โสภณ สั่งตั้ง คกก.สืบหาข้อเท็จจริง ปมเรียกรับ 5 แสน แลกเข้าหลักสูตร ปปร.30 ลามโยงเลขาฯพระปกเกล้า ยันไม่นิ่งนอนใจ-ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

24 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

24 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า ให้สัมภาษณ์กรณีมีการเรียกรับเงินจำนวน 500,000 บาท ผ่านการเข้าศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 30 (ปปร.30) ของสถาบันพระปกเกล้า โดยมีการเชื่อมโยงไปถึงเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าว่า ได้รับทราบแล้วที่มีการกล่าวหาไปยังเลขาฯสถาบันพระปกเกล้า เรื่องนี้พอเกิดขึ้นตนได้เคยให้มีการชี้แจงไปแล้ว แต่พอเป็นกระแสข่าวออกมาแบบนี้ ตนในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า ก็คงจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง เพื่อพิสูจน์ความจริงต่อตัวของเลขาฯสถาบันพระปกเกล้า และเป็นการรักษาภาพพจน์ของสถาบันพระปกเกล้า ที่ถือเป็นสถาบันฯที่ใช้ชื่อของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน สมมติว่าหากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง เราก็รับไม่ได้ แต่ต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ทั้งนี้ ตนได้แจ้งเลขาฯสถาบันพระปกเกล้าไปแล้วว่าให้เคลียร์ตัวเอง เราจะได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงที่มีความน่าเชื่อถือไปตรวจสอบ

“ตั้งแต่ที่เกิดเรื่อง ผมได้ให้เลขาฯสถาบันพระปกเกล้าชี้แจงในที่ประชุมของสถาบันพระปกเกล้า ท่านก็ชี้แจงด้วยวาจาว่าเรื่องนี้เกิดจากความเข้าใจผิด แล้วก็มีเอกสารถอนแจ้งความมาให้ผมดูก็รับฟังได้ระดับหนึ่งว่าในเมื่อมีเอกสารส่งมาเราก็ดู แต่มันยังเป็นการชี้แจงฝ่ายเดียว ดังนั้นการสอบหาข้อเท็จจริงก็จะดำเนินการให้เร็ว” นายโสภณ กล่าว

เมื่อถามว่า หากท้ายที่สุดข้อมูลที่ออกมาเป็นจริง ทางเลขาฯสถาบันพระปกเกล้าต้องพ้นจากตำแหน่งเลยหรือไม่ นายโสภณ ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า หัวเราะก่อนกล่าวว่า “โอ้ย อย่าเพิ่งไปคาดอะไร ต้องดูก่อน ต้องให้ความเป็นธรรม การจะทำอะไร ถ้าเรามีธงในใจมันจะไม่สามารถให้ความเป็นธรรมได้ ก็ต้องอยู่ที่คณะกรรมการไปตรวจสอบมา เรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะเป็นสถาบันฯที่เราเคารพนับถือ อย่างสถาบันฯแบบนี้ถ้าไม่มีธรรมาภิบาล คงขาดความน่าเชื่อถือ”

เมื่อถามว่า ที่มีการให้เลขาฯสถาบันฯ ชี้แจงก่อนหน้านี้มันไม่ชัดเจนเพียงพอต่อการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ตอนนั้นตนเห็นในสื่อและมีคนส่งข้อมูลให้ดู ตนในฐานะประธานก็ไม่นิ่งนอนใจ เราปฏิบัติตามหลักของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พอเกิดเรื่อง ก็ให้ชี้แจง แต่พอเป็นข่าวขึ้นมาอีกในช่วง 2 – 3 วันนี้ เราจะให้ชี้แจงอีกมันไม่ได้แล้ว มันข้ามขั้นตอนแล้ว ก็ตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง หากผลออกมาพบว่าผิด ตามหลักของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ลงโทษทางวินัย มันก็เป็นไปตามขั้นตอน

เมื่อถามถึงกรอบระยะเวลาการสอบสวนข้อเท็จจริง นายโสภณ กล่าวว่า ต้องฟังเสียงคณะกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าก่อนที่ตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุม เมื่อถามต่อว่าในระหว่างการสอบข้อเท็จจริง ทางเลขาฯ สถาบันพระปกเกล้า จะยังสามารถปฏิบัติหน้าได้ปกติหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ยังไม่สอบ เป็นการสืบหาข้อเท็จจริง มีมูลก็สอบ มันมีลำดับราชการอยู่ ถ้าคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริง สืบมามีมูล กรรมการที่จะสอบบางทีก็ไม่สอบ เขาเอาผลของคณะกรรมการสืบฯ มาดำเนินการก็ได้

เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเสนอชื่อผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีเส้นสายมากกว่าพิจารณาจากคุณสมบัติ จะต้องตรวจสอบด้วยหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบ ก่อนหน้านี้ตนไม่รู้เป็นอย่างไร แต่ตอนที่ตนเข้ามารับตำแหน่ง และให้นโยบายต่อสถาบันพระปกเกล้า ตนก็บอกว่า เราเข้าใจว่าการเรียนร่วมกันของสถาบันฯมีทั้งสร้างคอนเนคชั่น หรืออะไรก็ตาม แต่สิ่งสำคัญคือการนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ทั้งกับภาคเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐ แล้วตนยังให้นโยบายว่า ถ้าใครก็ตามที่เป็นข้าราชการแล้วไปเรียน หากไม่ไปลงชื่อเรียนตามเวลาที่หลักสูตรกำหนด ตนไม่อนุญาตให้ซ่อม เพราะเอาเงินราชการไปเรียน แล้วไม่ไปเรียนตามนั้น แล้วก็มาซ่อมให้มันจบ ตนไม่อนุญาต ก่อนหน้านี้เขาให้ซ่อม แต่ในยุคตน ไม่ให้ซ่อม ก็จริงจัง

นักบริหารระดับสูง,ปปร30,โสภณซารัมย์,ประธานรัฐสภา,สถาบันพระปกเกล้า,

โสภณ ลงตรวจความเรียบร้อยห้องอาหารก่อนเปิดประชุมสภาฯ เล็งจัดนิติบัญญัติพบสื่อ เดือนละครั้ง

24 สิงหาคม 2569 เวลา 14:28 น.

โสภณ ลงตรวจความเรียบร้อยห้องอาหารก่อนเปิดประชุมสภาฯ เผย ต้องทำให้คุณภาพ-ราคาไปด้วยกัน เล็งจัดนิติบัญญัติพบสื่อ เดือนละครั้ง

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินตรวจบริเวณห้องอาหารชั้น B2 เพื่อตรวจความเรียบร้อยก่อนเปิดสมัยประชุมสภาฯ โดยระหว่างเดินตรวจ ได้มีการทักทายพ่อค้าแม่ค้าที่เข้ามาขายอาหาร ซึ่งในวันนี้มีการจัดกิจกรรมธีมงานวัด ภายในห้องอาหาร เพื่อให้บุคลากรหรือผู้ที่มาใช้บริการร่วมกิจกรรม

นายโสภณ ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ในเมื่อสภาฯ ไม่ได้มีการจัดอาหารไว้สำหรับสส. ที่ผ่านมาตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากสส.ว่า อาหารมีความน่าสนใจน้อย รวมถึงเรื่องคุณภาพ ตนจึงลงมาดู เพื่อจะได้จัดอาหารที่มีคุณภาพ ส่วนเรื่องราคาก็เป็นไปตามคุณภาพของอาหาร เพื่อจะได้ถูกปากเพื่อนสมาชิก ส่วนหากสมาชิกท่านใดที่มีกำลังซื้อก็สามารถซื้อจากข้างนอกเข้ามาได้ แต่เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน เราก็ต้องจัดบริการอาหารให้มีคุณภาพ

นายโสภณ กล่าวว่า ส่วนบริเวณรอบสระมรกตที่มีการจัดงานต่างๆ และให้ร้านค้ามาออกบูธ ตนได้ไปเดินตรวจ ตอนนี้ตนกำลังให้ทำระเบียบขึ้นมาว่าการใช้สถานที่เราต้องใช้ให้เหมาะสม ส่วนอะไรที่พังเราต้องมีการบำรุงรักษาตลอด ส่วนเรื่องอะไรที่ต้องมีการปรับปรุงเมื่อสร้างแล้ว เราก็ต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้เกิดประโยชน์

จากนั้นนายโสภณ ได้เดินมาตรวจความเรียบร้อยที่ห้องสื่อมวลชน โดยได้ระบุเพิ่มเติมว่า อาจจะมีการจัดกิจกรรมให้ฝ่ายนิติบัญญัติพบสื่อ เช่น ประธาน รองประธาน หรือแม้กระทั่งเพื่อนสมาชิก โดยคาดว่าเดือนละครั้ง เป็นลักษณะการเสวนากัน

รัฐสภา, สภาฯ, แนวหน้าออนไลน์, โสภณ

ประธานสภาฯ เผยเร่งตั้งคนเหมาะสม ร่วมกรรมการนิรโทษกรรม ส่งนายกฯ ภายใน 2 วัน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 14:17 น.

24 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 (พ.ร.บ.นิรโทษกรรม) และประธานสภาต้องตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ว่า ตามมาตรา 4 (8) เป็นอำนาจของประธานสภา ในการเสนอชื่อบุคคลในองค์กรที่มีความชำนาญเรื่องการขจัดความขัดแย้งซึ่งเสนอได้ 1 รายชื่อ ขณะนี้ตนกำลังพิจารณารายชื่อผู้เหมาะสมเพื่อเสนอโดยเร็ว เพื่อให้กรรมการชุดนี้เดินหน้าทำงาน และใครที่เข้าองค์ประกอบได้รับการนิรโทษกรรมก็จะได้รับการนิรโทษกรรมโดยเร็ว แต่กำลังหาอยู่ว่าใครที่เป็นที่ประจักษ์ในองค์กรที่ขจัดความขัดแย้ง

เมื่อถามว่า มีการกำหนดคุณสมบัติไว้หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ตนเพิ่งให้ฝ่ายกฎหมายไปดูขอบเขต เพราะเราต้องตั้งตามที่กฎหมายให้อำนาจ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รายชื่อใน 1-2 วันนี้ และส่งรายชื่อไปถึงนายกรัฐมนตรีได้เลยโดยไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมสภาฯ

นิรโทษกรรม,คดีการเมือง,การเมืองไทย,

เสริมความพร้อมรบ! ทบ. ชง บิ๊กดุลย์ จัดหารถเกราะล้อยาง-ปืนใหญ่ M777-จรวด Himars ผุดศูนย์สงครามโดรน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 14:07 น.

“กองทัพบก“ ขอ ”บิ๊กดุลย์“ เสริมความพร้อมรบ จัดหา “รถเกราะล้อยาง-ปืนใหญ่ M777-จรวด Himars” พร้อมตั้ง “ศูนย์สงครามอากาศยานไร้คนขับ”

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 12.10 น.ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ร.ต. สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม และพล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวร่วมกัน ภายหลังที่ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมที่กองบัญชาการกองทัพบก พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปเรื่องบทบาทของกองทัพบก, ปัญหาข้อขัดข้องที่ต้องเผชิญ และต้องมีการปรับปรุงแก้ปัญหา ซึ่งกองทัพบกได้มีข้อเสนอในการเพิ่มเติมขีดความสามารถ เนื่องจากภัยคุกคามที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ เช่น ด้านยุทโธปกรณ์, ข่าวสาร, ระบบต่าง ๆ ที่กองทัพบกมีความต้องการ และการปรับกฎระเบียบข้อบังคับให้ทันสมัย รวมถึงงานด้านข่าวกรองที่ต้องร่วมมือกับนานาประเทศให้เกิดความทันสมัย ซึ่งกองทัพบกได้มีการหยิบยก การปรับปรุงโครงสร้างของหน่วย ที่เกี่ยวข้องกับอากาศยาน โดยให้มีการจัดตั้ง “ศูนย์สงครามอากาศยานไร้คนขับ” หรือ กองพันอากาศยานไร้คนขับ เพื่อสอดรับกับภารกิจ รวมถึงการจัดหายุทโธปกรณ์ เช่น ยานเกราะล้อยาง, อาวุธยิงสนับสนุน, ปืนใหญ่ M777, จรวด Himars โดยได้มีการแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรับทราบ

นอกจากนี้กองทัพบกได้มีการเสนอให้ปรับปรุงงบประมาณเพิ่มเติม ในเรื่องของการปรับปรับปรุงขีดความสามารถ การพัฒนาทั้งโครงสร้าง และกำลังพลให้กับกองทัพบก โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ให้แนวทางกับกองทัพบอกว่า การปฏิบัติการทหารตามพื้นที่หน้าแนวมีความสำคัญ แต่จะมีปัญหาเรื่องของสงครามข้อมูลข่าวสาร ที่มีการปฏิบัติภายในประเทศ หรือระหว่างประเทศ ซึ่งอยากเห็นการปรับปรุงพัฒนาขีดความสามารถในภาพรวม เป็นลักษณะการสร้างการรับรู้ผ่านช่องทางเดียว (Single Source) เช่นเดียวกับศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือ JIC เพื่อให้ประชาชนรับทราบ และติดตามต่อเนื่อง โดยไม่ให้หลงเชื่อข่าวทางโซเชียลมีเดีย และมีการพาดพิง ซึ่งอยากให้อ้างอิงจากแหล่งข่าวที่เป็นทางการเท่านั้น พร้อมเน้นการสื่อสารเชิงรุก

กองทัพบก, รถเกราะล้อยาง, วินธัย สุวารี

ผบ.ทบ.ขันน็อต‘การข่าว’หลังป่วนใต้กว่า 50 จุด ด้าน โฆษก ทบ. ยันข่าวกรองไม่ได้ล้มเหลว

24 สิงหาคม 2569 เวลา 13:58 น.

“ผบ.ทบ.” สั่งปรับปรุงงานด้านการข่าว หลังป่วนใต้กว่า 50 จุด ด้าน “โฆษก ทบ.“ ยันข่าวกรองไม่ได้ล้มเหลว แค่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ เหตุไม่ได้ก่อเหตุในพื้นที่ชุมชุน-เพ่งเล็ง เชื่อเป็นปฏิบัติการหวังผลทางจิตวิทยาให้สังคมกดดันเจ้าหน้าที่ เข้าทางผู้ก่อเหตุ ปัดข่าวเฮลิคอปเตอร์ยิงประชาชน ชี้หลักยุทธวิธีทำไม่ได้ในเวลากลางคืน ชี้ที่ผ่านมามีการปั่นข่าวมาโดยตลอด เผยทุกเหตุการณ์ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้อง BRN

วันที่ 24 สิหาคม 2569 เวลา 12.10 น.ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ร.ต. สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม และพล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวร่วมกัน ภายหลังที่ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมที่กองบัญชาการกองทัพบก ถึงกรณีเกิดเหตุความสงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ติดตามสถานการณ์ภาคใต้มาโดยตลอด พร้อมกำชับให้สืบสวนข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่บิดเบือน โดยได้กำชับให้รีบออกมาแก้ไข เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ เช่นการกล่าวหาการปฏิบัติการของกองทัพ ที่อ้างว่า มีการใช้อาวุธบนเฮลิคอปเตอร์ยิงประชาชน ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว โดยกระทรวงกลาโหมจะทำหน้าที่สนับสนุนกองทัพภาคต่าง ๆ

พล.ต. วินธัย กล่าวเสริมว่า พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการบิดเบือนข่าวสารมาโดยตลอด หรือที่เรียกว่าการปั่นข่าว เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งในช่วงหลังกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ปรับวิธีการสื่อสาร ซึ่งกรณีเหตุการณ์การก่อเหตุกว่า 51 จุด ในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวพร้อมกันในหลายพื้นที่ และไม่ได้มีความรุนแรง หรือเป้าประสงค์ต่อชีวิตประชาชน แต่เป็นการปฏิบัติ เพื่อหวังผลทางจิตวิทยา โดยใช้การสื่อสาร ซึ่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการสู้รบ ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย และข่าวสาร ซึ่งยอมรับว่า ในช่วงเกิดเหตุค่อนข้างวุ่นวาย และมีความเคลื่อนไหวของคนจำนวนมาก ในขณะที่เจ้าหน้าที่ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็ลงพื้นที่ไปแก้ไขสถานการณ์ ดังนั้นความเห็นที่ไม่ตรงกันอาจเกิดขึ้นได้ และส่วนใหญ่เป็นการให้ข้อมูลโดยไม่ได้ตรวจสอบ เช่น การพูดของระดับฝ่ายการเมือง

พล.ต. วินธัย ยังย้ำว่า เฮลิคอปเตอร์ไม่ได้ถูกออกแบบ มาใช้กับเป้าหมายที่มีลักษณะเช่นนั้น เนื่องจากมีการเคลื่อนที่เร็ว และเป็นช่วงเวลากลางคืน ซึ่งทัศนวิสัยการมองเห็นเป็นไปไม่ได้ หากเห็นตามภาพยนตร์ ก็จะมีการใช้เฮลิคอปเตอร์ในลักษณะกับเป้าหมายเป็นกลุ่มมากกว่า เช่น การคุ้มกัน ซึ่งตามหลักยุทธวิธีไม่ใช่อยู่แล้ว

นอกจากนี้การใช้กำลังพลของกองทัพบก ในการสนับสนุนภารกิจของ กอ.รมน. อยู่ในกรอบ และกติกาทุกอย่าง และเป็นสากล ซึ่งการใช้อาวุธเป็นไปได้ยาก ยกเว้นมีการใช้อาวุธต่อเจ้าหน้าที่ ส่วนการติดตามผู้ก่อเหตุนั้น อยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ และมีความคืบหน้าพอสมควร

ส่วนที่มีการมองกันว่า การก่อเหตุคืนเดียว กว่า 51 จุด เจ้าหน้าที่หายไปไหนหมด พล.ต. วินธัย กล่าวว่า หากเปรียบเทียบพื้นที่กับจำนวนเจ้าหน้าที่ แล้วนำมาหารเฉลี่ย ก็ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นหลักทั่วไปของ กอ.รมน. ต้องใช้ควบคู่กับงานด้านการข่าว และงานด้านการข่าวปัจจุบันก็ยังสามารถทำได้ แต่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะการก่อเหตุส่วนใหญ่ไม่ใช่พื้นที่ชุมชน และส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่พื้นที่เพ่งเล็งสูง ต้องดูว่า แผนทางยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ทหาร, ตำรวจ และฝ่ายปกครองได้กำหนดพื้นที่ไว้อย่างไร ซึ่งจะมีความเข้มข้นในการดูแลแตกต่างกัน แต่เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวมีแนวโน้มก่อกวนมากกว่า โดยการเน้นให้มีจำนวนการก่อเหตุให้มาก เพื่อนำสิ่งที่เกิดขึ้นในการเป็นขวัญ และกำลังใจของวัยรุ่น ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องชีวิต เพราะเป็นลักษณะการเผาทำลายทรัพย์สิน เพื่อต้องการให้มีสัญลักษณ์เหล่านี้เกิดขึ้น และการก่อเหตุดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำได้ด้วยจำนวนพื้นที่ที่เยอะมาก และเรื่องพื้นที่ที่ไม่มีความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งยังไม่ใช่พื้นที่ที่ถูกเพ่งเล็ง เช่น การทำลายเสาไฟฟ้า ซึ่งมีเป็นแสนต้น

พล.ต. วินธัย ยังระบุถึงข้อกังขาการข่าวในพื้นที่มีปัญหาว่า การข่าวมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นที่ และการข่าวในระบบ ซึ่งการก่อเหตุในลักษณะอย่างนี้ ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า จะต้องเพิ่มการข่าว ในระดับเหตุการณ์เล็ก ๆ ซึ่งการทำงานของหน่วยข่าวมีลักษณะสอดประสานกัน ข้อมูลทางด้านการข่าวถือว่า มีประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ประชาคมข่าว เพราะจะเห็นการบูรณาการทางด้านการข่าวมากที่สุด และเชื่อว่า ไม่น่าจะใช่ระบบการข่าวสั่นคลอน ซึ่งเรียกว่า แยกกันทำ แต่รวมกันคิด

พล.ต. วินธัย กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า การข่าวยังไม่แม่นนั้น หากพิจารณาเขาต้องการที่จะก่อเหตุทุกวัน แต่อาจทำได้แค่วันเดียว หรืออาจจะเกิดจากความไม่พร้อม ซึ่งก็ยังมองยาก แต่โดยลักษณะการปฏิบัติที่เกิดขึ้นยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรู้ได้ทั้งหมดจากงานทางด้านการข่าว ซึ่งในแต่ละจังหวัดมีหลายพื้นที่ และในแต่ละพื้นที่ก็มีหลายอำเภอ ซึ่งมีจำนวนมาก แต่จังหวัดนราธิวาส ถือเป็นจังหวัดที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากที่สุด พร้อมยอมรับว่า เจ้าหน้าที่มีไม่พอเพียง โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน

พล.ต. วินธัย ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นเจ้าหน้าที่รัฐ และขอยืนยันว่า งานด้านการข่าวไม่ได้ล้มเหลว ซึ่งความพยายามของผู้ก่อเหตุมีค่อนข้างสูง เพราะรู้ว่า คำถามเหล่านี้จะย้อนกลับไปที่เจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้สังคมกดดันเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้แนวทางการแก้ไขปัญหาเข้าทางฝ่าย แต่สถานการณ์ในภาพรวมจากสถิติยังดีอยู่ การสูญเสียชีวิตทรัพย์สิน หากเทียบกับอดีต ถือว่า มีการพัฒนาที่ดีขึ้น

ในขณะที่ พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มีการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์โดยตลอด และได้เน้นย้ำในเรื่องงานด้านการข่าว ให้มีการปรับปรุงเพิ่มขีดความสามารถให้มากขึ้น และเพิ่มมาตรการการคุ้มครองความปลอดภัย

พล.ต. วินธัย กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ส่วนใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการ BRN

ด้าน พล.ร.ต. สุรสันต์ กล่าวเสริมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการประสานการทำงานของกลุ่มผู้ก่อเหตุ ที่ทำให้เกิดการสอดรับพร้อม ๆ กัน และมีในเรื่องของวัตถุประสงค์ซ่อนเร้น โดยไม่มุ่งเอาชีวิตประชาชน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า วัตถุประสงค์คืออะไร แต่การทำงานเป็นขบวนการ และต้องสาวให้ลึกว่า สาเหตุหลักในการก่อเหตุต้องการอะไร

3จังหวัดชายแดนใต้, ข่าวกรอง, ชายแดนใต้

เลขาฯ สมช. คาด เหตุป่วนใต้ ตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ ไม่ฟันธง BRNใหม่ เอี่ยว

24 สิงหาคม 2569 เวลา 13:48 น.

“เลขาฯสมช.” ชี้เหตุป่วนใต้ล่าสุดเกิดจากกลุ่มในพื้นที่โต้รัฐปราบเข้ม ไม่ฟันธง “BRNใหม่” เอี่ยว ชี้ มีปัจจัยแทรกซ้อน-เรื่องท้องถิ่นผสม บอก “มาเลฯ” เข้มชายแดนอยู่แล้ว มั่นใจพร้อมดูแลความปลอดภัยประชุม ครม.สัญจร สงขลาปลายเดือนนี้

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 11.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า วันนี้ได้มีการประเมินสถานการณ์ภาคใต้ ซึ่งขณะนี้กองทัพภาคที่ 4 ดำเนินการขับเคลื่อน ภารกิจ และพิสูจน์ทราบกลุ่มที่มาก่อเหตุ

เมื่อถามว่าจะมีการอุดช่องโหว่ไม่ให้มีการก่อเหตุได้อย่างไรบ้าง นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า กำลังควบคุมและดูแลสถานการณ์ ตั้งแต่วันแรกที่มีเหตุความไม่สงบ และมีการวางเป้าหมาย เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนเป็นหลัก เพราะเรื่องดังกล่าวกระทบกับประชาชนโดยตรง ทั้งร้านค้า และที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดบ่อยครั้ง เกิดจากปัจจัยอะไร นายฉัตรชัย กล่าวว่า โดยพื้นฐานเหตุดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเกิดการก่อความไม่สงบหลายจุดมาแล้วหลายครั้ง ปีนี้เกิดมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งอาจจะเกิดจากกลุ่มผู้ก่อเหตุหรือคนในพื้นที่ ที่จะแสดงการตอบโต้ หรือแสดงสัญลักษณ์ต่อภาครัฐ ที่มีความเข้มข้นในการปฏิบัติการ จึงเป็นไปได้ที่ฝ่ายตรงข้ามจะตอบโต้ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาล ส่วนเรื่องจำนวนเหตุการณ์ ต้องแยกแยะไปดู ไม่ใช่ว่าวางเผากล่อง 1 กล่อง จะเป็นหนึ่งเหตุการณ์ จึงต้องประเมินเหตุการณ์ตรงนั้น ว่าหนักเบาอย่างไร จึงจะนับเป็นจำนวน หากจะนับว่าเผายางรถยนต์ 1 เส้น เป็นหนึ่งเหตุการณ์ ก็คงจะละเอียดมากเกินไป

ส่วนกังวลหรือไม่ ว่าจะมีการก่อเหตุในช่วงประชุมคณะรัฐมนตรี นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ที่จังหวัดสงขลาช่วงปลายเดือนนี้ นายฉัตรชัย ตอบว่าไม่กังวล มีความพร้อมที่จะดูแล ประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และทราบว่าผู้บัญชาการทหารบก กองทัพภาคที่ 4 ดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่

สำหรับเป้าประสงค์ในการก่อเหตุ เป็นการปลุกปั่นหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า หากสังเกตว่าจะไม่มีผู้เสียชีวิต มีเพียงทรัพย์สินเสียหาย หากนับจำนวน จะมีที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประมาณ 15 แห่ง ส่วนเหตุที่เหลือเป็นการวางเพลิง จึงต้องเป็นเรื่องที่ไปดูต่อว่า ใครทำอย่างไร และเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายกองทัพภาคที่ 4 กำลังดำเนินการอยู่

เมื่อถามว่าได้มีการประสานชายแดนไทย – มาเลเซียให้สกัดผู้ก่อเหตุ ที่อาจหลบหนีออกทางชายแดนหรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้ทราบว่าทางมาเลเซียเข้มข้นในการควบคุมคนเข้าออก ปิดท่าข้ามที่เป็นช่องทางธรรมชาติ จึงเชื่อว่าการก่อเหตุครั้งนี้ เป็นข้างในของเราเป็นคนข้างใน

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าเป็นกลุ่มเยาวชนของ BRN ใหม่ นายฉัตรชัย มองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องผสมผสานกัน คงต้องมีการไปดู กลุ่ม BRN คงไม่ถึงขนาดนั้น ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มภัยแทรกซ้อนมาเกี่ยวข้อง โดยสังเกตได้จากการวางเพลิง องค์การปกครองท้องถิ่น จึงเป็นจุดที่ต้องสืบสวนสอบสวน และวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาแต่ละแห่งที่เกิดขึ้น

นายฉัตรชัย ย้ำว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับ ให้ดูแลความสำคัญ และให้ความปลอดภัยกับประชาชนเป็นหลัก บังคับใช้กฎหมาย ให้เกิดความเป็นรูปธรรมโดยเร็วมากที่สุด

ส่วนการก่อเหตุมีมูลเหตุจากเรื่องการเมืองหรือไม่นั้น นายฉัตรชัย กล่าวว่า อาจจะเป็นการตอบโต้ ว่าพวกเขามีศักยภาพและขีดความสามารถ เหมือนที่กล่าวไปข้างต้น เนื่องจากการปราบปรามของภาครัฐที่เข้มข้น หลังมีโจมตีทหารพรานจนเสียชีวิต 5 นาย แต่ทั้งหมดนี้ จะไม่ไปเหมารวมกลุ่มขบวนการอย่างเดียว เพราะอาจจะมีภัยแทรกซ้อน เช่นเรื่องอาชญากรรม สิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ ซึ่งเราต้องตรวจสอบ ไม่ได้เหมาว่าเป็นกลุ่มBRNเพียงอย่างเดียว

ส่วนที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบอกว่า ทางการข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้าว่าจะมีการก่อเหตุนั้น นายฉัตรชัย กล่าวว่า เหมือนกับที่แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่าการข่าวอาจจะยากเหมือนกัน แม้ว่าทราบว่าจะมีการก่อเหตุ แต่วันและเวลา เป็นเรื่องที่ตรวจสอบยาก

เมื่อถามว่าจะมีการรับมือโดยดึงมวลชน เข้ามามีส่วนร่วมอย่างไร นายฉัตรชัยกล่าวว่า เบื้องต้นจะต้องใช้ขีดความสามารถของทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น รวมถึงข้อมูลการข่าว รวมถึงเรื่องชายแดน แม้ว่าเราจะทราบอยู่แล้ว ว่าเป็นเรื่องภายในประเทศ แต่เรื่องชายแดนและท่าข้ามต่างๆก็มีความสำคัญ พร้อมระบุว่ามี 3 ส่วนคือการข่าว ขีดความสามารถของการปฏิบัติ ของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง และเรื่องชายแดนต้องทำควบคู่กัน รวมทั้งการบูรณาการส่วนกลางและพื้นที่ เพื่อประสานข้อมูลในการแก้ไขปัญหา

ส่วนฝ่ายทหารต้องมีความเข้มข้นขึ้นหรือไม่ นายฉัตรชัย เชื่อว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทหารมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ และต้องมีการบูรณาการร่วมกันอย่างจริงจังมากขึ้น ที่ผ่านมา เป็นจังหวะพอดี ที่ฝ่ายเรามีความเข้มข้นในการปฏิบัติหน้าที่ ฝั่งโน้นเขาถึงต้องแสดงอะไรบางอย่างออกมา ซึ่งอาจจะมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่น พร้อมตั้งข้อสังเกต เหตุเกิดในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของท้องถิ่นด้วยหรือไม่

ชายแดน, ชายแดนใต้

เลขาฯป.ป.ท. แย้ม คิวต่อไป ลุยปฏิบัติการล้างขบวนการปืนเถื่อน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 13:22 น.

“เลขาฯป.ป.ท.” แย้ม คิวต่อไป ลุยปฏิบัติการล้างขบวนการปืนเถื่อน – กระสุนปืนเถื่อน ผนึกปกครอง-ตร. เล็งบังคับใช้กฎหมายเร็วๆ นี้ ลั่น ทุจริตออกบัตรสีชมพู สาวถึงใครส่งไปให้หน่วยงานที่มีอำนาจจัดการ

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 10.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการทุจริตนำชื่อของบุคคลต่างด้าวผิดกฎหมายไปสวมรอยใส่ในระบบทะเบียนราษฎรเพื่อออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ว่า ผู้ว่าฯกทม. และที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบแล้ว แต่ตนยังไม่เห็นว่า มีรายงานหรือรายละเอียดอย่างเป็นทางการ แต่อย่างน้อยจะเห็นว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจริงๆ ได้ลงไปดำเนินการแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องดี เป็นสิ่งที่สำนักงาน ป.ป.ท.ภายใต้การขับเคลื่อนของนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายและมอบมาโดยตลอดว่า จริงๆ แล้วเราต้องลงไปขับเคลื่อนให้หน่วยงานที่มีอำนาจและหน้าที่เข้าไปดำเนินการ

เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวว่า ในส่วนของการตรวจสอบเส้นทางการเงินเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เรื่องนี้มีเรื่องของเส้นทางการเงินอยู่แล้ว ซึ่งถ้า ป.ป.ท.หรือ กทม. หรือตำรวจ มีข้อมูลเราจะส่งให้ ปปง.ไปดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า เจ้าหน้าที่ระดับเขตอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ท.ใช่หรือไม่ นายภูมิวิศาล กล่าวว่า ในบางระดับอยู่กับ ป.ป.ท. เมื่อถามย้ำว่า มีเหนือกว่าระดับข้าราชการหรือไม่ นายภูมิวิศาล กล่าวว่า ที่เราตรวจสอบขณะนี้ยังไม่พบ ซึ่งวันนี้กระบวนการพึ่งเริ่ม ถ้าไปถึงใครก็แล้วแต่จะส่งไปหน่วยงานที่มีอำนาจและหน้าที่ ถ้าเป็นอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะส่งไปที่ ป.ป.ช. แต่ถ้าอยู่ในอำนาจ ป.ป.ท.เราก็จะดำเนินการเองได้

เมื่อถามว่า นอกจากพื้นที่ กทม. มีการพบพฤติกรรมแบบนี้ในต่างจังหวัดอีกหรือไม่ นายภูมิวิศาล กล่าวว่า วันนี้เป็นการขยายผลจากที่เราได้ดำเนินการไปแล้ว และบังเอิญมามีข้อมูลตรงกับข้อมูลของ กทม. และ กทม.ได้รับลูก โดยที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.ลงไปดำเนินการตรวจสอบ เท่าที่ตนได้ฟัง ท่านได้ไปดำเนินการ ซึ่งท่านคงมีข้อมูลมาระดับหนึ่งแล้วที่ไปตรวจพบ แต่ในรายละเอียดตนไม่ทราบ ต้องรอให้ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.เป็นผู้แถลง

เมื่อถามว่า มีการโยงไปถึงเรื่องพ่อทิพย์ด้วยใช่หรือไม่ นายภูมิวิศาล กล่าวว่า เกี่ยวข้องกันหมด ตนอยากให้มองว่า วันนี้รัฐบาลมีแนวนโยบายที่ชัดเจนว่า หากการกระทำทุจริตไปเกี่ยวข้องกับความมั่นคง สำนักงาน ป.ป.ท.จะต้องลงไปบังคับใช้กฎหมาย และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชัดเจน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลดำเนินการปราบปรามการทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น และขบวนการการทุจริตนำ บัตรสีชมพู จากนี้จะมีการดำเนินการเรื่องใดอีกบ้าง นายภูมิวิศาล กล่าวว่า มี อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทุจริต นโยบายของนายกฯชัดเจน โดยนายกฯมอบหมายให้นายภราดรให้ลงมากำกับ เพราะฉะนั้น ทุกเรื่องเราจะรายงานเมื่อได้พบเห็นอะไรก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการทุจริตและเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศไทยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เราจะไม่เพิกเฉย จะดำเนินการด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะหลังจะเห็นเรื่องบัตรสีชมพู ทุจริตสอบท้องถิ่น และวันนี้ไม่อยากบอกว่า มีเรื่องของอาวุธปืนที่เราต้องลงไปตรวจสอบ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามดำเนินการ

เมื่อถามย้ำว่า เรื่องปืนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการล้างปืนเถื่อนเมืองสองแคว หลังพบอาวุธปืนหายจากระบบ มีแต่ใบอนุญาตให้ซื้อหรือ ป.3 แต่ไม่มียื่นขอใบ ป.4 มากสุดในประเทศถึง 2,255 กระบอกหรือไม่ นายภูมิวิศาล ยอมรับว่า ใช่ ถูกต้อง ส่วนเรื่องของความเสียหายอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ยังไม่อยากลงไปในรายละเอียด

เมื่อถามว่า เรื่องปืนทำกันเป็นขบวนการใช่หรือไม่ นายภูมิวิศาล กล่าวว่า เวลาเราพูดว่า เป็นขบวนการดูแล้วค่อนข้างที่จะน่ากลัว เอาเป็นว่า เรื่องนี้เป็นความผิดของบุคคลที่มีอำนาจและหน้าที่ในการออกใบอนุญาต เขาอาจจะไปใช้อำนาจและหน้าที่ของเขาในการไม่ควร หรือผิดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ หรือสรรหาผลประโยชน์ที่ไม่ควรได้ แต่การที่เขาทำแบบนั้นมันส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศมาก ปืนจึงมีจำนวนมาก ไม่รวมถึงกระสุนปืนอีก สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ท. ลงไปขับเคลื่อนร่วมกับกรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเร็ววันนี้คิดว่า น่าจะมีการเข้าบังคับใช้กฎหมาย เมื่อถามย้ำว่า ทำให้ได้เห็นช่องโหว่ที่ผ่านมาเลยใช่หรือไม่ว่า กลไกและขบวนการเหล่านี้ทำกันมานานแล้ว นายภูมิวิศาล ยอมรับว่า ใช่

อาวุธปืน, ใบป.3

ปิดฉาก 10 ปี! ‘พุทธิพงษ์’เผยความในใจ คดีความจบด้วยดี ลั่นอุดมการณ์ยังอยู่ พร้อมก้าวใหม่ หลังนิรโทษกรรมพ.ร.บ.บังคับใช้

24 สิงหาคม 2569 เวลา 12:27 น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงวันนี้ กว่าสิบปีของการเดินทางที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและบททดสอบมากมาย

เราเคยยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้อง
เคียงข้างประชาชนเป็นล้าน ๆ คน
ด้วยความมุ่งมั่น ความเข้มแข็ง และความอดทน

ตลอดเส้นทาง มีทั้งวันที่ดีและวันที่หนักหนาที่สุด
ต้องเผชิญกับคดีความ ความไม่เป็นธรรม
และหลายสิ่งที่เราไม่อาจเลือกได้

แต่วันนี้…เรื่องราวเหล่านั้นได้เดินทางมาถึงบทสรุปด้วยดี

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมเลือกที่จะไม่จดจำด้วยความขมขื่น แต่เลือกที่จะขอบคุณทุกๆประสบการณ์และทุกๆบททดสอบ
เพราะทั้งหมดได้หล่อหลอมให้เราเข้มแข็งขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น และทำให้รู้คุณค่าของคนที่ไม่เคยทอดทิ้งกัน

ขอบพระคุณทุกกำลังใจ
ขอบคุณครอบครัว เพื่อนๆ พี่น้อง และทุกคนที่ยืนเคียงข้างกันมาตลอด
ผมไม่เคยลืมว่า เราเคยผ่านวันหนัก ๆ มาด้วยกัน

วันนี้ บทหนึ่งของชีวิตได้จบลงแล้ว
และบทใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้น

สิ่งที่ผ่านมาไม่ใช่บาดแผลที่จะฉุดรั้งเราไว้
แต่จะเป็นบทเรียนและพลัง
ให้เรากลับมายืนอย่าง มั่นคง เข้มแข็ง และสง่างามกว่าเดิม

อุดมการณ์และความเชื่อในสิ่งที่ถูกต้องยังคงอยู่
จากวันนี้…เราจะก้าวต่อไป
ด้วยสติ ด้วยความเข้าใจ และด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

ขอบคุณทุกเรื่องราวที่ผ่านมา
และขอบคุณทุกคนที่ยังคงอยู่เคียงข้างกัน
#เคียงบ่าเคียงไหล่
#พลังเริ่มต้นใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การโพสต์ครั้งนี้ เกิดหลังจาก พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งผู้ที่ถูกดำเนินคดีในความผิดทางการเมืองจะไ้ด้รับการนิรโทษกรรม

พุทธิพงษ์, อุดมการณ์ยังอยู่

ชงครม.เคาะงบกลาง เยียวยา น้ำท่วมน่าน 9,000 บาท ส่วนงบซ่อมแซม ยึดเกณฑ์ ปภ.

24 สิงหาคม 2569 เวลา 12:12 น.

“ภราดร”คาด“เจเศรษฐ์”ชง”นายกฯ”ลงนามงบกลาง เยียวยาน้ำท่วมน่านเบื้องต้น 9 พันบาท นำเข้าครม.อังคารนี้ ส่วนซ่อมแซมบ้าน ใช้หลักการเดิม ย้ำเร่งรัดเยียวยาเร็วที่สุด

เมื่อเวลา 09.10 น.วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมจ.น่านว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ลงพื้นที่จ.น่าน ทันทีหลังจากกลับจากปฏิบัติราชการต่างประเทศ โดยได้พบกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และนายนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ซึ่งทั้ง 2 ท่านที่อยู่ในพื้นที่และได้รายงานสถานการณ์กับนายกฯ แล้ว

นายภราดร กล่าวว่า ที่ผ่านมาบนสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ จะพยายามเร่งรัดการเยียวยาประชาชนให้เร็วที่สุด โดยเงินเยียวยาเบื้องต้นคือ 9 พันบาท ตนเชื่อว่าขณะนี้ในนายเจเศรษฐ์ ซึ่งกำกับดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กำลังเร่งรัดกระบวนการ ซึ่งเข้าใจว่าถ้าไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน วันที่ 24 ส.ค. จะมีการเสนอนายกฯลงนาม ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 25 ส.ค. เพื่ออนุมัติงบกลางในการเยียวยาประชาชนในส่วนนี้

นายภราดร กล่าวว่า สำหรับการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต จำนวน 3 ราย จะมี 2 ส่วนคือ 1.การขออนุมัติงบกลาง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)จะทำเรื่องขึ้นมา และ2.กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี โดยได้พูดคุยกับปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ถึงหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า ผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยจะได้รับช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีเสียชีวิต ได้แก่ ค่าจัดการศพ 50,000 บาทและเงินทุนเลี้ยงชีพ 30,000 บาท(หากบุตรมีอายุไม่เกิน 25 ปี เพิ่มอีก 5 หมื่นบาท) โดยผู้เสียชีวิตจะได้เงินเยียวยาโดยรวมแล้วประมาณ 3 กว่าแสนบาท

เมื่อถามว่า มีหลักเกณฑ์ในการเยียวยาซ่อมแซมบ้านเรือนอย่างไร นายภราดร กล่าวว่า สำหรับเกณฑ์การเยียวยาซ่อมแซมบ้านเรือนก็จะเป็นเกณฑ์ของปภ.เดิม อาจจะต้องใช้เวลามากกว่าการเยียวยาเบื้องต้น 9 พันบาท เพราะจะต้องมีการไปสำรวจบ้านเรือน เพื่อดูความเสียหายว่า เสียหายแบบไหน ซึ่งในรายละเอียด ตนไม่แน่ใจว่ามีหลักเกณฑ์อะไรบ้าง แต่กระบวนการและขั้นตอน ท้องถิ่นและปภ.จะลงสำรวจพื้นที่จริงและดูสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น

งบกลาง, น้ำท่วมน่าน

นายกฯ เรียกหน่วยงานมั่นคง หารือเหตุชายแดนใต้ ถกเครียด หลังถูกวิจารณ์การข่าวล่าช้า

24 สิงหาคม 2569 เวลา 11:34 น.

“นายกฯ” เรียก หน่วยงานความมั่นคง หารือ เหตุความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ถก เครียดหลังถูกวิจารณ์การข่าวล่าช้า

วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัญมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเรียกหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ขึ้นหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหลายจุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

โดยนายอนุทิน ได้เรียกนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ ๕ กอ.รมน.และ ผู้อำนวยการกองความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้และชนต่างวัฒนธรรม สมช.

สำหรับการพูดคุย คาดว่าจะมีการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการข่าวที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่มีความพร้อม รวมถึงการแจ้งการข่าวล่วงหน้าที่ค่อนข้างล่าช้า

ข่าวกรอง, ชายแดนใต้, นายก