ยศชนัน นำ 5 กระทรวง กาง 6 แผน ดันมาตรฐานความปลอดภัยสถานศึกษา 90 วัน ป้องกันก่อเหตุรุนแรง

ยศชนัน นำ 5 กระทรวง กาง 6 แผน ดันมาตรฐานความปลอดภัยสถานศึกษา 90 วัน ป้องกันก่อเหตุรุนแรง

ยศชนัน นำ 5 กระทรวง กาง 6 แผน ดันมาตรฐานความปลอดภัยสถานศึกษา 90 วัน ป้องกันก่อเหตุรุนแรง

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.51 น.

“ยศชนัน” นำ 5 กระทรวง กาง 6 แผน ดัน “มาตรฐานความปลอดภัยสถานศึกษา 90 วัน” ยกเครื่องคัดกรองสุขภาพจิต-ชู Zero Tolerance สกัดปมบูลลี่-ตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิ ป้องกันการก่อเหตุรุนแรง-สะเทือนขวัญซ้ำรอย

ความคืบหน้ากรณีเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดเหตุคนร้ายซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงครูและเพื่อนนักเรียนภายในสถานศึกษาจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย

8 สิงหาค เวลา 13.00 น.  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม  ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางและมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา ร่วมกับ นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.), นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รมว.รง., นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) พร้อมปลัดทั้ง 4 กระทรวง และรองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ที่ห้องประชุมราชวัลลภกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการฉุกเฉินและกรอบป้องกันความปลอดภัยอย่างยั่งยืนในโรงเรียนทั่วประเทศ

ศ.ดร.ยศชนัน แถลงภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมว่า ทุกฝ่ายจะร่วมมือกันทำอย่างดีที่สุดเพื่อคืนความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครองและประชาชน โดยยืนยันว่าลูกหลานทุกคนต้องมีความปลอดภัยในรั้วโรงเรียน และเหตุการณ์สะเทือนขวัญเช่นนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก สำหรับกรอบการทำงานได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก

ส่วนแรกคือ “แผนเปิดโรงเรียน” ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นฉุกเฉิน มุ่งเน้นการฟื้นฟูสภาพจิตใจและการคัดกรองความปลอดภัยเบื้องต้น ประกอบด้วย

1.การจัดช่องทางขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตทั่วประเทศ ผ่านกรมสุขภาพจิต และของกระทรวง พม. อาทิ สายด่วน 1300 และ 1323 ระบบแชต และระบบนัดหมาย ร่วมกับนักจิตวิทยาประจำพื้นที่ของกระทรวงศึกษาธิการ สถาบันการศึกษาในสังกัด อว. และกระทรวง พม.

     2.จัดส่งทีมอาสาสมัครสุขภาพจิตลงพื้นที่เชิงรุกในโรงเรียนที่เกิดเหตุ เพื่อดูแลนักเรียน ครู และผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด โดยในวันแรกของการเปิดเรียนจะมีการจัดกิจกรรมเยียวยาจิตใจตามมาตรฐานสากล3. มีคำสั่งให้ปิดห้องเรียนจุดเกิดเหตุชั่วคราว และ 4. จัดพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้ปกครองเข้ามาสังเกตการณ์บุตรหลานโดยต้องผ่านการลงทะเบียนเพื่อความปลอดภัย 5. เปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจรุนแรงสามารถย้ายสถานศึกษาได้ตามความเหมาะสม และ 6. กำหนดมาตรการชั่วคราวในการตรวจคัดกรองสิ่งผิดกฎหมายก่อนเข้าโรงเรียนทันที

ศ.ดร.ยศชนัน แถลงต่อไปถึงการจัดทำ “มาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนแห่งชาติ” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 90 วัน เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ทุกกระทรวงยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกัน โดยมาตรการระยะยาวนี้ครอบคลุม 
1.การคัดกรองสุขภาพจิตของนักเรียนและครูเป็นประจำ  2. การวางระบบส่งต่อนักเรียนกลุ่มเสี่ยงไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างมีประสิทธิภาพ 3. การจัดหลักสูตรอบรมครูแนะแนวและครูที่ปรึกษา (Train the Trainer) ให้มีความรู้ในการประเมินและปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้น 4. การเปิดช่องทางแจ้งเหตุผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิบนแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ให้เด็กและบุตรหลานระบายหรือแจ้งปัญหาที่ไม่อาจพูดในพื้นที่อื่นได้ 5. การฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุในหลากหลายมิติพร้อมตรวจสอบจุดเสี่ยง

6.การยึดหลัก Zero Tolerance ไม่เพิกเฉยต่อการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน (Bullying) 7. การส่งเสริมความผูกพันระหว่างครูกับนักเรียน  8.ตลอดจนการคัดกรองบุคคลและสิ่งของผิดกฎหมายก่อนเข้าสถานศึกษาอย่างรัดกุม

“ฝากถึงผู้ปกครองขอให้ร่วมกันสอดส่องพฤติกรรมของลูกหลาน หากพบความเปลี่ยนแปลง ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์  เพื่อคัดกรองและได้รับคำปรึกษา การไปพบจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการดูแลสุขภาพจิตอย่างถูกวิธี“ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน นายประเสริฐ  กล่าวแสดงความห่วงใยและเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น พร้อมส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ โดยระบุว่าหลังเสร็จสิ้นการประชุมร่วม 4 กระทรวงนี้แล้ว  ในเวลา 14.30 น. กระทรวงศึกษาธิการได้จัดการประชุมทางไกลผ่านระบบออนไลน์ด่วนที่สุดร่วมกับสถานศึกษาและหน่วยงานในสังกัดศธ.ทั่วประเทศ ทั้ง สพฐ., อาชีวศึกษา, สช., และ สกร. เพื่อถ่ายทอดแนวทางและประกาศยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเตรียมออกประกาศกระทรวง อย่างเป็นทางการในการให้อำนาจผู้บริหารและครูฝ่ายปกครอง สามารถตรวจค้นกระเป๋าและสิ่งของของนักเรียนในกลุ่มเสี่ยงได้ เพื่อป้องกันการพกพาอาวุธทุกประเภท ทั้งมีดและปืน นอกจากนี้ ได้สั่งการให้โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ปิดการเรียนการสอนตลอดทั้งสัปดาห์หน้า เพื่อประเมินสถานการณ์และปรับปรุงมาตรการภายใน ส่วนการช่วยเหลือบุคลากร ศธ. ได้เตรียมมาตรการเยียวยาครอบครัวของคุณครูที่เสียชีวิตอย่างเต็มที่ ทั้งจากกองทุนของกระทรวง สวัสดิการ ช.พ.ค. เงินสงเคราะห์จากรัฐบาล รวมถึงการพิจารณาเลื่อนขั้นเป็นกรณีพิเศษในฐานะผู้เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่

รมว.ศธ. ได้ทิ้งท้ายว่า โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี จะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนราว 3,500 คน และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเดิมอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยรุนแรงขนาดนี้มาก่อน รัฐบาลและทุกหน่วยงานจึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการป้องกันให้เข้มงวดที่สุดเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยขึ้นในสังคมไทยอีกต่อไป

ขณะที่ นายนิกร ได้แถลงถึงบทบาทการเข้ามาเสริมการทำงานใน 3 ประเด็นสำคัญ โดยประเด็นแรก พม. จะจัดส่งทีมนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาของกระทรวง เข้าร่วมกับทีมกรมสุขภาพจิตและกระทรวงศึกษาธิการเพื่อลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจของเด็กและครอบครัวอย่างครอบคลุม ประเด็นที่สอง คือการบูรณาการระบบรับแจ้งเหตุ โดยจะเชื่อมโยงศูนย์รับแจ้งเหตุสายด่วน 1300 ของกระทรวง พม. เข้ากับแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อให้การประสานงานและส่งต่อข้อมูลกับกระทรวงศึกษาธิการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด และประเด็นที่สาม กระทรวง พม. จะนำโศกนาฏกรรมครั้งนี้มาเป็นกรณีศึกษาเพื่อทบทวนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานรองรับเด็กและสถานศึกษาในสังกัดของ พม. ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องโหว่หรือเหตุร้ายในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก

นอกจากนี้ รองอธิบดี กรมสุขภาพจิต ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการดูแลจิตใจเด็กและสถาบันครอบครัว โดยเน้นย้ำว่าการดูแลเด็กหนึ่งคนให้เติบโตอย่างปลอดภัยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในชุมชน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้นำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน HERO OBEC Care มาใช้ครอบคลุมกว่าร้อยละ 85 ของโรงเรียนทั้งหมดแล้ว เพื่อช่วยประเมินและคัดกรองปัญหาสุขภาพจิตของเด็กในมิติต่างๆ อย่างมีระบบ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการส่งเสริมการสื่อสารแบบสองทาง (Two-way Communication) เพื่อสร้างคนรับฟังที่เด็กไว้วางใจ แทนการปล่อยให้เด็กเสพสื่อฝ่ายเดียวจนเกิดความกดดันสะสม
 

‘ปลัด มท.’นำจิตอาสาพระราชทานปฏิญาณตน เราจะทำความ ดี ด้วยหัวใจ… พร้อมจัดกิจกรรมสร้างรอยยิ้มและความสุข จิตอาสาบริการประชาชน

‘ปลัด มท.’นำจิตอาสาพระราชทานปฏิญาณตน เราจะทำความ ดี ด้วยหัวใจ... พร้อมจัดกิจกรรมสร้างรอยยิ้มและความสุข จิตอาสาบริการประชาชน

‘ปลัด มท.’นำจิตอาสาพระราชทานปฏิญาณตน เราจะทำความ ดี ด้วยหัวใจ… พร้อมจัดกิจกรรมสร้างรอยยิ้มและความสุข จิตอาสาบริการประชาชน

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

ปลัดมหาดไทย นำจิตอาสาพระราชทานปฏิญาณตน “เราจะทำความ ดี ด้วยหัวใจ…” พร้อมจัดกิจกรรมสร้างรอยยิ้มและความสุข “จิตอาสาบริการประชาชน” เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติปี 69 

วันที่ 8 สิงหาคม 2569  เวลา 09.00 น. ที่สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกิจกรรมจิตอาสาพระราชทานของกระทรวงมหาดไทย “จิตอาสาบริการประชาชน” เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569 โดยมี ผู้แทนหน่วยราชการในพระองค์ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ผู้บริหารกรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และจิตอาสาพระราชทาน ร่วมในกิจกรรมกว่า 500 คน

โอกาสนี้ นายอรรษิษฐ์ นำผู้ร่วมพิธีเปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพถวายราชสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชินีพันปีหลวง พร้อมกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และนำจิตอาสาพระราชทานผู้ร่วมพิธีปฏิญาณตนตามคติพจน์จิตอาสา ความว่า  “เราจะทำความ ดี ด้วยหัวใจ และจะดำเนินชีวิตด้วยปัญญา สัจจะ ความดี เพื่อยังประโยชน์ตน และผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท” พร้อมทั้งรับมอบถุงพระราชทาน แล้วนำผู้บริหารมอบถุงพระราชทานให้กับประชาชนชุมชนบ้านเอื้ออาทรสวนพลูพัฒนา ชุมชนบ้านมั่นคงสวนพลูพัฒนา ชุมชนหน้าสมาคมธรรมศาสตร์ และชุมชนพัฒนสิน รวม 50 ชุด

ภายในงานมีการจัดนิทรรศการพระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระราชกรณียกิจที่สำคัญ และการให้บริการประชาชน อาทิ บริการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนเคลื่อนที่ (Mobile Unit) การฝึกอาชีพขั้นพื้นฐาน การเรียนรู้การเอาตัวรอดจากสาธารณภัย กิจกรรม MEA smart life และความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้า การบริการน้ำประปาดื่มได้ การให้ความรู้เกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำเสีย การบริการซ่อมบำรุงเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก กิจกรรมหน่วยแพทย์และสาธารณสุขเคลื่อนที่ ซึ่งตลอดทั้งวันมีวงดนตรี อส. สัมพันธ์ ขับร้องและบรรเลงเพลงสร้างสุนทรียะและรอยยิ้มให้กับประชาชน
 

แม่ค้าชมเปาะ โครงการไทยช่วยไทยพลัส ถามจะมีต่ออีกหรือไม่? อนุทินตอบ เดี๋ยวจะพยายาม

แม่ค้าชมเปาะ โครงการไทยช่วยไทยพลัส ถามจะมีต่ออีกหรือไม่?  อนุทินตอบ เดี๋ยวจะพยายาม

แม่ค้าชมเปาะ โครงการไทยช่วยไทยพลัส ถามจะมีต่ออีกหรือไม่? อนุทินตอบ เดี๋ยวจะพยายาม

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

‘นายกฯ’ ควง ภริยา ตรวจความเรียบร้อยงานโอทอปศิลปาชีพ ก่อนเปิดงานเป็นทางการจันทร์นี้ พร้อมเชิญชวนประชาชนอุดหนุนสินค้า ด้านแม่ค้าชมเปาะโครงการไทยช่วยไทยพลัส

เมื่อเวลา 14.35 น. วันที่ 8 สิงหาคม 2569 ที่ อาคารชาเรนเจอร์ อิมแพ็คเมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–16 ส.ค.นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาเปิดงานอย่างเป็นทางการ ในวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. ซึ่งบรรยากาศได้มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาอุดหนุนสินค้าโอทอป โดยมีนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมด้วย

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวเชิญชวน ว่า ขอเชิญประชาชนชาวไทยทุกคนได้ซื้อของจับจ่ายในงานโอทอปศิลปาชีพ ซึ่งเปรียบเสมือนกับงานโอทอป แต่เน้นเรื่องสินค้าของโครงการศิลปาชีพที่สมเด็จพระบรมวงศานุวงศ์ หลายพระองค์ ทรงให้การสนับสนุน

จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้เดินชมสินค้าต่างๆภายในงาน ทั้งอาหาร เครื่องประดับ ผ้าไทย  สินค้างานฝีมือ ที่มาออกบูธสินค้าภายในงานนี้ โดยได้หยุดที่บูธแรก คือไอศกรีมร้านเพชรไอศกรีม โดยได้สั่งเป็นไอศกรีมกะทิสด จากนั้นได้อุดหนุนพร้อมชิมชาข้าวกล้องอุดหนุนผลิตภัณฑ์สินค้าจากย่านลิเภา อุดหนุนทุเรียนหลินลับแล ระหว่างทางนายกฯได้แวะบูธผ้ามัดย้อม ซึ่งระหว่างนั้นมียูทูบเบอร์คนจีนที่กำลังไลฟ์ขายสินค้าอยู่ นายกฯได้ยืนดูด้วยความสนใจ ก่อนโผล่หน้าทักทายชาวเน็ตด้วยภาษาจีน โดยได้ทักทายร้านค้าต่างๆ และอวยพรขอให้ขายได้ดีๆ

โดยมีประชาชนที่พบเห็นได้เข้ามาขอถ่ายรูปและร่วมพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี และมีแม่ค้าหลายร้านกล่าวชื่นชมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 นายกฯถามกลับว่าดีหรือไม่ ด้านแม่ค้าบอกว่าสุดยอดมากเลย จะมีต่ออีกหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เดี๋ยวจะพยายาม 

ต้องเด็ดขาด! ‘นิพิฏฐ์’ มองตำรวจต้องกล้าวิสามัญฯ หากจำเป็น เพื่อยับยั้งความสูญเสียผู้บริสุทธิ์

ต้องเด็ดขาด! ‘นิพิฏฐ์’ มองตำรวจต้องกล้าวิสามัญฯ หากจำเป็น เพื่อยับยั้งความสูญเสียผู้บริสุทธิ์

ต้องเด็ดขาด! ‘นิพิฏฐ์’ มองตำรวจต้องกล้าวิสามัญฯ หากจำเป็น เพื่อยับยั้งความสูญเสียผู้บริสุทธิ์

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.07 น.

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า การระงับเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ การเยียวยาผู้เสียชีวิต กรณีนักเรียนใช้ความรุนแรง
ปัญหาการระงับเหตุร้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เท่าที่เห็นโดยทั่วไป คือ ตำรวจไม่กล้าใช้ความรุนแรง กับผู้กระทำความผิด จนบางครั้ง เป็นเหตุให้มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องทบทวนเรื่องนี้ ต้องให้ความมั่นใจและปกป้องตำรวจในการปฏิบัติการตามหน้าที่

กระสุนที่ออกจากปืนของคนร้าย ไม่ว่าคนร้ายนั้นจะเป็นผู้หญิง หรือ ผู้ชาย จะเป็นเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ กระสุนนั้นก็ทำให้ผู้บริสุทธิ์ถึงแก่ความตายเหมือนกัน

หากจำเป็นต้องกระทำวิสามัญฆาตกรรมก็ต้องทำทันที เพื่อยับยั้งมิให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตเพิ่มขึ้น ไม่ควรมีใครเป็นวีรบุรุษที่ตายแล้ว

สำหรับครูผู้เสียชีวิต การดูแลทายาท ควรทำเหมือนทหารหรือตำรวจที่เสียชีวิต โดยถือว่า เขาเสียชีวิตในหน้าที่ ควรเพิ่มขั้นเงินเดือน ค่าตอบแทน และรับทายาทของผู้เสียชีวิตมารับราชการ

ความเห็นนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ผมไม่ประสงค์ให้ผู้ใดมาทำความเห็นแย้ง เพราะจะก่อให้เกิดวิวาทะโดยไม่จำเป็น และไม่เป็นประโยชน์ต่อการบังคับใช้กฎหมาย

ดอกนี้มีจุก! เถกิง สะกิด สส.พรรคส้ม เปลี่ยนแรงโกรธเผด็จการพม่า เป็นแรงผลักดันเซฟชีวิตคนไทยดีกว่าไหม?

ดอกนี้มีจุก! เถกิง สะกิด สส.พรรคส้ม เปลี่ยนแรงโกรธเผด็จการพม่า เป็นแรงผลักดันเซฟชีวิตคนไทยดีกว่าไหม?

ดอกนี้มีจุก! เถกิง สะกิด สส.พรรคส้ม เปลี่ยนแรงโกรธเผด็จการพม่า เป็นแรงผลักดันเซฟชีวิตคนไทยดีกว่าไหม?

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

วันที่ 8 สิงหาคม 2569  จากกรณี เมื่อวานนี้ 7 ส.ค.  ที่ รัฐสภาเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นระหว่างที่ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา มีกำหนดการให้การรับรอง นายมิน ออง ไลง์ ผู้นำทางการเมืองและการทหารแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ณ ห้องรับรองพิเศษ 204 รัฐสภา

โดยช่วงเวลาก่อนเริ่มพิธีต้อนรับ บริเวณโถงปลาอานนท์ หน้าห้องรับรองพิเศษ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้เดินทางมารอร่วมสังเกตการณ์  ทันทีที่คณะของ นาย มิน ออง ไลง์ เดินทางมาถึงจุดรับรอง นายอนุสรณ์ได้ส่งเสียงตะโกนเรียกร้อง “เพื่อสันติภาพ! เพื่อมนุษยธรรม!” ขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความตื่นตกใจให้แก่คณะผู้จัดงานและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสภาต้องรุดเข้าควบคุมสถานการณ์ และนำตัวนายอนุสรณ์ออกจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวในทันที ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด เถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตนายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อาจารย์อนุสรณ์ ธรรมใจ..เปลี่ยนความโกรธต่อเผด็จการพม่า..มาเป็นแรงผลักดันสร้างความปลอดภัยให้ชีวิตพลเมืองไทยก่อนดีกว่า

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อนุสรณ์’ สส.พรรคส้ม ตะโกนเรียกร้องสันติภาพ ป่วนงานรัฐสภาต้อนรับ ‘มิน ออง ไลง์’ ตร.สภารุดหิ้วปีกพ้นพื้นที่

บ้านเราเป็นอะไรกันไปแล้ว! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ฉะ สส.พรรคส้ม ไร้มารยาทเจ้าบ้าน ต้าน ‘มิน ออง ไลง์’ เยือนไทย

‘อนุทิน’เล็งสังคายนากฎหมายปืน ให้เข้มงวด ชี้พกพานอกบ้าน โดนข้อหาอุกฉกรรจ์

'อนุทิน'เล็งสังคายนากฎหมายปืน ให้เข้มงวด ชี้พกพานอกบ้าน โดนข้อหาอุกฉกรรจ์

‘อนุทิน’เล็งสังคายนากฎหมายปืน ให้เข้มงวด ชี้พกพานอกบ้าน โดนข้อหาอุกฉกรรจ์

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.12 น.

นายกฯ ย้ำเข้มพกปืนนอกเคหสถาน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่มีโทษอุกฉกรรจ์ ปัดข้อเสนอครูพกปืนป้องกันตัว เหตุไม่ใช่เจ้าพนักงาน ลั่นปืนถูกขโมยไปก่อเหตุเจ้าของตกเป็นผู้ต้องหาร่วม ยันผู้บาดเจ็บได้รับการดูแลเต็มที่ รับมีเคสแดง 1-2 ราย 

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 8 สิงหาคม ที่เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือกับพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในช่วงค่ำวันที่ 7 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังลงพื้นที่ดูจุดเกิดเหตุกราดยิง ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ว่า จากเหตุการณ์นี้เราคงต้องเน้นในเรื่องของอาวุธปืน โดยตนได้คุยกับ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แล้วว่าจะต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย แม้กระทั่งการออกกฏหมายในเรื่องของการควบคุมอาวุธปืนต้องให้เข้มข้นมากกว่านี้ ซึ่งจนถึงขณะนี้ตนก็ยังย้ำเหมือนเดิมโดยให้เน้นเรื่องการตั้งด่านตรวจตรา หรือถ้าเราไปพบว่ามีการพกอาวุธปืนเข้าไปในที่สาธารณะที่ใดก็ตาม พกอยู่ในรถหรือออกนอกเคหสถานโดยไม่มีภารกิจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับทางราชการก็ถือว่าผิดกฎหมาย ต้องถูกดำเนินคดีข้อหาที่อุกฉกรรจ์ได้เลย 

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสนามยิงปืน รัฐบาลต้องป้องกันอย่างไรก่อนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า สนามยิงปืนเขามีกฎระเบียบอยู่แล้ว ซึ่งอยู่ภายใต้กรมการปกครองของจังหวัด ถ้าขอให้ไปฝึกซ้อมที่สนามยิงปืน ปืนทุกกระบอก ลูกปืนทั้งหมดมีการลงทะเบียน มีการฝากไว้ที่สนามยิงปืน ลูกปืนที่ซื้อเพื่อซ้อมก็ซื้อที่สนามบินยิงปืน มันก็จะควบคุมได้ ซึ่งระเบียบเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นไม่มีปัญหา ถ้าอยากจะไปใช้ฝึกไปซ้อมไปฝึกทักษะการยิงปืนก็สามารถไปซ้อมที่สนามยิงปืน แต่อย่าออกนอกบ้านหรือพกติดตัวไปเพื่อให้เกิดความ อุ่นใจว่ามีอาวุธประจำกายอยู่ ใครเกิดมีเรื่องมีราวขึ้นมา ถ้านำปืนนี้ไปใช้เพื่อไปแก้ปัญหาก็จะถูกดำเนินคดีที่รุนแรงมาก

เมื่อถามว่ามีคนเสนอว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ครูพกปืนไว้ป้องกันตัว นายอนุทิน กล่าวว่า ก็บอกแล้วว่าไม่ให้มีอาวุธปืนจะไปให้ครูพกปืนได้อย่างไร และครูไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน เมื่อถามว่ากรณีที่ครอบครองปืนเถื่อนหรือปืนที่ไม่ถูกต้องจะมีการฟื้นโครงการที่นำปืนเหล่านั้นมาคืนเจ้าหน้าที่รัฐโดยไม่มีความผิดเหมือนในอดีตหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ปืนเถื่อนก็จะต้องยึดหมด ไม่มีหรอกปืนเถื่อนที่ถูกต้อง มันไม่มี ตราบใดที่ตนเป็นรัฐบาลอยู่ถ้าใครครอบครองปืนเถื่อนถ้าถูกจับได้หรือถ้าไปทำผิดคดีอื่นขึ้นมา แล้วมีการไปตรวจค้นบ้านขึ้นมาเกิดพบอาวุธปืนเถื่อนก็เข้าข่ายผิดกฎหมาย ก็ต้องมีการเพิ่มข้อหา เพิ่มกระทง มันไม่คุ้มหรอกครับ ส่วนจะทำอย่างไรกับปืน ก็ต้องเอามาคืนกรมการปกครอง ให้อำเภอ หรือให้สถานีตำรวจทำบันทึกเอาไว้ เพราะปืนเถื่อนเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายโดยธรรมชาติของมันเองอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีน้องที่ก่อเหตุถูกบุลลี่ในภาพกว้างเราจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร เพราะอาจจะไม่ได้โดนแค่น้องคนนี้คนเดียว ในอนาคตอาจจะมีเรื่องบูลลี่เกิดขึ้น นายกฯกล่าวว่า รอให้ตำรวจสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงให้ได้เรียบร้อยก่อน ตอนนี้อย่าไปคาดเดา ปล่อยให้คนมีหน้าที่เขาดำเนินการ คนที่ไม่มีหน้าที่อย่าเพิ่งไปตั้งข้อสงสัยต่างๆขึ้นมาให้เป็นที่กังวลของสังคม

เมื่อถามว่า ตอนนี้ทางกรมการปกครองกำลังคุยกันเรื่องที่จะปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายแนวทางระยะยาวจะเป็นอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่กรมการปกครองอย่างเดียว ทางตำรวจและผู้ที่เป็นเจ้าพนักงานก็ได้รับข้อสั่งการและนโยบายให้มีการตรวจตราอย่างเต็มที่ 

เมื่อถามว่าบางบ้านที่มีปืนอยู่แต่ไม่ได้นำออกมาใช้ต้องกำชับอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ถึงอย่างไรก็ต้องมีทะเบียนก่อนและต้องไม่ให้เด็กเข้าถึง ต้องเก็บไว้อย่างมิดชิด เมื่อถามว่า เจ้าของปืนกับผู้ที่ก่อเหตุจะต้องรับผิดชอบร่วมกันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แน่นอน ปืนถ้าเป็นทะเบียนของใครต่อให้ไม่ใช่เด็กแล้วถูกนำไปใช้ในการทำผิดกฎหมาย หรือไปยิงใคร ทำร้ายใคร เจ้าของปืนก็รับเต็มๆ อย่ามาบอกว่าเก็บเอาไว้แล้วเขามาขโมยออกไป หรืออะไรไม่ได้ทั้งสิ้น ถ้ามีใครเคลื่อนย้ายออกไปจากที่ตัวเองเก็บ ก็ต้องรีบไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ให้เรียบร้อย ถ้าปืนเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือใครและเขาไปทำให้เกิดเหตุการณ์เจ้าของปืนต้องถูกดำเนินคดีด้วย เป็นผู้ต้องหาร่วมอย่างแน่นอน แล้วเนื่องจากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นซ้ำๆเพราะฉะนั้นรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะตั้งข้อหาที่ร้ายแรงและดำเนินคดี และจะขอความร่วมมือไปยังอัยการและศาล เพื่อขอให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่กับคนที่ไม่เชื่อฟัง ไม่เคารพกฎหมายที่เป็นอันตรายต่อพี่น้องประชาชน

เมื่อถามว่าได้รับรายงานกรณีผู้บาดเจ็บจากเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ผู้บาดเจ็บทุกคนก็ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ ทางกระทรวงสาธารณสุขและผู้ที่เกี่ยวข้องให้การดูแลอย่างเต็มที่ แต่ก็มีเคสสีแดงอยู่ 1-2 ราย เมื่อถามว่านายกฯจะไปเยี่ยมให้กำลังใจผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ให้เขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

‘หมอสรณ’แห้ว ศาลปกครองไม่รับคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนมติพ้นตำแหน่งประธาน กสทช.

'หมอสรณ'แห้ว ศาลปกครองไม่รับคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนมติพ้นตำแหน่งประธาน กสทช.

‘หมอสรณ’แห้ว ศาลปกครองไม่รับคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนมติพ้นตำแหน่งประธาน กสทช.

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.13 น.

ด่วน!!!  “หมอสรณ” แห้ว ศาลปค.ไม่รับวินิจฉัยปมขอเพิกถอนมติคณะกรรมการสรรหาฯที่ฟันคืนตำแหน่ง เนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติมาตั้งแต่ต้น ชี้ยังไม่ใช่ผู้เดือดร้อนเสียหาย เหตุยังไม่มีการทูลเกล้าให้พ้นจากตำแหน่ง

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่าศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมาเพื่อขอให้คำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ของที่วินิจฉัยว่าตนเองมีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธานกสทช. มาตั้งแต่ต้น โดยขอให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลัง นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าว เสมือนไม่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น

ทั้งนี้ ศาลฯให้เหตุผลของการไม่รับวินิจฉัยว่า เมื่อมาตรา 18 พ.ร.บ.องค์กร จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม พ.ศ. 2553 บัญญัติให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งยังมีลักษณะ ต้องห้ามตามมาตรา 8(1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้นต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่ นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ในกรณีที่ไม่ได้แสดง หลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิและให้ดำเนินการสรรหาใหม่

แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าคณะกรรมการสรรหาฯผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยว่านายแพทย์สรณมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8(2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ภายหลังจากที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. แล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 เป็นต้นไป ซึ่งการ พ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. ที่คณะกรรมการสรรหาฯวินิจฉัยว่าเป็นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นกรณีที่มีการบัญญัติไว้ในมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) และ ในวรรคสองว่า ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น ในชั้นนี้จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี จึงยังไม่เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ และไม่จำต้องพิจารณาคำขอเกี่ยวกับมา ชั่วคราวก่อนการพิพากษา

จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ 

เช็กที่นี่!!! สถ.ประกาศชื่อผู้ผ่านสอบท้องถิ่นลอตปี 68 ใหม่แล้ว แบ่งเป็น 8 กลุ่ม/ภาค

เช็กที่นี่!!! สถ.ประกาศชื่อผู้ผ่านสอบท้องถิ่นลอตปี 68 ใหม่แล้ว แบ่งเป็น 8 กลุ่ม/ภาค

เช็กที่นี่!!! สถ.ประกาศชื่อผู้ผ่านสอบท้องถิ่นลอตปี 68 ใหม่แล้ว แบ่งเป็น 8 กลุ่ม/ภาค

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.05 น.

เช็กที่นี่! ’สถ.‘ ประกาศรายชื่อผู้ผ่านสอบท้องถิ่นล๊อตปี68ใหม่แล้ว แข่งเป็น8กลุ่ม/ภาค กับกลุ่มภาคใต้เขต1-2บางส่วน 

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลาประมาณ00.10น. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) โพสต์ผ่านเพจ ”ท้องถิ่นไทย“ ซึ่งเป็นเพจหลักของ สถ. ถึงประกาศคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น(กสถ.) ที่ลงนามโดยนายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. เรื่องยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ประจำปี 2568 ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (8กลุ่มภาค/เขต และกลุ่มภาคใต้เขต1 และเขต2 บางส่วน) ทั้งนี้ สามารถติดตามรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ที่มีการประกาศใหม่  ได้ตามลิ้งค์ด้านล่าง

คลิก

‘ธนกร’ เผยชาวบ้านเรียกร้องรัฐบาลสานต่อ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2 ชี้กระตุ้นจับจ่าย-พิ่มสภาพคล่องศก.ชุมชน

‘ธนกร’ เผยชาวบ้านเรียกร้องรัฐบาลสานต่อ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2 ชี้กระตุ้นจับจ่าย-พิ่มสภาพคล่องศก.ชุมชน

‘ธนกร’ เผยชาวบ้านเรียกร้องรัฐบาลสานต่อ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2 ชี้กระตุ้นจับจ่าย-พิ่มสภาพคล่องศก.ชุมชน

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

”ธนกร” เผยชาวบ้านเรียกร้องรัฐบาลสานต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 ชี้กระตุ้นจับจ่ายใช้สอย-เพิ่มสภาพคล่องเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างแท้จริง ฝากขอบคุณ“นายก“เหน็บคนโจมตี อย่าแข่งว่าใครแจกมากกว่ากัน แต่ให้ดูว่าที่ใครใช้งบประมาณได้ฉลาดและเห็นผลมากกว่ากัน

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีสั่งเช็กสถานะการคลังด่วน ก่อนลุยต่อโครงการไทยช่วยไทย เฟส 2 ที่อาจจะปรับสัดส่วนเป็น 50:50 ว่า ที่ผ่านมาตนลงพื้นที่ในหลายจังหวัดพบว่า พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในจังหวัดต่างๆ ให้การตอบรับอย่างมาก ภาพรวมการใช้จ่ายภายในประเทศกลับมาคึกคัก ได้ประโยชน์ทั้งผู้ซื้อ และผู้ประกอบการ ทำให้เม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจ สะท้อนว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ของรัฐบาลสามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเพิ่มสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจในระดับชุมชนได้อย่างแท้จริง ถือเป็นความสำเร็จตั้งแต่โครงการคนละครึ่งที่เริ่มต้นในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาสู่ยุคนายอนุทิน ชาญวีรกูลในปัจจุบัน

“วันนี้พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนจำนวนมากฝากขอบคุณท่านนายกฯ อนุทิน ที่ผลักดันโครงการไทยช่วยไทยพลัส ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และยังเรียกร้องให้รัฐบาลขยายโครงการไทยช่วยไทยพลัสต่อไปอีก เพราะมองว่านโยบายนี้เข้าถึงและสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงคนที่โจมตีนโยบายนี้ด้วยว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครแจกมากกว่ากัน แต่คือการดูว่ารัฐบาลไหนที่ใช้งบประมาณได้ฉลาดและเห็นผลเป็นรูปธรรมมากกว่ากัน” นายธนกร กล่าว
 

เศรษฐา สะเทือนใจ เหตุยิงในโรงเรียน ชี้ปัญหา ‘บูลลี่’ ไม่ควรถูกเพิกเฉย โรงเรียน-ครอบครัว ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยรับฟัง

เศรษฐา สะเทือนใจ เหตุยิงในโรงเรียน ชี้ปัญหา ‘บูลลี่’ ไม่ควรถูกเพิกเฉย โรงเรียน-ครอบครัว ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยรับฟัง

เศรษฐา สะเทือนใจ เหตุยิงในโรงเรียน ชี้ปัญหา ‘บูลลี่’ ไม่ควรถูกเพิกเฉย โรงเรียน-ครอบครัว ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยรับฟัง

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

“เศรษฐา” ห่วงเด็กถูกบูลลี่ ชี้โรงเรียนต้องปลอดภัย ผู้ใหญ่ต้องรับฟังและช่วยเหลือให้ทันเวลา

วันที่ 8 สิงหาคม 2569  นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ถึงกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี วานนี้ ว่า 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

วันนี้มีเด็กและเยาวชนจำนวนมากได้แบ่งปันเรื่องราวการถูก Bully (บูลลี่) ของตนเองออกมา หลายเรื่องไม่เคยมีใครรับรู้มาก่อน

คำว่า Bullying ไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้กำลังหรือคำพูดรุนแรง แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย การกีดกัน การล้อเลียน การสร้างความอับอาย หรือการทำให้ใครคนหนึ่งรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า สิ่งเหล่านี้อาจทิ้งบาดแผลที่มองไม่เห็น และติดตัวเขาไปอีกยาวนาน

โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย ครอบครัวควรเป็นพื้นที่ที่รับฟัง และสังคมควรเป็นพื้นที่ที่ไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง

ถึงน้อง ๆ ทุกคนครับ ความแตกต่างไม่ใช่เหตุผลที่จะทำร้ายกัน เราทุกคนเกิดมาไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนมีคุณค่าและสมควรได้รับความเคารพอย่างเท่าเทียม

และถึงผู้ใหญ่ทุกคน วันนี้อาจถึงเวลาที่เราต้องรับฟังให้มากขึ้น สังเกตให้มากขึ้น และลงมือช่วยเหลือให้เร็วขึ้น เพราะหลายครั้ง ความช่วยเหลือที่มาถึงทันเวลา อาจเปลี่ยนชีวิตของเด็กคนหนึ่งได้

ไม่มีคำพูดหรือการกระทำใด คุ้มค่ากับการทำให้คนคนหนึ่งหมดศรัทธาในตัวเอง

สังคมที่ดี ไม่ได้วัดจากการไม่มีปัญหา แต่เกิดจากการที่เราไม่เพิกเฉยต่อความทุกข์ของกันและกัน

ผมขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่สูญเสียทุกคนครับ