‘ธนกร’แย้ง’อภิสิทธิ์’ ทุกข้อเสนอแนะรัฐบาลหยิบไปพิจารณา แจงอาจไม่ทันใจฝ่ายค้านบ้าง เพราะบางเรื่องต้องใช้เวลา

'ธนกร'แย้ง'อภิสิทธิ์' ทุกข้อเสนอแนะรัฐบาลหยิบไปพิจารณา แจงอาจไม่ทันใจฝ่ายค้านบ้าง เพราะบางเรื่องต้องใช้เวลา

‘ธนกร’แย้ง’อภิสิทธิ์’ ทุกข้อเสนอแนะรัฐบาลหยิบไปพิจารณา แจงอาจไม่ทันใจฝ่ายค้านบ้าง เพราะบางเรื่องต้องใช้เวลา

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

“ธนกร”แย้ง“อภิสิทธิ์” ทุกข้อเสนอแนะรัฐบาลหยิบไปพิจารณา แจงอาจไม่ทันใจฝ่ายค้านบ้าง เพราะบางเรื่องต้องใช้เวลา เผยนายกฯ ไม่เคยนิ่งนอนใจ สั่งการใกล้ชิด ห้ามทอดทิ้งประชาชน

24 กรกฎาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่ารัฐบาลเคยประกาศว่าจะเอาจริงเอาจังกับการปรับโครงสร้างพลังงาน แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏกลับพบว่าราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่า ต้องขอบคุณความเห็นของนายอภิสิทธิ์ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นฝ่ายค้านมืออาชีพที่ตรวจสอบโครงการต่างๆ อย่างเข้มข้นอยู่แล้ว ดังนั้น รัฐบาลจะนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปพิจารณาอย่างแน่นอน เพียงแต่นายอภิสิทธิ์ก็ทราบดีว่า เรื่องบางเรื่อง นโยบายบางนโยบายนั้นต้องใช้เวลาในการดำเนินการบ้าง นอกจากนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็พูดชัดเจนว่า ให้รัฐมนตรีทุกคนเร่งทำผลงานเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น หากรัฐมนตรีท่านไหนทำหน้าที่ไม่ได้ เชื่อว่าท่านนายกฯ ย่อมมีวิธีดำเนินการต่อไปอยู่แล้ว ทั้งการตักเตือนไปจนถึงวิธีการอื่นๆ

ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ข้อเรียกร้องของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งเรื่องการทบทวนภาษีสรรพสามิต และการดึงภาคเอกชนที่ได้รับผลประโยชน์จากภาวะความผันผวนของราคาน้ำมันเข้ามาร่วมแบ่งรับภาระกลับเงียบหายไปนั้น นายธนกร กล่าวว่า ทุกข้อเรียกร้องรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องย่อมต้องนำไปพิจารณาอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะไม่ได้ประกาศเป็นข่าวออกมา หรืออาจจะไม่ทันใจฝ่ายค้านบ้างก็เท่านั้นเอง แต่คงไม่ถึงกับเงียบหายไปแน่นอน ส่วนการที่เสนอให้ดึงภาคเอกชนที่ได้รับผลประโยชน์จากภาวะความผันผวนของราคาน้ำมันมาร่วมด้วยนั้น เรื่องนี้ละเอียดอ่อน เพราะไม่ใช่เรื่องที่อยู่ๆ จะไปชี้ว่าบริษัทเอกชนรายนั้นรายนี้ว่าเขาได้ประโยชน์ เชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคงกำลังพิจารณารายละเอียดเพื่อความรอบคอบอยู่ ขอให้นายอภิสิทธิ์ใจเย็นๆ เพราะรัฐบาลเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้แน่นอน

“รัฐบาลเข้าใจดีว่า ปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้ ปัจจัยหนึ่งอาจจะมาจากต้นทุนทางด้านพลังงาน ซึ่งท่านนายกฯ เองก็สั่งการอย่างใกล้ชิด และมีนโยบายต่างๆ ทยอยออกมา เช่น มาตรการลดค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าน้อย เป็นต้น เพียงแต่เรื่องบางเรื่องต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน อาจจะใช้เวลาบ้าง แต่รัฐบาลไม่มีวันทอดทิ้งพี่น้องประชาชนแน่นอน” นายธนกร กล่าว

‘บิ๊กดุลย์’ พบ รมว.กลาโหมจีน กระชับความร่วมมือความมั่นคง หนุนแก้ปมไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี

'บิ๊กดุลย์' พบ รมว.กลาโหมจีน กระชับความร่วมมือความมั่นคง หนุนแก้ปมไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี

‘บิ๊กดุลย์’ พบ รมว.กลาโหมจีน กระชับความร่วมมือความมั่นคง หนุนแก้ปมไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.24 น.

‘บิ๊กดุลย์’ รับ รมว.กลาโหมจีน กระชับหุ้นส่วนความมั่นคง ดัน AI-ไซเบอร์-อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมหนุนแก้ปมชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี

เมื่อ 24 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับ พล.ร.อ.ต่ง จวิน (Dong Jun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงกลาโหม ระหว่างวันที่ 23-26 กรกฎาคม 2569

โอกาสนี้ กระทรวงกลาโหมได้จัดพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพ ณ ลานอเนกประสงค์ ศาลาว่าการกลาโหม ก่อนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและจีนจะร่วมหารือด้านความมั่นคง เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวาระครบรอบความสัมพันธ์ไทย-จีน

ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นสำคัญ โดยมุ่งขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ต่อยอดจากการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผลักดันการประชุม World AI Conference 2026 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างรับผิดชอบ (Responsible AI) การเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตลอดจนการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านกลไกทวิภาคีและการเจรจาอย่างสันติบนพื้นฐานของความสุจริตใจ

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในแนวทางจัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ เพื่อเป็นเวทีหารือด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง และยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านการแลกเปลี่ยนข่าวกรองและการบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ พล.ร.อ.ต่ง จวิน มีกำหนดเข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงบ่าย ขณะที่ช่วงเย็น กระทรวงกลาโหมจะเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงรับรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน

สำหรับวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีน มีกำหนดเดินทางไปเยี่ยมชมภารกิจของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี

รมว.กห.จีน เปิดอกคุย บิ๊กดุลย์ เคลียร์ปมอาวุธกัมพูชา ย้ำชัดมหาอำนาจต้องวางตัวเป็นกลาง ยันให้ตามสัญญา-ไม่แทรกแซง

รมว.กห.จีน เปิดอกคุย บิ๊กดุลย์ เคลียร์ปมอาวุธกัมพูชา ย้ำชัดมหาอำนาจต้องวางตัวเป็นกลาง ยันให้ตามสัญญา-ไม่แทรกแซง

รมว.กห.จีน เปิดอกคุย บิ๊กดุลย์ เคลียร์ปมอาวุธกัมพูชา ย้ำชัดมหาอำนาจต้องวางตัวเป็นกลาง ยันให้ตามสัญญา-ไม่แทรกแซง

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

“รมว.กลาโหมจีน”เปิดอกคุย”บิ๊กดุลย์” ปมป้อนอาวุธ”กัมพูชา” ย้ำ”จีน”เป็นมหาอำนาจ มียุทโธปกรณ์ที่ดีไม่แพ้ใครในโลก แต่ไม่ให้”กัมพูชา” ชี้สองประเทศคือมิตรที่ดี ต้องวางตัวเป็นกลาง ด้าน”รมว.กลาโหมไทย”ใช้นอกรอบซักส่งอาวุธเพิ่ม

24 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงกลาโหม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลัง หารือกับ พลเรือเอก ต่ง จวิน (Dong Jun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า ที่เดินทางมาเป็นทางการ ภายหลังที่ท่านได้มีการพูดคุย ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง จึงมาพบปะกันในวันนี้ สิ่งที่ประทับใจที่สุด ท่านพูดกับตนว่า ทุกเรื่องขอให้พูดแบบไม่เป็นทางการ และทุกเรื่องที่ท่านจะช่วยเราทั้งหมด แต่ท่านย้ำว่า ท่านต้องวางตัวเป็นกลาง ทั้งไทยและกัมพูชาเป็นมิตรที่ดีของเขา เป็นสิ่งที่เขาตระหนัก และท่านบอกกับตนว่า ความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน บนโต๊ะก็ส่วนหนึ่ง หลังโต๊ะก็ส่วนหนึ่ง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอย่างมาก ที่รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมจีนเดินทางมาวันนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ท่านอยากจะเดินทางมาประเทศไทย แต่ติดภารกิจเร่งด่วน พร้อมทั้งย้ำว่า ของที่ท่านให้ประเทศจีนมียุทโธปกรณ์ที่ดี มากมายไม่แพ้ใครในโลกนี้ ท่านสามารถให้อะไรก็ได้ เพียงแต่สนธิสัญญาเดิม ตั้งแต่ปี 2016 เขาก็ให้ตามสัญญาใจ แต่ประวิงเวลา ไม่ได้ให้ในห้วงของการสู้รบ นี่คือความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์และให้ความสำคัญกับประเทศไทย

พลโท อดุลย์ ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงบ่าย รัฐมนตรีกลาโหมจีน และคณะ จะเดินทางไปพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และในช่วงเย็น จะมีงานเลี้ยงอาหารค่ำแบบเป็นทางการ และในวันที่ 26 กรกฎาคม ช่วงเช้า ตนก็จะไปรับประทานอาหารร่วมกับท่านก่อนจะส่งกลับประเทศ

เมื่อถามว่า ทางการจีนได้เสนอให้อะไรกับเราหรือไม่ พลโท อดุลย์ กล่าวว่า มีแน่นอน ซึ่งไม่ใช่แค่ยุทโธปกรณ์ แต่มีการยกระดับทั้งในเรื่องการฝึกศึกษา เรื่องเทคโนโลยี ด้านเอไอ แต่ขอให้เป็นเรื่องความมั่นคง ต้องเข้าใจว่าตนมีสถานะ บางอย่างมีความสำคัญ บทบาทในการสื่อสาร พูดได้ไม่มาก

เมื่อถามถึงกรณีที่จีนจะประสานตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างไทย – กัมพูชา จะมาในสถานะใด หรือเป็นผู้อำนวยความสะดวก พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ไม่เลย ท่านไม่ได้พูดอย่างนี้ เขาพูดกลางๆ ว่าไทยและกัมพูชาเป็นมิตรที่ดีของเขา เขาให้ยุทธโธปกรณ์มาตามสนธิสัญญาข้อตกลงเดิม จนกระทั่งสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ดีขึ้น ส่วนจะยังมีอีกหรือไม่นั้นมันเป็นเรื่องมารยาทที่ไม่ควรถาม แต่มีเวลานอกรอบช่วงอื่นที่จะซักถามได้ ทั้งนี้ จีนต้องการให้เราขอยกระดับความสำพันธ์ทางทหาร พร้อมทั้งเชิญปไปร่วมประชุมฟอรั่ม และเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ได้รับปากไปทั้งสองรายการ โดยท่านบอกว่าให้ไปแบบส่วนตัว จะเป็นเรื่องที่ดีมากซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม และท่านพูดคุยกับตนในลักษณะของทหาร แววตารู้ ตนอ่านภาษากายของคู่สนทนาของตนพอสมควร พร้อมทั้งขอบคุณเขาที่มาเยือน

เมื่อถามว่า ยุทโธปกรณ์ที่จีนระบุว่าให้กัมพูชาตามสนธิสัญญา รวมถึงเรือคอร์เวท ด้วยหรือไม่ พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ทั้งสองอย่าง พร้อมย้ำว่า จีนเป็นมหาอำนาจ จะให้อะไรก็ได้ที่เสริมขีดความสามารถของคู่ขัดแย้งของเรา แต่ก็ไม่ได้ให้ ถึงแม้จะให้ก็ประวิงเวลา ส่วนของที่ให้ไปก็ให้ไปหาข้อมูลกันเอาเอง เมื่อเทียบกับของไทยเป็นอย่างไร ส่วนจะให้กระสุนหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบ

ทบ.ซัดแนวร่วมฯ ใช้ AI แต่งภาพบิดเบือนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เหตุยิงทหารพรานนราธิวาส

ทบ.ซัดแนวร่วมฯ ใช้ AI แต่งภาพบิดเบือนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เหตุยิงทหารพรานนราธิวาส

ทบ.ซัดแนวร่วมฯ ใช้ AI แต่งภาพบิดเบือนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เหตุยิงทหารพรานนราธิวาส

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.07 น.

24 กรกฎาคม 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีมีการแชร์ภาพรอยสักที่แขนคนร้าย ที่ก่อเหตุยิงทหารพรานที่จุดตรวจ จ.นราธิวาส พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าถ้าเป็นมุสลิมจะไม่มีรอยสัก เพราะขัดต่อหลักศาสนา นั้น ว่า เป็นภาพ AI โดยคาดว่าเป็นแนวร่วมผู้ก่อเหตุพยายามปั่นกระแสเบี่ยงเบนบิดเบือน

ทั้งนีั ด้วยลักษณะของภาพ ตั้งใจปรับแต่งคุณภาพของความชัดเจนมากเกินไป จึงดูผิดธรรมชาติ เชื่อว่าคนทั่วไปก็ดูออก และเป็นวิธีเดิมๆ ที่เคยใช้ในอดีต แต่ปัจจุบันหลอกสังคมไม่ได้ สมัยปัจจุบัน ประชาชนผู้บริโภคข่าวสารมีวิจารณญาณเพียงพอ
จึงทำให้กลุ่มผู้ที่เผยแพร่ จะต้องถูกสังคมตั้งคำถามกลับถึงเจตนาแอบแฝงที่แท้จริง ขอให้คนไทยทั้งประเทศต้องช่วยกันปกป้องเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ร่วมป้องกันอย่าให้ผู้ที่ไม่หวังดีต่อประเทศได้มีที่ยืนในสังคม

นายกฯ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ Mitsubishi Motors เชื่อมั่นไทย จ่อลงทุนเพิ่ม 1.6 หมื่นล้าน

นายกฯ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ Mitsubishi Motors เชื่อมั่นไทย จ่อลงทุนเพิ่ม 1.6 หมื่นล้าน

นายกฯ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ Mitsubishi Motors เชื่อมั่นไทย จ่อลงทุนเพิ่ม 1.6 หมื่นล้าน

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.50 น.

นายกฯ ต้อนรับนักลงทุนญี่ปุ่น-เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ Mitsubishi Motors เชื่อมั่นไทย เตรียมลงทุนเพิ่ม 1.6 หมื่นล้านบาท รองรับยานยนต์สมัยใหม่

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายคาโตะ ทาคาโอะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Mitsubishi Motors ประเทศญี่ปุ่น เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเยือนประเทศไทย 

นายกรัฐมนตรีขอบคุณ Mitsubishi Motors ที่ให้ความเชื่อมั่นและลงทุนในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 65 ปี ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ การสร้างงาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย รวมทั้งสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานและเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศให้มีความแข็งแกร่ง สะท้อนถึงความเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยให้ความสำคัญกับการดูแลและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติ โดยริเริ่ม Thailand FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนแบบเบ็ดเสร็จ ลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตที่มีศักยภาพและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนภายในประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ลงทุนและตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ใช้แรงงานไทย ตลอดจนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการไทย และเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

โอกาสนี้ นายคาโตะ ทาคาโอะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Mitsubishi Motors กล่าวว่า นับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทมีมูลค่าการลงทุนสะสมแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท และส่งออกรถยนต์ที่ผลิตจากประเทศไทยไปยังตลาดโลกแล้วกว่า 5 ล้านคัน โดยประเทศไทยมีจุดแข็งด้านห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ครบวงจร มีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีศักยภาพ และเอื้อต่อการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ จึงทำให้บริษัทยังคงเชื่อมั่นต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Mitsubishi Motors เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทยจนถึงปี 2573 อีกประมาณ 16,000 ล้านบาท โดยจะลงทุนด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการวางแผนการผลิตและส่งออกรถยนต์กระบะ รวมถึงรถยนต์ Pajero ที่ใช้เทคโนโลยีไฟฟ้า โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต

ทั้งนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Mitsubishi Motors ขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายส่งเสริมรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต

ภราดร เผย คลัง เตรียมไล่เช็กบิลพวกสวมสิทธิ์-บัญชีม้า ย้ำ รัฐพร้อมดูแลคนจนตัวจริง ยัน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน

ภราดร เผย คลัง เตรียมไล่เช็กบิลพวกสวมสิทธิ์-บัญชีม้า ย้ำ รัฐพร้อมดูแลคนจนตัวจริง ยัน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน

ภราดร เผย คลัง เตรียมไล่เช็กบิลพวกสวมสิทธิ์-บัญชีม้า ย้ำ รัฐพร้อมดูแลคนจนตัวจริง ยัน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

ภราดร เผย ก.คลัง เตรียมไล่เช็กบิลพวกสวมสิทธิ์-บัญชีม้า ย้ำ รัฐบาลพร้อมจัดสรรงบดูแล คนจนตัวจริง ชี้ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงิน แค่ต้องการช่วยคน

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับเพิ่ม 3 เงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น เกณฑ์ครอบครองรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และกลุ่มนักศึกษานอกระบบว่า เป็นการคงไว้จนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการอุทธรณ์ ซึ่งหากใครได้รับสิทธิ์ไหนก็จะยังคงได้รับสิทธิ์นั้นต่อไป และจะคงสิทธิ์ไว้จนถึงสิ้นเดือน ก.ย. โดยกลุ่มที่คัดกรองใหม่มีถึง 80% ที่รับโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 อยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยอดผู้ที่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตอนนี้ได้กว่า 9 ล้านคน หากทบทวนใหม่จะมีจำนวนเท่าไหร่ นายภราดร กล่าวว่า ตนยังไม่รู้ตัวเลข ต้องรอผลการอุทธรณ์ก่อนว่า มีจำนวนมากน้อยเพียงใด แต่ยืนยันว่า รัฐบาลจะดูแลผู้ที่สมควรได้รับการดูแล หรือ เป็นคนจนจริง ที่ต้องได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  ส่วนผู้ที่นำชื่อคนจนไปสวมสิทธิ์ ไม่ว่าจะนำชื่อไปเป็นกรรมการบริษัท ทำบัญชีม้า หรือนำไปใช้ลดหย่อนภาษีในฐานะลูกจ้าง เรื่องนี้เมื่อกระทรวงการคลังดำเนินการตรวจสอบหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ เสร็จสิ้น ทางกระทรวงการคลัง ก็จะดำเนินการตรวจสอบในกลุ่มที่สวมสิทธิ์เหล่านี้ต่อไป 

เมื่อถามว่า คาดว่า ตัวเลขผู้ได้รับสิทธิ์จะถึงยอดเดิมคือกว่า 13 ล้านสิทธิ์หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ไม่ได้มีการประเมินหรือวางเป้าไว้ ขึ้นอยู่กับผลการอุทธรณ์ โดยนายกฯ เคยย้ำว่า ในเรื่องของจำนวนผู้ที่ได้รับสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องใหญ่ รวมถึงตัวเงินก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ รัฐบาลสามารถจัดสรรเงินมาดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆ ได้ แต่ที่มีกระบวนการทบทวน เพราะได้รับการร้องเรียนว่า มีผู้ที่ไม่ควรได้รับสิทธิ์จริง แต่กลับได้รับสิทธิ์ตรงนี้ หรือบางคนไม่เคยได้รับสิทธิ์ทั้งที่ควรได้รับ วันนี้ก็มีการตรวจสอบ ดังนั้น จึงอยากให้ความเป็นธรรม

เมื่อถามว่า จะมีการเปิดเผยรายชื่อกลุ่มบุคคลที่สวมสิทธิ์หรือไม่ เพราะขณะนี้เกิดความสับสนเนื่องจากคนที่ควรได้รับสิทธิ์ได้ร้องเรียน แต่บุคคลที่มีปัญหารัฐก็ยังไม่ได้ดำเนินการอะไร นายภราดร กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการอุทธรณ์ ซึ่งกระทรวงการคลังจะมีการไล่เช็คบิลทีหลัง เช่น คนที่นำชื่อไปลดหย่อนภาษีก็จะโดนไล่เช็คภาษีย้อนหลัง 

เมื่อถามย้ำว่า พอเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลก็มีการทบทวนใหม่เรื่อยๆ และจะไปสิ้นสุดเมื่อไหร่ นายภราดร กล่าวว่า นี่เป็นการอัพเดตข้อมูลมากกว่า เช่น เรื่องการถือครองรถ เพราะคนที่ถูกระบบแจ้งว่า ไม่ผ่านเกณฑ์ เพราะมีรถอยู่ 2 คัน ทั้งที่จริงเป็นรถเก่า หรือไม่ได้ใช้งานแล้ว เพราะปัญหาของระบบประเทศนี้คือ ไม่ได้มีการอัพเดตข้อมูล จึงถือเป็นโอกาสรีวิวข้อมูลของประเทศ

รัฐบาล ติดสปีดศูนย์สร้างสุข 24 ชม. เชื่อม AI-โซเชียล ลุยค้นหากลุ่มเปราะบางถึงชุมชน-เคสวิกฤตถึงมือ จนท.ทันที

รัฐบาล ติดสปีดศูนย์สร้างสุข 24 ชม. เชื่อม AI-โซเชียล ลุยค้นหากลุ่มเปราะบางถึงชุมชน-เคสวิกฤตถึงมือ จนท.ทันที

รัฐบาล ติดสปีดศูนย์สร้างสุข 24 ชม. เชื่อม AI-โซเชียล ลุยค้นหากลุ่มเปราะบางถึงชุมชน-เคสวิกฤตถึงมือ จนท.ทันที

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

รัฐบาล ติดสปีดศูนย์สร้างสุข 24 ชม. เชื่อม AI-โซเชียล ลุยค้นหากลุ่มเปราะบางถึงชุมชน เคสวิกฤตถึงมือเจ้าหน้าที่ทันที  

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้พลิกโฉมการทำงานของศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือ ศรส. ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เป็นศูนย์สร้างสุข ที่คอยช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และยังครอบคลุมการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยมีการปรับสายด่วน 1300 ให้มีศักยภาพมากขึ้น เชื่อมโยงฐานข้อมูลยืนยันตัวตนได้แม่นยำ เพิ่มเจ้าหน้าที่รองรับคู่สายครบ 30 คู่สาย พร้อมระบบฝากข้อความอัจฉริยะเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้ในภายหลัง และยังเตรียมขยายช่องทางแจ้งเหตุผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อส่งต่อเคสได้ทันที นอกจากนี้ ยังนำ AI มาช่วยสืบค้นระเบียบปฏิบัติที่ซับซ้อน และใช้ระบบ Social Monitoring ตรวจจับประเด็นทางสังคมบนโซเชียลมีเดีย ทั้ง Facebook, X, TikTok และ Pantip หากพบกรณีวิกฤตสีแดงเข้ม ระบบจะแจ้งเตือนด่วนไปยังผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที ช่วยลดเวลาตอบสนองเหลือเพียง 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ เปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า การปฏิบัติการช่วยเหลือจะครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมง มีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ที่ร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ คอยลงพื้นที่ค้นหากลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นในชุมชน และได้กำหนดแนวทางการทำงานที่ชัดเจนว่า หากเป็นเคสกรณีเร่งด่วน ทั้งสีแดงเข้มและสีแดง ต้องได้รับการช่วยเหลือทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมง ส่วนกรณีเคสเร่งด่วนสีเหลือง ต้องดำเนินการภายใน 48 ชั่วโมง และกรณีทั่วไปสีเขียว ต้องดำเนินการภายใน 72 ชั่วโมง

การขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการสังคมเชิงรุกในครั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้ว่า จะไม่มีใครถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง และทุกการช่วยเหลือจะได้รับความเป็นธรรม และสามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้อย่างเท่าเทียม

รัฐบาล กวาดล้างโรงแรมเถื่อน-นอมินีภูเก็ต 3 แห่ง พบไม่มีใบอนุญาตก่อสร้าง-ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม

รัฐบาล กวาดล้างโรงแรมเถื่อน-นอมินีภูเก็ต 3 แห่ง พบไม่มีใบอนุญาตก่อสร้าง-ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม

รัฐบาล กวาดล้างโรงแรมเถื่อน-นอมินีภูเก็ต 3 แห่ง พบไม่มีใบอนุญาตก่อสร้าง-ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.50 น.

รัฐบาล เดินหน้ากวาดล้างโรงแรมเถื่อน-นอมินีภูเก็ต พื้นที่เป้าหมาย 3 แห่ง พบไม่มีใบอนุญาตก่อสร้าง-ใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม เตรียมขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน เตือนเจ้าหน้าที่รัฐหากพบมีส่วนเกี่ยวข้อง ดำเนินคดีเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าจัดระเบียบสังคมอย่างต่อเนื่อง ปราบปรามผู้มีอิทธิพลและกลุ่มทุนต่างชาติสีเทา รวมถึงติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดและท้องถิ่น ในการตรวจสอบการดำเนินการผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการไม่สวมสิทธิ์นอมินีในการเป็นเจ้าของ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำกำลังชุดปฏิบัติการ กรมการปกครอง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เข้าตรวจสอบและจับกุมผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่ฝ่าฝืนกฎหมายในพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงแรมขนาด 200 ห้อง 240 ห้อง และ 45 ห้อง พบว่าทั้งหมดไม่มีใบอนุญาตก่อสร้างและใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะสองแห่งแรกขออนุญาตก่อสร้างเป็นที่พักอาศัยหรือคอนโดมิเนียม แต่กลับนำมาประกอบธุรกิจโรงแรม นอกจากนี้ การทดลองจองที่พักล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ยังพบหลักฐานชัดเจนว่า มุ่งเน้นทำตลาดขายห้องพักให้กลุ่มลูกค้าชาวยุโรปและต่างชาติเป็นหลัก โดยไม่พบลูกค้าชาวไทย ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเชิงลึก พบความผิดปกติในการใช้โครงสร้างตัวแทนอำพรางหรือนอมินี (Nominee) เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยให้ชาวต่างชาติถือหุ้นร้อยละ 49 และคนไทยถือหุ้นร้อยละ 51 บางแห่งคนไทยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่ปล่อยให้ชาวจีนเช่าและดำเนินกิจการโดยไร้ใบอนุญาต 

“กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เตรียมขยายผลเครือข่ายโรงแรมของต่างชาติ ถึงแม้ทางนิตินัยจะถือหุ้นตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมเดินหน้าตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด หากพบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ของรัฐทำงานอย่างมีศักดิ์ศรีและถูกต้องตามกฎหมาย ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หากพบการกระทำความผิดก็ต้องจับกุม รัฐบาลจะไม่ยอมให้กลุ่มทุนนอมินี แก๊งสแกมเมอร์ หรือธุรกิจสีเทา เข้ามาเบียดเบียนคนไทยที่ทำธุรกิจถูกกฎหมายอีกต่อไป” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

เปิดใจบิ๊กดุลย์ หลังโดนถล่มยับปมไล่ล่า ช้ำใจถูกหาว่าไม่รักลูกน้อง ยันสั่งการเด็ดขาดแล้ว

เปิดใจบิ๊กดุลย์ หลังโดนถล่มยับปมไล่ล่า ช้ำใจถูกหาว่าไม่รักลูกน้อง ยันสั่งการเด็ดขาดแล้ว

เปิดใจบิ๊กดุลย์ หลังโดนถล่มยับปมไล่ล่า ช้ำใจถูกหาว่าไม่รักลูกน้อง ยันสั่งการเด็ดขาดแล้ว

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.38 น.

24 กรกฎาคม 2569 วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊ก Wassana Nanuam ระบุว่า “บิ๊กดุลย์”ช้ำใจ!โดนด่า ไม่เห็นใจทหาร หลังบอกอย่าพูดคำว่า‘ไล่ล่า’ ยันสั่งไปตั้งแต่เกิดเหตุว่า จัดการคนร้ายให้ได้ อย่างเด็ดขาด-รีบเยียวยาครอบครัว 5 ทหารพราน ปรับมาตรการการข่าว ชี้เป็น รมว.กห.จะพูดออกสื่อว่า ให้ไล่ล่า ไม่ได้ แต่สั่งไปหมดแล้ว ยันโตมาจากชายแดน เป็นทหารพรานมา เห็นทหารพรานโดนกระทำแบบนี้ ในใจก็รู้สึก เหมือนคนไทยทุกคน แต่ในฐานะ รมว.กลาโหม จะให้พูดออกสื่อ สั่งให้ไปไล่ล่าไม่ได้ ยันไม่ได้สั่งเบรก“เสธ.ทบ.” แต่ขอสื่อ เรื่องการใช้คำ เท่านั้น

มีรายงานข่าวจากนายทหารที่ใกล้ชิด พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ถึงกรณีที่ถูกโจมตีทจากการให้สัมภาษณ์ว่า อย่าใช้คำว่า “ไล่ล่า” แต่ให้ใช้การพูดคุยกับผู้เห็นต่าง นั้น ว่า ในฐานะ รมว.กลาโหม จะให้พูดออกสื่อว่าสั่งให้ไปไล่ล่า ไม่ได้
แต่ตั้งแต่เกิดเหตุ ได้คุยกับแม่ทัพภาค 4 และ ผบ.หน่วยที่เกี่ยวข้อง แล้วว่า 1.ต้องจัดการคนก่อเหตุให้ได้ 2.ปรับปรุงมาตรการด้านการข่าว และ 3.เร่งช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวของ 5 ทหารพรานที่เสียชีวิต

“พล.ท.อดุลย์ ช้ำใจ ที่โดนวิจารณ์ว่าเห็นใจลูกน้อง ไม่รักลูกน้อง พล.ท.อดุลย์ ท่านบอกว่า ท่านเป็นทหารอยู่ชายแดนมาตลอด อยู่กับลูกน้องใกล้ชิดดูแล ร่วมเป็นร่วมตายในสนามรบกับลูกน้อง และก็เป็นทหารพราน เมื่อเห็นในคลิปที่ทหารพราน ถูกยิงแบบนั้น ในใจก็รู้สึกเหมือนประชาชนคนไทยทุกคน แต่จะพูดออกมาออกสื่อแบบนั้นไม่ได้ ในฐานะที่เป็น รมว.กลาโหม แต่ผมสั่งไปหมดแล้ว

นายทหารใกล้ชิด ระบุว่า พล.ท.อดุลย์ ไม่ได้สั่งหรือห้ามไม่ให้เสนาธิการทหารบก พูดคำนี้ แต่เพราะเมื่อวาน สื่อถามว่าแบบนั้น จึงแจงสื่อไปว่าอย่าใช้คำนี้เลย เพราะสำหรับคนที่เห็นต่าง ก็ต้องพูดคุย และ พล.ท.อดุลย์ ก็ประชุมทั้งวัน ไม่ได้ติดตามข่าวว่าเสนาธิการทหาร บอกพูดแบบไหน เลยตอบสื่อไปตามนั้น เพราะ รมว.กลาโหม จะไปประกาศออกสื่อว่าให้ไล่ล่าคงไม่ได้ แต่ได้สั่งการไปแล้ว ว่าคนที่ก่อเหตุร้าย ก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด

“ท่านบอกว่า ท่านโดนด่า โดนเข้าใจผิดไม่เป็นไร แต่มาด่า หาว่าท่านไม่เห็นใจทหาร ไม่เห็นใจลูกน้อง อันนี้ ท่านช้ำใจมาก” นายทหารใกล้ชิด ระบุ

เปิดเส้นทาง ‘บิ๊กดุลย์’ รมว.กลาโหม ผู้ยืนกลางทุ่งลาเวนเดอร์

เปิดเส้นทาง 'บิ๊กดุลย์' รมว.กลาโหม ผู้ยืนกลางทุ่งลาเวนเดอร์

เปิดเส้นทาง ‘บิ๊กดุลย์’ รมว.กลาโหม ผู้ยืนกลางทุ่งลาเวนเดอร์

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.29 น.

จากเหตุการณ์สลดในพื้นที่ชายแดนใต้ กรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนและขว้างไปป์บอมบ์ถล่มจุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จนเป็นเหตุให้ทหารพรานพลีชีพ 5 นาย และมีประชาชนบาดเจ็บ 2 ราย ได้นำมาซึ่งการแสดงจุดยืนที่สวนทางกันอย่างชัดเจนของสองบิ๊กกองทัพ

เมื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ได้ลงพื้นที่พร้อมประกาศกร้าวเดือดว่า ถึงเวลาที่ผู้ก่อเหตุจะต้องตกเป็น “ผู้ถูกล่า” แต่แนวคิดดังกล่าวกลับถูกเบรกอย่างทันควันโดย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ย้ำว่า “อย่าเรียกว่าไล่ล่า” และขอให้ใช้กลไกการพูดคุยสันติสุขในการแก้ปัญหาความเห็นต่าง

ท่าทีสวนทางกันของผู้นำระดับสูงในกองทัพ ได้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ออกมาแสดงความผิดหวังและเดือดดาลต่อจุดยืนของ รมว.กลาโหม อาทิ

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และอดีตเลขานุการ รมว.ต่างประเทศ ได้โพสต์ข้อความเชิงตัดพ้อผ่านเฟซบุ๊กว่า ทหารได้ยินชัดเจนนะ ให้เจรจาไม่ใช่ไล่ล่า วางปืนให้หมด ตั้งโต๊ะพูดคุยเลย เอาให้จบ เศร้าๆๆๆ”

นายทิวา สาระจูฑะ หรือ “น้าทิวา” บรรณาธิการบริหารนิตยสารสีสัน ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ แต่สะเทือนถึงเก้าอี้ว่า เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีกลาโหมน่าจะดี”

จึงทำให้วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ พามาย้อนดูเบื้องหลังและประวัติความเป็นมาของ “พล.ท.อดุลย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่าเป็นอย่างไร

ภาพจาก wikipedia

ปูมหลังและสายเลือดทหาร “บิ๊กดุลย์”

สำหรับประวัติของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือที่รู้จักกันในนาม “บิ๊กดุลย์” เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2507 ปัจจุบันอายุ 62 ปี แม้จะมีพื้นเพวัยเด็กและเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดลาดบัวขาว อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา แต่ด้วยความที่บิดาเป็นทหาร จึงเติบโตและซึมซับวิถีชีวิตทหารมาตั้งแต่เด็กภายในค่ายจักรพงษ์ จ.ปราจีนบุรี ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนปราจิณราษฎรอำรุง (ป.ร.อ.)

เส้นทางสายทหารเริ่มต้นจากการเข้าเรียนที่โรงเรียนนายสิบทหารบก รุ่นที่ 17 ก่อนจะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 26 (ตท.26) หรือโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 37 (จปร.37) ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. นอกจากนี้ ยังสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในด้านชีวิตครอบครัว ท่านสมรสกับ นางสุพิศ บุญธรรมเจริญ อดีตประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการครอบครัวกำลังพลในพื้นที่อีสานใต้ โดยมีบุตรด้วยกัน 2 คน

ตำนาน “นักรบแห่งอีสานใต้” และสมรภูมิชายแดน

พล.ท.อดุลย์ เป็นที่รู้จักในฐานะนายทหารที่พูดน้อยแต่เน้นการลงมือทำและมีผลงานในภาคสนามอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานใต้มาโดยตลอด โดยเฉพาะในจังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้บังคับหมวด กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน 4) ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ไต่เต้าขึ้นเป็นผู้บังคับกองร้อย และขึ้นเป็นผู้บังคับกองพันในที่สุด

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คือการทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ ในช่วงปี 2551-2554 ที่เกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พล.ท.อดุลย์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 234 และต่อมาเป็นผู้บังคับเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 ได้นำกำลังทหารและนักรบชุดดำเข้าสู้รบตรึงพื้นที่ในจุดวิกฤต ทั้งบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร และสมรภูมิ “ปราสาทตาควาย-ตาเมือนธม” (สงคราม 12 วัน) ทำให้ได้รับการยกย่องว่าเป็นนายทหารที่เข้าใจภูมิศาสตร์และยุทธวิธีในพื้นที่ชายแดนดีที่สุดคนหนึ่ง จนได้รับฉายา “นักรบแห่งอีสานใต้”

จากผลงานที่โดดเด่น จึงทำให้เติบโตในสายงานบังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 6, ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 2 ในปี 2566 เพื่อคุมพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด โดยเน้นนโยบายสกัดกั้นยาเสพติดและสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตย

ขึ้นแท่นเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ด้วยความที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยเป็นผู้บังคับกองพัน ร.23 พัน 4 (ค่ายเขากระโดง) ประกอบกับอุปนิสัยส่วนตัวที่ชื่นชอบการเตะฟุตบอลมาตั้งแต่สมัยเรียนเตรียมทหาร ทำให้ พล.ท.อดุลย์ มีความคุ้นเคยที่ดีกับ “ตระกูลชิดชอบ” หรือบ้านใหญ่บุรีรัมย์ มาอย่างต่อเนื่อง

หลังเกษียณอายุราชการ พล.ท.อดุลย์ได้ทำงานเป็นที่ปรึกษามูลนิธิชัยพัฒนา ในโครงการทหารพันธุ์ดี ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัว โดยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาล “อนุทิน 1” เพื่อดูแลงานด้านความมั่นคงชายแดนและยุทธศาสตร์กองทัพ

กระทั่งในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรี “อนุทิน 2” ซึ่งปรากฏชื่อ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ขยับขึ้นชั้นดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อย่างเป็นทางการ