นายกฯย้ำชัด! ราคาดีเซลฝืนไม่ได้ ปล่อยตามกลไกตลาด

นายกฯย้ำชัด! ราคาดีเซลฝืนไม่ได้ ปล่อยตามกลไกตลาด

นายกฯย้ำชัด! ราคาดีเซลฝืนไม่ได้ ปล่อยตามกลไกตลาด

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

“นายกฯ”ชี้ราคาดีเซลฝืนไม่ได้ ปล่อยตามกลไกตลาด ลั่นไม่มีตรึงราคาก็ไม่ชนเพดาน บอกปริมาณความตื่นตระหนกทำความต้องการใช้น้ำมันพุ่งขึ้น 20 ล้านลิตร/วัน ยันรัฐบาลออกมาตรการประหยัดพลังงาน หวังดึงสถานการณ์กลับก่อนเกิดสงคราม ย้ำราคาสินค้าตรึงไว้เท่าที่ทำได้

24 มีนาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลระบุว่าจะไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลเกิน 33 บาทต่อลิตร ว่า ไม่มีคำว่าตรึง เมื่อไม่มีคำว่าตรึงก็ไม่มีชนเพดาน โดยต้องดูกลไกตลาด ซึ่งรัฐบาลจะดูมาตรการสำหรับผู้ใช้น้ำมัน รวมถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่จะฝืนกลไกตลาดไม่ได้ ส่วนกองทุนน้ำมันจำเป็นจะต้องกู้เงินเพิ่มหรือไม่ นายกฯ ระบุว่า เรื่องนี้ขอให้ไปถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เมื่อถามว่า ได้มีการประเมินหรือไม่ว่าราคาน้ำมันจะไปสิ้นสุดที่กี่บาท นายกฯ หัวเราะแต่ไม่ได้ตอบคำถาม โดยนายกฯ ยอมรับว่า สถานการณ์ทุกคนเป็นทุกข์กับสถานการณ์ ซึ่งมาจากปัจจัยทางสงคราม รัฐบาลจะมีมาตรการต่างๆ ออกมา เช่น การประหยัดพลังงาน ประหยัดเชื้อเพลิง ซึ่งทุกวันนี้รัฐบาลพยายามให้ความมั่นใจว่า ก่อนที่จะมีสถานการณ์สงครามความต้องการใช้น้ำมันอยู่ที่ประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่ละเราผลิตได้ 77 ล้านลิตรต่อวัน และขายให้ประเทศประเทศลาวและประเทศเมียนมา รวม 5 ล้านลิตร ซึ่งกำลังการผลิตถือว่าเกินความต้องการ แต่เมื่อมีปัจจัยความตื่นตระหนก ความกังวล จึงเพิ่มความต้องการเป็น 80 กว่าล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเกินกำลังการผลิต จึงต้องพยายามดึงสถานการณ์การใช้น้ำมันกลับมาให้ได้ โดยรัฐบาลจะพยายามกลับไปจุดเดิมก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หรือก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง ถ้าหากกลับไปได้จะบอกว่าน้ำมันไม่เพียงพอเป็นไปไม่ได้ เพราะถือว่าขณะนั้นการต้องการใช้เป็นไปอย่างปกติ

พร้อมย้ำว่า ปริมาณน้ำมันที่อยู่ในระบบหากไม่รวมความตื่นตระหนกที่เพิ่มปริมาณขึ้น 20 กว่าล้านลิตร ก็จะสามารถควบคุมได้ แต่สิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้คือราคา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในช่วงสงคราม ซึ่งหากมีแนวโน้มที่ดีราคาก็จะลดลง

นายกฯ กล่าวต่อว่า เมื่อเช้าได้รับรายงานว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันของไทยที่จะเข้ามา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐบาลไทย ได้ประสานอย่างเต็มที่กับสถานทูตอิหร่าน ซึ่งเรือน้ำมันสัญชาติไทยก็สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยรัฐบาลต้องดำเนินนโยบายทุกด้านทั้งการทูต การค้า เพื่อให้ทุกอย่างกลับไปสู่สภาวะปกติ

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า หมายความว่ามีโอกาสที่น้ำมันดีเซลจะพุ่งทะลุลิตรละ 50 บาท ใช่หรือไม่ นายกฯ ระบุว่า ไม่ทราบ หากใช้อย่างประหยัด อีกทั้งกองทุนน้ำมันก็ยังดูแลอยู่ และการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์สู้รบบริเวณตะวันออกกลาง (ศบก.) ทุกหน่วยงานก็ได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีในเรื่องการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็มีกลไกในการทำงานอยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นตามกลไกตลาด เรื่องการควบคุมราคาสินค้าจะเป็นอย่างไร นายกฯ ระบุว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ รัฐบาลก็ตรึงราคาเท่าที่เราจะทำได้ ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศในการตรึงราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค เพื่อไม่ให้เกิดการเสียโอกาสและค้ากำไรเกิน

ภท.จ่อชงญัตติด่วนถกปมร้อนน้ำมัน-มีมติให้สส.ทั้งพรรค ดูแลตัวเอง ปมอาหารวันประชุมสภาฯ

ภท.จ่อชงญัตติด่วนถกปมร้อนน้ำมัน-มีมติให้สส.ทั้งพรรค ดูแลตัวเอง ปมอาหารวันประชุมสภาฯ

ภท.จ่อชงญัตติด่วนถกปมร้อนน้ำมัน-มีมติให้สส.ทั้งพรรค ดูแลตัวเอง ปมอาหารวันประชุมสภาฯ

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

ไม่ติดถ้าจะยกเลิก! ภูมิใจไทย พรึ่บมีมติ ดูแลตัวเอง ทั้งพรรค รับประทานอาหารวันประชุมสภาฯ ยก สส.อาสพลธ์ เคยเสนอมาตั้งแต่สภาฯ ชุดที่แล้ว รับยังไม่คุยถึง ลดผู้ช่วยฯ-ตัดบำนาญฯ เตรียมชงญัตติด่วนถกปมร้อน น้ำมัน ปัดตอบ ติวเข้มสส.รอแต่งตัวเป็นรมต.-ไทม์ไลน์รัฐบาลใหม่ 

เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมสส.ของพรรคฯว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันพรุ่งนี้(25 มี.ค.) ได้รับการประสานว่าจะเป็นการหารือเพื่อกำหนดกรอบการทำงาน วันประชุม และเทอมการประชุมสภาฯ จากนั้นจะมีการยื่นญัตติด่วนเพื่อพูดคุยในประเด็นเรื่องของน้ำมัน ซึ่งในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจะยื่นญัตติด่วนเรื่องนี้เช่นกัน รวมถึงจะมีตัวแทนสส.ของพรรคอภิปรายในเรื่องนี้ด้วย

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทย ได้รับหนังสือจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ส่งไปยังทุกพรรคการเมือง เพื่อสอบถามข้อคิดเห็นจากการที่มีสมาชิกหารือในที่ประชุมสภาฯเรื่องของการจัดเลี้ยงอาหารสส.ทั้งหมด เรื่องนี้เคยมีการพูดคุยกันมาแล้ว โดยสส.ของพรรคภูมิใจไทย ที่เคยเสนอ คือนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เคยเสนอเอาไว้ตั้งแต่สภาฯชุดที่แล้ว วันนี้ทางพรรคภูมิใจไทยจึงหยิบยกประเด็นดังกล่าวหารือ โดยมีมติยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยจะดูแลตัวเองในเรื่องของการรับประทานอาหารในช่วงการประชุม เราไม่ติดขัดในเรื่องของการยกเลิก และพร้อมดูแลตัวเองอยู่แล้ว 

“ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทย ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้เลย เพราะส่วนใหญ่สมาชิกพรรคจะมีการนำอาหารมารับประทานกันเองอยู่เรื่อยๆ ส่วนประเด็นลดจำนวนผู้ช่วยสส. และตัดบำเหน็จบำนาญอดีตสมาชิกรัฐสภานั้น ไม่ได้มีการพูดคุยในที่ประชุม” น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าว

เมื่อถามว่า ในที่ประชุมได้มีการให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวของสส. ที่จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้ แต่เป็นการพูดคุยกันในเรื่องของงานสภาฯเท่านั้น และในที่ประชุมไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องไทม์ไลน์รัฐบาลใหม่แต่อย่างใด

ไม่ติดถ้าจะยกเลิก! ภูมิใจไทยพรึ่บมีมติดูแลตัวเอง ปมอาหาร สส.

ไม่ติดถ้าจะยกเลิก! ภูมิใจไทยพรึ่บมีมติดูแลตัวเอง ปมอาหาร สส.

ไม่ติดถ้าจะยกเลิก! ภูมิใจไทยพรึ่บมีมติดูแลตัวเอง ปมอาหาร สส.

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

ไม่ติดถ้าจะยกเลิก! “ภูมิใจไทย”พรึ่บมีมติ”ดูแลตัวเอง”ทั้งพรรค รับประทานอาหารวันประชุมสภาฯ ยก”สส.อาสพลธ์”เคยเสนอมาตั้งแต่สภาฯชุดที่แล้ว รับยังไม่คุยถึง”ลดผู้ช่วย-ตัดบำนาญ” เตรียมชงญัตติด่วนถกปมร้อน”น้ำมัน” ปัดตอบติวเข้ม สส.รอแต่งตัวเป็น รมต.-ไทม์ไลน์รัฐบาลใหม่

24 มีนาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุม สส.ของพรรคฯ ว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันพรุ่งนี้ (25 มี.ค.) ได้รับการประสานว่าจะเป็นการหารือเพื่อกำหนดกรอบการทำงาน วันประชุม และเทอมการประชุมสภาฯ จากนั้นจะมีการยื่นญัตติด่วนเพื่อพูดคุยในประเด็นเรื่องของน้ำมัน ซึ่งในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจะยื่นญัตติด่วนเรื่องนี้เช่นกัน รวมถึงจะมีตัวแทน สส.ของพรรคอภิปรายในเรื่องนี้ด้วย

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทย ได้รับหนังสือจาก นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ส่งไปยังทุกพรรคการเมือง เพื่อสอบถามข้อคิดเห็นจากการที่มีสมาชิกหารือในที่ประชุมสภาฯ เรื่องของการจัดเลี้ยงอาหาร สส.ทั้งหมด เรื่องนี้เคยมีการพูดคุยกันมาแล้ว โดย สส.ของพรรคภูมิใจไทย ที่เคยเสนอ คือ นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เคยเสนอเอาไว้ตั้งแต่สภาฯ ชุดที่แล้ว วันนี้ทางพรรคภูมิใจไทยจึงหยิบยกประเด็นดังกล่าวหารือ โดยมีมติยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยจะดูแลตัวเองในเรื่องของการรับประทานอาหารในช่วงการประชุม เราไม่ติดขัดในเรื่องของการยกเลิก และพร้อมดูแลตัวเองอยู่แล้ว

“ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทย ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้เลย เพราะส่วนใหญ่สมาชิกพรรคจะมีการนำอาหารมารับประทานกันเองอยู่เรื่อยๆ ส่วนประเด็นลดจำนวนผู้ช่วย สส.และตัดบำเหน็จบำนาญอดีตสมาชิกรัฐสภา นั้น ไม่ได้มีการพูดคุยในที่ประชุม” น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าว

เมื่อถามว่า ในที่ประชุมได้มีการให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวของ สส.ที่จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้ แต่เป็นการพูดคุยกันในเรื่องของงานสภาฯ เท่านั้น และในที่ประชุมไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องไทม์ไลน์รัฐบาลใหม่แต่อย่างใด

สีหศักดิ์ โทร.หารือเจ้าชายฟัยศ็อล ซึ้งน้ำใจขอบคุณที่ช่วยดูแลคนไทย

สีหศักดิ์ โทร.หารือเจ้าชายฟัยศ็อล ซึ้งน้ำใจขอบคุณที่ช่วยดูแลคนไทย

สีหศักดิ์ โทร.หารือเจ้าชายฟัยศ็อล ซึ้งน้ำใจขอบคุณที่ช่วยดูแลคนไทย

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.18 น.

23 มีนาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หารือทางโทรศัพท์กับเจ้าชายฟัยศ็อล บิน ฟัรฮาน อาล ซะอูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

ฝ่ายไทยแสดงความขอบคุณฝ่ายซาอุดีอาระเบียที่อำนวยความสะดวกให้คนไทยสามารถเดินทางกลับประเทศไทยผ่านทางซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยทั้งสองฝ่ายแสดงจุดยืนร่วมกันที่หวังให้สถานการณ์ความขัดแย้งสิ้นสุดโดยเร็วโดยการดำเนินการทางการทูตและการเคารพต่อกฎบัตรสหประชาชาติ
 
การหารือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงการสนับสนุนของไทยต่อมิตรประเทศในการรับมือกับสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางและการดำเนินความพยายามทางการทูตเพื่อลดระดับความตึงเครียดและนำสันติภาพกลับสู่ภูมิภาคโดยเร็ว ก่อนหน้านี้ ไทยและประเทศอาเซียนได้มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569

อยู่ต่อได้อีกถึง 100 ปี ซาบีดา เผยอาการป่วย ชาดา ดีขึ้น-กำลังใจดี

อยู่ต่อได้อีกถึง 100 ปี ซาบีดา เผยอาการป่วย ชาดา ดีขึ้น-กำลังใจดี

อยู่ต่อได้อีกถึง 100 ปี ซาบีดา เผยอาการป่วย ชาดา ดีขึ้น-กำลังใจดี

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

“ซาบีดา”เผยอาการป่วย”ชาดา”ดีขึ้น แต่ยังต้องรักษาด้วยการดามคอ ยิ้มรับตอนนี้กำลังใจดี

24 มีนาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวถึงอาการป่วยของบิดา นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นายชาดา โพสต์เฟซบุ๊กตัดพ้อถึงอาการป่วยของตัวเองว่า “ปวดคอไม่รู้จะอยู่ถึงปี 2570 หรือไม่” ว่า ตอนนี้อาการของคุณพ่อดีขึ้นแล้ว รักษาไปตามอาการ ขณะนี้ได้ทำการรักษาด้วยการดามคอ

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เป็นอาการป่วยหนักเลยใช่หรือไม่ น.ส.ซาบีดา ระบุว่า หากสังเกตเวลาหันคอจะต้องหันทั้งตัว จะไม่หันแค่คอ แต่ตอนนี้ดีขึ้น เพราะกำลังใจดีมาก เมื่อถามว่า สามารถสบายใจได้ ไม่อันตรายเหมือนที่โพสต์ลงเฟซบุ๊กใช่หรือไม่ น.ส.ซาบีดา ยอมรับว่าไม่อันตราย สามารถอยู่ต่อได้อีกถึง 100 ปี

ธรรมนัส ส่งสารถึงรัฐบาลใหม่ ชี้วิกฤตโลกซ้ำเติมเกษตรกร ชง 3 มาตรการเร่งด่วน

ธรรมนัส ส่งสารถึงรัฐบาลใหม่ ชี้วิกฤตโลกซ้ำเติมเกษตรกร ชง 3 มาตรการเร่งด่วน

ธรรมนัส ส่งสารถึงรัฐบาลใหม่ ชี้วิกฤตโลกซ้ำเติมเกษตรกร ชง 3 มาตรการเร่งด่วน

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.50 น.

24 มีนาคม 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำทางการเมืองด้านภาคเกษตร กล่าวถึงรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และสะเทือนถึงภาคเกษตรกรรมของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า สิ่งที่เกษตรกรไทยกำลังเผชิญคือต้นทุนชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ปุ๋ย และค่าขนส่ง ซึ่งล้วนเป็นภาระโดยตรงต่อชาวนาและเกษตรกรที่อยู่ฐานรากของประเทศ พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนวทาง “Smart & Hard” ให้รัฐบาลใช้เป็นหลักคิดในการแก้ปัญหา โดยต้อง “อ่านเกมโลกให้ขาด” ควบคู่กับ “การตัดสินใจที่เด็ดขาด” เพื่อรับมือกับวิกฤตอย่างทันท่วงที

ผมขอเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลควรดำเนินการทันที ได้แก่

1.ปฏิรูปโครงสร้างปุ๋ย มุ่งลดต้นทุนทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการแจกจ่าย โดยเสนอให้ใช้กลไกความร่วมมือรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อจัดหาปุ๋ยราคาถูก

2.บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งพื้นที่ชลประทานและนอกชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในภาคเกษตร

3.แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อให้เกษตรกรมีสิทธิ์เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง และสามารถใช้ที่ดินเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน

ร.อ.ธรรมนัส ยังเน้นย้ำว่า เกษตรกรคือ “กระดูกสันหลังของประเทศ” ไม่ใช่กลุ่มที่ต้องรอความช่วยเหลือ แต่ต้องได้รับการเสริมสร้างศักยภาพ ทั้งด้านสถาบัน อำนาจต่อรอง และคุณภาพชีวิตที่มั่นคง และขอเรียกร้องให้ข้าราชการปรับบทบาทในการทำงานในภาวะวิกฤต โดยต้องทำงานอย่างรวดเร็ว กล้าตัดสินใจ และลงมือปฏิบัติจริง พร้อมเตือนว่า ความล่าช้า คือความเสียหายของชีวิตประชาชน

ศาลสั่งนับโทษต่อ! อาย กันต์ฤทัย โดนอีกคดี ม.112 รวมคุก 15 ปี

ศาลสั่งนับโทษต่อ! อาย กันต์ฤทัย โดนอีกคดี ม.112 รวมคุก 15 ปี

ศาลสั่งนับโทษต่อ! อาย กันต์ฤทัย โดนอีกคดี ม.112 รวมคุก 15 ปี

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.35 น.

24 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลอาญาพิพากษาคดี ม.112 คดีที่สองของ “อาย กันต์ฤทัย” กรณีโพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความเมื่อปี 2565 ลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน โดยให้นับโทษต่อจากคดีแรก”

พร้อมทั้งโพสต์ข้อความในคอมเมนต์ ระบุว่า “คดีที่สองของ “อาย กันต์ฤทัย” นี้มี อานนท์ กลิ่นแก้ว จากกลุ่ม ศปปส. เป็นผู้กล่าวหา จากการโพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ เมื่อปี 2565 ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 12 เดือน พร้อมสั่งให้นับโทษต่อจากคดีแรกก่อนหน้านี้ ซึ่งถูกศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 8 ปี 48 เดือน หากรวมโทษสองคดี อยู่ที่จำคุก 10 ปี 60 เดือน (หรือประมาณ 15 ปี)”

ย้ายที่นั่งแต่คนเดิม! สมชัย ชี้รัฐบาลคิดผิด ตั้งเลขาฯกฤษฎีกา นั่งรองนายกฯ

ย้ายที่นั่งแต่คนเดิม! สมชัย ชี้รัฐบาลคิดผิด ตั้งเลขาฯกฤษฎีกา นั่งรองนายกฯ

ย้ายที่นั่งแต่คนเดิม! สมชัย ชี้รัฐบาลคิดผิด ตั้งเลขาฯกฤษฎีกา นั่งรองนายกฯ

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

24 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แต่งตั้งรองนายกด้านกฎหมายคนใหม่ รัฐบาลไม่ได้กำไร คนมาใหม่อาจขาดทุน

ไม่ว่าเหตุผลของการไม่ได้ไปต่อของ อ.บวรศักดิ์ จะมาจากเขาไม่เอาหรือไม่อยากไปต่อเอง แต่การตั้งเลขาธิการกฤษฎีกามาเป็นรองนายกที่ดูด้านกฎหมายนั้น รัฐบาลไม่ได้กำไรอะไรเลย

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลอยู่แล้ว เลขาธิการกฤษฎีกา ก็อยู่ในที่ประชุม ครม.ทุกครั้ง อยากรู้อะไร ก็ขอให้กฤษฎีกาให้ความเห็นในเชิงกฎหมายได้ ต้องสนองตอบรัฐบาลแบบเต็มที่อยู่แล้ว หรือว่า ไม่ตั้งเป็นรองนายก จะไม่ปฏิบัติงานเต็มกำลังความสามารถ

การตั้งเลขาธิการกฤษฎีกา มาเป็นรองนายก จึงหมายถึงการย้ายที่นั่งจากข้าง ๆ แถวหลัง มาข้างหน้า โดยคนเป็นคนเดิม และแทนที่จะมีใครอีกคนที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายในฐานะรองนายก คอยสอบทานความเห็นของกฤษฎีกา

ส่วนเจ้าตัวที่มา เป็นเกียรติประวัติแก่ชีวิตที่มาตำแหน่งรองนายก ฯ แต่ อายุราชการอีก 3 ปี อาจเป็นผลดีต่อชีวิตระยะยาวหรือไม่ และถ้าอยู่ได้ไม่กี่เดือน เขาเบื่อ เขาเปลี่ยนอีก จะคุ้มหรือไม่

แต่ที่แน่ ๆ คนในกฤษฎีกา อาจดีใจ เพื่อได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นอีกหลายคน หลายระดับ แบบคนนึงไป อีกหลายคนก็เลื่อนต่อ ๆ กัน

กมธ.วุฒิสภาฯ มติเอกฉันท์ ชงรัฐบาลยกเลิก MOU 2543 ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง

กมธ.วุฒิสภาฯ มติเอกฉันท์ ชงรัฐบาลยกเลิก MOU 2543 ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง

กมธ.วุฒิสภาฯ มติเอกฉันท์ ชงรัฐบาลยกเลิก MOU 2543 ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

“กมธ.วุฒิสภาฯ”มีมติเอกฉันท์ ชง”รัฐบาล”ยกเลิก”MOU 2543” ชี้กัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่อเนื่อง-ขัดรัฐธรรมนูญไทย “สว.นพดล”มองผ่านมา 26 ปี ข้อพิพาทดินแดนไม่คืบหน้า แถม”เขมร”ยั่วยุ วางทุ่นระเบิด คาดส่งมติเข้าที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายใน เม.ย.นี้

24 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา แถลงผลการพิจารณา โดยระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 หลังจากที่กรรมาธิการฯ เคยมีมติให้ยกเลิก MOU 2544 ไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568

นายนพดล ระบุว่า หลังจากผ่านการประชุมกว่า 20 ครั้ง และการลงพื้นที่ศึกษาดูงานใน 7 จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ตลอดจนรับฟังข้อมูลเชิงลึกจากฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งพบว่ากัมพูชาได้ละเมิดพื้นที่ของไทยอย่างต่อเนื่องและเพิกเฉยต่อการทักท้วง

คณะกรรมาธิการฯ ได้ยกเหตุผลสำคัญ 6 ประการ ในการเสนอให้ยกเลิก MOU 2543 ได้แก่

1.ข้อกำหนดใน MOU มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่

2.MOU 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียง “รับทราบ” ไม่ใช่ “เห็นชอบ” และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย

3.รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้นแผนที่ที่เกิดจาก MOU 2543 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า

4.ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกเท่านั้น

5.สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน

และ 6.กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ซึ่ง MOU 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้

สำหรับแนวทางการยกเลิกนั้น คณะกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่าไทยสามารถยกเลิก MOU 2543 ได้เพียงฝ่ายเดียวตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (VCLT) ข้อ 60 เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทั้งการสร้างอาคารสูงบริเวณชายแดน การวางทุ่นระเบิด และการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทย โดยไทยจะต้องแจ้งให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน

ทั้งนี้ ภายหลังการยกเลิก ไทยและกัมพูชายังคงสามารถใช้กลไกสนธิสัญญาสยาม – ฝรั่งเศส ค.ศ.904 และ 1907 รวมถึงข้อตกลงความร่วมมือชายแดนปี 2538 ในการระงับข้อพิพาทได้ตามปกติ

นายนพดล กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอแนะว่า หากจะมีการจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ในอนาคต จะต้องไม่มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ว่าเป็นผลงานการปักปันเขตแดน ต้องเพิ่มอำนาจให้ JBC จัดการการรุกล้ำได้ ต้องยึดแนวขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก และต้องกำหนดเงื่อนไขเวลาสิ้นสุดข้อตกลงอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของชาติ

นายนพดล กล่าวด้วยว่า ขั้นตอนต่อไปจะนำมติของที่ประชุม กมธ.บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบต่อไป จากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาจะส่งรายงานของ กมธ.ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอมติ กมธ.เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายในเดือนเมษายนนี้

สปสช.วิกฤต! สว.เผยค้างค่ายารพ.6หมื่นล้าน ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน บุคลากรหมดไฟรุนแรง

สปสช.วิกฤต! สว.เผยค้างค่ายารพ.6หมื่นล้าน ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน บุคลากรหมดไฟรุนแรง

สปสช.วิกฤต! สว.เผยค้างค่ายารพ.6หมื่นล้าน ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน บุคลากรหมดไฟรุนแรง

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

หนี้ท่วม! กมธ.ศึกษา สปสช.วุฒิสภา เผย สปสช. ค้างค่ายารพ.รัฐฯ กว่า 6 หมื่นล้านบาท ตัดพ้อ ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน หวั่นบุคคลากรทางการแพทย์เผชิญภาวะหมดไฟ แนะปรับอัตราจ่ายสะท้อนต้นทุนจริง-แยกเงินเดือนออกจากงบรายหัวเด็ดขาด กระจายอำนาจให้พื้นที่บริหารงบได้จริง

เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ มะโนมะยา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการศึกษาพบว่า โรงพยาบาลทั่วประเทศ มีหนี้ค้างจ่ายค่ายามากกว่า 60,000 ล้านบาท หน่วยบริการรัฐมากถึง 54% เงินบำรุงติดลบ และ 15% อยู่ในระดับวิกฤตสูงสุด ขณะเดียวกันงบเหมาจ่ายรายหัวปี 2569 แม้จะอยู่ที่265,000 ล้านบาท แต่ถูกหักเงินเดือนถึง 71,446 ล้านบาท หรือเกือบ 40% ทำให้งบรักษาจริงลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายโสภณ กล่าวต่อว่า โครงสร้างงบประมาณที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริงนี้เอง คือ สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่ายาและเวชภัณฑ์ไว้ล่วงหน้า เมื่อรายรับต่ำกว่าต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และการเบิกจ่ายล่าช้า หรือถูกปฏิเสธ จึงนำไปสู่สถานการณ์ที่เห็นในวันนี้ คือ หนี้ค้างจ่ายค่ายาสะสมกว่า 60,000 ล้านบาท ทางกมธ.ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย พบว่าโรงพยาบาล 11 จาก 18 แห่ง มีเงินติดลบ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน 72.6 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวและมีอุปกรณ์ทางการแพทย์กว่า 211 รายการที่เบิก 

“วันนี้ต้องยอมรับความจริงว่าระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง ยิ่งรักษายิ่งขาดทุน หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือประชาชน ข้อห่วงใยสำคัญ นโยบายเพิ่มสิทธิ แต่ไม่มีงบรองรับ โครงสร้างการตัดสินใจ ไม่สะท้อนเสียงผู้ให้บริการ ระบบตรวจสอบเน้น จับผิดเอกสารมากกว่าคุณภาพการรักษา บุคลากรเผชิญภาวะหมดไฟ อย่างรุนแรง” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวว่า ข้อเสนอเพื่อหยุดวิกฤต และฟื้นระบบ ระยะเร่งด่วน ควรปรับอัตราจ่ายให้สะท้อนต้นทุนจริง อย่างน้อย 13,000 – 18,000 บาท/AdjRW พร้อมทั้งปฏิรูประบบตรวจสอบ จากตรวจเอกสาร เป็นยึดหลักการแพทย์ระยะแก้ไขโครงสร้างระยะกลาง  อีกทั้งแก้กฎหมาย (มาตรา 46) แยกเงินเดือนออกจากงบรายหัวอย่างเด็ดขาด พร้อมกระจายอำนาจให้พื้นที่บริหารงบได้จริง และบังคับใช้การประเมินผลกระทบทางการคลังทุกนโยบาย ระยะยั่งยืน เปลี่ยนสู่ระบบจ่ายตาม ผลลัพธ์สุขภาพ บูรณาการ 3 กองทุน ลดความเหลื่อมล้ำ โดยการมีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ และปรับโครงสร้างบอร์ดให้เสียงผู้ให้บริการมีน้ำหนัก นี่ไม่ใช่เพียงปัญหางบประมาณ แต่คือเสถียรภาพของระบบสุขภาพทั้งประเทศเพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคน

“การปฏิรูประบบโครงสร้างงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลของระบบหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง ไม่ใช่เพียง ข้อเสนอแต่คือ “วาระสำคัญเรา จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นายโสภณ กล่าว