ทภ.2 ยันเหตุบึ้มเกิดในพื้นที่ควบคุมฝ่ายกัมพูชา คาดบาดแผลสอดคล้องเขมรเหยียบกับระเบิดตัวเอง

ทภ.2 ยันเหตุบึ้มเกิดในพื้นที่ควบคุมฝ่ายกัมพูชา คาดบาดแผลสอดคล้องเขมรเหยียบกับระเบิดตัวเอง

ทภ.2 ยันเหตุบึ้มเกิดในพื้นที่ควบคุมฝ่ายกัมพูชา คาดบาดแผลสอดคล้องเขมรเหยียบกับระเบิดตัวเอง

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.31 น.

ทภ.2 เปิดภาพชัด ซัด เขมรกล่าวหาไทยขว้างระเบิด ชี้เหตุบึ้มเกิดในพื้นที่ควบคุมฝ่ายกัมพูชา คาดบาดแผลสอดคล้องเหยียบกับระเบิด

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดภาพทหารกัมพูชาเหยียบทุ่นระเบิดตนเอง โดยทางสื่อสังคมออนไลน์ของกัมพูชาได้ออกมาเผยแพร่ข้อมูลกล่าวหาว่า ทหารไทยขว้างระเบิดเข้าไปยังที่ตั้งกำลังฝ่ายกัมพูชา จนเป็นเหตุให้ทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 3 นาย วันนี้ (5 ก.ค.)  ทั้งนี้ ทางกองทัพภาคที่สอง ยืนยันว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ไม่พบพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่ากำลังพลฝ่ายไทยมีการใช้กำลังหรือขว้างระเบิดตามที่กล่าวอ้าง

โดยกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.45 น. หน่วยทหารไทยได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นจากพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอยู่นอกแนวรั้วลวดหนามของฝ่ายไทย โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ฝ่ายไทยไม่ได้ดำเนินการหรือปฏิบัติการใด ๆ ในพื้นที่ดังกล่าว และไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ของฝ่ายไทย

ภายหลังเกิดเหตุ ได้มีการเผยแพร่ภาพทหารกัมพูชาที่ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย โดยกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า จากการพิจารณาลักษณะบาดแผลเบื้องต้น พบว่าผู้บาดเจ็บอาการหนักมีบาดแผลบริเวณฝ่าเท้าซ้าย หน้าแข้ง และใบหน้า ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 2 นาย มีบาดแผลบริเวณขาเป็นหลัก ซึ่งลักษณะการบาดเจ็บกระจุกตัวบริเวณเท้าและขา สอดคล้องกับการได้รับผลกระทบจากการเหยียบกับระเบิดมากกว่าการได้รับบาดเจ็บจากระเบิดขว้าง

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 อธิบายว่า หากเป็นการระเบิดจากระเบิดขว้าง โดยทั่วไปจะพบการกระจายของสะเก็ดระเบิดและบาดแผลหลายตำแหน่งทั่วร่างกาย รวมถึงอาจมีความรุนแรงมากกว่าลักษณะบาดแผลที่ปรากฏในภาพข่าว

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า จากข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในเบื้องต้น เหตุระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยไม่ได้เข้าไปดำเนินการใด ๆ พร้อมย้ำว่ายังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน อดกลั้น และเคารพข้อตกลงที่เกี่ยวข้องตามแนวชายแดน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

พร้อมกันนี้ กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านกลไกที่มีอยู่ หากมีข้อมูลหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมในระยะต่อไป

รายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า จากการประเมินลักษณะบาดแผล หากเป็นการได้รับผลกระทบจากระเบิดขว้าง โดยทั่วไปผู้บาดเจ็บจะมีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิดกระจายหลายตำแหน่ง ทั้งบริเวณลำตัวและใบหน้า แต่จากภาพผู้บาดเจ็บของฝ่ายกัมพูชา พบว่าบาดแผลส่วนใหญ่กระจุกตัวบริเวณเท้าและขา จึงมีลักษณะสอดคล้องกับการได้รับผลกระทบจากการเหยียบกับระเบิดมากกว่า ทั้งนี้ เป็นการประเมินเบื้องต้นจากข้อมูลที่มีอยู่

ข่าวเท็จ!! ทบ.แจงปม เขมร กุข่าว ทหารไทยขว้างบอมบ์ชายแดนสุรินทร์ คาดเหยียบกับระเบิดตัวเอง!!

ข่าวเท็จ!! ทบ.แจงปม เขมร กุข่าว ทหารไทยขว้างบอมบ์ชายแดนสุรินทร์ คาดเหยียบกับระเบิดตัวเอง!!

ข่าวเท็จ!! ทบ.แจงปม เขมร กุข่าว ทหารไทยขว้างบอมบ์ชายแดนสุรินทร์ คาดเหยียบกับระเบิดตัวเอง!!

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.19 น.

ทบ. แจงข้อเท็จจริงชายแดนสุรินทร์ หลังพบข่าวบิดเบือนอ้างไทยปาระเบิดใส่ทหารกัมพูชา ยืนยันไทยยึดมั่นกฎการใช้กำลังและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงข้อเท็จจริง กรณีที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้างว่า เมื่อเวลา 12.35 น. มีทหารไทยจำนวน 7 นาย ลาดตระเวนเข้าไปในพื้นที่บริเวณช่องกร่าง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และขว้างระเบิดมือจำนวน 1 ลูก เข้าไปยังที่ตั้งของฝ่ายกัมพูชา เป็นเหตุให้ทหารกัมพูชาได้รับบาดเจ็บ 3 นาย นั้น

กองทัพบกขอชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ และเป็นการบิดเบือนความจริงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจากการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนกับหน่วยทหารที่รับผิดชอบในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว พบว่าเป็นเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในฝั่งกัมพูชาเอง ไม่ใช่เกิดจากการกระทำโดยฝ่ายไทยอย่างที่กล่าวอ้าง

ซึ่งในห้วงเวลาดังกล่าว กำลังพลฝ่ายไทยกำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเพื่อคุ้มครองการสร้างเส้นทางในฝั่งไทยตามปกติ และตรวจพบว่ามีทหารกัมพูชาเข้ามาสังเกตการณ์การปฏิบัติงานของฝ่ายเรา ต่อมาในเวลาประมาณ 12.00 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นจากฝั่งกัมพูชา พร้อมเกิดความโกลาหลในการช่วยเหลือกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในฝั่งกัมพูชา โดยยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่ได้มีการใช้อาวุธหรือขว้างระเบิดใด ๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ กองทัพบกประเมินว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากกำลังพลชุดใหม่ของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งยังขาดความชำนาญและไม่คุ้นเคยกับพื้นที่อันตราย พลาดเหยียบทุ่นระเบิดของฝ่ายตนเองที่เคยตกค้างอยู่

โฆษกกองทัพบกกล่าวย้ำในตอนท้ายว่า กองทัพบกไทยยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ข้อตกลง ยึดมั่นกฎการใช้กำลัง ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

จึงขอให้ประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศอย่าหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือนที่ปราศจากหลักฐานรองรับ พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการสร้างข่าวปลอมเพื่อใส่ร้ายประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์และบรรยากาศความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

นายกฯ ตั้งทีม มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพ ศก.

นายกฯ ตั้งทีม มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพ ศก.

นายกฯ ตั้งทีม มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพ ศก.

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

นายกฯ ตั้งทีม มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพกลไกทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พัฒนามาตรฐานระบบราชการสู่สากล

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของกระทรวงมหาดไทย” มีปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการร่วมกันผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านความร่วมมือด้านนโยบายเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลระหว่างประเทศสมาชิก

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า การดำเนินการด้วยกลไกคณะกรรมการฯ ดังกล่าวเกิดขึ้น เพื่อหนุนเสริมการเตรียมความพร้อมและผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571 ตามคำแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยคณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบาย วางแผนภาพรวม ปรับปรุงข้อกฎหมาย และกฎระเบียบของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตลอดจนการประสานงานระหว่างประเทศ เพื่อหาเสียงสนับสนุนและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มประเทศสมาชิก

“การเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของรัฐบาล เนื่องจากเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปและยกระดับประเทศในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย กฎระเบียบ ธรรมาภิบาล การลงทุน การแข่งขัน นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพภาครัฐ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ เสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของเมือง ภูมิภาค และพื้นที่ชนบทของประเทศสมาชิก สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ในห้วงที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้มีบทบาทเชิงรุกในการดำเนินงานร่วมกับคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาภูมิภาค (RDPC) อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การติดตามพัฒนาการเชิงนโยบาย และการเข้าร่วมประชุมในระดับต่าง ๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกย่อยของ OECD เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและบริการของประเทศสู่ระดับสากล และขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก รวมทั้งการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และความนิยมไทยสู่สากล อันจะยังผลให้เกิดการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

AOT-TH ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ดูรั้วชายแดน เขื่อนกั้นทะเล พื้นที่ จันทบุรี-ตราด

AOT-TH ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ดูรั้วชายแดน เขื่อนกั้นทะเล พื้นที่ จันทบุรี-ตราด

AOT-TH ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ดูรั้วชายแดน เขื่อนกั้นทะเล พื้นที่ จันทบุรี-ตราด

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.12 น.

AOT-TH ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ดูรั้วชายแดน-เขื่อนกั้นทะเล พื้นที่ จันทบุรี-ตราด พร้อมฟังข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดน จับตาการปฏิบัติตามข้อตกลง Joint Statement เตรียมจัดทำรายงานเสนอ AOT-HQ

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างวันที่ 1–2 ก.ค.2569 คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (ASEAN Observer Team–Thailand: AOT-TH) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายไทย และผู้แทนจากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines) สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia) และประเทศมาเลเซีย (Malaysia) นำโดย พล.อ.ต.ชิตพล ก่อกิจสัมมากุล ผู้อำนวยการสำนักวิเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหาร พร้อมด้วย BG Gregorio Nieveras – OIC, AOT-TH จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายอาเซียน เดินทางลงพื้นที่สังเกตการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่และการปฏิบัติด้านความมั่นคงของฝ่ายไทย

ในการลงพื้นที่ คณะ AOT-TH ได้รับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรีเกี่ยวกับพื้นที่รูปตัว ก ซึ่งอยู่ระหว่างหลักเขตแดนที่ 64–65 บริเวณคลองตะเคียน อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ก่อนเดินทางไปสังเกตการณ์ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด และจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม โดยรับทราบการปฏิบัติงานของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรีร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานฝ่ายพลเรือน ในการบริหารจัดการจุดผ่านแดนทั้งสองแห่ง เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านมนุษยธรรม

จากนั้น คณะฯ ได้ลงพื้นที่ในเขตรับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด โดยเดินทางไปยังบริเวณเขื่อนดักตะกอน ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการก่อสร้างตามแผนพัฒนาคาสิโนเกาะกงของกัมพูชา เพื่อใช้เป็นท่าเทียบเรือและรองรับกิจกรรมทางการค้าบริเวณชายแดน พร้อมเยี่ยมชมศาลาราชการุณย์ จังหวัดตราด ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจในการช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชา

นอกจากนี้ คณะฯ ได้เดินทางไปยังหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปจากหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ตามแนวชายแดนระยะทาง 171 กิโลเมตร โดยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ การปฏิบัติด้านความมั่นคง ตลอดจนการดำเนินงานด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

การลงพื้นที่สังเกตการณ์ครั้งนี้ ทำให้คณะ AOT-TH ได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงข้อมูลกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงตาม Joint Statement ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยคณะผู้สังเกตการณ์ให้ความสนใจต่อข้อมูลที่ได้รับฟัง พร้อมซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติของทั้งสองฝ่ายในประเด็นต่าง ๆ เพื่อประกอบการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ BG Gregorio Nieveras – OIC, AOT-TH จากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายอาเซียน จะรวบรวมผลการสังเกตการณ์จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ พร้อมจัดทำรายงานเสนอต่อ AOT-HQ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

จับกุม-ป้องกัน-บำบัด! โฆษกรัฐบาล แจงนโยบายปราบยาเสพติด

จับกุม-ป้องกัน-บำบัด! โฆษกรัฐบาล แจงนโยบายปราบยาเสพติด

จับกุม-ป้องกัน-บำบัด! โฆษกรัฐบาล แจงนโยบายปราบยาเสพติด

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

5 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการปราบปรามยาเสพติดในฐานะภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ โดยปัจจุบันเครือข่ายยาเสพติดมีการเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ใช้รูปแบบการลักลอบที่ซับซ้อนมากขึ้น และพยายามอาศัยช่องทางการคมนาคม การขนส่ง และเครือข่ายระหว่างประเทศในการกระทำความผิด รัฐบาลจึงได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการข่าว การบังคับใช้กฎหมาย การรักษาความมั่นคงชายแดน และความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อปิดทุกช่องทางของเครือข่ายยาเสพติดและป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางหรือฐานปฏิบัติการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “ปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด” ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดเป็นนโยบายสำคัญในการประกาศศัตรูกับนักค้ายาเสพติดและขุดรากถอนโคนเครือข่ายอย่างเด็ดขาด โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานจัดทำแผนปฏิบัติการที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกันในทุกระดับ ตั้งแต่อำเภอ จังหวัด กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานเป็นระบบเดียวกันและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

แผนปฏิบัติการครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ การยกระดับความร่วมมือกับต่างประเทศ การเสริมความมั่นคงชายแดน การปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติดและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง การลดผลกระทบต่อประชาชน การแก้ไขปัญหาผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด การดำเนินนโยบาย “1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด” และการสร้างสังคมปลอดภัยจากยาเสพติด

ผลการดำเนินงานในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการบูรณาการทำงานระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ส. กระทรวงมหาดไทย กองทัพ ศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายยาเสพติดได้ 16,419 เครือข่าย จับกุมผู้กระทำความผิด 203,637 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.36 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ตรวจยึดยาบ้าได้กว่า 997 ล้านเม็ด เพิ่มขึ้น 33 ล้านเม็ด ไอซ์ 39.4 ตัน เพิ่มขึ้น 3.8 ตันพร้อมยาอีและเคตามีนอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยึดและอายัดทรัพย์สินจากคดียาเสพติดได้แล้วกว่า 7,677 ล้านบาท สะท้อนการตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายค้ายาเสพติดควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย

นอกจากการปราบปรามแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าการป้องกันและบำบัดผู้ติดยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้ว 40,440 คน ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับ 2,970 ชุมชน และดำเนินโครงการตำรวจประสานโรงเรียนในสถานศึกษากว่า 1,537 แห่ง คัดกรองนักเรียนกว่า 1.12 ล้านคน เพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยงและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที รวมทั้งโครงการครูตำรวจแดร์ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยยาเสพติดแก่เยาวชนกว่า 252,427 คน

นางสาวรัชดา กล่าว เพิ่มเติมอีกว่า  กรณีที่เกิดขึ้นกับพนักงานต้อนรับสายการบินสะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการค้ายาเสพติดมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกระทำความผิดอยู่ตลอดเวลา รัฐบาลจึงต้องปรับมาตรการให้เท่าทัน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ หน่วยงานด้านการบินและหน่วยงานความมั่นคง ทบทวนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยาน โดยยึดหลัก Zero Trust หรือการตรวจสอบตามมาตรฐานเดียวกันกับทุกคน เพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจถูกใช้ในการลักลอบขนยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย

“การปราบปราบปรามยาเสพติดคือวาระแห่งชาติ รัฐบาลมุ่งมั่นปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตัดวงจรเครือข่าย การยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด การบำบัดผู้เสพ การสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชน และการยกระดับความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าว

‘ประธานกมธ.ศาสนาฯ’ สยบลือ! ยันไร้วาระสอบวินัยพระธุดงค์ถูกรถชน ขออย่าทำสังคมสับสน

'ประธานกมธ.ศาสนาฯ' สยบลือ! ยันไร้วาระสอบวินัยพระธุดงค์ถูกรถชน ขออย่าทำสังคมสับสน

‘ประธานกมธ.ศาสนาฯ’ สยบลือ! ยันไร้วาระสอบวินัยพระธุดงค์ถูกรถชน ขออย่าทำสังคมสับสน

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.54 น.

วันที่ 5 ก.ค.2569 นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าว กมธ.การศาสนาฯ จะทำการสอบวินัยพระธุดงค์ที่ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารว่า ขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่เคยมีการเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ แต่อย่างใด ข่าวที่เผยแพร่ออกไปได้สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อบทบาทและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ รวมทั้งก่อให้เกิดความสับสนในหมู่คณะสงฆ์และประชาชน ทั้งที่ภารกิจของคณะกรรมาธิการมุ่งเน้นการส่งเสริม คุ้มครอง และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ ไม่ใช่การดำเนินการด้านคดีอาญา หรือการสอบสวนทางวินัยของพระภิกษุ ซึ่งเป็นอำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายและคณะสงฆ์

นางธิวัลรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการฯ เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 90 (30) ที่กำหนดให้มีหน้าที่ศึกษาวิจัย พิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการอุปถัมภ์ ทำนุบำรุง และคุ้มครองศาสนา ตลอดจนการอนุรักษ์โบราณสถานและการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม โดยไม่มีอำนาจในการสอบสวนคดีอาญาหรือดำเนินการทางวินัยต่อพระภิกษุแต่อย่างใด

“การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง นอกจากจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคณะกรรมาธิการฯ และความรู้สึกของคณะสงฆ์ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสังคม จึงขอให้ทุกฝ่ายตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เป็นทางการก่อนเผยแพร่ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือความแตกแยกโดยไม่จำเป็น” นางธิวัลรัตน์ กล่าว

ประธานกมธ.การศาสนาฯ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ กมธ.ฯ มีกำหนดเดินทางไปร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมพระภิกษุที่มรณภาพจากอุบัติเหตุดังกล่าว พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บ เพื่อร่วมแสดงความอาลัย ให้กำลังใจ และรับฟังข้อเท็จจริงในพื้นที่อย่างเหมาะสม อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทในการส่งเสริมและคุ้มครองพระพุทธศาสนา รวมถึงการสร้างขวัญกำลังใจแก่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน

กมธ.ฯ จะยังคงยึดมั่นในการทำงานด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส และเคารพต่อหลักกฎหมายและหลักพระธรรมวินัย พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างภาครัฐ คณะสงฆ์ และประชาชน เพื่อร่วมกันธำรงรักษาพระพุทธศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ความสามัคคี และความไว้วางใจของสังคมต่อไป

เว้นคดีการเมือง 112 กรวีร์ ชี้ พรบ.นิรโทษฯ หากทุกฝ่ายรับได้พร้อมเดินหน้า

เว้นคดีการเมือง 112 กรวีร์ ชี้ พรบ.นิรโทษฯ หากทุกฝ่ายรับได้พร้อมเดินหน้า

เว้นคดีการเมือง 112 กรวีร์ ชี้ พรบ.นิรโทษฯ หากทุกฝ่ายรับได้พร้อมเดินหน้า

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.41 น.

“กรวีร์”ชี้ พรบ.นิรโทษฯ หากทุกฝ่ายรับได้พร้อมเดินหน้า ย้ำจุดยืนเว้นคดีการเมือง 112 ด้าน“สุทิน”เชื่อ กม.ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์

5 กรกฎาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์กรณีสภาฯ จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีชุมนุมทางการเมืองในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คือปี 2548 – 2568 หลัง สว.ปรับแก้ถ้อยคำในบางมาตรา เช่นไม่นิรโทษการกระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า วันที่ 6 ก.ค.ทางวิปรัฐบาลจะมีการประชุมประจำสัปดาห์ถึงกฎหมายที่จะเข้าสู่การพิจารณาในสัปดานี้ ซึ่งมีเรื่องของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ทา งสว.ส่งกลับมา ในที่ประชุมจะได้หารือกับพรรคร่วมรัฐบาลถึง สิ่งที่ สว.แก้ไขมาว่ามีความเห็นอย่างไร เท่าที่ดูจากประเด็นที่สว.แก้ไขมา ยังอยู่ในแนวทางที่ฝ่ายการเมืองรับได้ หรือถ้ามีประเด็นไหนติดใจจำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการร่วมของทั้งสองสภาก็ไม่ขัดข้อง แต่ถ้าดูแล้วทุกฝ่ายพอรับได้เราก็เดินหน้าไปเลย เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ออกมาได้เร็ว ทางพรรคภูมิใจไทย ไม่มีประเด็น ก็ต้องหารือกับพรรคเพื่อไทยว่ามองอย่างไรรับได้มั้ยกับสิ่งที่สว.แก้มา หากรับได้ก็เดินหน้าถ้าต้องปรับก็ไม่มีปัญหา ส่วนท่าทีของฝ่ายค้านชัดเจนไม่รับแล้วขอไปตั้งกรรมาธิการร่วม ซึ่งจุดยืนเรื่องนิรโทษคดีการเมืองแต่เว้น 112 เป็นจุดยืนของภูมิใจไทยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสุดท้ายกฎหมายฉบับนี้ออกมาใช้แน่นอน ถ้าทุกคนเห็นตรงกันและรับได้กฎหมายก็ออกมาเร็ว ถ้าไปตั้งกรรมธิการร่วมก็ต้องเข้าสภาในสมัยประชุมหน้าก็ใช้เวลา 2 – 3 เดือน ก็จะล่าช้าออกไป

ด้าน นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยไทย ให้สัมภาษณ์กรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องฟังวิปรัฐบาลว่าจะพิจารณาอย่างไร เพราะตัวแทนแต่ละพรรค จะนำความคิดเห็นของสมาชิกมาคุยกัน ตนเชื่อว่าเรื่องนี้คงได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง และสามารถผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมาได้สำเร็จ เนื่องจากผู้ที่ได้รับประโยชน์มีทั้งกลุ่มที่ผิดพลาดหลงผิด เมื่อกฎหมายนี้ออกมาจะเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ได้กลับมาใช้ชีวิตสร้างความปรองดองสมควรเกิดขึ้นในชาติ ให้เขาได้ใช้สักยกาพของเขาในการร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไป

‘สิริพงศ์’ สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว – เพิ่มสุนัข K9 ตรวจ

'สิริพงศ์' สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว - เพิ่มสุนัข K9 ตรวจ

‘สิริพงศ์’ สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว – เพิ่มสุนัข K9 ตรวจ

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.01 น.

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.60 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการวางมาตรการคุมเข้มการขนสัมภาระผู้โดยสารและลูกเรือในสนามบิน หลังร่วมประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ เมื่อ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายร่วมประชุมแทน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ติดภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด โดย กระทรวงคมนาคม รับแนวทางมาตรการต่างๆ ของที่ประชุม ป.ป.ส. นำไปปฏิบัติเพิ่มเติม 

แต่ยืนยันว่า ก่อนหน้าเกิดเหตุแอร์โฮสเตสถูกจับที่ออสเตรเลีย มีการเข้มงวดมาตรการตรวจสอบตามหลักสากล รวมถึงก่อนหน้านี้มีการจับกุมการลักลอบขนยาเสพติดที่สนามบินอยู่ตลอด โดยตรวจพบการลักลอบขนยาเสพติดทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก 

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ จะมีการกำชับต้องเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบให้มากขึ้น เพราะคิดว่าขบวนการดังกล่าวอาจรู้กระบวนการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ จึงพยายามหาวิธีหลบเลี่ยงอยู่ตลอด

เมื่อถามว่า จะมีการคุมเข้มกรณีลูกเรือรับหิ้วของ อย่างไร รมช.คมนาคม ระบุว่า ตามปกติสนามบินมีการตรวจสอบลูกเรือผ่านกระบวนการสแกนจากเครื่องอยู่แล้ว แต่เมื่อพบว่าลูกเรือมีการรับหิ้ว จะมีการยกระดับมากขึ้น อาทิ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ออกกฎเพิ่มเติมแจ้งไปยังทุกสายการบินให้ควบคุม เช่น ห้ามรับหิ้วของเพราะอาจเกิดความเสี่ยงได้ รวมถึงอบรมเพิ่มเติมเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องเอ็กซเรย์ ยกระดับเรื่องการข่าว รวมถึงเพิ่มสุนัข K9 จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีกว่า 60 ตัวมาร่วมกับสุนัข K9 ของกรมศุลกากร เป็นต้น และหลังจากนี้ กระทรวงคมนาคม จะมีการให้นโยบายกำชับเพิ่มเติม

แม่ทัพภาค 2-3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพล เสริมแกร่งภารกิจความมั่นคง

แม่ทัพภาค 2-3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพล เสริมแกร่งภารกิจความมั่นคง

แม่ทัพภาค 2-3 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพล เสริมแกร่งภารกิจความมั่นคง

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.00 น.

แม่ทัพภาค 2–3 ลงแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ตรวจเยี่ยมกำลังพลหนุนภารกิจความมั่นคง วางพวงมาลารำลึกวีรชนเนิน 350–ปราสาทตาควาย

5 กรกฎาคม 2569 พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะผู้บังคับบัญชา ลงพื้นที่แนวปฏิบัติการชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อตรวจเยี่ยมและพบปะกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเดินทางมาสนับสนุนภารกิจของกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่แนวชายแดน ประกอบด้วย ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และเนิน 350

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามสถานการณ์ รับฟังผลการปฏิบัติงาน และตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ โดยผู้บังคับบัญชาได้ให้ข้อแนะนำในการปฏิบัติงาน รับทราบปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ตลอดจนให้กำลังใจกำลังพลจากชุด TMAC กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งปฏิบัติภารกิจร่วมในพื้นที่ชายแดนด้วย

โดย พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้กล่าวกับกำลังพลว่า การปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าวมีความสำคัญต่อภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ พร้อมขอให้กำลังพลทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง มีความพร้อม และยึดมั่นในภารกิจเพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ภายหลังเสร็จสิ้นการตรวจเยี่ยม พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ได้ร่วมประกอบพิธีวางพวงมาลา ทำความเคารพ และยืนสงบนิ่ง เพื่อรำลึกถึงทหารผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ณ อนุสรณ์สถานบริเวณเนิน 350 และปราสาทตาควาย เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้เสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามภารกิจและการสนับสนุนการปฏิบัติงานของกำลังพลในพื้นที่ชายแดน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ติดตามสถานการณ์ และเสริมความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

ใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนัก! จุติ ลั่นลุยรื้อกฎหมาย อุดช่องโหว่ Forex-ฟอกเงิน

ใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนัก! จุติ ลั่นลุยรื้อกฎหมาย อุดช่องโหว่ Forex-ฟอกเงิน

ใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนัก! จุติ ลั่นลุยรื้อกฎหมาย อุดช่องโหว่ Forex-ฟอกเงิน

วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.54 น.

“จุติ”ลั่นลุยรื้อกฎหมายเก่าสมัยโบราณ อุดช่องโหว่”Forex-ฟอกเงิน” ใช้ยาแรงเพิ่มโทษหนัก-ติดคุกจริง-บี้หน่วยงานต้องออกกฎระเบียบให้เสร็จภายใน 120 วัน เพื่อให้ไทยเข้า”OECD”กลางปี 70

5 กรกฎาคม 2569 นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยความคืบหน้าคดี Forex ว่า ได้เปิดให้ผู้ร้องเรียนเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการโดยตรง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงาน ปปง. หลังจากที่ไม่เคยได้รับโอกาสที่จะมาชี้แจงเช่นนี้ โดยพบช่องว่างทางกฎหมายที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงประชาชนให้มาลงทุน  ทั้งที่ ธปท. ยืนยันว่าไม่เคยออกใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจซื้อขาย  Forex ในประเทศไทยแก่บุคคลทั่วไป ยกเว้นเพียงการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้ ตำรวจ ดีเอสไอ และ ปปง.จะติดตามยึดทรัพย์คืน

นายจุติ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลและเป็นจุดอ่อนร้ายแรงของประเทศไทยคือ เรื่องบทลงโทษและการบังคับใช้กฎหมาย โดยพบว่ากฎหมายที่ควบคุมเรื่อง Forex ในปัจจุบันเป็นกฎหมายเก่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2485 มีโทษปรับเพียง 2,500 บาท และมีโทษจำคุกแค่ 2 ปี ทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัว ยอมเสียค่าปรับและคาดหวังว่าจะได้รับการรอลงอาญาเท่านั้น ขณะเดียวกัน กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินก็มีอัตราโทษจำคุกเพียง 1 ปี ซึ่งต่ำกว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่มีโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี ทั้งที่เป็นคดีที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง

“นี่คือจุดอ่อนของประเทศไทย ว่ากฎหมายดีแต่คนบังคับใช้กฎหมายยังมีความบกพร่อง พฤติกรรมของโจรยังหลีกเลี่ยงการสอบสวนจับกลุ่มของเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ ต่อไปนี้เราต้องทำให้เห็นว่าคนทำผิดต้องติดคุกจริง รัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่นที่จะปราบปรามสแกมเมอร์ ขจัดขบวนการฟอกเงิน และส่งสัญญาณที่รุนแรงไปยังนักลงทุนต่างชาติว่า ประเทศไทยจะไม่เป็นเมืองหลวงของธุรกิจสีเทาอีกต่อไป ตลาดทุนไทยต้องโปร่งใสและปลอดภัย” นายจุติ กล่าว

ประธาน กมธ.การเงินฯ กล่าวด้วยว่า เพื่อความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหา คณะกรรมาธิการฯ จะไม่รอขั้นตอนปกติ โดย สส.จะเป็นผู้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรด้วยตัวเอง หลังจาก ธปท.ให้ข้อมูลและสรุปจุดอ่อนของกฎหมายปี 2485 มาให้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ขอความร่วมมือผู้ปฏิบัติงาน ให้ลดระยะเวลาการออกกฎระเบียบรองรับ จากเดิม 240 วัน ให้ลดเหลือเพียง 120 วัน เพราะไทยกำลังจะถูกประเมินด้านการปราบปรามการฟอกเงินในวันที่ 30 มิถุนายน 2570 ทั้งเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย และการออกกฎหมายใหม่เพื่อปิดช่องโหว่สำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมไม่สุจริต