ยัวะถูกโยงโกงสอบ หนูฟาดโรม สติปัญญามีแค่นี้

ยัวะถูกโยงโกงสอบ หนูฟาดโรม สติปัญญามีแค่นี้

ยัวะถูกโยงโกงสอบ หนูฟาดโรม สติปัญญามีแค่นี้

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยัวะถูกโยงโกงสอบ หนูฟาดโรม สติปัญญามีแค่นี้ มท.4ชเลิกจ้างม.บูรพา มีข่าวใต้โต๊ะรัฐเสียหาย ฟัน5,925รายจบส.ค.นี้

นายกฯ อนุทิน นั่งไม่ติด หลัง สส.โรม ขุดหลักฐานโยงมีเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น โต้กลับไม่มีมูลไม่เกี่ยวข้องเขาพูดตามสติปัญญาที่มีอยู่แค่นั้น ด้านมท.4–กมธ.ป.ป.ช.เข้าการันตีซ้ำหนูไม่เกี่ยวข้อง ชี้เหตุยกเลิกม.บูรพา คุมสอบท้องถิ่นเพราะมีข่าวคราวใต้โต๊ะเรียกรับเงินกลัวรัฐเสียหาย ด้าย สถ.ประกาศบัญชีใหม่ ผู้สอบผ่านท้องถิ่นสู่สาธารณะลบชื่อคนโกงออกหมดแล้ว

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) มีมติเพิกถอนรายชื่อผู้สอบผ่านแต่มีคะแนนผิดปกติจำนวน 5,925 รายว่า วันนี้จะมีการประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านประมาณ 50,000 คนสู่สาธารณะ จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการกับผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม รวมถึงผู้ที่ถูกเพิกถอนรายชื่อ โดยจะแยกเป็นรายจังหวัดและส่งให้ ก.จังหวัด พิจารณา ก่อนส่งต่อไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทุกแห่งที่มีการบรรจุ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการเพิกถอนต่อไป ทั้งนี้ ที่ประชุม ก.กลาง ได้กำหนดให้การเพิกถอนผู้ที่มีปัญหาแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้

เมื่อถามว่า รายชื่อที่จะประกาศในวันนี้จะสามารถบรรจุทดแทนผู้ที่ถูกเพิกถอน 5,925 รายได้เมื่อใด นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ขณะนี้ต้องรอให้กระบวนการทั้งหมดแล้วเสร็จ รวมถึงรอบัญชีผู้สอบผ่านและตำแหน่งว่างที่เกิดจากการเพิกถอน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในการบริหารจัดการบัญชี คาดว่าอาจเริ่มดำเนินการได้ในช่วงเดือนต.ค.นี้ แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

เมื่อถามว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะมีแนวทางรองรับกรณีผู้ที่ถูกเพิกถอนใช้สิทธิทางศาลอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีทีมกฎหมายติดตามเรื่องนี้ และยืนยันว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะทุกอย่างดำเนินการบนข้อเท็จจริงและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ อีกทั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ส่งหลักฐานไปยังแต่ละจังหวัด เพื่อให้ผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถตรวจสอบได้

โต้”โรม”พาดพิงอนุทิน

เมื่อถามถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ออกมาตั้งข้อสังเกต ในสมัยที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เข้ามาเกี่ยวข้องกับการยกเลิกการจัดจ้างมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้จัดสอบข้าราชการท้องถิ่น จนนำไปสู่การทุจริตที่ร้ายแรงกว่าเดิมนั้น นายวรศิษฎ์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องพูดข้อเท็จจริงให้ครบ ย้อนกลับไปในช่วงที่มหาวิทยาลัยบูรพาชนะการประกวดราคา ได้มีการร้องเรียนเรื่องการเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบท้องถิ่น ซึ่งเกิดขึ้นจริงและมีหลักฐานพิสูจน์ได้ เมื่อเรื่องดังกล่าวปรากฏขึ้น นายอนุทินมีความห่วงใย และสั่งการให้ตรวจสอบ เพื่อให้การสอบครั้งนี้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า ขณะนั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้เพิ่มเงื่อนไขความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา หากเกิดการทุจริตเกี่ยวกับกระบวนการสอบ ขณะเดียวกัน กรมบัญชีกลางก็เห็นควรให้ยกเลิกการจัดจ้าง ไม่ใช่เป็นเพียงความต้องการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นฝ่ายเดียว เพราะเมื่อมีการลงนามสัญญาแล้ว จะยกเลิกโดยไม่มีเหตุผลไม่ได้

สิ่งที่พิสูจน์ได้ คือ เจตนาที่ต้องการให้การสอบเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ทุกอย่างมีไทม์ไลน์ มีขั้นตอน และสามารถพิสูจน์ได้ ดังนั้น หากจะพูดเรื่องนี้ก็ขอให้พูดให้ครบทั้งหมด เพราะเชื่อว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้

หาทางป้องกันไว้ก่อน

“ผมขออธิบายง่ายๆถ้าเราต้องการปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินการไปโดยไม่มีการป้องกัน ก็แค่ปล่อยให้การสอบเป็นไปตามปกติ แล้วจะต้องเซ็น MOU กับ 5 หน่วยงานทำไม เพื่อนำเรื่องมาตรวจสอบ จะไปขอความร่วมมือจาก ป.ป.ช.ป.ป.ท.และป.ป.ป.มาทำไม ถ้าเราไม่ได้มีเจตนาดีจริง ๆ ผมคิดว่าทุกอย่างพิสูจน์ได้ ไม่ต้องเป็นห่วง”นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องนี้จะเป็นประเด็นทางการเมืองหรือไม่ ต้องไปถามผู้ที่ออกมาพูด เพราะตนทำงานโดยไม่ได้นำเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง ยึดหลักข้อเท็จจริง และทุกสิ่งที่พูดสามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมด

“หนู”นั่งไม่ติดโดนโยง

ทาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธานกรรมาธิการ มีการอ้างชื่อนายกรัฐมนตรี เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น โดยเป็นคนเลือกทีโออาร์ ผลักดันให้มหาวิทยาลัยบูรพา พ้นจากการรับงาน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจะให้ตนตอบอย่างไร ตอนนี้เรื่องอยู่ในมือของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. ตำรวจ ปปง. และหลายคณะกรรมการ ซึ่งผลสอบสวนเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ตนก็ยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตนเกี่ยวข้องอย่างเดียวคือไม่ให้โกง

นายอนุทินยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำทีโออาร์ ไม่รู้เรื่อง มันไม่ใช่หน้าที่ของนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่จะต้องมานั่งดูว่าทีโออาร์เป็นอย่างไร นโยบายที่เรามอบให้ไป คือ การกระทำใด ๆ ก็ตาม ในหน่วยงานที่เรากำกับดูแล ต้องเป็นเป็นไปตามกฏหมายสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้

อัดโรมพูดเรื่องไม่เป็นเรื่อง

“ไอ้สิ่งที่เราทำ ก็ไม่พูด ไปพูดแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง วันนี้ดำเนินคดีไปแล้วกี่คน แจ้งข้อหาไปแล้วกี่คน แต่เราไม่ใช่ศาลฯ เราไปลงโทษเขาเองไม่ได้ แต่ก็แจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว”นายกฯย้ำ

นายอนุทิน ยังระบุอีกว่าเมื่อวานนี้นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ไปร่วมประชุม ก.กลาง นำผลของ กสถ. ไปร่วมประชุม ซึ่ง ก.กลาง ก็ประชุมอีกทีสุดท้ายผลก็ออกมาเหมือนเดิม ก็ต้องประกาศยกเลิกผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ที่มีพฤติกรรมสอบไปในทางทุจริต 5,000 กว่าราย โดยหลังจากนี้ ก.กลาง ก็จะส่งมติ ไปให้ส่วนท้องถิ่น และส่งไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ซึ่งนี่คือขั้นตอนตามกฏหมาย ไม่ใช่จะทำให้มันยืดเยื้อ และผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ก็จะส่งไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับคนพวกนี้เข้าไป และจะไม่มีการจ้าง เพราะมาไม่ถูกต้อง

ส่วนที่แม้จะมีคณะกรรมการตรวจสอบ และมีผลตรวจสอบแล้ว แต่ก็มีความพยายามที่จะให้นายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบ อยากย้อนถามหรือไม่ว่า จะต้องรับผิดชอบแค่ไหนถึงจะพอใจ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนรับผิดชอบในหน้าที่ทำงานของตนอยู่แล้วในทุกวันนี้ มันไม่ต้องแสดงอะไรไปมากกว่านี้ ทุกคนทำงานมีความรับผิดชอบตามภาระหน้าที่ ตราบใดที่เขายังทำงานซื่อสัตย์สุจริต และไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ดังนั้นการรับผิดชอบก็คือการหาคนกระทำความผิด มาลงโทษ และทำสิ่งที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น อย่าให้มันเกิดขึ้นอีกในการคัดสรรตัวบุคคลเข้ามารับผิดชอบงานต่างๆเหล่านี้ ถึงบอกว่า อาวุโสอย่างเดียวพอไหม ประวัติการทำงานต้องนำมาประกอบด้วยหรือไม่ ผลงานฝีมือ เชาว์ไวไหวพริบ ต้องนำมาประกอบกันทั้งหมด นี่คือสิ่งที่เราพยายามไม่ให้เกิดขึ้น

ไม่ได้มีข้อมูลข้อเท็จจริง

ส่วนที่นายโรม พยายามดึงชื่อนายกรัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง นายอนุทิน กล่าวว่า คุณโรม เคยพูดอะไรแล้วเป็นไปตามนั้นบ้าง ซึ่งเขาก็พูดให้มันเป็นประเด็น มีเรื่องมีราวขึ้นมาให้มันเป็นข่าว แต่เขาไม่มีข้อมูลอะไรที่มันเป็นข้อเท็จจริง ใช้การคาดเดาตามสติปัญญาที่เขามี ซึ่งก็พูดตามสิ่งที่เขาคิดออกมา และไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามที่เขาคิด กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้วก็ปล่อยเขาไปเถอะ ตนก็มีหน้าที่ทำตามในสิ่งที่ตนต้องรับผิดชอบ คือการเอาคนผิดมาลงโทษ ปลดคนที่ทุจริต ไม่ให้ได้รับการจ้าง และอำนวยความยุติธรรมให้กับคนที่เข้ามาสอบอย่างสุจริต ซึ่งทุกอย่างมีกรอบของการปฎิบัติหน้าที่ เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร

ตอกกลับคดี44สส.ส้ม

ส่วนมั่นใจใช่หรือไม่ว่า ฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายและจะสามารถล้มรัฐบาลได้ นายอนุทิน ถามกลับว่า คำว่ามั่นใจคืออะไร ซึ่งก็ต้องมั่นใจว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ทำอะไรมิชอบ หากตนเองทำอะไรที่มันมิชอบแล้ว มันไม่มีทางไม่มั่นใจหรอกครับ แต่ที่มั่นใจได้ เพราะตนไม่ได้ทำอะไรที่มันไม่ได้สุจริต ซึ่งตนเกลียดเรื่องพวกนี้ เผลอ ๆ เกลียดมากกว่าคนพวกนั้นด้วยซ้ำ ก็ขอให้ไปดูที่ตนได้สั่งการและมอบนโยบาย ก็สามารถมาถึงจุดนี้ได้ ซึ่งมันช้าไปหรือไม่เป็นเวลาหนึ่งเดือน บางคดียาวนาน 5 -10 ปี อย่างเรื่อง 44 สส. กว่าเขาจะสอบก็ถึงปีหน้าเลย ซึ่งเรื่องของเราเห็นตัวผู้กระทำผิดแล้ว มันอยู่ที่ว่าเขาอยากจะพูดอะไร หากไม่หวังดีไม่ปรารถนาดีกับรัฐบาล เขาก็จะพูดอีกอย่างหนึ่ง และเป็นเฟกนิวส์ ตอนนี้คนพูดเฟกนิวส์เยอะ คนพูดมากแล้วพลาดมีเยอะ ก็ปล่อยให้เขาทำไป เราก็อย่าพลาดก็แล้วกัน เราก็ต้องทำให้มันไม่พลาด โดยการไม่ไปทำผิด

ย้ำโกงสอบมีมานานแล้ว

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ. การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังกรณี นายรังสิมนัต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ. การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาฯ ออกมาระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในขณะที่ดำรงตำแหน่งรองนายกฯและรมว.มหาดไทย อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสอบท้องถิ่น เนื่องจากเมื่อปี 67 ได้มีการเปลี่ยนผู้รับจ้างการสอบจากเดิมมหาวิทยาลัยบูรพา มาเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) นั้น ว่า ในฐานะที่ตนเป็น ส.ส.ศรีสะเกษ ในปี 66 ได้มีชาวบ้านมาร้องเรียนเกี่ยวกับการสอบแข่งขัยเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นว่ามีนายหน้าในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ได้พูดกับชาวบ้านในพื้นที่ว่า หากใครอยากรับราชการส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือเทศบาล ให้หาเงินมาจ่าย 5-8 แสนบาท แล้วแต่ตำแหน่ง ซึ่งตนได้รับเรื่องร้องเรียนในลักษณะนี้จำนวนมาก จึงทำให้ตนนำประชาชนในศรีสะเกษมาร้องเรียนต่อกระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 5 ม.ค.67 และในวันที่ 26 ม.ค. 67 ได้มีการทำ MOU ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนกลาง

เคยไปให้ปากคำกับ สถ.

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า การที่นายรังสิมันต์ กล่าวหานายอนุทินได้มีการยกเลิกมหาวิทยาลัยบูรพานั้น ต้องเรียนว่าในปี 62 และ 64 มีการจัดสอบข้าราชการท้องถิ่น 2 ครั้ง โดยมีผู้รับจ้างคือมหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งการที่ตนได้รับเรื่องร้องเรียนก็เกิดจาก 2 มหาวิทยาลัยนี้เป็นผู้รับจ้างจัดการสอบ และเมื่อตนทราบว่ามหาวิทยาลัยบูรพาจะได้เป็นผู้รับจ้างให้ดำเนินการสอบอีกครั้งหนึ่ง จึงได้นำประชาชน จ.ศรีสะเกษ ไปร้องเรียน โดยเรื่องนี้สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถ. และตนได้ไปให้ปากคำกกับกรรมการใน สถ. แล้ว แต่จากนั้นตนได้รับโทรศัพท์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของ สถ.บอกว่า ตนให้การเท็จอาจจะถูกฟ้องได้ ซึ่งตนยืนยันไปว่า ถ้าจะฟ้องก็ฟ้อง เพราะตนทราบว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในศรีสะเกษ แม้ในช่วงเวลานี้ จะเห็นว่ามีกลุ่มบุคคลที่จ่ายเงิน สอบภาค ก. ภาค ข. ไม่ผ่านแล้วปรับแก้ให้ผ่าน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่จ่ายเงินเพื่อให้สอบผ่าน ซึ่งในศรีสะเกษมีคนที่จ่ายเงินแล้วสอบไม่ผ่านก็ได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมด 19 คดี ซึ่งมี 2 คดีที่ตำรวจส่งฟ้องพนักงานอัยการไปแล้วและในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง ลงไปสอบปากคำกับผู้เสียหายเพิ่มเติม และเมื่อผู้ถูกกล่าวหา 19 คดีทราบว่าจะมีเจ้าหน้าที่ส่วนกลางลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เขารับติดต่อนำเงินไปคืนผู้เสียหายเหล่านั้น

ผลประโยชน์ลงตัวจับไม่ได้

“สิ่งที่ผมพูดมา ต้องการจะยืนยันว่าการโกงสอบท้องถิ่น เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีต แต่จับไม่ได้ เพราะคนที่เกี่ยวข้องเล็กมาก เพราะในกรม สถ. คนที่สามารถโกงสอบท้องถิ่นได้ มีตำแหน่งที่เกี่ยวข้องเพียงแค่ 5 ตำแหน่ง คืออธิบดีสถ. รองอธิบดีสถ. ที่เกี่ยวข้อง ผอ.กอง ผอ.กลุ่ม และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในการจัดสอบปี 62 และ 64 ที่จับไม่ได้ เพราะผลประโยชน์ลงตัว แต่ในการจัดสอบปี 68 จับได้เนื่องจากมีการเปลี่ยนอธิบดีสถ.หลายคน โควต้าที่ไปรับมาอาจจะมีผลประโยชน์ไม่ลงตัว แต่ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ทำให้รู้ว่าขบวนการนี้มีอยู่จริง” นายอาสพลธ์ กล่าว

ยังไปไม่ถึงนักการเมือง

เมื่อถามย้ำว่าในกมธ.ป.ป.ช. ที่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ เชื่อว่ามีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า วันนี้ข้อมูลยังไปไม่ถึง แต่ขอถามว่าระดับ 10 จะกล้าทำเพียงลำพังหรือ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ เราจึงเชื่อว่ามีทั้งระดับ 11 หรือสูงกว่า 11 ซึ่งเขาอาจจะไม่ทำ แต่เขาทราบ แล้วปล่อยให้ทำหรือไม่ แต่ทั้งนี้จะทำอย่างไรให้คนที่เหนือกว่าระดับ 10 หากทำจริง มารับโทษทางกฎหมายได้ ซึ่งการทำงานของป.ป.ช. และปปง. ทุกอย่างจะมาบรรจบกัน และคดีทางแพ่งและอาญาก็แยกกัน ซึ่งในส่วนของปปง. ตนเชื่อว่าอีกไม่นาน เราก็จะได้เห็นการแถลงข่าวว่ามีการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินเชิงลึกกับใครบ้าง โดยใช้เวลาประมาณ 90 วัน ก็จะมีการอายัดทรัพย์และส่งฟ้องคดี

สถ.แจงเลิกจ้างม.บูรพา

วันเดียวกัน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าว กรณีเลิกจ้างม.บูรพา คุมสอบยรรจุแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่นว่า เพื่อป้องกันกากรทุจริต และไม่อยากให้รัฐเสียหาย ซึ่งการเลิกจ้างดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ ชู SME เป็นหัวใจเศรษฐกิจไทย พร้อมเป็น ลมใต้ปีก ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันเติบโตยั่งยืน

นายกฯ ชู SME เป็นหัวใจเศรษฐกิจไทย พร้อมเป็น ลมใต้ปีก ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันเติบโตยั่งยืน

นายกฯ ชู SME เป็นหัวใจเศรษฐกิจไทย พร้อมเป็น ลมใต้ปีก ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันเติบโตยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 22.02 น.

นายกฯ ชู SME เป็นหัวใจเศรษฐกิจไทย พร้อมเป็น “ลมใต้ปีก” ยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน เปิดโอกาสผู้ประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 19.50 น. ที่ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 2 โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 และรางวัล SME Provincial Champion Awards ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ผู้ประกอบการ SME และภาคธุรกิจเข้าร่วมงาน

ก่อนเริ่มพิธี ผู้เข้าร่วมงานได้ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจใหม่ที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และแม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลให้ธุรกิจบางประเภทต้องปรับตัวหรือทยอยลดบทบาทลง แต่ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการด้วย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสามารถในการปรับตัวไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการอยู่รอดและการเติบโตของธุรกิจ โดยรัฐบาลตระหนักว่า SME ไทยจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและตลาดที่กว้างขึ้น รวมถึงการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งในประเทศและระดับสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การยกระดับศักยภาพของ SME ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายพันธมิตร ในการสร้างระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสทางการตลาดได้อย่างทั่วถึง อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดัน SME ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“โครงการ SME National Awards และการขยายผลสู่ SME Provincial Champion Awards หรือรางวัลสุดยอด SME จังหวัด ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการไทย โดยไม่ได้มุ่งเพียงการมอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังเป็นกลไกในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการ ค้นหาและส่งเสริมธุรกิจที่มีศักยภาพ ตลอดจนสร้างผู้ประกอบการต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น”

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลทุกคน พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่น ความพยายาม และความสามารถในการพัฒนาองค์กรให้เติบโตท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน โดยระบุว่า ความสำเร็จของผู้ได้รับรางวัลไม่ได้สะท้อนเพียงผลประกอบการที่เติบโต แต่ยังสะท้อนถึงการบริหารธุรกิจอย่างมีคุณภาพ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสามารถเป็นต้นแบบให้แก่ผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรียังแสดงความหวังว่า ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลจะนำความสำเร็จในวันนี้ไปต่อยอดสู่การเติบโตในระดับที่สูงขึ้น พร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจให้เข้มแข็ง และผลักดันให้ SME ไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็น “ลมใต้ปีก” ของผู้ประกอบการไทย ด้วยการลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ และโอกาสทางการตลาด เพื่อสร้างการจ้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ก่อนเปิดงานอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 และรางวัล SME Provincial Champion Awards ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 แก่ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและมีผลงานโดดเด่น รวม 15 รางวัล ประกอบด้วย
– รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติยอดเยี่ยม ครั้งที่ 18 (The Best of the Best SME Thailand Award) จำนวน 1 รางวัล
– รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 (ระดับภาคธุรกิจ) จำนวน 3 รางวัล
– รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ 3 ปีซ้อน จำนวน 5 รางวัล
– รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ 5 ปีซ้อน (Hall of Fame) จำนวน 2 รางวัล
– รางวัลสุดยอดธุรกิจ 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ภายใต้ SME Provincial Champion Awards จำนวน 4 รางวัล

บ้านเราเป็นอะไรกันไปแล้ว! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ฉะ สส.พรรคส้ม ไร้มารยาทเจ้าบ้าน ต้าน ‘มิน ออง ไลง์’ เยือนไทย

บ้านเราเป็นอะไรกันไปแล้ว! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ฉะ สส.พรรคส้ม ไร้มารยาทเจ้าบ้าน ต้าน 'มิน ออง ไลง์' เยือนไทย

บ้านเราเป็นอะไรกันไปแล้ว! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ฉะ สส.พรรคส้ม ไร้มารยาทเจ้าบ้าน ต้าน ‘มิน ออง ไลง์’ เยือนไทย

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.56 น.

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

บ้านเราเป็นอะไรกันไปแล้ว

มินอ่องไหล​ ผู้นำเมียนมาเยือนไทย

แทนที่เราจะเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับแขก

กลับมีนักการเมืองที่บ้าต่อต้านแขก

ผู้นำประเทศอื่นเราต้องไม่ด้อยเกียรติ

ในฐานะนักการเมืองคุณไม่มีสิทธิทำเช่นนั้น

ไม่รักไม่ชอบก็ไม่ต้องเข้าร่วมงานนั้นๆ

ต้องคิดถึงวันที่คุณเป็นผู้นำประเทศ

ได้รับการต้อนรับจากเจ้าบ้านอย่างที่คุณทำ

คุณจะรู้สึกอย่างไร

น่าแปลก​ นักสิทธิ​ สส.​ที่คลั่งประชาธิปไตย

จงเกลียดจงชังมินอ่องไหลตามที่ตะวันตกชี้

แต่ฮุนเซน​ จอมเผด็จการ​ คนกลุ่มนี้กลับชอบ

เสนอเปิดด่าน​ ให้ไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

มาตรฐานของคนกลุ่มนี้อยู่ตรงไหน

หรือคอยฟังคำบงการจากฝรั่งตาน้ำข้าว

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่ รัฐสภาเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นระหว่างที่ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา มีกำหนดการให้การรับรอง นายมิน ออง ไลง์ ผู้นำทางการเมืองและการทหารแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ณ ห้องรับรองพิเศษ 204 รัฐสภา

โดยช่วงเวลาก่อนเริ่มพิธีต้อนรับ บริเวณโถงปลาอานนท์ หน้าห้องรับรองพิเศษ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้เดินทางมารอร่วมสังเกตการณ์  ทันทีที่คณะของ นาย มิน ออง ไลง์ เดินทางมาถึงจุดรับรอง นายอนุสรณ์ได้ส่งเสียงตะโกนเรียกร้อง “เพื่อสันติภาพ! เพื่อมนุษยธรรม!” ขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความตื่นตกใจให้แก่คณะผู้จัดงานและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสภาต้องรุดเข้าควบคุมสถานการณ์ และนำตัวนายอนุสรณ์ออกจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวในทันที

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อนุสรณ์’ สส.พรรคส้ม ตะโกนเรียกร้องสันติภาพ ป่วนงานรัฐสภาต้อนรับ ‘มิน ออง ไลง์’ ตร.สภารุดหิ้วปีกพ้นพื้นที่

นายกฯ กลับทำเนียบฯ เชิญ ผบ.ตร.-ผบช.ก.หารือบนตึกไทยฯ คาดคุยปราบปืนเถื่อน

นายกฯ กลับทำเนียบฯ เชิญ ผบ.ตร.-ผบช.ก.หารือบนตึกไทยฯ คาดคุยปราบปืนเถื่อน

นายกฯ กลับทำเนียบฯ เชิญ ผบ.ตร.-ผบช.ก.หารือบนตึกไทยฯ คาดคุยปราบปืนเถื่อน

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.23 น.

นายกฯ กลับเข้าทำเนียบฯ พร้อม ผบ.ตร. – ผบช.ก. หลังลงพื้นที่ติดตามจุดเกิดเหตุยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี คาด ถกปราบปรามอาวุธปืนเถื่อน

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 17.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าตึกไทยคู่ฟ้า ภายหลังลงพื้นที่ติดตามเหตุยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี โดยเดินทางกลับมาพร้อมกับ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยคาดว่า จะมีการหารือเกี่ยวกับการปราบปรามอาวุธปืนเถื่อน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร จำนวน 19 นาย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร จำนวน 19 นาย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร จำนวน 19 นาย

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.38 น.

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 4 และมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร จำนวน 19 นาย ดังนี้

1.ร้อยตรี ณัฐพล พัฒน์บุญ เป็น ร้อยโท

2.ร้อยตรี จันทรัสม์ หมื่นศรี เป็น ร้อยโท

3.ร้อยตรี ชนภัทร คำแก้ว เป็น ร้อยโท

4.ร้อยตรี เอกภพ ผักหวาน เป็น ร้อยโท

5.ร้อยตรี ณัฐวัฒน์ เหลืองชูฤทธิ์ เป็น ร้อยโท

6.ร้อยตรี ประวันวิทย์ ทิพย์วังโพธิ์ เป็น ร้อยโท

7.ร้อยตรี สหรัฐ เทพเทียมทัศน์ เป็น ร้อยโท

8.ร้อยตรี ภูมิพัฒน์ อุปพงศ์ เป็น ร้อยโท

9.ร้อยตรี ณัฐพงศ์ มีมาก เป็น ร้อยโท

10.ร้อยตรี กฤตกร บริบูรณ์ เป็น ร้อยโท

11.ร้อยตรี ธนวิชญ์ กุลเกียรติชัย เป็น ร้อยโท

12.ร้อยตรี ติณห์ เลื่อมใส เป็น ร้อยโท

13.ร้อยตรี เมธวัฒน์ สายธงแก้ว เป็น ร้อยโท

14.ร้อยตรี ณรงค์ฤทธิ์ กายจะโปะ เป็น ร้อยโท

15.ร้อยตรี เจษฎา สุโข เป็น ร้อยโท

16.ร้อยตรี สิทธิกร ซ้ายสนาม เป็น ร้อยโท

17.ร้อยตรี ภัทรภณ บัวมาศ เป็น ร้อยโท

18.ร้อยตรี ตรีทศ ลีรักพานิช เป็น ร้อยโท

19.ร้อยตรี คมกฤษณ์ บุญเกิด เป็น ร้อยโท

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 7 สิงหาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

อนุทิน แจงสื่อต่างชาติ สาเหตุยิงในโรงเรียน ไม่ใช่อาชญากร แต่ผู้ก่อเหตุเครียด

อนุทิน แจงสื่อต่างชาติ สาเหตุยิงในโรงเรียน ไม่ใช่อาชญากร แต่ผู้ก่อเหตุเครียด

อนุทิน แจงสื่อต่างชาติ สาเหตุยิงในโรงเรียน ไม่ใช่อาชญากร แต่ผู้ก่อเหตุเครียด

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.29 น.

“อนุทิน” แจงสื่อต่างชาติ ชี้ เหตุยิงโรงเรียนเกิดจากความเครียด – หลายปัจจัย เร่งคุมปืน-ยกระดับความปลอดภัยโรงเรียน   ย้ำ รัฐไม่เปิดทางให้ประชาชนพกอาวุธในที่สาธารณะ

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 16.25 น. ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ถึง เหตุจูงใจที่ทำให้เด็กอายุ 14 ปีตัดสินใจก่อเหตุ ว่า มีหลายปัจจัย ซึ่งความเครียดก็เป็นหนึ่งในนั้น 

ส่วนก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยมีมาตรการควบคุม การพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะเหตุใดเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่จัดการปัญหานี้ได้  นายอนุทิน กล่าวว่า การพกพาอาวุธใดๆ ในที่สาธารณะนผิดกฎหมายอยู่แล้วในประเทศของไทย แต่ในกรณีนี้ มีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายประการที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ดังนั้น เราจึงต้องรอจนกว่าการสืบสวนจะเสร็จสิ้น ซึ่งตนมั่นใจว่าทางสำนักงานตำรวจจะสรุป ผลและรายงานข้อเท็จจริงให้ทราบต่อไป

ทั้งนี้ นายอนุทิน ยังย้ำว่า ตั้งแต่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเคยเสนอแก้ระเบียบการครอบครองปืนและการอนุญาตพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ จนมีการออกประกาศกระทรวงพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะและห้ามซื้ออาวุธปืน หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ  เมื่อตนมาเป็นนายกรัฐมนตรีหนึ่งในสิ่งที่จะทำ คือการออกกฏหมายฉบับใหม่ควบคุมอาวุธปืน ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ

อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ใช่อาชญากรแต่เกิดจากบุคคลที่มีความเครียด กดดันสะสมมานาน พร้อมยืนยันว่าอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนที่มีทะเบียนถูกต้องและถูกเก็บไว้ในบ้าน เนี่ยทำให้เด็กเข้าถึงได้ แต่ยืนยันว่า เหตุแบบนี้ไม่ใช่เหตุที่เกิดขึ้นในที่สาธารณะ พร้อมย้ำว่า จำเป็นต้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ปกครองว่า สถานศึกษาจะมีมาตรการป้องกันและคัดกรองการนำอาวุธเข้าไปในโรงเรียนที่ต้องเข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนทุกคน ซึ่งในทางปฏิบัติคงถึงขั้นนำเครื่องเอ็กซเรย์หรือเครื่องตรวจอาวุธมาใช้ตรวจนักเรียนทุกคนก่อนเข้าโรงเรียน เพราะคงไม่เหมาะสม 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำกับสื่อต่างประเทศ ว่า รัฐบาลไม่ยอมให้ประชาชนทั่วไปครอบครอง หรือพกอาวุธใดใดในพื้นที่สาธารณะ โดยกรณีที่เยาวชนก่อเหตุ ต้องลงไปดูเรื่องปัญหาสุขภาพจิตของเยาวชน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่ปัญหาสุขภาพจิตโดยตรง แต่เป็นความเฉียบพลันหรืออารมณ์ชั่ววูบ ที่สามารถเกิดขึ้นได้จากการถูกกระตุ้น

นายกฯเผยสาเหตุมือยิงใน รร. เครียดเรื่องเรียน ถูกย่าเข้มงวด-อาวุธปืนเป็นของปู่ เตรียมการก่อเหตุมาอย่างดี

นายกฯเผยสาเหตุมือยิงใน รร. เครียดเรื่องเรียน ถูกย่าเข้มงวด-อาวุธปืนเป็นของปู่ เตรียมการก่อเหตุมาอย่างดี

นายกฯเผยสาเหตุมือยิงใน รร. เครียดเรื่องเรียน ถูกย่าเข้มงวด-อาวุธปืนเป็นของปู่ เตรียมการก่อเหตุมาอย่างดี

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.58 น.

นายกฯถึงรร.เทพศิรินทร์ จ.นนทบุรี เผยสาเหตุมือยิงรร.ดัง เครียดเรื่องเรียน ถูกย่าเข้มงวด -อาวุธปืนเป็นของปู่ ชี้ เตรียมการก่อเหตุมาอย่างดี โพสต์โชว์อาวุธ ช่วงสงกรานต์ สั่ง‘ผบ.ตร.-ปลัดมท’ ตั้งด่านตรวจปืนทั่วประเทศ 

เมื่อเวลา 15.43 น. วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางลงพื้นที่ ดูจุดเกิดเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ  นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข นายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยเมื่อเดินทางถึงนายกฯรับฟังรายงานสถานการณ์โดยสรุปจากนายประเสริฐ  พร้อมสอบถามผบ.ตร.ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

จากนั้นเวลา 16.25 น.นายอนุทิน  ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่รับฟังรายงาน ความคืบหน้าเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ถึงสาเหตุหลักของการก่อเหตุ ว่า ได้รับฟังรายงานในส่วนของระดับเหตุการณ์ ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียใจที่มันเกิด แต่โชคดีที่ทุกอย่างมันจบสิ้นไปก่อน น้องที่ก่อเหตุ ก็ยังมีกระสุนอยู่อีก 30 กว่านัด ถ้าเขาไม่จบชีวิตตัวเอง ก็อาจจะเกิดเหตุ ที่จะไปทําร้ายคนอื่นเพิ่มขึ้นอีก

นายกฯ กล่าวว่า หลัก ๆ เป็นเรื่องของความเครียดจากการศึกษา และทราบว่าคุณย่าเคยเป็นครู อยากให้เรียนได้ดี ๆ ซึ่งค่อนข้างที่จะเข้มงวดกวดขัน จากที่ตํารวจสอบปากคําเพื่อนสนิท รับทราบว่าเขามีความเครียดด้านนี้อยู่ และก็มีบ่นๆอยู่ แต่ก็คงเป็นการเตรียมการมาอย่างดี เพราะวิธีจากการทําแผน มีลําดับขั้นตอน มีเป้าหมายชัดเจน 

เมื่อถามว่า สังเกตผู้เสียชีวิต ส่วนใหญ่พบว่าถูกยิงเข้าจุดสําคัญ นายกฯกล่าวว่า เท่าที่รับฟังรายงาน ก็คงตั้งใจที่จะก่อเหตุนี้ เพราะเขาเริ่มมาจากที่บ้าน เขาทําอะไรให้คุณปู่คุณย่า ที่เขาพักอาศัยอยู่ด้วย ตั้งแต่ที่บ้านนั่นคือสองรายแรก ซึ่งเราไม่ได้รับทราบมาก่อน เรามารับทราบหลังจากเกิดเหตุแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ตํารวจกลับไปค้นที่บ้าน จึงพบว่ามีสองร่างเสียชีวิตคือคุณปู่กับคุณย่า 

เมื่อถามว่า มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าอาวุธปืนที่ก่อเหตุมาจากที่ไหน นายกฯ ตอบว่า เป็นปืนของคุณปู่ของเขา ที่เป็นปืนจดทะเบียน ซึ่งเห็นว่าในช่วงสงกรานต์ผู้ก่อเหตุได้โพสต์รูปอาวุธปืนลงอินสตาร์แกรม 

เมื่อถามว่า ตอนนี้ตัวเลขของผู้เสียชีวิตมีจํานวนเท่าไหร่  นายกฯ ตอบว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมด 8 ราย รวมปู่และย่าด้วย ส่วนผู้บาดเจ็บ 30 กว่าคน และมีผู้บาดเจ็บสาหัสที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดมาก ๆ ประมาณ 9 ราย อยู่ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 

เมื่อถามว่าพอมีประกาศเรื่องห้ามพกพาอาวุธปืน แต่ยังมีการเกิดเหตุรายวันอยู่ จะ ดําเนินการเชิงรุกมากกว่านี้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตนจะต้องหารือกับผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ แต่จริงๆแล้วกฎหมายอันนี้มันชัดเจน ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้มีหน้าที่ ใด ๆ ในทางราชการ ไม่สามารถที่จะพกพาอาวุธปืนออกนอกบ้าน หรือเดินพกพาไปไหนในที่สาธารณะ ไปที่ไหนไม่ได้ทั้งนั้น ตนก็คงจะต้องมอบหมายชัดเจนให้ชัดเจนว่าจากนี้ไป ถ้าหากมีการตั้งด่านตรวจ ก็จะต้องตรวจค้นอาวุธปืนนี้ด้วย ถ้าเจอใครพกอาวุธ ก็จะถูกดําเนินคดีหนัก 

เมื่อถามว่า ตามรายงานมีเหตุจูงใจอะไรที่มาจากการเรียน ทําให้ไปยิงคุณครู ยิงเพื่อน  นายกฯ กล่าวว่า รายละเอียดเดี๋ยวให้ตํารวจ และพิสูจน์หลักฐาน ทําให้ละเอียดและออกไปชี้แจง เพราะการไปพูดอะไรก่อน เดี๋ยวจะทําให้เสียหายต่อรูปคดี

เมื่อถามว่า จากการตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของผู้ก่อเหตุ พบว่ามีการเคยเปิดยูทูปดูคลิปเหตุกราดยิงในอเมริกา ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายกฯ ตอบว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้ 

เมื่อถามต่อว่า ผู้ก่อการก่อเหตุ เคยประวัติไปซ้อมยิงปืนหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ซ้อมยิงปืนแบบเอาปืนไปยิงตนยังไม่ได้รับรายงาน ด้วยเด็กอายุ 14 ขวบ คงทําแค่นี้ไม่ได้ เขาก็คงมีวิธี ในการไปติดตามจากโซเชียลมีเดีย 

เมื่อถามถึงมาตรการดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิต นายกฯ กล่าวว่า มาตรการในการดูแลผู้เคราะห์ร้าย เรามีหลักปฏิบัติ ตามระเบียบของสํานักนายกรัฐมนตรี ก็จะมีกองทุน กระทรวงยุติธรรม โดยกรมสวัสดิการคุ้มครองสิทธิก็จะมีกองทุนของเขา ส่วนกระทรวงศึกษาธิการ นายประเสริฐ จันทรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้แจ้งว่า จะมีกองทุนที่มาดูแลครอบครัว ตนขอให้ ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ  แต่ขอยืนยันว่าจะพยายามทุกวิถีทาง ให้การดูแลเยียวยาครอบครัวของผู้เคราะห์ร้าย ในกรณีเสียชีวิตต้องเยียวยาเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทําได้ 

เมื่อถามว่ากรณีที่เกิดขึ้นมีประเด็นอื่นอย่างเรื่องการบูลลี่ด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยืนยันว่าน้องเขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ไม่มีความกดดันใด ๆ จากเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง อย่างที่ตนเรียนว่าในสิ่งเหล่านี้ มีสิ่งที่ตนขอไม่ใช่คําว่าโชคดี มันมีสิ่งที่หยุดไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้ ถ้าน้องเขาไม่จบชีวิตตัวเอง แล้วต่อสู้ตํารวจก็จะประสบความสําเร็จมาก ในการหยุดยั้งเขา ซึ่งเขาเป็นเด็ก เมื่อมีการปะทะขึ้นมาแล้วตํารวจต้องตัดสินใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง มันก็จะเกิดกรณีอื่นขึ้นมา วุ่นวายอีก เพราะฉะนั้นขอให้จบ ในกรณีที่น้องเขาได้ทําร้ายตัวเองไปเรียบร้อย ผู้ที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับเขา คุณปู่คุณย่าก็ถูกทําร้ายตั้งแต่เช้า เพราะฉะนั้น เราจะดําเนินการในเรื่องของคดี ให้จบสิ้นโดยเร็ว เพราะตอนนี้คงไม่มีผู้ต้องหา ใด ๆ ที่เราต้องไปติดตามจับกุมอีก เราก็เอาบทเรียนนี้มาถอด พยายามอย่างสุดความสามารถ ในการสร้างบรรยากาศ และสร้างมาตรการความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย และในที่สาธารณะให้มากที่สุด 

เมื่อถามว่า น้องผู้ก่อเหตุมีญาติคนอื่นอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทราบข่าวว่า คุณพ่อคุณแม่แยกทางกัน ซึ่งน้องไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ 

เมื่อถามย้ําว่าน้องไม่มีใครแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ณ ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายกจะขึ้นรถเดินทางกลับได้หันไปสั่งการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผบ.ตร. ให้ตั้งด่านตรวจอาวุธปืนทั่วประเทศ 

จากนั้นเวลา 17.10 น. ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยลงพื้นที่ติดตามเหตุยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางกลับเข้าทำเนียบรัฐบาลพร้อมกับ พล.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางด้วย

สั่งเยียวยาด่วน! รัฐเคาะเงินช่วยเหลือ เหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ เสียชีวิต 1 ล้านบาท

สั่งเยียวยาด่วน! รัฐเคาะเงินช่วยเหลือ เหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ เสียชีวิต 1 ล้านบาท

สั่งเยียวยาด่วน! รัฐเคาะเงินช่วยเหลือ เหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ เสียชีวิต 1 ล้านบาท

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

นายกรัฐมนตรีแสดงความเสียใจครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ เหตุกราดยิงในโรงเรียนฯ สั่งการเยียวยาให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน

7 ส.ค.69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต เหตุนักเรียนชายกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ บางกรวย จังหวัดนนทบุรี สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเยียวยาให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เตรียมประชุมพิจารณามอบเงินเยียวยาในส่วนของกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย ฯ ในช่วงบ่ายวันนี้ โดยอ้างอิงจากการเยียวยาช่วยเหลือจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ดังนี้ กรณีผู้เสียชีวิต จำนวน 1,000,000 บาท กรณีทุพพลภาพ จำนวน 700,000 บาท กรณีบาดเจ็บสาหัส จำนวน 200,000 บาท และกรณีบาดเจ็บเล็กน้อย จำนวน 100,000 บาท

สำหรับการช่วยเหลือในส่วนของกรมกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เข้าไปดำเนินการให้ความช่วยเหลือแล้ว ซึ่งการดูแลจะเป็นไปตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา

“รัฐบาลขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมบูรณาการความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการเร่งให้ความช่วยเหลือในทุก ๆ ด้าน อย่างครอบคลุม ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย” นางสาวรัชดา กล่าว

‘อนุสรณ์’ สส.พรรคส้ม ตะโกนเรียกร้องสันติภาพ ป่วนงานรัฐสภาต้อนรับ ‘มิน ออง ไลง์’ ตร.สภารุดหิ้วปีกพ้นพื้นที่

‘อนุสรณ์’ สส.พรรคส้ม ตะโกนเรียกร้องสันติภาพ ป่วนงานรัฐสภาต้อนรับ ‘มิน ออง ไลง์’ ตร.สภารุดหิ้วปีกพ้นพื้นที่

‘อนุสรณ์’ สส.พรรคส้ม ตะโกนเรียกร้องสันติภาพ ป่วนงานรัฐสภาต้อนรับ ‘มิน ออง ไลง์’ ตร.สภารุดหิ้วปีกพ้นพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

For Peace For Humanity มีป่วน! ‘อนุสรณ์ ธรรมใจ’ กะสร้างชื่อสส.สมัยแรก ตะโกนเรียกร้องลั่นสภาฯเพื่อ ‘สันติภาพ-มนุษยธรรม’ ระหว่าง ‘ปธ.วุฒิสภา’ ต้อนรับ ‘มิน ออง ไลง์’  ตำรวจสภารุดหิ้วปีกพ้นพื้นที่

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภาว่า เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นระหว่างที่ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา มีกำหนดการให้การรับรอง นายมิน ออง ไลง์ ผู้นำทางการเมืองและการทหารแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ณ ห้องรับรองพิเศษ 204 รัฐสภา

โดยช่วงเวลาก่อนเริ่มพิธีต้อนรับ บริเวณโถงปลาอานนท์ หน้าห้องรับรองพิเศษ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้เดินทางมารอร่วมสังเกตการณ์ เพื่อเตรียมยื่นหนังสือผ่านประธานวุฒิสภา ไปถึงผู้นำเมียนมา โดยเรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน รวมถึงสนับสนุนให้เกิดกระบวนการฟื้นฟูประชาธิปไตยขึ้นในเมียนมา

ต่อมาเวลา10.50น. ทันทีที่คณะของ นาย มิน ออง ไลง์ เดินทางมาถึงจุดรับรอง นายอนุสรณ์ได้ส่งเสียงตะโกนเรียกร้อง “เพื่อสันติภาพ! เพื่อมนุษยธรรม!” ขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความตื่นตกใจให้แก่คณะผู้จัดงานและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสภาต้องรุดเข้าควบคุมสถานการณ์ และนำตัวนายอนุสรณ์ออกจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวในทันที

ย้อนวาทะ ‘ชัยชนะ’ นายหัวลานทัวร์ปชป. จ้องแซะศุภจี-เอกนิติ เจอกระแสตีกลับฉ่ำๆ

ย้อนวาทะ ‘ชัยชนะ’ นายหัวลานทัวร์ปชป. จ้องแซะศุภจี-เอกนิติ เจอกระแสตีกลับฉ่ำๆ

ย้อนวาทะ ‘ชัยชนะ’ นายหัวลานทัวร์ปชป. จ้องแซะศุภจี-เอกนิติ เจอกระแสตีกลับฉ่ำๆ

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.29 น.

เรียกทัวร์ได้ทุกครั้งเลยก็ว่าได้ สำหรับ “ชัยชนะ เดชเดโช” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บ้านใหญ่เมืองนครศรีธรรมราช เพราะแทบทุกครั้งที่เอ่ยปากวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ด้วยการพูดกระทบกระเทียบ กลับสร้างกระแสตีกลับมายังตัวเองและพรรคตลอด อาทิ 

เมื่อวันที่ 22 เมษายน ได้พูดถึง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ว่า “ท่านซุปเปอร์จี ควรตั้งใจทำงาน ให้เหมือนทำทรงผมนะครับ” ปรากฏว่ากระแสตีกลับ ทัวร์ลง ชาวเน็ตคอการเมืองพากันวิพากษ์วิจารณ์ที่ “ชัยชนะ” หยิบยกเรื่องทรงผมมาแซะ แทนที่จะใช้ข้อมูลในการวิจารณ์ 

ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม “ชัยชนะ” วิพากษ์วิจารณ์นโยบายที่จะผลักดันร้านข้าวแกงราคาไม่เกินจานละ 40 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายของ “ศุภจี” ว่า “แต่ท่านบอกว่าจะช่วยให้เหลือ 40 บาท ผมคิดว่าข้าวแกงของท่านน่าจะเป็น ข้าวราดแกงกุ้งมังกร เพราะราคาสูงกว่าทั่วไป” คราวนี้ ทัวร์ลงแน่นขนัดทั้งส่วนตัวและพรรค 
ถัดมาแค่ 2 วัน วันที่ 15 กรกฎาคม “ชัยชนะ” เรียกทัวร์อีกครั้งว่า “ผมว่าท่าน (ศุภจี) เอาเวลาประดิษฐ์คำพูด เอามาประดิษฐ์งานดีกว่า” 

และล่าสุดคราวนี้วันที่ 5 สิงหาคม “ชัยชนะ” เรียกทัวร์ได้เต็มพื้นที่ โดยการแซะ “ศุภจี” พ่วง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและรมว.คลังด้วย ว่า  “เอกนิติ ศุภจีเอ๋ย เจ้าจงทำงานเพื่อประเทศชาติ เจ้าอย่าจงทำงานเพื่อเสริมสร้างบารมีตนเอง นอกจากแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้แล้ว เจ้าจงกลับไปดูการบริหารในกระทรวงของเจ้า ทั้งสองท่าน ทราบข่าวว่าท่านมีปัญหาทั้ง 2 กระทรวงกับข้าราชการประจำ มีปัญหาด้านนโยบาย สุดท้ายแล้ว กินน้ำมันตับปลาเยอะ ๆ สมองจะได้ดี จะได้มีสมองในการบริหารประเทศชาติต่อไป”

คราวนี้เลยโดนชาวเน็ตสั่งสอน บ้างก็บอกให้กลับไปศึกษาว่า น้ำมันตับปลา กับน้ำมันปลา ต่างกันอย่างไร และบางส่วนบอกว่า แทนที่จะให้ “ศุภจี” กับ “เอกนิติ” รับประทาน “ชัยชนะ” ควรเก็บไว้รับประทานเอง ขณะที่บางคนบอกว่า ต้องอาบเลย รับประทานเฉยๆ คงช่วยอะไรไม่ได้

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์