อัษฎางค์เตือนนักการเมือง ชำแหละ 6 จุดสลบพังเพราะด้อม นิ่งเฉยเท่ากับดับอนาคตตัวเอง

อัษฎางค์เตือนนักการเมือง ชำแหละ 6 จุดสลบพังเพราะด้อม นิ่งเฉยเท่ากับดับอนาคตตัวเอง

อัษฎางค์เตือนนักการเมือง ชำแหละ 6 จุดสลบพังเพราะด้อม นิ่งเฉยเท่ากับดับอนาคตตัวเอง

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.33 น.

15 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พังเพราะด้อม | บทวิเคราะห์การตลาดทางการเมือง #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

นอกจากผมจะเรียนรัฐศาสตร์มา และผมก็เรียนบริหารธุรกิจมาด้วย วิชาการตลาดและการสร้างแบรนด์เป็นวิชาที่ผมทำคะแนนได้ดีมาก ดังนั้นผมอยากจะนำปัญหาเรื่องด้อมมาวิเคราะห์ให้ดูว่าเป็นอย่างไร และขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ได้เจาะจงที่ด้อมของใคร แต่พรรคการเมืองและนักการเมืองระดับแนวหน้าแต่ละคนมีด้อมกันทั้งนั้น และด้อมเหล่านี้ให้คุณและโทษไปพร้อมกัน

______________________________________________

ปรากฏการณ์ “ด้อมการเมือง” เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ และเป็น “โรคติดต่อทางการเมือง” ที่ลุกลามไปในหลายกลุ่ม
บทวิเคราะห์การตลาดทางการเมือง: #พังเพราะด้อม เมื่อ Brand Loyalty กลายพันธุ์เป็น Brand Toxicity
ในสมรภูมิการเมืองยุคดิจิทัล นักการเมืองและพรรคการเมืองมีสถานะไม่ต่างจาก “แบรนด์ (Brand)” หรือ “เมน (Main)” ส่วนกลุ่มผู้สนับสนุนระดับฮาร์ดคอร์ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ด้อม” นั้น คือ “Brand Evangelist” หรือลูกค้าผู้ภักดีขั้นสุดยอด

______________________________________________

คำว่า “เมน” (Main) คืออะไร?
ในวัฒนธรรมแฟนคลับ (Fandom Culture) คำว่า “เมน” ย่อมาจากคำว่า “Main” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า “หลัก” หรือ “ตัวหลัก” ครับ
ในวงการบันเทิงหมายถึง ศิลปินหรือดาราคนโปรดอันดับหนึ่งในวงกอดที่แฟนคลับคนนั้นทุ่มเทความรักและสนับสนุนอย่างเต็มที่
ในทางการเมืองและการตลาด เมื่อนำมาใช้ในบริบทนี้ “เมน” จะหมายถึง นักการเมือง พรรคการเมือง หรือผู้นำ ที่กลุ่มผู้สนับสนุน (ด้อม) มอบความจงรักภักดีให้สูงสุด (Brand Loyalty) เป็นศูนย์กลางความศรัทธาที่ด้อมพร้อมจะออกมาปกป้องและตอบโต้ทุกเสียงวิจารณ์

______________________________________________

ในทางทฤษฎีการตลาด การมี Evangelist (ลูกค้าผู้ภักดีขั้นสุดยอด) ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล แต่เมื่อใดก็ตามที่ความภักดี (Brand Loyalty) สูญเสียสมดุลและแปรเปลี่ยนเป็นความคลั่งไคล้ที่ปฏิเสธการตรวจสอบ ปรากฏการณ์ #พังเพราะด้อม จึงอุบัติขึ้น นี่คือวิกฤตทางการสื่อสารที่สามารถทำลายอนาคตของ “เมน” ได้อย่างย่อยยับ
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ขั้วการเมืองใดขั้วหนึ่ง แต่เป็น “พฤติกรรมร่วม” ที่เกิดขึ้นกับฐานแฟนคลับของหลายพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นด้อมสีใดก็ตาม เมื่อความรักทำงานร่วมกับอัลกอริทึม นี่คือกลไกความเสียหายที่แบรนด์การเมืองต้องเผชิญ

1. ดาบสองคมของ “ลูกค้าผู้ภักดีขั้นสุดยอด” (Brand Evangelist)
ในด้านดี “ด้อม” คือกระบอกเสียงที่สร้าง Earned Media มหาศาล ช่วยกระจายผลงาน (Organic Reach) และเป็นเกราะป้องกันแบรนด์ในยามวิกฤต (Crisis Defense)
แต่ “เส้นแบ่ง” ระหว่างผู้สนับสนุนที่ดีกับแฟนคลับที่เป็นพิษ (Toxic Fanbase) อยู่ที่ “การเปิดรับความเห็นต่าง” เมื่อด้อมเริ่มตั้งตนเป็นผู้พิทักษ์ (Gatekeeper) ที่กำหนดว่า “ห้ามวิจารณ์ ห้ามสงสัย ต้องสรรเสริญเท่านั้น” การปกป้องแบรนด์จะกลายเป็นการคุกคาม (Harassment) ต่อบุคคลภายนอกทันที

2. กับดัก Algorithm ที่ขยายความก้าวร้าว
พฤติกรรมก้าวร้าวของด้อมไม่ได้เกิดจากนิสัยส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ถูกหล่อหลอมโดยโครงสร้างของแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดียมีระบบ Algorithm ที่ให้รางวัลกับเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์โกรธหรือความขัดแย้ง เมื่อด้อมรวมหัวกันไป “ถล่ม” ผู้ที่ตั้งคำถาม อัลกอริทึมจะยิ่งดันโพสต์เหล่านั้นให้มองเห็นมากขึ้น ด้อมอาจคิดว่าตนกำลังชนะคดีในโลกออนไลน์ แต่ในความเป็นจริง พวกเขากำลัง “ประจานความคับแคบของแบรนด์” ให้คนทั้งแพลตฟอร์มเห็น

3. กลไกการทำลายล้างภาพลักษณ์แบรนด์
• การปล้นภาพลักษณ์ (Brand Hijacking): แม้ตัวนักการเมืองจะวางตัวเป็นผู้ใหญ่ สุขุม และมีเหตุผล แต่สังคมจะนำพฤติกรรมก้าวร้าวของด้อมมาประทับตราเป็น “ภาพลักษณ์ของนักการเมือง” ทันที แบรนด์ที่เคยดูน่าเชื่อถือจะกลายเป็นแบรนด์ที่เป็นพิษ
• การหดตัวของตลาด: การเติบโตทางการเมืองต้องอาศัยเสียงจากกลุ่มสวิงโหวต แต่ความก้าวร้าวของด้อมคือการสร้างกำแพงที่ผลักไสคนตรงกลางออกไป เพราะไม่มีใครอยากเอาตัวเข้ามาเสี่ยงในสังคมที่แตะต้องไม่ได้
• การทำลายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์: การที่ด้อมพุ่งเป้าโจมตีกระบอกเสียง สื่อ หรือนักวิเคราะห์ที่มีจุดยืนทางอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน เพียงเพราะมีข้อสงสัยบางประการ คือการผลักมิตรให้เป็นศัตรู ทำให้แบรนด์โดดเดี่ยวในระยะยาว
• ความเสี่ยงต่อโครงสร้างแบรนด์: ในทางการเมืองมีทั้งแบรนด์บุคคล (นักการเมือง) และแบรนด์องค์กร (พรรคการเมือง) หากแบรนด์บุคคลถูกด้อมทำให้แปดเปื้อน ความเสียหายนั้นสามารถลุกลามไปบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของพรรค (House Brand) ได้ทั้งระบบ

4. กรณีศึกษา: การบริหารจัดการ Fandom
หากมองไปที่อุตสาหกรรม K-Pop ค่ายเพลงตระหนักดีถึงวิกฤต #พังเพราะด้อม พวกเขาจึงมีระบบจัดการที่เด็ดขาด เช่น การออกแถลงการณ์เตือน หรือแบล็กลิสต์แฟนคลับที่คุกคามผู้อื่น เพื่อรักษาสถานะ (Positioning) ของศิลปิน หรือในวงการการเมืองต่างประเทศ ผู้นำที่พึ่งพาฐานแฟนคลับสุดโต่ง (Populisim) มักจะเผชิญทางตันในการบริหารประเทศจริง เพราะฐานแฟนคลับเหล่านั้นสร้างความแตกแยกจนไม่สามารถหลอมรวมเสียงส่วนใหญ่ได้

5. ภาวะวิกฤตจากความเงียบของเมน
เมื่อแฟนคลับสร้างความเสียหายและคุกคามบุคคลอื่น หาก “เมน” เลือกที่จะนิ่งเฉย ไม่มีการออกมาปรามหรือกำหนดมารยาทร่วมกัน (Community Guidelines) ในทางการบริหารภาวะวิกฤต สังคมจะตีความว่านักการเมืองท่านนั้น “เห็นดีเห็นงาม” หรือ “ควบคุมฐานเสียงตัวเองไม่ได้” ซึ่งเป็นการลดทอนภาวะผู้นำลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

6. ทางออกและกลยุทธ์สำหรับนักการเมือง
นักการเมืองที่ชาญฉลาดต้องไม่ปล่อยให้ด้อมนำพาแบรนด์ไปสู่หายนะ “ความเงียบ” เมื่อแฟนคลับไปรังควานผู้อื่น จะถูกตีความว่าเป็นการเห็นพ้อง สิ่งที่ต้องทำคือ…
• การกำหนดกติกาและมารยาทของกลุ่มผู้สนับสนุนอย่างชัดเจน
• การออกมาปฏิเสธพฤติกรรมความรุนแรงหรือการคุกคามอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำว่า “เรารับฟังทุกคำวิจารณ์ และไม่สนับสนุนการโจมตีส่วนบุคคล” วิธีนี้ไม่ใช่การหักหลังแฟนคลับ แต่เป็นการดึงสติและยกระดับวุฒิภาวะของกลุ่มผู้สนับสนุน
• เปลี่ยนวัฒนธรรมการเชียร์จากการ “ปกป้องแบบหลับหูหลับตา” เป็นการ “สนับสนุนด้วยข้อเท็จจริงและผลงาน”

บทสรุป

ฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งคือพลัง แต่ฐานแฟนคลับที่ก้าวร้าวและปฏิเสธเหตุผลคือ “มะเร็งร้าย” ที่คอยกัดกินการเติบโต
ปรากฏการณ์ #พังเพราะด้อม เป็นกรณีศึกษาชั้นดีที่นักการตลาดและนักการเมืองต้องตระหนัก ว่าการปล่อยให้ผู้สนับสนุนทำตัวเป็นอันธพาลไซเบอร์ ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุด… ก็คือตัวนักการเมืองที่พวกเขาพร่ำบอกว่ารักนั่นเอง

จับตากล้าธรรม งดออกเสียงโหวต โสภณ นั่งประธานสภาฯ

จับตากล้าธรรม งดออกเสียงโหวต โสภณ นั่งประธานสภาฯ

จับตากล้าธรรม งดออกเสียงโหวต โสภณ นั่งประธานสภาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.27 น.

จับตากล้าธรรม งดออกเสียงโหวต โสภณ นั่งประธานสภาฯ ด้าน สส.หลายคนอยากหนุนแคนดิเดตจากพรรคส้ม

15 มีนาคม 2569 รายงานข่าวจากพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยถึงแนวทางการลงมติโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันเดียวกันนี้ โดยเบื้องต้น สส.ของพรรคจะงดออกเสียงให้กับ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) หลังจากพรรคภูมิใจไทยมีมติเสนอชื่อพร้อมกับ นางมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม สส.พรรคกล้าธรรม หลายคนมีความเห็นไปในแนวทางที่ต้องการโหวตสนับสนุนแคนดิเดตประธานสภาฯ จากพรรคประชาชน (ปชน.) จึงต้องติดตามว่าพรรคกล้าธรรมจะลงมติไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเอกภาพหรือไม่

รัฐบาลเดินหน้า ผลักดันไทยศูนย์กลางถ่ายทำภาพยนตร์ภูมิภาคเอเชีย

รัฐบาลเดินหน้า ผลักดันไทยศูนย์กลางถ่ายทำภาพยนตร์ภูมิภาคเอเชีย

รัฐบาลเดินหน้า ผลักดันไทยศูนย์กลางถ่ายทำภาพยนตร์ภูมิภาคเอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.59 น.

รัฐบาลเดินหน้าผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ของภูมิภาคเอเชีย เตรียมเข้าร่วมงาน FILMART 2026 ระหว่าง 17-20 มีนาคม ณ ฮ่องกง ตั้งเป้าดึงกองถ่ายฮ่องกง – จีน ลงทุนถ่ายทำในไทยกว่า 1,500 ล้านบาท

15 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมร่วมออกคูหานิทรรศการในงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) ระหว่างวันที่ 17 – 20 มีนาคม 2569 ณ Hong Kong Convention and Exhibition Centre เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยตั้งเป้าดึงดูดกองถ่ายภาพยนตร์และซีรีส์จากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย คาดสร้างมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวจะนำเสนอข้อมูลศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับนานาชาติ พร้อมประชาสัมพันธ์ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (Cash Rebate) สูงสุด 30% รวมถึงการขออนุญาตถ่ายทำ และการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐ ระบบการให้บริการด้านกองถ่าย สถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย สตูดิโอ อุปกรณ์การถ่ายทำ และบุคลากรด้านการผลิตภาพยนตร์ที่มีความพร้อมในการรองรับกองถ่ายจากทั่วโลก

“สถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ปี 2568 พบว่า กองถ่ายจากฮ่องกงเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยเป็น อันดับที่ 7 สร้างมูลค่าการลงทุนกว่า 302 ล้านบาท ขณะที่กองถ่ายจากสาธารณรัฐประชาชนจีน อยู่ใน อันดับที่ 3 ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 372 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสนใจของผู้ผลิตคอนเทนต์จากทั้งสองตลาดที่มีต่อประเทศไทย การเข้าร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ของภูมิภาคเอเชีย พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ผลิตภาพยนตร์ ผู้จัดจำหน่ายคอนเทนต์ และผู้ให้บริการด้านการผลิตจากนานาประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

จับตา!มติกล้าธรรม อรรถกร ยัน ธรรมนัส-นฤมล ไม่บังคับโหวต ปธ.สภาฯ

จับตา!มติกล้าธรรม อรรถกร ยัน ธรรมนัส-นฤมล ไม่บังคับโหวต ปธ.สภาฯ

จับตา!มติกล้าธรรม อรรถกร ยัน ธรรมนัส-นฤมล ไม่บังคับโหวต ปธ.สภาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.40 น.

15 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงทิศทางการโหวตตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า วันนี้จะมีการหารือต่อในช่วงเช้า หลังจากเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ได้มีการหารือกันไปแล้ว ว่าอยากจะทำงานและมีแนวทางอย่างไร

เมื่อถามถึงแนวทางการโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะงดออกเสียง หรือไม่เห็นชอบ นายอรรถกร ย้อนถามสื่อทีเล่นทีจริงว่า “มีให้เลือกสองทางหรือ” เมื่อถามย้ำว่า หรือพรรคกล้าธรรมจะโหวตเห็นชอบ นายอรรถกร กล่าวว่า ขอเวลา จะสรุปกันก่อนประชุม โดยมติจะเป็นเอกภาพ

เมื่อถามอีกว่า จากการหารือในเบื้องต้น ทิศทาง สส.นั้นไปทางไหนระหว่างเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ นายอรรถกร กล่าวว่า “กลางๆ” เมื่อถามย้ำว่า กลางๆ หมายถึงงดออกเสียงใช่หรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า “ยังไม่ได้พูดนะครับ แต่ก็กลางๆ เพราะมีความเห็นของเพื่อนสมาชิกที่หลากหลาย ก็เลยได้ให้การบ้านกลับไปคิดหนึ่งคืน”

นายอรรถกร เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ไม่ได้บังคับ แต่ถามใจตั้งแต่วันแรกก็อยากให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เปิดสภาฯเลือกประธาน-รอง ปธ. ไพโรจน์ยันต้องโชว์วิสัยทัศน์ก่อนโหวต คาดจบใน 3 ชั่วโมง

เปิดสภาฯเลือกประธาน-รอง ปธ. ไพโรจน์ยันต้องโชว์วิสัยทัศน์ก่อนโหวต คาดจบใน 3 ชั่วโมง

เปิดสภาฯเลือกประธาน-รอง ปธ. ไพโรจน์ยันต้องโชว์วิสัยทัศน์ก่อนโหวต คาดจบใน 3 ชั่วโมง

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.29 น.

15 มีนาคม 2569 นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ กล่าวว่า เบื้องต้นต้องมีการปฏิญาณตนก่อน ก่อนที่จะประชุม ส่วนเรื่องการเตรียมตัวที่จะทำหน้าที่ประธานการประชุมเป็นการเตรียมพร้อมตามปกติ เมื่อถามว่า ใช้เวลานานหรือไม่ นายไพโรจน์ กล่าวว่า ตนคิดว่าคงใช้เวลานานพอสมควร

เมื่อถามว่า หากมีการโหวตแข่งกันจะต้องมีการเปิดแสดงวิสัยทัศน์ใช่หรือไม่ นายไพโรจน์ กล่าวว่า ต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ ทั้งผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ซึ่งคาดว่า ใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง

นายไพโรจน์ กล่าวต่อว่า ถือว่าเป็นผู้ที่มีความอาวุโสสูงสุด จึงได้ทำหน้าที่เป็นประธานสภาฯ ชั่วคราว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสภาฯ นายไพโรจน์ ถือว่ามีความอาวุโสสูงที่สุด โดยมีอายุ 90 ปี

โพลคอนเฟิร์ม รัฐบาล’ภูมิใจไทย’มาแรง ปชช.เชื่อมั่น ยก’ปชน.’ตัวตึงฝ่ายค้าน

โพลคอนเฟิร์ม รัฐบาล'ภูมิใจไทย'มาแรง ปชช.เชื่อมั่น ยก'ปชน.'ตัวตึงฝ่ายค้าน

โพลคอนเฟิร์ม รัฐบาล’ภูมิใจไทย’มาแรง ปชช.เชื่อมั่น ยก’ปชน.’ตัวตึงฝ่ายค้าน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.09 น.

15 มีนาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “Confirmed ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อเสถียรภาพทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.82 ระบุว่า ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 25.34 ระบุว่า ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง ร้อยละ 21.07 ระบุว่า มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก ร้อยละ 10.08 ระบุว่า ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความรู้สึกของประชาชนต่อสามพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี รองลงมา ร้อยละ 53.13 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 25.88 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาล ในอนาคต ร้อยละ 21.37 ระบุว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 17.94 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 17.71 ระบุว่า ทั้งสามพรรค จะสร้างความกังวลให้รัฐบาล ร้อยละ 17.40 ระบุว่า พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย ร้อยละ 6.18 ระบุว่า พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 5.11 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นไปได้ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.29 ระบุว่า เป็นไปได้มาก รองลงมา ร้อยละ 38.02 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เป็นไปไม่ค่อยได้ ร้อยละ 7.94 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย และร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

คนไทยอ่วม สวนดุสิตโพลเผย 90% ผวาพลังงานพุ่ง จี้รัฐตรึงราคาน้ำมัน-ก๊าซด่วน

คนไทยอ่วม สวนดุสิตโพลเผย 90% ผวาพลังงานพุ่ง จี้รัฐตรึงราคาน้ำมัน-ก๊าซด่วน

คนไทยอ่วม สวนดุสิตโพลเผย 90% ผวาพลังงานพุ่ง จี้รัฐตรึงราคาน้ำมัน-ก๊าซด่วน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.46 น.

15 มีนาคม 2569 สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับมาตรการพลังงาน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,347 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 45.88 รู้สึกกังวลมากจากข่าวการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานรองลงมาคือ ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 44.10 โดยเตรียมรับมือด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะการปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ร้อยละ 69.93 หากราคาพลังงานสูงจนกระทบต่อค่าครองชีพจะมีเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 1-3 เดือน ร้อยละ 30.51 ทั้งนี้ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือด้วยการตรึงราคาน้ำมัน/ก๊าซหุงต้มให้นานที่สุด ร้อยละ 71.05

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่า “พลังงาน” กลายเป็นความกังวลสำคัญของประชาชน ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากสถานการณ์ตะวันออกกลางแต่ก็พร้อมปรับพฤติกรรมประหยัดพลังงานแต่ด้วยเงินสำรองยังจำกัดหากราคาพลังงานปรับสูงต่อเนื่องอาจกระทบค่าครองชีพได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องบริหาร ทั้งกลไกราคาการสำรองพลังงาน สื่อสารอย่างชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัญชลี รัตนะ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลายส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆทั่วโลก จากราคาน้ำมัน-ก๊าซที่จะปรับตัวสูงขึ้นทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความกังวลต่อภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่จะปรับตัวตามต้นทุนพลังงานประชาชนจึงคาดหวังมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลโดยเฉพาะการตรึงราคาพลังงานและก๊าซหุงต้มเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแต่จากผลโพลยังพบว่าสิ่งที่น่ากังวล คือ ความเปราะบางทางการเงินของประชาชนซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับใช้จ่ายเพียง 1-3 เดือน หรือบางส่วนไม่มีเงินสำรองเลยโจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงแค่การควบคุมราคาพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักแต่ต้องป้องกันการปรับราคาของสินค้าและบริการเพื่อช่วยประคองกำลังซื้อของประชาชนซึ่งจะทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักถึงภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกใช้มาตรการตรึงราคาและต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนรับทราบก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน

ติดหล่ม…ถอนตัวไม่ได้? นันทิวัฒน์ชี้ทรัมป์เดินเกมเสี่ยง ถล่มเกาะคาร์ก-ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน

ติดหล่ม...ถอนตัวไม่ได้? นันทิวัฒน์ชี้ทรัมป์เดินเกมเสี่ยง ถล่มเกาะคาร์ก-ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน

ติดหล่ม…ถอนตัวไม่ได้? นันทิวัฒน์ชี้ทรัมป์เดินเกมเสี่ยง ถล่มเกาะคาร์ก-ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.36 น.

15 มีนาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า Go so Big

วันก่อนทรัมป์บอกว่าหมดเป้าหมายในการโจมตีอิหร่าน​ เหมือนส่งสัญญาณถอย

แต่แล้ว​ กลับถล่มเกาะคาร์กฐานการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน​ และประกาศส่งกองกำลังภาคพื้นดินบุกยึดเกาะ​ นี่ใช่แผนการยึดบ่อน้ำมันของอิหร่านไหม

หรือนี่คือหล่มใหญ่ให้อเมริกันติดติดกับดักติดหล่มในสงครามที่ถอนตัวไม่ได้​ ต้องสู้ยืดเยื้อ

ครอเมริกันต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในสงคราม​ ร้ำมันแพง​ ค่าครองขีพสูงขึ้นมาก​ และออกมาต่อต้านทรัมป์​ ต่อต้านสงคราม

เท่านั้นยังไม่พอ​ ประกาศให้ค่าหัวผู้นำอิหร่าน​ 10 ล้านเหรียญ​ เหมือนให้ค่าหัวโจร​ นี่เป็นการเหยียดหยามผู้นำประเทศอื่นมากไปไหม

หากอิหร่านตอบโต้ให้ค่าหัวทรัมป์บ้างคงสนุกกันไปใหญ่​

นี่ใช่สงครามที่มีเกียรติ​ไหม หรือกลายเป็นการต่อสู้ของการล่าอาณานิคม​ แย่งชิงทรัพยากร

วันนี้​ ผู้นำกลุ่มประเทศอ่าว​ วางเฉยและห้ามใช้ดินแดนของตนเองในการโจมตีอิหร่าน​ ที่เสียหายแล้วเสียหายไป​ จะไม่ยอมเสียหายเจ็บตัวไปมากกว่านี้​ กลุ่มรัฐในอ่าวหลายประเทศประสานผ่านรัสเซียให้ช่วยเป็นคนกลาวกับอิหร่าน​ คุยอะไรกันบ้างไม่รู้​ แต่ถ้าจะเดา​ คงเดาว่า​ ชั้นไม่เกี่ยว​ เราดีกันนะ​ อย่าโจมตีรัฐในอ่าวไปมากกว่านี้

อิหร่านมีความอึดมาก​ ทนรับแรงกระแทกจากการโจมตีทางอากาศของอเมริกันได้​ ไม่ยอมแพ้​ แถมตีโต้กลับ​ ถล่มฐานทัพอากาศทำลายเครื่องบินเติมน้ำของอเมริกันเสียหายจำนวนมาก​ เท่ากับลดขีดความสามารถในการบินระยะไกลของเครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิดของอเมริกัน

อิหร่านยังไม่ลดการโจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธ

ชนิดต่างๆทุกวันทุกคืน​ ชาวยิวจะทนกันไปได้อีก

นานแค่ไหน​ ยิ่งข่าวลือเนทันยาฮูเสียชีวิตเป็นความจริง​ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิสราเอลจะมาเร็วมาก​ อิสราเอลจะขอถอนตัวเลิกรบกับอิหร่านไหม

คนไทยอย่าประมาท​ ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง​ เงิน

ทองของมีค่า​ อย่าให้ขาดมือ

โปรดติดตามตอนต่อไป

สมชัย เปิด 5 รายชื่อ คณะกรรมการกองทุนสู้ กกต.

สมชัย เปิด 5 รายชื่อ คณะกรรมการกองทุนสู้ กกต.

สมชัย เปิด 5 รายชื่อ คณะกรรมการกองทุนสู้ กกต.

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.15 น.

15 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คณะกรรมการกองทุนสู้ กกต. (ชื่อชั่วคราว) ประกอบด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ 5 คน คือ

1. รศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

2. น.ส.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการ พีเน็ต หรือ มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย

3. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw หรือโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน

4. นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการ We Watch หรือ เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์เลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย

5. นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

การประชุมคณะกรรมการครั้งแรก จะมีขึ้นในเวลา 14.00 น. ณ ห้อง 211 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจะมีการแถลงข่าวร่วมกันถึงรายละเอียดกองทุน ในเวลา 15.00 น.

ทร.เตือนเรือไทยอย่าเสี่ยง ฝ่าทุ่นระเบิด น่านน้ำ‘เปอร์เซีย/โอมาน’

ทร.เตือนเรือไทยอย่าเสี่ยง ฝ่าทุ่นระเบิด น่านน้ำ‘เปอร์เซีย/โอมาน’

ทร.เตือนเรือไทยอย่าเสี่ยง ฝ่าทุ่นระเบิด น่านน้ำ‘เปอร์เซีย/โอมาน’

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทร.เตือนเรือไทยอย่าเสี่ยง ฝ่าทุ่นระเบิด น่านน้ำ‘เปอร์เซีย/โอมาน’ 20ลูกเรือ‘มยุรี นารี’ กลับถึงบ้าน16มี.ค.นี้

กองทัพเรือเตือนภัยเรือไทยเพิ่ม แนะนำให้หลีกเลี่ยง-ใช้ความระมัดระวัง “ทุ่นระเบิด” ในอ่าวเปอร์เซีย–อ่าวโอมาน และช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ ผู้ประกอบการ ควรพิจารณาความเสี่ยง ผู้ว่าฯ นครนายก ลงพื้นที่ให้กำลังใจครอบครัวลูกเรือ “มยุรี นารี” ขณะที่ ก.แรงงาน เผยลูกเรือไทย 20 คนได้รับการดูแลอย่างดี กำหนดกลับถึงไทย 16 มีนาคมนี้ เจ้าของเรือยืนยันจ่ายค่าจ้างให้ตามปกติ-ได้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ด้าน ศบก. ยัน เดินหน้าค้นหาอีก 3 ชีวิต ยํ้าเตือนคนไทย เร่งออกจากพื้นที่เสี่ยง หลังอิหร่านยกระดับโจมตี

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือโดยศูนย์ควบคุมการจราจรทางทะเลศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศคจร.ศปก.ทร.) ได้ออกประกาศแจ้งเตือนสถานการณ์ความมั่นคงทางทะเลเพิ่มเติมลงวันที่ 13 มีนาคม 2569 เพื่อแจ้งเตือนผู้ประกอบการเดินเรือและเรือพาณิชย์ไทย ให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือในพื้นที่ อ่าวเปอร์เซีย อ่าวโอมาน และช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเล พบว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้ทุ่นระเบิดทางทะเล (Sea Mines) ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการเดินเรือพาณิชย์และเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญของโลก

ออกคำแนะนำเพิ่มเติมแก่เรือไทย

ศูนย์ควบคุมการจราจรและควบคุมเรือทางทะเล จึงได้ออกคำแนะนำเพิ่มเติมแก่เรือไทยและผู้ประกอบการเดินเรือ โดยมีสาระสำคัญได้แก่ 1.หลีกเลี่ยงการเดินเรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงสูง (High Risk Area) หากไม่มีความจำเป็น 2.ขอให้บริษัทเจ้าของเรือ ประเมินความเสี่ยงและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตาม ISPS Code และแนวปฏิบัติ Best Management Practices (BMP) 3.ขอให้ติดตามสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางทะเลอย่างใกล้ชิด 4.ขอให้เรือดำรงการติดต่อสื่อสารทางวิทยุ Maritime Band ช่อง 16 และพร้อมตอบสนองต่อการติดต่อจากหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลในพื้นที่ 5.และหากตรวจพบวัตถุต้องสงสัยหรือเหตุผิดปกติ ให้แจ้งให้ศคจร.ฯ, UKMTO และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

ให้แนวทางปฏิบัติเมื่อเจอทุ่นระเบิด

นอกจากนี้ กองทัพเรือยังได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ แนวทางปฏิบัติเมื่อเผชิญภัยจากทุ่นระเบิดทางทะเล เพื่อให้กำลังพลประจำเรือสามารถลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าว

กองทัพเรือขอให้ผู้ประกอบการเดินเรือและเรือพาณิชย์ไทย ติดตามประกาศแจ้งเตือนและข้อมูลข่าวสารด้านความปลอดภัยทางทะเลอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของลูกเรือและ
เรือไทย โดยกองทัพเรือจะยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมแจ้งเตือนข้อมูลที่จำเป็นในทันที

ผู้ว่าฯนครนายกพบญาติลูกเรือไทย

วันเดียวกัน ที่บ้านเลขที่ 52/1หมู่ที่ 4 ตำบลป่าขะ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พร้อมด้วยนายเกรียงไกร กิตติธเนศวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครนายก เขต 2 และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงาน พัฒนาสังคมเเละความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครนายก ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครนายก ตลอดจนนายอำเภอบ้านนา และผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวของ นายสมเดช ทองศรีม่วง ตำแหน่งต้นเรือ ของเรือสินค้าไทย “มยุรี นารี (Mayruree Naree)” ซึ่งประสบเหตุถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น

จากการลงพื้นที่ทางครอบครัวของต้นเรือ แจ้งว่าขณะนี้ลูกเรือปลอดภัยแล้ว หลังได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพเรือโอมาน ปัจจุบันพักอยู่ ณ ประเทศโอมาน ด้านหน่วยงานร่วมลงพื้นที่ ได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการดูแลลูกเรือจากทางบริษัทพรีเชียส ฟลาวเวอร์ส จำกัด (เจ้าของเรือ)พร้อมเน้นย้ำว่ากระทรวงแรงงานจะติดตามสิทธิประโยชน์ และการช่วยเหลือจากนายจ้างอย่างใกล้ชิด ตลอดจนติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อประสานข้อมูลมายังครอบครัวของลูกเรือ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าลูกเรือจะได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ลูกเรือไทยได้รับการดูแลอย่างดี

ด้าน นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า สำหรับจำนวนแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางประมาณ 67,047 คนและได้แจ้งความประสงค์ทางสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย 977 คน ขณะนี้เดินทางกลับมาแล้ว 72 คน และอยู่ระหว่างเดินทางกลับอีก 9 คนจากบาห์เรน

นายสันติกล่าวว่า ส่วนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย23 คน จากเหตุการณ์เรือมยุรี นารี ถูกโจมตีนั้น กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการประสานความช่วยเหลือ โดยประสานบริษัทเดินเรือเพื่อช่วยเหลือลูกเรือ กระทรวงแรงงานโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ประสาน บริษัท พรีเชียส ฟลาวเวอร์ส จำกัด เจ้าของเรือมยุรี นารี ซึ่งได้มีการดูแลช่วยเหลือลูกเรือ 20 คนที่ภายหลังได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาอย่างปลอดภัยแล้ว โดยบริษัทได้จัดให้ลูกเรือทุกคนพักอาศัย
ที่โรงแรมในเมืองคาซาบ ราชอาณาจักรโอมาน โดยให้พักเดี่ยวพร้อมจัดอาหาร ยาเวชภัณฑ์ และเครื่องนุ่งห่มที่มีความจำเป็นอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ลูกเรือทุกคนยังสามารถใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารไปยังครอบครัวในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง

เร่งช่วย3ลูกเรือไทยที่ยังติดค้าง

นายสันติกล่าวว่า สำหรับลูกเรือ1 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บที่มือ ขณะนี้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในพื้นที่และกลับมาพักที่โรงแรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ทางบริษัทยังสนับสนุนบริการด้านสุขภาพจิต โดยให้คำปรึกษาผ่านทางออนไลน์กับนักจิตวิทยาและที่ปรึกษาชาวไทยที่มีใบอนุญาตและมีการรับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อให้บริการแก่ลูกเรือแต่ละรายตามคำร้องขอ ส่วนลูกเรืออีก 3 คน ที่ยังติดอยู่ในเรือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเข้าช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อดำเนินการช่วยเหลือลูกเรือดังกล่าวต่อไป

เจ้าของเรือยันจ่ายค่าจ้างตามปกติ

นายสันติ กล่าวว่า ในส่วนของการติดตามสิทธิประโยชน์เรื่องค่าตอบแทนของลูกเรือ บริษัทยืนยันว่าลูกเรือทุกคนจะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน รวมถึงค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงวันที่เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ โดยบริษัทจะดำเนินการโอนค่าจ้างเข้าบัญชีธนาคารของลูกเรือแต่ละราย ในสิ้นเดือนของทุกเดือนตามปกติ ในส่วนของทรัพย์สินส่วนตัวที่ลูกเรือจำเป็นต้องทิ้งไว้บนเรือ บริษัทจะดำเนินการชดเชยค่าเสียหายเต็มจำนวนให้แก่ลูกเรือแต่ละรายในระยะเวลาที่เหมาะสมทั้งนี้บริษัทได้ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะรักษาการจ้างงานของลูกเรือทุกคน และพร้อมรับลูกเรือกลับเข้ามาปฏิบัติงานทันทีเมื่อมีความพร้อมและมีความประสงค์ที่จะกลับมาปฏิบัติงานอีกครั้ง

20ลูกเรือพร้อมกลับถึงไทย16มี.ค.

ในส่วนการอำนวยความสะดวกการเดินทางกลับของลูกเรือที่ได้รับการช่วยเหลือ กระทรวงแรงงานโดยสำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี ได้ประสานกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต อย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเอกสาร เพื่อให้ลูกเรือได้รับการช่วยเหลือทั้งหมดได้เดินทางกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย ซึ่งขณะนี้ลูกเรือทั้ง 20 คน มีเอกสารที่จำเป็นพร้อมต่อการเดินทางโดยมีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม

นายสันติ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้กระทรวงแรงงานได้มีการมอบหมายให้แรงงานจังหวัดพร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจกับครอบครัวญาติพี่น้องของลูกเรือไทยทั้ง 23 คน เพื่อเป็นการสื่อสารในการให้ความช่วยเหลือให้ครอบครัวแรงงาน รวมทั้งเรื่องการตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกเรือทั้งหมดจะต้องได้รับจากนายจ้างตามกฎหมาย ทั้งนี้กระทรวงแรงงานได้ประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการประสานความช่วยเหลือในสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกเรือทั้ง 23 คนควรจะได้รับต่อไป

ศบก.ขอให้คนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวันโดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยว่า สถานการณ์โดยรวมในภูมิภาค ขยายวงนอกเหนือจากเป้าหมายทางทหาร โดยอิหร่านยกระดับการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเดินเรือ และระบบไซเบอร์ ที่เกี่ยวข้องกับที่เกี่ยวข้องสหรัฐฯและอิสราเอล ในหลายประเทศของภูมิภาค ขณะที่กองทัพอิสราเอล กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ยังมีการแลกเปลี่ยนการโจมตีกันอย่างรุนแรง นอกจากนี้สถานการณ์การสู้รบในอิรัก ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ขอให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด

นายปาณิดล กล่าวว่า เมื่อวันที่13 มี.ค.ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ว่าด้วยสถานการณ์ตะวันออกกลางซึ่งจัดขึ้นตามข้อเสนอของไทย โดยที่ประชุมเห็นพ้องว่า สถานการณ์ยังมีความตึงเครียด และเรียกร้องให้มีการยุติการใช้ความรุนแรง และกลับสู่แนวทางการทูตโดยเร็ว พร้อมย้ำถึงความสำคัญของกฎหมายหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเสรีภาพในการบินและการเดินเรือ

ประสานงานพา20คนไทยกลับบ้าน

นายปาณิดล กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ เริ่มจากกรณีเรือบรรทุกสินค้าไทยที่ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ออกหนังสือเดินทางฉุกเฉิน และส่งมอบให้กับลูกเรือทั้ง 20 คน เพื่อเดินทางออกจากเมืองคาซาบ ไปยังประเทศโอมานเพื่อเดินทางกลับประเทศไทยต่อไป แต่เนื่องจากเส้นทางต้องผ่านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) จึงได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้เร่งรัดการออกวีซ่าผ่านแดน รวมถึงทางการโอมาน ได้ยืนยันว่าจะอำนวยความสะดวกในการผ่านแดนเพื่อขึ้นเครื่องที่กรุงมัสกัต ซึ่งลูกเรือทั้ง 20 คน มีกำหนดการเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 16 มีนาคมนี้

ติดตามช่วยเหลืออีก3คนไทยไม่ลดละ

นายปาณิดล กล่าวต่อว่า ในส่วนของการค้นหาและช่วยลูกเรืออีก 3 คนขอให้มั่นใจว่ากระทรวงการต่างประเทศและกองทัพเรือ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามปฏิบัติการการค้นหาช่วยเหลือต่อไป

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน กลุ่มคนไทยชุดสุดท้าย ที่เดินทางออกจากอิหร่านจำนวน 7 คน ได้เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพแล้วเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ส่วนในประเทศอิสราเอล เนื่องจากการโจมตีที่รุนแรงขึ้น สถานเอกอัครราชทูตณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ออกประกาศเตือนคนไทยในพื้นที่ภาคเหนือของอิสราเอล ให้เข้าที่หลบภัยภายใน 1 นาที หากได้ยินเสียงไซเรน และขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังบริเวณชายแดนทางตอนเหนือของอิสราเอล

นายปาณิดล กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งนี้ขึ้นคนไทยได้รับความช่วยเหลือจากภูมิภาคตะวันออกกลาง รวม 591 คน พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ ให้ออกจากพื้นที่อันตรายด้วยความปลอดภัย