ทวี เผยยังไม่ได้คุยภูมิใจไทย ชี้เป็นเอกสิทธิ์ สส. โหวตนายกฯ ปัดขัดแย้งส่วนตัว

ทวี เผยยังไม่ได้คุยภูมิใจไทย ชี้เป็นเอกสิทธิ์ สส. โหวตนายกฯ ปัดขัดแย้งส่วนตัว

ทวี เผยยังไม่ได้คุยภูมิใจไทย ชี้เป็นเอกสิทธิ์ สส. โหวตนายกฯ ปัดขัดแย้งส่วนตัว

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.07 น.

ส่วนตัวยังไม่เคยคุย! ‘ทวี‘ อ้าง ‘ภท.’ ประสานผ่าน ’เลขาฯพรรค‘ เป็นมติ ’พรรคประชาชาติ’ เข้าร่วมรัฐบาล ชี้เป็นเอกสิทธิ์ สส. โหวตเลือกนายกฯ แจงปม ’ฮั้ว สว. – เขากระโดง‘ อยู่ในกระบวนการ รับไม่ได้หากมีใครแทรกแซง

วันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เดินทางเข้ามารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีไม่ได้เดินทางไปร่วมแถลงข่าวร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่20ก.พ.ที่ผ่านมาว่า มีการประสานงานผ่านเลขาธิการพรรคว่า ทางพรรคภูมิใจไทย ประสานเชิญเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งในข้อบังคับพรรค จำเป็นต้องเข้ามติพรรค ซึ่งมติพรรคเห็นว่าเราเป็นพรรคขนาดเล็ก ในหลักการหากจะร่วมรัฐบาล เราเป็นผู้กำหนดไม่ได้ หากเชิญไปร่วมรัฐบาลเราไม่ขัดข้อง แต่ยังไม่ได้เป็นทางการ

เมื่อถามว่าส่วนตัวมีปัญหาอะไรหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบทั้งเรื่องคดีฮั้ว สว. และเรื่องที่ดินเขากระโดง พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นมติพรรคไปก่อน เราจะทำอะไรก็เป็นไปตามมติพรรค ซึ่งในมติพรรควันนั้น มีการนำมาพิจารณาในหลายประเด็น ในมติก็เห็นว่า การเข้าร่วมรัฐบาลไม่ได้ผิดหลักการอะไร

เมื่อถามย้ำว่า ส่วนตัวไม่มีปัญหาอะไรใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า การโหวตเป็นเอกสิทธิ์ในรัฐธรรมนูญตามมาตรา 124 เป็นเอกสิทธิ์ของ สส. 100%

เมื่อถามว่าโดยส่วนตัวจะเห็นแย้งใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ยังต้องพิจารณา แต่ยังไม่รู้ว่าเขาเชิญร่วมรัฐบาลหรือไม่ แต่กับส่วนตัวตนเอง ยังไม่เคยได้มีการพูดคุยกัน

เมื่อถามอีกว่าในฐานะหัวหน้าพรรค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาที่ผ่านมา ในเรื่องการดำเนินคดีรัฐบาลที่ผ่านมาด้วยหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เราไม่มีเรื่องส่วนตัว และเราจะดูบทบาทว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ก็ดูว่าจะสามารถช่วยประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญต้องมีอุดมการณ์ และในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฝ่ายค้านสำคัญกว่ารัฐบาล เพราะที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีหลายคน ถูกถอดถอนจากการใช้ สส. แค่ 1 ใน 10 ยื่นเรื่องจริยธรรมไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมากกว่าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย อย่างไรก็ตาม เราจะทำอย่างไร ที่จะดูแลประชาชนได้มากกว่า เพียงแต่พรรคได้รับเชิญให้ร่วมรัฐบาล แต่ยังไม่ได้มีการพูดคุยอะไร และตนเองยังไม่เคยเจอกับพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถามว่าจุดยืนของพรรคประชาชาติ ขัดแย้งกับจุดยืนส่วนตัวใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เราหาเสียงก็บอกว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งทุกพรรคก็หาเสียงไว้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องอะไรที่เป็นความขัดแย้งส่วนตัวนั้น เราไม่มี ในเรื่องการโหวต พรรคไปบังคับ สส. ไม่ได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญให้เป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดของ สส. จะต้องไม่ถูกครอบงำโดยใครคนใดคนหนึ่ง หากพูดไปจะเป็นการครอบงำ 

เมื่อถามว่าจะทำงานอย่างสนิทใจกันหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราก็เคยร่วมรัฐบาลกัน ก็สนิทกัน แต่เรื่องอะไรที่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง หรืออยู่ในกระบวนการยุติธรรม เราก็ไม่ไปแทรกแซง และเรื่องคดีฮั้ว สว. กับเรื่องที่ดินเขากระโดง ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ซึ่งหากมีใครเข้าไปแทรกแซง เราก็รับไม่ได้

มีผลทันที! อนุทิน เซ็นคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมัน-ก๊าซ ยกเว้นไปลาว-เมียนมา

มีผลทันที! อนุทิน เซ็นคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมัน-ก๊าซ ยกเว้นไปลาว-เมียนมา

มีผลทันที! อนุทิน เซ็นคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมัน-ก๊าซ ยกเว้นไปลาว-เมียนมา

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.53 น.

วันที่ 6 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงนามโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่ง ณ วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569 

โดยที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ได้ทวีความตึงเครียดและนำไปสู่การตอบโต้อย่างรุนแรงโดยการโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญหลายแห่งในตะวันออกกลาง ตลอดจนการยกระดับการจำกัดเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่ออุปทานด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทย อีกทั้งไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์จะยุติเมื่อใด

เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 นายกรัฐมนตรีจึงออกคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 

ข้อ 2 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงดังต่อไปนี้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

(1) น้ำมันสำเร็จรูป ได้แก่ 

(ก) น้ำมันเบนซิน

(ข) น้ำมันแก๊สโซฮอล์/น้ำมันเบนซินพื้นฐาน 

(ค) น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว

(ง) น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด เจท เอ 1

(2) ก๊าซปิโตรเลียมเหลว

ข้อ 3 คำสั่งนี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่การส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามข้อ 2 ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) การส่งออกไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา 

(2) น้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้ามาเพื่อส่งออกที่เก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

(3) น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานว่าด้วยการกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งไม่สามารถจำหน่ายในราชอาณาจักรได้

ข้อ 4 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 สำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามข้อ 2 (1) ที่ผลิตในราชอาณาจักร ในอัตราร้อยละ 1.5 ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569 และในอัตราร้อยละ 3 ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

การคำนวณปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง การขอความเห็นชอบสถานที่ที่ใช้เก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง และเงื่อนไขที่ผู้ได้รับความเห็นชอบต้องปฏิบัติ การมอบหมายให้บุคคลอื่นเก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงแทน และการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง

ข้อ 5 ในกรณีที่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 แสดงหลักฐานเป็นหนังสืออันฟังได้ว่ามีพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ไม่อาจสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามอัตราที่กำหนดในข้อ 4 ได้ หรือการสำรองนั้นจะทำให้ผู้ค้าน้ำมัน ต้องได้รับความเสียหายเกินสมควร ให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีอำนาจออกคำสั่งผ่อนผันเป็นการชั่วคราวมิให้ผู้ค้าน้ำมันต้องสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงหรือให้ลดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องสำรองได้ตามระยะเวลาที่เห็นสมควร ในการนี้ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะกำหนดเงื่อนไขในการผ่อนผันไว้ด้วยก็ได้.

ธนกร เผย กระทรวงอุตฯ จับมือภาคเอกชน รับมือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ธนกร เผย กระทรวงอุตฯ จับมือภาคเอกชน รับมือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ธนกร เผย กระทรวงอุตฯ จับมือภาคเอกชน รับมือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.43 น.

“ธนกร” เผย กระทรวงอุตฯ จับมือภาคเอกชน รับมือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง งัดมาตรการเร่งด่วน”ปรับปรุงกระบวนการผลิต-ลดต้นทุน-สนับสนุนแหล่งเงินทุน-สิทธิประโยชน์” ช่วยผู้ประกอบการ  ควบคู่กับแผนระยะกลางและยาว “เพิ่มประสิทธิภาพใช้พลังงาน-ลดพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า-เสริมความยืดหยุ่นภาคการผลิต” 

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือที่สำคัญ คิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของการบริโภคน้ำมันทั้งโลกต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และอาจแตะระดับ 150 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลหากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปัจจุบันอยู่ที่ 79 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ วันที่ 6 มี.ค.2569) ซึ่งส่งผลให้อุตสาหกรรมที่มีการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตมีต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนการขนส่งทางเรือที่เพิ่มขึ้นจากค่าประกันสินค้า และค่าระวางเรือประมาณร้อยละ 50–140

กระทรวงอุตสาหกรรมได้วิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อประเมินกลุ่มที่ควรเฝ้าระวังจากความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานพบว่า อุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานสูง เช่น การผลิตปูนซีเมนต์และคอนกรีต การผลิตแก้ว/ กระจกแผ่น การผลิตกระเบื้องและเซรามิก การผลิตก๊าซและปิโตรเลียม การผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้า และการผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่น รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในแง่ของวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเหล่านี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่สูงมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณีและเครื่องประดับ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ คาดว่าในระยะต้นอาจยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมภาคอุตสาหกรรมไทย ยังอยู่ในระดับที่สามารถติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงได้ แต่ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวยังมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในภาวะสงคราม ซึ่งไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบและการผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ Hybrid จากแนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและเพิ่มสูงขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอาจมีโอกาสด้านการส่งออกเพิ่มขึ้น ส่วนอุตสาหกรรมยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง มีความต้องการยางธรรมชาติทดแทนยางสังเคราะห์ และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษ จากต้นทุนปิโตรเคมีที่สูงขึ้นทำให้มีแนวโน้มการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษทดแทนพลาสติก

จากการรับฟังข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการต่อภาครัฐพบว่า มี 2 ประเด็นสำคัญ (1) การบริหารจัดการความเสี่ยงและวัตถุดิบ เช่น การจัดหาแหล่งวัตถุดิบ และปัจจัยการผลิตสำรอง โดยเฉพาะพลังงานจากตะวันออกกลาง การกระจายตลาดส่งออก และการบริหารจัดการขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ไม่ปกติ และ (2) การปรับตัวและพัฒนาธุรกิจ เช่น การลดต้นทุนการผลิตการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการผลิตและการตลาด รวมทั้งส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและสินค้า ภายในประเทศ

กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมในระยะกลางและระยะยาว ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านกระบวนการผลิต เช่น ส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน รวมถึงการสำรองวัตถุดิบและปรับแผนการผลิตตามความพร้อมของวัตถุดิบ (2) ด้านการลดต้นทุน เช่น สนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดในโรงงานผ่านโซลาร์รูฟท็อป การผลิตพลังงานจากชีวมวล และการส่งเสริมการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) จากกากน้ำตาลและน้ำมันปาล์มทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น (3) ด้านแหล่งเงินทุน เช่น สนับสนุนสินเชื่อภายใต้กองทุนพัฒนา SMEs ตามแนวประชารัฐ สินเชื่อ SME Green Productivity ภายใต้ SME D Bank และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ(Soft Loan) และ (4) ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น สนับสนุนสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดการใช้พลังงาน

สำหรับมาตรการสนับสนุนในระยะกลางและระยะยาว กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างจัดทำแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน โดยร่วมกับอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีการระบุถึงปัญหาอุปสรรค เป้าหมาย/ทิศทางการปรับโครงสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบพลังงาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) และ Made in Thailand เพื่อขับเคลื่อนการปรับโครงสร้าง อุตสาหกรรมให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

“กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้มองเฉพาะการติดตามสถานการณ์ในระยะสั้นเท่านั้น แต่เตรียมมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบทั้งในระยะเร่งด่วน และระยะต่อเนื่อง โดยในระยะเร่งด่วนจะเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดต้นทุนการผลิต สนับสนุนแหล่งเงินทุน และสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันจะเดินหน้าปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาวัตถุดิบและพลังงานนำเข้า และเสริมความยืดหยุ่นของภาคการผลิตไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัว และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้” นายธนกร กล่าว

เจาะเส้นทาง ‘ชนนพัฒน์’ จากว่าที่รัฐมนตรี สู่คดีเว็บพนันพันล้าน

เจาะเส้นทาง 'ชนนพัฒน์' จากว่าที่รัฐมนตรี สู่คดีเว็บพนันพันล้าน

เจาะเส้นทาง ‘ชนนพัฒน์’ จากว่าที่รัฐมนตรี สู่คดีเว็บพนันพันล้าน

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.30 น.

จากนักธุรกิจหนุ่ม แนว “วัยรุ่งสร้างตัว” ที่ถูกกล่าวขานถึงเส้นทางที่รุ่งโรจน์อย่างรวดเร็วคนหนึ่งของภาคใต้ ก้าวสู่เส้นทางการเมือง และล่าสุดเพิ่งจะผ่านการรายงานตัว เป็น สส. สมัยที่ 2 เพียงไม่กี่วัน

“ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว”  หรือที่รู้จักกันในพื้นที่นาม  “สส.กฤต” กลับต้องเผชิญวิบากกรรมครั้งใหญ่ เมื่อ DSI และ ปปง. ผนึกกำลังเปิดปฏิบัติการทลายฝัน “ว่าที่รัฐมนตรี” และโดนหมายเรียก ด้วยข้อหาโยงใยเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์

เส้นทาง “วัยรุ่นสร้างตัว” สู่ “ว่าที่รัฐมนตรี”

“สส.กฤต” ในวัย 36 ปี เป็นที่รู้จักในฐานะนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงชาวปักษ์ใต้ที่ร่ำรวยตั้งแต่อายุยังน้อย เส้นทางสร้างชื่อของเขาเริ่มจากการเป็น “ประธานสโมสรฟุตบอลนครศรี ยูไนเต็ด” ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญในการสร้างบารมีและมวลชน ก่อนจะขยับมาปักธงการเมืองที่จังหวัดสงขลา

เลือกตั้ง 2566: สร้างปรากฏการณ์ล้มแชมป์เก่าพรรคประชาธิปัตย์ในเขต 4 สงขลา (ระโนด, กระแสสินธุ์, สทิงพระ, สิงหนคร) ภายใต้สีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ

เลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2569: ย้ายมาสังกัด “พรรคกล้าธรรม” (สายตรง ร.อ.ธรรมนัส) และยังคงรักษาฐานที่มั่นได้อย่างเหนียวแน่น กวาดคะแนนถล่มทลายไปถึง 43,872 คะแนน

ก่อนเลือกตั้งครั้งล่าสุด สส.กฤต เคยแสดงความมั่นใจอย่างสูงว่าหากรอบนี้เข้าสภาได้ “มีโอกาสไปถึงตำแหน่งรัฐมนตรี” เพื่อนำงบประมาณมาพัฒนาพื้นที่อย่างเต็มที่ ด้วยสถานะ “เด็กปั้น” ของคีย์แมนหลักในพรรค ทำให้ภาพ “ว่าที่เสนาบดีหนุ่ม” อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ความฝันนี้กลับต้องสะดุดลงทันทีที่เริ่มเปิดสมัยประชุม

 ปฏิบัติการ “เช็กบิล” สายฟ้าแลบ

5 มีนาคม 2569: เพียง 1 วันหลังรายงานตัว สส. เจ้าหน้าที่ DSI นำหมายค้นบุกบ้านพักที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา เพื่อรวบรวมหลักฐานในคดีเว็บพนัน AK47MAX

6 มีนาคม 2569: รมว.ยุติธรรม พร้อม DSI และ ปปง. แถลงข่าวใหญ่ระบุว่าพบ “เส้นทางการเงิน” จากบัญชีม้าโอนเข้าบัญชี สส.กฤต โดยตรงกว่า 39 ล้านบาท พร้อมหลักฐานเด็ดเป็นแชตหลุดและคลิปเสียงการสนทนา

ทรัพย์สินที่ถูกอายัด: ปปง. ได้สั่งอายัดทรัพย์สินไปแล้วกว่า 159 ล้านบาท ทั้งบ้านหรู รถสปอร์ต และ “วัวชน” ราคานับล้านบาท เพื่อพิสูจน์ที่มาของความมั่งคั่ง

ปัจจุบันศาลได้อนุมัติ “หมายเรียก” ให้นายชนนพัฒฐ์เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 12 มีนาคม 2569 นี้

จากนักการเมืองดาวรุ่งที่เคยวาดฝันถึงตำแหน่งรัฐมนตรี วันนี้ “สส.กฤต” กลับต้องมาต่อสู้ในสมรภูมิทางกฎหมายที่มีอนาคตทางการเมือง และทรัพย์สินหลักร้อยล้านเป็นเดิมพัน

เปิดข้อกฎหมาย! ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว กับ เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.

เปิดข้อกฎหมาย! ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว กับ เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.

เปิดข้อกฎหมาย! ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว กับ เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

จากกรณีวันนี้ (6 มีนาคม 2569) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำโดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นำแถลงข่าว ออกหมายเรียก นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ผู้ต้องหาคดีเกี่ยวกับเว็บพนัน เมื่อปี 2566 ให้มารายตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน หากไม่มาจะออกหมายเรียกเป็นครั้งที่สอง ทั้งนี้ ก่อนหน้าได้ออกหมายจับ แต่เนื่องจากศาลเห็นว่า นายชนนพัฒฐ์เป็นบุคคลที่สามารถติดต่อได้ จึงให้ออกหมายเรียกก่อน

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า “เชื่อว่า ท่าน สส.ชนนพัฒฐ์ ยังอยู่ในไทย ถ้าท่านได้เป็น สส.ก็อาจจะได้รับเอกสิทธิ์ คือตอนนี้สำนักงานสอบสวนได้มีหมายเรียกไปยังท่าน สส.ชนนพัฒฐ์ แต่ระหว่างยังไม่อยู่ในสมัยประชุม เราก็มีอำนาจดำเนินการ แต่ถ้าเปิดสมัยประชุม ท่านก็ได้รับเอกสิทธิ์ที่ต้องถามในการจับกุมตัว หรือควบคุมตัว เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากทางผู้แทนราษฎร

ขณะที่วันเดียวกันนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เตรียมทลายเครือข่ายเว็บพนันที่มีการเชื่อมโยงถึงนักการเมืองดัง จนบางคนมีการตั้งข้อสังเกตไปถึงว่าเป็น นายชนนพัฒฐ์ หรือไม่ โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า “เรื่องนี้ตนเองยังไม่รู้เลย ก็ต้องดูเขาแถลง นายชนนพัฒฐ์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีเอกสิทธิ์คุ้มครองอะไรก็ต้องว่ากันไป ไม่เกี่ยวกับพรรคกล้าธรรม เป็นความผิดเฉพาะบุคคล” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ธรรมนัส บอกไม่รู้ ปม DSI สอบเว็บพนันโยง ชนนพัฒฐ์ ย้ำเป็นความผิดส่วนบุคคล)

จึงเกิดคำถามว่า ขณะนี้ยังไม่เปิดสมัยประชุมสภาฯ และยังไม่มีประธานสภาฯ นายชนนพัฒฐ์จะมีเอกสิทธิ์คุ้มครองหรือไม่ หากมีเอกสิทธิ์ สส.แล้ว เริ่มใช้ได้เมื่อไหร่ และหากถูกออกหมายเรียก หรือถูกควบคุมตัว จะสามารถมาประชุมสภาฯ ได้หรือไม่ เมื่อถึงเวลาเปิดสมัยประชุมสภาฯ

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 บัญญัติในเรื่องเอกสิทธิ์ไว้ในมาตรา 124 และเรื่องความคุ้มกันไว้ในมาตรา 125 ดังนี้

มาตรา 124 ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนนย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใดๆ มิได้

เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่งไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์หรือทางอื่นใด หากถ้อยคำที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฎนอกบริเวณรัฐสภา และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้น

ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าสมาชิกกล่าวถ้อยคำใดที่อาจเป็นเหตุให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภานั้นได้รับความเสียหาย ให้ประธานแห่งสภานั้นจัดให้มีการโฆษณาคำชี้แจงตามที่บุคคลนั้นร้องขอตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับการประชุมของสภานั้น ทั้งนี้ โดยไม่กระทบต่อสิทธิของบุคคลในการฟ้องคดีต่อศาล

เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ ย่อมคุ้มครองไปถึงผู้พิมพ์และผู้โฆษณารายงานการประชุมตามข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี และคุ้มครองไปถึงบุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ตลอดจนผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์หรือทางอื่นใดซึ่งได้รับอนุญาตจากประธานแห่งสภานั้นด้วยโดยอนุโลม

มาตรา 125 ในระหว่างสมัยประชุม ห้ามมิให้จับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ไปทำการสอบสวนในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการจับในขณะกระทำความผิด

ในกรณีที่มีการจับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในขณะกระทำความผิด ให้รายงานไปยังประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกโดยพลัน และเพื่อประโยชน์ในการประชุมสภาประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกอาจสั่งให้ปล่อยผู้ถูกจับเพื่อให้มาประชุมสภาได้

ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาอยู่ก่อนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุม พนักงานสอบสวนหรือศาลแล้วแต่กรณีต้องสั่งปล่อยทันที ถ้าประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ โดยศาลจะสั่งให้มีประกันหรือมีประกันและหลักประกันด้วยหรือไม่ก็ได้

ในกรณีที่มีการฟ้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในคดีอาญา ไม่ว่าจะได้ฟ้องนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหว่างสมัยประชุมก็ได้ แต่ต้องไม่เป็นการขัดขวางต่อการที่สมาชิกผู้นั้นจะมาประชุมสภา

มันจบแล้วครับผู้กอง…ปฏิบัติการแหกกล้าธรรม สัญญาณจากครูใหญ่

มันจบแล้วครับผู้กอง...ปฏิบัติการแหกกล้าธรรม สัญญาณจากครูใหญ่

มันจบแล้วครับผู้กอง…ปฏิบัติการแหกกล้าธรรม สัญญาณจากครูใหญ่

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

หลัง “ชนนพันฐ์ นาคสั้ว” หรือ สส.กฤต สส.เขต4 สงขลาพรรคกล้าธรรม เข้ารายงานตัวที่รัฐสภา เป็นสส.สมัยที่ 2 ได้เพียง 1 วัน รุ่งขึ้นวันที่ 5 มีนาคม เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) นำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านพัก ต.กระดังงา อ.สทิงพระ จ.สงขลา เพื่อรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมในคดีเกี่ยวพันเว็บพนันออนไลน์

โดยก่อนหน้านี้ ปปง.ได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้ทรัพย์สินมูลค่า 158 ล้านบาทของนายชนพัฒฐ์ และพวกตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากการยืนของถอนอายัดไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
ถัดจากนั้นอีกเพียง 1 วัน (6 มีนาคม) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ตั้งโต๊ะแถลงข่าวพร้อมด้วย ดีเอสไอ และปปง. ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้จับกุมแอดมินเว็บพนันออนไลน์ วงเงินกว่า 1 พันล้านบาท และมีหลักฐานชัดเจนโยงไปถึง สส.ชนนพัฒฐ์ จึงได้ขอหมายับต่อศาล แต่ศาลเห็นว่า ผู้ต้องหามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งจึงให้ออกหมายเรียกก่อน โดยทางดีเอสไอได้ออกหมายเรียกให้ สส.ชนนพัฒฐ์ มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 12 มีนาคม

ก่อนหน้าการแถลงไม่ถึงชั่วโมง ผู้กองธรรมนัส ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานพรรคก้าวไกล ได้นำลูกพรรคที่ชนะเลือกตั้ง เข้ารายงานตัวที่สภาฯ แน่นอนว่านักข่าวต้องถามเรื่องนี้ โดยผู้กองธรรมนัส ปฏิเสธไม่ทราบเรื่องการค้นบ้านพักของ สส.ชนนพัฒฐ์ และไม่ได้พูดคุยกัน โดยถือว่าเป็นความผิดเฉพาะบุคคล ไม่เกี่ยวกับพรรคกล้าธรรม

และแน่นอนเช่นกันว่า การที่ พล.ต.ท.รุทธพล ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าคือรัฐมนตรีสายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ถึงกับมานั่งแถลงข่าวด้วยตนเองครั้งนี้ ไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่น นอกจากเป็นสัญญาณตรงจาก “ครูใหญ่” ว่า “มันจบแล้วครับผู้กอง” แปลง่ายๆว่า นี่คือการปิดประตูตายสำหรับพรรคกล้าธรรมในการเข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน 2

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ผบ.สส.เปิดหลักสูตรมินิวปอ.รุ่น3

ผบ.สส.เปิดหลักสูตรมินิวปอ.รุ่น3

ผบ.สส.เปิดหลักสูตรมินิวปอ.รุ่น3

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

ผบ.สส. เปิดหลักสูตร ‘มินิ วปอ.’ รุ่น 3 ปลุกผู้นำแห่งอนาคตเตรียมพร้อมรับมือภัยความมั่นคงโลกยุคใหม่

วันนี้ (6 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันก่อน พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เป็นประธานในพิธีเปิดหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2569 ณ ห้องประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พร้อมด้วยผู้แทนจากเหล่าทัพ อาทิ พล.อ.อัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร คณะเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วม โดยมี พล.ท.ทักษิณ ศิริสิงห ผู้อํานวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กล่าวรายงาน

พล.ท.ทักษิณ กล่าวว่า หลักสูตร วปอ.บอ.เริ่มต้นเมื่อวันที่ 6 ก.พ.2569 ระยะเวลาการศึกษา 6 เดือน ประกอบด้วยนักศึกษาจำนวน 231 คน ได้แก่ ข้าราชการทหาร ตำรวจ 58 คน ข้าราชการพลเรือน 49 คน ข้าราชการการเมือง 5 คน เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 7 คน เจ้าหน้าที่องค์กรอิสระ 5 คนและบุคลากรจากภาคเอกชน 107 คน โดยมีการเรียนรู้ในหลากหลายมิติและการถกแถลงเพื่อที่จะนำมาสู่การเสนอนโยบายสู่ภาครัฐต่อไปในก่อนการสำเร็จการศึกษา

ด้าน พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวปาฐกถาในพิธีเปิดหลักสูตร วปอ.บอ.มีใจความสำคัญว่า หลักสูตรนี้คือจุดเริ่มต้นพันธกิจร่วมกันในการออกแบบอนาคตด้านความมั่นคงของประเทศไทย ทุกคนเป็นผู้แทนหลากภาคส่วนที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศไทย ทำให้เห็นว่าเรามีทุนมนุษย์อันเข้มแข็งพร้อมที่จะพัฒนาชาติต่อไป

อย่างไรก็ตาม โลกปัจจุบันไม่ได้เผชิญภัยคุกคามแบบเดิม แต่ได้แปรรูปและแผ่ขยายเข้าสู่มิติที่ซับซ้อน อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล สงครามข้อมูล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยิ่งยวด รวดเร็วและเงียบงั้น ดังนั้นประเทศไทยจึงต้องสร้างความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล ข้อความมูลข่าวสาร และความพร้อมของผู้นำ รวมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนให้เป็นพลังร่วมที่แข็งแกร่ง

พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวว่า หลักสูตร วปอ.บอ.เป็นเวทีในการคิดเชิงระบบ ฝึกการตัดสินใจในมิติที่ซับซ้อน พร้อมเชื่อมโยงทุกมิติให้เป็นภาพเดียวกัน เพราะภัยคุกคามแบบใหม่ไม่แยกส่วน เราต้องหาวิธีการรับมือที่บูรณาการทุกภาคส่วนเช่นกัน

ทั้งนี้ พล.อ.อุกฤษฎ์ ยังกล่าวย้ำว่า หลักสูตรนี้จะสร้างทุน 3 ประการที่สำคัญ คือ ทุนทางปัญญา

ทุนทางเครือข่าย และทุนทางคุณธรรม ที่ยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลาง ความมั่นคงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากรากฐานของสังคมที่เข้มแข็ง ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาประเทศชาติให้สมดุล มั่นคงและยั่งยืน พร้อมกับยืนหยัดอย่างสง่างามในเวทีโลก ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างสถาบันที่เข้มแข็ง โปร่งใสและปรับตัวได้รวดเร็ว เพราะความมั่นคงของชาติในศตวรรษที่ 21 คือความสามารถในการปรับตัวให้เร็วกว่าแรงกระแทกของโลก

“ผมเชื่อว่าทุกท่านจะไม่เป็นเพียงผู้บริหารที่เก่ง แต่เป็นผู้นำแห่งอนาคตที่กล้าคิดใหม่ ทำจริง และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคงทันสมัย แข่งขันได้ และยั่งยืน อนาคตของประเทศไทยจะมั่นคงได้ก็ด้วยความร่วมมือของพวกเราทุกคน” พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าว

015

แพทยสภาแจงยิบ! ปมสังคมเข้าใจ แพ้คดีจริยธรรม

แพทยสภาแจงยิบ! ปมสังคมเข้าใจ แพ้คดีจริยธรรม

แพทยสภาแจงยิบ! ปมสังคมเข้าใจ แพ้คดีจริยธรรม

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

วันที่ 6 มีนาคม 2569 แพทยสภา ออกหนังสือชี้แจง ระบุว่า ตามที่มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกรณีศาลปกครองมีคำพิพากษาให้แพทยสภากลับไปพิจารณาคดีจริยธรรม ของแพทย์ท่านหนึ่ง จนนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าแพทยสภาถูกเพิกถอนคำสั่งเป็นฝ่าย “แพ้คดี” นั้น

สำนักงานเลขาธิการแพทยสภา ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน ดังนี้

1. กรณีนี้แพทยสภา “แพ้คดี” จริงหรือไม่ ?

ศาลให้แพทยสภาพิจารณาคดีใหม่ให้ครบขั้นตอน ไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงที่แพทยสภาวินิจฉัย ภายหลังดำเนินการดังกล่าวแพทยสภาพิจารณาแล้วยืนยันคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต และแพทย์ยอมรับคำสั่งโดยไม่โต้แย้ง

2. กระบวนการของศาลปกครองตรวจสอบอะไร ?

ศาลปกครองตรวจสอบว่า การใช้อำนาจของหน่วยงานได้ดำเนินการตามกฎหมายและขั้นตอนครบถ้วนหรือไม่ 

ศาลไม่ได้ทำหน้าที่พิจารณาแทนองค์กรวิชาชีพว่าแพทย์ผิดหรือไม่ผิดทางจริยธรรม

3. เหตุผลที่ศาลให้แพทยสภากลับไปพิจารณาใหม่คืออะไร ?

ศาลปกครองมีข้อสังเกตเรื่องกระบวนการพิจารณา 2 ประเด็น คือ

(1) แพทย์ดังกล่าวมีการเปลี่ยนที่อยู่ระหว่างการสอบสวน ทำให้หนังสือบางฉบับที่ส่งไปตามที่อยู่เดิมอาจไม่ถึงมือแพทย์

(2) ไม่มีบันทึกที่ปรากฏชัดเจนว่าคณะกรรมการสอบสวนได้พิจารณาเหตุอันควรปราณี ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ 

ดังนั้นศาลจึงให้แพทยสภากลับไปพิจารณาในเรื่องการส่งเอกสารและทบทวนเหตุอันควรปราณี และบันทึกให้ชัดเจน

4. หลังศาลมีคำพิพากษา แพทยสภาดำเนินการอย่างไร ?

 แพทยสภาได้ดำเนินการตามข้อสังเกตของศาล โดยส่งหนังสือแจ้งตามที่อยู่ภูมิลำเนาที่ปรากฏจากหลักฐานทะเบียนราษฎรของแพทย์ท่านนั้น และพิจารณาเรื่องเหตุอันควรปราณีตามข้อบังคับฯ โดยคณะอนุกรรมการสอบสวนเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการแพทยสภาชุดใหม่ทั้งคณะ จากนั้นจึงได้ประชุมร่วมกันตามกระบวนการและขั้นตอนที่ครบถ้วนตามกฎหมาย

5. ผลการพิจารณาใหม่เป็นอย่างไร ?

คณะกรรมการแพทยสภาชุดใหม่มีมติ “ลงโทษพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นระยะเวลาเท่าเดิม” ด้วยเนื่องจากในช่วงก่อนหน้านั้น ศาลปกครองไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และได้มีการลงโทษไปแล้ว ดังนั้นคำสั่งใหม่จึงไม่ต้องกำหนดวันลงโทษพักใช้ฯ อีก

6. หลังมีคำสั่งใหม่ แพทย์ท่านเดิมได้ฟ้องศาลอีกหรือไม่ ?

 หลังจากได้รับคำสั่งใหม่ แพทย์ผู้ได้รับคำสั่งลงโทษสามารถฟ้องศาลปกครองเพื่อคัดค้านคำสั่งใหม่ได้ แต่แพทย์ดังกล่าวไม่ได้ฟ้องศาลปกครองเพื่อคัดค้านจนพ้นกำหนดระยะเวลาคัดค้านตามกฎหมาย

7. สถานะของคำสั่งแพทยสภาในปัจจุบันเป็นอย่างไร ?

เมื่อไม่มีการฟ้องคดีเพื่อคัดค้านการดำเนินการของแพทยสภาภายในกำหนดเวลา คำสั่งของแพทยสภาที่ให้พักใช้ใบอนุญาตฯ จึงถึงที่สุดและมีผลสมบูรณ์

บทสรุป

กรณีนี้ศาลปกครองไม่ได้วินิจฉัยว่าแพทย์ดังกล่าวไม่ผิดจริยธรรม เพียงแต่เห็นว่ากระบวนการพิจารณาของแพทยสภาต้องดำเนินการให้ครบถ้วน เมื่อแพทยสภาได้ดำเนินการตามข้อสังเกตของศาลแล้วและมีการพิจารณาใหม่ตามขั้นตอน ผลการพิจารณา ยังคงลงโทษพักใช้ใบอนุญาตเช่นเดิมและเมื่อไม่มีการฟ้องคดีคัดค้านเพิ่มเติม คำสั่งดังกล่าวจึงถือเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

แพทยสภายืนยันในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษามาตรฐานทางจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม โดยยึดถือความถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

นายกเบี้ยว หน้าตาสดใส รับหนังสือรับรองจาก กกต.คนสุดท้าย

นายกเบี้ยว หน้าตาสดใส รับหนังสือรับรองจาก กกต.คนสุดท้าย

นายกเบี้ยว หน้าตาสดใส รับหนังสือรับรองจาก กกต.คนสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

“นายกเบี้ยว”หน้าตาสดใส รับหนังสือรับรองจาก กกต.คนสุดท้าย บอกไม่ถือฤกษ์ มารับวันสุดท้ายเหตุเพิ่งกลับจากต่างประเทศ

6 มีนาคม 2569 นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ หรือ นายกเบี้ยว สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เดินทางเข้ารับหนังสือรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นคนสุดท้าย โดยเปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ตนเองติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ จึงไม่ได้เดินทางมารับหนังสือ เมื่อเดินทางมาถึงก็มารับรับหนังสือรับรองทันที พร้อมกล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า ไม่ได้ถือฤกษ์อะไร เพราะฤกษ์ดีทุกฤกษ์ โดยจากนี้ก็จะเข้ารายตัวที่สภาผู้แทนราษฎร

– 006

ธรรมนัส บอกไม่รู้ ปม DSI สอบเว็บพนันโยง ชนนพัฒฐ์ ย้ำเป็นความผิดส่วนบุคคล

ธรรมนัส บอกไม่รู้ ปม DSI สอบเว็บพนันโยง ชนนพัฒฐ์ ย้ำเป็นความผิดส่วนบุคคล

ธรรมนัส บอกไม่รู้ ปม DSI สอบเว็บพนันโยง ชนนพัฒฐ์ ย้ำเป็นความผิดส่วนบุคคล

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

6 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ปรึกษาและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมทลายเครือข่ายเว็บพนันที่มีการเชื่อมโยงถึงนักการเมืองดัง จนบางคนมีการตั้งข้อสังเกตไปถึงว่าเป็น นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว หรือไม่ โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องนี้ตนเองยังไม่รู้เลย ก็ต้องดูเขาแถลง นายชนนพัฒฐ์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีเอกสิทธิ์คุ้มครองอะไรก็ต้องว่ากันไป ไม่เกี่ยวกับพรรคกล้าธรรม เป็นความผิดเฉพาะบุคคล เมื่อถามต่อว่า มีการพูดคุยกับทางด้านนายชนนพัฒฐ์ หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่มี ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงแนวทางในการทำงานในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เดี๋ยวคงรู้ เราก็ทำหน้าที่ในฐานะเป็นผู้แทนประชาชน