เผยเส้นทาง ‘ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร’ เริ่มจากข่าวกรอง ผ่านงานโชกโชน ก่อนนั่งเก้าอี้ปลัด ก.ยุติธรรม

เผยเส้นทาง 'ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร' เริ่มจากข่าวกรอง ผ่านงานโชกโชน ก่อนนั่งเก้าอี้ปลัด ก.ยุติธรรม

เผยเส้นทาง ‘ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร’ เริ่มจากข่าวกรอง ผ่านงานโชกโชน ก่อนนั่งเก้าอี้ปลัด ก.ยุติธรรม

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.00 น.

“ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” ว่าที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ ที่เพิ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ไม่ใช่คนหน้าใหม่สำหรับผู้คนในแวดวงราชการ และกระบวนการยุติธรรม โดยเป็นที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ “รองบอย”

“ปิยะศิริ” เติบโตมากับงานสืบสวนสอบสวน งานคดีพิเศษ และงานปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เริ่มชีวิตราชการจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติในปี 2543 ทำงานด้านต่อต้านการก่อการร้าย ก่อนโอนมาอยู่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อมีการตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษในปี 2547 

ชื่อของ “ปิยะศิริ” เป็นที่รู้จักกว้างขึ้นในช่วงที่เขาทำงานคดีพิเศษด้านธุรกิจการเงินนอกระบบ โดยเฉพาะเมื่อดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ และรองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีส่วนร่วมในคดีสำคัญหลายคดี อาทิ Forex-3D, แชร์แม่มณี และเครือข่ายหลอกลงทุนอื่นๆ 

จากดีเอสไอ “ปิยะศิริ” ขยับไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในตำแหน่งรองเลขาธิการ ป.ป.ส. กระทั่งเดือนมีนาคม 2567 เปลี่ยนหน่วยงานอีกครั้ง ไปเป็นรองเลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ก่อนที่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 จะได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ให้ขยับขึ้นเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. 

ด้านการศึกษา จบโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ระดับอุดมศึกษาจบด้านนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และศึกษาด้านนิติศาสตร์เพิ่มเติม ก่อนต่อระดับปริญญาโทด้ารัฐประศาสนศาสตร์ 

นอกจากเส้นทางราชการที่ผ่านหน่วยงานสำคัญในกระบวนการยุติธรรมหลายแห่ง “ปิยะศิริ” ยังถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะอยู่ในเครือญาติสกุล “วัฒนวรางกูร” ซึ่งเป็นสกุลเดิมของ “สนองนุช วัฒนวรางกูร” อดีตภรรยาของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี 

“ปิยะศิริ” เป็นบุตรชายของ พล.ต.ต.ศิริชัย วัฒนวรางกูร นายตำรวจเก่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 19 และมีพี่น้องร่วมบิดามารดา 1 คน คือ พ.ต.อ.อภิชนันท์ วัฒนวรางกูร ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดระยอง  ด้วยวัยเพียง 52 ปี เติบโตในชีวิตราชการอย่างรวดเร็ว ยังเหลืออายุราชการอีกถึง 8 ปี เส้นทางบนตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายข้าราชการประจำในกระทรวงยุติธรรมของ “ปลัดปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” จึงน่าจับตาอย่างยิ่ง

นายกฯร่วมงานวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–อียิปต์

นายกฯร่วมงานวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–อียิปต์

นายกฯร่วมงานวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–อียิปต์

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.59 น.

นายกฯร่วมงานวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–อียิปต์
 
วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 18.30 น. ที่โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ตามคำเชิญของ นางฮาละฮ์ ยูซุฟ อะห์มัด เราะญับ (H.E. Mrs. Hala Youssef Ahmed Ragab) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทย 
 
เมื่อเดินทางถึง นายกรัฐมนตรีได้รับการต้อนรับจากเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทย ก่อนมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี และร่วมชมนิทรรศการ “Egyptian Ancient Civilization through the Art of Papyrus” ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์และอารยธรรมอันยาวนานของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ 
 
จากนั้น นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีการอย่างเป็นทางการ โดยมีการบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ พร้อมรับฟังคำกล่าวเปิดงานของเอกอัครราชทูตฯ และกล่าวแสดงความยินดีในนามรัฐบาลไทย ก่อนร่วมพิธีตัดเค้กเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันชาติ และถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้แทนทางการทูตและผู้เข้าร่วมงาน 


 
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตอียิปต์ฯ สำหรับสารแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งถ้อยคำแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

นายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 74 ปี วันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ พร้อมย้ำว่า ไทยและอียิปต์มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพ ความไว้วางใจ และมิตรภาพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี โดยอียิปต์เป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาหรับและทวีปแอฟริกาที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทั้งสองประเทศให้คุณค่าและภาคภูมิใจร่วมกัน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเสด็จแทนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปเชียน (Grand Egyptian Museum) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีอียิปต์ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ ที่ต่างให้ความสำคัญร่วมกันต่อประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมรดกอารยธรรม

ในด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและอียิปต์มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาคธุรกิจไทยได้ขยายการลงทุนในอียิปต์มากขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่มีต่อศักยภาพและความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระดับประชาชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของมิตรภาพไทย–อียิปต์ โดยอียิปต์เป็นจุดหมายสำคัญของนักศึกษาไทยมุสลิมที่เดินทางไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีนักศึกษาไทยประมาณ 3,600 คน ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัล-อัซฮาร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความผูกพันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคแอฟริกาผ่านข้อริเริ่มความร่วมมือระหว่างไทย–แอฟริกา (Thailand–Africa Initiative) และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากอียิปต์ในฐานะมิตรประเทศและหุ้นส่วนที่สำคัญ พร้อมทั้งอวยพรให้รัฐบาลและประชาชนชาวอียิปต์ประสบแต่สันติภาพ ความก้าวหน้า และความเจริญรุ่งเรือง ตลอดจนขอให้มิตรภาพระหว่างไทยกับอียิปต์ยังคงแน่นแฟ้นต่อไป 

รมว.สธ. เดินหน้า กัญชาการแพทย์ เตรียมคลอด พ.ร.บ.กัญชา คุมเข้มตั้งแต่ปลูก รับมีเล็ดลอดร้านเถื่อน

รมว.สธ. เดินหน้า กัญชาการแพทย์ เตรียมคลอด พ.ร.บ.กัญชา คุมเข้มตั้งแต่ปลูก รับมีเล็ดลอดร้านเถื่อน

รมว.สธ. เดินหน้า กัญชาการแพทย์ เตรียมคลอด พ.ร.บ.กัญชา คุมเข้มตั้งแต่ปลูก รับมีเล็ดลอดร้านเถื่อน

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.16 น.

‘พัฒนา’ ยันนโยบายรัฐ- ภท. เดินหน้า ‘กัญชาทางการแพทย์’ เท่านั้น เตรียมคลอด พ.ร.บ.กัญชา กัญชง คุมเข้มตั้งแต่การปลูก-โทษหนัก เตือนพวกลักลอบขน ปลายทางหลายประเทศยังเป็น ‘ยาเสพติด’ เสี่ยงคุก ยอมรับมีเล็ดลอด-ใช้ใบอนุญาตปลอม พร้อมลุยล้างบางร้านเถื่อน-สันทนาการ เผยยอดร้านค้าหมดอายุแล้วกว่า 6,000 แห่ง ทั่วประเทศ

วันที่ 7 กรกฎษคม 2569 เมื่อเวลา 17.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขอยืนยันว่านโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย จะเป็นกัญชาทางการด้านการแพทย์เท่านั้น ซึ่งตัวร่างพ.ร.บ.ควบคุมกัญชา กัญชง พ.ศ… ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ได้ทำประชาพิจารณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แต่ไม่ทันการพิจารณาในสมัยประชุมนี้ ซึ่งจะเป็นพ.ร.บ.ที่จะควบคุมกัญชา ตั้งแต่การปลูก โดยปัจจุบัน กฎหมายที่คุ้มครองอยู่คือ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมสมุนไพร และกฎกระทรวงต่างๆ เป็นการควบคุมเรื่องการขาย และการส่งต่อ และควบคุมเรื่องการสกัด แต่ยังไม่เคยมีครอบคลุมจนถึงการปลูก และพ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีโทษฐานฝ่าฝืน ค่อนข้างสูงและโทษหนัก พร้อมย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาล มีนโยบายกัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้น

เมื่อถามถึงโอกาสที่จะทำให้กัญชากลับมาเป็นยาเสพติด นายพัฒนา กล่าวว่า ตอนนี้ต้องทำพ.ร.บ.ควบคุมให้แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ส่วนเรื่องพ.ร.บ.ที่จะทำให้กลับมาเป็นยาเสพติด น่าจะอยู่ในส่วนของกฎหมายยาเสพติด ซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงยุติธรรม ส่วนกรณีที่มีการทะลักของกัญชาออกนอกประเทศนั้น แม้ปัจจุบันกัญชาในประเทศไทยจะไม่ใช่ยาเสพติด แต่ในประเทศปลายทางที่เดินทางไป หลายประเทศยังคงเป็นยาเสพติดอยู่ เพราะฉะนั้นการขนย้าย ต้องเช็คกฎหมายของประเทศไทยปลายทางด้วยส่วนผู้ที่ลักลอบนำออกไปขาย จำนวนมาก กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ก็ได้มีการประสานกับกรมศุลกากร และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง 

“ที่ผ่านมามีการใช้ใบอนุญาตปลอมบ้าง แต่ในปัจจุบันกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก จะส่งใบอนุญาตทาง อิเล็กทรอนิกส์ เท่านั้น ก็จะสามารถควบคุมได้อีกทางหนึ่ง แต่ยอมรับว่าหากมีจำนวนมากก็อาจจะเล็ดลอดบ้าง” รมว.สาธารณสุข กล่าว

นายพัฒนา ยังกล่าวถึงกรณีร้านที่ดำเนินกิจการเปิดขายกัญชาอยู่ในขณะนี้ ในอดีตตั้งแต่ปี 2568 มีจำนวน 18,000 ร้านค้า และหมดอายุไป ในช่วงสิ้นปี 2568 หมดอายุไปแล้วประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณ 6,000 ร้าน และมีการต่ออายุประมาณ 1,500 ร้านค้า ซึ่งการให้ใบอนุญาต จะอนุญาตให้เป็นครั้ง คราวละ 3 ปีปฏิทิน ซึ่งจะมีหมดอายุ ปี 2569 และ 2570 ปีละประมาณ 6,000 ร้านค้า โดยกระทรวงสาธารณสุขได้มีคำสั่งให้เพิ่มเจ้าหน้าที่ ที่สามารถเข้าไปตรวจจับได้ ทั้งตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนหลายหมื่นคนส่วนการตรวจสอบกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ได้นำร้านค้าทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง รวมไว้บนเว็บไซต์ และปักพิกัด GPS ให้แล้ว พร้อมทั้งมีรายละเอียดว่า ใบอนุญาตหมดอายุเมื่อไหร่ หากร้านใดไม่อยู่ในหมวดเหล่านี้ แสดงว่าเป็นร้านค้าที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง สามารถจับกุมได้ทันที

นายพัฒนา กล่าวอีกว่า ส่วนร้านค้าที่ลงทะเบียนอย่างถูกต้อง มีการอัพเดทกฎกระทรวง ต้องมีการปรับตัวให้เป็นสถานพยาบาล ต้องมีแพทย์ เข้าไปประจำ เพื่อกำกับดูแลการจำหน่าย ให้กับผู้ที่จำเป็นต้องใช้กัญชาทางการแพทย์ ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น รวมถึงป้องกันไม่ให้มีการเซ็นจ่ายกัญชา จำนวนมากให้คนเดิมซ้ำๆ ซึ่งหากพบว่ามี การสั่งในลักษณะนี้ ต้องตรวจสอบโดยละเอียด หากผิดปกติ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนร้านที่มีการลักลอบเปิดและขายเพื่อสันทนาการ ยืนยันว่าร้านเหล่านี้ต้องเข้าไปจับกุม ถ้าเป็นร้านที่ไม่ได้ลงทะเบียน ไม่ได้ขออนุญาต สามารถจับได้ทันที

ราชกิจจาฯ ประกาศเปลี่ยนแปลง กรรมการบริหาร พรรคประชาชน เหลือ 3 คน

ราชกิจจาฯ ประกาศเปลี่ยนแปลง กรรมการบริหาร พรรคประชาชน เหลือ 3 คน

ราชกิจจาฯ ประกาศเปลี่ยนแปลง กรรมการบริหาร พรรคประชาชน เหลือ 3 คน

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.45 น.

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมืองเรื่อง การเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคประชาชน

ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2567 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน(เดิมชื่อพรรคถิ่นกาขาวชาววีไล) กรณี ประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชาชน ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2567 มีมติแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคถิ่นกาขาวชาววิไล พ.ศ. 2566

โดยให้ยกเลิกทั้งฉบับและให้ใช้ข้อบังคับพรรคประชาชน พ.ศ. 2567 แทน และมีมติเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชนชุดใหม่ จำนวน 5 คน

บัดนี้ หัวหน้าพรรคประชาชนได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 กรณี นายศรายุทธิ์ ใจหลัก ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ลาออกจากเลขาธิการ พรรคประชาชน ทั้งนี้ให้การลาออกดังกล่าวมีผลในวันที่ 24 เมษายน 2569 โดยหัวหน้าพรรคประชาชน

ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ได้มีหนังสือลงวันที่ 25 เมษายน 2569 ลาออกจากกรรมการบริหารพรรคประชาชน ทั้งนี้ให้การลาออกดังกล่าวมีผลในวันเดียวกัน โดยหัวหน้าพรรคประชาชนได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ทำให้ความเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาชนสิ้นสุดลงเฉพาะตัว

ตามข้อบังคับพรรคประชาชน พ.ศ. 2567 ข้อ 37 วรรคหนึ่ง (2)ดังนั้น จึงทำให้คณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน คงเหลือ จำนวน 3 คน ได้แก่

1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค

2. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายทะเบียนสมาชิก

3. นางสาวชุติมา คชพันธ์ เหรัญญิกพรรค

จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

ประกาศ ณ วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

แสวง บุญมี

เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง

นายทะเบียนพรรคการเมือง

นายกฯ ลั่น ยุบไม่ได้ กอ.รมน. เผย ยังไม่ได้คุย วันนอร์ เชื่อ ไม่เป็นประเด็นอ่อนไหว

นายกฯ ลั่น ยุบไม่ได้ กอ.รมน. เผย ยังไม่ได้คุย วันนอร์ เชื่อ ไม่เป็นประเด็นอ่อนไหว

นายกฯ ลั่น ยุบไม่ได้ กอ.รมน. เผย ยังไม่ได้คุย วันนอร์ เชื่อ ไม่เป็นประเด็นอ่อนไหว

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.13 น.

“นายกฯ” ลั่น “ยุบไม่ได้” กอ.รมน. อยู่คู่ชาติไทยมานาน เผย ยังไม่ได้คุย “วันนอร์” เชื่อ ไม่เป็นประเด็นอ่อนไหว

เมื่อเวลา 17.05 น. วันที่ 7 ก.ค. 69 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เสนอให้ยุบกองอำนวยการรักษาความสงบภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เพราะภารกิจงานซ้ำซ้อน และมีผลงานเด่นคือการยิงสส. โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่า “ให้ไปถามนายวันมูหะมัดนอร์”

อนุทิน ชาญวีรกูล

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในฐานะที่นายมูหะมัดนอร์ เป็นประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีเป็น ผอ.รมน. เห็นอย่างไร นายกฯ ระบุเพียงว่า “ยังไม่ได้พูดคุยกับท่านเลย”

เมื่อถามว่า มีความคิดเห็นอย่างไร เนื่องจากนายกฯได้กำชับให้หน่วยงานรัฐเร่งทำผลงาน และต้องชี้แจงในกมธ.งบประมาณ นายอนุทิน กล่าวว่า ท่านเป็นคนในพื้นที่เวลามีเหตุการณ์อะไร ก็สะท้อนความรู้สึกออกมา เราก็ต้องชี้แจง และอธิบายกัน ตนเชื่อว่าทุกฝ่ายทำงานอย่างเต็มที่

อนุทิน ชาญวีรกูล

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า กรณีที่นายวันมูหะมัดนอร์ ต้องการให้ยุบ กอ.รมน. จะกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ ขออย่าไปคิดแบบนั้น เพราะวันนี้นายวันมูหะมัดนอร์ มาเป็นประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และการที่ตนเตรียมจะเดินทางไปประเทศมาเลเซีย ท่านก็จะร่วมคณะไปเพื่อช่วยการทำงานครั้งนี้ด้วย และเวลาที่ตนมีการพบปะกับฝ่ายกองทัพ ที่จังหวัดหรือลงไปพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็อยู่ด้วยกันตลอด พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไร 

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายวันมูหะมัดนอร์เบื้องต้นหรือไม่ในการให้ยุบ กอ.รมน. นายกฯ กล่าวว่า “มันจะไปยุบได้อย่างไร อยู่คู่ชาติไทยมาตั้งกี่ปีแล้ว” 

ครม. ไฟเขียว งบเพิ่มเติม ‘กลาโหม’ รับมือสถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา

ครม. ไฟเขียว งบเพิ่มเติม ‘กลาโหม’ รับมือสถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา

ครม. ไฟเขียว งบเพิ่มเติม ‘กลาโหม’ รับมือสถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.20 น.

ครม.ไฟเขียว งบเพิ่มเติม ให้กห.รับ สถานการณ์ชายแดนตะวันออก

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี  ที่ประชุมครม.เห็นชอบ ตามที่กระทรวงกลาโหม เสนอ ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพิ่มเติม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรองรับสถานการณ์ชายแดนด้านตะวันออก ซึ่งเสนอเข้ามาเป็นวาระลับ โดยไม่เปิดเผยตัวเลขงบประมาณ รวมถึงรายละเอียดที่จะนำไปใช้ดำเนินการ แต่อย่างใด

วุฒิสภา โชว์ผลงาน 2 ปี มงคล-บิ๊กเกรียง ปัดข้อครหา สว.สีน้ำเงิน ไม่เสียกำลังใจคดีฮั้ว ชี้ เป็นเรื่องนานาจิตตัง

วุฒิสภา โชว์ผลงาน 2 ปี มงคล-บิ๊กเกรียง ปัดข้อครหา สว.สีน้ำเงิน ไม่เสียกำลังใจคดีฮั้ว ชี้ เป็นเรื่องนานาจิตตัง

วุฒิสภา โชว์ผลงาน 2 ปี มงคล-บิ๊กเกรียง ปัดข้อครหา สว.สีน้ำเงิน ไม่เสียกำลังใจคดีฮั้ว ชี้ เป็นเรื่องนานาจิตตัง

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.27 น.

“วุฒิสภา” เปิดผลงาน 2 ปี โว ถกกฎหมายแล้วกว่า 57 ฉบับ 443 กระทู้ ด้าน “มงคล” ยันทำตัวเป็นกลาง ควบคุมการประชุมให้เรียบร้อย-ไม่โกรธ ปัดข้อครหาสว. สีน้ำเงิน ยัน ทำกม. ปฏิเสธไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเลือกกกต. ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว  ขณะที่ “บิ๊กเกรียง” ชี้ วุฒิสภาพบ-รับฟังปัญหาปชช. ต่อเนื่อง เผย ไม่เสียกำลังใจ คนมองคดีฮั้วสว. เป็นเรื่องนานาจิตตัง 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ร่วมแถลงผลงาน 2 ปี วุฒิสภาภารกิจเพื่อประชาชน รวมถึงผลการดำเนินงานภายใต้ความรับผิดชอบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ รับทราบผลการดำเนินงานของวุฒิสภาในด้านต่างๆ  

โดยนายมงคล กล่าวว่า วุฒิสภามีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ควบคุมบริหารราชการแผ่นดิน ให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระ ฝั่งวุฒิสภาจะไม่หนักเหมือนสภาผู้แทนราษฎร แต่เมื่อได้มาทำหน้าที่เป็นสว.จริงๆ และทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาด้วย กิจการส่วนตัวก็ต้องตัดออกไปไม่สามารถทำได้ โดยหน้าที่หลักของประธานวุฒิสภาคือการสนับสนุนสว. ให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังต้องทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เมื่อมีกฎหมายอะไรก็จะนำเข้ามาสู่การพิจารณาของวิปวุฒิสภาเพื่อกำหนดเป็นวาระการประชุมวุฒิสภาต่อไป อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมต้องมีสติ ไม่หลุด ไม่โกรธ และต้องควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด เปิดโอกาสให้สว.ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตระเบียบการประชุม

นายมงคล กล่าวว่า ยังมีการผลักดันรัฐสภาให้เป็นสภาสีเขียว การเปิดพื้นที่ให้กับประชาชนในการเข้าถึงรัฐสภา และการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแก่เยาวชนและประชาชน โดยในการประชุมในแต่ละครั้งตนต้องวางตัวเป็นกลาง สำหรับภาพรวมของการดำเนินงานด้านนิติบัญญัติที่วุฒิสภาได้ดำเนินการตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมา เช่น การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 47 ฉบับ ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว 32 ฉบับ การอนุมัติพระราชกำหนด (พรก.) จำนวน 3 ฉบับ การพิจารณาญัตติ จำนวน 54 ญัตติ โดยเฉพาะประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคมและเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศโดยตรง ที่เป็นการตั้งกระทู้ 443 กะทู้ ขณะที่การให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ ยืนยันได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยึดหลักคุณธรรมจริยธรรมเป็นสำคัญ

“วุฒิสภาอยู่มาครบ2 ปี ด้วยความสามัคคี แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งสามารถเห็นต่างและถกเถียงกันได้ ซึ่งความเห็นที่แตกต่างเปรียบเป็นดอกไม้หลากสี แต่เมื่อหลอมรวมก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชน เชื่อว่าทุกคนจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความรักสามัคคี” นายมงคล กล่าว

ด้านพล.อ.เกรียงไกร กล่าว ถึงโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนว่า วุฒิสภาได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการที่แท้จริงของประชาชนจากทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปประกอบการพิจารณากลั่นกรองกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย ให้สอดคล้องกับบริบทสังคม รวมทั้งนำไปสู่การผลักดันเพื่อให้เกิดการแก้ไขให้อย่างเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยตลอดระยะ 2 ปีที่ผ่านมา จากเรื่องร้องเรียนกว่า 1,370 เรื่อง พบปัญหาส่วนใหญ่เป็นปัญหาด้านแหล่งน้ำ รองลงมาได้แก่ปัญหาด้านที่ดิน และด้านเกษตร ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งสว. หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเอกชนและสื่อมวลชน ในการช่วยกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างดีมา เพื่อให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตนขอยืนยันว่าวุฒิสภาไม่ได้เป็นเพียงผู้รับฟัง แต่ยังเป็นผู้ที่เดินหน้าเพื่อประสาน ผลักดัน และติดตาม เพื่อให้ทุกความเดือดร้อนและข้อเสนอแนะของประชาชนได้ส่งต่อไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นระบบ 

เมื่อถามว่า มีการมองว่าเป็นสว.สีน้ำเงินในการทำงาน 2 ปีที่ผ่านมา นายมงคล กล่าวว่า สว. ยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน และทำตามรัฐธรรมนูญรวมถึงข้อกฎหมาย คนเราเห็นต่างกันได้ ไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันเสมอไป ต่างคนต่างเห็นคนละมุม ทั้งดีและไม่ดี เป็นธรรมดาของมนุษย์ ที่ไม่มีความสมบูรณ์ จะเห็นปัญหาต่างกัน และมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่ขอให้ยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชน ถ้าทำผิดก็ถือว่าไม่ชอบ 

เมื่อถามว่าถูกมองเรื่องคดีฮั้วสว. เสียกำลังใจหรือไม่ นายมงคล กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนไม่ก้าวก่ายหน้าที่กันและกัน หน้าที่ใครก็ทำไปเป็นอิสระต่อกัน ผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ 

เมื่อถามว่าสว. ชุดปัจจุบันเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปแล้ว 4 คนใน 7 คน จะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอย่างไรว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน นายมงคล กล่าวว่า เป็นการทำตามหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ได้รู้จักกันกับกกต.  ส่วนตัวประธานและรองประธานอีก 2 คน ไม่เคยเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซง ทำไม่ได้และจะไม่ทำ

เมื่อถามว่า กระแสวิจารณ์เรื่องคดีฮั้วสว. กวนใจแค่ไหน เพราะภาพของสว. ถูกมองว่าไม่เป็นตัวของตัวเองคอยรับฟังคำสั่ง นายมงคล กล่าวว่า ไม่ได้รับฟังคำสั่งใคร สว. ทุกคนมีเอกสิทธิ์ ไม่เคยไปสั่งใคร และไม่เคยรับคำสั่งใคร ทำหน้าที่ของตัวเอง การถูกวิจารณ์เรื่องคดีฮั้วสว. เป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครรู้ตัวดีกับตัวของตัวเอง เราต้องเคารพตัวเอง คนจะมองอย่างไรก็มองได้ ซึ่งเสียงสะท้อนที่ออกมาก็พร้อมรับฟังเอามาแก้ไขปรับปรุง แต่จะไม่เอามาบั่นทอนกำลังใจ เราต้องปรับปรุงตัวเองและมีสติตลอดเวลา 

พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า สว. ยังมีกำลังใจดี เรื่องคดีฮั้วสว. เป็นเรื่องนานาจิตตัง โลกใบนี้เรื่องติฉินนินทาห้ามไม่ได้ ส่วนที่ถามว่ากวนใจหรือไม่นั้น เราก็ต้องทำตามหน้าที่รัฐธรรมนูญ หากคำตัดสินออกมาอย่างไรก็พร้อมน้อมรับไม่ตะแบง เอฟซีใครเอฟซีมัน ตนก็ได้รับกำลังใจมากมายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พร้อมรับฟังความคิดเห็นเสียงสะท้อนทั้งด้านบวกและลบ ในระบอบประชาธิปไตย เมื่อเราเคารพมติเสียงส่วนใหญ่ก็ต้องไม่เพิกเฉยเสียงข้างน้อย ที่ให้ข้อติติงหรือข้อสังเกต 

เมื่อถามถึง ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ ที่พบว่านายมงคล ส่งโพยให้กับเจ้าหน้าที่ กกต. จะให้คำตอบได้หรือไม่ว่าโพยนั้นคืออะไร นายมงคล กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ควรเอามาพูด ใครจะถาม ก็ไปถามเขาเอง ตนพูดไม่ได้ และกราบขอโทษอย่างยิ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ เพราะต้องรักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ดังนั้น เรื่องที่เป็นประเด็น ตนจะงดเว้นแสดงความคิดเห็นทั้งหมด

พล.อ.เกรียงไกร ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า ตนกราบขอโทษที่เลื่อนการจัดงานพบปะสื่อมวลชน จากเดิมที่จะจัดช่วงต้นปี2569 แต่เลื่อนมาเป็นวันนี้ (7 ก.ค.) 

“ผมกราบขอโทษสื่อได้ ยกมือไหว้นักข่าวทุกห้อง ไหว้ได้ทุกคน ไม่ใช่กราบแต่ลูกเทพ” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว

กกต. ประกาศรับรอง ชัชชาติ เป็นผู้ว่าฯกทม. สมัย 2 – ปรเมศวร์ นั่งนายกเมืองพัทยา

กกต. ประกาศรับรอง ชัชชาติ เป็นผู้ว่าฯกทม. สมัย 2 - ปรเมศวร์ นั่งนายกเมืองพัทยา

กกต. ประกาศรับรอง ชัชชาติ เป็นผู้ว่าฯกทม. สมัย 2 – ปรเมศวร์ นั่งนายกเมืองพัทยา

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

ด่วน!!กกต.มีมติรับรอง”ชัชชาติ สิทธิพันธ์” เป็นผู้ว่าฯกทม.และ “ปรเมศวร์” เป็นนายกเมืองพัทยาแล้ว พ่วงส.ก.และสมาชิกสภาเมืองพัทยา

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 มีรายงานว่าที่ประชุม กกต.มีมติเห็นชอบให้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนนน 1,537,784 คะแนน รวมถึงสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้ง 50 คน รวมทั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ที่นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนน 20,184 คะแนน รวมถึงสมาชิกสภาเมืองพัทยาทั้ง 6 คนตามที่สำนักงานกกต.เสนอ เนื่องจากไม่มีเรื่องร้องเรียนว่าในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมามีเหตุที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและโปร่งใส แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจ กกต.ในการที่จะสืบสวนสอบสวนหลังการประกาศรับรองผลแล้วกรณีหากมีเรื่องร้องเรียนหรือร้องคัดค้านการประกาศผลการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ คาดว่าสำนักงานกกต.จะให้ผู้ที่ได้รับการประกาศรับรองผลเข้ารับหนังสือรับรองได้ตั้งแต่ในวันพรุ่งนี้(8ก.ค.)เป็นต้นไป

ขณะที่ ว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต. กทม.) เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ กกต. ได้ให้การรับรองผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ครบทั้ง 50 เขตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พร้อมกันนี้ ได้ออกหนังสือเชิญผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ทั้งหมด ให้มารับใบรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องโถง ชั้น 2 สำนักงาน กกต. เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

พิพัฒน์ สู้สงครามสื่อ เปิดเพจ’หยัดได้’ โชว์ผลงานคมนาคม

พิพัฒน์ สู้สงครามสื่อ เปิดเพจ'หยัดได้' โชว์ผลงานคมนาคม

พิพัฒน์ สู้สงครามสื่อ เปิดเพจ’หยัดได้’ โชว์ผลงานคมนาคม

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้กระตุ้นให้รัฐมนตรี เร่งประชาสัมพันธ์ผลงาน และได้กำชับให้ทุกท่านได้สื่อสารการทำงาน และผลงานในสิ่งที่ท่านได้ทำ ให้ประชาชนรับทราบเยอะๆ ทุกกระทรวงสำคัญหมด 

ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดตัวเพจ “หยัดได้” อย่างเป็นทางการ  โดยใช้เฟซบุ๊ก พิพัฒน์ รัชกิจประการ Phiphat Ratchakitprakarn แชร์เพจ “หยัดได้” โดยระบุว่า  ผมขอฝากเพจ “หยัดได้” ไว้อีกหนึ่งช่องทางนะครับ เพจนี้จะช่วยอัปเดตเรื่องนโยบายคมนาคม โครงการสำคัญต่าง ๆ ของภาคใต้ และเรื่องใกล้ตัวประชาชน ว่าแต่ละเรื่องเดินหน้าไปถึงไหนแล้ว ฝากติดตามกันด้วยนะครับ

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก  “หยัดได้” ได้อธิบาย ถึงที่มาของเพจนี้ว่า หยัดได้ คืออะไร เรื่องใหญ่ของประเทศ  บางทีก็เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวของเรา การเดินทาง ค่าใช้จ่าย โครงการต่าง ๆ หรือความเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันล้วนเป็นเรื่องที่ควรเข้าใจได้ง่าย และติดตามต่อได้จริง ซึ่งตอนนี้มีผู้ติดตามแล้ว 3.8 พัน คน

อย่างไรก็ตาม คำว่า “หยัดได้” เป็นคำศัพท์และสำเนียงภาษาถิ่นใต้ มีความหมายว่า “ไว้ใจได้” หรือ “เชื่อถือได้” โดยมักถูกนำมาใช้เป็นสโลแกนหรือคำติดปากในการทำงานและการเมืองท้องถิ่น เพื่อสื่อถึงความมั่นคงและผลงานที่จับต้องได้

ทั้งนี้ แหล่งข่าวกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เพจ “หยัดได้” จะเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ พร้อมอัปเดตความคืบหน้าโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามผลการดำเนินงานของกระทรวงได้อย่างใกล้ชิด

ผ่านแนวคิดมุ่งสื่อสารผ่าน 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ Update รายงานความคืบหน้าโครงการแบบต่อเนื่อง Prove นำเสนอผลสัมฤทธิ์ของนโยบายผ่านข้อมูลและตัวเลขที่ตรวจสอบได้ และ Connect เชื่อมโยงข้อมูลบริการสาธารณะ สิทธิประโยชน์ด้านการเดินทาง มาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงเปิดพื้นที่รับฟังข้อเสนอแนะจากประชาชน

นอกจากนี้ เพจจะติดตามและนำเสนอความคืบหน้าโครงการคมนาคมขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะโครงการสำคัญในภาคใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านคมนาคม ที่จะพลิกโฉมภาคใต้ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและ

การท่องเที่ยวในดินแดนด้ามขวานอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา “ประตูอันดามันและอ่าวไทย” อาทิ การพัฒนาสนามบินภูมิภาค เช่น ภูเก็ด กระบี่ และตรัง การขยายโครงข่ายทางหลวง และโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อยกระดับศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงระบบขนส่งของประเทศ

“เพจหยัดได้” จะเป็นพื้นที่สะท้อนการขับเคลื่อนนโยบายที่นายพิพัฒน์เคยให้คำมั่นไว้กับประชาชน โดยมุ่งสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกนโยบายด้านการเดินทางและการขนส่งได้รับการลงมือทำจริงจนเห็นผลเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ” แหล่งข่าว กล่าวและว่า นายพิพัฒน์ รมต. คมนาคม คาดหวังให้เพจ “หยัดได้” เป็นมากกว่าช่องทางประชาสัมพันธ์ แต่เป็นพื้นที่สื่อสารข้อมูลการทำงานอย่างเปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมของประเทศอย่างต่อเนื่อง

นายกฯ ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ-งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

นายกฯ ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ-งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

นายกฯ ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ-งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

นายกฯ ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศและงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง คืบหน้ากว่า 90% 

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2569 ที่อาคารวิธานสถาปกศาลา (โรงขยายแบบ) มณฑลพิธีท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ และการจัดสร้างเครื่องประกอบงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้รับฟังการรายงานความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ และการจัดสร้างเครื่องประกอบ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งขณะนี้กรมศิลปากรได้ดำเนินงานก่อสร้างด้านโครงสร้างพระเมรุมาศเป็นไปตามแผน มีความคืบหน้าแล้วกว่า 90% และคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2569  พร้อมทั้งเร่งรัดการดำเนินงานให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูฝน 

นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานจากกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรซึ่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบให้เป็นไปตามโบราณราชประเพณี มีรูปแบบถูกต้องตามหลักสถาปัตยกรรมไทย และพระราชอิสริยยศที่ได้รับพระราชทาน ตลอดจนสอดคล้องกับพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ ให้มีความสมพระเกียรติสูงสุด เมื่อจัดทำแบบร่างพระเมรุและสิ่งปลูกสร้างประกอบแล้วเสร็จ จะได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรายงานต่อองค์ที่ปรึกษา เพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัย ต่อไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของสำนักช่างสิบหมู่ ทั้งการทำงานขยายแบบลวดลายด้านสถาปัตยกรรม ขนาดเท่าจริง การจัดทำพระโกศไม้จันทน์และหีบพระบรมศพไม้จันทน์ ณ อาคารโรงฉลุไม้จันทน์ ตลอดจนการเขียนสีตกแต่งประติมากรรม ณ อาคารโรงเขียนสีประติมากรรม

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ตรวจพื้นที่ก่อสร้างพระเมรุมาศ สิ่งก่อสร้างประกอบพระเมรุมาศ และภูมิทัศน์พระเมรุมาศ ได้แก่ พระเมรุมาศ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทิม ทับเกษตร และบ่อบัว เพื่อติดตามความเรียบร้อยและความคืบหน้าของการดำเนินงานในภาพรวม ให้การทำงานเป็นไปตามแผนงาน และดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างสมพระเกียรติ