นักวิชาการเปิดบันทึกประชุม สนช.ปี 60 ชี้มีการพูด-เปิดช่องฮั้ว-โกง สว. ตั้งแต่ออกแบบระบบเลือกกันเอง

นักวิชาการเปิดบันทึกประชุม สนช.ปี 60 ชี้มีการพูด-เปิดช่องฮั้ว-โกง สว. ตั้งแต่ออกแบบระบบเลือกกันเอง

นักวิชาการเปิดบันทึกประชุม สนช.ปี 60 ชี้มีการพูด-เปิดช่องฮั้ว-โกง สว. ตั้งแต่ออกแบบระบบเลือกกันเอง

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

“นักวิชาการ”เปิดบันทึกประชุม สนช.ปี 60 ชี้มีการพูด-เปิดช่องฮั้ว-โกง สว. ตั้งแต่ออกแบบระบบเลือกกันเอง ย้อนคำพูดมีระบบกามิกาเซ่-โค้ช-กาโพย ใช้ 5 พันล้านยึดประเทศได้

9 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) จัดกิจกรรมเจาะลึกหลักฐาน คดีโกง สว.ภาค 4 ใบสั่ง เส้นเงิน สายสัมพันธ์ โดยมี น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) น.ส.บุณยนุช มัทธุจักร และนายปุวิชญ์ วัฒนสุข นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น นอกจากนี้ ยังมีพยานบุคคลมาร่วมให้ข้อมูล

โดย นายปุวิชญ์ กล่าวว่า กระบวนการเลือก สว.ตามรัฐธรมนูญ 2560 นั้นถูกคาดหมายได้ เพราะรายงานการประชุมสภานิติบัญญัติครั้งที่ 68/2560 วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 หน้า 57-87 ซึ่งอภิปรายถึงที่มาระบบเลือกกันเองของ สว.โดยเมื่อ 9 ปีที่แล้ว มีอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อย่างน้อย 2 คน ตั้งคำถามถึงการรับเลือกจากระดับอำเภอ มายังระดับจังหวัด ที่พบว่า 77 จังหวัด จะได้คนทั้งสิ้น  3,080 คน ซึ่ง สนช.บอกว่าไม่ยากหากผ่านเข้าสู่รอบจังหวัดคือ ติดต่อคน 3,080 คนให้ลงสมัคร เมื่อนำตัวเลขดังกล่าวแบ่งเป็น 5 สาย จะได้จำนวน คนทั้งสิ้น 754 คน หากติดต่อคน 754 คน ก็ได้เป็น สว.แล้ว หากอยากได้ สว.200 คน ส่งตัวแทนคุมจังหวัด 39 จังหวัด ถือว่าชนะแล้ว โดยกรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นบางอย่างว่าระบบตั้งต้นเอื้อให้ล็อกและฮั้วได้ตั้งแต่ต้น

นายปุวิชญ์ กล่าวต่อว่า มีอดีต สนช.พูดถึงการบล็อกโหวตโดยยกตัวอย่างถึงการเลือกกันเอง คือการเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่นำระบบมาทาบกับสิ่งที่ถูกออกแบบเลือก สว.พบว่า คนที่เข้าอยู่ในกระบวนการไม่คิดเลือกใครอยู่แล้วนอกจากรับจ้างหรือหมายให้ไปเลือกผู้อื่น ดังนั้นที่กำหนดให้เลือกกันเองถ้าเป็นพรรคที่คุมภาคเหนือ ภาคตะวันออก ค่าสมัครคนละ 2,500 บาท ลงสมัครทุกกลุ่มๆ ละ 100 คน จะเลือกเฉพาะคนที่เป็นเป้าหมายเพราะกำหนดให้เลือกกันเอง

นายปุวิชญ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ในเอกสารยังระบุคำพูดของ สนช.ว่า กระบวนการแบบนี้ 5,000 ล้านบาทยึดประเทศได้ และส่วนกระบวนการฮั้วที่มีคำพูดว่า พลีชีพ แต่สมัย 9 ปีที่แล้ว สนช.ใช้คำว่า กามิกาเซ่ แสดงว่าเห็นตั้งแต่ 9 ปีที่แล้วและบอกด้วยว่าคนเหล่านี้ที่จัดตั้งเข้ามาไม่สนจะเลือกใครเว้นแต่คนที่เขากำหนดให้แล้ว เพราะมีโค้ชคอยจัดการให้หมดแล้ว

“ระบบนี้ออกแบบให้เกิดการโกง การฮั้ว ได้ง่าย และเมื่อเทียบกับสิ่งที่พยานนำเสนอ เห็นโครงเรื่องที่เป็นไปได้ เป็นสิ่งที่เดินมาจนถึงวันนี้ ทั้งนี้ระบบที่ออกแบบมาเปิดให้สิ่งที่กำลังคุยเกิดขึ้นจริงและเกิดได้มากกว่าที่มีคนพูดไว้เมื่อ  9 ปีที่ผ่านมา” นายปุวิชญ์ กล่าว

นายกฯ ย้ำยังไม่สร้างแลนด์บริดจ์ ยังไม่คุ้มค่า ชี้เดินหน้าพัฒนา Missing Link เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน

นายกฯ ย้ำยังไม่สร้างแลนด์บริดจ์ ยังไม่คุ้มค่า ชี้เดินหน้าพัฒนา Missing Link เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน

นายกฯ ย้ำยังไม่สร้างแลนด์บริดจ์ ยังไม่คุ้มค่า ชี้เดินหน้าพัฒนา Missing Link เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.

นายกฯ ย้ำยังไม่สร้างแลนด์บริดจ์ ยังไม่คุ้มค่า ชี้เดินหน้าพัฒนา Missing Link เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน พร้อมขยายท่าเรือระนองรองรับสินค้า เชื่อหากโอกาสมาถึง คนระนอง-ชุมพร ต้องไม่ปล่อยโอกาสหลุดมือ

9 สิงหาคม 2569 ที่ จ.ระนอง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการทบทวนและปรับแผนโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ว่า ตอนนี้ยังไม่มี ไม่เป็นไร เพราะยังไม่คุ้ม เอาไว้คุ้มก่อนค่อยว่ากัน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ จะมีระบบขนส่งเชื่อมส่วนที่ขาดไป ภาษาเทคนิคเวลาประชุมในฐานะรัฐมนตรี หรือประชุมในเรื่องของการวางแผนพัฒนาประเทศ เขาใช้คำว่า Missing Link ซึ่งระนองสามารถทำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่าง ฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทยได้ เรามีชุมพร สุราษฎร์ ตรงนี้เราก็จะทำ Missing Link ให้เกิดขึ้น แล้วก็มีการพัฒนาท่าเรือระนอง ให้มีความสำคัญ สามารถรับสินค้า รับคอนเทนเนอร์ต่างๆ ได้มากขึ้น ในช่วงที่จำนวนปริมาณยังไม่คุ้มค่ากับการสร้างขนาดใหญ่ ขนาดแลนด์บริดจ์ แต่ว่าเราต้องเริ่มสร้างหัวเชื้อไว้ก่อน วันหนึ่งเขาก็ต้องเห็นว่า โอ้โห สินค้าจากยุโรปมานี่ เข้ามาทางระนอง สามารถตรงไปยังใต้ของด้ามขวานของประเทศไทย ตรงไปถึงภาคเหนือ เลาะไปตามด้านตะวันตก โดยไม่ผ่านกรุงเทพฯ ไปถึงจีน สินค้าในไทยก็สามารถมาออกช่องทางทางระนองได้ แล้วก็ไปทางประเทศอินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรป

“ถ้าเขาเห็นความสะดวกเช่นนี้ มันก็เหมือนตอนเปิดร้านขายของ เปิดมาใหม่ๆ ก็ต้องเริ่มจากขายทีละนิดๆ แล้วเราก็ขยับขยายกิจการขึ้นมา กรอบเรามีอยู่ เรามีการศึกษาไว้เรียบร้อยอยู่แล้ว ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องขยาย ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตามเราก็พร้อมที่จะมีการขยาย ตอนนี้มีคนบอกไม่เอาแลนด์บริดจ์ ชาวระนอง-ชุมพร ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ด้วย ถ้าชาวระนอง ชาวชุมพรบอกหากก่อให้เกิดประโยชน์กับคนในพื้นที่ได้ พี่น้องก็ต้องเรียกร้อง ตนกลัวว่าคนที่บอกไม่เอาเนี่ย ไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ถ้าพี่น้องระนอง ชุมพร จังหวัดใกล้เคียง บอกไม่เอา ยังไงก็ไม่เอา เราก็ไม่สร้าง แต่ถ้าโอกาสมันมาแล้วเราไม่เอา ตนก็เชื่อว่า พี่น้องชาวระนอง ชาวชุมพร ชาวใต้ ก็คงไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป รัฐบาลฟังประชาชนเสมอ ต้องฟังประชาชนที่เป็นภาพรวมแล้วก็ประเมินว่า อะไรคือสิ่งดีที่สุดสำหรับประเทศไทย สำหรับระนองวันนี้ ไม่มีขาดทุน จะมีเส้นทางคมนาคมขนส่งที่มีความสมบูรณ์ ครบวงจร แล้วก็ค่อยๆ ดูว่า จะขยายต่อไปอย่างไรในอนาคต”

กองทัพเรืออัญเชิญ 4 เรือพระที่นั่ง เตรียมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนจากพิพิธภัณฑ์ฯสู่อู่ทหารเรือธนบุรี

กองทัพเรืออัญเชิญ 4 เรือพระที่นั่ง เตรียมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนจากพิพิธภัณฑ์ฯสู่อู่ทหารเรือธนบุรี

กองทัพเรืออัญเชิญ 4 เรือพระที่นั่ง เตรียมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เคลื่อนจากพิพิธภัณฑ์ฯสู่อู่ทหารเรือธนบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.10 น.

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 กองทัพเรือ อัญเชิญเรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี กรมศิลปากร ไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

การอัญเชิญเรือพระที่นั่งกำหนดดำเนินการต่อเนื่องระหว่างวันที่ 5-8 สิงหาคม 2569 

โดยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 อัญเชิญ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เริ่มเวลา 20.30 น. อัญเชิญเรือลงจากคาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นเวลา 21.55 น. เริ่มลากจูงจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยใช้เส้นทางจากปากคลองบางกอกน้อย ผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา (สถานีรถไฟบางกอกน้อยเดิม) โรงพยาบาลศิริราช ท่าช้าง และวัดระฆังโฆสิตาราม ก่อนเชิญเรือพระที่นั่งเข้าจอด ณ อู่หมายเลข 1 ในเวลา 22.15 น. และเสร็จสิ้นพิธีเวลา 22.55 น.

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 อัญเชิญ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เริ่มเวลา 20.30 น. อัญเชิญเรือลงจากคาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นเวลา 22.10 น. เริ่มลากจูงจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ก่อนเชิญเรือพระที่นั่งเข้าจอดในเวลา 22.30 น. และเสร็จสิ้นพิธีเวลา 23.10 น.

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 อัญเชิญ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เริ่มเวลา 20.00 น. อัญเชิญเรือลงจากคาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก่อนเริ่มลากจูงในเวลา 21.35 น. ไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ และเชิญเรือพระที่นั่งเข้าจอดในเวลา 22.05 น. โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นพิธีเวลา 22.55 น.

และวันที่ 8 สิงหาคม 2569 อัญเชิญ เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ เริ่มเวลา 20.00 น. อัญเชิญเรือลงจากคาน ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นเวลา 21.35 น. เริ่มลากจูงไปยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ และเชิญเรือพระที่นั่งเข้าจอดในเวลา 22.05 น. ก่อนเสร็จสิ้นพิธีในเวลา 22.55 น.

ทั้งนี้ การอัญเชิญเรือพระที่นั่งทั้ง 4 ลำมายังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยการเคลื่อนย้ายจะดำเนินการตามขั้นตอนและเวลาที่กำหนด เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ

‘ภราดร’ ยันใช้งบกู้ทำ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ไม่ผิด ส่วนเฟส 2 รอ ‘เอกนิติ’ ตัดสินใจ

'ภราดร' ยันใช้งบกู้ทำ 'ไทยเที่ยวไทยพลัส' ไม่ผิด ส่วนเฟส 2 รอ 'เอกนิติ' ตัดสินใจ

‘ภราดร’ ยันใช้งบกู้ทำ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ไม่ผิด ส่วนเฟส 2 รอ ‘เอกนิติ’ ตัดสินใจ

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.52 น.

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 69 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาขอใช้เงินกู้ ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯปี 2569 มาใช้เพื่อดำเนินโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ว่าโดยส่วนตัวมองว่าโครงการนี้ไม่ผิดวัตถุประสงค์การใช้เงินเพราะเป็นการนำเงินกู้ไปช่วยเหลือผู้ประกอบภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะรายเล็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตามหากจะดำเนินการต้องไปกำหนดเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการว่าผู้ประกอบการรวมทั้งประชาชนที่ได้รับสิทธิ์จะต้องมีเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร

เมื่อถามย้ำว่า หากจะดำเนินการถือว่าเข้าหลักเกณฑ์ฉุกเฉินใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ถือว่าเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ และสามารถทำได้ 

“โครงการไทยเที่ยวไทยพลัสถือว่าเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ เพราะผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายเล็กได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศโดยตรง” นายภารดร กล่าว

เมื่อถามว่า ความชัดเจนการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟสสอง นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอความชัดเจนและตัดสินใจจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในขั้นตอนสุดท้ายเนื่องจากกระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาโครงการ โดยขอให้โครงการสิ้นสุดเฟสแรกก่อน จากนั้นค่อยมาประเมินสถานการณ์ว่าตอนนั้นเป็นอย่างไร เพราะขณะนี้สถานการณ์สงครามก็ยังไม่สิ้นสุด 

ใหญ่แค่ไหนก็ฟันไม่เลี้ยง! มท.4 ลั่นปมโกงสอบท้องถิ่น รับพบบ้านใหญ่-ข้าราชการบางพื้นที่พัวพัน

ใหญ่แค่ไหนก็ฟันไม่เลี้ยง! มท.4 ลั่นปมโกงสอบท้องถิ่น รับพบบ้านใหญ่-ข้าราชการบางพื้นที่พัวพัน

ใหญ่แค่ไหนก็ฟันไม่เลี้ยง! มท.4 ลั่นปมโกงสอบท้องถิ่น รับพบบ้านใหญ่-ข้าราชการบางพื้นที่พัวพัน

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.31 น.

“มท.4″ลั่น!ใหญ่แค่ไหนก็ฟันไม่เลี้ยง”โกงสอบท้องถิ่น” รับพบ”บ้านใหญ่-ข้าราชการ”บางพื้นที่พัวพัน ยันเดดไลน์ 31 ส.ค.นี้ ถอดถอนพ้นตำแหน่งเสร็จทั้งหมด​ เผยส่งกว่า 5,000 รายชื่อให้”ตำรวจ-ป.ป.ช.”สอบสาวเอาผิดอาญา

9 สิงหาคม 2569 นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ช่วงเย็นวานนี้ (8 ส.ค.) ถึงแนวทางการจัดการการทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า คณะกรรมการกลางกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ได้มีมติเห็นชอบและประกาศบัญชีใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมเตรียมส่งเอกสารไปยัง ก.จังหวัด เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดยในสัปดาห์นี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จะส่งเอกสารและแนวทางปฏิบัติไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ ก.จังหวัด ประชุมและแจ้งต่อไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือนายก อปท.มีคำสั่งถอดถอนผู้ที่ได้ตำแหน่งมาจากการทุจริตออกทันที ทั้งนี้ กระบวนการถอดถอนทั้งหมดจะต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นเส้นตาย เนื่องจากเป็นสิทธิ์ที่ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่แรก

​นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินคดีอาญา กระทรวงมหาดไทย ได้รวบรวมรายชื่อผู้ที่มีคะแนนผิดปกติกว่า 5,000 ราย ส่งมอบให้ทั้งพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อทำงานคู่ขนานและเอาผิดทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าสอบ นายหน้า กรือเอเย่นต์ ที่พบว่าบางรายมีเครือข่ายดูแลคนสอบถึง 50 – 100 คน

​เมื่อถามถึงความเชื่อมโยงกับกลุ่มอิทธิพล หรือบ้านใหญ่ในพื้นที่ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ยอมรับว่า พบบ้านใหญ่บางจุดมีส่วนพัวพันจริง และได้ส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช.ดำเนินการเชิงลึกแล้ว

“ชัดเจนว่า การเอาผิดครั้งนี้ไม่มีเว้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับใด หรือเป็นฝ่ายการเมืองก็ตาม หากมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงจะต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด ส่วนเรื่องการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่กำลังเร่งขยายผลอย่างต่อเนื่อง” ​นายวรศิษฎ์ กล่าว

เช็กด่วน รัฐเร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการฯ จี้อีก 5 ล้านคน รีบยื่นทบทวนสิทธิก่อนหมดเขต

เช็กด่วน รัฐเร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการฯ จี้อีก 5 ล้านคน รีบยื่นทบทวนสิทธิก่อนหมดเขต

เช็กด่วน รัฐเร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนบัตรสวัสดิการฯ จี้อีก 5 ล้านคน รีบยื่นทบทวนสิทธิก่อนหมดเขต

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.32 น.

โฆษกรัฐบาลเผย เร่งตามอีก 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อีก 5 ล้านคนยังไม่ยื่นทบทวนสิทธิ

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ด้วยความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการดูแลประชาชนกลุ่มผู้ยากไร้ให้เข้าถึงสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างทั่วถึง จึงได้บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งอำนวยความสะดวกทั้งการยืนยันตัวตน (e-KYC) และการยื่นขอทบทวนสิทธิ รวมถึงการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อไม่ให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับสวัสดิการต้องตกหล่นหรือเสียสิทธิเพียงเพราะไม่ทราบขั้นตอนหรือไม่สะดวกในการดำเนินการ

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569 พบว่าตัวเลขการยืนยันตัวตนและการอุทธรณ์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากความพยายามของหน่วยงานในพื้นที่และช่องทางบริการที่เข้าถึงง่าย

ปัจจุบัน ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่มีจำนวน 3.1 ล้านคน โดยยืนยันตัวตนแล้ว 2.3 ล้านคน (73%) เพิ่มขึ้นจากวันที่ 2 สิงหาคม ซึ่งมีผู้ยืนยันตัวตน 2.2 ล้านคน (68%) ขณะที่ผู้ที่ยังไม่ยืนยันตัวตนลดลงเหลือ 8.3 แสนคน (27%) จากเดิม 9.8 แสนคน (31%) รัฐบาลขอเชิญชวนให้ผู้ได้รับสิทธิรายใหม่เร่งยืนยันตัวตน เพื่อให้สามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเปิดให้ยืนยันตัวตนได้จนถึงวันที่ 12 มกราคม 2570

จังหวัดที่มีผู้ยังไม่ยืนยันตัวตนมากที่สุด ได้แก่ นครราชสีมา นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และขอนแก่น ซึ่งรัฐบาลได้กำชับหน่วยงานในพื้นที่เร่งประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ครบถ้วน

สำหรับการยื่นขอทบทวนสิทธิ ล่าสุดมีผู้ยื่นคำร้องแล้ว 4.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 4.1 ล้านคน เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ขณะที่มีผู้ยังไม่ได้ยื่นขอทบทวนสิทธิอีกประมาณ 5 ล้านคน จึงขอเชิญชวนให้เร่งดำเนินการภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง

จังหวัดที่มีสัดส่วนการยื่นขอทบทวนสิทธิสูงที่สุด ได้แก่ ลำปาง (60%) นราธิวาส (59%) ปัตตานี (58%) ยะลา (54%) และแพร่ (53%) สะท้อนว่าการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์และการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานในพื้นที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้มากขึ้น

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมช่องทางให้บริการไว้อย่างครอบคลุม ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน ทางรัฐ แอปพลิเคชัน เป๋าตัง เว็บไซต์โครงการ ธนาคารของรัฐทั้ง 5 แห่ง และศูนย์ One Stop Service (OSS) ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อมมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ไม่สะดวกใช้บริการออนไลน์

“ยอดผู้ยืนยันตัวตนและยื่นทบทวนสิทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลจะติดตามและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่จนถึงวันสุดท้าย จึงขอเชิญชวนผู้ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ รีบใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้พลาดสวัสดิการที่ควรได้รับ” นางสาวรัชดา กล่าว

ปธ.กมธ.ที่ดินฯ ชู 3 ทางรอดคน-ช้าง ดันเข้าเกณฑ์ภัยพิบัติ ถกอุทยานฯ 25 ส.ค.

ปธ.กมธ.ที่ดินฯ ชู 3 ทางรอดคน-ช้าง ดันเข้าเกณฑ์ภัยพิบัติ ถกอุทยานฯ 25 ส.ค.

ปธ.กมธ.ที่ดินฯ ชู 3 ทางรอดคน-ช้าง ดันเข้าเกณฑ์ภัยพิบัติ ถกอุทยานฯ 25 ส.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.30 น.

วันที่ 9 ส.ค.2569 น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ที่ผ่านมา ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมวางกรอบและข้อเสนอในเรื่องปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ บุกรุกไร่ สวน และทำร้ายชาวบ้าน  โดยเตรียมนำข้อสรุปหารือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  และในที่ 25 สิงหาคมนี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่นำไปปฏิบัติได้จริง

“เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ชุดผลักดันช้างทำงานหนักมาก บางคนเสี่ยงชีวิตกลางดึกทุกคืน ชาวบ้านเองก็อดทนมานาน ส่วนช้างก็ออกมาเพราะในป่าอาหารและน้ำไม่พอ ทุกฝ่ายต่างเป็นผู้เดือดร้อนด้วยกันทั้งนั้น หน้าที่ของกรรมาธิการฯ คือมาช่วยหาเครื่องมือและช่วยแก้ข้อติดขัดให้ทุกฝ่ายทำงานง่ายขึ้น” น.ส.กุลวลี กล่าว

ประธานกมธ.การที่ดินฯ กล่าวว่า จากการทำหน้าที่อนุกรรมาธิการงบประมาณ ด้านครุภัณฑ์และ ICT ได้ดูคำขอตั้งงบประมาณปี 2570 พบว่ามีการของบผลักดันช้างป่าไว้กว่า 200 ล้านบาท ขณะที่งบเยียวยาขอไว้ 10 ล้านบาท จึงมองว่าควรมาช่วยกันพิจารณาการจัดวางสัดส่วนงบประมาณระหว่างการป้องกันและการเยียวยาให้สมดุลและให้ได้ผลมากขึ้น ซึ่งตนไม่ได้ถามเพื่อจะตัดงบ แต่ถามเพื่อให้เงินทุกบาทมีประโยชน์เต็มที่ อำเภอไหนทำแล้วช้างออกน้อยลงจริง เราควรรู้ว่าเขาทำอย่างไรแล้วขยายผลไปที่อื่น จุดไหนยังไม่ได้ผลก็มาช่วยกันปรับใหม่ 

น.ส.กุลวลี กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางที่คณะกรรมาธิการฯ จะเสนอ ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ที่ต้องเดินไปพร้อมกันคือ ส่วนแรก “รู้ตัวช้างล่วงหน้า” โดยนำเทคโนโลยี GPS กล้องตรวจจับ และจะขอความร่วมมือด้านงานวิจัยจากกระทรวง อว. มาติดตามพฤติกรรมช้างเกเรรายตัวที่มีเส้นทางออกหากินประจำ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดักรอได้ถูกจุด พร้อมเชื่อมระบบเตือนภัยส่งตรงถึงมือถือชาวบ้านทันที ส่วนที่สองคือ “สร้างเฉพาะจุดที่ได้ผล” โดยทดลองสร้างสิ่งกีดขวาง เช่น รั้วไฟฟ้า คูกันช้าง หรือแบริเออร์ดาดคอนกรีต ในพื้นที่ตัวอย่าง 2-3 จุด เพื่อประเมินผลความคุ้มค่าก่อนขยายผล เพื่อไม่ให้งบประมาณและแรงของเจ้าหน้าที่สูญเปล่า ส่วนที่สามคือ “เยียวยาให้ถึงมือเร็ว” เสนอแก้ปัญหาระบบงบประมาณเยียวยาล่าช้า โดยเตรียมหารือกระทรวงการคลังให้กำหนด “ภัยจากสัตว์ป่า” เป็นภัยพิบัติประเภทหนึ่งตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เช่นเดียวกับน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือวาตภัย เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถนำเงินทดรองราชการมาสำรองจ่ายชดเชยให้ชาวบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนงบกลาง

“ไร่สวนที่ถูกช้างเหยียบพังทั้งสวน นั่นคือรายได้ทั้งปีของเขา เสียหายวันนี้แต่เงินมาถึงอีกหลายเดือนข้างหน้า ตรงนี้ไม่ใช่ความผิดของกรมอุทยานฯ แต่เป็นเรื่องของระบบที่เราต้องมาช่วยกันแก้” น.ส.กุลวลีกล่าว

น.ส.กุลวลี กล่าวด้วยว่า ปัญหานี้ค้างคามานาน แต่สามารถแก้ไขได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน โดยตั้งเป้าหมายให้ชาวบ้านได้รับสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า เจ้าหน้าที่มีอุปกรณ์ปลอดภัย ช้างมีอาหารเพียงพอในป่า และเมื่อเกิดความเสียหาย ชาวบ้านต้องได้รับเงินเยียวยาภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งกรรมาธิการฯ พร้อมเป็นแกนกลางประสานทุกหน่วยงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่งออกไทยพุ่ง! รัฐบาลเผยครึ่งปีแรก 2569 โต 17.6% มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์

ส่งออกไทยพุ่ง! รัฐบาลเผยครึ่งปีแรก 2569 โต 17.6% มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์

ส่งออกไทยพุ่ง! รัฐบาลเผยครึ่งปีแรก 2569 โต 17.6% มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

รัฐบาลเผยส่งออกไทยครึ่งปีแรก 2569 โต 17.6% มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่าปีก่อนต่อเนื่อง สินค้าเทคโนโลยี–อิเล็กทรอนิกส์แรงหนุนสำคัญ ตลาดสหรัฐฯ โต 41.1%

9 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงสถานการณ์การส่งออกของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ว่า การส่งออกยังขยายตัวได้ดีและสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับที่ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงทิศทางการส่งออกของไทยเมื่อเร็วๆ นี้ โดยเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 ไทยมีมูลค่าการส่งออกรวม 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เฉพาะเดือนมิถุนายน 2569 ส่งออกมีมูลค่า 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 20.8%

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าแรงส่งจากภาคการค้าต่างประเทศยังมีความต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 96,169.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.4% และไตรมาส 2 มีมูลค่า 100,572.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.7% ซึ่งเป็นการขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องตลอดครึ่งปีแรก

สำหรับสินค้าที่มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของการส่งออกในช่วง 6 เดือนแรก พบว่าสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีมูลค่าส่งออก 18,781.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 47.9% และมีส่วนต่อการเติบโตของการส่งออกรวม 5.4 จุด ตามด้วยเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มูลค่า 3,547.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 169.0% รวมถึงเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลการเกษตร หม้อแปลงไฟฟ้า และทองแดงและของทำด้วยทองแดงที่ขยายตัวต่อเนื่อง

นอกจากนี้ สินค้าเกษตรและอาหารของไทยยังมีบทบาทต่อการส่งออก โดยผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง มีมูลค่า 4,024.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.3% ขณะที่อัญมณีและเครื่องประดับมีมูลค่า 14,166.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 19.8%

ด้านตลาดส่งออกสำคัญ สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 47,144.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.1% คิดเป็นสัดส่วน 24.0% ของการส่งออกทั้งหมด ตามด้วยจีน มูลค่า 22,645.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.1% ญี่ปุ่น 13,186.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.9% อินเดีย 9,152.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.0% และสิงคโปร์ 9,132.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 74.0%

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภาพรวมครึ่งปีแรกถือเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการขยายตัวของสินค้าเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโอกาสของไทยในการเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ขณะเดียวกันตลาดส่งออกหลักหลายแห่งยังขยายตัวพร้อมกัน ทั้งสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และสิงคโปร์

“ตัวเลขครึ่งปีแรกสะท้อนชัดว่าการส่งออกของไทยในปีนี้ทำได้ดีกว่าปีก่อน โดย 6 เดือนแรกขยายตัวถึง 17.6% และเฉพาะเดือนมิถุนายนเติบโต 20.8% รัฐบาลจะเดินหน้ารักษาแรงส่งนี้ ทั้งการเปิดตลาดใหม่ ดูแลตลาดเดิม และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อให้รายได้จากการส่งออกกลับมาสู่ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ SMEs และเศรษฐกิจไทยให้มากที่สุด” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ไทยมีมูลค่าการค้ารวม 425,227.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.8% โดยมีการนำเข้ามูลค่า 228,485.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 38.0% และขาดดุลการค้า 31,744.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและสนับสนุนการส่งออกให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง

ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.16 น.

9 สิงหาคม 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับการอาชีวศึกษาไทย โดยมุ่งผลักดันระบบการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับโลกการทำงาน เพื่อสร้างแรงงานที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานยุคใหม่ ภายใต้แนวคิดที่ว่า “อาชีวะไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางหลัก” และเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยสร้างทั้งโอกาส รายได้ และความมั่นคงให้กับผู้เรียน

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวะและสายสามัญให้เข้าใกล้ตัวเลข 45 : 55 คือจำนวนผู้เรียนสายสามัญ 45% และ สายอาชีวศึกษา 55% จากเดิมที่เป็นสัดส่วน 70 : 30 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการผลิตบุคลากรสายวิชาการกับสายวิชาชีพ และผลิตแรงงานที่มีทักษะสูงให้ตรงกับความต้องการของตลาดเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับภาคเอกชน เพื่อกำหนดมาตรฐานสมรรถนะร่วมกันในสาขาเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะตรงกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมทั้งจะผลักดันให้ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ปรับบทบาทเป็นผู้นำด้านทุนมนุษย์ สามารถวิเคราะห์แนวโน้มตลาดแรงงานและสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลยังสนับสนุนระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ เพื่อเปิดทางให้ผู้เรียนสะสมประสบการณ์จากการทำงาน นำไปเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้ รวมถึงดูแลกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ให้สามารถเรียนไป ทำงานไป และมีรายได้ควบคู่กัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาทักษะและยกระดับคุณภาพชีวิต

หมอตุลย์ จ่อร้องนายกฯ 11 ส.ค.นี้ จี้ลุยสอบเพิ่มปมทุจริตสอบ กสถ. ชี้คนผิดยังลอยนวลเพียบ

หมอตุลย์ จ่อร้องนายกฯ 11 ส.ค.นี้ จี้ลุยสอบเพิ่มปมทุจริตสอบ กสถ. ชี้คนผิดยังลอยนวลเพียบ

หมอตุลย์ จ่อร้องนายกฯ 11 ส.ค.นี้ จี้ลุยสอบเพิ่มปมทุจริตสอบ กสถ. ชี้คนผิดยังลอยนวลเพียบ

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

9 สิงหาคม 2569 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และอาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 11 สิงหาคมนี้ ตนจะเดินทางไปยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีการทุจริตสอบของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าเรื่องดังกล่าวจบลงและดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่ตนมองว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ ดังนี้

1. การสั่งสอบวินัยไม่ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด : กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงต่อ นายธีรุตม์ ศุภพิพัฒน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, นายธนนท์ พรรพีภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และผู้อำนวยการกอง อีก 3 คน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสอบครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 โดยมีอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหลายท่าน, รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอีกหลายท่าน และผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นบางท่าน ซึ่งบางส่วนยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ขณะที่บางส่วนย้ายออกไปแล้ว และมีหลายคนเกี่ยวข้องกับการจัดทำ TOR (ข้อกำหนดและขอบเขตของงาน)

แม้ นายธีรุตม์ ศุภพิพัฒน์ จะเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เพียง 3 สัปดาห์ก่อนการสอบ ซึ่งจะต้องถูกตรวจสอบอย่างแน่นอน แต่การที่ผู้เกี่ยวข้องอีกหลายคนยังไม่ถูกดำเนินคดีทางวินัย นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงต้องสั่งการให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วนทุกราย

2. จี้สอบข้าราชการในคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) : นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ทั้งหมด 18 คน ในจำนวนนี้มีบุคลากรที่รับราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยรวมอยู่ด้วย ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงต้องสั่งสอบสวนทางวินัยข้าราชการกลุ่มดังกล่าวเพิ่มเติมด้วย แม้ว่าทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะได้บรรจุรายชื่อบุคคลเหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่ต้องถูกไต่สวนแล้วก็ตาม