ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ พร้อมหารือเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย 15-18 ก.ค.นี้

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ พร้อมหารือเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย 15-18 ก.ค.นี้

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ พร้อมหารือเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย 15-18 ก.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ทูตสหราชอาณาจักรฯ เข้าอำลานายกฯ เชื่อมั่นไทยได้ประโยชน์จาก OECD เปิดโอกาสการค้าและการลงทุนในสาขาใหม่ ๆ พร้อมเตรียมต้อนรับเจ้าหญิงแอนน์เสด็จฯ เยือนไทย

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายมาร์ก กุดดิง  เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสที่จะพ้นจากหน้าที่ 

โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือกันด้วยบรรยากาศที่คุ้นเคย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายได้พบหารือกันในหลายโอกาส สะท้อนถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรในประเด็นต่าง ๆ ที่มีความสำคัญร่วมกัน นายกรัฐมนตรียังกล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ พร้อมชื่นชมการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนานและความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง ด้านเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรฯ กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นพันธมิตรที่ดีมาตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ทำให้ความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายมีความก้าวหน้า

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเสด็จฯ เยือนประเทศไทยของ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 15–18 กรกฎาคม 2569 ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสำคัญของการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต โดยรัฐบาลยืนยันความพร้อมในการอำนวยความสะดวกและดูแลการเสด็จฯ เยือนไทยอย่างสมพระเกียรติ

ในส่วนของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้อีกมาก โดยเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรฯ กล่าวว่าการเข้าสู่ OECD ของไทยจะเปิดโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ต่อไทยได้มากยิ่งขึ้น ทั้งด้านการพัฒนาดิจิทัล ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) ด้านการลดคาร์บอน (Decarburization) สาธารณสุข เป็นต้น

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีอวยพรให้นายมาร์ก กุดดิง ประสบความสำเร็จในตำแหน่งใหม่ในฐานะอธิบดีฝ่ายเอเชีย-แปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาแห่งสหราชอาณาจักร (FCDO) และย้ำถึงการสานต่อมิตรภาพและความร่วมมือกับสหราชอาณาจักรอย่างใกล้ชิดต่อไป

ป.ป.ช.เชือด บ้านใหญ่สตูล นายก อบจ.สตูล-พ่อ’รมช.’ ไม่เลิกสัญญา สร้างศูนย์นทท. ทั้งที่ส่งงานช้า

ป.ป.ช.เชือด บ้านใหญ่สตูล นายก อบจ.สตูล-พ่อ'รมช.' ไม่เลิกสัญญา สร้างศูนย์นทท. ทั้งที่ส่งงานช้า

ป.ป.ช.เชือด บ้านใหญ่สตูล นายก อบจ.สตูล-พ่อ’รมช.’ ไม่เลิกสัญญา สร้างศูนย์นทท. ทั้งที่ส่งงานช้า

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

วันที่ 6 กรกฎาคม2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูล กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกอบจ.สตูล กับพวก กรณีไม่บอกเลิกจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.ควนโดน จ.สตูล เมื่อปีงบประมาณ 2559 ทั้งที่ผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559  องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล โดยนายสัมฤทธิ์  เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ในฐานะผู้ว่าจ้าง ได้ลงนามในสัญญาจ้างกับห้างหุ้นส่วนจำกัด แห่งหนึ่ง ผู้รับจ้าง เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว วงเงิน 29,800,000 บาท เริ่มต้นสัญญาวันที่ 28 กันยายน 2559 และสิ้นสุดลงวันที่ 22 ธันวาคม 2560 (ระยะเวลาดำเนินการ 450 วัน)  จำนวน 11 งวดงาน ปรากฏว่า 

หลังจากทำสัญญาจ้างผู้รับจ้างไม่ได้เข้าทำงานเลย องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลจึงได้มีหนังสือเร่งรัดดำเนินงาน รวม 4 ครั้ง ก่อนที่สัญญาจ้างจะครบกำหนด และหลังจากครบกำหนดสัญญาจ้าง ปรากฏว่าในวันที่ 12 มกราคม 2561 ผู้รับจ้างทำงานจ้างได้เพียงร้อยละ 25.79 ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลได้มีหนังสือแจ้งการปรับและเร่งรัดการก่อสร้างไปยังผู้รับจ้างมาโดยตลอด และนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ได้เห็นชอบให้ผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง และให้ผู้รับจ้างจัดทำแผนปฏิบัติงานใหม่มาโดยตลอด แต่ผู้รับจ้างก็ไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามแผนทุกครั้ง ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ประชุมหารือและมีความเห็นให้บอกเลิกจ้างมาโดยตลอด เนื่องจากห้างหุ้นส่วนจำกัด  ไม่เข้าดำเนินงานตามแผน และมีค่าปรับจำนวนมากเกินร้อยละ 213 คิดเป็นเงิน 58,106,100 บาท แต่นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ กลับสั่งการให้ผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาจ้าง และมีหนังสือแจ้งค่าปรับและเร่งรัดการก่อสร้างพร้อมทั้งให้ผู้รับจ้างปรับแผนใหม่ แต่ผู้รับจ้างก็ไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามแผนมาโดยตลอด เป็นระยะเวลา 6 ปีเศษ จนถึงวันที่ 23 มกราคม 2567 ผู้รับจ้างได้มีหนังสือส่งมอบงาน และคณะกรรมการตรวจการจ้างจึงได้ตรวจรับงานจ้างเป็นที่เรียบร้อย

 ทั้งนี้ ปรากฏว่านายสมเกียรติ  เลียงประสิทธิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นน้องชายของนายสัมฤทธิ์  เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

การกระทำของนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 77 วรรคสาม

การกระทำของห้างหุ้นส่วนจำกัด  และนายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ ตามฐานความผิดดังกล่าว

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ แล้วแต่กรณีต่อไป

บิ๊กดุลย์ ชี้ ทหารกัมพูชาเจ็บอาจเหยียบกับระเบิดเอง ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมฯ

บิ๊กดุลย์ ชี้ ทหารกัมพูชาเจ็บอาจเหยียบกับระเบิดเอง ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมฯ

บิ๊กดุลย์ ชี้ ทหารกัมพูชาเจ็บอาจเหยียบกับระเบิดเอง ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมฯ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

บิ๊กดุลย์ ชี้ ทหารกัมพูชาเจ็บอาจเหยียบกับระเบิดเอง ยันไทยคุมเข้มตามกฎการปะทะ-ถ้อยแถลงร่วมฯ

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกัมพูชากล่าวหาทหารไทยขว้างระเบิดเข้าใส่ จนทำให้กำลังพลกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ ว่า ข้อเท็จจริงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นจากสาเหตุใด โดยมีความเป็นไปได้ว่ากำลังพลกัมพูชาอาจเหยียบกับระเบิดที่มีอยู่ในพื้นที่เอง

ทั้งนี้ ก่อนจะสรุปว่าเป็นการเหยียบกับระเบิด จะต้องพิจารณาว่ากำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บเป็นหน่วยที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เนื่องจากกับระเบิดในพื้นที่ เป็นสิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เอง จึงไม่สามารถตอบได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรในประเด็นนี้

แต่ยืนยันว่าฝ่ายไทยมีมาตรการควบคุมที่รัดกุม มีกฎการปะทะ (Rules of Engagement: ROE) ที่ชัดเจน มีผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นกำกับดูแลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด และมีกำลังพลที่มีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของประเทศ โดยทุกหน่วยปฏิบัติตาม ข้อตกลงหยุดยิง ตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 ที่ได้กำหนดไว้

ส่วนแนวทางการพูดคุยเพื่อคลี่คลายสถานการณ์นั้น ตนได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว โดยเห็นว่าไทยและกัมพูชาไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ ขณะที่ประชาชนทั้งสองประเทศเคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาโดยตลอด แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นผลจากการที่ฝ่ายกัมพูชานำประเด็นชายแดนไปเชื่อมโยงกับการเมืองภายในประเทศ ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ หน้าที่สำคัญของฝ่ายไทยคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน ว่ารัฐบาลสามารถคุ้มครองอธิปไตยของประเทศ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นภารกิจที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันดำเนินการให้เกิดความพร้อม และสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน

รมว.กลาโหม รับเขื่อนดักตะกอนกัมพูชา กระทบอธิปไตยทางทะเลไทย จ่อใช้ UNCLOS เจรจาแก้ปัญหา

รมว.กลาโหม รับเขื่อนดักตะกอนกัมพูชา กระทบอธิปไตยทางทะเลไทย จ่อใช้ UNCLOS เจรจาแก้ปัญหา

รมว.กลาโหม รับเขื่อนดักตะกอนกัมพูชา กระทบอธิปไตยทางทะเลไทย จ่อใช้ UNCLOS เจรจาแก้ปัญหา

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

รมว.กลาโหม รับเขื่อนดักตะกอนกัมพูชา กระทบชายฝั่งบ้านหาดเล็ก-อธิปไตยทางทะเลไทย ย้ำต้องใช้กลไก UNCLOS เจรจาแก้ปัญหา เผยปัญหายืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2541 ส่วนกรณี ฮุน เซน สั่งห้ามรื้อถอน เจ้าตัวตอบสั้น ก็ไม่รู้

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) กองทัพเรือ และลงพื้นที่ดูเขื่อนดักตะกอน บริเวณบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ที่เอกชนกัมพูชา ได้ก่อสร้างรุกล้ำลงไปในทะเลว่า ต้องยอมรับว่า เขื่อนดักตะกอน อยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ได้ก่อสร้างท่าเรือขึ้นมา เพื่อรองรับเรือท่องเที่ยว ที่จะเข้ามาในประเทศของกัมพูชา แต่เขื่อนดังกล่าวทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากตะกอนทั้งหมด ตกอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา ทำให้น้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งบ้านหาดเล็ก ซึ่งเรื่องนี้ต้องพูดคุยกัน เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2541 โดยตนได้ลงพื้นที่ไปรับทราบปัญหาแล้ว ขณะนี้รอให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น 

เมื่อถามว่า จำเป็นจะต้องต้องใช้ช่องทางของกระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้กฎหมายอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS หรือไม่ พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ถูกต้อง เพราะเขื่อนดังกล่าวอยู่นอกประเทศของเรา ซึ่งหลักเขตที่ 71 ก็เห็นกันอยู่แล้ว ที่อยู่ห่างเพียงประมาณ 300 เมตร  

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกังวลว่า เขื่อนดักตะกอนจะกระทบต่ออธิปไตยทางทะเลของไทยนั้น พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ก็ถูกอีก พร้อมย้ำว่า หากสถานการณ์ดีขึ้น เราต้องมาพูดคุยกัน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างไร

ส่วนกรณีที่ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา สั่งไม่ให้มีการรื้อถอนเขื่อนดักตะกอนออก พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ก็ไม่รู้

กองทัพไทยเคาะแผนบูรณาการป้องกันภัยทางอากาศ สกัดโดรน-อาชญากรรมข้ามชาติ

กองทัพไทยเคาะแผนบูรณาการป้องกันภัยทางอากาศ  สกัดโดรน-อาชญากรรมข้ามชาติ

กองทัพไทยเคาะแผนบูรณาการป้องกันภัยทางอากาศ สกัดโดรน-อาชญากรรมข้ามชาติ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.

โฆษกกองทัพไทย แถลงผลการประชุม ผบ.เหล่าทัพ หารือแนวทางการป้องกันภัยทางอากาศร่วมกัน ย้ำ บูรณาการทั้งด้านการบัญชาการ การปฏิบัติ การเชื่อมโยงข้อมูล และการจัดหายุทโธปกรณ์ ให้สอดคล้องกันมากขึ้นในอนาคต

6 ก.ค. ที่สํานักตํารวจแห่งชาติ พลตรี วิทัย  ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย นำแถลงผลการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ในวันนี้ โดยมี พลตรี วินธัย  สุวารี โฆษกกองทัพบก นาวาเอก นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ นาวาอากาศเอก วุฒิกร  สุวารี รองโฆษกกองทัพอากาศ และพลตำรวจโท ไตรรงค์  ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงผลการประชุม ณ ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
 
โดย โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ระบุว่า ในการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ผ่านมา แต่ละครั้งจะมีการกำหนดหัวข้อเกี่ยวกับการปฏิบัติการร่วมกันที่ต่อเนื่องกันเสมอ โดยครั้งแรก ในด้านไซเบอร์ ครั้งที่ 2 ด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ครั้งที่ 3 ด้านระบบอัตโนมัติ และการประชุมครั้งนี้ เป็นด้านของการป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งเดิมแต่ละเหล่าทัพ ก็เตรียมแผนในการป้องกันภัยทางอากาศอยู่แล้ว แต่เมื่อเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้กำหนดให้กองทัพอากาศ เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในเรื่องของการบัญชาการควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ ในวันนี้จะเป็นการมาหารือว่าแต่ละเหล่าทัพจะสามารถเชื่อมโยงแผนปฏิบัติการที่มีเข้าร่วมกันได้อย่างไร โดยเฉพาะ ระบบเซนเซอร์ตรวจจับเป้าหมาย และป้องกันภัยคุกคามทางอากาศ ซึ่งต่อไปต้องมีการระบุใน TOR สำหรับการจัดหาของแต่ละเหล่าทัพ ให้จัดหาระบบที่จะต้องสามารถเชื่อมโยงเข้ากับระบบ (Air Command and Control System : ACCS) ของกองทัพอากาศได้

ขณะที่เหล่าทัพต่าง ๆ โดยกองทัพยก กล่าวว่า ได้มีการถอดบทเรียนการป้องกันภัยทางอากาศจากการปะทะในครั้งที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งการตรวจจับ (Sensor) และการใช้อาวุธ (Shooter) และระบบการควบคุมบังคับบัญชา เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและประสานการปฏิบัติร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับการรับมือกับภัยคุกคามด้านอากาศยานไร้คนขับในอนาคต ด้านกองทัพเรือ ได้เน้นการป้องกันภัยทางอากาศทั้งในทะเลและที่มั่นทางทหารตามแนวชายฝั่ง รวมทั้งจุดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ท่าเรือต่าง ๆ แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล โดยจะมีการประสานการปฏิบัติกับกองทัพอากาศอย่างใกล้ชิด โดยมีหน่วยเรือในทะเล เป็นจุดตรวจจับ หรือ เซนเซอร์ย่อย ที่ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ในทะเล โดยที่ผ่านมากองทัพเรือและกองทัพอากาศมีการฝึกร่วมกันหลายปี

และต่อไปจะมีการบูรณาการคิดความสามารถร่วมกันของทุกเหล่าทัพ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลให้ต่อเนื่อง ส่วนกองทัพอากาศ ในฐานะหน่วยงานหลัก  ได้เสนอแนวคิดการพัฒนาระบบการเฝ้าระวังและป้องกันภัยทางอากาศทุกรูปแบบ โดยจะเชื่อมโยงระบบควบคุมบังคับบัญชาไปยังระบบตรวจจับรวมถึงระบบการใช้กำลังต่าง ๆ ร่วมกับเหล่าทัพต่าง ๆ ให้ครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบทั่วประเทศ มีการวิจัยและพัฒนาระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ และอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดตั้ง ‘ศูนย์บริหารจัดการ ควบคุม และต่อต้าน อากาศยานซึ่งไม่มีนักบินแห่งชาติ’ ตามมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยอยู่ระหว่างการจัดตั้ง และหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งภาครัฐ เหล่าทัพ และหน่วยงานพลเรือน ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ที่ผ่านมาตระหนักถึงภัยคุกคามของอากาศยานไร้คนขับทั้งตามแนวชายแดนและพื้นที่ชั้นในของประเทศ

โดยจากข้อมูลด้านการข่าว พบความพยายามในการใช้โดรนดัดแปลง ประกอบเอง และติดอาวุธ แบบ DIY เพื่อสังเกตการณ์ในพื้นที่ความมั่นคง โดยที่ผ่านมามีการตรวจจับโดรนลักษณะนี้ได้หลายครั้ง ซึ่งมีชาวต่างชาติเกี่ยวข้องด้วย พบพฤติกรรมที่บ่งชี้ว่ามีกลุ่มบุคคลและเครือข่ายข้ามชาติ พยายามใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการนำเข้า จัดเก็บ และลำเลียงอุปกรณ์โดรนในหลายคดี นอกจากการตรวจค้นและจับกุมอย่างเด็ดขาด สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้เน้นย้ำการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญสูงสุด เช่น เขตพระราชฐาน ท่าอากาศยาน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน พื้นที่ทางทหาร และการรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญในการประชุมระดับชาติ จึงยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนภารกิจของเหล่าทัพในการป้องกันภัยทางอากาศอย่างสุดความสามารถ

ทั้งนี้ โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย สรุปว่า ที่ผ่านมาแต่ละเหล่าทัพมีการวางแผนและเตรียมการป้องกันภัยทางอากาศ โดยในขณะนี้ เป็นขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณ และการจัดหาต่อไป โดยจะต้องปรึกษาหารือกันว่า ระบบเซนเซอร์ของแต่ละเหล่าทัพ จะต้องเชื่อมโยงเข้าหากันให้ได้กับระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีอยู่ในขณะนี้ โดยการหารือกันในวันนี้ แต่ละเหล่าทัพได้แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็น ทั้งในด้านวิชาการ ประสบการณ์ รวมถึงความน่าจะเป็นในอนาคต เพื่อนำไปสู่การจัดทำหลักนิยม ตามมาด้วยกระบวนการจัดหายุทโธปกรณ์ต่อไป

แจงปมบังเกอร์ชายแดน! ผอ.ศูนย์ไทย-กัมพูชา ยันเร่งเสริมฐานทัพ ขออุบข้อมูลยุทธวิธี

แจงปมบังเกอร์ชายแดน! ผอ.ศูนย์ไทย-กัมพูชา ยันเร่งเสริมฐานทัพ ขออุบข้อมูลยุทธวิธี

แจงปมบังเกอร์ชายแดน! ผอ.ศูนย์ไทย-กัมพูชา ยันเร่งเสริมฐานทัพ ขออุบข้อมูลยุทธวิธี

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

“ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา” แจงปมบังเกอร์แนวหน้า ย้ำเร่งเสริมฐานตามแผน เผย ผู้บังคับบัญชาติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ขอไม่เปิดข้อมูลเชิงยุทธวิธี หวั่นกระทบความปลอดภัยกำลังพล ชี้ กำลังพลยังขวัญดี พร้อมปกป้องอธิปไตย

6 กรกฎาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ(บก.ทอ.) พล.อ.อ.ประภา สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวชี้แจงกรณีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนยังมีบังเกอร์หรือที่กำบังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ขวัญกำลังใจของกำลังพลลดลง และเกิดความกังวลด้านความปลอดภัยว่า กองทัพรับทราบถึงความห่วงใยของประชาชนและข้อคิดเห็นที่มีต่อกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน โดยผู้บังคับบัญชาทุกระดับให้ความสำคัญกับความปลอดภัย สวัสดิภาพ และขวัญกำลังใจของกำลังพลเป็นลำดับแรก

พล.อ.อ.ประภา กล่าวว่าการจัดเตรียมที่กำบัง สิ่งป้องกัน และการเสริมความแข็งแรงของฐานปฏิบัติการ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามลำดับความเร่งด่วนและสภาพพื้นที่ พร้อมประเมินสถานการณ์และปรับปรุงมาตรการอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และระบบป้องกันฐานปฏิบัติการ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่

“ผู้บังคับบัญชาไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยความปลอดภัยของกำลังพลถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด” พล.อ.อ.ประภา กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวว่า กำลังพลแนวหน้าทุกนายยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มีวินัย และมีความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ขณะที่ผู้บังคับบัญชาได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ รับฟังปัญหา และเร่งสนับสนุนสิ่งจำเป็นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กำลังพลสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างปลอดภัยที่สุด

พล.อ.อ.ประภา กล่าวอีกว่า รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดวางที่กำบัง มาตรการป้องกัน และการเสริมความมั่นคงของพื้นที่ ถือเป็นข้อมูลด้านการปฏิบัติการ กองทัพจึงขอสงวนรายละเอียด เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของกำลังพล พร้อมขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลเชิงยุทธวิธีหรือข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ กองทัพขอขอบคุณประชาชนที่ส่งกำลังใจให้กำลังพล และยืนยันว่าจะดูแลกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด

วันนอร์ มั่นใจคุย BRN มีข่าวดี! มองแถลงการณ์โจมตีไทย แค่เปิดประเด็นก่อน อนุทิน บินมาเลย์

วันนอร์ มั่นใจคุย BRN มีข่าวดี! มองแถลงการณ์โจมตีไทย แค่เปิดประเด็นก่อน อนุทิน บินมาเลย์

วันนอร์ มั่นใจคุย BRN มีข่าวดี! มองแถลงการณ์โจมตีไทย แค่เปิดประเด็นก่อน อนุทิน บินมาเลย์

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

“วันนอร์”มอง”บีอาร์เอ็น” ออกแถลงการณ์ระบุความขัดแย้งรัฐปาตานี เพราะไทยเพิ่มกำลังทหาร เป็นการตั้งประเด็นพูดคุยเพิ่มเติม ก่อน”อนุทิน”เยือนมาเลเซีย 9-10 ก.ค.นี้ เชื่อ เดือน ก.ย.นี้คุยอีกรอบ คาดลงเอยด้วยดี

6 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกองเลขาธิการการเจรจาสันติภาพของบีอาร์เอ็นออกแถลงการณ์ระบุว่า สถานการณ์ความไม่สงบที่ยังดำเนินอยู่ในพื้นที่ปาตานี เป็นผลจากการเพิ่มปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทยว่า อยู่ในช่วงระยะใกล้เคียงกันที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 9 – 10 ก.ค.เพื่อพบผู้นำมาเลเซีย และหารือร่วมกับคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทย โดยที่ฝ่ายไทยยังอยู่ในระหว่างการเตรียมการพูดคุยกับผู้ที่เห็นต่างในพื้นที่โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยการสะดวก ซึ่งการพูดคุยเริ่มมาตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยจะประชุมใหญ่อีกครั้งในเดือน ก.ย.นี้ ดังนั้น ในระหว่างนี้จะมีการหยิบยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งรวมทั้งสถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ด้วยเพื่อให้เป็นประเด็นในการที่จะพูดคุยเพิ่มเติม ระหว่างผู้แทนของรัฐบาลไทยและกลุ่มผู้เห็นต่าง ซึ่งมีกลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นหลัก

เมื่อถามว่า จะเป็นประเด็นและทำให้การพูดคุยหยุดชะงักหรือไม่นั้น นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เท่าที่รับทราบจากผู้แทนที่เดินทางไปพูดคุยในระดับเจ้าหน้าที่เบื้องต้นที่ไปเตรียมการ ในที่ประชุมยังมีทิศทางที่ดี โดยในเดือน ก.ย.เชื่อว่าจะมีการพูดคุยที่ลงเอยเป็นไปได้ด้วยดี หลังจากหยุดการพูดคุยไป 2 ปี

เมื่อถามว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นที่ออกแถลงการณ์มาในครั้งนี้เป็นกลุ่มตัวจริงใช่หรือไม่ หรือเป็นอีกกลุ่ม นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ส่วนตัวยังตอบไม่ได้ว่าเป็นกลุ่มใด แต่ทั้งนี้ หลายฝ่ายเห็นว่าการประชุมต้องเป็นหลักในการแก้ปัญหา ซึ่งไทยไม่ขัดข้อง แต่เมื่อมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต้องแก้ไขตลอดเวลา จะปล่อยให้เกิดการพูดคุยอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะความเดือดร้อนของประชาชน เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเดินหน้าแก้ไขพร้อมกับการพูดคุย ขณะเดียวกัน มีความเชื่อว่าการพูดคุยน่าจะมีข่าวดี

ผบ.ทอ. เผย ผนึก ทอ.-ทบ.-ทร. เช็กภูมิศาสตร์ชายแดน จ.สระแก้ว รองรับปฎิบัติการรบร่วมในอนาคต

ผบ.ทอ. เผย ผนึก ทอ.-ทบ.-ทร. เช็กภูมิศาสตร์ชายแดน จ.สระแก้ว รองรับปฎิบัติการรบร่วมในอนาคต

ผบ.ทอ. เผย ผนึก ทอ.-ทบ.-ทร. เช็กภูมิศาสตร์ชายแดน จ.สระแก้ว รองรับปฎิบัติการรบร่วมในอนาคต

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.57 น.

ผบ.ทอ. ชี้ ส่ง เสธ.ทอ. ผนึกกำลัง ทบ.-ทร. เช็กภูมิศาสตร์ชายแดน จ.สระแก้ว รองรับปฎิบัติการรบร่วมในอนาคต

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงการรายงานความพร้อมของกองทัพอากาศ ภายหลังที่พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพอากาศว่า การเตรียมความพร้อมในสภาวะปกติ ถือเป็นหน้าที่ของกองทัพอากาศ ที่จะต้องดำรงความพร้อมรบ ซึ่งทุกเหล่าทัพได้ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว สามารถวัด และประเมินค่าได้จากการฝึก ทดสอบ การใช้กำลัง เพื่อทดสอบว่า สิ่งที่เราฝึกมาตอบสนองภัยคุกคามหรือไม่ เราทำเช่นนี้มาโดยตลอด ทั้งการฝึกภายในของกองทัพอากาศ และฝึกร่วมกับเหล่าทัพ รวมถึงการฝึกร่วมกับต่างประเทศ เพราะภัยคุกคามมีหลายรูปแบบ มีทั้งมองเห็น และมองไม่เห็น เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ หรือการแจมจีพีเอส หรือการรบกวนสัญญาณ (GPS) เพื่อให้สามารถตอบโต้กับภัยคุกคามของเรา ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นการเตรียมความพร้อม ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้กองทัพมีความตระหนักรู้ เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องใช้กำลังทางกายภาพ เราสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด ควบคู่กับงานด้านการข่าว 

เมื่อถามถึงการปฏิบัติการร่วมกับ 3 เหล่าทัพ ภายหลังที่เสนาธิการทหารอากาศ ได้ลงพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ร่วมกับเสนาธิการทหารบก และเสนาธิการทหารเรือ พลอากาศเอก เสกสรร กล่าวว่า การตรวจสอบพื้นที่ภูมิศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็น เพราะได้เห็นพื้นที่จริง พื้นที่ที่อาจมีการปฏิบัติการรบร่วมใด ๆ ก็แล้วแต่ จะได้เข้าใจภูมิศาสตร์ของพื้นที่จริง ถือเป็นเจตนารมณ์ของ 3 เหล่าทัพ ที่ให้เสนาธิการเป็นหัวหน้าฝ่ายเสธ ถือเป็นหัวหน้าระดับมันสมอง ได้ลงไปเพื่อเตรียมการในขั้นรายละเอียด ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น ซึ่งไม่ใช่เฉพาะภัยคุกคามทางกายภาพอย่างเดียว ยังมีภัยคุกคามที่มองไม่เห็น เช่น โดรน หรือการใช้ขีดความสามารถทางไซเบอร์ในการโจมตีซึ่งกันและกัน ที่มีอยู่ตลอดเวลา

ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวอีกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ย้ำว่า จะให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานของกองทัพอากาศอย่างเต็มที่ ซึ่งมองว่า กองทัพต้องมีความพร้อม และความพร้อมนั้นก็เกิดจากกำลังพล และเทคโนโลยี รวมถึงการฝึก การทดสอบ อย่างไรก็ตามเรามีทั้งเทคโนโลยี และกำลังพลแล้ว คนเหล่านั้นก็ต้องใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพด้วย แปลว่า ต้องมีความเชี่ยวชาญ และชำนาญ เนื่องจากภัยคุกคามเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราไม่ได้มองแค่ห้วงอากาศ แต่มองไปถึงอวกาศ พื้นที่ที่เราเป็นเจ้าของจากพื้นดินไปจนถึง 100 กิโลเมตร ซึ่งมีการใช้ประโยชน์ทั้งการทหาร และพลเรือนอยู่ตลอดเวลา หากเราไม่รักษาคุ้มครอง ซึ่งผลประโยชน์ตรงนี้มหาศาล เฉพาะแค่สายการบินเข้า-ออกประเทศไทย เป็นเลข 2 หลักของจีดีพี ซึ่งต้องปกป้องให้ปลอดภัย

ทั้งนี้ยืนยันว่า กองทัพอากาศมีความพร้อม อย่างไรก็ตามได้ขอรับการสนับสนุนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในเรื่องของการปรับอัตรากำลังพล และปรับหน่วย โดยแจ้งให้ทราบว่า มีความจำเป็นในบางเรื่อง ซึ่งให้กองทัพอากาศที่เป็นกองทัพเทคโนโลยี ได้มีแผนงานและโครงการฯ ที่สามารถเดินหน้า และพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ตามยุทธศาสตร์ปกขาว

สภาสูง 146 เสียงฉลุย! ร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯ 10,328 ล้านบาท

สภาสูง 146 เสียงฉลุย! ร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯ 10,328 ล้านบาท

สภาสูง 146 เสียงฉลุย! ร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯ 10,328 ล้านบาท

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

สภาสูง 146 เสียงฉลุย! ร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯ 10,328 ล้านบาท อุ้ม”ใช้จ่ายฉุกเฉิน”เตรียมเข้าสู่ขั้นตอนประกาศใช้ต่อไป ด้าน”รัฐบาล”รับปากจะไม่ใช่เงินเอื้อประโยชน์การเมือง-พวกพ้อง

6 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพื่อโอนงบประมาณไปเป็นงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน ตามที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ และส่งให้วุฒิสภาพิจารณา

ทั้งนี้ ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง นายภราดร ปริศนานนันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนรัฐบาล ชี้แจงสรุปว่าขอบคุณทุกข้อสังเกต ข้อห่วงใยที่ฝากถึงรัฐบาล หากลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ฉบับนี้ รัฐบาลจะใช้เงินงบประมาณประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญจะทำให้ถึงมือประชาชนมากที่สุด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ จะไม่ใช้เงินงบประมาณเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาล พรรคการเมืองหรือของพวกตัวเอง

จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติ เห็นชอบ 146 เสียง ไม่เห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 20 เสียง ถือว่าร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯ ผ่านการพิจารณา และเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ต่อไป

บิ๊กดุลย์ ปัดเจรจา BRN ยัน ไม่ยกระดับกลุ่มก่อเหตุ ชี้ รัฐมีช่องทางพูดคุยอยู่แล้ว

บิ๊กดุลย์ ปัดเจรจา BRN ยัน ไม่ยกระดับกลุ่มก่อเหตุ ชี้ รัฐมีช่องทางพูดคุยอยู่แล้ว

บิ๊กดุลย์ ปัดเจรจา BRN ยัน ไม่ยกระดับกลุ่มก่อเหตุ ชี้ รัฐมีช่องทางพูดคุยอยู่แล้ว

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.46 น.

บิ๊กดุลย์ ปัดเจรจา BRN ยัน ไม่ยกระดับกลุ่มก่อเหตุ ชี้ รัฐมีช่องทางพูดคุยอยู่แล้ว

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นผู้บัญชาการกองกำลังบีอาร์เอ็น (BRN) ซึ่งควบคุมพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เสนอให้รัฐบาลถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ แลกกับการวางอาวุธและมอบตัว ว่า รัฐบาลไม่มีหน้าที่ต้องไปเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น และจะไม่ยกระดับหรือให้ความสำคัญกับกลุ่มดังกล่าวเกินความจำเป็น

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่ารัฐบาล โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้ พร้อมตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการเปิดการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็น ว่า “เราจะไปคุยกับบีอาร์เอ็นทำไม เขาเป็นใคร”

พร้อกันนี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาปรามาสฝ่ายใด แต่รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขไว้แล้ว และจะดำเนินการพูดคุยผ่านช่องทางที่เหมาะสมกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยรายละเอียดว่ามีการหารือกับฝ่ายใด