาจคิดว่าต้องมาวิ่งเต้นผ่านตัวเอง” ขณะที่พยานทั้ง 4 รายที่เหลือกลับให้การสอดคล้องตรงกัน โดยเฉพาะการกล่าวซักทอดถึงพฤติกรรมของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ โดยมี 2 พยาน ใน 4 พยานดังกล่าวที่เป็นมือขวาของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ รับว่าส่งเงินให้อดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ จริง ๆ ส่วนอีก 2 พยาน ดีเอสไอจัดให้อยู่ในกลุ่มตีกินเอง แต่ไปแอบอ้างว่าเป็นคนของอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ

มีนายหน้ารับเงินสด

                ส่วนกรณีของผู้เสียหายที่อยู่ยโสธร ก็พบความเชื่อมโยงกับอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ เช่นกัน เขาจึงไปร้องทุกข์กล่าวโทษที่สถานีตำรวจภูธรอุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ หลังถูกอดีตผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นนายหน้าในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ หลอกลวง โดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือผู้สมัครให้สอบผ่านเข้าทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้ จึงได้มอบเงินสดจำนวน 2,150,000 บาท ให้แก่นายหน้ารายดังกล่าว เพื่อช่วยฝากผู้สมัครจำนวน 5 ราย แต่เมื่อประกาศผลสอบอย่างเป็นทางการ กลับไม่มีรายชื่อของผู้สมัครทั้ง 5 รายตามที่ตกลงกันไว้ จึงตัดสินใจแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

                แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เผยด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีการกล่าวพาดพิงว่ามีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ไปเกี่ยวข้องรับเงินวิ่งเต้นส่งต่อให้กับตัวการใหญ่นั้น พบข้อมูลว่า เดิมทีมีการระบุถึงเจ้าหน้าที่ดีเอสไอในส่วนกลางและพื้นที่ภาค 2 (จังหวัดชลบุรี) โดยมีอักษรย่อ ว. และ ต. นั้น ล่าสุดทางอธิบดีดีเอสไอได้มีการชี้แจงในที่ประชุมแล้วว่ากรณีที่มีรายชื่อเจ้าหน้าที่ภายในสังกัดไปมีส่วนเกี่ยว ข้องนั้น ยังคงอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าอาจเป็นการถูกแอบอ้างหรือไม่ แต่ถ้าหากมีการตรวจสอบแล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำเช่นนั้นจริง ก็จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งทางกฎหมายและวินัย โดยไม่มีการละเว้นอย่างแน่นอน

                แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เผยเพิ่มเติมว่า หากการสอบสวนปากคำพยานของดีเอสไอทำให้พบข้อมูลว่ามีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการฝ่ายการเมืองในสำนวนไต่สวนของ ป.ป.ช. ทางพนักงานสืบสวนดีเอสไอจะต้องนำเสนออธิบดีดีเอสไอเพื่อขอให้ส่งไปรวมเรื่องกับสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป พร้อมย้ำว่า ตอนนี้ดีเอสไอยังไม่ได้รับเป็นคดีพิเศษแต่อย่างใด เพราะหากจะรับเป็นคดีพิเศษได้นั้น จะต้องเข้าลักษณะเป็นการฉ้อโกงประชาชน

โกงสอบทำรบ.ร่อแร่

                ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

                เมื่อถามถึงประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน พบว่า ร้อยละ 62.75 ระบุว่า การทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ร้อยละ 55.88 ระบุว่า การถูกกล่าวหา คดีฮั้ว สว. ร้อยละ 42.29 ระบุว่า การโดน สส. ตรวจสอบคดีเขากระโดง ร้อยละ 37.33 ระบุว่า ความผันผวนในราคาพลังงาน ร้อยละ 33.36 ระบุว่า ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ร้อยละ 28.78 ระบุว่า แผนการใช้งบประมาณตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ความผันผวนในราคาพืชผลทางการเกษตร ร้อยละ 25.27 ระบุว่า การจำกัดการถือครองอาวุธปืน ร้อยละ 24.27 ระบุว่า หลักเกณฑ์ที่เข้มงวดในการขอรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ร้อยละ 22.98 ระบุว่า การกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวต่างชาติในประเทศไทย ร้อยละ 18.17 ระบุว่า การถูกตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่มีประเด็นอะไรที่น่ากลัวมาก จนอาจถึงขั้นสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้

รับมือได้บางประเด็น.

                ด้านการรับมือกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน พบว่า ร้อยละ 39.69 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ บางประเด็น ร้อยละ 31.99 ระบุว่า จะไม่สามารถรับมือได้เลย ร้อยละ 16.26 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ ทั้งหมด ร้อยละ 11.68 ระบุว่า จะสามารถรับมือได้ กับประเด็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

                สำหรับคำถามถึงความอยู่รอดของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน เกี่ยวกับประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ พบว่า ร้อยละ 37.86 ระบุว่า จะไม่รอดแน่ๆ ร้อยละ 26.03 ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำมาก ร้อยละ 17.94 ระบุว่า รอด แต่จะบอบช้ำเล็กน้อย ร้อยละ 17.71 ระบุว่า รอดแบบสบาย ๆ แน่นอน ร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

กราบแม้วเคารพผู้ใหญ่

                ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ก้มกราบที่ตัก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พบว่า ร้อยละ41.45 ระบุว่า เป็นแค่การแสดงความเคารพของผู้น้อยที่มีต่อผู้ใหญ่ ร้อยละ 29.62 ระบุว่า เป็นแค่ฉากดราม่าทางการเมือง ร้อยละ 21.60 ระบุว่า การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร ร้อยละ 17.48 ระบุว่า เป็นการกระทำเพื่อขอการสนับสนุนจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 12.21 ระบุว่า เป็นการแสดงให้เห็นถึงบารมีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 9.62 เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงสนับสนุนนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 9.31 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 4.73 ระบุว่า เห็นด้วยกับการกระทำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 3.82 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ดีเอสไอ, บิ๊กโกงสอบ, ปชป

อนุทิน ไม่ประมาทช่วงใกล้เลือกตั้งกัมพูชา ย้ำ กองทัพ พร้อมตลอด ไม่อยู่ในจุดเสียเปรียบแน่นอน

23 สิงหาคม 2569 เวลา 21:13 น.

อนุทิน ไม่ประมาทช่วงใกล้เลือกตั้งกัมพูชา ย้ำ กองทัพ พร้อมอยู่ตลอดเวลา ไม่อยู่ในจุดเสียเปรียบแน่นอน

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเข้าเยี่ยม จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัดชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ที่ประสบอุบัติเหตุขณะปฏิบัติหน้าที่ เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 บริเวณพื้นที่ใกล้ ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี โดยกล่าวถึงแนวนโยบายและมาตรการตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา ว่า ตอนนี้ฝ่ายกองทัพก็ยังคงมีความพร้อมอยู่ตลอดตามแนวชายแดน ซึ่งตน พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ได้ไปตรวจตามแนวชายแดนมา ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีความพร้อม ก็ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะรัฐบาลและกองทัพยังคงรักษาดินแดนของเราอย่างเต็มที่ ไม่มีสัญญาณว่าจะมีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้นในช่วงนี้

เมื่อถามว่า อยากให้คำยืนยันว่าจะมีการดูแลครอบครัวของนายทหารผู้ได้รับบาดเจ็บ นายกฯกล่าวว่า ตนต้องยืนยันอยู่แล้ว ทางรัฐบาลก็จะให้การดูแลวีรบุรุษของชาติที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยความช่วยเหลือในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงกลาโหม เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นเราก็ระดมความช่วยเหลือ และหาทุกแนวทางที่จะทำให้ผู้ที่ได้รับความเสียหาย ได้รับการตอบแทนอย่างเต็มที่

เมื่อถามต่อว่าส่วนเรื่องชายแดนจะต้องระมัดระวังอะไรเป็นพิเศษในช่วงที่ใกล้เลือกตั้งของฝั่งกัมพูชา นายกฯ กล่าวว่า เราก็เตรียมความพร้อม และทหารก็มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ซึ่งขีดความสามารถ และการเตรียมความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของประเทศเราไม่เคยประมาท และให้ความเชื่อมั่นประชาชนด้วยว่า ทั้ง 3 เหล่าทัพ ตลอดจนตำรวจ และฝ่ายปกครองที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชนตามเขตจังหวัดชายแดนที่ติดกับกัมพูชา เรามั่นใจว่าเราไม่ได้อยู่ในฝ่ายที่เสียเปรียบอย่างแน่นอน พร้อมขอสื่ออย่าถามว่าจะทำอย่างไร เพราะเป็นเรื่องความลับทางความมั่นคงของประเทศ

เมื่อถามอีกว่า จะทำให้ทหารไม่ต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ตลอดไปใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบเพียง “ครับ”

กองทัพบก, ชายแดนไทยเขมร, ทหาร, นายกฯ, แนวหน้าออนไลน์

นายกฯ บอกไม่เกี่ยวได้รับการนิรโทษฯ แล้วถึงจะสามัคคี ขออย่าบั่นทอนขวัญกำลังใจกันเอง

23 สิงหาคม 2569 เวลา 21:02 น.

นายกฯ บอกไม่เกี่ยวได้รับการนิรโทษฯ แล้วถึงจะสามัคคี หลังราชกิจจาฯ ประกาศกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองครอบคลุมชุมนุม – แสดงออกทางการเมืองกว่า 20 ปี

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 หรือ กฎหมายนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2548 – วันที่ 16 ก.ค.2568 มองบรรยากาศการเมืองหลังจากนี้อย่างไร ว่า เราคนไทยควรจะสามัคคีกันไว้ ไม่เกี่ยวกับคนที่จะต้องได้รับการนิรโทษกรรมถึงจะมาสามัคคีกัน เราเป็นคนไทยด้วยกันเอง ศัตรูคนที่ไม่หวังดีกับประเทศมีมากมาย สิ่งที่จะทำให้ชัยชนะเกิดขึ้น และทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ เกิดความสามัคคีของคนในชาติ

นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องไม่ว่ากล่าวให้ร้ายพวกกันเอง ไม่พูดอะไรที่เป็นการบั่นทอน หรือทำให้ขวัญกำลังใจของคนในชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องได้รับผลกระทบ เราต้องเชียร์เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทหารอาสาสมัครทั้งหลาย ให้มีกำลังใจในการป้องกันประเทศ ป้องกันบ้านของเรา

การเมือง, นายกฯ, นิรโทษกรรม, แนวหน้าออนไลน์

นายกฯ สั่ง ศอ.บต. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ-ส่งทีมดูแลถึงพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมเปิดสายด่วน 1880

23 สิงหาคม 2569 เวลา 20:54 น.

นายกฯ สั่ง ศอ.บต. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ-ส่งทีมดูแลถึงพื้นที่ชายแดนใต้ เปิดสายด่วน 1880 ติดตามทุกเคสไม่ให้ตกหล่น

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามและสั่งการด้านความมั่นคงต่อสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว นายกรัฐมนตรีได้กำชับต่อเนื่องถึงการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมอบหมายศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เร่งเข้าช่วยเหลือและเยียวยาทุกกรณี ให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ครอบคลุมทั้งผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ครอบครัว กลุ่มเปราะบาง และผู้ได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ล่าสุด ศอ.บต. จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสื่อสารและให้ความช่วยเหลือเยียวยาตามกฎหมาย โดยนำระบบ Case Management มาใช้ตลอดกระบวนการ มี Case Manager ทั้งในภาพรวมและรายกรณี ทำงานเป็นทีมเดียวกับจังหวัด ตั้งแต่การลงพื้นที่ค้นหาและรับข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ ตรวจสอบสิทธิ ติดตามการเข้าถึงความช่วยเหลือ ไปจนถึงการระบุปัญหาอุปสรรค ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาที่จะแก้ไขให้แล้วเสร็จ

ขณะนี้ ทีม Rapid Response ระดับจังหวัด 3 ทีมได้ลงพื้นที่แล้ว ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด เพื่อรับข้อมูลสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นจริง พร้อมประสานกับผู้รับผิดชอบงานเยียวยาและเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดอย่างใกล้ชิด โดยเน้นการทำงานเชิงรุก ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปหาผู้ได้รับผลกระทบ แทนการรอให้ประชาชนเป็นฝ่ายเดินทางมาติดต่อหรือประสานหลายหน่วยงานด้วยตนเอง

พร้อมกันนี้ ศอ.บต. ได้เปิด สายด่วน 1880 เพื่อให้ข้อมูลและตอบข้อซักถามเกี่ยวกับสิทธิและการช่วยเหลือเยียวยาแก่ประชาชนโดยตรง ผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัวสามารถโทรสอบถามและประสานการช่วยเหลือได้ทันที พร้อมเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบ Case Management เพื่อติดตามแต่ละกรณีจนได้รับการช่วยเหลือ

นอกจากนี้ จะจัดทำ Dashboard แบบ Real Time เพื่อติดตามสถานะการช่วยเหลือเป็นรายกรณี แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ สีเขียว ได้รับความช่วยเหลือแล้ว สีเหลือง อยู่ระหว่างดำเนินการ สีส้ม ข้อมูลหรือเอกสารยังไม่ครบ และ สีแดง ยังเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือ ทำให้เห็นได้ทันทีว่าเคสใดอยู่ขั้นตอนใด ติดขัดเรื่องอะไร และต้องเร่งแก้ไขจุดใด โดยข้อมูลความคืบหน้าจะนำมาสื่อสารต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบได้

“นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนไม่ควรต้องเป็นฝ่ายวิ่งหาหน่วยงานรัฐ แต่รัฐต้องเป็นฝ่ายเข้าไปหาประชาชน การช่วยเหลือต้องรู้ให้ชัดว่าแต่ละครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างไร มีสิทธิได้รับการเยียวยาอะไร เรื่องอยู่ในขั้นตอนไหน ติดขัดตรงไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบและจะสามารถแก้ไขให้แล้วเสร็จเมื่อใด เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนจริงและเร็วที่สุด” นางสาวรัชดากล่าว

ทั้งนี้ การดูแลจะครอบคลุมตั้งแต่การรักษาพยาบาลและฟื้นฟูผู้ได้รับบาดเจ็บ การดูแลครอบครัวและสภาพจิตใจ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก สตรี และกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนความเสียหายต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน ร้านค้า และการประกอบอาชีพ

ชายแดนใต้, นายกฯ, ศอ.บต., สายด่วน1880, แนวหน้าออนไลน์

นายกฯ เยี่ยมทหารเหยียบทุ่น ให้คำมั่น จะดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี

23 สิงหาคม 2569 เวลา 20:49 น.

นายกฯ เข้าเยี่ยม ทหารเหยียบทุ่นระเบิด ขาขาด ถามลูกชาย จ่าสิบเอก ชาญณรงค์ อยากเป็นอะไร ก่อนตอบอยากเป็นหมอ ให้คำมั่น จะดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมจ่าสิบเอก ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัดชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ที่ประสบอุบัติเหตุขณะปฏิบัติหน้าที่ เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 บริเวณพื้นที่ใกล้ ช่องอานม้า ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและข้อเท้าขวาขาด เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา

ทันทีที่เดินทางถึง นายกรัฐมนตรี ได้เข้าไปเยี่ยมและถามอาการของจ่าสิบเอก ชาญณรงค์ ทันทีพร้อมกับพูดคุยกับครอบครัวของนายทหาร ซึ่งมีทั้งลูกชาย และภรรยา โดยนายกฯ ให้คำยืนยันว่ารัฐบาลจะช่วยดูแลครอบครัวของจ่าสิบเอก ชาญณรงค์ พร้อมถามลูกชายของจ่าสิบเอก ชาญณรงค์ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ซึ่งได้รับคำตอบว่าอยากเป็นหมอ

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ถามไถ่อาการของจ่าสิบเอก ชาญณรงค์ ก่อนจะมอบสิ่งของเพื่อเป็นสินน้ำใจและให้กำลังใจกับครอบครัวของจ่าสิบเอก ชาญณรงค์

ชายแดนไทยเขมร, ทหาร, นายกฯ, แนวหน้าออนไลน์

โด่ง อรรถชัย แฉแกนนำม็อบอาศัยความดังหลอกกินตับมวลชน บอกเคส 2 คนนี้ยังน้อย

23 สิงหาคม 2569 เวลา 20:26 น.

โด่ง อรรถชัย แฉแกนนำม็อบอาศัยความดังหลอกกินตับมวลชน พลิกชีวิตจากยาจกสู่เศรษฐี บอกเคส 2 คนนี้ยังน้อย

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 นายอรรถชัย อนันตเมฆ กรรมการขับเคลื่อนนโยบายพรรคเพื่อไทย อดีตดารานักแสดงและอดีตแกนนำคนเสื้อแดง ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไม่ใช่แค่สองคนนี้หรอก นี่ยังน้อย

เท่าที่อยู่กันมา เห็นเบื้องหลังเบื้องหน้า ยังมีแกนนำ แกนนอน อีกหลายคน อาศัยศรัทธา อาศัยความดัง ไปหลอกฟาดกินตับประชาชนผู้ศรัทธาอุดมการณ์ ด้วยใจจริง

ขนาด จัดนายหน้าลงไปหาเหยื่อในผู้ชุมนุมพาไปถวายแกนนำ หลังเวที ก็เคยเห็นเคยพบมาแล้ว

แกนนำพวกนี้ทุกวันนี้อยู่สุขสบายมีเงินมีทองกันอย่าง“ไม่มีเหตุผล” ในขณะที่ การต่อสู้ยังไม่บรรลุเป้าหมาย พี่น้องที่มาต่อสู้ยังลำบาก

โดนปราบไม่กี่วันได้เห็นแกนนำสั่งซื้อรถกันเป็นว่าเล่นขนาดว่าโชว์รูมต้องขนรถมาดูกันถึงที่ทั้งมอเตอร์ไซค์ทั้งรถยนต์

รวยว่างั้น ในวันที่พวกเราโดนปราบ

สังเกตุกลับไปดูเถอะ พลิกชีวิต จากยาจกเป็น เศรษฐี กันหลัง วันนั้น ละ

เวลาผ่านไป เดียวนี้บางคนไปนั่งด่าทักษิณ“สู้ไม่สุด ”

หักหลังประชาชน ??

โถ่ มึงอ่ะตัว เห้ เลย..

อย่างไรก็ตาม … ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการต่อสู้ เลวร้ายไปเสียทั้งหมด

ยังมีแกนนำ อีกหลายท่านที่ น่านับถือ

แน่นอน เมื่อการต่อสู้ยังไม่ถึงเป้าหมาย ทุกวันนี้ หลายคน พบชะตากรรม โดนอุ้มหาย หลายคน ยังต้องลี้ภัยกลับบ้านไม่ได้ ..

คนนึ่ง ที่ผมนับถือจากใจ…

สุรชัย. แซ่ด่าน … “

การเมือง, ม็อบ, สมบัติ, สมยศ, เสื้อแดง, แนวหน้าออนไลน์

รอมฎอน ไม่ประณามBRN แต่ดึงดันปม ยิงจาก ฮ. จี้ตั้งกลไกอิสระตรวจสอบ อ้างความจริงมี 2 ชุด พร้อมดันผู้ตรวจการกองทัพ

23 สิงหาคม 2569 เวลา 19:54 น.

รอมฎอน ไม่ประณามBRN แต่ดึงดันปม ยิงจาก ฮ. จี้ตั้งกลไกอิสระตรวจสอบ อ้างความจริงมี 2 ชุด พร้อมดันผู้ตรวจการกองทัพ

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ” [ เมื่อความจริงมีสองชุด รัฐบาลควรตั้งกลไกอิสระไต่สวนข้อเท็จจริง ] — การโจมตีแบบประสานกันใน 3 จังหวัดเมื่อคืนนั้นมุ่งไปที่เป้าหมายที่เป็นพื้นที่พลเรือน แม้ว่าจะไม่ได้มุ่งหมายจะเอาชีวิต แต่ทรัพย์สินของสาธารณะและเอกชนต้องเสียหายไปก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อวานนัั้นถือว่ายังไม่นิ่งครับ

เมื่อสักครู่ ผมโทรเชคกับ ผบช.ภ.9 พบว่าตัวเลขล่าสุดของจำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงนั้นยังไม่ชัดเจนนัก แต่น่าจะมากกว่า 51 จุด ตามที่มีรายงานไปก่อนหน้านี้ จึงยังไม่แน่ใจว่าได้รวมเหตุการณ์ที่เป็นปริศนาและมีความจริง 2 ชุด กรณีวัยรุ่นถูกยิงที่ อ.จะแนะ ด้วยหรือไม่ครับ แต่ท่านยืนยันกับผมหนักแน่นว่าเหตุการณ์จะต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานในฐานะที่เป็น #คดีความมั่นคง ไปด้วย

ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้อมูลและข้อเท็จจริงพื้นฐานสำคัญอย่างมากครับ

เมื่อคืนผมตัดสินใจโพสต์เรียกร้องให้ @หน่วย เร่งตรวจสอบและสร้างความกระจ่าง หลังจากได้ข้อมูลในเบื้องต้นและตรวจสอบกับผู้นำในพื้นที่ ผมเกรงว่าหากไม่ทำให้ข้อเท็จจริงนี้ชัดเจนและตรงไปตรงมา ความขัดแย้งและหวาดระแวงจะหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงวินาทีนี้เราพบว่ามีข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน เหตุการณ์ที่จะแนะนับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่มีความจริงสองชุด คล้ายกับหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในชายแดนใต้

ข้อมูลจากผู้ถูกยิงนั้นระบุว่ากลุ่มวัยรุ่นทั้ง 5 คนถูกยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์สองชุดหลังผ่านจุดเกิดเหตุเผาสำนักงาน อบต.ช้างเผือก การยิงที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บเกิดขึ้นขณะที่พวกเขากำลังชูมือเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นข้อเท็จจริงจากแม่ทัพภาคที่ 4 กอ.รมน. และหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่มีคำแถลงในวันนี้ว่าไม่มีการกราดยิงจากเฮลิคอปเตอร์แต่อย่างใด

มีคนตั้งข้อสังเกตหลายประเด็น ทั้งชนิดอาวุธที่ไม่ได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้น กระทั่งคำพูดของแม่ทัพก็ไปไกลว่าหากเป็นอาวุธที่ติดตั้งประจำใน ฮ.นั้น “คงไม่รอด” ผมคิดว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้คงต้องทำให้กระจ่างโดยเร็ว จะคาดหวังการทำงานของพนักงานสอบสวนให้ตอบข้อเท็จจริงเหล่านี้คงไม่ได้ เพราะยังมี #คดีความมั่นคง อีกไม่น้อยที่ต้องสะสาง

ทาง กอ.รมน.ก็คงเห็นว่าเป็นประเด็นและยังคงต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบด้าน เพราะในคำแถลงวันนี้ก็ยืนยันว่าจะมีการตรวจสอบต่อไป โดยกำหนดให้เป็นการทำงานของสามฝ่าย (ทหาร ตำรวจ และปกครอง) แต่ผมเห็นว่ากลไกการตรวจสอบเหล่านี้อาจไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เพียงพอ จึงอยากขอเรียกร้องให้กลไกที่เป็นอิสระและเป็นมืออาชีพเพื่อตรวจสอบกรณีนี้และสื่อสารต่อสาธารณะ โดยมีองค์ประกอบมาจากบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจทั้งจากเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่

ที่ผ่านมาตลอดกว่ายี่สิบปี เราเคยมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงเหล่านี้หลายกรณีครับ งานศึกษาก่อนหน้านี้เคยนับว่ามีถึง 17 คณะ จากเหตุการณ์ที่สร้างความกังขาของสาธารณะ (เช่น ตากใบ กรือเซะ ปุโละปูโย โต๊ะชูด เป็นต้น) ทั้งการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี (ผ่านคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี) การแต่งตั้งโดยเลขาธิการ ศอ.บต. ผอ.รมน.ภาค 4 สน. หรือแม้แต่ผู้ว่าราชการ

ในขณะที่ตามกฎหมาย พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 ยังให้อำนาจกับสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่เป็นประเด็นปัญหาในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน

กลไกการตรวจสอบเหล่านี้จะทำให้การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐมีความโปร่งใสและความชอบธรรม ซึ่งสามารถดำเนินการได้เลยโดยใช้อำนาจของรัฐบาลหรือฝ่ายบริหาร ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่กลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอื่น ๆ อย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม) หรือแม้แต่คณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎรนั้นก็อาจดำเนินการได้ด้วย

แต่ผมเห็นว่ารัฐบาลควรเป็นฝ่ายริเริ่มดำเนินการก่อนในเบื้องต้นครับ

ผมเข้าใจดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การเรียกร้องสิ่งเหล่านี้อาจทำให้มีคนจำนวนหนึ่งเห็นว่าสร้างภาระให้กับทางเจ้าหน้าที่มากเกินไป กระทั่งกระทบต่อขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน บางคนคงเห็นว่าควรต้องให้น้ำหนักไปที่การประณามและทุ่มกำลังไปที่การจับกุมตัวผู้ก่อเหตุรุนแรงหลายสิบจุดเสียก่อน

สำหรับผม การรวบรวมพยานหลักฐานและติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุเป็นหน้าที่พื้นฐานของเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนอยู่แล้ว ผมเองก็ให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานของทุกหน่วย แต่ต้องไม่ลืมว่าในความขัดแย้งที่มีจุดคานงัดอยู่ที่มวลชนเช่นนี้ ความชอบธรรมของผู้ถืออำนาจรัฐนั้นสำคัญ สิ่งนี้ทำให้ “รัฐ” แตกต่างจากขบวนการติดอาวุธที่ “ไม่ใช่รัฐ” ครับ

การเปิดเผยความจริงและให้ความยุติธรรมต่อทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่รัฐพึงกระทำครับ

สถานการณ์เช่นนี้เป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องมี #ผู้ตรวจการกองทัพ ที่เคยเป็นนโยบายของพรรคก้าวไกล/พรรคประชาชน เพราะนอกจากจะมีการตรวจสอบโดยกลไกที่เป็นอิสระแล้ว ยังจะเป็นหลักประกันว่าการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นจะมีความชอบธรรมทางการเมืองมากพอ

ส่วนประเด็นที่ว่า การโจมตีในลักษณะที่มีการประสานงานกัน (coordinated attack) มีความหมายว่าอย่างไร คงมีการตีความได้หลายทาง ขึ้นกับข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ค่อย ๆ ปรากฎ ผมคงต้องขอชวนคิดในอีกโพสต์นึงครับ”

ทั้งนี้ได้มีคนเข้ามาคอมเมนต์เป็นจำนวนมาก อาทิ ค่าหัวไอ้กระจอกนี่1บาทไทย, ตอนเกิดเหตุหายเงียบเลยน้า555, ไม่มีประนามการกระทำนี้ของbrn แม้แต่คำเดียว ไม่มีการเรียกร้องให้ชาวบ้านมุสลิมให้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ (เข้าใจนะว่าคำสอนมุสลิมคือเรือนร่างเดียวกัน) ทำไมไม่เสนอแก้รัดนูนที่ว่าแผ่นดินไทยเป็นหนึ่งเดียวแบ่งแยกไม่ได้ไปเลยละ จบๆไป, ผมคนหนึ่งที่เป็นอิสลาม เกลียดพวกBRNชอบสร้างสถานการณ์แบ่งแยก สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น, อยากเห็นประจานแบบประจานพวกเผาทำลาย ระเบิดเสาไฟ เผารถทางการ 7-11 ไรพวกเนี่ยไม่เคยเห็นเลย ประจานการทำลายทรัพย์สินบ้างครับ ไม่เคยเห็นเลย ออกแนว จะเล่นหน่วยงานรัฐอย่างเดียว, ผมบอกเลย ส้มไม่ได้คะแนนบ้านผมอีกเพราะคนนี้ เป็นต้น 

กองทัพ, ชายแดนใต้, รอมฎอน, แนวหน้าออนไลน์

โฆษก ทบ. ติง รอมฎอน โพสต์คำถามชี้นำปมใช้ ฮ. ยิงวัยรุ่น จชต. ชี้ควรกลั่นกรองข้อมูล ไม่ใช่ฟังเฉพาะคำบอกเล่า

23 สิงหาคม 2569 เวลา 19:08 น.

โฆษก ทบ. ติง รอมฎอน โพสต์คำถามชี้นำปมใช้ ฮ. ยิงวัยรุ่น จชต. ชี้ควรระมัดระวัง-กลั่นกรองข้อมูล ไม่ใช่ฟังเฉพาะคำบอกเล่า

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ​จากกรณีนายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยอ้างรายงานจากประชาชนในพื้นที่อำเภอจะแนะว่า มีกลุ่มวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์นั้น

ล่าสุด ​พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทั้งในมิติทางยุทธการและยุทธวิธี เนื่องจากการใช้อากาศยานของกองทัพบกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) มีไว้เพื่อการลาดตระเวนและตรวจการณ์ทางอากาศเท่านั้น ไม่เคยมีการนำเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธมาใช้โจมตีเป้าหมายแต่อย่างใด

​สำหรับการใช้กำลังอาวุธต่อกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ จชต. เจ้าหน้าที่จะใช้เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” เสมอ ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดเจนจากการปฏิบัติการที่ผ่านมา เช่น การบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ต้องสงสัยตามหมายจับ หากไม่มีการต่อสู้ขัดขืนหรือใช้อาวุธทำร้ายเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการใช้อาวุธจากเจ้าหน้าที่อย่างแน่นอน ทั้งนี้ยืนยันว่าการใช้อาวุธจะดำเนินการในลักษณะเพื่อการป้องกันตัว ภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักสากล

​การนำเสนอข้อมูลในลักษณะดังกล่าว นอกจากจะเป็นการสร้างกระแสข่าวที่ยังไม่ผ่านกระบวนการที่เหมาะสม และมีลักษณะเป็นข้อมูลเพียงด้านเดียวแล้ว ยังก่อให้เกิดความสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ประสานงานหรือสอบถามผ่านช่องทางทางการไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะข้อมูลหลายอย่างในพื้นที่ จชต. ที่ไม่สามารถตัดสินได้จากการบอกเล่าเพียงฝ่ายเดียว จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ มาร่วมพิจารณาด้วยเสมอ

​ต่อกรณีดังกล่าว อาจนำมาซึ่งความตื่นตระหนกแก่ประชาชน และส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจรวมถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในช่วงภาวะวิกฤต

​ทั้งนี้ ในระยะหลังพบว่ามีการพาดพิงการทำงานของหน่วยงานรัฐโดยอ้างอิงข้อมูลที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองบ่อยครั้ง จึงขอให้สังคมและผู้บริโภคสื่อพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากพฤติการณ์เช่นนี้อาจเข้าข่ายการใช้กลยุทธ์สื่อสารเพื่อชี้นำสังคม และสร้างทัศนคติเชิงลบต่อเจ้าหน้าที่รวมถึงหน่วยงานรัฐได้

ชายแดนใต้, รอมฏอน, แนวหน้าออนไลน์, โฆษกกองทัพบก

วันวิชิต แฉ 2 เหตุผล ทำไมขบวนการผู้ไม่หวังดีปลุกปั่นข่าวเสี้ยม-ก่อเหตุรุนแรง

23 สิงหาคม 2569 เวลา 18:12 น.

วันวิชิต แฉ 2 เหตุผล ทำไมขบวนการผู้ไม่หวังดีปลุกปั่นข่าวเสี้ยม-ก่อเหตุรุนแรง

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “การปลุกปั่นข่าวเสี้ยมกับก่อเหตุความรุนแรงในจังหวัดนราธิวาส มี 2 ขยัก ที่ขบวนการผู้ไม่หวังดีต้องการ คือ

1. ใส่ร้าย ว่าทหารใช้เฮลิคอปเตอร์ บินมายิงประชาชน เพื่อโหมไฟให้คนโกรธและเชื่อว่าทหารทำ ข่าวนี้เท็จทั้งเพ

2. กดดัน ดิสเครดิต เพื่อเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาคที่ ๔ เพราะใกล้วงรอบการแต่งตั้งโยกย้ายงวดมาแล้ว แสดงว่ากองทัพขยับงานคืบหน้า ทำลายแนวร่วมขบวนการฯ ได้เพิ่มขึ้น

ป.ล. ประชาชนขอให้เชื่อมั่นฝ่ายความมั่นคงนะครับ อย่าตกเป็นเครื่องมือถือของพวกขบวนการฯ ทำร้ายประเทศของเรา”

ชายแดนใต้, วันวิชิต, แนวหน้าออนไลน์, แม่ทัพภาคที่4

แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่ปัตตานี ติดตามเหตุระเบิด ให้กำลังใจจนท.เร่งตรวจสอบความเสียหาย- ดูแลความปลอดภัย

23 สิงหาคม 2569 เวลา 17:55 น.

แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่ปัตตานี ติดตามเหตุระเบิด ให้กำลังใจจนท.เร่งตรวจสอบความเสียหาย- ดูแลความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ที่เทศบาลเมืองตะลุบัน (หลังใหม่) อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดเกิดเหตุ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองตะลุบัน ภายหลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อคืนที่ผ่านมา

โดย พล.ท.นรธิป ได้ติดตามสถานการณ์และรับฟังรายงานความคืบหน้าการดำเนินงาน พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เทศบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบและดูแลพื้นที่ โดยกำชับให้ทุกหน่วยดำเนินการด้วยความรอบคอบ คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง หากพบเห็นวัตถุ บุคคล หรือยานพาหนะต้องสงสัย อย่าเข้าใกล้หรือดำเนินการด้วยตนเอง ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หรือสายด่วนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า 1341 เพื่อป้องกันอันตรายและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าทุกภาคส่วนยังคงร่วมกันดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ชายแดนใต้, ปัตตานี, แนวหน้าออนไลน์, แม่ทัพภาคที่4