ผบ.ทร. สยบลือ สหรัฐฯ ขอใช้ อู่ตะเภา-ฐานทัพเรือพังงา เป็นฐานถล่มอิหร่าน

ผบ.ทร. สยบลือ สหรัฐฯ ขอใช้ อู่ตะเภา-ฐานทัพเรือพังงา เป็นฐานถล่มอิหร่าน

ผบ.ทร. สยบลือ สหรัฐฯ ขอใช้ อู่ตะเภา-ฐานทัพเรือพังงา เป็นฐานถล่มอิหร่าน

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

ผบ.ทร. สยบข่าวลือสหรัฐฯขอใช้สนามบินอู่ตะเภา-ฐานทัพเรือพังงาเป็นฐานทหาร ชี้ อู่ตะเภาเป็นมิตรกับทุกประเทศ พร้อมย้ำ ทร.ใช้ช่องทางความสัมพันธ์ระหว่างทร.มิตรประเทศเร่งช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารีที่เหลืออีก 3 คน อย่างเต็มที่ 

วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกเรือมยุรีนารี 3 คน ที่ยังติดค้างอยู่บนเรือหลังเหตุโจมตีในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซว่า ได้ประสานกับทางผู้บัญชาการทหารเรือโอมานตั้งแต่ช่วงที่เกิดเหตุเพื่อเร่งให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่  

ซึ่งเป็นโชคดีที่กองทัพเรือเคยมีโอกาสสนับสนุนกองทัพเรือโอมานในการมาดูงานด้านการต่อเรือที่อู่เรือมาร์ซัน ในประเทศไทย ส่วนประเทศอื่นๆในแถบตะวันกลางก็ไม่ได้มีปัญหาต่อกัน รวมทั้งยังมีความร่วมมือที่ดีกับหลายประเทศผ่านเวทีการประชุมระหว่างกองทัพเรือมิตรประเทศ ในปีที่ผ่านมา ทำให้เป็นผลดีต่อการประสานงานช่วยเหลือคนไทยในครั้งนี้

ส่วนกระแสข่าวสหรัฐฯ ขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานทัพว่า จนถึงขณะนี้อยู่ในเวลานี้ยังไม่มีการประสานใดๆ และโดยปกติแล้วสนามบินอู่ตะเภาไม่ได้ถูกใช้เป็นฐานทัพให้ประเทศใด แต่สนามบินอู่ตะเภาเป็นมิตรกับทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดที่เดินทางเข้ามา เพื่อใช้สนามบินอู่ตะเภา เดินทางต่อไปยังประเทศอื่นๆ หรือมาจอดพักค้างคืน 

ทัังนี้ไม่ใช่เฉพาะสหรัฐเท่านั้นแต่ยังมีประเทศอื่นๆเดินทางเข้ามา เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จึงขอยืนยันว่า ปัจจุบันไม่มีประเทศใดจะมาใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานดำเนินการด้านยุทธวิธี

ส่วนกระแสข่าวการขอใช้ฐานทัพเรือที่พังงาเป็นฐานของสหรัฐฯ นั้น ผู้บัญชาการทหารเรือ ย้ำว่า ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นที่ทราบดีว่าฐานทัพเรือที่พังงาเป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ลึก ไม่มีเรือใหญ่ที่จะสามารถเข้ามาจอดได้ แม้แต่เรือของกองทัพเรือก็ต้องขุดร่องน้ำเพื่อให้เรือเข้ามาจอดได้

เลขา ป.ป.ช. ยอมรับตีตกคดี ‘ศักดิ์สยาม’ ปมหุ้น สวนคำวินิจฉัยศาล รธน.

เลขา ป.ป.ช. ยอมรับตีตกคดี ‘ศักดิ์สยาม’ ปมหุ้น สวนคำวินิจฉัยศาล รธน.

เลขา ป.ป.ช. ยอมรับตีตกคดี ‘ศักดิ์สยาม’ ปมหุ้น สวนคำวินิจฉัยศาล รธน.

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

เลขาธิการ ป.ป.ช.ยอมรับว่า มติที่ประชุมใหญ่ เมื่อเดือน ก.ย.68 ยกคำร้องกล่าวหา ‘ศักดิ์สยาม’ คดีนอมินีถือครองหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ สวนทางคำวินิจฉัย‘ศาลรัฐธรรมนูญ’

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กรณีจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กล่าวหาการถือครองหุ้นแทนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรม นูญนั้น

นายสุรพงษ์ ให้สัมภาษณ์เพียงสั้น ๆ ว่า เรื่องนี้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติ ‘ยกคำร้อง’ ไปเมื่อเดือน ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นตนยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช. จึงยังไม่ทราบมติรายละเอียด ว่าเป็นสำนวนเดียว กัน หรือเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันกับกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องรอตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวีนที่ 17 ม.ค.2567 มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 เสียง ชี้ว่าจากข้อพิรุธหลายประการดังกล่าว ประกอบพฤติการณ์แวดล้อมทั้งปวงแห่งคดี จึงฟังได้ว่านายศักดิ์สยาม และนายศุภวัฒน์ เกษมสุข (ผู้ถือหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ) ตกลงนำเงินของนายศักดิ์สยาม ทำธุรกรรมต่างๆ ในนามนายศุภวัฒน์ โดยขั้นตอนสุดท้ายนำเงินนั้นซื้อกองทุนต่างๆ ในชื่อนายศุภวัฒน์ แล้วขายกองทุนดังกล่าว ชำระค่าหุ้นแก่นายศักดิ์สยาม เช่นนี้ เงิน 119.5 ล้านบาท ยังเป็นของนายศักดิ์สยาม จึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนายศุภวัฒน์ ครอบครองหุ้นของ หจก.บุรีเจริญ และดูแล หจก.บุรีเจริญ แทนนายศักดิ์สยามมาโดยตลอด

อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีอยู่ในความครอบครอง หรือดูแลของบุคคลอื่น ไม่ว่าโดยทางใดๆ เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้าม มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามจึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187 

ศบก.ย้ำไม่มีเรือไทยตกค้างช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เหลือเพียงเรือสัญชาติสิงคโปร์ 2 ลำ

ศบก.ย้ำไม่มีเรือไทยตกค้างช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เหลือเพียงเรือสัญชาติสิงคโปร์ 2 ลำ

ศบก.ย้ำไม่มีเรือไทยตกค้างช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เหลือเพียงเรือสัญชาติสิงคโปร์ 2 ลำ

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

“อธิบดีกรมเจ้าท่า” ยันไม่มีเรือไทยตกค้างอยู่ในอ่าวทะเลอาหรับ เผยมีเพียง 2 ลำจดทะเบียนสัญชาติสิงคโปร์แต่มีลูกเรือคนไทยจอดเทียบท่าดูไบปลอดภัยดี ด้าน ‘อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน’ แจงค่าการกลั่นไม่ได้ถูกกำหนดโดยโรงกลั่นเป็นไปตามตลาดสากล ‘ศบก.’สั่ง ‘ก.พลังงาน’คุย‘โรงกลั่น-กลุ่มเทรดเดอร์’ ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย อิงราคาน้ำมันดิบบรอนท์ เป็นหลัก

วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน  โดยนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ยังมีเรือไทยที่ตกค้างอยู่ในอ่าวทะเลอาหรับ ยืนยันว่าเรือที่เป็นเรือไทยที่ยกเว้นเรือมยุรีนารีที่เกิดเหตุ ไม่มีเรือไทยที่ชักธงชาติไทยหรือถือสัญชาติไทยอยู่ในบริเวณดังกล่าว แต่มีเรือซึ่งเป็นเรือของบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSL ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นสัญชาติสิงคโปร์จอดเทียบท่าอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 2 ลำเป็นเรือที่มีลูกเรือคนไทย โดยลำแรกมีลูกเรือคนไทย 14 คนและเป็นลูกเรืออินเดีย 8 คน ลำที่ 2 มีลูกเรือคนไทยทั้งหมด 22 คน ต้องเรียนยืนยันว่าเป็นเรือบริษัทคนไทย แต่จดทะเบียนสัญชาติสิงคโปร์และมีลูกเรือไทยที่ทำงานอยู่ ซึ่งเรือจอดเทียบท่าขนส่งสินค้าอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งตอนนี้เรือจอดอยู่ที่ท่าและยังปลอดภัย

ขณะที่พล.ร.ต.จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ กล่าวว่า ในส่วนของกองทัพเรือโดยผู้บัญชาการทหารเรือ(ผบ.ทร.)ได้สั่งการให้เสนาธิการทหารเรือใช้กลไกในส่วนที่เกี่ยวข้องของความมั่นคงได้ประสานการปฎิบัติและเฝ้าระวังตั้งแต่กลางเดือนก.พ.ที่ผ่านมา และได้มีการเชิญประชุมผู้ประกอบการทุกภาคส่วนที่เดินเรือผ่านในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากพบว่ามีสถิติการขนส่งที่ลดลงจาก 183 ลำเหลือระดับตัวเลขตัวเดียว เราจึงต้องออกหนังสือแจ้งเตือน 

ทั้งนี้ ขอเรียนว่าเรามีเรือที่ยังคงเป็นเรือสัญชาติอื่น แต่เจ้าของเป็นคนไทยอยู่ในพื้นที่จำนวน 2  ลำ ซึ่งเราได้ติดตามสถานการณ์และได้จัดทำคำแนะนำ สำหรับในวันนี้ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้กล่าวถึงเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันเรายังไม่พบทุนระเบิดลอยน้ำแต่อย่างใด ณ ปัจจุบันในเรื่องของการตรวจสอบในพื้นที่ยังทำได้ยากเพราะเรือ ณ วันนี้ มีการปิดน่านน้ำ และเรือที่เหลือจอดอยู่ในท่า ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่มีสภาวะการรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ของการกำหนดตำแหน่งที่เหลือของเรือ จากอุปกรณ์สื่อสาร ระบบดาวเทียม ฉะนั้นการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ถือว่ามีความเสี่ยง ณ วันนี้ยืนยันว่าไม่มีเรือไทยเข้าไปในพื้นที่เพิ่มเติมคงเหลือเฉพาะเรือบางส่วนที่อยู่ในพื้นที่จึงขอให้มั่นใจได้ว่าในส่วนของสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นที่จะมีผลกระทบต่อเรือไทยทางกองทัพเรือได้เฝ้าระวังอย่างเต็มขีดความสามารถร่วมกับกรมเจ้าท่าและศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) เพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคน

จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่าอยากทราบผลการหารือระหว่างศบก. กับกลุ่มโรงกลั่นว่ามีข้อตกลงกันอย่างไรบ้างในการช่วยราคาน้ำมันในประเทศ  นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ตามที่ทางศบก.ให้กระทรวงพลังงานมาดูว่าค่าการกลั่นมีความผิดปกติหรือไม่ เบื้องต้นกระทรวงพลังงานได้ตรวจสอบว่าค่าการกลั่นลำดับแรกไม่ได้ถูกกำหนดโดยโรงกลั่นไม่สามารถกำหนดได้ด้วยตัวเอง จึงต้องมาดูว่าค่าการกลั่นมาจากไหนบ้าง ถ้ามาจาก 2 ส่วนส่วนที่ 1 มาจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปไม่ว่าจะเป็นเบนซิน ดีเซล แอลพีจี ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดซึ่งอ้างอิงจากตลาดในภูมิภาค ซึ่งเรียกว่าราคาสิงคโปร์และอีกด้านมาจากค่าการตลาดมาจากต้นทุนคือราคาน้ำมันดิบ ซึ่งราคาน้ำมันดิบเป็นไปตามกลไกตลาดเช่นเดียวกัน ที่มีการซื้อขายกันล่วงหน้า ซึ่งทั้ง 2 ราคาไม่ได้ถูกกำหนดโดยตรงในประเทศไทยเป็นไปตามตลาดสากลทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป มีกลไกราคาในตัวของแต่ละประเภทศนั้นเอง ซึ่งสิ่งที่กระทรวงพลังงาน โดยสำนักนโยบายและแผนพลังงานได้มีการรายงานค่าการกลั่น ซึ่งเป็นการรายงานที่สะท้อนสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาด สะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงในส่วนของค่าการกลั่นมีทั้งบวกและ ลบในหลายกรณีค่าการกลั่นเคยติดลบเช่นเดียวกันทซึ่งทำให้โรงกลั่นหลายโรงขาดทุน

เมื่อถามว่าราคาน้ำมันตลาดโลกหรือราคาที่สวิงอยู่ตอนนี้ แล้วมันเพิ่งขึ้นไปอย่างนี้ทางกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นสามารถปรับขึ้นราคาได้ในรูปแบบไหนและอย่างไรได้บ้าง ได้มีการประเมินทิศทางไว้อย่างไร นายสราวุธ กล่าวว่า ในส่วนนี้เป็นไปตามกลไกที่สะท้อนต้นทุน แต่อีกด้านเป็นเรื่องการบริหารจัดการ ซึ่งรัฐบาลพยายามหาทางช่วยเหลือในปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ติดลบอยู่ที่ 8,070 ล้านบาท และในแต่ละวันจะติดลบอยู่ที่ 1,520 ล้านบาท 

เมื่อถามถึงขั้นตอนการซื้อน้ำมันจากประเทศรัสเซีย เราสามารถติดต่อได้เร็วขนาดไหนและปริมาณที่เราจะซื้อมากน้อยแค่ไหน นายสราวุธ กล่าวว่า กรณีการซื้อน้ำมันจากประเทศรัสเซีย  วันนี้ศบก. ได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาทางเลือกที่จะซื้อน้ำมันจากประเทศรัสเซีย โดยได้สอบถามจากกลุ่มร่วมกันว่าน้ำมันจากรัสเซีย น่าจะสามารถนำมาใช้กับโรงกลั่นในประเทศไทยได้ เดี๋ยวคงต้องไปประสานงานกับทางโรงกลั่นและกลุ่มเทรดเดอร์ที่สามารถเข้าถึงน้ำมันรัสเซีย ซึ่งเบื้องต้นจะอิงกับราคาน้ำมันดิบของบรอนท์ (Brent) เป็นหลัก

เมื่อถามอีกว่าราคาน้ำมันดิบมีการวางแผนซื้อขายกันล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่ว่าเหตุสงคราม เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28  ก.พ.ที่ผ่านมา และวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา จึงมีการขึ้นราคาน้ำมันซึ่งมีส่วนต่าง 4 บาท นายสราวุธ กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบ ไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากเกิดสงคราม แต่ราคาน้ำมันสำเร็จรูป เพิ่มขึ้นอย่างอย่างก้าวกระโดด มันเลยทำให้เกิดการแพลนนิค ในเรื่องของสินค้าที่นำน้ำมันมาใช้เป็นหลัก  แต่ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบไม่ได้ขึ้นเลย

เมื่อถามย้ำว่าค่าการกลั่นที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อประชาชนที่เติมน้ำมันหน้าปั้มหรือไม่ นายสราวุธกล่าวว่า การกลั่นกันเป็นแค่ดัชนีส่วนต่างที่บอกว่า ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบ กับน้ำมันสำเร็จรูปในแต่ละวันเป็นเช่นไร สิ่งที่ประชาชนจะเจอที่หน้าปั๊มเป็นกลไกของราคาน้ำมันสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวไม่เกี่ยวกับค่าการกลั่น 

เมื่อถามอีกว่า ที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศบก. ระบุว่าจะมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินในแต่ละสัปดาห์ ตอนนี้พอจะมีตัวเลขบอกประชาชนได้หรือไม่ อย่างไรและประชาชนจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ตรงนี้อย่างไร และถ้าจะขึ้นประมาณอัตรากี่บาทต่อลิตร  นายสราวุธ กล่าวว่า  ในส่วนนี้กระทรวงพลังงานได้รับความสำคัญร่วมกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการคอยติดตามสถานการณ์ โดยมีข้อสั่งการให้หาแนวทางในการช่วยเหลือประชาชน ดูว่าสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลาซึ่งเปลี่ยนเร็วมากจะเป็นอย่างไรบ้างก็คงต้องมีข้อเสนอ และนำเสนอศบก.ต่อไป 

ธีระศักดิ์ สว.ใหม่ ยันไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ปัดวิจารณ์ปล่อยผี 229 คดีฮั้ว สว.

ธีระศักดิ์ สว.ใหม่ ยันไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ปัดวิจารณ์ปล่อยผี 229 คดีฮั้ว สว.

ธีระศักดิ์ สว.ใหม่ ยันไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ปัดวิจารณ์ปล่อยผี 229 คดีฮั้ว สว.

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

‘ธีระศักดิ์’ สว.ใหม่ ยันพร้อมทำหน้าที่ผลักดันกฎหมายเพื่อประโยชน์ประชาชน ไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด โนคอมเมนต์อนุ กกต.ปล่อยผี ‘229คน’ คดี ’ฮั้ว สว.‘ ขาวจั๊วะ

วันที่ 13 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.)ใหม่ กล่าวภายหลังเข้าแสดงตัวเป็น สว. แทนน.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของน.ส.เกศกมล เป็นเวลา 10 ปี ในคดีทุจริตวุฒิการศึกษาว่า ตนเป็น สว. กลุ่ม 19 จาก จ.เชียงราย มีอาชีพเป็นวิศวกร และอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ซึ่งตนมีปณิธานการทำงาน ในการมุ่งมั่นกลั่นกรองกฎหมายและเสนอแนะกฎหมายใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และจะติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และให้คำแนะนำอย่างมีคุณภาพ 

นายธีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนเรื่องการเมือง ตนไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และจะทำตามปณิธานที่ตั้งไว้ คือ สว. ต้องมีความเป็นอิสระต่อการเมือง และไม่คิดเป็นศัตรูกับใคร และจะพยายามมุ่งเน้นผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ในการทำงานจะมีการประสานกับเพื่อน สว. และจะไม่ทำตัวให้แตกแยก ฝักใฝ่ฝ่ายใด เป้าหมายคือทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ การมี สว. คือเพื่อสร้างความหลากหลาย เราจึงต้องให้เกียรติและเคารพซึ่งกันและกัน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อท้ายสุดแล้วจะได้กฎหมายและกติกาในการอยู่ร่วมกันอย่างดีและมีคุณภาพ

เมื่อถามว่าประเด็นข้อกฎหมายที่ยังมีข้อกังวลหรือต้องการผลักดันเป็นพิเศษนั้น นายธีระศักดิ์ กล่าวว่า บางกฎหมายยังคงมีปัญหาอยู่และมีความไม่ยุติธรรม ก็จะต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น และในส่วนของ One Stop Service ในเรื่องของการลงทุนต่าง ๆ ก็ต้องทำให้โปร่งใส เรียบง่าย และมีประสิทธิภาพที่สุด และอีกหลายอย่างที่มองว่ายังสามารถพัฒนาได้ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเข้ามา ซึ่งเรายังตกอยู่ภายใต้แอปพลิเคชั่นของต่างชาติ ซึ่งตนเชื่อว่าเรามีมหาวิทยาลัยชั้นยอด ที่น่าจะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีแอปพลิเคชั่นต่างๆ ได้ ช่วยประชาชนลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ ซึ่งควรจะมีรายได้และอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ต้องดูว่าประเด็นนี้มีหน่วยงานใดที่ช่วยเหลือได้บ้าง เพื่อช่วยให้ไม่เป็นภาระ และเป็นเสาหลักของบ้านได้

เมื่อถามถึงกรณีคดีฮั้ว สว. ที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ในคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด นายธีระศักดิ์ กล่าวว่า ก็ขึ้นอยู่กับกติกาและวิจารณญาณของกรรมการที่จะวินิจฉัย แต่ส่วนตนไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ เนื่องจากเกินเขตอำนาจหน้าที่ของตน

พีระชาติ ชี้ แผน กัน จอมพลัง ที่ขนทีมเจ็ตสกี ไปช่องแคบฮอร์มุซ เป็น ไพ่ตาย ที่น่าสนใจ

พีระชาติ ชี้ แผน กัน จอมพลัง ที่ขนทีมเจ็ตสกี ไปช่องแคบฮอร์มุซ เป็น ไพ่ตาย ที่น่าสนใจ

พีระชาติ ชี้ แผน กัน จอมพลัง ที่ขนทีมเจ็ตสกี ไปช่องแคบฮอร์มุซ เป็น ไพ่ตาย ที่น่าสนใจ

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.05 น.

วันที่ 12 มีนาคม 2569 จากกรณีเรือมยุรีนารี เรือบรรทุกสินค้าเทกองสัญชาติไทย ถูกโจมตี ขณะเดินเรือในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังได้ออกเดินทางจากท่าเรือในเมืองคาลิฟา ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา โดยทาง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยอมรับว่า ได้โจมตี เรือมยุรีนารี เรือบรรทุกสินค้าเทกองสัญชาติไทย   โดยอ้างว่าเรือดังกล่าวเพิกเฉยต่อคำเตือนของอิหร่านและยังคงพยายามผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยผิดกฎหมายในช่วงสงครามตะวันออกกลาง

ล่าสุด ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ พีระชาติ อินตา อินฟลูด้านความมั่นคง โพสต์ข้อความระบุว่า พี่น้องครับ ท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกโชนและกลิ่นอายสงครามที่คละคลุ้งกลาง #ช่องแคบฮอร์มุซ ความหวังเล็กๆ ของคนไทยทั้งประเทศกำลังถูกฝากไว้กับ “เสียงเคาะ” จากใต้ท้องเรือเหล็กที่ร้อนระอุ นาทีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอุบัติเหตุทางทะเล แต่มันคือนาทีชีวิตที่บีบหัวใจที่สุด เมื่อพี่น้องคนไทย #3ชีวิต ยังคงติดอยู่ในห้องเครื่องเรือ #มยุรีนารี ที่กลายเป็นสมรภูมิกลางน้ำไปเสียแล้ว
จากการแกะรอยข้อมูลเชิงลึก โครงสร้างของเรือลำนี้ถูกออกแบบมาอย่างแข็งแกร่ง แม้ส่วนท้ายเรือจะพังยับจากแรงระเบิดของขีปนาวุธที่อิหร่านสอยเข้าจังๆ ถึง 2 ลูก แต่จุดยุทธศาสตร์ที่ผมเชื่อว่าเป็น “ป้อมปราการสุดท้าย” คือ #ห้องควบคุมเครื่องยนต์ (ECR) ครับ ห้องนี้เปรียบเสมือนกล่องนิรภัยที่มีผนังเหล็กหนาและฉนวนกันความร้อนเกรดพิเศษ ซึ่ง #นายเกียรติศักดิ์ #นายภาณุพงศ์ และ #นายชวลิต น่าจะใช้ไหวพริบของนายช่างมืออาชีพมุดเข้าไปกบดานเพื่อรักษาชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาณชีพและเสียงเคาะที่ทีมกู้ภัยได้ยิน แต่นี่คือการแข่งกับเวลาครับ เพราะความร้อนมหาศาลอาจเปลี่ยนห้องนิรภัยให้กลายเป็นเตาอบได้ทุกนาที

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้มันกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่สุด คือท่าทีของกองกำลัง #IRGC ของอิหร่านที่ประกาศกร้าวขู่ยิงทุกลำที่เข้าใกล้ นี่คือ #เกมตัวประกัน ระดับโลกที่เอาชีวิตคนเรือมาเป็นเบี้ยบนกระดานการเมือง จนทำให้เรือกู้ภัยลำใหญ่ของโอมานขยับยากลำบาก แผนบ้าระห่ำของ #กันจอมพลัง ที่เสนอเอา #เจ็ตสกี แชมป์โลกเข้าชาร์จจึงกลายเป็น “ไพ่ตาย” ที่น่าสนใจที่สุด เพราะความเร็วและความเล็กจะช่วยให้ลอดสายตาเรดาร์และฝ่าดงกระสุนเข้าไปเจาะระบายอากาศให้คนข้างในได้ทันเวลา

ผมวิเคราะห์มองว่า แม้สภาพคลื่นลมในพิกัดนั้นจะสับกระวนกระวายสูงถึง 2 เมตร แต่นั่นไม่ใช่ปัญญาใหญ่เท่ากับ “ใจ” ของคนที่รอการช่วยเหลือและการตัดสินใจของรัฐบาลไทยที่ต้องบีบทางทูตให้อิหร่านยอมเปิดทางมนุษยธรรมนาทีนี้เราไม่มีเวลามานั่งรอเอกสารครับ เพราะทุกวินาทีที่ผ่านไปหมายถึงลมหายใจที่ค่อยๆ แผ่วลงของพี่น้องเรา

พี่น้องครับ หลายคนสงสัยว่าทำไมผมถึงมั่นใจว่าทั้ง 3 ชีวิตยังมีหวัง? เพราะในเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่อย่างมยุรีนารี ห้อง ECR คือ “กล่องดำที่มีชีวิต” ครับ มันถูกสร้างด้วยเหล็กหนาพิเศษ มีระบบซีลกันน้ำและกันไฟ (Fire-tight & Water-tight) เพื่อปกป้องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ราคาแพงจากความร้อนมหาศาลของเครื่องยนต์ ดังนั้นหากทั้ง 3 ท่านมุดเข้าไปทัน ห้องนี้จะกลายเป็น #แคปซูลนิรภัย ที่กันเปลวไฟและควันพิษได้นานหลายชั่วโมง แต่มันคือ “นาทีทอง” ครับ เพราะถ้าไฟด้านนอกยังไม่ดับ อุณหภูมิข้างในจะค่อยๆ พุ่งสูงขึ้นจนอากาศกลายเป็นพิษ นี่คือเหตุผลที่ต้องเร่งช่วยด่วนที่สุด ยุทธวิธี #เจ็ตสกี ทำไมถึงเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาด?

ในแง่ความปลอดภัยและการเข้าถึง เจ็ตสกีมีข้อได้เปรียบที่เรือรบใหญ่ไม่มี คือ “ความคล่องตัวเชิงรุก” ครับ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ #อิหร่าน จ้องจะสอยเรือทุกลำที่เข้าใกล้ การใช้เจ็ตสกีที่ไม่มีอาวุธและขนาดเล็กกว่าเรดาร์จะตรวจจับได้ชัดเจน (Low Radar Cross Section) ทำให้ทีมกู้ภัยสามารถลอบเข้าประชิดตัวเรือที่กำลังไฟไหม้ได้เร็วกว่า และสามารถส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นไปตรวจสอบจุดที่ใกล้ห้องเครื่องได้โดยไม่ทำให้เรือเสียสมดุล หรือเกิดประกายไฟเพิ่มจากการปะทะของตัวเรือใหญ่

วิเคราะห์ #คลื่นลม และอุปสรรคหน้างาน

พิกัดช่องแคบฮอร์มุซตอนนี้ คลื่นสูง 1-2 เมตรพร้อมลมกระโชกแรงถือเป็นโจทย์หินครับ พี่น้องครับ คลื่นระดับนี้ถ้าเป็นเรือเล็กทั่วไปอาจจะล่มได้ง่ายๆ แต่สำหรับเจ็ตสกีเกรดแข่งแชมป์โลกที่ #กันจอมพลัง เตรียมไว้ มันสามารถ “ขี่ข้ามคลื่น” ได้ด้วยความเร็วสูง ซึ่งจะช่วยลดเวลาที่ทีมกู้ภัยต้องอยู่กลางแจ้งที่เป็นเป้านิ่งของฝ่ายตรงข้ามให้น้อยที่สุด

ความปลอดภัยในการเข้าช่วยเหลือ: ภารกิจเสี่ยงตาย

การจะเจาะเข้าไปช่วยคนในเรือที่ไฟไหม้และมีก๊าซพิษคละคลุ้ง ต้องใช้ทีม “Fire & Rescue” ระดับพระกาฬครับ ต้องมีเครื่องตัดถ่างระบบไฮดรอลิกที่ไม่ก่อให้เกิดประกายไฟ (เพราะน้ำมันเรืออาจรั่วไหล) และต้องมีถังอากาศสำรองจำนวนมากเพื่อลำเลียงให้ผู้ประสบภัยข้างใน นี่คือภารกิจที่ต้องใช้ “หัวใจ” นำทางความกล้าจริงๆ

พี่น้องครับทางฝั่ง #กองทัพเรือไทย ตอนนี้ ผบ.ทร. สั่งการด่วนให้ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือเกาะติดสถานการณ์แบบวินาทีต่อวินาที พร้อมประสานตรงกับกองทัพเรือโอมานเพื่อหาช่องทางส่งทีม “หน่วยซีล” หรือชุดกู้ภัยพิเศษเข้าไปทันทีที่อิหร่านยอมเปิดทางมนุษยธรรม ท่าทีของทัพเรือชัดเจนครับคือ “คนไทยต้องถึงบ้านอย่างปลอดภัย” และมีการเตรียมพร้อมรับขวัญและดูแลลูกเรือทุกคนทันทีที่ออกจากพื้นที่อันตรายได้

ขณะที่ท่าทีของ #พรีเชียสชิพปิ้ง (PSL) ในฐานะเจ้าของเรือ ตอนนี้ฝ่ายบริหารประกาศย้ำชัดว่า “ชีวิตลูกเรือสำคัญกว่าตัวเรือและสินค้า” โดยได้ว่าจ้างบริษัทกู้ภัยระดับสากลเตรียมพร้อมแสแตนบายเข้าพื้นที่ และพร้อมสนับสนุนงบประมาณทุกด้านในการช่วยเหลือครั้งนี้ รวมถึงมีการดูแลเยียวยาสภาพจิตใจของครอบครัวผู้สูญหายทั้ง 3 ท่านอย่างใกล้ชิดครับ

ผมฟันธงเลยว่า ภารกิจนี้คือการวัดกึ๋นของไทยบนเวทีโลก และวัดความกล้าของทีมกู้ภัยที่จะฝ่า “เขตมรณะ” เข้าไปพาคนไทยกลับบ้าน ขอให้ปาฏิหาริย์จากความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายสัมฤทธิผล ให้เสียงเคาะนั้นนำทางไปสู่การรอดชีวิต และพาฮีโร่สายเลือดไทยทั้ง 3 คนกลับมาหาครอบครัวที่รออยู่อย่างปลอดภัยครับ
พีระชาติ อินตา

โสภณ มั่นใจคุมสภาได้แน่ มองฝ่ายค้านเข้มแข็งยิ่งดี ปชช.ได้ประโยชน์

โสภณ มั่นใจคุมสภาได้แน่ มองฝ่ายค้านเข้มแข็งยิ่งดี ปชช.ได้ประโยชน์

โสภณ มั่นใจคุมสภาได้แน่ มองฝ่ายค้านเข้มแข็งยิ่งดี ปชช.ได้ประโยชน์

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.04 น.

โสภณ มั่นใจคุมสภาได้แน่ มองฝ่ายค้านเข้มแข็งยิ่งดี ปชช.ได้ประโยชน์ แต่ต้องบนเนื้อหา ต้องยึดหลักสายกลาง

วันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรต้องปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่ ภายหลังพรรคภท.มีมติเสนอชื่อเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนว่าเราต้องเปลี่ยนวิธีคิดให้ตรงกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ เขาถึงจะศรัทธาเรา อันไหนที่เขาไม่ศรัทธาก็อย่าไปทำ ภาพลักษณ์สำคัญที่สุด

เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าครั้งนี้ฝ่ายค้านดูเหมือนจะเข้มแข็ง เพราะมีทั้ง 2 พรรค พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมพรรคประชาชน(ปชน.)จะทำให้การควบคุมในสภาลำบากหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ฝ่ายค้านเข้มแข็งยิ่งดี แต่ต้องเข้มแข็งบนเนื้อหา ประชาชนจะได้ประโยชน์ ยืนยันว่าตนควบคุมได้ เพราะทุกคน ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายไหนเขาก็ต้องมีขีดจำกัดของความพอดี ใครที่ก้าวข้าม “หลักมัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสายกลาง ประชาชนไม่เห็นด้วยหรอก สังคมบ้านเรา คนที่ไม่เห็นด้วยจะไม่ออกมาพูด แต่คนที่เห็นด้วยจะนิ่งอย่างเดียว ซึ่งพวกนิ่งนี่แหละคือพลัง บางคนค้านอย่างเดียว ซึ่งคนที่จะออกมาคัดค้านให้มีน้ำหนักจะต้องมีต้นทุนด้วย ถ้าไม่มีต้นทุนแล้วเที่ยวไปด่าว่าใคร หรือไปปรามาสเขา สังคมก็จะมีพวกหนึ่งที่ชอบให้สังคมแตกแยก แล้วตัวเองจะมีความสุข

เมื่อถามว่า สภาครั้งนี้คาดว่าจะมีการนำค้อนออกมาใช้หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เดี๋ยวค่อยว่ากัน

โสภณ เชื่อ ข้าราชการยึดหลักกฎหมาย หลังมีข่าวยกคำร้องคดีฮั้ว สว.

โสภณ เชื่อ ข้าราชการยึดหลักกฎหมาย หลังมีข่าวยกคำร้องคดีฮั้ว สว.

โสภณ เชื่อ ข้าราชการยึดหลักกฎหมาย หลังมีข่าวยกคำร้องคดีฮั้ว สว.

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.59 น.

“โสภณ“เชื่อข้าราชการยึดกฎหมายเป็นหลังพิง หลังมีข่าวยกคำร้องคดีฮั้วสว.ขออย่ากังวล มีคดีอดีตนายกฯเป็นบทเรียน ทำหน่วยงานตรวจสอบพึงระวัง ยันภท.ไม่เกี่ยวฮั้วเลือกสว.

วันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี สส. บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติเสียงข้างมากค้านมติของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ชี้ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. 229 คน ไม่มีมูลความผิด ทำให้ถูกมองพรรค ภท. เข้าไปเป็นรัฐบาล คดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเลยจะหายไป ว่า เป็นแหล่งข่าวไหมเพราะเท่าที่ตนดูจากสื่อเป็นแหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการฯ เมื่อเป็นแหล่งข่าวคงยังให้ความเห็นไม่ได้ พรรค ภท. มาเป็นรัฐบาล คดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการไปตามที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ตนขอยกตัวอย่างว่า ถ้าข้าราชการไม่มีหลังพิง ทำอะไรให้ข้าราชการเดือดร้อน อย่างกรณีอดีตนายกรัฐมนตรี ก็รู้ ดังนั้นตนเชื่อว่าเมื่อมีบทเรียนอย่างนี้แล้ว ข้าราชการหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเขาต้องพึงระวังอยู่แล้ว เพราะมีกรณีตัวอย่าง

นายโสภณ กล่าวว่า เพราะฉะนั้น ความเห็นก็คือ ในยุคของการตรวจสอบทุกอย่างต้องตอบคำถามได้ ไม่ว่าจะตอบคำถามสังคมหรือหน่วยงานที่ตรวจสอบ ซึ่งตนว่าอย่าไปกังวลมาก เหมือนที่บอกว่า บุรีรัมย์กินรวบไหม ก็จะรู้ตอนนั้นไหมว่าพวกตนจะได้เสียงข้างมาก สว. เขาก็เดินไปตามวิธีของเขา และเมื่อพรรคภท.ได้เสียงข้างมาก พรรคก็เสนอตนเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมันก็มาบรรจบ บังเอิญกัน ไม่ใช่วางแผนมาก่อนว่าจะต้องกินรวบ ไม่ใช่อย่างนั้น

เมื่อถามย้ำว่า สังคมอาจจะมองว่าพอเป็นพรรคภท.อาจจะเงียบ แต่หากเป็นคดีของฝ่ายค้านก็อาจจะเดินหน้า นายโสภณ กล่าวว่า มันมีทั้งตรวจสอบกันไปตรวจสอบกันมา พอมาเป็นรัฐบาล เขาก็ยิ่งมีการตรวจสอบยิ่งขึ้น มันก็ย้อนกลับมาที่ถามตนว่า ถ้ามีประเด็นที่หน่วยงานที่เขาตัดสิน เราต้องเชื่อว่าเขาปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าเขาไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เขาก็ต้องมีผลต้องรับผิดชอบในกระบวนการ เพราะมันมีการตรวจสอบกันไปกันมาอยู่แล้ว มีตัวอย่างยกให้เห็นแล้วไง ฉะนั้น อยู่ที่ว่าถูกใจ ถูกต้อง ซึ่งบางทีถูกต้องแต่ไม่ถูกใจหรือไม่สะใจ ก็จะมีการชงขึ้นมาอีก ตนเรียนว่าในสภาวะวิกฤติของโลกครั้งนี้ ประเทศต้องการความรัก ไม่ใช่ต้องการความเกลียดชัง เราได้เห็นบางประเทศที่เขาสู้ ซึ่งเราก็ได้เห็นถึงความรักของเขา

เมื่อถามว่า ยืนยันใช่หรือไม่ว่าคดีฮั้ว สว. ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภท.นายโสภณกล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง มันเดินมาอย่างไรยังไม่รู้เลย ถ้าตนเป็นคนกำหนดได้ก็คงจะไม่ให้เกิดขึ้นมา ยืนยันไม่ได้เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ชัดเจนตรงที่ว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบเขาก็ต้องรับผิดชอบการตัดสินของเขา ตรงนั้นต่างหาก

นโยบายสุดไฮเทค! แต่สอบตกไซเบอร์ซีเคียวริตี้ขั้นพื้นฐาน

นโยบายสุดไฮเทค!  แต่สอบตกไซเบอร์ซีเคียวริตี้ขั้นพื้นฐาน

นโยบายสุดไฮเทค! แต่สอบตกไซเบอร์ซีเคียวริตี้ขั้นพื้นฐาน

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

การเมืองยุคนี้ พรรคการเมืองจำนวนมากพยายามสร้างแบรนด์ให้ตัวเองแตกต่างจากอดีต บางพรรคชูเศรษฐกิจ บางพรรคชูความมั่นคง แต่พรรคประชาชนหรือ “พรรคส้ม” เลือกสร้างตัวตนผ่านคำว่าเทคโนโลยี

พรรคถูกวางบทบาทให้เป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ เป็นพรรคของโลกดิจิทัลที่เชื่อว่านวัตกรรมสามารถเปลี่ยนประเทศได้

ในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา แนวคิดนี้ถูกนำเสนออย่างชัดเจน มีการพูดถึงรัฐดิจิทัล ระบบราชการออนไลน์ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารประเทศ

การเมืองแบบใหม่ที่พรรคส้ม สื่อสารออกมาคือการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยมีหัวหน้าพรรคอย่าง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ดีกรีวิศวะคอมพิวเตอร์เป็นภาพแทนของแนวคิดนี้

นโยบายจำนวนมากหมุนอยู่กับคำว่าดิจิทัล ตั้งแต่การเชื่อมข้อมูลรัฐไปจนถึงการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลและตรวจจับคอร์รัปชัน

ภาพของ “พรรคเทคโนโลยี” จึงถูกสร้างขึ้นอย่างชัดเจน และกลายเป็นหนึ่งในจุดขายทางการเมืองที่พรรคใช้สื่อสารกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

แต่ภาพที่ถูกสร้างไว้อย่างยิ่งใหญ่กลับต้องสะดุดลงทันที เมื่อพรรคต้องออกแถลงการณ์ขออภัยสมาชิก เพราะระบบฐานข้อมูลของพรรคถูกบุคคลภายนอกเข้าถึงได้

แถลงการณ์ของพรรคระบุว่า ตรวจพบความพยายามเข้าถึงข้อมูลตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ก่อนจะดำเนินการปิดช่องทางดังกล่าวและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลที่รั่วออกไปประกอบด้วย ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และภาพเอกสารสำคัญ ซึ่งล้วนสามารถถูกนำไปใช้สวมรอยหรือหลอกลวงทางการเงินได้

เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ไซเบอร์ซีเคียวริตี้” หรือระบบความปลอดภัยของข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคควรจะเชี่ยวชาญที่สุด

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือเรื่องของเวลา พรรครับทราบเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ แต่กลับแจ้งสมาชิกในวันที่ 12 มีนาคม ซึ่งห่างกันถึง 17 วัน

ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA เมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล ผู้ควบคุมข้อมูลต้องแจ้งหน่วยงานกำกับภายใน 72 ชั่วโมง ซึ่งในประเทศไทยคือ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) และต้องแจ้งเจ้าของข้อมูลโดยไม่ชักช้า

เมื่อเทียบกับหลักการดังกล่าว การแจ้งสมาชิกหลังผ่านไปถึง 17 วันจึงกลายเป็นอีกประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทันที

นอกจากประเด็นเรื่องความล่าช้าในการแจ้งข้อมูลแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ยังสะท้อนปัญหาอีกด้านหนึ่ง นั่นคือความปลอดภัยของระบบข้อมูลที่พรรคดูแลอยู่

ระบบสมัครสมาชิกของพรรคไม่ได้เป็นโครงสร้างเทคโนโลยีที่ซับซ้อนระดับประเทศ แต่มันเป็นเพียงเว็บไซต์ฐานข้อมูลที่พรรคออกแบบและดูแลเอง

แต่ระบบระดับนี้กลับเกิดช่องโหว่ที่เปิดทางให้คนนอกเข้าถึงข้อมูลของสมาชิกได้ง่าย เพียงแค่เปลี่ยนตัวเลขในลิงก์ ก็สามารถไล่เปิดดูเอกสารของสมาชิกรายอื่นได้

พูดให้เข้าใจง่าย หากสมาชิกคนหนึ่งเปิดดูข้อมูลของตัวเองได้ ระบบควรอนุญาตให้เห็นเฉพาะข้อมูลของคนนั้น แต่ในกรณีนี้ เพียงเปลี่ยนตัวเลขในลิงก์จาก 123 เป็น 124 หรือ 125 ก็สามารถเปิดเอกสารของสมาชิกคนอื่นได้ทันที

นั่นหมายความว่าระบบไม่ได้ตรวจสอบสิทธิ์ว่าใครควรเข้าถึงข้อมูลของใคร

ก่อนหน้านี้พรรคเคยถูกตั้งคำถามเรื่องการเก็บเลขหลังบัตรประชาชน หรือ Laser ID ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่อาจสร้างความเสียหายหากเกิดการรั่วไหล

แม้พรรคจะยืนยันว่าระบบมีความปลอดภัยเพียงพอ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กลับทำให้คำยืนยันดังกล่าวถูกตั้งคำถามอีกครั้ง

พรรคที่ประกาศว่าจะยกระดับเทคโนโลยีของทั้งประเทศ กลับสะดุดตั้งแต่เรื่องพื้นฐานที่สุดของโลกดิจิทัล นั่นคือความปลอดภัยของระบบข้อมูล

เทคโนโลยีอาจฟังดูยิ่งใหญ่บนเวทีหาเสียง แต่ในโลกความเป็นจริง คุณภาพของระบบถูกวัดจากความสามารถในการปกป้องข้อมูลของผู้ใช้งาน

เมื่อพรรคที่ชูนโยบายสุดไฮเทคกลับสะดุดกับระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้ขั้นพื้นฐาน ความเชื่อมั่นที่เคยสร้างไว้ก็ถูกตั้งคำถามทันที

ภาพที่เกิดขึ้นจึงย้อนแย้งอย่างชัดเจน พรรคที่ประกาศนำนโยบาย AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับรัฐ กลับปล่อยให้ระบบหลังบ้านของตัวเองเกิดช่องโหว่

นโยบาย “เทคโนโลยีเปลี่ยนประเทศ” ที่เคยถูกนำเสนออย่างยิ่งใหญ่ จึงถูกความจริงตัดบทลงตรงคำว่าสอบตก

เพราะหากบ้านหลังเล็ก ๆ ยังล็อกประตูให้แน่นหนาไม่ได้ ก็ยากที่ประชาชนจะยอมฝากกุญแจของทั้งประเทศไว้ในมือของผู้ที่สอบตกเรื่องความปลอดภัยพื้นฐานเช่นนี้.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

พริษฐ์ ตั้งคำถาม หลังอนุ กก.วินิจฉัยคณะที่ 36 มีมติ 229 สว. ไม่มีมูลความผิดคดีฮั้ว

พริษฐ์ ตั้งคำถาม หลังอนุ กก.วินิจฉัยคณะที่ 36 มีมติ 229 สว. ไม่มีมูลความผิดคดีฮั้ว

พริษฐ์ ตั้งคำถาม หลังอนุ กก.วินิจฉัยคณะที่ 36 มีมติ 229 สว. ไม่มีมูลความผิดคดีฮั้ว

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.23 น.

“พริษฐ์“ ตั้งคำถาม เหตุใด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ถึงมีมติสวนทาง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ โดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ในคดีโกง สว.? และเราจะไว้ใจการทำหน้าที่ของ กกต.ในการชี้ขาดเรื่องนี้ได้แค่ไหน ในเมื่อ 4 จาก 7 กกต. ถูกรับรองให้เข้าสู่ตำแหน่งโดย สว.ที่กำลังถูกกล่าวหา? 

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ให้ความเห็นกรณี คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. มีมติสวนทางคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ว่า ในขณะที่สังคมยังไม่ได้รับคำตอบจากหลายคำถามที่มีต่อ กกต. เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้ง สส. … สังคมกำลังจะมีคำถามต่อ กกต. เพิ่มขึ้นอีก เกี่ยวกับตรวจสอบกรณีการโกง สว.

นายพริษฐ์ กล่าวว่า แม้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 (ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ DSI) ได้เคยมีมติเสนอให้ กกต. ดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาผู้กระทำความผิดทั้งหมด 229 คน (ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา 138 คน และสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 91 คน) แต่รายงานข่าวเมื่อวานนี้ระบุว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. กลัมมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ ซึ่งสวนทางกับความเห็นของคณะสืบสวนฯโดยสิ้นเชิง

หากรายงานข่าวเป็นจริง นั่นหมายความว่า สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 138 คนที่เป็น สว. : คณะอนุกรรมการ 5 คน เห็นว่า สว. ทั้ง 138 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ ในขณะที่คณะอนุกรรมการ 2 คน เห็นว่า สว. ส่วนใหญ่ (134 จาก 138 คน) มีมูลความผิด สำหรับผู้ถูกกล่าวหา 91 คน ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองและเครือข่าย: คณะอนุกรรมการทั้ง 7 คน เห็นตรงกันอย่างเป็นเอกฉันท์ ว่าทั้ง 91 คน ไม่มีมูลความผิดใดๆ

คำถามที่ตามมา 1. เหตุใด คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ถึงมีความเห็นแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง กับคณะกรรมการสืบสวนฯ ของ กกต. และ DSI? เป็นไปได้อย่างไร ที่หลักฐานทั้งหมดที่ถูกรวบรวมโดยคณะกรรมการสืบสวนฯ – ซึ่งคาดว่ามีทั้งการวิเคราะห์ผลการลงคะแนน หลักฐานการนัดพบ รวมถึงเส้นทางการเงิน – จะไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ของ กกต. ชี้มูลผู้กล่าวหาได้แม้แต่คนเดียว?

2. คนที่จะต้องชี้ขาด ว่าจะเห็นตาม คณะกรรมการสืบสวนฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนมีมูลความผิด และควรส่งเรื่องต่อไปที่ศาล) หรือเห็นตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ (ที่เห็นว่าทั้ง 229 คนไม่มีมูลความผิด และควรยุติคดี) คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) – แต่ในเมื่อ กกต. มี 4 จาก 7 คน ที่ถูกรับรองโดย สว. ที่ถูกกล่าวหา เราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่า กกต. จะพิจารณาคดีดังกล่าวอย่างเป็นธรรม โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ที่ทำให้ตนได้รับตำแหน่ง?

3. หากในที่สุดปรากฏข้อมูลที่ชี้ชัดว่า กกต. ได้ดำเนินการและตัดสินเกี่ยวกับคดีดังกล่าว โดยสวนทางกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และโดยไม่ต้องรับผิดรับชอบต่อกฎหมาย สังคมจะสรุปได้หรือไม่ ว่าองค์กรอิสระในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากประชาชน?

ผบ.เหล่าทัพ ถก สถานการณ์ตะวันออกกลาง เกาะติดช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทย

ผบ.เหล่าทัพ ถก สถานการณ์ตะวันออกกลาง เกาะติดช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทย

ผบ.เหล่าทัพ ถก สถานการณ์ตะวันออกกลาง เกาะติดช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทย

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.11 น.

ผบ.เหล่าทัพ ถก สถานการณ์ตะวันออกกลาง เกาะติดช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทยที่ตกค้าง 3 คน รวมทั้งดูแล กลุ่มเรือที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยทั้งหมด แม้ไม่ใช่เรือติดธงชาติไทย

วันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่กองทัพเรือ พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวภายหลังพบญาติของลูกเรือสินค้าไทยถูกยิงช่องแคบช่องแคบฮอร์มุซ ยังหาตัวไม่พบ 3 คน  ว่า กองทัพเรือมุ่งเน้นประสานการช่วยเหลือ คนไทยที่ตกค้าง ในเรือ มยุรีนารีอีก 3 คน ตามช่องทางการทูตของทหารเรือเท่านั้น เพราะในพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารจึงใช้ความสัมพันธ์ ระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือโอมาน โดย หน่วยงานหลักที่ช่วยเหลือเป็นกระทรวงต่างประเทศแต่กองทัพเรือก็จะทำหน้าที่ในการประสานงานช่วยเหลือเช่นกัน 

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เคยมีการแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวว่าในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซมีความตึงเครียดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ เช่นกระทรวงพลังงาน หรือภาคเอกชน โดยให้คำแนะนำว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสูง ส่วนข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องประกันภัยของเรือสินค้า โดยส่วนตัวตนไม่เข้าใจเรื่องประกันภัยมากนัก แต่ในสถานการณ์ที่มีการสู้รบ บริษัทเรือคงต้องพูดคุยกับบริษัทประกัน 

พร้อมย้ำอีกครั้งว่า กองทัพเรือได้มีการขยายวงในการดูแล 3 กลุ่ม คือ เรือสัญชาติไทยติดธงชาติไทย เรือไทยจดทะเบียนต่างประเทศ และเรือสัญชาติอื่นที่มีลูกเรือไทย 

อย่างไรก็ตามในขณะนี้ที่กองบัญชาการกองทัพเรือได้มีการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพซึ่งในช่วงเช้าผู้บัญชาการเหล่าทัพได้มีการพูดคุย ผู้บัญชาการทางทหารที่คาดว่าอาจจะมีการหารือในเรื่องการ ประเมินสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง รวมถึงการช่วยเหลือ ลูกเรือไทย