ที่ประชุม ก.ต.มีมติเอกฉันท์ แต่งตั้ง วีระพงศ์ สุดาวงศ์ นั่งประธานศาลฎีกา คนที่ 52

ที่ประชุม ก.ต.มีมติเอกฉันท์ แต่งตั้ง วีระพงศ์ สุดาวงศ์ นั่งประธานศาลฎีกา คนที่ 52

ที่ประชุม ก.ต.มีมติเอกฉันท์ แต่งตั้ง วีระพงศ์ สุดาวงศ์ นั่งประธานศาลฎีกา คนที่ 52

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

ที่ประชุม ก.ต.มีมติเอกฉันท์ แต่งตั้ง วีระพงศ์ สุดาวงศ์ รองประธานศาลฎีกา ขึ้นเป็นประธานศาลฎีกา คนที่ 52

6 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องประชุมสำนักงานศาลยุติธรรม สนามหลวง คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ได้มีการประชุมวาระสำคัญ คือ การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตุลาการวาระวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้แต่งตั้ง นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ รองประธานศาลฎีกา ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา คนที่ 52 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งหลังจากนี้ สำนักงานศาลยุติธรรม จะได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมต่อไป

สำหรับประวัติ นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ ตำแหน่งปัจจุบัน รองประธานศาลฎีกา

ประวัติการศึกษา จบนิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตฑิตยสภา

ประวัติการดำรงตำแหน่งที่สำคัญ

– ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช

– ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครราชสีมา

– รองประธานแผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์

– อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5

– ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลอุทธรณ์ภาค 1

– อธิบตีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

– ผู้พิพากษาศาลฎีกา

– ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

– ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5

ตำแหน่งพิเศษที่เคยได้รับเลือกตั้ง

คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิชั้นฎีกา (ก.ต.)

ราชการพิเศษ

– ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมและขับเคลื่อนมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

– ประธานคณะกรรมการวิจัยของศาลยุติธรรม

– ประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องในการบริหารจัดการคดี

– ประธานคณะทํางานศึกษาและจัดทำข้อเสนอในการพัฒนาศาลยุติธรรม

นายกฯหารือทูตฝรั่งเศส ย้ำมิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส เดินหน้าสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

นายกฯหารือทูตฝรั่งเศส ย้ำมิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส เดินหน้าสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

นายกฯหารือทูตฝรั่งเศส ย้ำมิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส เดินหน้าสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.39 น.

นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ย้ำมิตรภาพไทย–ฝรั่งเศส เดินหน้าสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เสริมความมั่นคง นวัตกรรม และเศรษฐกิจแห่งอนาคต

เมื่อ 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายฌ็อง โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออำลาในโอกาสครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ 

ภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงความคุ้นเคยและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับฝรั่งเศส โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีในโอกาสที่เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสจะเกษียณอายุราชการ พร้อมชื่นชมบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปี 2569 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส จากการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสของนายกรัฐมนตรี และการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมของทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังได้มีการลงนามแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 อันเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสสู่การเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership)

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในปัจจุบันก้าวไกลกว่าความร่วมมือด้านการทูต การค้า และการลงทุน หากแต่เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นคง ความเข้มแข็ง และศักยภาพของทั้งสองประเทศในระยะยาว ครอบคลุมสาขาที่มีความสำคัญต่ออนาคต อาทิ นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งล้วนได้รับการบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการร่วมฉบับใหม่

ด้านเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสกล่าวถึงการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย โดยยืนยันว่าฝรั่งเศสพร้อมให้การสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการเร่งปรับปรุงกฎหมายและยกระดับมาตรฐานด้านต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ OECD และแสดงความเชื่อมั่นว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในระยะยาว

“แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย – ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 2026 – 2028 เป็นกรอบกำหนดทิศทางความร่วมมือของทั้งสองประเทศในช่วง 3 ปีข้างหน้า เพื่อสานต่อการดำเนินงานตาม Roadmap และยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยเพิ่มเติมสาขาความร่วมมือที่สอดคล้องกับบริบทโลกในปัจจุบัน อาทิ เศรษฐกิจหมุนเวียน นวัตกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ตลอดจนประเด็นความร่วมมือใหม่ที่สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนและเสริมสร้างศักยภาพของทั้งสองประเทศในอนาคต” นางสาวรัชดา กล่าว

บิ๊กดุลย์ ไม่ติดใจ สส.ปชน. กล่าวหา รัฐมนตรีปีศาจ ชี้ แค่เด็กไร้วุฒิภาวะ

บิ๊กดุลย์ ไม่ติดใจ สส.ปชน. กล่าวหา รัฐมนตรีปีศาจ ชี้ แค่เด็กไร้วุฒิภาวะ

บิ๊กดุลย์ ไม่ติดใจ สส.ปชน. กล่าวหา รัฐมนตรีปีศาจ ชี้ แค่เด็กไร้วุฒิภาวะ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.26 น.

บิ๊กดุลย์ ไม่ติดใจ สส.ปชน. กล่าวหา รัฐมนตรีปีศาจ ชี้ แค่เด็กไร้วุฒิภาวะ เข้าใจเป็นเทรนด์ภาพยนต์ โยงจัดซื้อเรือฟริเกต ย้ำ ไม่ได้ชั่ว คิดเปลี่ยน ทีโออาร์-นาโตสแตนดาร์ด ให้รอ ทร.เคาะเลือกบริษัท

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ กระแสข่าวเตรียมฟ้องนายเอกราช อุดมอำนวย สส.พรรคประชาชน อภิปรายกล่าวหากรณีรัฐมนตรีปีศาจ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ว่า เป็นเรื่องของเด็กๆ ที่ไม่มีวุฒิภาวะ ก็ไม่ได้สนใจอะไร ไม่เป็นไร ซึ่งเขากล่าวหาตนว่าเป็นรัฐมนตรีปีศาจซึ่งเข้าใจว่าเป็นเทรนด์ของภาพยนต์ และไปผูกโยงกับการจัดซื้อเรือฟรีเกต ของกองทัพเรือ และคิดว่าตนจะไปเปลี่ยนทีโออาร์  แต่ตามข้อเท็จจริงการจัดซื้อ เรือฟรีเกต พิจารณาถึงความต้องการของกองทัพเรือด้วย ไม่ใช่เฉพาะ ทีโออาร์ อย่างเดียว 

และก่อนที่จะทําร่างทีโออาร์มีการตั้งคณะกรรมการคุณธรรมกำกับดูแลทุกครั้ง ทุกขั้นตอน ขอให้รอกองทัพเรือได้ บริษัทที่ชนะการประกวดราคาก่อนแล้วจะรู้ว่า เราจะไปเปลี่ยนทีโออาร์ เปลี่ยนนาโตสแตนดาร์ด หรือระบบพื้นฐานอาวุธ ยุทโธปกรณ์ ไม่สามารถทําได้

“ถ้าเราได้เรือมา1ลำ แล้วไม่สามารถปฏิบัติการร่วมกับเหล่าทัพหรือเรือรบเดิม ร่วมถึงการฝึกอื่นๆได้ บอกตรงๆว่าผมไม่ได้ชั่วขนาดนั้น” พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า 

ทบ. โต้กัมพูชา ยันระเบิดช่องกร่างไม่ใช่ฝีมือไทย คาดทหารใหม่เหยียบระเบิดเก่า

ทบ. โต้กัมพูชา ยันระเบิดช่องกร่างไม่ใช่ฝีมือไทย คาดทหารใหม่เหยียบระเบิดเก่า

ทบ. โต้กัมพูชา ยันระเบิดช่องกร่างไม่ใช่ฝีมือไทย คาดทหารใหม่เหยียบระเบิดเก่า

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

โฆษก ทบ. ยันเหตุระเบิดในพื้นที่ฝ่ายกัมพูชา ไม่ได้เกิดจากการใช้อาวุธของไทย คาดว่าเกิดจากกำลังพลผลัดใหม่กัมพูชาเหยียบทุ่นระเบิดที่เคยวางไว้ ย้ำ ฝ่ายไทยยึดมั่นปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมอย่างเคร่งครัด 

6 กรกฎาคม 2569 ที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติพลตรี วินธัย  สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีเหตุระเบิดในบริเวณช่องกร่าง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ วานนี้ (5 ก.ค.69) โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากการใช้อาวุธของฝ่ายไทย และเป็นครั้งที่ 2 ที่เกิดเหตุในลักษณะนี้ หลังจากเกิดเสียงระเบิด 3 ครั้ง ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายกัมพูชามักสื่อสารหรือทำหนังสือประท้วงในลักษณะที่พยายามสร้างความเข้าใจว่าเป็นการใช้อาวุธจากฝ่ายไทย แต่กองทัพบกได้ยืนยันไปแล้วว่า เป็นเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นภายในฝั่งกัมพูชาเอง ซึ่งอาจเกิดจากกำลังพลที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เหยียบทุ่นระเบิดเก่าที่เคยวางไว้ 

พร้อมย้ำว่า ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงของทั้งสองฝ่ายอย่างเคร่งครัด ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การใช้อาวุธในรูปแบบใด ๆ จากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน ดังนั้นข้อมูลที่ฝ่ายกัมพูชาเผยแพร่จึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

โฆษกกองทัพบก เปิดเผยต่อว่า จากข้อมูลด้านการข่าวในขณะนี้ ยังไม่พบสัญญาณที่น่ากังวลว่าฝ่ายกัมพูชาพยายามสร้างสถานการณ์ที่จะนำไปสู่การปะทะรอบใหม่ แต่มองว่าเป็นการใช้มิติในด้านการสื่อสารมากกว่า ซึ่งอาจเป็นไปเพื่อสร้างการรับรู้ในเวทีระหว่างประเทศ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของไทย ก็เร่งดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงและสื่อสารในประเด็นดังกล่าว

ส่วนภาพรวมสถานการณ์ชายแดนในขณะนี้ ฝ่ายไทยยังคงเน้นในด้านการเฝ้าระวังและเฝ้าตรวจตราพื้นที่อย่างเข้มข้น ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคง การปรับปรุงเส้นทางลาดตระเวนและเส้นทางส่งกำลัง ตลอดจนสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
 
ทั้งนี้ ยอมรับว่า ในบางพื้นที่ ที่มีการปฏิบัติงานในระยะประชิด อาจเกิดเหตุขัดแย้งเฉพาะหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายได้ ซึ่งจะต้องมีชุดประสานงานที่สามารถเข้าคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อทำให้ทุกเหตุการณ์ยุติลงโดยไม่ลุกลามไปสู่การใช้กำลังหรือความรุนแรงในระดับที่น่ากังวล.

นายกฯ เข้าแจงสว.เอง! ยัน พ.ร.บ.โอนงบฯ ปี 69 พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ-ความห่วงใย

นายกฯ เข้าแจงสว.เอง! ยัน พ.ร.บ.โอนงบฯ ปี 69 พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ-ความห่วงใย

นายกฯ เข้าแจงสว.เอง! ยัน พ.ร.บ.โอนงบฯ ปี 69 พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ-ความห่วงใย

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.01 น.

นายกฯ เข้าแจงสว.เอง! ยัน พ.ร.บ.โอนงบฯ ปี 69 พร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะ-ความห่วงใย ไปพิจารณาใช้ให้เกิดความคุ้มค่า และประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา (สว.) ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … วงเงิน 10,328 ล้านบาท เพื่อโอนงบประมาณไปเป็นงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาผ่าน 3 วาระแล้วส่งมายังวุฒิสภา โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางมาชี้แจงร่างฯด้วยตนเอง โดยกล่าวว่า ในฐานะผู้แทนของรัฐบาลขอนำเสนอร่างพรบโอนงบรายจ่ายฯ ต่อท่านประธานและสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติฯ ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างพ.ร.บ.โอนงบรายจ่ายฯ เมื่อวันที่ 25มิ.ย.69 ซึ่งเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของหน่วยรับงบประมาณเป็นบางรายการ จำนวน 10,328,065,100 บาท ไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ

นายกฯ กล่าวต่อว่า โดยการนำไปจัดทำร่างพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ มีดังนี้ 1. รายจ่ายประจำทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและยังไม่มีข้อผูกพันหรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 อาทิ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรม การประชาสัมพันธ์ และการเดินทางราชการไปต่างประเทศ 2. รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย อาทิ รายการปีเดียวและรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณ ที่ยังไม่สามารถประกวดราคา หรือจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในวันที่ 2มิ.ย.69 หรือรายการที่หน่วยรับงบประมาณ พิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็นและต้องการยกเลิกหรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการหรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯครั้งนี้ รัฐบาลคำนึงถึงการบริหารงบประมาณรายจ่าย ในไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ ตามแนวนโยบายของรัฐในการให้บริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายตามสิทธิและสวัสดิการเพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม รวมทั้งการสร้างงานและรายได้ในระดับพื้นที่ ตลอดจนรายจ่ายตามข้อผูกพันต่างๆ ที่ยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้บนพื้นฐานที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ พิจารณาโดยไม่มีการแก้ไข

“ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณประธานฯ และสมาชิกวุฒิสภา ที่ได้กรุณาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ ฉบับนี้ สำหรับข้อคิดเห็น ข้อคำแนะนำ และข้อเสนอ รวมทั้งความห่วงใยที่สมาชิกวุฒิสภาจะได้พิจารณาเสนอแนะไว้ ตลอดระยะเวลาการประชุม รัฐบาลจะขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปประกอบการพิจารณาเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป” นายกฯ กล่าว

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ชี้แจงเสริมว่า รัฐบาลได้คำนึงถึงการคำนวณรายจ่ายในไตรมาสสาม และไตรมาสสี่ ของปี 2569 ตามแนวนโยบายในการบริการสาธารณะภาครัฐ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายบริการ การสร้างงาน สร้างรายได้ ระดับพื้นที่ ตลอดจนข้อผูกพันต่างๆ ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ตามพื้นฐานที่สอดคล้องในสถานะปัจจุบัน และขอให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบพ.ร.บ.โอนงบฯ เพื่อให้กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาพ.ร.บ.โอนงบ เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ยกฟ้อง ตะวันกับพวก คดี ม.112-116 ทำโพลขบวนเสด็จฯ แต่สั่งปรับคนละ 5 พัน

ยกฟ้อง ตะวันกับพวก คดี ม.112-116 ทำโพลขบวนเสด็จฯ แต่สั่งปรับคนละ 5 พัน

ยกฟ้อง ตะวันกับพวก คดี ม.112-116 ทำโพลขบวนเสด็จฯ แต่สั่งปรับคนละ 5 พัน

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

ยกฟ้อง ตะวัน กับพวก คดี ม.112-116 ทำโพลขบวนเสด็จฯ แต่สั่งปรับคนละ 5 พัน ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน

6 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อ765/2565 ที่พนักงานอัยการกรุงเทพใต้ เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน กลุ่มแนวร่วมทะลุวัง จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 8 คนเป็นจำเลย ฐานร่วมกันดูหมิ่นสถาบันฯ ร่วมกันมั่วสุมฯ ร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงานฯ

กรณีเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 พวกจำเลยได้ร่วมกันทำโพลสำรวจความคิดเห็นขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่บริเวณห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย ให้จำหน่ายคดี ออกจากสารบบความ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 – 8 มีความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือไม่ และสร้างความกระด้างกระเดื่องหรือไม่เห็นว่า

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม มาตรา 112 จะต้องเป็นการกระทำในลักษณะด้อยค่าใส่ร้ายป้ายสี หรือแสดงกิริยาอื่นใด หรือกล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน เปรียบเทียบ เปรียบเปรย หรือเสียดีให้เป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท หรือใช้สิทธิและเสรีภาพให้เป็นปฏิปักษ์ในทางใดทางหนึ่ง ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายมาตราดังกล่าว รัฐจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยยึดหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ด้วยความเป็นธรรม และเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน มิใช่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาข้อความตามป้ายประกาศของกลาง และการกระทำของพวกจำเลย ที่เชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยการติดสติกเกอร์ว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนหรือไม่ ซึ่งเป็นเพียงประโยคคำถามถึงขบวนเสด็จ มิต้องด้วยลักษณะการมุ่งหมายหรือเชื่อมโยงไปยังบุคคลใด บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อความบนป้ายประกาศมิได้ระบุพระนามหรือสื่อถึงบุคคลที่กฎหมายคุ้มครองโดยตรง จึงไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อหรือการด้อยค่าพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท จากทางนำสืบของโจทก์ และพวกจำเลย ไม่มีการกล่าวปราศรัย หรือแสดงความเห็น อื่นใดในประการที่น่าจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือเสียดสี อันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันไม่บังควร เป็นการอาฆาตมาดร้าย แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 – 2 แสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว ก็เป็นเพียงการแสดงออกทางร่างกายเพื่อสื่อความหมายถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคล ที่สามารถกระทำได้ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 34

เมื่อการกระทำของพวกจำเลยที่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ทั้งจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏเหตุความวุ่นวายจากการกระทำของพวกจำเลย อันจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบในราชอาณาจักรและเพื่อให้ประชาชนละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

การกระทำของพวกจำเลย จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 ตามที่โจทก์ฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า พวกจำเลย มีความผิดฐาน ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้หรือไม่ เห็นว่า ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 7 บัญญัติว่า “การจัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมีหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรจากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังของพระรัชทายาทหรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป…จะกระทำมิได้…” เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 – 2 นัดชุมนุมสาธารณะโดยไม่ได้ขออนุญาตและเป็นการชุมนุมในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง จึงเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจท้องที่ซึ่งมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยตามพระราชบัญญัติถวายความปลอดภัย พ.ศ.2560 ย่อมมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมและออกไปจากรัศมี 150 เมตร จากหน้าวังสระปทุมได้ พวกจำเลย ทราบคำสั่ง ดังกล่าวแล้ว ไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 368

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 – 8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 และจำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ ปรับจำเลยคนละ 5,000 บาท ฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 3 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 6 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่6 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้ บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 ให้คืนแผ่นป้ายของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

เอกนิติ แล้วแต่ศาล รธน. ชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

เอกนิติ แล้วแต่ศาล รธน. ชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

เอกนิติ แล้วแต่ศาล รธน. ชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.20 น.

“เอกนิติ”แล้วแต่ศาล รธน. ชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน รับหากผลเป็นลบ เร่งจับมือเอกชนแก้ปัญหา

6 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ว่า ต้องแล้วแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุดคือ พยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ว่ารัฐบาลมีความจำเป็น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานมาก และเรื่องนี้ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราพึ่งพาน้ำมันมากสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และวันนี้ยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบอย่างไรหรือจะเริ่มใหม่หรือไม่ ตรงนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกถูกทำลายลงไปเยอะ ส่งผลต่อราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดโลกยังสูงขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า เตรียมแผนสำรองในกรณีที่คำพิพากษาของศาล อาจไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ต้องใช้ทุกภาคส่วน และแผนสำคัญที่เราดำเนินการอยู่ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ พยายามจับมือนำภาคเอกชนมาร่วมลงทุนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เมื่อถามย้ำว่า หากผลออกมาเป็นลบจะมีแผนสำรองไว้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า จะใช้ความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งงบประมาณที่จะนำมาช่วยตรงนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น วันนี้ประเทศไทยจะรอการเปลี่ยนผ่านก็ได้ แต่ถ้ารอจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ในขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกยังสูงและไทยยังต้องนำเข้าในภาวะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก

เมื่อถามว่า มีโครงการที่จะเสนอขอการสนับสนุนจาก พ.ร.ก.กู้เงิน มาบ้างหรือยัง นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยบ้างในเรื่องการเปลี่ยนผ่านใช้พลังงานสะอาด รวมทั้งเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของรถยนต์จากการพึ่งพาน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ต้องเร่งเปลี่ยนผ่านมาใช้ไบโอดีเซลเป็นพลังงานชีวมวลที่มาจากปาล์ม อ้อย และน้ำตาล ตรงนี้จะมีผลพลอยได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น

นายเอกนิติ เปิดเผยด้วยว่า ตนได้ตัดสินใจเปิดเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส” เพื่อจะได้อธิบายให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจ และหวังว่าทุกฝ่ายจะได้ช่วยกัน และพร้อมรับฟังความเห็นทั้งบวกและลบอยู่แล้ว ขอให้ทุกคนเข้าไปติดตามความเคลื่อนไหวในเพจดังกล่าวได้ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เอกนิติ ประเดิมอวดผลงานโพสต์แรก หลังเปิดเฟซบุ๊กฐานะรองนายกฯ และรมว.คลัง)

รัฐบาล รุกตลาด นทท.ตะวันออกกลาง เปิดบินตรงดอนเมือง-ดูไบ จัดโรดโชว์ 7-8 ก.ค. กระตุ้นยอดจองไฮซีซั่น

รัฐบาล รุกตลาด นทท.ตะวันออกกลาง เปิดบินตรงดอนเมือง-ดูไบ จัดโรดโชว์ 7-8 ก.ค. กระตุ้นยอดจองไฮซีซั่น

รัฐบาล รุกตลาด นทท.ตะวันออกกลาง เปิดบินตรงดอนเมือง-ดูไบ จัดโรดโชว์ 7-8 ก.ค. กระตุ้นยอดจองไฮซีซั่น

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.05 น.

รัฐบาลเดินหน้ารุกตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง เปิดบินตรงดอนเมือง – ดูไบ  จัดโรดโชว์ Amazing Thailand Takes Off with flydubai Roadshow 2026 วันที่ 7 – 8 ก.ค. เจาะตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพตะวันออกกลาง หวังกระตุ้นยอดจองช่วงไฮซีซั่น

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ขยายตลาดนักท่องเที่ยวภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับสายการบิน flydubai เปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ (Inaugural Flight) ดูไบ-กรุงเทพฯ เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมเดินหน้าต่อยอดจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายภายใต้โครงการ “Amazing Thailand Takes Off with flydubai Roadshow 2026” ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569  ณ เมืองดูไบ และวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางการท่องเที่ยว ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงเข้าสู่ประเทศไทย และตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า จากข้อมูล พบว่า ตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ถือเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และมีศักยภาพด้านการใช้จ่ายสูง โดยในช่วงวันที่ 1 มกราคม – 21 มิถุนายน 2569 มีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเดินทางเข้าประเทศไทย จำนวน 188,447 คน มีการใช้จ่ายเฉลี่ยมากกว่า 100,000 บาทต่อคนต่อทริป พำนักในประเทศไทยเฉลี่ย 10-12 คืน นิยมเข้าพักในโรงแรมระดับ 5 ดาวและรีสอร์ตหรู รวมถึงมักเดินทางเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังเป็นตลาดที่มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวเดินทางซ้ำ (re-visit) สูงถึงร้อยละ 65 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวและบริการของไทย 

“การขยายฐานนักท่องเที่ยวตลาดตะวันออกกลาง โดยการเปิดเส้นทางบินใหม่จากท่าอากาศยานนานาชาติดูไบสู่ท่าอากาศยานดอนเมือง นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมศักยภาพจำนวนที่นั่งเครื่องบิน (Seat Capacity) เข้าสู่ประเทศไทย ด้วยความถี่วันละ 1 เที่ยวบิน และมีแผนเพิ่มเป็นวันละ 2 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนที่นั่งใหม่เข้าสู่ประเทศไทยในช่วงฤดูร้อน (กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569) ได้มากถึงประมาณ 10,292 ที่นั่ง อักทั้ง ยังจะช่วยกระตุ้นการเดินทาง และรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวจากตลาดตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเปิดเส้นทางบินไปจนถึงก่อนเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี ช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

รัฐบาล ตีปี๊บ มหกรรมแก้หนี้ฯ 1 เดือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จกว่า 1,000 ราย ช่วยปชช.ลดภาระกว่า 171 ล้าน

รัฐบาล ตีปี๊บ มหกรรมแก้หนี้ฯ 1 เดือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จกว่า 1,000 ราย ช่วยปชช.ลดภาระกว่า 171 ล้าน

รัฐบาล ตีปี๊บ มหกรรมแก้หนี้ฯ 1 เดือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จกว่า 1,000 ราย ช่วยปชช.ลดภาระกว่า 171 ล้าน

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.30 น.

รัฐบาลเดินหน้าแก้หนี้ครัวเรือนต่อเนื่อง มหกรรมแก้หนี้ฯ 1 เดือนที่ผ่านมา ไกล่เกลี่ยสำเร็จ กว่า 1,000 ราย ช่วยประชาชนลดภาระกว่า 171 ล้านบาท ปลดผู้ค้ำ กยศ. 947 ราย

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยบูรณาการการทำงานของกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ผ่านโครงการ “มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน และยุติธรรมพบประชาชน” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ และความช่วยเหลือด้านกฎหมายอย่างเป็นธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการจัดงาน มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือนและยุติธรรมพบประชาชน ครั้งที่ 16 จังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 สะท้อนความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือในการแก้ปัญหาหนี้ของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีประชาชนเข้าร่วมงาน 1,579 ราย มีลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย 1,232 ราย และสามารถไกล่เกลี่ยสำเร็จได้ 1,232 ราย คิดเป็นร้อยละ 100 ของผู้ที่เข้ารับการไกล่เกลี่ย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้ครอบคลุมมูลหนี้รวมกว่า 179.93 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้กว่า 171.44 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังสามารถดำเนินการ ปลดภาระผู้ค้ำประกันกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ถึง 947 ราย ช่วยลดภาระและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนและครอบครัวได้อย่างเป็นรูปธรรม

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานยังให้บริการไกล่เกลี่ยหนี้ทั้งก่อนฟ้องและหลังฟ้อง รวมถึงให้คำปรึกษาทางกฎหมาย การช่วยเหลือด้านสิทธิประโยชน์ และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถแก้ไขปัญหาหนี้ได้อย่างครบวงจร ลดความเสี่ยงในการเข้าสู่กระบวนการบังคับคดี และเพิ่มโอกาสในการกลับมาฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

“รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง เพราะการลดภาระหนี้คือการสร้างโอกาสให้ประชาชนกลับมาตั้งตัวได้อีกครั้ง มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือนและยุติธรรมพบประชาชนเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการไกล่เกลี่ยหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ และความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างเป็นธรรม ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ เสริมสภาพคล่อง และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในทุกพื้นที่” นางสาวลลิดา กล่าว

แจ้งปุ๊บแก้ปั๊บ! รัฐอัปเกรด Traffy Fondue รับร้องทุกข์แรงงานไทย 45 ล้านคน

แจ้งปุ๊บแก้ปั๊บ! รัฐอัปเกรด Traffy Fondue รับร้องทุกข์แรงงานไทย 45 ล้านคน

แจ้งปุ๊บแก้ปั๊บ! รัฐอัปเกรด Traffy Fondue รับร้องทุกข์แรงงานไทย 45 ล้านคน

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.45 น.

อัปเกรดระบบใหม่! รัฐบาลเตรียมใช้ Traffy Fondue รับแจ้งปัญหาแรงงานไทยครอบคลุม 45 ล้านคน แจ้งปุ๊บ-รับทราบปั๊บ-แก้ปัญหาฉับไว ดีเดย์ต้นเดือนสิงหาคมนี้

6 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยกระดับบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัล ว่า กระทรวงแรงงานกำลังเร่งพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์ม “Traffy Fondue” ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อเปิดช่องทางร้องทุกข์และช่วยติดตามความเดือดร้อนให้กับพี่น้องแรงงานไทยกว่า 45 ล้านคน โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมนี้

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาที่แรงงานไทยต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านค่าแรง สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ปลอดภัย หรือความกังวลจากการเลิกจ้างและปัญหาการว่างงานที่เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน ซึ่งช่องทางการร้องเรียนในอดีต มักมีอุปสรรคเรื่องความล่าช้าและการเข้าถึงยาก ทำให้บางครั้งปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขและกลายเป็นความเดือดร้อนเรื้อรัง นโยบายนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดดังกล่าว และเปลี่ยนช่องทางการร้องทุกข์ให้ง่ายขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกปัญหาของแรงงานจะได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ ระบบ Traffy Fondue จะถูกนำมาใช้เป็นช่องทางหลักในการรับเรื่องร้องเรียนปัญหาด้านแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ สภาพการทำงาน หรือการละเมิดสิทธิต่างๆ โดยข้อมูลจะถูกส่งตรงถึงเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโดยที่แรงงานไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง เพียงถ่ายรูป ปักหมุดตำแหน่ง และระบุปัญหาผ่านสมาร์ทโฟน จากนั้นระบบ AI จะช่วยวิเคราะห์และส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงทันที ตัดขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อน ซึ่งแรงงานสามารถติดตามสถานะการแก้ไขปัญหาได้แบบเรียลไทม์  ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกปัญหาจะได้รับการดูแล ไม่ถูกละเลย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ระบบนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาของแรงงานในประเทศเท่านั้น แต่รัฐบาลยังเตรียมต่อยอดให้ครอบคลุมถึงแรงงานไทยในต่างประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยและช่องทางในการขอความช่วยเหลือได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่าการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในครั้งนี้ จะช่วยให้การคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยมีความเข้มแข็งขึ้น และรัฐบาลพร้อมรับฟังและแก้ไขทุกปัญหา เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่แรงงานทุกคน