เปิดสภาฯ วันแรกพร้อมเดือด สว.เปรมศักดิ์ ไล่บี้ นายกฯ มาตอบกระทู้เอง เร่ง แก้รัฐธรรมนูญ คลี่ปม ไอ้โม่ง อย่าปัดปัญหาไปมา

24 สิงหาคม 2569 เวลา 18:44 น.

เปิดสภาฯ วันแรกพร้อมเดือด สว.เปรมศักดิ์ ไล่บี้ นายกฯ มาตอบกระทู้เอง เร่ง แก้รัฐธรรมนูญ คลี่ปม ไอ้โม่ง อย่าปัดปัญหาไปมา เตือนประชาชนให้โอกาส รัฐบาล มามากแล้ว แต่ความอดทนมีขีดจำกัด

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2569 ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคมเป็นต้นไปว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นมากที่สุด คือความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อการตรวจสอบผ่านระบบรัฐสภา โดยเฉพาะการตอบกระทู้ของวุฒิสภา

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า วันประชุมวุฒิสภาตรงกับวันจันทร์ ขณะที่คณะรัฐมนตรีประชุมวันอังคาร จึงไม่ควรมีเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีจะหลีกเลี่ยงการมาตอบกระทู้ โดยเฉพาะเรื่องความเดือดร้อนเร่งด่วนของประชาชน หากถามนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็ควรมาตอบด้วยตัวเอง ไม่ใช่มอบรัฐมนตรีคนอื่นมาตอบแทนต่อกันไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเคยเกิดกรณีนายกรัฐมนตรีมอบรัฐมนตรีว่าการมาตอบ ก่อนรัฐมนตรีว่าการจะมอบรัฐมนตรีช่วยว่าการ และเมื่อรัฐมนตรีช่วยฯ ไม่ว่างก็เลื่อนกระทู้ออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า จนหมดสมัยประชุมและกระทู้ตกไป จึงไม่อยากเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก เพราะถือเป็นการไม่ให้ความสำคัญต่อระบบรัฐสภา โดยเฉพาะวุฒิสภาซึ่งทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบประเด็นปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตนขอเรียกร้องให้รัฐสภาเร่งขับเคลื่อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังสมัยประชุมที่ผ่านมา ประธานรัฐสภาระบุว่าจะรอร่างจากภาคประชาชน ขอตั้งคำถามว่ามีความจำเป็นต้องรอหรือไม่ หากกระบวนการรวบรวมรายชื่อประชาชนต้องใช้เวลานาน ก็ควรพิจารณาเดินหน้าในส่วนของสมาชิกรัฐสภาไปก่อน ทั้งนี้ พรรคการเมืองต่าง ๆ มีจุดยืนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว จึงควรเริ่มหารือถึงแนวทางและที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้งจำนวน ที่มา และอำนาจหน้าที่ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาเนื้อหารัฐธรรมนูญ เพราะหากปล่อยให้ล่าช้า ประกอบกับสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอน กระบวนการทั้งหมดอาจไม่ทันอายุของรัฐสภาชุดปัจจุบัน และสุดท้ายการแก้รัฐธรรมนูญอาจต้องสะดุดลงอีกครั้ง

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ใช้มาถึงประมาณ 9 ปีแล้ว ขณะที่หลายฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่ามีปัญหาหลายประการที่ควรได้รับการแก้ไข จึงอยากเห็นทั้ง สส.และ สว.เดินหน้าประเด็นนี้อย่างจริงจัง และผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในสมัยประชุมนี้ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปโดยเร็ว

เมื่อถามถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และอาจมีข้อกังวลว่ารัฐบาลจะเสียสมาธิจนกระทบต่อการมาตอบกระทู้วุฒิสภา นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องทำงานอย่างมืออาชีพ การตรวจสอบและการบริหารประเทศต้องดำเนินควบคู่กัน ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ ส่วนรัฐบาลมีหน้าที่แก้ไขและรับผิดชอบต่อปัญหาของประชาชนอย่างเต็มกำลัง

“เวลานี้ฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐใกล้จะขาดเต็มทีแล้ว รัฐบาลไม่ควรรอให้ฝ่ายค้านเปิดเวทีอภิปรายแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา เพราะหลายเรื่องสะสมมานาน พร้อมยกตัวอย่างประเด็นที่เคยมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการขึ้นราคาน้ำมันตั้งแต่ช่วงรัฐบาลเข้ารับตำแหน่ง รวมถึงประเด็นทุจริตการสอบท้องถิ่น ซึ่งสังคมยังตั้งคำถามถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง“ นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีเรื่องที่ประชาชนรอคำตอบอยู่หลายประเด็น รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจึงควรให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและประเด็นที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาสะสมจนเกินกำลัง เพราะหากกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ขึ้นมา ประชาชนอาจไม่ให้โอกาสอีก นอกจากนั้น ขอฝากถึงนายกรัฐมนตรีให้แยกแยะบทบาทของฝ่ายบริหาร ฝ่ายการเมือง และฝ่ายนิติบัญญัติให้ชัดเจน พร้อมรับฟังการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา โดยมองว่าประชาชนให้โอกาสรัฐบาลชุดนี้อย่างมาก แต่รัฐบาลต้องตอบกลับด้วยผลงานและการแก้ปัญหาที่จับต้องได้

“ประชาชนให้โอกาสรัฐบาลอย่างมาก แต่รัฐบาลต้องให้โอกาสประชาชนด้วย ไม่ใช่ปล่อยปัญหาสะสมหรือมุ่งตอบโต้เป็นหลัก การชี้แจงควรทำด้วยความสุภาพ เคารพความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน มากกว่าการตอบโต้หรือบิดเบือนประเด็น” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

ซักฟอก, รัฐสภา, เปรมศักดิ์, แนวหน้าออนไลน์

นายกฯ ถก ฝ่ายความมั่นคง-วันนอร์ แก้ปัญหาไฟใต้ ก่อนประชุมครม.พรุ่งนี้

24 สิงหาคม 2569 เวลา 18:07 น.

นายกฯ ถก ฝ่ายความมั่นคง-วันนอร์ แก้ปัญหาไฟใต้ ก่อนประชุมครม.พรุ่งนี้ เตรียมนำภาพรวม-ความเห็นหลายฝ่ายมาพิจารณา คาดได้แนวทางแก้ปัญหาในทิศทางที่ดี

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เดินทางเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย บนตึกไทยคู่ฟ้า โดยนายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวก่อนเข้าพบนายกฯว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกหารือถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคง

ทั้งนี้การหารือใช้เวลาหารือเกือบ 1 ชั่วโมง โดยเป็นการหารือถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในวันที่ 25 ส.ค.ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะพูดคุยกับนายวันมูหะมัดนอร์ และฝ่ายความมั่นคงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอีกครั้งก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะมีการพูดคุยทั้งเรื่องสถานการณ์พื้นที่ภาคใต้ วิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากเหตุอะไรและจะทำอย่างไรในการแก้ไขปัญหา โดยจะได้ข้อสรุปว่าจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร และจะนำภาพรวม ความคิดเห็นจากหลายฝ่ายมาพิจารณา ซึ่งน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดี

ความมั่นคง, ชายแดนใต้, นายกฯ, ประชุมครม., วันนอร์

จับตา! 28 ส.ค. ชี้ชะตาคดีฮั้ว สว. เผย กกต.ปิดสำนวนแล้ว เปิด 7 ข้อกล่าวหาการบ้านให้แต่ละคนเขียนมติ ก่อนขานคะแนนฟันผิดรายคน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 18:01 น.

24 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการประชุมพิจารณาสำนวนฮั้วเลือก สว.เสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ในต้นสัปดาห์นี้ กกต.ไม่มีนัดประชุม ประกอบกับเนื่องจากมี กกต.บางคนติดภารกิจ ขณะเดียวกันก็เพื่อให้ กกต.แต่ละคนได้นำประเด็นที่เจ้าของสำนวนได้รายงาน ข้อซักถาม ข้อสังเกตของ กกต.เกี่ยวกับสำนวน ความผิดของผู้ถูกกล่าวหา และข้อกฎหมายไปพิจารณาและเขียนมติของตนเอง ก่อนที่จะมาขานมติกันในการประชุมวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.นี้ เวลา 13.00 น.ตามที่ได้แจ้งนัดหมาย

ทั้งนี้ กกต.ได้ตั้งข้อหาในการพิจารณาสำนวนรวม 7 ข้อหา ที่เกี่ยวข้องกับความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.และมาด้วยกันได้มาซึ่ง สว.ดังนี้

1.กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือไม่

2.ผู้สมัครยินยอมให้กรรมการบริหารพรรค การเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา76 วรรคสอง หรือไม่

3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด คือ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่ออกตามมาตรา 70 และมาตรา 36 หรือไม่

4.มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77(1) หรือไม่

5.มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77(3) หรือไม่

6.มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา 79 หรือไม่

7.ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่ โดยการลงมติของ กกต.จะเป็นการลงมติผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล

สำหรับคดีฮั้ว สว.คณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่ กกต.แต่งตั้งเมื่อวันที่ 19 มี.ค.68 มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธาน และมีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ร่วมเป็นกรรมการนั้น มีความเห็นเสนอให้ส่งฟ้องผู้กระทำผิดรวม 229 คน โดยเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน และกรรมการบริหารพรรค และเครือข่ายพรรคการเมือง 91 คน ขณะที่ในส่วนของสำนักงาน กกต.โดย นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ กกต.เมื่อได้รับสำนวนก็ได้มีความเห็นยืนตามมติคณะไต่สวนชุดที่ 26 เมื่อเข้าสู่ชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ในขณะนั้น ได้ตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 แยกขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีนี้เฉพาะ เมื่อวันที่ 25 ก.ย.68 ก่อนที่วัน 12 มี.ค.69 จะมีมติ 5 ต่อ 2 เสนอ กกต.ว่า เป็นควรยุติเรื่อง เนื่องจากข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว.จำนวน 229 คน ไม่มีมูลความผิด

การเมืองไทย,กกต,ฮั้วสว,คณะกรรมการการเลือกตั้ง,

ประธานสภาฯ ออสเตรเลียเยือนไทยครั้งแรก พบนายกฯ ย้ำเดินหน้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

24 สิงหาคม 2569 เวลา 17:28 น.

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายมิลตัน ดิก ประธานสภาผู้แทนราษฎรเครือรัฐออสเตรเลีย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

การพบกันเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและยินดีที่ได้พบกับนายมิลตัน ดิก อีกครั้งที่กรุงเทพฯ หลังจากเพิ่งพบกันระหว่างการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่การเดินทางมาไทยครั้งนี้นับเป็นการเยือนไทยครั้งแรกของผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรออสเตรเลีย

นายมิลตัน ดิก ถ่ายทอดความประทับใจจากนายแอนโทนี แอลบานีซี (The Honourable Anthony Albanese MP) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ซึ่งกล่าวถึงการพบหารือกับนายกรัฐมนตรีอนุทินว่าเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองอย่างมาก และเชื่อมั่นว่าการเยือนออสเตรเลียครั้งล่าสุดจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และนำไปสู่ความร่วมมือใหม่ ๆ ตามมา โดยการเยือนครั้งนี้ยังได้รับความสนใจจากสื่อออสเตรเลีย ซึ่งรายงานถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับออสเตรเลียอย่างกว้างขวาง

นายกรัฐมนตรีขอบคุณรัฐบาลและประชาชนออสเตรเลียสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ พร้อมกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้ประสบผลสำเร็จและสร้างแรงส่งสำคัญต่อความร่วมมือในหลายด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระดับประชาชน โดยไทยพร้อมเดินหน้าต่อยอดผลการหารือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำความยินดีที่จะต้อนรับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ออสเตรเลียในปี 2570 เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระสำคัญและสานต่อการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกัน

ด้านความสัมพันธ์ระดับรัฐสภา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องส่งเสริมการไปมาหาสู่และการแลกเปลี่ยนระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติให้มากขึ้น โดยเฉพาะผ่านกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย–ออสเตรเลีย เพื่อเป็นอีกกลไกเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ใกล้ชิดในทุกระดับ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การได้พบกันอีกครั้งในกรุงเทพฯ หลังจากเพิ่งพบกันที่ออสเตรเลียเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สะท้อนถึงมิตรภาพและความใกล้ชิดระหว่างไทยกับออสเตรเลีย รวมถึงการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง โดยไทยพร้อมร่วมมือกับออสเตรเลียขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ผ่านรัฐบาล รัฐสภา ภาคธุรกิจ และประชาชน ให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ทั้งสองประเทศต่อไป

นายกฯ, อนุทิน, ไทยคู่ฟ้า

ปธ.วิปรัฐบาล ยันชัด รบ.พร้อมแจง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ให้เวลาซักเต็มที่ เผยฝ่ายค้านยังไม่ประสานยื่นซักฟอก

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:55 น.

24 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 26 ส.ค.นี้ ว่า จะมีกฎหมายสำคัญ คือ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งได้มีการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ให้เวลาค้านซักถามเต็มที่ เริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 09.00 – 21.00 น.รวมเวลา 12 ชั่วโมง แบ่งเป็น สส.ฝ่ายค้าน 8 ชั่วโมง , ครม. 3 ชั่วโมง , สส.ฝ่ายรัฐบาล 1 ชั่วโมง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถชี้แจงถึงเหตุผลความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง

เมื่อถามถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้ในสัปดาห์นี้ เป็นไปได้หรือไม่ที่นายกรัฐมนตรีจะมาตอบกระทู้ด้วยตนเอง นายกรวีร์ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้ประสานกับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี แต่ก็เป็นสิทธิ์ที่นายอภิสิทธิ์จะตั้งกระทู้ถามได้ และเป็นสิทธิ์ของนายกรัฐมนตรีว่าจะมาตอบเองหรือมอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดมาตอบแทน

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 นายกรวีร์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการจะพิจารณาแล้วเสร็จในสัปดาห์นี้ และส่งเรื่องให้สภาผู้แทนราษฎรภาย ในวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.นี้ และจะบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาวารที่ 2 – 3 ในวันที่ 7 – 9 ก.ย.ซึ่งทันตามกรอบที่กำหนดไว้

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านได้ประสานเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ยังไม่มีการประสานมา ทราบเพียงจากข่าวว่ามีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือว่าไม่ได้ผิดพลาดอะไร เพราะฝ่ายค้านจำเป็นต้องต้องใช้สิทธิ์ที่ต้องยื่นภายในสมัยประชุมสภานี้ ภายในเดือน ธ.ค.ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่ยังไม่มีการพูดคุย ส่วนเรื่องเสียงรัฐบาลนั้นตอบตอนนี้เร็วไป ต้องให้เกียรติฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ซักฟอก ตั้งข้อสังเกต ถามคำถามกับรัฐมนตรี และให้รัฐบาลตอบคำถามก่อน

กรวีร์ปริศนานันทกุล,วิปรัฐบาล,ฝ่ายค้าน,พรกกู้เงิน,กู้เงิน4แสนล้าน,

ตุลาการเคลื่อนไหว ลงชื่อเสนอ ปธ.ศาลฎีกา ตั้ง คกก.ศึกษา บังคับโทษอย่างจริงจัง หลังปรากฏข่าว โทษประหาร แต่ติดคุกเดี๋ยวเดียว

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:43 น.

“ตุลาการ”เคลื่อนไหว! ลงชื่อเสนอ”ปธ.ศาลฎีกา” ตั้ง คกก.ศึกษา บังคับโทษอย่างจริงจัง หลังปรากฏข่าว”โทษประหาร” แต่ติดคุกเดี๋ยวเดียว ชี้ส่งผลสังคมไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมอาญาทั้งระบบ

24 สิงหาคม 2569 ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ครั้งที่ 8/2569 โดยที่ประชุมมีคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม สายผู้ทรงคุณวุฒิจากข้าราชการตุลาการ 12 ราย (คัดเลือกจากผู้พิพากษาทั่วประเทศ รวม 3 ชั้น ศาลๆ ละ 4 คน รวม12 คน) ได้ร่วมลงนามทำบันทึกข้อความ เรื่อง ขอให้บรรจุระเบียบวาระการประชุม เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาการบังคับโทษทางอาญาและมาตรการป้องกันการกระทำความความผิดช้ำที่มีประสิทธิภาพ ต่อประธานศาลฎีกาในฐานะประธานกรรมการบริหารศาลยุติธรรม

โดยเนื้อหาบันทึกข้อความดังกล่าวระบุว่า ศาลยุติธรรมมีภารกิจหลักและเป็นผู้นำในการอำนวยความยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและความมั่นคงของสังคม อันจะทำให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองในสิทธิเสรีภาพอย่างมีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ แต่จากสภาพสังคมปัจจุบันเกี่ยวกับการ บังคับโทษทางอาญาที่มีการลดโทษในชั้นบังคับโทษในคดีร้ายแรงที่มีโทษสูง บางรายมีโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต แต่กลับได้รับการลดโทษในชั้นบังคับโทษทางอาญาหลายครั้งทำให้รับโทษสุทธิเพียงเล็กน้อย ซึ่งแตกต่างจากโทษตามคำพิพากษาอย่างมาก ทำให้สังคมเกิดความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบ และกรณีการกลับมากระทำความผิดซ้ำของผู้พ้นโทษบางราย

โดยโทษที่กระทำนั้นก็ความผิดร้ายแรง ทั้งที่มีพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 และข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขกำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2566 ใช้บังคับอยู่แล้ว ทำให้สังคมรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน รวมถึงการเป็นอยู่อย่างปกติสุข

ศาลยุติธรรม ในฐานะผู้นำในการอำนวยความยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และความมั่นคงของสังคม จึงจำเป็นต้องมีคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาการบังคับโทษทางอาญาการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและปลอดภัยแก่สังคม

อาศัยอำนาจตามระเบียบคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ว่าด้วยการประชุมของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม พ.ศ.2544 ข้อ 5 กรรมการบริหารศาลยุติธรรมตามที่มีรายนามท้ายหนังสือนี้ จึงขอกราบเรียนท่านประธานศาลฎีกาได้โปรดบรรจุระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เพื่อพิจารณา “แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและพัฒนาการบังคับโทษทางอาญาและมาตรการป้องกันการกระทำความความผิดซ้ำที่มีประสิทธิภาพ” ในวาระการประชุมคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เพื่อให้คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมพิจารณาต่อไป จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ทั้งนี้ มีแหล่งข่าวอธิบายเพิ่มเติม ก.บ.ศ.ทุกท่านได้ร่วมกันลงลายมือชื่อขอให้บรรจุวาระการประชุม สืบเนื่องมาจากที่ปรากฏทางสื่อมวลชน ว่าศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิตจำเลย จำเลยถูกควบคุมตัวในระยะเวลาสั้น ไม่เป็นไปตามคำพิพากษา แล้วได้รับการปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำ แล้วยังไปก่อให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำ ในความผิดฐานฆ่าคนตาย ทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการบังคับโทษต่อศาล ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ศาลได้มีการพิจารณาและพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นไปตามข่าวที่ปรากฏ แต่การบังคับโทษเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์

ทาง ก.บ.ศ.เห็นว่า กระบวนการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่และความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน จึงเห็นควรขอให้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษา วิจัย และพัฒนากระบวนการบังคับโทษดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับการอำนวยความยุติธรรม และเป็นแนวทางการการบังคับโทษที่มีประสิทธิภาพ

ตุลาการ, ประหารชีวิต, ศาลฎีกา, โทษประหาร

นายกฯ ต้อนรับทูตกาตาร์คนใหม่ เดินหน้าหุ้นส่วนพลังงาน-อาหาร ชูไทยจุดหมายท่องเที่ยว-การแพทย์ ต่อยอดความร่วมมือรูปธรรม

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:13 น.

24 สิงหาคม 2569 ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอับดุลอะซีซ มุฮัมมัด เค. เอ. อัสซาดะฮ์ (H.E. Mr. Abdulaziz Mohammed K. A. Al-Sada) เอกอัครราชทูตรัฐกาตาร์ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเข้ารับหน้าที่

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีแก่เอกอัครราชทูตกาตาร์ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ พร้อมยืนยันความพร้อมทำงานร่วมกับกาตาร์อย่างใกล้ชิด เพื่อกระชับความสัมพันธ์และต่อยอดความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

เอกอัครราชทูตกาตาร์กล่าวถึงความสนใจของนายกรัฐมนตรีกาตาร์ที่จะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงความยินดีที่ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF โดยกาตาร์พร้อมส่งผู้แทนระดับสูงเข้าร่วม ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกาตาร์ ซึ่งจะเป็นอีกโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างสองประเทศ

ด้านการท่องเที่ยว เอกอัครราชทูตกาตาร์แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของชาวกาตาร์ โดยเฉพาะด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ขณะที่นายกรัฐมนตรีเชิญชวนชาวกาตาร์เดินทางมาท่องเที่ยวและใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นถึงศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร โดยกาตาร์เป็นหุ้นส่วนด้านพลังงานที่สำคัญของไทย ขณะที่ไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ในการสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารและเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า การดำรงตำแหน่งของเอกอัครราชทูตกาตาร์จะช่วยขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย-กาตาร์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และนำไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในหลากหลายมิติ

กาตาร์, ทูตกาตาร์, นายกรัฐมนตรี, อนุทินชาญวีรกูล

อธิบดีปกครอง ร่อนหนังสือด่วน สั่งเข้มยกระดับความปลอดภัย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขั้นสูงสุด รับมือเหตุไม่สงบในพื้นที่ ยึดความปลอดภัย ปชช.-กำลังพลเป็นสำคัญ

24 สิงหาคม 2569 เวลา 16:04 น.

24 สิงหาคม 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ส่งหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 23 ส.ค.2569 ถึงปลัดจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี และสงขลา สั่งการยกระดับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา สู่ระดับสูงสุดตามแผนระดับ 3 (ขั้นเผชิญเหตุ) ภายหลังเมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค.2569 ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหลายเหตุการณ์ในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง และประชาชนในพื้นที่

สำหรับแนวทางการปฏิบัติ ให้ปลัดจังหวัดและนายอำเภอในพื้นที่ยกระดับการรักษาความปลอดภัยในทุกระดับ ตั้งแต่จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน โดยมีข้อสั่งการสำคัญ ดังนี้

ระดับจังหวัด ให้ปลัดจังหวัดยกระดับการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดตามแผนระดับ 3 (ขั้นเผชิญเหตุ) เรียกรวมกำลังพลของหน่วยกลับที่ตั้ง ให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่ทันที พร้อมพิจารณางดลาพักและงดลา ตรวจสอบความพร้อมของอาวุธยุทโธปกรณ์ วัสดุอุปกรณ์ และยานพาหนะ รวมทั้งเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานที่สำคัญ สถานที่ราชการ และสถานที่ที่มีประชาชนรวมตัวกัน

ระดับอำเภอ ให้นายอำเภอในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ (ผอ.ศปก.อำเภอ) บูรณาการการปฏิบัติร่วมระหว่างฝ่ายพลเรือน ฝ่ายทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมยกระดับการรักษาความปลอดภัยตามแผนรักษาความปลอดภัยอำเภอและแผน รปภ.เมือง โดยใช้กลไกฝ่ายปกครองทุกระดับในการดูแลพื้นที่อย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนี้ ให้เรียกรวมกำลังพลกลับที่ตั้ง เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ วัสดุอุปกรณ์ และยานพาหนะ รวมถึงยกระดับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญและพื้นที่ที่ประชาชนรวมตัวกัน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนเป็นหลัก

ระดับตำบล ให้ปลัดอำเภอหัวหน้าชุดคุ้มครองตำบล (หน.ชคต.) หรือปลัดอำเภอผู้ประสานงานประจำตำบล ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) จัดกำลังออกลาดตระเวน ตรวจตรา รักษาความสงบเรียบร้อย และรักษาความปลอดภัยในสถานที่สำคัญ โดยยกระดับการรักษาความปลอดภัยตำบลตามแผนระดับ 3 (ขั้นเผชิญเหตุ)

ระดับหมู่บ้าน ให้ผู้ใหญ่บ้านในฐานะผู้บังคับหมวดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ยกระดับการรักษาความปลอดภัยตามแผนระดับ 3 โดยเรียกรวมกำลังพล ชรบ. จัดกำลังออกลาดตระเวน ตรวจตรา รักษาความสงบเรียบร้อย และอยู่เวรยาม ณ ป้อมรักษาการณ์ รวมทั้งตั้งจุดตรวจ จุดสกัด เพื่อตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะที่ผ่านเข้า-ออกหมู่บ้าน โดยประสานการปฏิบัติร่วมกับ ชคต. และหน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งนี้ หากเกิดเหตุการณ์สำคัญในพื้นที่ ให้รายงานนายอำเภอทราบโดยทันที

นอกจากนี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์หรือสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ ให้ฝ่ายปกครอง ยกระดับการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด และประสานการปฏิบัติกับฝ่ายทหารและตำรวจ เข้าพื้นที่โดยทันที เพื่อป้องกัน ระงับยับยั้งเหตุการณ์ความรุนแรง และเข้าควบคุมพื้นที่และสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยอย่างทันท่วงที

อธิบดีกรมการปกครอง ยังได้กำชับให้ข้าราชการฝ่ายปกครองทุกระดับ ธำรงการติดต่อสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมง และหากเกิดเหตุการณ์หรือสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ ให้รายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นโดยทันที เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์ สั่งการ และเข้าควบคุมเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ยกระดับการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ โดยยึดความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพลเป็นสำคัญ เป็นแนวทางสำคัญของฝ่ายปกครองในการดูแลความสงบเรียบร้อยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

อธิบดีกรมการปกครอง,จังหวัดชายแดนภาคใต้,ความไม่สงบ,

เปิดไทม์ไลน์นิรโทษกรรม คดีการเมือง ราชทัณฑ์รอเกณฑ์ 30 วัน ก่อนเดินหน้าคัดผู้ต้องขัง คาดไม่ถึงหมื่นคน

24 สิงหาคม 2569 เวลา 15:52 น.

เปิดไทม์ไลน์”นิรโทษกรรม” คดีการเมือง ราชทัณฑ์รอเกณฑ์ 30 วัน ก่อนเดินหน้าคัดผู้ต้องขัง คาดไม่ถึงหมื่นคน “รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์”แจงขั้นตอนหลัง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มีผลใช้บังคับ กรมราชทัณฑ์มีหน้าที่รับคำร้องและรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขังที่อาจได้รับนิรโทษกรรม ครอบคลุมคดีการเมืองตั้งแต่ 1 ม.ค.2548 ถึง 16 ก.ค.2568 แต่ต้องรอคณะกรรมการ 9 คน วางหลักเกณฑ์ก่อน โดยนัดแรกต้องเกิดขึ้นภายใน 30 วัน และกรอบแนวทางต้องมีความคืบหน้าภายใน 180 วัน

24 สิงหาคม 2569 ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่มีการประกาศ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติ สุข พ.ศ.2569 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม ลงในราชกิจจานุเบกษา ในส่วนบทบาทของกรมราชทัณฑ์นั้น จะมีหน้าที่ในการรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขัง ตามมาตรา 6 ของกฎหมาย ซึ่งระบุว่าให้รับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยว ข้องทั้งรับจากทางผู้ต้องขังที่ร้องขอ หรือญาติของผู้ต้องขังเอง โดยต้องจัดให้มีช่องทางอำนวยความสะดวกในการร้องขอการนิรโทษกรรม ซึ่งคุณสมบัติของผู้ต้องขังที่เข้าข่ายตามกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ คือ ผู้ต้องขังในคดีทางการเมือง นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2548 – 16 ก.ค.2568 แต่อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนในปัจจุบันนี้ กรมราชทัณฑ์จะต้องรอให้ทางคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้มีการประชุมหารือเพื่อกำหนดกรอบ หลักเกณฑ์ และแนวทางมาให้ก่อน ซึ่งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขนี้ จะเริ่มประชุมภายใน 30 วัน หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา จากนั้นหลักเกณฑ์เหล่านี้ กรมราชทัณฑ์จะได้นำไปปฏิบัติต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่จะต้องมีการประชุมวางกรอบแนวทางและหลักเกณฑ์ โดยจะต้องประชุมภายใน 30 วันนับตั้งแต่มีการประกาศพระราชบัญญัติฉบับนี้ลงในราชกิจจานุเบกษา ประกอบด้วย 1.นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ 2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ 3.ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการ 4.เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นกรรมการ

5.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 คนเป็นกรรมการ 6.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ 7.ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม อธิการบดีแห่งประเทศไทย จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ

8.ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอ จำนวน 1 คน เป็นกรรมการ และ 9.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ อนึ่งให้มีการประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขครั้งแรกภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานเพิ่มเติมว่า กรอบเวลาที่จะต้องมีความคืบหน้าเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติจากที่ประชุมของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จะต้องเกิดขึ้นภายใน 180 วันแรก นับแต่มีการประชุมนัดแรกของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งเบื้องต้นจำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศในคดีที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ อาจมีไม่ถึง 10,000 ราย แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มของผู้ต้องขังคดีต่อเนื่อง (หมายถึง ผู้ต้องขังที่ต้องโทษหลายคดี) ที่มีจำนวนมากสุด และมีคุณสมบัติเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายนิรโทษกรรม

กรมราชทัณฑ์, การเมืองไทย, คดีการเมือง, นิรโทษกรรม

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ลั่นหยุดใช้ปชช.เป็นตัวประกัน ชี้ความรุนแรงไม่ใช่เครื่องมือพูดคุย

24 สิงหาคม 2569 เวลา 14:53 น.

เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2569 ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งเรื่อง “หยุดใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน ความรุนแรงไม่ใช่เครื่องมือของการพูดคุย” เนื้อหาระบุว่า ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเชื้อชาติหรือศาสนาใด ล้วนมีสิทธิที่จะดำรงชีวิตอย่างปกติ ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี

การใช้ความรุนแรงเพื่อสร้างแรงกดดัน หรือหวังผลต่อกระบวนการพูดคุย ไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และประชาชนไม่ควรถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อการต่อรองในรูปแบบใดทั้งสิ้น

หากต้องการพูดคุย ต้องหยุดใช้ความรุนแรง หากยังเลือกใช้ความรุนแรง ย่อมไม่ใช่หนทางสู่สันติสุข เพราะ “สันติสุข” ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากความหวาดกลัว แต่ต้องเริ่มต้นจากการเคารพชีวิต สิทธิ และศักดิ์ศรีของประชาชนทุกคน

กอ.รมน., ชายแดนใต้, สันติสุข, แนวหน้าออนไลน์